breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"4 ขุนพลแชมป์ยูโร 2016 ที่มีโอกาสย้ายสู่บิ๊กทีมซัมเมอร์นี้"

โปรตุเกสเจ้าของบัลลังก์แชมป์ยูโร 2016 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคำพูดจากปาก แฟร์นานโด ซานโตส ผู้จัดการทีมของพวกเขานั้นถูกต้อง เมื่อเฮดโค้ชชาวโปรตุกีสยืนกรานมาเสมอว่าโปรตุเกสชุดนี้แข็งแกร่งด้วยทีมเวิร์ค เพราะแม้จะเหล่าสตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, หลุยส์ นานี่, เปเป้, ชูเอา มูตินโญ่, โชเซ่ ฟอนเต้ และ ริคาร์โด้ กวาร์เรสม่า เป็นตัวชูโรง แต่ขุมกำลังที่เหลือต่างก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจเสมอ และมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนทีมสู่การครองแชมป์ครั้งประวัติศาสตร์ทั้ง ราฟาเอล เกร์เรโร่, ชูเอา มาริโอ, ดานิโล่ เปเรร่า, อาเดรียน ซิลวา, อันเดร โกเมส, วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ และ เรนาโต้ ซานเชส ทำให้ก่อนหน้านี้มีแข้งชาวโปรตุกีสได้ย้ายเข้าสังกัดใหม่กันบ้างแล้วทั้งก่อน และระหว่างทัวนาเมนต์ที่ประเทศฝรั่งเศสครั้งนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เล่นได้โดดเด่น และถูกคาดหมายว่าจะได้โยกย้ายทีมในช่วงกลางปี 2016 นี้ แต่จะมีใครกันบ้างนั้นวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีเรื่องราวของ "4 ขุนพลแชมป์ยูโร 2016 ที่มีโอกาสย้ายสู่บิ๊กทีมซัมเมอร์นี้" มาให้ติดตามกัน!!!!! อาเดรียน ซิลวา (ตันสังกัด สปอร์ติ้ง ลิสบอน) อาเดรียน ซิลวา อาจเป็นแกนหลักของ สปอร์ติ้ง มาตลอด 4 ปี แต่กองกลางวัย 27 ปียังไม่มีโอกาสลงสนามรับใช้ทีมชาติมากนัก ก่อนการเข้ามารั้งบังเหียนทีมชาติโปรตุเกสของเทรนเนอร์ แฟร์นานโด ซานโตส ที่ทำให้อดีตลูกหม้อของ บอร์กโดซ์ ก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของทีมทั้งในยูโร 2016 รอบคัดเลือก และรอบสุดท้ายที่เขาถูกจับเล่นทั้งในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง, กองกลางบ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ รวมทั้งบทบาทจอมทัพ และทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอต้นเสมอปลายจนถึงในนัดชิงชนะเลิศ ทำให้ดาวเตะชาวโปรตุกีสตกเป็นเป้าหมายของ เลเวอร์คูเซ่น, พาเลซ และ เวสต์แฮม ดานิโล่ เปเรร่า (ตันสังกัด เอฟซี ปอร์โต้) ดานิโล่ ติดทีมชาติเพียง 12 นัดเท่านั้นก่อนไปลุยศึกยูโร 2016 กับโปรตุเกส เนื่องจากกองกลางตัวรับวัย 24 ปีเพิ่งก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับ ปอร์โต้ ในซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้อดีตห้องเครื่อง ปาร์ม่า เคยตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากบิ๊กทีมบนเกาะอังกฤษอยู่บ้าง ก่อนที่มิดฟิลด์ชาวโปรตุกีสจะมาแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของตัวเองในทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศฝรั่งเศส และแน่นอนว่าบทบาทตัวตัดเกมที่เต็มไปด้วยความดุดัน และเต็มไปด้วยพละกำลังของเขาก็เป่็นอีกส่วนสำคัญสำหรับเกมรับในทีมของกุนซือ แฟร์นานโด ซานโตส ที่เป็นอีกจุดแข็งของทีมแชมป์ยูโรครั้งนี้ อันเดร โกเมส (ตันสังกัด บาเลนเซีย) อันเดร โกเมส ถูกจับตามองจากเหล่าบิ๊กทีมของยุโรปตั้งแต่ซีซั่นแรก (2014-15) ของเขากับทัพ "โลส เช" แล้ว และการที่อดีตลูกหม้อของ เบนฟิก้า สามารถปรับตัวเข้ากับทีมของเฮดโค้ช แฟร์นานโด ซานโตส ในยูโร 2016 รอบสุดท้ายได้อย่างไม่มีปัญหาทั้งที่ลงเล่นกับโปรตุเกสในรอบคัดเลือกเพียงนัดเดียวเท่านั้น รวมทั้งการเล่นได้อย่างน่าประทับใจทั้งในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก, กองกลางบ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ และปีก ก็ยิ่งตอกย้ำศักยภาพเกมรุกของเขาด้วยวัยเพียง 22 ปี ทำให้ทั้ง เชลซี, ยูเวนตุส และ บาเยิร์น มิวนิค มองถึงโอกาสคว้าตัวเขาจากเจ้า "ค้างคาว" ชูเอา มาริโอ (ตันสังกัด สปอร์ติ้ง ลิสบอน) ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลังจบยูโร 2016 ชูเอา มาริโอ จะกลายเป็นนักเตะเนื้อหอมขึ้นมาทันที เมื่อกองกลางวัย 23 ปีที่ลงสนามครบทั้ง 7 นัดในยูโรรอบสุดท้าย (ตัวจริง 6 เกม) ถือเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของเทรนเนอร์ แฟร์นานโด ซานโตส ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์จากความครบเครื่องทั้งเทคนิค และความแข็งแกร่ง รวมทั้งความเข้าใจเกมที่ทำให้ลูกหม้อของ สปอร์ติ้ง สอดประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้ลงตัว นอกจากนี้ยังเล่นได้ทั้งบทบาทของมิดฟิลด์ตัวกลาง และปีก ทำให้เขาได้รับความสนใจจาก อินเตอร์ และ เชลซีpic : facebook.com/selecoesportugal

5 แข้งเปลี่ยนทรงผมสุดจี๊ดในศึก ยูโร 2016

เสร็จสิ้นกันไปแล้วสำหรับศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ โปรตุเกส สามารถซิวแชมป์ไปครองได้มาในวันนี้ผมก็ขอเก็บตกแฟชั่นบนศรีษะของบรรดาดาวเตะตัวท็อปมาให้แฟนๆได้ชมกันว่าก่อนและหลังการแข่งขันรายการนี้จะเริ่มต้นแตกต่างแค่ไหน1. มารูยาน เฟลไลนี่ - เบลเยี่ยมก่อนระหว่างการแข่งขัน2. อารอน แรมซี่ย์ - เวลส์ก่อนระหว่างการแข่งขัน3. ปอล ป็อกบาก่อนระหว่างการแข่งขัน (เกมนัดเปิดสนามกับ โรมาเนีย)4. อิวาน เปริซิช - โครเอเชียก่อนระหว่างการแข่งขัน (รอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ โปรตุเกส)5. ริคาร์โด กวาเรสม่า - โปรตุเกสก่อนระหว่างการแข่งขัน (เฉพาะนัดชิงชนะเลิศกับ ฝรั่งเศส) เป็นยังไงกันบ้างครับ ! เพื่อนๆคิดว่าใครคือคนที่เจ๋งที่สุดและแย่ที่สุดกันบ้างเอ่ย ????เค.เค.pic : zimbio, footyfresh

ทำความรู้จักดาวยิง 4 ซีซั่นล่าสุดศึก เอเรดิวิซี่ !!

หลายคนน่าจะรู้จัก เอเรดิวิซี่ ลีกสูงสุดของ ฮอลแลนด์ กันเป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่านักเตะชาวดัตช์หลายราย รวมไปถึงแข้งโนเนมต่างๆได้ถูกผลิตและลับแข้งฝีเท้าขึ้นจากที่นี่ ซึ่งหลายคนก็ถูกส่งต่อไปฟาดฟันในลีกใหญ่ๆมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซีม เดอ ยอง, ดรีส เมอร์เท่นส์ หรือ กราเซียโน่ เปลเล่ โดยวันนี้ทางเรา "Cheerball" ก็ได้นำเอารายชื่อดาวยิงช่วง 4 ฤดูกาลล่าสุดมาให้ได้ทำความรู้จักกันครับ++1. วิลเฟร็ด โบนี่ (ฤดูกาล 2012/13) สำหรับ วิลเฟร็ด โบนี่ ดาวยิงชาติ ไอบิรี่ โคสต์ หลากหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เขาได้ย้ายจาก สปาร์ต้า ปราก ทีมจากลีก เช็ก มาร่วมซบ วิเทสส์ เมื่อปี 2011 ด้วยค่าตัวเพียง 4 ล้านยูโรเท่านั้น ก่อนฤดูกาลสุดท้ายของเขาในซีซั่น 2012/13 จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการยิงไปมากถึง 31 ประตูและยังทำแอสซิสต์ได้ถึง 8 ครั้ง เป็นเหตุให้ได้รับความสนใจจาก สวอนซี ซิตี้ จนกลายมาเป็นผู้เล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เวลาต่อมานั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้ผลงานของเขาบนลีกสูงสุดแดนผู้ดีจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่ากับสมัยอยู่กับ วิเทสส์ แต่นักเตะวัย 27 ปีก็ยิงเปิดตัวร่วมกับ "หงส์ขาว" ไปมากถึง 17 ประตู ก่อนที่ต้นปี 2015 "เรือใบสีฟ้า" จะกระชากตัวไปใช้งานด้วยมูลค่าสูงถึง 35 ล้านยูโรทีเดียว นับว่าเป็นหนึ่งในผลผลิตสำคัญจากลีก เนเธอร์แลนด์ ที่มีค่าตัวสูงมากทีเดียว2. อัลเฟร็ด ฟินน์โบกาสัน (ฤดูกาล 2013/14) ถัดมาที่นัะกเตะชาวไอซ์แลนด์ที่ทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อตลอดสองฤดูกาลร่วมกับ ฮีเรนวีน ซึ่งด้วยค่าตัวเพียง 5 แสนยูโร เขาเล่นกลับเปิดตัว เอเรดิวิซี่ ได้อย่างเกิดคำว่าคุ้มค่าด้วยการยิงไปมากถึง 24 ประตู ก่อนที่ในซีซั่น 2013/14 จะรับบทพระเอกด้วยการเป็นดาวซัลโวที่ 29 ประตู นับว่าเป็นการคว้าตัวที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก กระนั้นการย้ายไปร่วมเล่นให้กับทั้ง เรอัล โซเซียดาด และ โอลิมเปียกอส กลับดูจะไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าใดนัก เนื่องจากแทบไม่ได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงเลย ก่อนล่าสุดจะได้ฟื้นฟูตัวเองร่วมกับ เอากส์บวร์กในฤดูกาล 2015/16 พร้อมเริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นด้วยการลงเล่นเป็นตัวจริง 13 นัด ยิงได้ 7 ประตูนั่นเอง3. เมมฟิส เดอปาย (ฤดูกาล 2014/15) เชื่อว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีใครรู้จักนักเตะรายนี้ เพราะเขาคือ เมมฟิส เดอปาย ปีกดาวรุ่งเลือดดัตช์ที่ได้โยกซบ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อซัมเมอร์ปี 2015 ด้วยค่าตัวมากถึง 34 ล้านยูโร เขาเติบโตกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ก่อนจะกลายเป็นดาวซัลโวในซีซั่น 2014/15 ด้วยการยิงไปมากถึง 22 ประตู กระนั้นฟอร์มในปีแรกร่วมกับถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด กลับทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากได้ลงเล่นในลีกสูงสุดแดนผู้ดีในฐานะตัวจริงไปเพียง 16 นัดเท่านั้นและยังทำได้แค่ 2 ประตู ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์ตามมาอย่างหนักนั่นเอง สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของแข้งวัย 22 ปี ดูเหมือนว่าอนาคตร่วมกับสโมสรเมืองแมนเชสเตอร์จะไม่แน่นอนนัก เนื่องจากมีรายงานว่าถูก ยูเวนตุส จ้องพรากตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 20 ล้านยูโร ขณะที่อีกกระแสยังมีการเปิดเผยว่าเจ้าตัวได้ส่งรถหรูกลับบ้านเกิดอีกด้วย4. วินเซนต์ ยานส์เซ่น (ฤดูกาล 2015/16) สุดท้ายกลายเป็นผู้เล่นที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนบอลแดนกังหันลมไม่น้อยทีเดียว สำหรับเจ้าหนุ่มชาวดัตช์ที่ยิงในซีซั่น 2015/16 ให้กับ อาแซต ไปมากถึง 27 ประตูด้วยกัน ขับเคี่ยวดาวซัลโวร่วมกับทั้ง ลูค เดอ ยอง และ อาร์คาดิอุส มิลิก ได้อย่างสนุดทีเดียว ซึ่งด้วยวัยเพียง 22 ปีนับว่าเป็นดาวดวงใหม่ที่สำคัญของ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ขณะที่การเริ่มต้นอุ่นเครื่องทีมชุดใหญ่ร่วม "อัศวินสีส้ม" ก็ยิงไปมากถึง 3 ประตูจากการลงเล่น 5 นัด นับว่ามีความเฉียบคมที่จับตัวได้ยากจริงๆ อย่างไรก็ตามทราบหรือไม่ว่าปัจจุบัน ยานส์เซ่น ได้ตกเป็นข่าวร่วมกับ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อย่างหนักและดูเหมือนว่าการดีลใกล้เสร็จสิ้นในเร็ววันนี้แล้วอีกด้วยค่าตัวราว 17 ล้านยูโรCredit Pic : Zimbio

"ย้อนรอย 3 ชาติเจ้าภาพยูโรที่ครองแชมป์ในบั้นปลาย"

ฝรั่งเศสเจ้าภาพยูโร 2016 ตีตั๋วผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปฉบับเมืองน้ำหอมบนสังเวียนสต๊าด เดอ ฟร้องซ์ วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม 2016 นี้ได้สำเร็จ โดยคู่ต่อกรของลูกทีมของเซเล็กซิยอนเนอร์ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ในแซงต์-เดอนีส์ก็คือโปรตุเกส ทำให้ "ตราไก่" กลายเป็นเจ้าบ้านชาติที่ 4 ที่ทะลุเข้าชิง และมีถึง 3 ทีมได้ครองบัลลังก์แชมป์ยูโรบนแผ่นดินตัวเอง แต่จะมีชาติใดกันบ้างนั้นวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีเรื่องราวของ "ย้อนรอย 3 ชาติเจ้าภาพยูโรที่ครองแชมป์ในบั้นปลาย" มาให้ติดตามกัน!!!!! สเปน (เจ้าภาพยูโร 1964) สเปนได้รับเกียรติจัดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 2 ในปี 1964 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์นี้มีเพียง 4 ชาติตบเท้าเข้าร่วมการแข่งขันคือเจ้าบ้านสเปน, ฮังการี, เดนมาร์ก และสหภาพโซเวียตแชมป์เก่า (ยูโร 1960) ก่อนเป็นเจ้าถิ่น "กระทิงดุ" ที่นำทัพมาโดย เฆซุส มาเรีย เปเรด้า, อมันซิโอ อมาโร่, อิ๊กนาซิโอ โซโก้, เฟลิเซียโน่ ริวิย่า, เฟร์นานโด โอลิเวย่า และ หลุยส์ ซัวเรซ ตำนานมิดฟิลด์ของ บาร์เซโลน่า และ อินเตอร์ มิลาน เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 1960 ที่คว้าแชมป์ไปครองด้วยการเอาชนะสหภาพโซเวียตในเกมชิงดำที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว สเตเดี้ยม อิตาลี (เจ้าภาพยูโร 1968) เจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัยในเวลานั้นรับหน้าเสื่อจัดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 3 ในปี 1968 ที่มียูโกสลาเวีย, อังกฤษ, สหภาพโซเวียต และอิตาลี และพลพรรค "อัซซูรี่" ที่มีตัวชูโรงอย่าง ดิโน่ ซอฟฟ์, ลุยจิ ริว่า, จาคินโต้ ฟัคเค็ตติ, ซานโดร มาซโซล่า และ อังเจโล่ โดเมนกินี่ ก็แก้มือจากการที่พวกเขากระเด็นตกรอบแรกในฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษด้วยการกรุยทางผ่านเข้าชิงชนะเลิศ และเป็นฝ่ายทุบเอาชนะยูโกสลาเวียไปได้ในเกมรีเพลย์นัดชิงแชมป์บนสังเวียนสตาดิโอ โอลิมปิโก้ ในกรุงโรม ฝรั่งเศส (เจ้าภาพยูโร 1984) ฝรั่งเศสเจ้าภาพฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งแรกเมื่อปี 1960 กลับมาจัดรายการนี้อีกครั้งในปี 1984 โดยมี สเปน, โรมาเนีย, โปรตุเกส, เยอรมันตะวันตก, ยูโกสลาเวีย, เดนมาร์ก, เบลเยียม และเจ้าบ้านฝรั่งเศสลงชิงชัยทัวร์นาเมนต์นี้ และด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงของ มิเชล พลาตินี่ "นโปเลียนลูกหนัง" เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 1983, 1984 และ 1985 ที่ผนึกกำลังกับ ฌอง ติกาน่า, อแล็ง ชิเรสเซ่, บรูโน่ แบลโลน, ลูอิส แฟร์กน็องเดซ และ โฌแอล บาตส์ ก็ช่วยกันพาทัพ "เลส์ เบลอส์" คว้าแชมป์เหนือ "ลา โรฆา" ในนัดชิงที่ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ซึ่งเป็นแชมป์ระดับเมเจอร์หนแรกของ "ตราไก่" อีกด้วยpic : Daily Mail

โชคชะตา ? 3 แข้งโดนแบนนัดชิงบอลโลกที่ต้องพบกับ บราซิล

กำลังจะลงโม่แข้งในรอบชิงชนะเลิศกันแล้วนะครับสำหรับศึก ยูโร 2016 ทางเราก็เลยขอรวบรวมข้อมูลผู้เล่นระดับโลกที่ติดโทษแบนพลาดการลงเล่นรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก (เกี่ยวกันมั้ยง่ะ) มาให้ได้ชมกันเพราะมีจุดที่น่าสนใจก็คือพวกเขาโดนแบนในเกมที่ต้องเข้าชิงกับ บราซิล ทั้งหมด1. อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า - อิตาลี โคตรปราการหลังรายนี้ได้โอกาสลงยืนคู่ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางกับ เปาโล มัลดินี่ กัปตันทีมมาโดยตลอดทัวนาเมนท์ฟุตบอลโลก 1994 แต่แล้วในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเขาก็โดนใบเหลืองในนัดกับ ไนจีเรีย ซึ่งก็คาดโทษเอาไว้แล้วและรอบรองชนะเลิศกับ บัลแกเรีย คอสตาคูร์ต้า ก็มาชะตาขาดเมื่อเจอเหลืองในนาทีที่ 61 ซึ่งแต่ก่อนไม่ได้มีการล้างโทษเหมือนในสมัยนี้ทำให้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจาก เอซี มิลาน ดวงแตกอดลงเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ บราซิล (หาคลิปไม่ได้)2. โลรองต์ บล็องก์ - ฝรั่งเศส ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ บล็องก์ ปราการหลังมันสมองในสมัยนั้นซึ่งในฟุตบอลโลก 1998 ก็กลายเป็นว่าเขาโชคไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อต้องพลาดท่าโดนใบแดงแบบที่ไม่สมควรจะโดนด้วยประการทั้งปวงในเกมกับ โครเอเชีย รอบรองชนะเลิศทำให้ บล็องก์ อดลงเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ บราซิล ในที่สุด3. มิคาเอล บัลลัค - เยอรมันนี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าไล่ตั้งแต่ปี 1994 มา 1998 และก็ 2002 บราซิล เข้าชิงชนะเลิศ 3 สมัยติดต่อกันและคู่แข่งของพวกเขาก็มีผู้เล่นคนสำคัญติดโทษแบนทุกครั้งไปคราวนี้เป็นคิวของ บัลลัค ห้องเครื่องคนสำคัญที่โดนใบเหลืองจากการไปสกัดผู้เล่นของ เกาหลีใต้ ที่กำลังตะบี้ตะบันเข้าไปใบกรอบเขตโทษซึ่งก่อนหน้า "ไกเซอร์น้อย" ก็มีใบเหลืองติดตัวอยู่แล้วตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ ปารากวัย ทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงฟัดกับ บราซิล ในที่สุดเค.เค.pic : mirror, bleacher report

ร่วมรู้จัก 3 ผู้เล่นใหม่ของ "จิ้งจอกนํ้าเงิน"

เลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรแชมป์รายล่าสุด พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นับเป็นหนึ่งในสโมสรที่มักจะคว้าตัวผู้เล่นที่ไม่ค่อยมีคนคุ้นหน้าคุ้นตานัก แต่กลับผงาดผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เอ็นโกโล่ ก็องเต้, ริยาด มาห์เรซ หรือ เจมี่ วาร์ดี้ ก็ตาม ซึ่งช่วงซัมเมอร์นี้พวกเขาก็คว้าแข้งหน้าใหม่มาได้แล้วถึง 3 รายด้วยกันและมีแนวโน้มว่ารายที่ 4 กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้อีกด้วย วันนี้ทางเรา "Cheerball" จึงมีข้อมูลคร่าวๆมาให้ได้อ่านทำความรู้จักสักเล็กน้อยกันเช่นเคยครับ...1. รอน โรเบิร์ต ซีเลอร์ สำหรับนายด่านเมืองเบียร์นับเป็นผู้เล่นที่น่าจะรู้จัก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อยู่แล้วในระดับหนึ่งทีเดียว หลังในช่วงปี 2005-2008 เคยถูกปลุกปั้นจาก "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาก่อน แต่สุดท้ายกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เนื่องจากไม่สามารถเบียดตำแหน่งตัวจริงในทีมชุดใหญ่ได้ แม้จะได้รับเบอร์เสื้อ 38 เมื่อซีซั่น 2008/09 ก็ตาม ส่งผลให้ต้องย้ายออกจากถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวฟรี ก่อนจะกลายมาเป็นตัวหลักให้กับ ฮันโนเวอร์ มาตั้งแต่ปี 2010 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดก็ได้เซ็นสัญญากับ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" ด้วยค่าตัวราว 3.5 ยูโร พร้อมสัญญา 4 ปีด้วยกัน นอกจากนี้จอมหนึบวัย 27 ปียังคงมีดีกรีเป็นถึงหนึ่งในผู้รักษาประตูของ "อินทรีเหล็ก" อีกด้วย กระนั้นการแข่งขัน ยูโร 2016 ก็ไม่มีชื่อของเขาติดธงรับใช้ชาติแต่อย่างใดทั้งสิ้น2. หลุยส์ เอร์นานเดซ สำหรับปราการหลังรายแรกที่ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" คว้าตัวมาในซัมเมอร์นี้คือแนวรับจาก สปอร์ติ้ง กีฆอน ที่แม้จะไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก แต่ประวัติของเขานับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว หลังเคยเป็นเด็กปั้นให้กับ เรอัล มาดริด มาตั้งแต่ปี 1998-2007 แถมยังได้เล่นให้กับชุดสำรองทั้ง ซี และ บี มาแล้วระหว่างปี 2007-2011 ก่อนจะย้ายมาร่วมเล่นให้ สปอร์ติ้ง กีฆอน และได้เล่นเป็นตัวหลักเมื่อปี 2012 พร้อมพาต้นสังกัดก้าวจาก เซกุนด้า ขึ้นมาเล่นใน ลา ลีกา สเปน ได้สำเร็จ ซึ่ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก็คว้าตัวมาได้ด้วยสัญญา 4 ปี แบบฟรีๆเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา3. นัมปาลิส เมนดี้ มาถึงรายสุดท้ายอย่าง นัมปาลิส เมนดี้ กองกลางตัวรับของ โอจีซี นีซ โดยนับตั้งแต่เริ่มชีวิตการค้าแข้งดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยย้ายออกจากลีกแดนนํ้าหอมเลย หลังถูกปลุกปั้นจากหลากอคาเดมี่ภายในประเทศ กระทั่งท้ายที่สุดจะได้ก้าวขึ้นมาเล่นในตำแหน่งตัวจริงของ โมนาโก ระหว่างปี 2010 ถึง 2013 ซึ่งนับว่าเคยทำงานร่วมกับกุนซืออย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ มาแล้วในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ก่อนที่เจ้าตัวจะโยกมาเล่นให้กับ นีซ เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมานั่นเอง สำหรับการมาของนักเตะวัย 24 ปีรายนี้ทำให้โอกาสที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ดาวดังประจำทัพ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" เตรียมจะย้ายออกถิ่น คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้นทีเดียว เนื่องจากตำแหน่งการเล่นค่อนข้างคล้ายคลึงกันและล่าสุดยังมีรายงานว่า "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอีกทีมที่ยังจ้องพราก ก็องเต้ ด้วยเช่นกันCredit Pic : ESPN,LCFC

"จิ้งจอก-เรือ-ผี-ราชัน-บาร์ซ่ามาครบ โหมโรงพรีซีซั่นกับไอซีซี2016"

อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ 2016 อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ไอซีซี เป็นรายการกระชับมิตรช่วงพรี-ซีซั่นของบรรดาสโมสรฟุตบอลจากทวีปยุโรป ซึ่งจัดการแข่งขันมาแล้ว 3 ครั้งในปี 2013, 2014 และ 2015 โดยแชมป์ใน 2 ปีแรกที่มีสหรัฐอเมริกา และแคนาดารับหน้าที่เจ้าภาพตกเป็นของ เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนแชมป์ปีที่แล้วเป็นของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สำหรับรายการที่สหรัฐอเมริกา และ เรอัล มาดริด สำหรับรายการที่ออสเตรเลีย และจีน สำหรับอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ 2016 ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม - 13 สิงหาคม 2016 ยังเป็นทัวร์นาเมนต์พรี-ซีซั่นที่อลังการ และคึกคักไม่แพ้ปีก่อน เพราะนอกจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และจีน ที่รับหน้าเสื่อเจ้าบ้านมาตลอดแล้ว ก็ยังมีแมตช์ที่สกอตแลนด์ (กลาสโกว์), ไอร์แลนด์ (ดับลิน), สวีเดน (สตอกโฮล์ม) และอังกฤษ (ลอนดอน) อีกด้วย 4 ทีมในทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศออสเตรเลียเมลเบิร์น วิคตอรี่ (ออสเตรเลีย)ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (อังกฤษ)ยูเวนตุส (อิตาลี)แอตเลติโก มาดริด (สเปน) 3 ทีมในทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศจีนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ)แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมัน) 10 ทีมในทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรปเชลซี (อังกฤษ)เลสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ)ลิเวอร์พูล (อังกฤษ)ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)เอซี มิลาน (อิตาลี)เซลติก (สกอตแลนด์)บาร์เซโลน่า (สเปน)เรอัล มาดริด (สเปน) โปรแกรมการแข่งขันไอซีซี 2016 ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศออสเตรเลีย วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2016เมลเบิร์น วิคตอรี่ - ยูเวนตุส (เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์, เมืองเมลเบิร์น) วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม 2016ยูเวนตุส - ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์, เมืองเมลเบิร์น) วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2016ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ - แอตเลติโก มาดริด (เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์, เมืองเมลเบิร์น) ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศจีน วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2016แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เซี่ยงไฮ้ สเตเดี้ยม, เมืองเซี่ยงไฮ้) วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2016แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (สนามกีฬาแห่งชาติ (สนามกีฬารังนก), กรุงปักกิ่ง) วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2016โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ลองแกง สเตเดี้ยม, เมืองเซินเจิ้น) ทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2016เซลติก - เลสเตอร์ ซิตี้ (เซลติก พาร์ค, เมืองกลาสโกว์, ประเทศสกอตแลนด์) วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2016อินเตอร์ มิลาน - ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ออต์เซ่น สเตเดี้ยม, เมืองยูจีน, รัฐโอเรกอน) วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2016เรอัล มาดริด - ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (โอไฮโอ้ สเตเดี้ยม, เมืองโคลอมบัส, รัฐโอไฮโอ้) วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2016บาเยิร์น มิวนิค - เอซี มิลาน (โซลเยอร์ ฟิลด์, เมืองชิคาโก้, รัฐอิลลินอยส์) วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2016เชลซี - ลิเวอร์พูล (โรส โบว์ล, เมืองปาซาเดน่า, รัฐแคลิฟอร์เนีย) วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2016เซลติก - บาร์เซโลน่า (อวีว่า สเตเดี้ยม, กรุงดับลิน, ประเทศไอร์แลนด์) วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2016เรอัล มาดริด - เชลซี (มิชิแกน สเตเดี้ยม, เมืองแอนน์ อาร์เบอร์, รัฐมิชิแกน) วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2016อินเตอร์ มิลาน - บาเยิร์น มิวนิค (แบงค์ ออฟ อเมริกา สเตเดี้ยม, เมืองชาร์ลอตต์, รัฐนอร์ทแคโรไลน่า) วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2016ลิเวอร์พูล - อินเตอร์ มิลาน (ลีวาย สเตเดี้ยม, เมืองซานตา คลาร่า, รัฐแคลิฟอร์เนีย) วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2016ปารีส แซงต์-แชร์กแมง - เลสเตอร์ ซิตี้ (สตับฮับ เซนเตอร์, เมืองคาร์สัน, รัฐแคลิฟอร์เนีย) วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2016บาร์เซโลน่า - เลสเตอร์ ซิตี้ (เฟร้นด์ส อารีน่า, สตอกโฮล์ม, ประเทศสวีเดน) วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2016บาเยิร์น มิวนิค - เรอัล มาดริด (เม็ตไลฟ์ สเตเดี้ยม, เมืองอีสต์ รูเธอร์ฟอร์ด, รัฐนิว เจอร์ซี่ย์) วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2016เอซี มิลาน - เชลซี (ยู.เอส. แบ็งค์ สเตเดี้ยม, เมืองมินนีแอโพลิส, รัฐมินนิโซต้า) วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2016ลิเวอร์พูล - บาร์เซโลน่า (เวมบลีย์ สเตเดี้ยม, กรุงลอนดอน, ประเทศอังกฤษ) วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2016อินเตอร์ มิลาน - เชลติก (โธมอนด์ พาร์ค, เมืองลิเมอริค, ประเทศไอร์แลนด์)pic : twitter.com/IntChampionsCup

รวม 3 เรื่องน่าสนใจของศึก ยูโร 2016

ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้วก็ว่าได้สำหรับศึก ยูโร 2016 ที่กำลังจะเริ่มรอบ 8 ทีมสุดท้ายในคํ่าคืนวันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งนัดแรกจะเป็นการเจอกันของ โปแลนด์ และ โปรตุเกส ที่ถือได้ว่าเป็นแมทช์ที่น่าจับตามองเกมหนึ่งทีเดียว แน่นอนเมื่อการแข่งขันเกิดขึ้นก็ย่อมมีสิ่งที่น่าสนใจให้ได้รับทราบเช่นเดียวกัน วันนี้ทางเราจึงนำเอา 3 เรื่องน่าสนใจมาฝากกันครับ!!1.ผู้เล่นที่พังสกอร์ได้สูงสุดอยู่ที่ 3 ประตู การแข่งขัน ยูโร 2016 เดินทางมาจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเข้าไป ซึ่งในเกมที่ผ่านๆมาทั้ง 4 นัดของแต่ละทีมก็มีการพังประตูสูงสุดอยู่ที่ 3 ลูกด้วยกันและมีเพียง 3 รายเท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือ อัลบาโร่ โมราต้า จากทีมชาติสเปน, อ็องตวน กรีซมันน์ จากทีมชาติฝรั่งเศส และ แกเร็ธ เบล จากทีมชาติเวลส์ ส่วนผู้ที่ยิงได้อันดับรองลงมาที่ 2 ประตูมีอยู่ 11 รายคือ โรเมลู ลูกากู, บาลาซ ซุดซัค, หลุยส์ นานี่, อิวาน เปริซิช, กราเซียโน่ เปลเล่, ร็อบบี้ เบรดี้, ดิมิทรี ปาเยต์, ยาคุบ บาลซีคอฟสกี้, บ็อกดาน สแตนคู, มาริโอ โกเมซ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั่นเอง2. ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบไม่ชนะใครเลย... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีอยู่ทีมหนึ่งที่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบน็อคเอาท์ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จแบบไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยและล่าสุดยังคงมีชื่ออยู่ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายอีกด้วย นั่นคือ ทีมชาติโปรตุเกส ภายใต้การคุมทีมของ เฟร์นานโด ซานตอส ที่มีสตาร์ดังอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ภายในทีมนั่นเอง สำหรับฟอร์มในซัมเมอร์นี้ของทัพ "ฝอยทอง" ค่อนข้างตกอยู่ในเสียงวิพากย์วิจารณ์อยู่ไม่น้อย เนื่องจากรอบแบ่งกลุ่มใน กลุ่มเอฟ พวกเขาไม่สามารถเาอชนะทีมใดได้เลย แม้จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ง่ายที่สุดก็ตาม แต่สุดท้ายด้วยผลเสมอ 3 นัดติดทำให้มี 3 แต้มเพียงพอที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จและล่าสุดก็จัดการโค่น โครเอเชีย จนผ่านเข้ามาร่วมเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างแบบเฉียดฉิวต่อไป3.ผลสกอร์สูงสุดอยู่ที่ 4-0 ต้องยอมรับกันตามตรงว่าการแข่งขัน ยูโร 2016 ช่วงซัมเมอร์นี้ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีสกอร์ทิ้งขาดกันมากสักเท่าไหร่และในรอบแบ่งกลุ่มทีมที่สามารถโค่นคู่แข่งได้ทิ้งห่างถึง 3 ลูกก็มีเพียง เวลส์, สเปน, เบลเยี่ยม และ เยอรมัน เท่านั้น ระนั้นทราบหรือไม่ว่าทีมชาติที่พังสกอร์ทิ้งห่างได้สูงสุดในปีนี้คือทัพ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ที่สามารถโค่น ฮังการี่ ไปด้วยสกอร์ 4-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั่นเองCredit Pic : Zimbio, UEFA

"จากสโคลส์ถึงเมสซี่ 4 สตาร์ลูกหนังที่รีไทร์ทีมชาติเร็ว"

การประกาศอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าของ ลิโอเนล เมสซี่ หลังนัดชิงชนะเลิศโคปา อเมริกา เซนเทนาริโอ ที่พลพรรค "ฟ้า-ขาว" ปราชัยชิลีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ในเกมชิงแชมป์ทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์แมตช์ที่ 3 ติดต่อกันในรอบ 3 ปีหลังสุดของทัพ "อัลบิเชเลสเต้" ถือว่าช็อคความรู้สึกของแฟนบอลชาวอาร์เจนไตน์ และคอลูกหนังทั่วโลกไม่น้อย เมื่อซูเปอร์สตาร์ของ บาร์เซโลน่า ที่รับใช้ชาติ 113 นัดเพิ่งจะฉลองครบรอบวันเกิดครบ 29 ปีไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ก่อนนี้ก็มีเหล่าสตาร์ที่เลือกรีไทร์ทีมชาติตั้งแต่อายุไม่มากกันมาไม่ น้อย แต่จะมีใครกันบ้างนั้นวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีเรื่องราวของ "4 สตาร์ลูกหนังที่อำลาทีมชาติก่อนวัยอันควรตามด้วย เมสซี่" มาให้ติดตามกัน!!!!! พอล สโคลส์ (เลิกเล่นทีมชาติในวัย 30 ปี - ลงสนาม 66 นัดกับทีมชาติอังกฤษ) สโคลส์ อีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดตลอดกาลของอังกฤษ และของโลก ถือเป็นแกนหลักของอังกฤษนาน 8 ปีนับตั้งแต่ประเดิมสนามกับทัพ "ทรี ไลออนส์" ในปี 1997 ทว่าในช่วงเวลาดังกล่าวอดีตลูกหม้อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จคว้าแชมป์รายการระดับเมเจอร์มาครองได้เลย และหลังทัวร์นาเมนต์ยูโร 2004 ที่ประเทศโปรตุเกสซึ่งพวกเขาจอดเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ตำนานของ "เร้ด เดวิลส์" ได้เลือกประกาศอำลาทีมชาติด้วยเหตุผลว่าถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมของเขากับ อังกฤษแล้ว แต่ "สิงโตคำราม" ก็มี แฟร้งค์ แลมพาร์ด กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กล่าวขึ้นมาพร้อมทดแทนแล้ว ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ (เลิกเล่นทีมชาติในวัย 30 ปี - ลงสนาม 58 นัดกับทีมชาติอิตาลี) ต๊อตติ คืออีกหนึ่งไอคอนหมายเลข 10 สำหรับตำแหน่งเทรควอร์ติสต้า (เพลย์เมกเกอร์ของอิตาลี) ของทัพ "อัซซูรี" อย่างไม่ต้องสงสัย โดยก่อนฟุตบอลโลก 2006 กัปตันทีม โรม่า มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน และต้องเรียกความฟิตอย่างหนักเพื่อให้ทันทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศเยอรมัน แต่ มาร์เซโล่ ลิปปี้ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลียืนกรานเสมอว่าต้องนำเจ้าชายหมาป่าติดทีมไปด้วย และเขาก็ตอบแทนความเชื่อมั่นที่อิล ซีที.มีให้ด้วยฟอร์มน่าประทับใจในทุกแมตช์เวิลด์ คัพ ในเมืองเบียร์ซึ่งพวกเขาไปถึงตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 ก่อนรีไทร์ทีมชาติในอีก 1 ปีต่อมา และนับจากนั้นเป็นเกือบ 10 ปีแล้วที่อิตาลียังต้องรอคอยจอมทัพคนใหม่ที่จะมาสืบทอดบทบาทของเขา ฟร้องค์ ริเบรี่ (เลิกเล่นทีมชาติในวัย 31 ปี - ลงสนาม 81 นัดกับทีมชาติฝรั่งเศส) ริเบรี่ เริ่มกลับมาแก้ตัวกับฝรั่งเศสได้ด้วยฟอร์มในยูโร 2012 ทั้งรอบคัดเลือก และรอบสุดท้าย รวมทั้งรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2014 หลังก่อนหน้าปีกของ บาเยิร์น มิวนิค มีส่วนกับประเด็นความขัดแย้งภายในแคมป์ของทีมที่พลพรรค "ตราไก่" มีปัญหากับ เรย์มงด์ โดเมเน็ค เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสในตอนนี้จนทำให้ฟุตบอลโลก 2010 กลายเป็นทัวร์นาเมนต์จุดต่ำสุดของทัพ "เลส์ เบลอส์" เลยทีเดียว ทว่าเมื่อถึงรายการที่ประเทศบราซิลจริงๆอดีตดาวเตะ โอลิมปิก มาร์เซย ต้องโชคร้ายพลาดโอกาสไปรับใช้ชาติ เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่หลัง และเขาก็เลือกหันหลังให้กับทีมชาติแม้ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมียูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสรับหน้าที่เจ้าภาพรออยู่ก็ตาม ฟิลิปป์ ลาห์ม (เลิกเล่นทีมชาติในวัย 30 ปี - ลงสนาม 113 นัดกับทีมชาติเยอรมัน) ลาห์ม ที่ลงสนามมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของเยอรมันจากการรับใช้ชาติยาวนานถึง 10 ปีนับตั้งแต่ประเดิมสนามกับทัพ "อินทรีเหล็ก" ในปี 2004 ได้ก้าวขึ้นมาสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติแทน มิชาเอล บัลลัค ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บในฟุตบอลโลก 2010 ฉบับซาฟารี ก่อนที่อีก 4 ปีต่อมาแบ็กขวากัปตันทีม บาเยิร์น มิวนิค จะนำทัพ "อินทรีเหล็ก" ไปกำศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่พวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 มาครอง และลูกหม้อของ "เสือใต้" ก็ตัดสินใจอำลาทีมชาติหลังนำถ้วยจูลส์ ริเมต์ กลับถึงแผ่นดินบ้านเกิดpic : dailymail.co.uk