breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"4 โค้ชแซมบ้ากับผลงานสุดน่าผิดหวังของบราซิลในทศวรรษหลัง"

คาร์ลอส ดุงก้า (รอบแรกระหว่างปี 2006-2010) ดุงก้า มิดฟิลด์กัปตันทีมชาติบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 ถูกแต่งตั้งให้เข้ามารั้งบังเหียนทัพ "เซเลเซา" แทนที่ตำแหน่งของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์เรร่า ที่นำบราซิลไปได้ไกลสุดเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมัน อดีตเฮดโค้ช อินเตอร์นาซิอองนาล ประเดิมปีแรกได้สวยหรูด้วยตำแหน่งแชมป์โคปา อเมริกา 2007 ที่เวเนซูเอล่า พร้อมสตาร์แกนหลักของเขาอย่าง โรบินโญ่, เอลาโน่, ไมค่อน, ฮวน, ชูลิโอ บาปติสต้า และ ดีเอโก้ รีบาส ต่อด้วยเหรียญทองแดงในโอลิมปิก 2008 และแชมป์ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 2009 ก่อนเวิลด์ คัพ 2010 ทว่าเมื่อถึงทัวร์นาเมนต์จริง "แซมบ้า" กลับกระท่อนกระแท่น และจอดเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น มาโน่ เมเนเซส (ระหว่างปี 2010-2012) ความล้มเหลวที่แอฟริกาใต้ทำให้ ดุงก้า ถูกเด้งตกเก้าอี้ และเป็น เมเนเซส กุนซือ โครินเธียนส์ ที่ถูกดึงเข้ามารับงานแทน แม้ว่าเขาจะเป็นตัวเลือกต่อจาก มูริซี่ รามัลโญ่ ผู้จัดการทีม ฟลูเมเนนเซ่ ก็ตาม อดีตเทรนเนอร์ เกรมิโอ เลือกใช้ขุมกำลังจากทีมชุดฟุตบอลโลก 2010 อย่าง ดานี่ อัลเวส, รามิเรส, ติอาโก้ ซิลวา, โรบินโญ่, ลุซิโอ, ไมค่อน และ เอลาโน่ ประสานงานกับสายเลือดใหม่อย่าง เนย์มาร์, กานโซ่, อเล็กซานเดร ปาโต้, ดาวิด ลุยซ์ และ ลูคัส มูร่า กำศึกโคปา อเมริกา 2011 ที่อาร์เจนติน่าในฐานะแชมป์เก่า ทว่ากลับต้องกลับบ้านตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนแก้ตัวด้วยการพา "เซเลเซา" ผ่านเข้าชิงเหรียญทองในโอลิมปิก 2012 อย่างไรก็ตามพวกเขากลับเป็นฝ่ายปราชัยเม็กซิโก และกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเขากับบราซิล หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ (รอบ 2 ระหว่างปี 2012-2014) สโคลารี่ ยอดโค้ชผู้พาบราซิลเถลิงบัลลังก์แชมป์เวิลด์ คัพ 2002 ซึ่งเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 5 ของพวกเขา ถูกเรียกตัวกลับมารับชาติอีกครั้ง และนำพลพรรค "แซมบ้า" ลงชิงชัยฟุตบอลโลก 2014 ในฐานะเจ้าภาพ พร้อมความหวังอันสูงลิบหลังห่างหายความสำเร็จกับตำแหน่งแชมป์โลกไปยาวนาน 12 ปี โดยขุมกำลังของ "บิ๊กฟิล" นำมาโดยเหล่าสตาร์ทั้ง เนย์มาร์, ฮัลค์, ติอาโก้ ซิลวา, ดาวิด ลุยซ์, ดานี่ อัลเวส, ออสการ์, มาร์เซโล่, ลุยส์ กุสตาโว่ และ แฟร์นานดินโญ่ ทำผลงานได้ดีทีเดียวทั้งในรอบแบ่งกลุ่ม และรอบน็อคเอาต์ จนกระทั่งรอบรองชนะเลิศที่โคจรมาเผชิญหน้ากับเยอรมัน ก่อนโดน "อินทรีเหล็ก" ช็อคด้วยการไล่ถลุงเจ้าบ้านถึง 7-1 ซึ่งพวกเขาเองก็ไปถึงตำแหน่งแชมป์ในท้ายที่สุด ส่วนอดีตผู้จัดการทีม เชลซี ก็ต้องรับผิดชอบผลงานของทีมไปเต็มๆ คาร์ลอส ดุงก้า (รอบ 2 ระหว่างปี 2014-2016) ดุงก้า ได้โอกาสกลับมากุมบังเหียนทัพ "เซเลเซา" เป็นคำรบที่ 2 ทว่าครั้งนี้อดีตกองกลางตัวรับประเดิมทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ได้ไม่ดีเอาเสียเลย หลังพาขุนพล "แซมบ้า" จอดเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในโคปา อเมริกา 2015 ที่ชิลี แต่เขาก็ยังได้อยู่ในตำแหน่งของตัวเองต่อไปสำหรับรายการโคปา อเมริกา เซนเทนาริโอ ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งทวีปอเมริกาใต้ ทว่ากับการขาด เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์กัปตันทีมที่ถูกเก็บตัวเอาไว้เล่นในโอลิมปิก 2016 ที่บราซิลจะรับหน้าที่เจ้าภาพ รวมทั้ง รามิเรส, ลุยส์ กุสตาโว่, ดั๊กลาส คอสต้า, มาร์เซโล่, ราฟินญ่า อัลกันทาร่า และ กาก้า ที่เจ็บ แต่ตัวเลือกที่มีให้ใช้งานทั้ง วิลเลียน, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ลูคัส ลิม่า, ดานี่ อัลเวส, ฟิลิเป้ หลุยส์, มิรันด้า และ เรนาโต้ เอากุสโต้ ก็ดูจะเกิดไปสำหรับการตกรอบแรก และแน่นอนว่า ดุงก้า ก็ถูกตะเพิดไปอีกรอบpic : dailymail.co.uk

11 ดาวเตะรับใช้สโมสรเดียวในชีวิตเกิน 10 ปีที่ยังค้าแข้งอยู่

ยุคสมัยเปลี่ยนไปในโลกลูกหนังก็ต้องเปลี่ยนตามใช่มั้ยครับ ? โลกของทุนนิยมมีมามากขึ้นเรื่องเงินๆทองๆไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้วและก็เป็นที่ค่อนขอดกันเหลือเกินว่าเงินมาย้ายทีมแน่นอน แต่ในวันนี้ผมขอรวบรวมดาวเตะที่ปัจจุบันยังคงลงเล่นให้กับสโมสรเดียวชนิดที่ภักดีสุดๆ บางคนชื่อก้องระดับโลก ระดับเวิด์ลคลาสจะมีใครกันบ้างมาดูกันเลยครับ *หมายเหตุนับตั้งแต่ตอนที่สามารถก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ซึ่งบางคนอาจจะอยู่กับทีมมานานกว่าที่บอกเพราะเล่นในอคาเดมี่ของสโมสร1. รุย ปาตริซิโอ - สปอร์ติ้ง ลิสบอนสัญชาติ : โปรตุเกสอายุ : 28 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 10 ปีลงสนาม : 262 นัด2. บรูโน่ โซเรียโน่ - บียาร์เรอัลสัญชาติ : สเปนอายุ : 32 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 10 ปีลงสนาม : 283 นัด3. แอนดี้ คิง - เลสเตอร์ ซิตี้สัญชาติ : เวลส์อายุ : 27 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 10 ปีลงสนาม : 295 นัด4. ลีโอเนล เมสซี่ - บาร์เซโลน่าสัญชาติ : อาร์เจนติน่าอายุ : 28 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 12 ปีลงสนาม : 348 นัด5. มิเกล กอนซาเลซ - เรอัล โซเซียดาดสัญชาติ : สเปนอายุ : 30 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 12 ปีลงสนาม : 268 นัด6. อีกอร์ อคินฟาเยฟ - ซีเอสเคเอ มอสโกว์สัญชาติ : รัสเซียอายุ : 30 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 13 ปีลงสนาม : 340 นัด7. ชาบี้ ปริเอโต้ - เรอัล โซเซียดาดสัญชาติ : สเปนอายุ : 32 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 13 ปีลงสนาม : 415 นัด8. โทนี่ ฮิบเบิร์ต - เอฟเวอร์ตันสัญชาติ : อังกฤษอายุ : 35 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 14 ปีลงสนาม : 264 นัด9. อันเดรส อิเนียสต้า - บาร์เซโลน่าสัญชาติ : สเปนอายุ : 32 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 14 ปีลงสนาม : 443 นัด10. ดานิเอเล่ เด รอซซี่ - โรม่าสัญชาติ : อิตาลีอายุ : 32 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 15 ปีลงสนาม : 382 นัด11. ฟรานเชสโก้ ต๊อดติ - โรม่าสัญชาติ : อิตาลีอายุ : 39 ปีระยะเวลาที่อยู่กับทีม : 24 ปีลงสนาม : 601 นัดเค.เค.pic : zimbio

4 ดาวเตะที่ถูกลืมในพรีเมียร์แต่มาโลดแล่นในศึก ยูโร

อันเดรส อิซัคสัน - ทีมชาติสวีเดน ยังจำกันได้อยู่มั้ยครับแฟนๆของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยุคบุกเบิกสำหรับนายทวารชาวสวีดิชรายนี้ซึ่งยอดทีมจาก แมนเชสเตอร์ ก็คาดหวังที่จะให้เขามาทดแทนการจากไปของ เดวิด เจมส์ ในปี 2006 แต่ก็โดนพิษอาการบาดเจ็บเล่นงานจนลงสนามให้กับทีมได้เพียง 19 นัดเท่านั้น จนสุดท้าย โจ ฮาร์ท ที่ตอนนั้นยังเป็นดาวรุ่งสามารถยึดมือหนึ่งได้สำเร็จและ อิซัคสัน ก็ต้องย้ายออกจากถิ่น เอติฮัท สเตเดี้ยม ในอีก 2 ปีถัดมากาบอร์ คิราลี่ - ทีมชาติฮังการี่ เจ้าของดาวเตะที่อายุมากที่สุดตลอดกาลของศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ได้โอกาสลงสนาม แน่นอนครับผมเชื่อว่าคอลูกหนังอังกฤษคงจำได้เป็นอย่างดีกับจอมหนึบที่มีเอกลักษณ์กางเกงวอร์มขายาวรายนี้ คิราลี่ อยู่บนเกาะบริติชมาตั้งแต่ปี 2004-09 และ 2014-15 พร้อมกับเฝ้าเสาให้กับทีมอย่าง คริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลล่า, เบิร์นลีย์ และทีมสุดท้ายก็คือ ฟูลแล่มวลาดิเมียร์ ไวส์ - ทีมชาติสโลวาเกีย หนึ่งในอดีตไอ้หนูดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมาที่สุดคนหนึ่งเหมือนกันสำหรับ ไวส์ ที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ปี 2009-2012 แต่ก็ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นไปโลดแล่นบนทีมชุดใหญ่ได้ จนสุดท้ายเขาก็ระหกระเหินออกจากทีมและตอนนี้ก็ค้าแข้งอยู่กับ อัล-กาห์ราฟา ในลีกของ กาต้าร์ราซวาน รัต - ทีมชาติโรมาเนีย เชื่อว่าหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำกับฟูลแบ๊คจากแดนผีดิบที่เคยมาโลดแล่นอยู่ในเกาะอังกฤษซึ่งก็แน่นอนจำไม่ได้ก็คงไม่แปลกเพราะว่า รัต โยกมาอยู่กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นในช่วงฤดูกาล 2013-14 อีกทั้งเขายังไปเร็วอีกต่างหากเพราะฤดูกาลเดียวกัน รัต ได้ยกเลิกสัญญากับ "ขุนค้อน" ทั้งๆที่ได้ลงเล่นในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก 20 นัดในทุกรายการ ปัจจุบัน รัต ยังค้าแข้งอยู่กับ ราโย บาเยกาโน่เค.เค.pic : unilad, zimbio

15 ดาวยิงสูงสุดประจำศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

กำลังอยู่ในช่วงฟาดแข้งกันสนุกสนานเลยสำหรับ ยูโร 2016 หรือ ศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป มาในวันนี้ก็ขอหยิบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเวบไซด์ 'Goal' มาให้ได้ชมได้อ่านกันนั่นก็คือ 15 ดาวเตะที่ยิงในทัวนาเมนท์นี้ได้เยอะที่สุดมาฝากครับ15. ซีเนอดีน ซีดาน - ฝรั่งเศสปี : 1996, 2000, 2004ลงเล่น : 14 นัดยิง : 5 ประตู14. เฟร์นานโด ตอร์เรส - สเปนปี : 2004, 2008, 2012ลงเล่น : 13 นัดยิง : 5 ประตู13. เยอร์เก้น คลินส์มันน์ - เยอรมันนีปี : 1988, 1992, 1996ลงเล่น : 13 นัดยิง : 5 ประตู12. มิลาน บารอส - สาธารณรัฐเช็กปี : 2004, 2008, 2012ลงเล่น : 11 นัดยิง : 5 ประตู11. มาร์โก ฟาน บาสเท่น - เนเธอร์แลนด์ปี : 1988, 1992ลงเล่น : 9 นัดยิง : 5 ประตู10. เวย์น รูนี่ย์ - อังกฤษปี : 2004, 2012ลงเล่น : 6 นัดยิง : 5 ประตู9. ซาโว มิโลเซวิช - ยูโกสลาเวียปี : 2000ลงเล่น : 4 นัดยิง : 5 ประตู8. นูโน่ โกเมส - โปรตุเกสปี : 2000, 2004, 2008ลงเล่น : 14 นัดยิง : 6 ประตู7. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ - โปรตุเกสปี : 2004, 2008, 2012ลงเล่น : 14 นัดยิง : 6 ประตู6. เธียร์รี่ อองรี - ฝรั่งเศสปี : 2000, 2004, 2008ลงเล่น : 11 นัดยิง : 6 ประตู5. ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช - สวีเดนปี : 2004, 2008, 2012ลงเล่น : 10 นัดยิง : 6 ประตู4. ปาทริค ไคล์เวิร์ท - เนเธอร์แลนด์ปี : 1996, 2000ลงเล่น : 9 นัดยิง : 6 ประตู3. รุด ฟาน นิสเตลรอย - เนเธอร์แลนด์ปี : 2004, 2008ลงเล่น : 8 นัดยิง : 6 ประตู2. อลัน เชียร์เรอร์ - อังกฤษปี : 1992, 1996, 2000ลงเล่น : 9 นัดยิง : 7 ประตู1. มิเชล พลาตินี่ - ฝรั่งเศสปี : 1984ลงเล่น : 5 นัดยิง : 9 ประตูเค.เค.pic : pinterest, arjyomitra94, theguardian, 101greatgoals, zimbio, uefa, fifa

รวม 3 ทีมฟอร์มเหนือความคาดหมายในช่วงต้น ยูโร 2016

เริ่มกันไปแล้วราว 1 สัปดาห์กับศึก ยูโร 2016 ณ แดนนํ้าหอมที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างหนักและกำลังเริ่มนัดที่สองในแต่ละกลุ่มกันเวลานี้ด้วย ซึ่งงานนี้นอกจากจะมีตัวเต็งอย่างเจ้าภาพที่ผ่านเข้ารอบไปแล้ว ยังมีทีมที่ถูกมองว่า "นอกสายตา" ซึ่งแม้บางชาติจะไม่สามารถเก็บชัยชนะมาได้ แต่ก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน วันนี้ทางเราจึงขอยก 3 ชาติดังกล่าวมาให้ทุกท่านได้อินไปกับอารมณ์การแข่งขันแดนยุโรปกันต่อเลยครับ!!1. ฮังการี่ เป็นที่แน่นอนจริงๆครับว่าใน กลุ่มเอฟ ทั้ง ฮังการี่ และ ไอซ์แลนด์ ต่างเป็นสองชาติที่ถูกมองว่่าเป็นทีมรองบ่อนเมื่อเทียบกับทั้ง ออสเตรีย และ โปรตุเกส ที่มีเหล่านักเตะชั้นนำอยู่ภายในทีม กระนั้น ฮังการี่ ก็ยังโชว์ผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อด้วยการโค่น ออสเตรีย มาได้ด้วยสกอร์ถึง 2-0 จากการยิงประตูของั้ง อดัม ซาลาย และ โซลแทน สตีเบอร์ ส่งผลให้พวกเขาขึ้นไปเป็นจ่าฝูงเป็นที่เรียบร้อยด้วยการเป็นทีมเดียวที่เก็บ 3 แต้มเต็มในกลุ่มนี้ โดยเมื่อเทียบกับ ออสเตรีย ที่มีนักเตะดาวดังทั้ง มาร์โก อาร์เนาโตวิช, เดวิด อลาบา, คริสเตียน ฟุคส์ และ อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช แล้ว ทางด้าน ฮังการี่ ดูแทบจะไม่มีอะไรต่อกรได้เลยแท้ๆ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียวว่าอีก 2 เกมที่เหลือจะผ่านเข้ารอบไปได้หรือไม่2.แอลเบเนีย มาถึงทีมที่สองอย่าง แอลเบเนีย ที่ถูกมองเป็นแค่ "ม้านอกสายตา" ไม่แพ้ ฮังการี่ เลย ตัวผู้เล่นของพวกเขาไม่ได้มีดาวดังอะไรเป็นพิเศษและแน่นอนการแข่งขัน 2 เกมที่ผ่านมาก็ไม่สามารถคว้าแต้มมาได้แม้แต่คะแนนเดียวและแน่นอนว่าค่อนข้างมีโอกาสตกรอบสูงมากอีกด้วย แม้จะยังมีลุ้นโอกาสอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอยู่บ้างก็ตาม โดยเกมแรกของพวกเขาที่เจอกับ สวิตเซอร์แลนด์ แม้จะต้องเสียตัวหลักอย่าง ลิริก กาน่า ไปกับใบแดง แต่ใครที่ได้ดูวันนั้นจะเห็นได้ชัดว่าพวกเขาสู้ไม่ถอยและเกือบจะมีโอกาสแย่งแต้มกลับมาอีกด้่วย น่าเสียดายว่าท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อยู่ดี ส่วนเกมพบกับเจ้าภาพอย่าง "ตราไก่" เมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็ยังโชว์ผลงานเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นด้วยการทำให้เหล่าแข้งเลือดนํ้าหอมหาโอกาสยิงเข้ากรอบได้เพียง 2 ลูกเท่านั้นและกว่าจะเสียประตูก็ปาเข้าไปนาทีที่ 90 อีกต่างหาก นับว่าการเดินทางมาลุย ยูโร ในครั้งนี้แม้จะไม่ผ่านเข้ารอบต่อไป แต่ก็โชว์ฟอร์มได้ถูกใจแฟนบอลเหลือเกิน3. เวลส์ สุดท้ายหลายคนอาจจะไม่เชื่อสายตาเท่าไหร่ว่าทำไม "มังกรแดง" ถึงถูกรวมอยู่ในลิสต์นี้ด้วย แต่อย่าลืมนะครับว่าการแข่งขันปีนี้ เวลส์ ได้เข้ามาเล่นใน ยูโร 2016 รอบแบ่งกลุ่ม เป็นครั้งแรกและการต้องมาเจอกับทั้ง อังกฤษ, สโลวาเกีย และ รัสเซีย ใน กลุ่มบี ก็ยิ่งทำให้ถูกมองว่า เวลส์ น่าจะผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้ยากมาก รวมไปถึง แกเร็ธ เบล ยังเปนสตาร์รายเดียวที่อุ้มทีมเอาไว้ด้วย แต่แล้วการประเดิมเกมแรกของพวกเขาก็หักปากกากูรูไปได้มากโข เมื่อทั้ง เบล และ ร็อบสัน คานู ซัดกันไปคนละประตูในเกมแรกโค่น สโลวาเกีย มาได้ถึง 2-1 ซึ่งแม้จะน่าเสียดายที่การเจอกับ "ทรีไลออนส์" เป็นการพ่ายแพ้ไปหมาดๆ แต่ฟอร์มโดยรวมก็ยังทำได้ดีทีเดียวและ เบล ก็ซัดฟรีคิดทำประตูได้ถึงใจจริงๆ ยังเหลือนัดสุดท้ายที่จะต้องเจอกับ "หมีขาว" น่าสนใจจริงๆว่าพวกเขาจะสามารถผ่านเข้ารอบได้หรือไม่Credit Pic : Zimbio

"5 ดาวโรจน์วัยกระเตาะน่าจับตามองในยูโร 2016"

แน่นอนว่าทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ในทุกรายการย่อมมีบรรดาดาวรุ่งแจ้งเกิดกันขึ้นมามากมาย รวมทั้งในยูโร 2016 รอบสุดท้ายบนแผ่นดินฝรั่งเศสครั้งนี้ด้วยที่จะต้องมีแข้งยังบลัดได้มีโอกาสเจิดจรัส ทำให้ดาวโรจน์อย่าง เดเล่ อัลลี, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ดิว็อค โอริกี้, คิงสลี่ย์ โกม็อง, เลรอย ซาเน่, ยูเลียน ไวเกิ้ล, เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ และ มิชี่ บาตชูอายี่ ต่างถูกจับตามองเป็นพิเศษ แต่นอกเหนือจากเหล่าดาวรุ่งข้างต้นแล้วก็ยังแข้งสายเลือดใหม่ที่อายุน้อยกว่าอีกหมายความว่าพวกเขามารับใช้ชาติในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 นี้กันด้วยวัยยังไม่ถึง 20 ปีเลยด้วยซ้ำ แต่จะมีใครน่าสนใจกันบ้างนั้นวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีเรื่องราวของ "5 ดาวโรจน์วัยกระเตาะน่าจับตามองในยูโร 2016" มาให้ติดตามกัน!!!!! นิโค่ เอลเวดี้ (ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ / อายุ 19 ปี / ตำแหน่ง : กองหลัง) เอลเวดี้ อยู่ในฟอร์มน่าประทับใจอย่างมากในปีแรกกับสโมสรต้นสังกัดใหม่ของเขาอย่าง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค หลังเลือกย้าย เอฟซี ซูริค ทีมในบ้านเกิดไปค้าแข้งยังรั้วโบรุสเซีย-พาร์ค เมื่อกลางปีที่แล้ว และนอกจากบทบาทเซ็นเตอร์แบ็กแล้วกองหลังวัย 19 ปียังสามารถขยับไปเล่นแบ็กขวา กับกองกลางตัวรับไปอีกด้วย ทำให้เขามีชื่อติดทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ของเทรนเนอร์ วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช ไปทำศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายทั้งที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับทีมชาติชุดใหญ่มาก่อนเลยในรอบคัดเลือก บรีล เอ็มโบโล่ (ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ / อายุ 19 ปี / ตำแหน่ง : กองหน้า) ชื่อของ เอ็มโบโล่ เริ่มเป็นที่รู้จักบ้างแล้วหลังก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงกับสโมสรแถวหน้าในสวิตเซอร์แลนด์อย่าง เอฟซี บาเซิ่ล ได้ตลอด 2 ซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหนูวัย 19 ปีตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่ในอังกฤษทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ สเปอร์ส สำหรับยูโร 2016 ครั้งนี้เขาอาจเป็นตัวเลือกในแนวรุกต่อจาก เซอร์ดาน ชากิรี่, อัดเมียร์ เมห์เมดี้, เอเรน เดร์ดิย็อค และ ฮาริส เซเฟโรวิช แต่ด้วยสไตล์การเล่นที่คล่องแคล่ว และแข็งแกร่ง ทำให้ดาวเตะเชื่อสายแคเมอรูนจะกลายเป็นทีเด็ดในเกมรุกสำหรับทีมของเฮดโค้ช วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช ได้อย่างแน่นอน เอ็มเร่ มอร์ (ทีมชาติตุรกี / อายุ 18 ปี / ตำแหน่ง : กองกลาง) มอร์ ลงเล่นกับ นอร์ดสเยลลันด์ เพียง 13 นัดในลีกเดนมาร์กเท่านั้นก่อนเซ็นสัญญากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งลงสนามกับทีมชาติตุรกี ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีไดเพียงนัดเดียวเท่านั้น หลังก่อนหน้านี้เล่นกับทีมชาติเดนมาร์กในระดับเยาวชนมาตลอด เนื่องจากเขาเกิด และเติบโตในเดนมาร์ก แต่มีพ่อเป็นชาวเติร์ก ก่อนถูกกุนซือ ฟาติห์ เตริม เรียกตัวติดทีมชาติตุรกีชุดใหญ่แบบเซอร์ไพรส์ และปีกวัย 19 ปีก็ได้ลงสนามในยูโร 2016 แล้วด้วยระหว่างแมตช์กับโครเอเชียในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกมที่พวกเขาประเดิมด้วยความปราชัย 0-1 มาร์คัส แรชฟอร์ด (ทีมชาติอังกฤษ / อายุ 18 ปี / ตำแหน่ง : กองหน้า) หลังจากก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของสโมสรต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดฤดูกาล 2015-16 ที่ผ่านมา ประกอบกับอาการบาดเจ็บของ แดนนี่ เวลเบ็ค รวมทั้งฟอร์มประเดิมสนามอันน่าประทับใจกับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ ทำให้กุนซือ รอย ฮอดจ์สัน ไม่ลังเลที่จะใส่ชื่อของลูกหม้อ "เร้ด เดวิลส์" เป็น 1 ใน 23 พลพรรค "สิงโตคำราม" ชุดลุยศึกยูโร 2016 แม้ดาวยิงวัย 18 กระรัตยังต้องเพียงตัวเลือกต่อจาก เวย์น รูนี่ย์, แฮร์รี่ เคน, เจมี่ วาร์ดี้ และ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ในทัพ "ทรี ไลออนส์" ก็ตาม เรนาโต้ ซานเชส (ทีมชาติโปรตุเกส / อายุ 18 ปี / ตำแหน่ง : กองกลาง) เรนาโต้ ซานเชส เล่นได้โดดเด่นสุดๆกับต้นสังกัด เบนฟิก้า ในซีซั่นที่แล้ว ทำให้ห้องเครื่องชาวโปรตุกีสมีค่าตัวดีดสูงถึง 35 ล้านยูโรสำหรับการย้ายไปร่วมทีม บาเยิร์น มิวนิค ในเดือนก่อน และแม้เขาจะไม่มีส่วนร่วมในรอบคัดเลือก แต่ฟอร์มในนัดกระชับมิตรก็เพียงพอให้ เฟร์นานโด ซานโตส เฮดโค้ชทีมชาติโปรตุเกสเลือกแนบลูกหม้อของ "เหยี่ยวลิสบอน" ไปยูโร 2016 รอบสุดท้ายด้วย เนื่องจากความสามารถ และพรสวรรส์ที่เกินวัยทำให้เขาสามารถสอดแทรกตำแหน่งของ ชูเอา มูตินโญ่, ชูเอา มาริโอ และ อันเดร โกเมส ได้แบบไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอนpic : Daily Mail

11 ดาวเตะที่ 'แก่' ที่สุดใน ยูโร 2016

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือ ยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสมาในวันนี้ผมก็ขอหยิบเกร็ดเล็กๆน้อยๆด้วยการนำดาวเตะที่อายุเยอะมาให้แฟนๆของ 'Cheerball.com' ได้รับชมกันครับว่ามีใครบ้าง11. ฌอง-ฟร็องชัวส์ ชัลเลต์ - 37 ปีทีมชาติ : เบลเยี่ยมตำแหน่ง : ผู้รักษาประตูเกิด : 31/5/1979ลงเล่น : 9 นัดสโมสร : เมเชเลน10. วยาเชสลาฟ เชฟชุค - 37 ปีทีมชาติ : ยูเครนตำแหน่ง : กองหลังเกิด : 13/05/1979ลงเล่น : 53 นัดสโมสร : ชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค9. อนาโตลีย์ ตีโมชุค - 37 ปีทีมชาติ : ยูเครนตำแหน่ง : มิดฟิลด์เกิด : 30/3/1979ลงเล่น : 143 นัดสโมสร : ไครัต8. โซลตัน เกร่า - 37 ปีทีมชาติ : ฮังการี่ตำแหน่ง : ศูนย์หน้าเกิด : 22/4/1979ลงเล่น : 88 นัดสโมสร : เฟเรนควารอส7. ไอเดอร์ กุ๊ดจอห์นเซ่น - 37 ปีทีมชาติ : ไอซ์แลนด์ตำแหน่ง : ศูนย์หน้าเกิด : 15/9/1978ลงเล่น : 86 นัดสโมสร : โมลด์6. ออร์เกส เชฮี่ - 38 ปีทีมชาติ : แอลเบเนียตำแหน่ง : ผู้รักษาประตูเกิด : 25/9/1977ลงเล่น : 7 นัดสโมสร : สเกนเดบรู5. ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ - 38 ปีทีมชาติ : โปรตุเกสตำแหน่ง : กองหลังเกิด : 18/5/1978ลงเล่น : 86 นัดสโมสร : โมนาโก4. รอย แคร์โรลล์ - 38 ปีทีมชาติ : ไอร์แลนด์เหนือตำแหน่ง : ผู้รักษาประตูเกิด : 30/9/1977ลงเล่น 44 นัดสโมสร : น็อตต์ เคาท์ตี้3. จานลุยจิ บุฟฟ่อน - 38 ปีทีมชาติ : อิตาลีตำแหน่ง : ผู้รักษาประตูเกิด : 28/1/1978ลงเล่น : 156 นัดสโมสร : ยูเวนตุส2. กาบอร์ คิราลี่ - 40 ปีทีมชาติ : ฮังการี่ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตูเกิด : 01/4/1976ลงเล่น : 102 นัดสโมสร : ฮาลาดาส1. เชย์ กิฟเว่น - 40 ปีทีมชาติ : ไอร์แลนด์ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตูเกิด : 20/4/1976ลงเล่น : 133 นัดสโมสร : สโต๊ค ซิตี้เค.เค.pic : telegraph, russianfootballnews, theguardian, Mirror, zimbio

มารู้จักกับ เอริก ไบลีย์ ปราการหลังคนใหม่ของ "ปีศาจแดง"

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ประกาศรายชื่อนักเตะหน้าใหม่ของพวกเขาออกมาให้ได้รับทราบกันเป็นที่เรียบร้อยและ เอริก ไบลี่ย์ ปราการหลังจาก บียาร์เรอัล ก็ได้กลายมาเป็นผู้เล่นคนใหม่รายแรกในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งแน่นอนครับผมเชื่อว่าหลายๆคนยังไม่ค่อยรู้จักหน้าค่าตาพ่อหนุ่มวัย 22 ปีรายนี้เท่าไหร่ วันนี้ทางเราจึงได้แปลข้อมูลจาก Independent มาให้ทุกท่านได้อ่านกันแบบคร่าวๆครับผม!!แล้วใครคือ 'เอริก ไบลีย์' โดย ไบลี่ย์ ได้เคยถูกจับตามองมาก่อนระหว่างเล่นรายการเยาวชนของ บูร์กิน่า ฟาโซ ก่อนที่ "ไอ้นกแก้ว" จะเป็นผู้ดึงมาปลุกปั้นต่อในปี 2011 ด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น แต่จากปัญหาเรื่องการขอใบอนุญาตทำงานก็ทำให้กว่าจะเข้าที่เข้าทางก็ปาเข้าไปอีก 10 เดือนให้หลัง สำหรับไอหนูชาวไอวอเรี่ยนได้ก้าวขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่เป็นคัร้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2014 ก่อนที่จะช่วยให้ เอสปันญ่อล คว้าชัยชนะเหนือ เรอัล โซเซียดาด มาได้สำเร็จด้วยกสอร์ 2-0 ซึ่งจากฟอร์มการลงเล่นเพียงไม่กี่นัดก็ทำให้เขาได้รับโอกาสติดทีมชาติในศึก แอฟริกา เนชั่น คัพ เมื่อปี 2015 อีกด้วย สุดท้ายแล้วเจ้าหนูแนวรับอนาคตไกลก็ได้ย้ายไปร่วมเล่นให้กับ บียาร์เรอัล เมื่อต้นปี 2015 ด้วยค่าตัวที่คาดว่าราวๆ 5.7 ล้านยูโร ก่อนที่จะได้ลงเล่นไปไม่ถึงปีก็ถูก "ปีศาจแดง" ฉกมาร่วมถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ด้วยสัญญา 4 ปีนั่นเองเคยเห็นพ่อหนุ่มรายนี้ที่ไหนกันหรือเปล่า? ใช่เลย.... จริงๆแล้วหลายๆคนน่าจะเคยได้เห็น ไบลี่ย์ มาก่อนเมื่อช่วง 2 - 3 เดือนที่แล้วนี่แหละ หลังเจ้าหนูรายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก ยูโรป้า ลีก รอบ เซมิไฟนอล ที่ช่วยให้ "เรือดำนํ้าสีเหลือ" โค่น ลิเวอรืพูล มาได้สำเร็จในเกมแรกนั่นเอง แม้สุดท้ายแล้ว "หงส์แดง" จะเป็นผู้ทะลุรอบชิงชนะเลิศไปได้ก็ตามแล้วทำ ยูไนเต็ด ถึงควรคว้าตัวมาล่ะ? ด้วยความสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว พร้อมด้วยสไตล์ที่น่าประทับใจ ไบลี่ย์ น่าจะมีสภาพร่างกายที่เหมาะสมต่อการเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งจากการเฝ้าแนวรับให้กับ "เรือดำนํ้าสีเหลือง" ในลีกฤดูกาลล่าสุดก็เสียประตูไปเพียง 35 ลูกเท่านั้น ทั้งยังเล่นตำแหน่งฟูลแบ็กได้ด้วยเมื่อยามจำเป็น นับว่าเป็นกองหลังที่น่าจะเล่นเคียงคู่ไปกับ คริส สมอลลิ่ง ได้เป็นอย่างดีทีเดียว แม้ ดาลีย์ บลินด์ จะใช้ความพยายามอย่างหนักในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาก็ตามCredit Pic : Zimbio, Man UTD

"ท็อป 5 สตาร์ค่าตัวแพงของยูไนเต็ดยุคฟาน กัล"

หลุยส์ ฟาน กัล ปิดฉากบทบาทผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปลายเดือนที่แล้ว 2 วันให้หลังจากที่เฮดโค้ชชาวดัตช์พาพลพรรค "ปีศาจแดง" คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 12 ของสโมสร ซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์แรกของยอดทีมแห่งแมนเชสเตอร์นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 รวมทั้งเป็นแชมป์แรกของเขากับ "ยูไนเต็ด" โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ฟาน กัล ใช้เงินเสริมทัพ "เร้ด เดวิลส์" ไปมากกว่า 250 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท) และวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เรามีเรื่องราวของ 5 อันดับนักเตะค่าตัวแพงสุดที่ตบเท้าเข้ามายังโรงละครแห่งความฝันในยุคของอดีตเทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า มาให้ติดตามกัน!!!!! 5. เมมฟิส เดอปาย (ค่าตัว 25 ล้านปอนด์) เดอปาย ได้รับการขัดเกลาจาก หลุยส์ ฟาน กัล มาตั้งแต่ในทีมชาติฮอลแลนด์ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้ายซึ่งพวกเขาคว้าอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศบราซิลมาด้วยกัน และหลังจากฤดูกาล 2014-15 ที่เขาพา พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ซิวโทรฟี่แชมป์เอเรดิวิซี่หนแรกในรอบ 7 ปี พร้อมรับตำแหน่งดาวซัลโวประจำซีซั่นด้วยผลงานกระทุ้ง 22 ประตู ทำให้ "ยูไนเต็ด" กล้าทุ่ม 25 ล้านปอนด์ เพื่อรับปีกดาวรุ่งชาวดัตช์มายังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมรับบทบาทกองหน้าตัวต่ำช่วงแรก ทว่านับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาลเป็นต้นมาสาวก "เร้ด อาร์มี่" ก็แทบไม่เคยเห็นฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาเลย รวมทั้งในตำแหน่งริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนกลายเป็นตัวเลือกถาวรต่อจาก เวย์น รูนี่ย์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด รวมทั้ง แอชลี่ย์ ยัง ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาด้วย 4. ลุค ชอว์ (ค่าตัว 27 ล้านปอนด์) หลังจากก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลัก และโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ 2 ปี (ระหว่าง 2012–2014) "ยูไนเต็ด" ก็เป็นสิงห์ปืนไวตัดหน้า เชลซี ที่ต้องการดึงลูกหม้อของ "เดอะ เซนต์ส" ไปแทนที่ตำแหน่งของ แอชลี่ย์ โคล อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษที่ "เดอะ บริดจ์" เซ็นสัญญากับ ชอว์ ในราคา 27 ล้านปอนด์ และทำให้เขากลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก โดยปีแรกของเขาที่เมืองแมนเชสเตอร์ไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ และการแข่งขันที่สูงในตำแหน่งฟูลแบ็กซ้ายที่มีทั้ง มาร์กอส โรโฮ, ดาลี่ย์ บลินด์ และ แอชลี่ย์ ยัง ให้ หลุยส์ ฟาน กัล เลือกใช้งาน และแม้ซีซั่นที่ 2 กองหลังวัย 20 ปีจะแสดงให้เห็นถึงการเล่นที่มั่นใจมากขึ้น แต่เขาก็ต้องโชคร้ายขาหักจากเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก กับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในเดือนกันยายน 2015 ก่อนต้องพักยาวทั้งฤดูกาลที่ผ่านมาจนต้องพลาดติดทีมชาติอังกฤษไปยูโร 2016 3. อันเดร เอร์เรร่า (ค่าตัว 29 ล้านปอนด์) "ยูไนเต็ด" เคยยื่นข้อเสนอ 24 ล้านปอนด์ทาบทาม เอร์เรร่า จาก แอธเลติก บิลเบา มาแล้วในซัมเมอร์ปี 2013 แต่ถูก "โลส เลโอเนส" ตอบปฎิเสธ ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็มาได้ลายเซ็นของมิดฟิลด์เลือดบาสก์จนได้ในอีก 1 ปีต่อมาด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ ตามค่าฉีกสัญญากับ บิลเบา กองกลางวัย 26 ปีแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องกับ "เร้ด เดวิลส์" พร้อมทั้งยังเล่นด้วยสไตล์ของตัวเองที่เต็มไปด้วยเทคนิคชั้นเชิง รวมทั้งการขับเคลื่อนเกม และการผ่านบอลที่หวังได้ซึ่งเป็นจุดเด่นของเขาสำหรับการเล่นในลา ลีกา ก่อนหน้านี้ ทว่ากับฟอร์มที่ขาดความคงเส้นคงวาทำให้เขาต้อเข้าๆออกๆตำแหน่งตัวจริงในทีมของเทรนเนอร์ หลุยส์ ฟาน กัล ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา 2. อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (ค่าตัว 36 ล้านปอนด์) "ยูไนเต็ด" ที่พลาดคว้าตัว เนย์มาร์ จูเนียร์ กับ โธมัส มุลเลอร์ ในซัมเมอร์ปี 2015 สร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยการหอบเงิน 36 ล้านปอนด์ พร้อมเงื่อนไขที่อาจดีดขึ้นสูงถึง 58 ล้านปอนด์ให้กับ โมนาโก เพื่อเซ็นสัญญากับ มาร์กซิยาล กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีวัย 19 ปีที่มีผลงานกด 11 ประตูจากการลงสนาม 49 เกมลีก เอิง ในช่วง 2 ซีซั่นกับยอดทีมแห่งราชรัฐโมนาโก และยิ่งฮือฮามากกว่าเมื่อดาวยิงดาวรุ่งชาวเฟร้นช์ประเดิมสนามกับพลพรรค "ปีศาจแดง" ด้วยการยิงประตูตอกฝาโลงให้ "เร้ด เดวิลส์" บี้เอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-1 ในแมตช์เดย์ที่ 5 ของฤดูกาลที่ผ่านมา และนับจากนั้นเขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังที่ขาดไม่ได้สำหรับทีมของกุนซือ หลุยส์ ฟาน กัล ไปเลย พร้อมปิดซีซั่นด้วยผลงานกด 14 ประตูในทุกรายการ และแน่นอนว่าฟอร์มที่โดดเด่นดังกล่าวก็ทำให้หัวหอกวัย 20 ปีกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังของฝรั่งเศสในฐานะเจ้าภาพยูโร 2016 1. อังเคล ดิ มาเรีย (ค่าตัว 59.7 ล้านปอนด์) ดิ มาเรีย อยู่ในฟอร์มที่น่าประทับใจ และโดดเด่นมากสำหรับการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่น 2013-14 กับ เรอัล มาดริด และผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 กับทีมชาติอาร์เจนติน่า ทว่าการมาถึงของ โทนี่ โครส กับ ฮาเมส โรดริเกซ ที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในซัมเมอร์ปี 2014 ทำให้ปีกวัย 28 ปีต้องถูกเลหลังออกจากทีม และเป็น "ยูไนเต็ด" ที่ได้ลายเซ็นของเขาหลังยื้อกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อยู่นาน มิดฟิลด์ชาวอาร์เจนไตน์ปรับตัวกับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ได้ดีทีเดียวในช่วงแรก และแสดงให้อยู่เสมอว่าทำไมเขามีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกด้วยลูกจ่ายคิลเลอร์พาส และการผ่านบอลทั้งสั้น-ยาวที่เนียนตา ก่อนมาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน และหลังจากกลับมาฟิต ดิ มาเรีย ก็ต้องเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองบ่อยครั้งจนไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งได้ ก่อนหลุดยาวจากทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล นำมาซึ่งการปิดฉากช่วงเวลาที่โรงละครแห่งความฝันไว้เพียง 1 ปี และย้ายไปเล่นกับ เปแอสเช ในราคา 44.3 ล้านปอนด์pic : dailymail.co.uk