breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

รวม 3 แข้งมีลุ้นย้ายออกจากทัพ "เปแอสเช"

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง นับเป็นสโมสรที่มีความโดดเด่นมากที่สุดจากศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส ซึ่งพวกเขามีขุมกำลังที่เพียงพร้อมทั้งด้านประสบการณ์และฝีเท้าแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังมีเงินทุนมหาศาลที่พร้อมจะคว้าเหล่าผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมแกร่งอีกด้วย กระนั้นอนาคตในวงการลูกหนังก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ซึ่งวันนี้ทางเราก็ขอหยิบ 3 ผู้เล่นที่อาจจะต้องย้ายออกจากถิ่น ปาร์ก เดอซ์ แพรงซ์ ช่วงซัมเมอร์ให้ได้รับทราบกันครับ1. ซัลวาตอเร่ ซิริกู เริ่มกันที่รายแรก ซัลวาตอเร่ ซิริกู นายด่านสำรองของ "เปแอสเช" ที่วันนี้เสียตำแหน่งให้กับ เควิน แทร็ปป์ ไปโดยปริยาย โดยตลอด 4 ซีซั่นที่ผ่านมาร่วมกับถิ่น ปาร์ก เดอซ์ แพรงซ์ เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและพาต้นสังกัดเก็บถ้วยมาได้ลหายต่อหลายใบ แต่ปัจจุบันนักเฝ้าเสาจากเมืองเบียร์กลับยึดมือหนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อยภายใต้การคุมทีมของ โลรองต์ บล็องก์ ส่งผลให้เจ้าตัวตกเป็นกระแสการย้ายทีมอย่างมากช่วงซัมเมอร์นี้ แม้จะยังพร้อมสู้สุดใจไปกับต้นสังกัดก็ตาม "ผมเป็นผู้เล่นของ เปแอสเช ไปจนกว่าพวกเขาจะเตะผมออกมา ผมอยู่ที่นี่ ซึ่งหากทีมไหนยื่นข้อเสนอใหญ่ๆเข้ามา ผมจะทำการตัดสินใจ แต่ผมต้องคิดเกี่ยวกับทุกอย่างเลย" - ซิริกู ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา2. แซร์ช อูริเยร์ ถัดมารายที่สองแบ็กฟูลแบ็กอนาคตไกลอย่าง แซร์ช อูริเยร์ ที่เพิ่งย้ายด้วยสัญญาเต็มตัวเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ฝีเท้าของเขานับว่าได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตอนที่รับใช้ ไอวอรี่ โคสต์ ในศึกฟุตบอลโลก ปี 2014 ณ บราซิล แต่ปัจจุบันเขากลับมีอนาคตตรงหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากเล่นพิเรนทร์อัดคลิปว่าร้ายตั้งแต่กุนซือภายในทีมยันผู้เล่นคนอื่นๆ เป็นเหตุให้จำต้องติดโทษแบนจากสโมสรนั่นเอง กระนั้นแม้จะได้รับโอกาสให้กลับมาร่วมซ้อมกับทีมได้อีกครั้งวันที่ 20 มีนาคมนี้ แต่กระแสข่าวอนาคตของเขากลับไม่แน่นอนนักและเป็น อาร์เซน่อล สโมสรนักปั้นจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่กำลังจับตาเฝ้ามองอาจเรียกใช้บริการต่อไปในช่วงซัมเมอร์นี้3. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช รายสุดท้ายไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ ซลาตัน อบราฮิโมวิช ซึ่งนับเป็นนักเตะมาดเจ้าพ่อคนหนึ่งของวงการลูกหนังก็ว่าได้ เขามีประสบการณ์อย่างมหาศาลและพา "เปแอสเช" กวาดแชมป์ภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนับเพียงฤดูกาลนี้เขาก็ยิงไปแล้วถึง 23 ประตูและอาจจะพาต้นสังกัดคว้าแชมป์มาได้อีกปีด้วยซํ้า หลังีคะแนนห่างจากอันดับ 2 อย่าง โมนาโก มากถึง 13 แต้มไปแล้ว อย่างไรก็ตามอนาคตของเขากับถิ่น ปาร์ก เดอซ์ แพรงซ์ กลับยังไม่แน่นอนนัก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่ร่วมกันอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ขณะที่ข้อเสนอเดิมก็กำลังจะหมดลงไปในช่วงซัมเมอร์นี้ ส่งผลให้สโมสรจากปารีสอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เป็นได้ นอกจากนี้นักเตะรายดังกล่าวยังตกเป็นกระแสการย้ายซบทีมในลีกแดนผู้ดีอย่างหนักอีกด้วยCredit Pic : Zimbio, Getty Image, sky9-football

ย้อนเช็คผลงาน 4 กุนชือชาวอิตาเลี่ยนของสิงห์บลูส์ก่อนถึงมือคอนเต้?

นับจนถึงขณะนี้ตัวเต็งสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ของ เชลซี ในฤดูกาลหน้าเพื่อแทนที่ตำแหน่งของ กุส ฮิดดิ้งค์ ยังเป็น อันโตนิโอ คอนเต้ บอสชาวอิตาเลี่ยนผู้ปลุก ยูเวนตุส กลับมาท่วงความยิ่งใหญ่ในอิตาลี ซึ่งเหลือสัญญาคุมทีมชาติอิตาลีเพียงจบทัวร์นาเมนต์ยูโร 2016 รอบสุดท้ายที่ประเทศฝรั่งเศสกลางปี 2016 นี้เท่านั้น และตัวแทนทั้งของ คอนเต้ กับ "สิงห์บลูส์" ก็ได้เริ่มต้นการเจรจากันแล้วด้วย แต่ก่อนที่ "อิล ชิที." ของทัพ "อัซซูรี่" จะเซ็นสัญญากับ เชลซี จริงๆนั้นวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีสกู๊ปเรื่องราวของเหล่าเทรนเนอร์ชาวอิตาเลี่ยนที่เคยมาฝากฝีมือกุมเหียนในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ให้ติดตามกันครับ!!!!! จานลูก้า วิอัลลี่ (ระหว่างกุมภาพันธ์ 1998 - กันยายน 2000) อดีตศูนย์หน้า ยูเวนตุส เพิ่งย้ายมาล่าตาข่ายในรังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้เพียงปีครึ่งเท่านั้น วิอัลลี่ ก็ถูกแต่งตั้งให้มารับหน้าที่เพลย์เยอร์-เมเนเจอร์ ในช่วงกลางซีซั่น 1997-98 หลังการปลด รุด กุลลิท ออกจากตำแหน่งกุนซือ และทีมของเทรนเนอร์มือใหม่วัย 33 ปีก็ทำผลงานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อกับการจบอันดับ 4 บนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก พร้อมคว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง ฤดูกาลถัดมาอดีตดาวยิงทีมชาติอิตาลียังควบทั้งสองบทบาท และ "สิงห์บลูส์" ก็ยังฮอตด้วยการเข้าป้ายอันดับ 3 บนตารางคะแนน โดยที่มีแต้มตามหลังทีมแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียง 4 คะแนนเท่านั้น ทำให้ วิอัลลี่ เลือกรีไทร์ และรับตำแหน่งผู้จัดการทีมเต็มตัวในซีซั่นต่อมา ซึ่งยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนภายใต้การคุมทีมของเฮดโค้ชชาวอิตาเลี่ยนก็ยังต่อยอดความสำเร็จด้วยแชมป์เอฟเอ คัพ เคลาดิโอ รานิเอรี่ (ระหว่างกันยายน 2000 - พฤษภาคม 2004) รานิเอรี่ ที่ผ่านประสบการณ์คุมทีมโชกโชนทั้งกับ นาโปลี, ฟิออเรนติน่า, บาเลนเซีย และ แอตเลติโก มาดริด ถูกดึถึงเข้ามาทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2000-2001 แทนที่ จานลูก้า วิอัลลี่ ก่อนพาทีมจบอันดับ 6 บนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ก่อนนำมาซึ่งการลงทุน 30 ล้านปอนด์ด้วยเหล่าแข้งใหม่ทั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด, เอ็มมานูเอล เปอตีต์, เบาเดอไวน์ เซนเด้น, เยสเปอร์ กรุนชาร์ และ วิลเลี่ยม กัลลาส ทว่าพวกเขายังจบเพียงอันดับ 6 ในลีก และรองแชมป์เอฟเอ คัพ ส่วนซีซั่นถัดมาก็กระเตื้องขึ้นมาในอันดับ 4 และในปี 2003 ก็เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ จาการเทคโอเวอร์ทีมของ โรมัน อบราโมวิช และแม้ รานิเอรี่ จะเกือบถูกแทนที่โดย สเวน-โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในเวลานั้น แต่สุดท้าย "ทิงเกอร์แมน" ก็ยังได้ทำทีมต่อด้วยเหล่าแข้งใหม่มูลค่ารวมกันกว่า 120 ล้านปอนด์ทั้ง โคล้ด มาเกเลเล่, เดเมี่ยน ดัฟฟ์, อาเดรียน มูตู, ฌเรมี่ เอ็นฌิตัป, เวย์น บริดจ์, โจ โคล, เกล็น จอห์นสัน, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน และ เอร์นัน เครสโป ทำให้ "สิงห์บลูส์" บินสูงจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็ไม่เพียงพอให้บอสชาวอิตาเลี่ยนได้ไปต่อ ก่อนเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ที่มาสร้างทีม "สิงโตพันล้าน" แทน คาร์โล อันเชล็อตติ (ระหว่างกรกฏาคม 2009 - พฤษภาคม 2011) อดีตเฮดโค้ช ยูเวนตุส ถูกดึงเข้ามารับงานต่อจากกุนซือรักษาการ กุส ฮิดดิ้งค์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2009 เพื่อสานฝันพาทัพ "สิงห์บลูส์" ลุ้นผงาดครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ โรมัน อบราโมวิช จากดีกรีที่ อันเชล็อตติ เคยนำ เอซี มิลาน คว้าโทรฟี่แชมป์ "บิ๊กเอียร์" ถึง 2 สมัยกับการชิงดำ ยูซีแอล 3 ครั้ง ก่อนเสริมทัพด้วย แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, ยูริ เซียร์คอฟ และ เนมานย่า มาติช มาผนึกกำลังกับ จอห์น เทอร์รี่, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, ปีเตอร์ เช็ก, ฟลอร็องต์ มาลูด้า, นิโกล่าส์ อเนลก้า, มิชาเอล บัลลัค, เดโก้, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, แอชลี่ย์ โคล, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช และ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ทว่ายอดทีมแห่งกรุงลอนดอนกลับจอดเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่เทรนเนอร์ชาวอิตาเลี่ยนก็แก้ตัวด้วยการส่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ โดยที่ยิงได้มากถึง 103 ประตู และกลายเป็นทีมแรกที่ทำได้มากกว่า 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก และตบท้ายฤดูกาลด้วยโทรฟี่แชมป์เอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นการครองดับเบิ้ลหนแรกของ "สิงโตน้ำเงินคราม" อีกด้วย อย่างไรก็ตามปีถัดมา "สิงห์บลูส์" กลับแรงตกแม้จะนำเข้า ยอสซี่ เบนายูน กับ รามิเรส และในฤดูหนาวด้วย เฟร์นานโด ตอร์เรส กับ ดาวิด ลุยซ์ และจบซีซั่นแบบไร้แชมป์ติดมือ ทำให้ อันเชล็อตติ ต้องตกเก้าอี้ไปตามระเบียบของเสี่ยหมี โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ (ระหว่างมีนาคม 2012 - พฤศจิกายน 2012) โรมัน อบราโมวิช และบอร์ดบริหาร เชลซี เลือกแต่งตั้ง ดิ มัตเตโอ อดีตมิดฟิลด์ของทีม และมือขวาของ อังเดร วิลลาส-โบอาส มารับตำแหน่งกุนซือรักษาการหลังปลด เอวีบี ในช่วงท้ายของของฤดูกาล 2011-12 และแม้ทีมของกุนซือชาวอิตาเลี่ยนจะจบเพียงอันดับ 6 บนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก แต่ "สิงห์บลูส์" ที่เล่นด้วยแท็คติกเน้นความรัดกุมในเกมรับก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร พ่วงด้วยแชมป์เอฟเอ คัพ อีกใบ ผลงานดังกล่าวทำให้ ดิ มัตเตโอ ได้สัญญาถาวร 2 ปีทำงานต่อไปในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนเสริมทัพด้วย เอแด็น อาซาร์, มาร์โค มาริน, ออสการ์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ วิคเตอร์ โมเซส ทว่าด้วยผลงานที่ไม่สม่ำเสมอช่วงปลายปี 2012 ในพรีเมียร์ลีก และสถานการณ์ที่สุ่มเสียงต่อการตกรอบแบ่งกลุ่ม ยูซีแอล ก็ทำให้อดีตผู้จัดการทีม เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ต้องหลุดออกจากตำแหน่งpic : dailymail.co.uk

3 ดาวเตะบราซิเลี่ยนที่ บาร์ซ่า ใช้ยังไม่ทัน 'คุ้ม'

1. โรนัลโด้ - 1996-97 หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าก่อนหน้าดาวเตะลาตินอเมริกาทั้งหลายอย่าง ริวัลโด้, โรนัลดินโญ่ และ ลีโอเนล เมสซี่ เข้ามาสร้างชื่อตนเองกับ บาร์เซโลน่า นั้น "โล้นทองคำ" โรนัลโด้ ก็เคยมาโลดแล่นฝีเท้าชนิดแบบ "ปีศาจ" ให้แฟนๆแห่งแคว้นกาตาลันยลโฉมมาแล้วแบบเน้นๆแต่เพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น โรนัลโด้ อยู่กับ บาร์ซ่า แค่ฤดูกาล 1996-97 และฝากผลงานเอาไว้ด้วยการยิง 34 ประตูจากการลงเล่น 37 นัดก่อนจะย้ายไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ด้วยวัยเพียง 20 ปีแถมพ่วงค่าตัวที่ตอนนั้นเป็นสถิติโลก 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว2. ริวัลโด้ - 1997-2002 มันเป็นเหมือนตัวตายตัวแทนเหมือนกันเพราะว่าเมื่อ บาร์ซ่า เสีย โรนัลโด้ ไปพวกเขาก็รีบจัดการคว้า ริวัลโด้ มาร่วมทีมโดยทันทีซึ่งยอดดาวเตะซ้ายธรรมชาติรายนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังด้วยผลงานลงเล่น 182 นัดยิงไป 92 ประตู แต่ถึงอย่างนั้น บาร์ซ่า ก็ขาย ริวัลโด้ ออกจากทีมไปให้กับ เอซี มิลาน โดยที่ซูปเปอร์สตาร์บราซิเลี่ยนรายนี้เพิ่งจะอายุ 28 เพราะว่าตอนนั้นในปี 2002 หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามารับตำแหน่งและก็ไม่ได้เห็นถึงคุณค่าของดาวเตะที่เพิ่งคว้าแชมป์โลกมาหมาดๆตัดสินใจยกเลิกสัญญามันซะอย่างนั้นเลย3. โรมาริโอ : 1993-95 เป็นหนึ่งในผู้เล่นชุด "ดรีมทีม" ของ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาล 1993-94 ที่มี โยฮัน ครัฟฟ์ เป็นกุนซือพร้อมด้วยหัวหอก โรมาริโอ ยืนคู่กับ ฮริสโต สตอยคอฟ แถมขุมกำลังยังมีทั้ง เป๊ป กวาดิโอล่า, ไมเคิ่ล เลาว์ดรู๊ป และ โรนัลด์ คูมัน อีกต่างหากทำให้ช่วงเวลา 2 ปีที่หัวหอกแชมป์โลกรายนี้ค้าแข้งกับ บาร์ซ่า คว้า ลาลีก้า ได้สำเร็จ แม้ว่าในฤดูกาลแรกจะสามารถคว้าแชมป์และรั้งตำแหน่งดาวซัลโวลาลีก้าได้ที่ 30 ประตูจากการลงเล่น 33 นัด แต่การขุ่นเคืองกับ ครัฟฟ์ กุนซือใหญ่ในตอนนั้นก็ทำให้ศูนย์หน้ารายนี้ต้องออกจาก คัมป์ นู ไปก่อนแบบงงๆในช่วงเวลานั้นเค.เค.pic : mantosdofutebol, blog.gr, fcbarcelona, playbuzz

5 เรื่องน่ารู้กับดาวรุ่งพุ่งแรง "มาร์คัส แรชฟอร์ด"

แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ลงสนามให้กับต้นสังกัดนัดแรกด้วยการยิงไป 2 ประตูช่วยให้ "ปีศาจแดง" โค่น มิดทิลแลนด์ ไปด้วยสกอร์ มากถึง 5-1 เป็นเหตุให้มีสกอร์รวม 6-3 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเจอกับ ลิเวอร์พูล เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งวันนี้ทางเราก็มีข้อมูลเล็กน้อยให้ได้รู้จักกับพ่อหนุ่มรายนี้ครับ1. เกิดวันไหนกันหนอ? อดัม แรชฟอร์ด เกิดในเมืองแมนเชสเตอร์ในวันที่ 31 ตุลาคม ปี 1997 ซึ่งนับเป็นวัน "ฮัลโลวีน" พอดิบพอดี ทั้งยังเป็นช่วงไม่กี่เดือนต่อจากที่ หลุยส์ ฟาน กัล ได้ลาออกจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยักษ์ใหญ่ลีกดตช์เพื่อย้ายไปคุม บาร์เซโลน่า นั่นเอง 2. เคยเล่นให้กับ เฟลทเชอร์ มอสส์ แรนเจอร์ส มาก่อนในวัยเด็ก แรชฟอร์ด นับเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เข้าสู่ระดับมืออาชีพ หลังออกมาจากสโมสรเยาวชนท้องถิ่นอย่าง "เฟลทเชอร์ มอสส์ แรนเจอร์ส" ซึ่งทีมแห่งนี้เคยปลุกปั้นมาแล้วทั้ง เวส บาวน์, แดนนี่ เวลเบ็ค และ ราเวล มอร์ริสัน รวมไปถึงนักเตะดาวรุ่งคนอื่นๆที่ยังอยู่ในถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ไม่ว่าจะเป็น คาเมรอน บอร์ธวิก-แจ็คสัน และ ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ ทุกคนต่างเคยผ่านสถานที่แห่งนี้มาแล้วทั้งสิ้น3.ประสบความสำเร็จกับรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี กองหน้าเลือดผู้ดีรายนี้ไม่เคยได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ร่วมกับทีมชุดใหญ่เลย กระนั้นในรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีเมื่อปีที่แล้วเขากลับยิงไปมากถึง 13 ประตูจากการลงเล่นเป็นตัวจริง 25 เกมด้วยกัน 4.เคยมีส่วนร่วมเล็กๆกับทีมชุดใหญ่มาก่อน อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า แรชฟอร์ด ไม่เคยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีมชุดใหญ่มาเลยก่อนหน้านี้ในลีกสูงสุดแดนผู้ดี แต่เขาก็ยังได้ลงมาอยู่ข้างสนามเป็นตัวสำรองมาแล้ว 2 นัด ทั้งเกมที่เสมอกับ เลสเตอร์ ซิต้ 1-1 และเอาชนะ วัตฟอร์ด 1-2 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งจากผลงานล่าสุดดูเหมือนว่าเจ้าตัวไม่น่าจะถูกจับดองอยู่แต่ข้างสนามอีกแล้วเป็นแน่5.เปิดตัวได้แจ่มกับลีกรุ่นเล็กอย่าง ยูฟ่า ยูธ ลีก เช่นกัน นอกจากจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีมชุดใหญ่มาหมาดๆ ทราบหรือไม่ก่อนหน้านี้เจ้าหนู แรชฟอร์ด เคยเปิดตัวในรายการ "ยูฟ่า ยูธ ลีก" ด้วยการซัดคนเดียวถึง 2 ประตู ช่วยให้ "ผีแดงน้อย" บุกไปถล่ม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น รุ่นยู 19 มาแล้วด้วยสกอร์ 0-3 ขณะเดียวกันยังได้สวมปลอกแขนกัปตันอีกด้วยCredit Pic : Zimbio, Instagram

"ย้อนชม 4 หัวหอกตัวเก๋าที่โยกล่าตาข่ายในอังกฤษก่อนถึงคิว อิบรา?"

หลังจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอกกัปตันทีมชาติสวีเดนวัย 34 ปีของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่คว้าแชมป์ลีกมาแล้วทั้งในฮอลแลนด์, อิตาลี, สเปน และฝรั่งเศส เปิดเผยแล้วว่าจะไม่ปิดโอกาสตัวเองสำหรับการย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังหมดสัญญาที่ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2016 นี้ ท่ามกลางรายงานข่าวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อร่วมงานอีกครั้งกับ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตบอสของเขาที่ อินเตอร์ มิลาน และแม้ยอดดาวยิงชาวสวีดิชจะถูกตั้งคำถามเรื่องของอายุอานามที่อาจมากเกินไปสำหรับการมาค้าแข้งบนเกาะอังกฤษ พร้อมกับแบกความหวังของทีมเหมือนกับทุกต้นส้งกัดของเขาที่ผ่านมา แต่จนกระทั่งตอนนี้ อิบราฮิโมวิช ก็ยังสามารถลั่นสกอร์ป้อน เปแอสเช ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังเพิ่งก้าวขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของยอดทีมแห่งกรุงปารีสจากการกระทุ้ง 134 ประตู แต่ก่อนที่อดีตศูนย์หน้า บาร์เซโลน่า จะเซ็นสัญญากับสโมสรในอังกฤษจริงๆ วันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีสกู๊ปของเรื่องราวเหล่ากองหน้าที่เลือกมาล่าตาข่ายในพรีเมียร์ลีกช่วงบั้นปลายอาชีพการค้าแข้งของพวกเขามาให้ติดตามกันครับ!!!!! ดาวอร์ ซูเคอร์ (อาร์เซน่อล ระหว่างปี 1999-2000 / เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ระหว่างปี 2000-2001) ซูเคอร์ ย้ายมาค้าแข้งในเมืองผู้ดีในขณะที่วัย 31 ปีกับ อาร์เซน่อล หลังผ่านประสบการณ์โชกโชนมากับ ดินาโม ซาเกรบ, เซบีย่า และ เรอัล มาดริด โดยเฉพาะ "โลส บลังโกส" ต้นสังกัดที่อดีตศูนย์หน้าทีมชาติโครเอเชียประสบความสำเร็จมากที่สุดกับแชมป์ลา ลีกา, ซูเปอร์โกปา เด เอสปันญ่า และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมทั้งในนามทีมชาติกับสำหรับการคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1998 กับชั่วโมงบินที่สูง และความเฉียบคมในการจบสกอร์ที่ยังฝากความหวังได้ ทำให้อดีตกองหน้าชาวโครแอตทำผลงานได้น่าประทับใจทีเดียวกับทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" ด้วยการกระทุ้ง 8 ประตูจากการลงสนาม 22 เกมพรีเมียร์ลีก ทว่าน่าเสียดายที่ฤดูกาลดังกล่าวทีมของเทรนเนอร์ อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่มีโทรฟี่แชมป์ติดมือ ก่อนที่ซีซั่นถัดมาดาวซัลโวฟร็องซ์ 98 จะย้ายไปร่วมทีมร่วมกรุงลอนดอนอย่าง เวสต์แฮม จานลูก้า วิอัลลี่ (เชลซี ระหว่างปี 1996-1999) หลังจากแจ้งเกิดโด่งดังเป็นพลุแตกกับ ซามพ์โดเรีย และย้ายมากอบโกยความสำเร็จกับ ยูเวนตุส การัันตีด้วยตำแหน่งแชมป์เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย, ซูเปอร์ โคปปา อิตาเลียน่า, ยูฟ่า คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากนั้น วิอัลลี่ ก็เลือกโยกค้าแข้งต่างแดนครั้งแรกด้วยวัย 32 กะรัตกับ เชลซี พร้อมเพื่อนร่วมชาติอย่าง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กับ จานฟรังโก้ โซล่า และแม้อายุอานามจะมากขึ้นรวมทั้งต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ในพรีเมียร์ลีก แต่อดีตกองหน้าตัวเป้าทีมชาติอิตาลีก็ยังสามารถรักษามาตรฐานการจบสกอร์ของตัวเองได้ในระดับที่ดีทีเดียวจากการล่าตาข่าย 3 ฤดูกาลในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมกับคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, คัพ วินเนอร์ส คัพ และ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ กับทัพ "สิงห์บลูส์" ก่อนถูกดันขึ้นมาควบหน้าที่นักเตะ และผู้จัดการทีมของ เชลซี เมื่อ รุด กุลลิท โดนปลดในช่วงต้นปี 1998 ซึ่ง วิอัลลี่ ก็ทำได้ดีไม่น้อยเลยในบทบาทเฮดโค้ชกับยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ระหว่างปี 1994-1995 รอบ 2 สัญญายืมตัว 6 เดือนระหว่างปี 1998) อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์ฟุตบอล 1990 กับแชมป์ยูโร 1996 ในขณะที่วัย 30 ปีเลือกย้ายมาหาความท้าทายใหม่ๆบนเกาะอังกฤษกับ สเปอร์ส หลังผ่านการค้าแข้งมาแล้วกับ สตุ๊ตการ์ท, อินเตอร์ และ โมนาโก และ คลิ้นส์มันน์ ก็กลายเป็นขวัญใจของสาวก "ไก่เดือยทอง" ทันทีด้วยผลงานกระทุ้ง 30 ประตูจากการลงสนาม 50 นัดในทุกรายการในซีซั่นแรกกับยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน ก่อนย้ายกลับบ้านเกิดในปีถัดมากับ บาเยิร์น ต่อด้วย ซามพ์โดเรีย ทว่าอดีตบุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันก็เล่นในอิตาลีเพียง 6 เดือน และเลือกกลับมาล่าตาข่ายในรังไวท ฮาร์ เลน อีกครั้ง และ คลิ้นส์มันน์ ก็ยังเป็นฮีโร่ของทีมด้วยการกด 9 ใน 15 เกมพรีเมียร์ลีกช่วย สเปอร์ส รอดจากการตกชั้นในฤดูกาล 1997-1998 เฮนริค ลาร์สสัน (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สัญญายืมตัว 2 เดือนระหว่างปี 2007) ตำนานศูนย์หน้าชาวสวีดิชในวัย 35 ปีเพิ่งย้ายกลับมาค้าแข้งในบ้านเกิดกับ เฮลซิงบอร์กส์ ได้เพียงครึ่งปีนับตั้งแต่อำลา บาร์เซโลน่า ที่ ลาร์สสัน ทั้งประสบความสำเร็จ และอิ่มตัวกับ "อาซูลกราน่า" ซึ่งหลังการแข่งขันออลสเวนส์คาน สวีเดน จบฤดูกาล 2006 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ผู้จัดการทีมก็จัดการดึงอดีตดาวยิง กลาสโกว์ เซลติก มาล่าตาข่ายยังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มาช่วยทัพ "เร้ด เดวิลส์" ที่กำลังไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2006-07 ด้วยประสบการณ์, ความเป็นมืออาชีพ, ทัศนคติ และสัญชาตญาณการจบสกอร์ พร้อมผลงานซัด 3 ประตูจากการลงสนาม 13 นัดในทุกรายการกับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้อดีตหัวหอกทีมชาติสวีเดนกลายเป็นที่รักสาวก "ปีศาจแดง" จนกระทั่งทุกวันนี้ แม้สวมเครื่องแบบ "ยูไนเต็ด" เพียง 10 สัปดาห์ระหว่าง 2 มกราคม 2007-12 มีนาคม 2007pic : dailymail.co.uk

มาชม ! รวม 11 แข้ง "สิงห์บลูส์" สวมหน้ากากลงสนาม

ไม่รู้เป็นเทรนหรือว่ายังไงสำหรับบรรดาดาวเตะของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณใบหน้าจนต้องสวมหน้ากากป้องกันลงสนามล่าสุดก็เป็น ดีเอโก้ คอสต้า หัวหอกสองสัญชาติส่วนที่เหลือจะมีใครบ้างมาดูกันเลยผู้รักษาประตู : ปีเตอร์ เช็กคงไม่ต้องบรรยายว่าทำไม เช็ก จึงต้องใส่ทั้งหน้ากากและเฮดการ์ดแบ๊คขวา : เปาโล แฟร์เรย์ร่าแบ๊คทีมชาติโปรตุเกสรายนี้ก็เคยใส่เหมือนกันนะเอ้อ แถมสียังอินดี้กว่าเพื่อนคนอื่นๆซะด้วยเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : จอห์น เทอร์รี่ดูจากชุดของปีแล้วล่ะก็ เทอร์รี่ นี่เป็นผู้เล่นรุ่นบุกเบิกที่ประเดิมสวมหน้ากากแน่ๆเลยเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : แกรี่ เคฮิลล์ปราการหลังทีมชาติอังกฤษรายนี้สวมหน้ากากในช่วงปรีซีซั่นฤดูกาลนี้แบ๊คซ้าย : เซซาร์ อัซปิลิกวยต้าแบ๊คสแปนิชรายนี้จำเป็นจะต้องปิดหน้าตาหล่อๆเอาไว้เพราะว่าโหนกแก้มของเขาแตกจากการปะทะกับ เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์มิดฟิลด์ : เนมานย่า มาติชกลายเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาไปแล้วสำหรับการเห็น มาติช ใส่หน้ากากแบบนี้มิดฟิลด์ : เชส ฟาเบรกาสห้องเครื่องตัวเก่งต้องใส่หน้ากากภายหลังจากการปะทะกับ ชาลี อดัม เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วมิดฟิลด์ : รามิเรสส่วนคนนี้ไปกอบโกยเงินที่ประเทศจีนซะแล้วกองหน้า : เฟร์นานโด ตอร์เรสหรือเพราะการใส่หน้ากากอาจจะเป็นเหตุผลให้ ตอร์เรส มองเป้าไม่ค่อยชัดในจังหวะยิงประตู ?กองหน้า : เด็มบ้า บาแฟนๆลิเวอร์พูลคงจำไอ้หมอนี่ได้ดีกองหน้า : ดีเอโก้ คอสต้ากลายเป็นว่าดวงแตกต้องใส่หน้ากากเพราะปะทะกับผู้เล่นเยาวชนของทีมเค.เค.pic : Mirror

"4 ห้องเครื่องฟอร์มสดที่ยังไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติ"

อัลลัน (สัญชาติ บราซิล-โปรตุเกส / อายุ 25 ปี / ต้นสังกัด นาโปลี) อัลลัน มาร์เกซ ลูเรโร่ หรือ "อัลลัน" กลายเป็นแกนหลักในแดนกลางสำหรับทีมของเทรนเนอร์ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ทันทีที่ย้ายจาก อูดิเนเซ่ มาค้าแข้งยังถิ่นสตาดิโอ ซาน เปาโล ด้วยค่าตัว 11.5 ล้านยูโร เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ที่ผ่านมา กับสไตล์การเล่นแบบกองกลางบ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ที่ดุดัน และยังมีการผ่านบอลที่แม่นยำมากอีกด้วย ทำให้ "อัลลัน" คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของยอดทีมแห่งเมืองเนเปิ้ลส์สำหรับการขึ้นรั้งรองจ่าฝูงเซเรีย อา และกับตัวเลือกในตำแหน่งมิดฟิลด์ของ คาร์ลอส ดุงก้า เฮดโค้ชทีมชาติบราซิลที่มีเพียง รามิเรส, หลุยซ์ กุสตาโว่ และ แฟร์นานดินโญ่ เท่านั้นที่พร้อมฝากผีฝากไข้ ทำให้โอกาสติดธง "เซเลเซา" ของอดีตลูกหม้อ วาสโก ดากามา มีสูงมากทีเดียว จอร์จินโญ่ (สัญชาติ อิตาลี-บราซิล / อายุ 24 ปี / ต้นสังกัด นาโปลี) จอร์จินโญ่ เคยได้รับความสนใจาก อาร์เซน่อล ตั้งแต่ตลาดซื้อ-ขายนักเตะซัมเมอร์ปี 2015 จนถึงต้นปี 2016 นี้ เนื่องจากอดีตห้องเครื่อง เฮลลาส เวโรน่า ไม่มีโอกาสลงสนามากนักในยุคของกุนซือ ราฟาเอล เบนิเตซ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทว่าการเข้ามากุมบังเหียนในรั้วสตาดิโอ ซาน เปาโล ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ แทนตำแหน่งของอดีตบอส เรอัล มาดริด ทำให้ จอร์จินโญ่ กลับมาแจ้งเกิดกับทัพ "อัซซูร่า" อีกครั้งด้วยฟอร์มที่โดดเด่นกว่าช่วงแรกที่ย้ายมาเล่นกับยอดทีมแห่งเมืองเนเปิ้ลส์ใหม่ๆ พร้อมกับยึดตำแหน่งกองกลางตัวรับถาวรไปเลย และหลังจากเคยถูกทีมชาติบราซิลมองข้ามมาตลอด ทำให้ตอนนี้เขาเปรยๆแล้วว่าอยากจะสวมเครื่องแบบทีมชาติอิตาลีมากกว่า ซึ่งทาง อันโตริโอ คอนเต้ "อิล ชีที" ของอิตาลีเองก็ไม่เคยปิดโอกาสของแข้งเลือดผสมด้วย ฟร็องซิส โกเกอแล็ง (สัญชาติ ฝรั่งเศส / อายุ 24 ปี / ต้นสังกัด อาร์เซน่อล) โกเกอแล็ง ที่ลงเล่นในระดับเยาวชนกับทีมชาติฝรั่งเศสมาแล้วไล่ตั้งแต่ชุดอายุ 17, 18, 19, 20, และ 21 ปีเคยออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่ามีความฝันที่จะได้รับใช้ทัพ "เลส์ เบลอส์" ทำศึกยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสจะรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพของทัวร์นาเมนต์ในช่วงกลางปี 2016 นี้ แม้ว่านับตั้งแต่ก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงในทีมของผู้จัดการทีม อาร์แซน เวนเกอร์ เขาจะยังไม่ถูก ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสเรียกตัวติดธงก็ตาม อย่างไรก็ตาม โกเกอแล็ง ที่เพิ่งหายเจ็บเอ็นเข่ากลับมาก็ต้องเร่งเค้นฟอร์มเต็มกำลัง เนื่องจากตัวเลือกในแดนกลางของ "เดเด้" มีให้เลือกใช้งานเพียบทั้ง ปอล ป็อกบา, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, โยอัน กาบาย, ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า, แบลส มาตุยดี้ และ มุสซ่า ซิสโซโก้ เอ็นโกโล ก็องเต้ (สัญชาติ ฝรั่งเศส-มาลี / อายุ 24 ปี / ต้นสังกัด เลสเตอร์ ซิตี้) กับเงิน 5.6 ล้านปอนด์ที่ เลสเตอร์ จ่ายให้กับ ก็อง เพื่อรับ ก็องเต้ มายังรังคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ที่ผ่านมา ตอนนี้กองกลางตัวรับชาวเฟร้นช์เล่นได้เกินคุ่มค่าตัวของเขาไปแล้ว เมื่อ ก็องเต้ ปรับตัวกับสไตล์ฟุตบอลอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญสำหรับทีมของกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กับการผงาดครองตำแหน่งจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ โดย ก็องเต้ ที่มีจุดเด่นในเรื่องความแข็งแกร่ง และชั้นเชิงในการเล่นเกมรับ-รุกทำให้เขาเป็นนักเตะเข้าแท็คเกิ้ลได้สำเร็จมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ และจริงอยู่ที่ชื่อของเขายังโนเนม รวมทั้งไม่เคยผ่านประสบการณ์ในเกมระดับนานาชาติเลย แต่หาก ก็องเต้ พิสูจน์ฟอร์มสม่ำเสมอของตัวเองได้ และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสก็อาจต้องเริ่มพิจารณาเรียกเขาติดธง "ตราไก่"pic : dailymail.co.uk

10 ความจริงใน พรีเมียร์ลีก ที่คุณไม่ต้องรู้ก็ได้ !

แน่นอนครับทุกๆคนคงรู้จัก พรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลของเกาะอังกฤษกันเป็นอย่างดี มาในวันนี้ผมขอหยิบยกเรื่องราวที่บรรดาแฟนๆอาจจะยัง 'ไม่รู้' หรืออารมณ์แบบ 'ไม่ต้องรู้ก็ได้' มาให้ได้อ่านกันเพลินๆ ส่วน 10 ข้อนั้นจะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ1. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าผู้เล่นอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ โดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามเมื่อได้รับโอกาสเป็นตัวจริงถึง 134 ครั้งและมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก2. มีดาวยิงลูกนิ่งอยู่ 2 คนด้วยกันที่เคยยิงจุดโทษโดยใช้เท้าทั้งสองเท้าแล้วเข้าไปตุงตาข่ายนั่นก็คือ บ็อบบี้ ซาโมร่า และ โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์3. ยังจำได้มั้ยในช่วงเวลาที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ มาค้าแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาอาจจะทำประตูได้บ่อยก็จริงแต่แอสซิสต์นั้นเจ้าตัวเคยทำได้เพียงครั้งเดียวและครั้งนั้นก็คือการแอสซิสต์ให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงใส่ ควีนปาร์ค เรนเจอร์ส จน "เรือใบสีฟ้า" คว้าแชมป์ได้ในที่สุด4. สถิตินี้อาจจะไม่ค่อยสวยหรูมากนักเมื่อ เวย์น รูนี่ย์, เควิน เดวิส และ แกเร็ธ เบล เป็น 3 ผู้เล่นของ พรีเมียร์ลีก ที่สามารถทำประตู, แอสซิสต์ และ 'ยิงเข้าประตูตัวเอง' ได้ภายในเกมเดียว5. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การกุมบังเหียนของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่เคยแพ้ใน โอล แทร๊ฟฟอร์ด เลยแม้แต่ครั้งเดียวหากว่า "ปีศาจแดง" สามารถได้ประตูขึ้นนำไปก่อน6. ใครจะเชื่อล่ะว่า อลัน เชียร์เรอร์ เป็นคนที่พลาดการยิงจุดโทษมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ถึง 11 ครั้ง7. พอล โรบินสัน อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษทำสถิติเป็นนายด่านที่แอสซิสต์มากที่สุดโดยอยู่ที่ 5 แอสซิสต์ ด้วยกัน8. 46 ประตูที่ ดาริอุส วาสเซลล์ ยิงได้ในแต่ล่ะเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่แพ้ใครเลยซึ่งตอนนี้ก็ยังคงรั้งสถิติดังกล่าวอยู่จนถึงปัจจุบัน9. มีดาวเตะเพียง 3 คนที่เกิดหลัง พรีเมียร์ลีก ก่อตั้ง (ปี 1992) แล้วสามารถยิงแฮตทริคได้ก็คือ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แฮร์รี่ เคน และ โรเมลู ลูกากู10. มีผู้เล่นเพียงคนเดียวและน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่เกิดก่อนปี 1960 (พ.ศ. 2503) ที่ยิงแฮตทริคได้ก็คือ กอร์ดอน สตรั๊คคั่นpic : zimbio, rincondelunited, chroniclelive, theguardian

4 เรื่องน่าสนใจกับรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือน ลา ลีกา

หลายคนต่างทราบกันดีว่ารางวัล "นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน" ในแต่ละซีซั่นมีความสำคัญมากแค่ไหน โดยเฉพาะในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แฟนบอลหลากหลายทีมต่างให้ความสนใจกันไม่เว้น วันนี้ทางเราจึงนำเอาแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนของ ลา ลีกา สเปน ให้ได้อ่านกันบ้าง ซึ่ง 4 เรื่องที่น่าสงใจมีดังนี้เลยครับ1. จัดรางวัลครั้งแรกเมื่อปี 2013 การจัดรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปี 2013 ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลไปครองตกเป็นของ โกเก้ มิดฟิลด์มากความสามารถจาก แอตเลติโก มาดริด นั่นเอง ซึ่งแม้จะทำไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว แต่เจ้าตัวมีส่วนสำคัญพา "ตราหมี" เก็บชัยชนะมาได้ 3 เกมรวดในการเจอกทั้ง เซลต้า บีโก้, เอสปันญ่อล และ เรอัล เบติส นั่นเอง2. นักเตะจาก "ตราหมี" เป็นผู้คว้ารางวัลนี้ได้มากที่สุด สโมสรที่ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมากที่สุดยังคงเป็นของ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด ที่มีผู้เล่นคว้ามาได้ถึง 6 สมัยด้วยกัน ซึ่งแน่นอนคนแรกที่คว้ามาได้คือ โกเก้ ก่อนที่ ดีเอโก้ คอสต้า จะคว้ามาได้ในเดือนกันยายน ปี2013, ดีเอโก้ โกดิน ในเดือนเมษายน, พฤษภาคม 2014 และ อ็องตวน กรีซมัน์ ในเดือน มกราคม, เมษายน ปี 2015 จะเห็นได้ชัดเจนว่าหากเฉลี่ยนับเป็นต่อปี พวกเขาจะสามารถคว้ามาได้ปีละ 2 ครั้งทีเดียว3. ไม่เคยมีใครคว้ารางวัลนี้ได้เกิน 2 ครั้งแม้แต่รายเดียว ไม่รู้ว่าจะเรียกอาถรรพ์หรืออย่างไรดี เพราะรางวัลนี้แม้จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นซีซั่น 2013/14 แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ครอบครองรางวัลนี้กันได้เกิน 2 สมัยแม้แต่รายเดียว โดยบุคคลที่ครอบครองมาได้ 2 ครั้งมีดังนี้ ดีเอโก้ โกดิน, อ็องตวน กรีซมันน์, โนลิโต้, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ คาร์ลอส เวล่า ซึ่งปราการหลังอย่าง โกดิน เป็นนักเตะเพียงรายเดียวเท่านั้นที่คว้ามาได้ 2 สมัยแบบติดต่อกัน4. ผู้เล่นของ "เจ้าบุญทุ่ม" คว้ารางวัลได้ครั้งแรกในซีซั่น 2015/16 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านักเตะจาก "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของ ลา ลีกา มาได้ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ที่ผ่านมาจากผลงานของ เนย์มาร์ กองหน้าเลือดแซมบ้า ก่อนที่ล่าสุดรางวัลดังกล่าวจะเพิ่งตกเป็นของ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดแข้งบัลลงดอร์เป็นหนแรกในเดือนมกราคม ปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสต์ฟุตบอลแดนกระทิงดุทีเดียว เนื่องจากเชื่อกันว่าการไม่ได้รางวัลกันมาก่อนหน้านี้อาจจะมีเหตุเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาทางการเมืองกันนั่นเองCredit Pic : Zimbio, La Liga, Getty Image