breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"ย้อนดูทัพเรือใบสีฟ้า 16 ฤดูกาลหลังก่อนการมาถึงของเป๊ป"

-ฤดูกาล 1999-2000 อันดับ 2 เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ "เดอะ ซิตี้เซนส์" ภายใต้การนำของผู้จัดการทีม โจ รอยล์ ได้จะกลับมาตะบันเพลงแข้งบนเวทีลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีหลังจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ ถัดจาก ชาร์ลตัน แอธเลติก -ฤดูกาล 2000-01 อันดับ 18 พรีเมียร์ลีก ทีมของกุนซือ โจ รอยล์ เอาตัวไม่รอดบนลีกสูงสุด ก่อนต้องกระเด็นตกชั้นไปพร้อมกับ โคเวนทรี ซิตี้ และ แบรดฟอร์ด ซิตี้ จากนั้น "ซิตี้" ก็เลือกปลด รอยล์ ออกจากตำแหน่ง -ฤดูกาล 2001-02 แชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ เควิน คีแกน ที่ลงจากตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติอังกฤษถูกดึงมารั้งบังเหียนที่เมน โร้ด และด้วยขุมกำลังในมืออย่าง ฌอน โกเตอร์, ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, ริชาร์ด ดันน์, สจ๊วต เพียรซ์, ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้, อาลี เบนาร์เบีย, เปาโล วันโชเป้ และ เควิน ฮอร์ล็อค อดีตบอส นิวคาสเซิ่ล ก็สามารถพา "เรือใบสีฟ้า" เลื่อนชั้นในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ -ฤดูกาล 2002-03 อันดับ 9 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" ของ เควิน คีแกน จบกลางตาราง และทำผลงานน่าประทับใจพร้อมกับฟอร์มการถล่มประตูของ นิโกล่าส์ อเนลก้า ดาวซัลโวประจำทีม และฤดูกาลนี้ยังเป็นซีซั่นสุดท้ายที่ "ซิตี้" จะเปลี่ยนรังเหย้าหลังใช้งานเมน โร้ด มากว่า 80 ปี -ฤดูกาล 2003-04 อันดับ 16 พรีเมียร์ลีก แม้กุนซือ เควิน คีแกน จะมีขุมกำลังให้เลือกใช้งานทั้ง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เทรเวอร์ ซินแคลร์, เปาโล วันโชเป้, อองตวน ซิเบียร์สกี้, โจอี้ บาร์ตัน และ อเนลก้า แต่ "ซิตี้" กลับทำผลงานไม่ดีมากนัก -ฤดูกาล 2004-05 อันดับ 8 พรีเมียร์ลีก สจ๊วต เพียรซ์ ที่เคยค้าแข้งกับ "ซิตี้" ในฤดูกาล 2001-02 ถูกแต่งตั้งให้มารั้งบังเหียนในถิ่นซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม แทนที่ เควิน คีแกน และฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, อเนลก้า และ ฟาวเลอร์ ก็ทำให้ปีแรกของอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษไปได้สวย -ฤดูกาล 2005-06 อันดับ 15 พรีเมียร์ลีก การปรับกองหน้าด้วย แอนดี้ โคล, ดาริอุส วาสเซลล์ และ จอร์จอส ซามาราส เพื่อทดแทน ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, อเนลก้า และ ร็อบบี้ ที่ย้ายออกไปทำให้ทีมของ สจ๊วต เพียรซ์ ใช้เวลาตั้งตัวค่อนข้างนาน และต้องลุ้นหนักเพื่ออยู่รอดจนถึงช่วงท้ายซีซั่นเลยทีเดียว -ฤดูกาล 2006-07 อันดับ 14 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพสู้ศึกฤดูกาลใหม่ด้วย ดีทมาร์ ฮามันน์, อุสมาน ดาโบ, อันเดรียส อีซัคส์สัน และ พอล ดิกคอฟ ทว่าทีมของเทรนเนอร์ สจ๊วต เพียรซ์ ก็ยังเล่นด้วยฟอร์มกระท่อนกระแท่นตลอดทั้งซีซั่น -ฤดูกาล 2007-08 อันดับ 9 พรีเมียร์ลีก 21 มิถุนายน 2007 ทักษิณ ชินวัตร " อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เข้ามาเทคโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยวงเงิน 81.6 ล้านปอนด์ พร้อมเลือก สเวน-โกรัน อีริคส์สัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษมากุมเหียน และนำเข้าทั้ง เอลาโน่, มาร์ติน เปตรอฟ, เกลสัน แฟร์นานเดส, โจวานนี่, เวดราน ชอร์ลูก้า, วาเลรี่ โบจินอฟ, เฟลิเป้ ไกเซโด้ และ เบนจานี่ เอ็มวารูวารี ทว่าทีมของกุนซือชาวสวิดิชก็มีผลงานไม่คงเส้นคงวามากนัก -ฤดูกาล 2008-09 อันดับ 10 พรีเมียร์ลีก มาร์ค ฮิวจ์ส ถูกแต่งตั้งเข้ามาทำทีมแทน อีริคส์สัน ก่อนที่วันที่ 1 กันยายน 2008 อาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ของ ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน จะซื้อ "ซิตี้" ในมูลค่า 200 ล้านปอนด์ ต่อด้วยการเซ็นสัญญากับ โรบินโญ่ จาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษ 32.5 ล้านปอนด์ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อ-ขายซัมเมอร์ 2008 ซึ่งก่อนหน้าหัวหอกทีมชาติบราซิลก็มีทั้ง แว็งซ็องต์ ก็องปานี, ปาโบล ซาบาเลต้า, เคร็ก เบลลามี่, ไนเจล เด ยองก์ และการกลับมาของ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ที่ไหลเข้ามายังรั้วซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ -ฤดูกาล 2009-10 อันดับ 5 พรีเมียร์ลีก เมกะโปรเจกต์แรกของ "ซิตี้" เริ่มต้นด้วยเม็ดเงินลงทุ่นเหยียบ 140 ล้านปอนด์สำหรับการคว้าตัว คาร์ลอส เตเวซ, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์, แกเร็ธ แบร์รี่, โรเก้ ซานตา ครูซ, โคโล ตูเร่, ซิลวินโญ่, โจลีออน เลสค็อตต์, ปาทริค วิเอร่า และ อดัม จอห์นสัน รวมทั้งการเปลี่ยนกุนซือกลางซีซั่นจาก ฮิวจ์ส มาเป็น โรแบร์โต้ มันชินี่ ในเดือนธันวาคม 2009 ก่อนอดีตเฮดโค้ช อินเตอร์ จะพา "เรือใบสีฟ้า" จอดด้วยอันดับ 5 แบบมีลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก ยันโค้งสุดท้าย -ฤดูกาล 2010-11 อันดับ 3 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพหนักต่อเนื่องกว่า 145 ล้านปอนด์เพื่อนำ ยาย่า ตูเร่, เยโรม บัวเต็ง, ดาบิด ซิลบา, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, มาริโอ บาโลเตลลี่, เจมส์ มิลเนอร์ และ เอดิน เชโก้ มาให้กับ มันโช่ ใช้งาน ด้วยขุมกำลังที่มีประสิทธิภาพแกร่งขึ้นทำให้ "เรือใบสีฟ้า" เบียดกับทีมหัวตารางได้สูสี แม้ยังไม่มีลุ้นแชมป์เต็มตัว แต่ผลงานที่น่าประทับใจเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์แรกในรอบ 35 ปีของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ -ฤดูกาล 2011-12 แชมป์พรีเมียร์ลีก "เรือใบสีฟ้า" ที่มีโปรแกรมยูซีแอลเพิ่มเข้ามาปรับทีมด้วยการมาถึงของ กาแอล กลิชี่, สเตฟาน ซาวิช, ซามีร์ นาสรี่, เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" อย่างไรก็ตาม "ซิตี้" กลับจอดเพียงรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น ทว่าทีมของเทรนเนอร์ชาวอิตาเลี่ยนกลับมาแก้ตัวในลีกด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่รอคอยมานานถึง 44 ปี -ฤดูกาล 2012-13 อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก ตลาดซื้อ-ขายซัมเมอร์ 2012 ถือเป็นครั้งแรกที่ "ซิตี้" ภายใต้การบริหารของซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ลงทุนเพียงแค่ แจ็ค ร็อดเวลล์, สก็อตต์ ซินแคลร์, มาติย่า นาสตาซิช, ฆาบี การ์เซีย และ ไมค่อน ซึ่งนั่นดูเหมือนจะไม่เพียงพอเมื่อ "เรือใบสีฟ้า" ยืนระยะลุ้นแชมป์ไม่ได้ในลีก รวมทั้งยังไปไม่พ้นจากรอบแบ่งกลุ่มยูซีแอลอีกครั้ง และปราชัยต่อ วีแกน ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ อีกด้วย ทำให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์เลือกแยกทางกับ มันโช่ ขณะที่เหลือโปรแกรมอีก 2 นัดสุดท้ายของซีซั่น -ฤดูกาล 2013-14 แชมป์พรีเมียร์ลีก "ซิตี้" เลือกแต่งตั้ง มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือที่ผ่านประสบการณ์เกือบ 10 ปีในสเปนมารับงานในซีซั่นใหม่ และ "เรือใบสีฟ้า" ก็เริ่มกลับมาใช้งานเงินมือเติบอีกครั้งกับ แฟร์นานดินโญ่, เฆซุส นาบาส, อัลบาโร่ เนเกรโด้, สเตฟาน โยเวติช และ มาร์ติน เดมิเคลิส มูลค่ารวมกันกว่า 90 ล้านปอนด์ และทีมของเทรนเนอร์ชาวชิเลี่ยนที่เล่นด้วยความคงเส้นคงวา และแรงได้ถูกช่วงเวลาก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 2 พ่วงด้วยโบนัสคือลีก คัพ ส่วนในยูซีแอลก็เข้าถึงรอบน็อคเอาต์ แม้จะต้องตกรอบเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตามจากความพ่ายแพ้ต่อ บาร์เซโลน่า -ฤดูกาล 2014-15 อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพอีก 90 ล้านปอนด์รับฤดูกาลใหม่ด้วย บาการี่ ซาญ่า, แฟร์นานโด, เอเลียควิม ม็องกาล่า, วิลฟรีด โบนี่, วิลลี่ กาบาเยโร่ และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผลงานในลีกแม้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์เล่นได้ไม่ร้อนแรงเท่าซีซั่นก่อน ทว่ามีฟอร์มเข้าฝักของ "กุน" ที่รับตำแหน่งดาวซัลโวของฤดูกาลนี้มาช่วยประคองทีม แต่ก็ยังเป็นรอง เชลซี เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่สม่ำเสมอมากกว่า ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ลูกทีมของ เปเยกรินี่ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับ บาร์ซ่า อีกครั้ง ซึ่งสุดท้าย "อาซูลกราน่า" ก็ผ่าน ซิตี้" ไปได้ และครองบัลลังก์แชมป์ยูซีแอลไปในบั้นปลายpic : huffingtonpost.co.uk, theguardian.com, mirror.co.uk, Reuters

4 สตาร์บราซิเลี่ยนที่ดังตู้มแล้วดับวูบ

ชื่อชั้นบรรดาดาวเตะสัญชาติบราซิเลี่ยนย่อมเป็นที่ยอมรับจากหลายๆคนอยู่แล้วซึ่งบางคนก็โด่งดังจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตำนานได้ไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด้, โรนัลดินโญ่ หรือแม้แต่ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มาในวันนี้ผมขอหยิบยก 4 ดาวเตะที่เชื่อว่าทุกๆคนน่าจะเคยรู้จักเพราะชื่อเสียงของพวกเขาโด่งดังเป็นพลุแตกแต่สุดท้ายแล้วก็ดับวูบลงไปแบบน่าใจหาย1. เคียร์ริสัน เพิ่งจะตกเป็นข่าวกับทางด้าน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปหมาดๆสำหรับหัวหอกที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตก ซึ่งไอ้เจ้า เคียร์ริสัน เนี่ยสามารถทำได้ 11 ประตูจากการลงเล่น 19 นัดให้กับ พัลไมรัส ทำให้ทาง บาร์เซโลน่า ทุ่มเงิน 14 ล้านยูโรเพื่อนำมาร่วมทีมตั้งแต่ปี 2009 แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันเมื่อ บาร์ซ่า ตัดสินใจส่งให้สโมสรอื่นยืมใช้งานก่อนที่สุดท้าย เคียร์ริสัน จะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้เป็นชิ้นเป็นอันกับทั้ง เบ็นฟิก้า, ฟิออเรนติน่า, ซานโต๊ส, คูเซโร่ และ โคริติบ้า เลยแม้แต่น้อยจนปัจจุบันเจ้าตัวอายุ 27 และยังไม่มีต้นสังกัดใหม่2. เคอร์ลอน ใครเป็นคอเกมคอมพิวเตอร์ล่ะก็น่าจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเจ้า เคอร์ลอน คนนี้เป็นอย่างดีเพราะซื้อมาใช้ทีไรคุ้มค่าเสมอแต่ไปๆมาๆดาวเตะบราซิเลี่ยนรายนี้ก็กลายเป็นแค่ผู้เล่น 'เทพ ยูทิ้วป์' ธรรมดาไปซะอย่างนั้น ! เพราะลองดูสถิติช่วงอาชีพของเขาแล้วไม่ว่าจะเป็น คูเซโร่ เอย อาแจ็กซ์ เอย ก็แทบจะไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันจนปัจจุบันเจ้าตัวค้าแข้งอยู่กับ บีย่า โนวา ทีมใน "เซเรีย ดี' ของ บราซิล3. กานโซ่ โด่งดังเป็นพลุแตกไม่ใช่น้อยสำหรับชื่อของ 'กานโซ่' ที่ขึ้นมาพร้อมๆกับ เนย์มาร์ ที่พวกเขาทั้งสองคนถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้เล่นระดับ ซูปเปอร์สตาร์ ให้แก่งวงการลูกหนังบราซิเลี่ยนได้ในอนาคต แต่จนแล้วจนรอด กานโซ่ ก็เลือกที่จะไม่ย้ายมาเล่นยังทวีปยุโรปเหมือน เนย์มาร์ เขาตัดสินใจที่จะออกจาก ซานโต๊ส เพื่อไปอยู่กับ เซา เปาโล และฟอร์มการเล่นก็ค่อยๆหายไปพร้อมๆกับชื่อเสียงที่หลงเหลือเอาไว้ให้พอรู้จักบ้างเท่านั้น4. ลีอันโดร ดามิเยา นี่ก็เป็นอีกคนที่แฟนๆน่าจะจำชื่อกันได้สำหรับ ดามิเยา ที่สามารถทำผลงานได้เป็นอย่างดีในศึก โอลิมปิค ปี 2012 ร่วมกับซูปเปอร์สตาร์ปัจจุบันอย่าง ออสการ์, เนย์มาร์ และ ฮัลค์ แต่ไปๆมาๆพี่แกดันทะลึ่งเหมือนกับ กานโซ่ ซะอย่างนั้น ดามิเยา คว้ารางวัลดาวซัลโวในทัวนาเมนท์ดังกล่าวได้สำเร็จและถูกคาดหวังว่าจะเป็นหัวหอกหมายเลข '9' แห่งทีมชาติบราซิลคนต่อไปแต่แล้วการเลือกไม่ไปเล่นยุโรปกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ที่มีข่าวว่าจ่อจะเซ็นอยู่แล้วมันก็เหมือนกับว่าดับชื่อของเขาไปด้วย ล่าสุด ดามิเยา ก็มายุโรปแล้วนะเราถูกทาง ซานโต๊ส ปล่อยตัวฟรีออกมาอยู่กับ เรอัล เบติส สดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เองแต่ว่ายังไม่ได้โอกาสลงสนามเลยแม้แต่นัดเดียวเค.เค.pic : marca, blogonsoccer, zimbio

รวม 4 แข้งดังที่ยังไร้สังกัดหลังผ่านพ้นตลาดหน้าหนาว

ตลาดซื้อขายฤดูหนาวแห่งภาคพื้นยุโรปจบลงไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ผู้เล่นค่าตัวฟรีบางรายก็ยังไม่สามารถหาต้นสังกัดใหม่เข้าไปร่วมเล่นกันได้เลยด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันต่างๆนาๆ ซึ่งวันนี้ทางเราก็จะหยิบยก 4 แข้งคนดังที่ยังไร้สโมสรให้ได้รับทราบกันเช่นเคยครับ1. เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ หนึ่งในนักเตะคนดังของแฟนบอลผู้ดีกันเลยทีเดียว สำหรับ เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ แบ็กขวาตัวเก๋า หลังเคยลงเล่นให้ อาร์เซน่อล ในทีมชุดใหญ่มามากถึง 7 ซีซั่น ก่อนจะย้ายไปวาดฝีแข้งกับ กาลาตาซาราย ตั้งแต่ปี 2011 นั่นเอง กระนั้นสุดท้ายกลับไม่สามารถเบียดโควต้าตำแหน่งต่างชาติของทีมดังแดนไก่งวงได้ จนเป็นเหตุให้ต้องหลุดไปเล่นในชุด U21 แทนที่เมื่อซีซั่น 2014/15 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อสัญญาหมดลงก็ไม่มีการต่อดีลใหม่แต่อย่างใดทั้งสิ้น ซึ่งด้วยวัยเพียง 32 ปีกับประสบการณ์ที่มีมากมายในแนวรับน่าจะเหมาะสมสำหรับสโมสรระดับกลางทีมใดทีมหนึ่งในยุโรปได้อย่างแน่นอน2. โรนัลดินโญ่ สำหรับ โรนัลดินโญ่ แน่นอนว่าเป็นผู้เล่นที่รู้กันอย่างดีอยู่แล้วทั่วโลก หลังมีผลงานยอดเยี่ยมทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ทั้งยังเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วเมื่อปี 2002 เช่นเดียวกับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หรือ "บิ๊กเอียร์" ที่คว้ามาได้สมัยรับใช้ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2005/06 ประสบการณ์ของเขาเรียกได้ว่าเหลือล้นทีเดียว หลังเคยร่วมเล่นกับสโมสรชั้นนำมาทั้ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, บาร์ซ่า และ เอซี มิลาน ซึ่งล่าสุดก็ยังมีกระแสว่า "จิ้งจอกนํ้าเงิน" ให้ความสนใจใช้บริการเสียด้วย แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจดีลดังล่าวแต่อย่างใด3. นิโก้ ครานชาร์ หลายคนน่าจะจำกันได้ดีกับ นิโก้ ครานชาร์ มิดฟิลด์ตัวรุกที่โด่งดังมากับทั้ง ปอร์ทสมัธ, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ ควีนส์ พาร์ค แรนเจอร์ส ผลงานทางด้านแดนกลางของนับว่าทำได้ดีไม่น้อย ทั้งยังเคยเป็นตัวหลักให้กับ "ตราหมากรุก" ทีมชาติโคเอเชีย มามากถึง 81 เกมด้วยกัน ปัจจุบันคงสถานะค่าตัวฟรี แต่ดูเหมือนว่าอาจจะมีข่าวดีในเร็ววันนี้ เนื่องจากมีกระแสที่เจ้าตัวได้ร่วมฝึกซ้อมกับ นิวยอร์ค คอสมอส นั่นเอง4. โรบินโญ่ มาปิดท้ายกันด้วยอีกหนึ่งแข้งบราซิลเลี่ยนอย่าง โรบินโญ่ หลังหมดสัญญากับ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ยักษ์ใหญ่ของ ไชนิส ซูเปอร์ลีก เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา เขามีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยค้าแข้งร่วมกับทีมบ้านเกิดอย่าง ซานโตส ด้วยการพังสกอร์ถล่มทลายไปถึง 47 ประตูจากการลงเล่น 116 นัด ก่อนจะโยกซบ เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เอซี มิลาน ตามลำดับนั่นเอง Credit Pic : Zimbio

"4 แข้งค่าตัวแพงสุดในตลาดฤดูหนาว 2016 ของพรีเมียร์ลีก"

จอนโจ เชลวี่ย์ (ค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ย้ายจาก สวอนซี ซิตี้ สู่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) เชลวี่ย์ ถือเป็นแกนหลักในแดนกลางของ สวอนซี ตลอดช่วงเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาค้าแข้งยังถิ่นลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 และก่อนออกสตาร์ทฤดูกาล 2015-16 นี้กองกลางวัย 23 ปีก็เพิ่งขยายสัญญาฉบับใหม่อีก 4 ปีกับ "เดอะ สวอนส์" สำหรับการเล่นต่อไปกับทีมจนกระทั่งปี 2019 ทว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือยอดทีมแห่งเวลส์จาก แกร์รี่ มังค์ มาเป็น อลัน เคอร์ติส ก็ทำให้ห้องเครื่องทีมชาติอังกฤษมีส่วนร่วมกับทัพ "หงส์ขาว" น้อยลงก่อนต้องละเห็ดมาร่วมทีม นิวคาสเซิ่ล แอนดรอส ทาวน์เซนด์ (ค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สู่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ทาวน์เซนด์ ที่เติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของ สเปอร์ส ตั้งแต่เพียง 9 ขวบ และก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2009 รวมทั้งเคยถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวใช้งานมากถึง 9 สโมสร ในที่สุดปีกวัย 24 ปีก็ย้ายออกจากชายคาไวท์ ฮาร์ท เลน แบบถาวรแล้ว หลังอดีตดาวเตะ คิวพีอาร์, เบอร์มิงแฮม และ ลีดส์ มีโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเพียง 10 เกมพรีเมียร์ลีกเท่านั้นในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ และการเป็นตัวเลือกในแนวรุกของเทรนเนอร์ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ต่อจากทั้ง ซน เฮือง-มิน, เดเล่ อัลลี่, คริสเตียน อิริคเซ่น, เอริค ลาเมล่า และ นาเซอร์ ชาดลี่ ทำให้ดาวเตะทีมชาติอังกฤษเลือกอำลา "เดอะ เลน" และเซ็นสัญญากับ นิวคาสเซิ่ล อูมาร์ นิอาสเซ่ (ค่าตัว 13.5 ล้านปอนด์ ย้ายจาก โลโคโมทีฟ มอสโก สู่ เอฟเวอร์ตัน) นิอาสเซ่ โชว์ฟอร์มน่าประทับใจกับ โลโคโมทีฟ มอสโก ด้วยการกระทุ้ง 13 ประตู พร้อมทำ 10 แอสซิสต์จากการลงสนาม 23 นัดในทุกรายการกับยอดทีมแห่งกรุงมอสโกในครึ่งฤดูกาลแรกของซีซั่นนี้ ทำให้ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าหัวหอกทีมชาติเซเนกัลได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ทำให้ "เดอะ ทอฟฟี่" กล้าจ่ายถึง 13.5 ล้านปอนด์รับตัวดาวยิงวัย 25 ปีมายังรั้วกูดิสัน พาร์ค เพื่อเพิ่มออปชั้นในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าให้กับกุนซือ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียง โรเมลู ลูกากู ให้เลือกใช้งาน นอกจากนี้อดีตสไตรเกอร์ อัคฮีซาร์ เบเลดิเยสปอร์ ยังสามารถขยับออกไปขึ้นเกมรุกริมเส้นได้อีกด้วย จานเนลลี่ อิมบูล่า (ค่าตัว 18.3 ล้านปอนด์ ย้ายจาก เอฟซี ปอร์โต้ สู่ สโต๊ค ซิตี้) สโต๊ค สร้างความฮือฮาในตลาดซื้อ-ขายนักเตะอีกครั้งหลังจากในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 "เดอะ พ็อตเตอร์ส" เคยคว้าตัว เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรถึง 12 ล้านปอนด์ หลังล่าสุดยังทุ่มเงินถึง 18.3 ล้านปอนด์ เพื่อเซ็นสัญญากับ อิมบูล่า อดีตกองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีที่เล่นกับ ปอร์โต้ ได้เพียง 7 เดือนเท่านั้นนับตั้งแต่ย้ายออกจาก โอลิมปิก มาร์กเซย ในราคา 15.1 ล้านปอนด์ โดยอดีตลูกหม้อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่สามารถเลือกรับใช้ทีมชาติเบลเยียมได้เนื่องจากยังไม่ได้ลงเล่นกับทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่อาจมีผลงานที่ไม่น่าประทับใจในโปรตุเกส แต่ด้วยวัยเพียง 23 ปี และฟอร์มก่อนหน้านี้กับ โอแอ็ม ก็ถือว่าทีมของกุนซือ มาร์ค ฮิวจ์ส เลือกเสริมทัพเพื่ออนาคตได้ดีทีเดียวpic : Twitter/Stoke City, chroniclelive.co.uk, SkySports

รวม 4 ดีลโคตรไม่คุ้มประจำหน้าหนาวที่เคยเกิดขึ้น

ตลาดหน้าหนาวกำลังจะปิดตัวลงแล้วและแน่นอนว่าในช่วงนี้มีน้อยทีมนักที่จะยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าดาวเตะระดับซูปเปอร์สตาร์มาร่วมทีมมาในวันนี้ผมก็ขอรวบรวม 4 ดีลระดับเป้งๆของ 'พรีเมียร์ลีก' ในช่วงตลาดหน้าหนาวแล้วแป้กไม่เป็นท่า จะมีใครบ้างนั้นติดตามได้เลยครับ1. อัลฟองโซ่ อัลเวส : ฮีเรนวีน มา มิดเดิ้ลสโบรห์ - 12.7 ล้านปอนด์ - มกราคม ปี 2008 หัวหอกฟอร์มสุดติ่งชาวบราซิเลี่ยนถูกทาง "เดอะ โบโร่" คว้าตัวมาด้วยกระแสตอนนั้นครึกโครมมากๆเพราะฤดูกาล 2006-07 เจ้าตัวยิงให้ ฮีเรนวีน 34 ประตูจากการลงเล่น 31 นัดและในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของ 2007-08 นั้นก็ซัดไป 11 จากการลงสนาม 8 นัดเท่านั้น และเมื่อย้ายมาโลดแล่นใน พรีเมียร์ลีก ฟอร์มของเขาก็เหมือนจะไปวัดไปวาได้ด้วยการยิง 6 จาก 11 นัดในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังกับ "เดอะ โบโร่" อย่างไรก็ตามเมื่อมาเล่นเต็มๆปีในฤดูกาล 2008-09 อัลเวส ก็ยิงได้เพียงแค่ 4 ประตูจากการลงสนาม 31 นัด แน่นอนพอจบฤดูกาลปุ๊ป "เดอะ โบโร่" ก็ขายออกจากทีมทันที2. เฟร์นานโด ตอร์เรส : ลิเวอร์พูล มา เชลซี : 50 ล้านปอนด์ - มกราคม ปี 2011 ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับอะไร ที่ไหน ตลาดยังไงต้องมีชื่อของหัวหอกที่เคยได้รับสมยานามว่า "สาก 50 ล้าน" ติดอยู่ด้วยแน่นอนเพราะว่านับตั้งแต่ "เอล นินโญ่" โขยกเข้ามาโลดแล่นในถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ ทุกๆอย่างก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทันที นับตั้งแต่ ตอร์เรส ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ของ แอตเลติโก้ มาดริด ได้เขายิงเกิน 10 ประตูต่อฤดูกาลทั้งนั้นรวมถึงตอนย้ายมาอยู่กับรัก "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ก็เช่นกัน ตอร์เรส กระหน่ำเกิน 10 ตุงต่อฤดูกาลมาโดยตลอดแต่พอมา "สิงโตน้ำเงินคราม" ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังเท่านั้นแหละครับเขาทำได้ 1 ประตูจากการลงเล่น 14 นัด หลังจากนั้นคงไม่ต้องบอกอะไรมากกับผลงานของอดีตดาวยิงที่เคยถูกยกย่องว่า "คมกริบ" ที่สุดคนหนึ่งของโลก กลายมาเป็นดีลที่แฟนๆทีมอื่นล้อกันเล่นสนุกปากจนถึงปัจจุบัน3. แอนดี้ คาร์โรลล์ : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มา ลิเวอร์พูล : 35 ล้านปอนด์ - มกราคม ปี 2011 ย้ายเข้ามาในความหวังที่เป็นตัวแทนของ เฟร์นานโด ตอร์เรส เลยสำหรับหัวหอกร่างโย่งดีกรีทีมชาติอังกฤษที่ในตอนนั้นเขาถูกแฟรๆคาดหวังว่าจะกลายเป็นเครื่องจักรถล่มประตูคนใหม่แห่งวงการลูกหนัก "สิงโตคำราม" ด้วยหน่วยก้านที่ดูบึกบึนและฟอร์มก็แจ่มจริงๆตอนอยู่กับ "สาลิกาดง" อย่างไรก็ตามพอมาอยู่กับ "หงส์แดง" เขาก็โดนอาการบาดเจ็บรบกวนเลยทำให้ลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลัง 7 นัดเท่านั้นแต่ก็ยิงได้ 2 ประตูถือว่ายังโอเคเริ่มต้นกันได้ใหม่ แต่พอมาถึงฤดูกาล 2011-12 นี่ซิ เต็มๆปีเน้นๆเลย คาร์โรลล์ ลงสนามไป 35 นัดแต่กลับยิงได้เพียง 4 ประตูเท่านั้นใน พรีเมียร์ลีก เอาน่ะอย่างน้อยๆก็ขาย ตอร์เรส ไปที่ 50 ล้านปอนด์ล่ะเนอะ4. คอสตาส มิโตรกลู : โอลิมเปียกอส มา ฟูลแล่ม : 12 ล้านปอนด์ - มกราคม 2014 โชว์ฟอร์มได้ดีมากกับ โอลิมเปียกอส ก่อนย้ายมาเขามีสถิติยิงได้ 14 จากการลงเล่น 12 นัดให้กับยอดทีมแห่งดินแดนเทพนิยายทำให้ "เจ้าสัวน้อย" ยอมเบิกคลังทุบสถิติสโมสรที่ 12 ล้านปอนด์ซื้อตัวมาเพื่อหวังจะให้อยู่รอดในพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม 12 ล้านดังกล่าวก็เหมือนกันตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเมื่อ มิโตรกลู มีปัญหาอาการบาดเจ็บรวมถึงความฟิตทำให้เขาลงสนามไปเพียง 3 นัดเท่านั้นและแน่นอนในฤดูกาล 2013-14 ฟูลแล่ม ตกชั้นจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถขึ้นมาเล่น พรีเมียร์ลีก ได้เค.เค.pic : zimbio

รวม 4 แข้งดังลีกยุโรปโยกโซ้ยบะหมี่ตลาดฤดูหนาว

หนึ่งในลีกเอเชียที่มีความเคลื่อนไหวตลาดซื้อขายหน้าหนาวได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคงหนีไม่พ้น "ไชนิส ซูเปอร์ลีก" หรือลีกเมืองจีนที่จัดการคว้านักเตะมากหน้าหลายตาจากยุโรปไปร่วมค้าแข้งมากมาย โดยหลายปีก่อนนักเตะอย่าง ดีดิเยร์ ดร็อกบา ก็ยังเคยเล่นให้ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว มาแล้ว ซึ่งวันนี้ทางเราก็ขอหยิบยก 4 ผู้เล่นคนดังเป็นนํ้าจิ้มให้ได้รับทราบข้อมูลกันเบื้องต้นก่อนครับ1. สเตฟาน เอ็มเบีย เริ่มกันรายแรกที่ สเตฟาน เอ็มเบีย มิดฟิดล์จาก แทร็บซอนสปอร์ ที่ตัดสินใจโยกซบ เหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน สโมสรในเวทีไชนิส ซูเปอร์ ลีก จีน เป็นที่เรียบร้อย โดยนักเตะรายนี้นับเป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์ในยุโรปอย่างมาก หลังเคยค้าแข้งมาแล้วกับทั้ง แรนส์, โอลิมปิก มาร์กเซย รวมไปถึง ควีนส์ พาร์ค แรนเจอร์ส และ เซบีย่า ซึ่งด้วยวัย 29 ปีของเขายังคงค้าแข้งในเอเชียได้ต่อเนื่องสบายๆ 2. เฟรดี้ กัวริน มาถึงรายที่ 2 เป็น เฟรดี้ กัวริน นักเตะจาก อินเตอร์ มิลาน ที่ย้ายไปโยกซบ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว เมื่อคํ่าคืนวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา ซึ่งแม้จะไม่มีการเปิดเผยค่าตัวที่แน่ชัดแต่อย่างใด แต่สโมสรแห่งนี้ก็นับเป็นทีมที่ขึ้นชื่อว่าเงินถังทีมหนึง่ในลีกแดนมังกรทีเดียว สำหรับมิดฟิลด์ชาวโคลอมเบียนับเป็นหนึ่งในนักเตะที่รู้จักกันเป็นอย่างดี หลังลงเล่นกับ แซงต์-เอเตียน ช่วงปี 2007-2008 ก่อนจะมีชื่อเสียงร่วมกับ ปอร์โต้ และ อินเตอร์ มิลาน ถือได้ว่าการคว้าตัวครั้งนี้นับเป็น "บิ๊กดีล" ได้เลยทีเดียว3. รามิเรส หากพูดถึง "บิ๊กดีล" แล้วคนที่ะไม่กล่าวถึงคงเป็นไปไม่ได้ นั่นคือ รามิเรส มิดฟิลด์ตัวฉกาจจาก เชลซี ที่ย้ายไปร่วมเล่นให้กับ เจียงซู ซันนิง แน่นอนว่านักเตะรายนี้หลายคนย่อมรู้จักกันดีกว่ารายไหนๆ หลังเจ้าตัวลงเล่นให้ถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ มานานถึง 5 ปีครึ่ง พร้อมคว้าแชมป์มาแล้วทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และ แคปิตอล วัน คัพ รวมไปถึง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้า ลีก นอกจากนี้ทราบหรือไม่ว่าค่าตัวของเขาเป็นที่ลือกันว่าสูงถึง 25 ล้านปอนด์ทีเดียว4. แชร์วินโญ่ แฟนๆ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ แชร์วินโญ่ แนวรุกจาก อาแอส โรม่า ที่ย้ายไปร่วมเล่นให้กับ เหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน สโมสรน้องเล็กจากลีกแดนมังกร ซึ่งแม้เขาจะไม่ประสบความสำเร็จร่วมกับถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มากนัก แต่การไปเล่นให้ "หมาป่ากรุงโรม" ก็ยังสร้างชื่อได้มากกว่า พร้อมผลิตสกอร์มาได้พอสมควร น่าสนใจว่าการย้ายไปเล่นกับ เหอเป่ย จะคืนฟอร์มเก่งได้หรือไม่ สำหรับค่าตัวในครึ่งนี้คาดว่าจะสูงราว 15 ล้านยูโรด้วยกันCredit Pic : ytsports, Getty Image, Transfer

"ย้อนดูผลงาน 3 กุนซือชาวอิตาเลี่ยนในเยอรมันก่อนถึงคิวอันเชล็อตติ"

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนแผนดินเยอรมันยืนยันแล้วว่า คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่คว้าแชมป์กับทีมต้นสังกัดมาแล้วมากมายทั้งในอิตาลี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสเปน จะเข้ามากุมบังเหียนในถิ่นอัลลิอันซ์-อารีน่า ในซีซั่นหน้าแทนที่ตำแหน่งของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ที่กำลังจะหมดสัญญาหลังจบฤดูกาล 2015-16 นี้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีเฮดโค้ชชาวอิตาเลี่ยนมาฝากฝีไม้ลายมือการคุมทีมในเวทีบุนเดสลีกามาบ้างแล้ว ซึ่งจะมีผู้จัดการทีมคนไหนกันบ้างนั้น วันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีสกู๊ปมาให้ติดตามกันครับ!!!!! เนวิโอ สกาล่า โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (197-98) ดอร์ทมุนด์ เลือกแทนที่ตำแหน่งเทรนเนอร์ของ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ที่พาทัพ "เสือเหลือง" คว้า 2 ถาดแชมป์บุนเดสลีกา, 2 แชมป์เดเอฟเบ-โพคาล และ 1 โทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (ในฤดูกาล 1996-97) ซึ่งถูก บาเยิร์น มิวนิค ดึงไม่รั้งบังเหียนที่แคว้นบาวาเรีย ด้วย สกาล่า ซึ่งสร้างชื่อด้วยการนำ ปาร์ม่า เลื่อนชึ้นจากเซเรีย บี มาตะบันเพลงแข้งบนเวทีเซเรีย อา พร้อมวิ่งชนความสำเร็จกับตำแหน่งแชมป์โคปปา อิตาเลีย, ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และยูฟ่า คัพ ทว่าทีมของอดีตเฮดโค้ช เบซิคตัส และ ชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค กลับมีเพียงแชมป์อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ (หรือฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ในปัจจุบัน) แม้จะมีเหล่าสตาร์ชุดเดิมอาทิเช่น มัทธีอัส ซามเมอร์, เปาโล ซูซ่า, เจอร์เก้น โคห์เลอร์, พอล แลมเบิร์ต และ อันเดรียส โมลเลอร์ ทำให้ สกาล่า มีโอกาสคุมทีมในถิ่นเวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน เพียงปีเดียว โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ชาลเก้ (2014-15) หลังวางงานนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2012 ที่ถูก เชลซี ปลดออกจากตำแหน่ง 6 เดือนให้หลังจากที่ ดิ มัตเตโอ พาทัพ "สิงห์บลูส์" คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ กับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนกระทั่งตุลาคม 2014 อดีตผู้จัดการทีม เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก็ถูกแต่งตั้งในมากุมบังเหียนในรั้วเฟลตินส์-อารีน่า โดยอดีตมิดฟิลด์ เชลซี และ ลาซิโอ ถือว่าเฮดโค้ชชาวอิตาเลี่ยนรายที่ 3 ในเวทีบุนเดสลีกาเท่านั้นถัดจาก โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ และ เนวิโอ สกาล่า และด้วยขุมกำลังที่นำโดย เบเนดิกท์ เฮอเวเดส, คลาส แยน ฮุนเตลาร์, เอริก มักซิม ชูโป-โมติง, ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์, เจฟเฟอร์สัน ฟาร์ฟาน, ซิดนีย์ แซม และ เควิน-พริ้นซ์ บัวเต็ง ทำให้ "เดอะ รอยัลบลูส์" ต้องมองถึงการจบซีซั่นในพื้นแชมเปี้ยนส์ ลีก ทว่าการเข้าป้ายเพียงอันดับ 6 บนตารางคะแนน ก็ทำให้ "ราชันสีน้ำเงิน" กับ ดิ มัตเตโอ ต้องแยกทางกันหลังผ่านไปเพียง 7 เดือนเท่านั้น โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ บาเยิร์น มิวนิค (1994-95 กับ 1996-98) และ สตุ๊ตการ์ท (2005-06) หลังจากผ่านการคุมชั้นนำของอิตาลีอย่าง เอซี มิลาน, ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน ตราปัตโตนี่ ก็เลือกออกมาหาความท้าทายต่างแดนครั้งแรกกับ บาเยิร์น เมื่อในช่วงเวลา 3 ปีหลังหมดยุคของเทรนเนอร์ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ยอดทีมแห่งแคว้าบาวาเรียมีเพียง 1 ถาดแชมป์บุนเดสลีกาติดมือเท่านั้น ทว่ากุนซือชาวอิตาเลี่ยนยังไม่อาจบัลดาลความสำเร็จให้กับทัพ "เสือใต้" ได้ และต้องลงจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาล อย่างไรก็ตามในอีกหนึ่งปีต่อ บาเยิร์น ก็แต่งตั้งให้ ตราปัตโตนี่ กลับมารั้งบังเหียนอีกครั้ง และหนนี้อดีตเฮดโค้ชทีมชาติอิตาลีก็สามารถแก้มือได้ด้วยการนำโทรฟี่มาตั้งในรั้วโอลิมเปียสตาดิโอนกับแชมป์บุนเดสลีกา และเดเอฟเบ-โพคาล อย่างละ 1 สมัย จากนั้นในปี 2005 ตราปัตโตนี่ ก็กลับมารับงานในเยอรมันเป็นครั้งที่ 3 กับ สตุ๊ตการ์ท ทว่ากับผลงานที่น่าผิดหวัง และปัญหาภายในทีม ทำให้ ขรัวเฒ่าชาวอิตาเลี่ยนโดน "ม้าขาว" เด้งในช่วงเวลาเพียง 7 เดือนที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ อารีน่าpic : 20min.ch, readfootball.com, Bongart, EPA

เปิดข้อมูล 'ปืน' คว้า โอซีล จาก 'ชุดขาว' ในสัญญามีอะไรบ้างมาดู !

มีสัญญาของดาวเตะระดับหัวกะทิออกมาให้ชมอีกแล้วสำหรับ เวบไซด์ 'Football Leaks' คราวนี้เป็นทางด้านของ เมซุต โอซีล เพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งของ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล และภายในรายละเอียดของสัญญานั้นมีอะไรบ้างไปรับชมกันเลย- อาร์เซน่อล จ่ายเงินค่าตัว โอซีล เป็นจำนวน 44 ล้านยูโร (ราวๆ 36 ล้านปอนด์) ซึ่งน้อยกว่าตามข่าวลือที่ออกมาตั้งแต่แรกว่าอยู่ที่ 42.5 ล้านปอนด์- อาร์เซน่อล จะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 1 ล้านยูโร ในทุกๆฤดูกาลเป็นจำนวน 6 ปีให้กับ เรอัล มาดริด หากว่าพวกเขาสามารถไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้- เรอัล มาดริด มีสิทธิ์เป็นสโมสรแรกในการซื้อตัว เมซุต โอซีล กลับหากว่า อาร์เซน่อล ได้รับข้อเสนอจากสโมสรอื่นๆใน ลาลีก้า สเปน เช่น หากว่า อาร์เซน่อล สามารถตกลงกับ บาร์เซโลน่า ในเรื่องค่าตัว โอซีล ได้พวกเขาจำเป็นจะต้องแจ้งต่อ เรอัล มาดริด ภายใน 48 ชั่วโมงและ "ราชันชุดขาว" จะต้องยื่นข้อเสนอเท่ากันหรือมากกว่าเพื่อซื้อตัวกลับไป- นอกจากนี้ เรอัล มาดริด ยังมีสิทธิ์ได้กำไร 33 เปอร์เซนต์จากค่าตัวที่ อาร์เซน่อล ขายให้กับสโมสรอื่นหากว่า "ปืนใหญ่" ขาย โอซีล ได้มากกว่า 50 ล้านยูโร (ราวๆ 38 ล้านปอนด์)pic : arsenal, zimbio

รวมคอมเมนท์แฟน "จิ้งจอก" หลังคุณวิชัยได้รับมอบปริญญากิตติมศักดิ์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกเหนือไปจากการได้เห็นเหล่าทีมชาติไทยโชว์ผลงานกันได้อย่างสุดในในรายการ เอเอฟซี U23 แล้ว ทราบกันหรือไม่ว่า คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี ยังสร้างชื่อเสี่ยงให้กับแดนสยามด้วยการรับมอบปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ อีกด้วย หลังบริหารสโมสรพาทีมทำผลงานได้อย่างเหนือชั้นบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี ซึ่งวันนี้ทางเราเองก็นำคอมเมนท์ความคิดเห็นบางส่วนของแฟนๆ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" ในต่างแดนมาให้ทุกท่านได้อ่านกันเป็นพิเศษครับ! Alhasni Mohamed Acharif ถึงท่านประธาน เลสเตอร์ ได้โปรดอย่าอนุญาตให้นักเตะอย่าง ริยาด มาห์เรซ ย้ายไป Paris Sangermn (น่าจะหมายถึง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง) เพราะลีกฝรั่งเศสอยู่ในระดับอ่อนๆ มันจะเป็นเรื่องสำคัญที่ได้อยู่ใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่อไป Mark Chawnerเจ้าของ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นคนที่ยอดเยี่ยม.... พวกเขาทำได้อย่างสวยงามไปเลยGeoff Lagor เขาเป็นคนทีด่ี ครอบครัวก็เยี่ยม ขอขอบคุณในสิ่งที่คุณได้ทำให้หลานชายของผม เอลลิส ด้วยนะPaul Coates ผมขอชมเชย แต่ผมต้องบอกว่าอาจจะมีอักหลายคนที่สมควรได้รับการแต่งตั้งจากการสนับสนุน LCFC ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วยDC Chisupaมให้เกียรติกับผมด้วยนะที่เป็นแฟนบอลคนเดียวในแซมเบีย lol คุณสมควรได้รับมันแน่นอนLynn Smith ยินดีด้วยท่าสมควรได้รับแล้วPaul McQuillin เสรีภาพของเมืองควรจะเป็นรางวัลต่อไปของเขานะ เพราะเขาได้ผลักดันเมืองนี้ให้อยู่ในแผนที่ระดับนานาชาติKay Lanesยินดีด้วยและขอบคุณกับสิ่งที่คุณได้ทำไปให้กับ LCFCAlex Toone เหล่าคนดังที่ได้รับรางวัลปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มันเป็นเรื่องตลกนะ (เท่าที่อ่านบางคอมเม้นท์เหมือนว่าคนที่นั่นบางส่วนจะไม่ค่อยชอบรางวัลพวกนี้เท่าไหร่)Bharat C Patelยินดีด้วยกับคุณนะSpiros Kapetanis มีผมคนเดียวหรือเปล่าเนี่ยที่อ่านชื่อเขาไม่ออก?Dave Balders Baldwinพวกเราเรียกเขาแค่ "เดฟ" ได้ไหม?Ömer Özdemirชื่ออะไรนะ?Chergou Mohamed ใครที่สามารถออกเสียงชื่อของเขาได้อย่างถุกต้องบ้าง?? LolJohn Warnerสมควรได้รับอย่างยิ่งเลยล่ะIddrisu Jamalเขาสมควรที่จะได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของ UK นะ (ทำหน้าหัวเราะ)Luvuyo Xoloโอ้ว ม่ายยย! ผมไม่สามารถออกเสียงนามสกุลของเขาได้แฮะ ผมยินดีจริงๆที่ไม่ได้เป็น MC ให้กับอีเวนท์ของเขาGiorgio Del Grossoยินดีด้วย พวกเราทุกคนรักคุณJames A Hutchinson ทำได้ดีประธานสโมสร "จิ้งจอก" Daniel Coole ตำนาน!! ทำได้ดีคุณวิชัย #upthefoxesMassi Nissaเงินทำให้คุณมีความสุข!Matthews Obane Gareatshelaเขาสมควรได้รับมันHsu's Hubbyโปรดเซ็นกองหลังใหม่มาด้วยMatthew Golderer คล้อปป์: "ซื้อตัวเขามา!" (ออกแนวแซว)เครดิตภาพ : lcfc