breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

"อัพเดตค่าตัวล่าสุดของ 11 ขุนพลจิ้งจอกชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก"

เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015-16 นี้ ซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในประวัตศาสตร์ 132 ของสโมสร โดยทีมชุดนี้ของกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ มี 11 ตัวจริงหลักที่มีค่าตัวรวมกันเพียง 20 ล้านปอนด์เท่านั้นตอนออกสตาร์ทซีซั่น ทว่าปัจจุบันกับการก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดของ เจมี่ วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ รวมทั้งผลงานท็อปฟอร์มของอีกหลายคนจะทำให้พวกเขามีมูลค่าเพิ่มกันไปเป็นเท่าไรแล้ว วันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เราจะมาค่าตัวของพลพรรค "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" จากการคาดการณ์ของ "Daily Mail" สื่อชั้นนำของอังกฤษมาให้อัพเดตกัน!!!!! แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (ค่าตัว : ฟรี / มูลค่าปัจจุบัน : 12 ล้านปอนด์) จนถึงขณะนี้มือกาวทีมชาติเดนมาร์กวัย 29 ปีลงเฝ้าเสามาตลอดทั้ง 36 เกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้กับ เลสเตอร์ และแน่นอนลูกชายของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล คือลูกทีมอีกหนึ่งคนของ รานิเอรี่ ที่โชว์ฟอร์มได้คงเส้นคงวาที่สุดในซีซั่นนี้ พร้อมกับสถิติเก็บคลีนชีต 15 นัด ทำให้จากผู้รักษาประตูฟรีเอเยนต์ที่ย้ายจาก ลีดส์ มายังรังคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อปี 2011 ตอนนี้ตามรายงานของสื่อในสเปนเปิดเผยว่าเขากลายเป็นนายด่านที่อยู่ในลิสต์ความสนใจของ บาร์เซโลน่า ไปแล้ว แดนนี่ ซิมพ์สัน (ค่าตัว : 2 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 5 ล้านปอนด์) เลสเตอร์ ควัก 2 ล้านปอนด์จ่ายให้กับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เพื่อเซ็นสัญญากับ ซิมพ์สัน ฟูลแบ็กลูกหม้อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2014 และแม้จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวอยู่บ้างในปีแรกกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" จนไม่สามารถแย้งตำแหน่งจาก ริทชี่ เดอ ลาท ได้ ทว่าฤดูกาลนี้เมื่อดาวเตะวัย 29 ปีได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่องจาก รานิเอรี่ เขาก็สามารถเล่นได้ดีเสมอต้นเสมอปลายทั้งเกมรับ-รุก และพลาดลงสนามกับทีมเพียงนัดเดียวนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2015 เวส มอร์แกน (ค่าตัว : 1 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 10 ล้านปอนด์) มอร์แกน คืออีกหนึ่งนักเตะของ เลสเตอร์ ที่ลงเล่นครบทั้ง 36 เกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้ โดยเซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติจาไมก้าวัย 32 ปีถือเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของ "เดอะ ฟ็อกซ์" มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาสวมเครื่องแบบ "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" ซึ่งฟอร์มที่แกร่งของเขาในฤดูกาลนี้การันตีได้จากการมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) โรเบิร์ธ ฮูธ (ค่าตัว : 3 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 7 ล้านปอนด์) เลสเตอร์ เลือกจ่าย 3 ล้านปอนด์เพื่อเซ็นสัญญาถาวรกับ ฮูธ หลังเซ็นเตอร์ฮาร์ฟชาวเยอรมันวัย 31 ปีที่อยู่ในสัญญายืมตัว 6 เดือนจาก สโต๊ค มีส่วนไม่น้อยกับการช่วย "เดอะ ฟ็อกซ์" หนีตกชั้นในครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่นก่อน และภายใต้การคุมทีมของ รานิเอรี่ อดีตกองหลัง เชลซี กับ มิดเดิ้ลสโบรช์ ก็สามารถยืนจับคู่กับ เวส มอร์แกน ได้อย่างลงตัวจนปฎิเสธไม่ได้ว่าเกมรับที่เหนี่ยวแน่นรัดกุมของพวกเขาเป็นอีกหนึ่งกุญแจความสำเร็จซีซั่นนี้ที่คิง พาวเวอร์ คริสเตียน ฟุคส์ (ค่าตัว : ฟรี ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 6 ล้านปอนด์) ฟุคส์ เลือกย้ายสู่ความท้าทายใหม่กับ เลสเตอร์ แบบไม่มีค่าตัว หลังหมดสัญญากับ ชาลเก้ และผ่านประสบการณ์ค้าแข้งในเยอรมันมายาวนานกว่า 8 ปี ด้วยความเก๋าเกม และสไตล์การเล่นที่ดุดันทำให้แบ็กซ้ายทีมชาติออสเตรียใช้เวลาปรับตัวกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" ไม่นานก็ทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้วสำหรับทีมของ รานิเอรี่ รวมทั้งยังมีกองหลังวัย 30 ปียังมีบอลยาวที่แม่นยำหวังผลได้เสมออีกด้วย ริยาด มาห์เรซ (ค่าตัว : 350,000 ปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 35 ล้านปอนด์) เลสเตอร์ จ่ายเพียง 350,000 ปอนด์เพื่อคว้าตัว มาห์เรซ จาก เลอ อาฟร์ ในฝรั่งเศสเมื่อต้นปี 2014 ซึ่งแน่นอนว่ามันกลายเป็นการลงทุนที่เกินคุ้มอย่างมากของพวกเขา เพราะฤดูกาลนี้ปีกทีมชาติแอลจีเรียโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆกับการซัด 17 ประตู พร้อมทำ 11 แอสซิสต์จากการลงสนาม 35 เกมพรีเมียร์ลีก ก่อนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) มาครอง แดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์ (ค่าตัว : 1 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 12 ล้านปอนด์) ดริ๊งค์วอเตอร์ ที่เติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผ่านการเล่นด้วยสัญญายืมตัวมาแล้วทั้งกับ ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์, คาร์ดิฟฟ์, วัตฟอร์ด และ บาร์นลี่ย์ ก่อนที่ เลสเตอร์ จะเจียดเงิน 1 ล้านปอนด์เพื่อเซ็นสัญญากับเขาในต้นปี 2012 และมิดฟิลด์วัย 26 ปีก็กลายเป็นแกนหลักของ "เดอะ ฟ็อกซ์" ทันที และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจนถูกกุนซือ รอย ฮอดจ์สัน เรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ค่าตัว : 5.6 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 20 ล้านปอนด์) เลสเตอร์ กลายเป็นทีมที่ได้ตัว ก็องเต้ จาก ก็อง มายังถิ่นคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ในราคา 5.6 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ที่ผ่านมา หลังกองกลางชาวเฟร้นช์ได้รับความสนใจจากเหล่าทีมน้อยใหญ่บนเกาะอังกฤษ รวมทั้ง อาร์เซน่อล กับ เวสต์แฮม และ "เดอะ ฟ็อกซ์" ก็ได้ผลตอบแทนในทันที เมื่อห้องเครื่องวัย 25 ปีคืออีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในทีมของ รานิเอรี่ ฤดูกาลนี้ ทำให้ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสไม่รีรอที่จะเรียกตัวเขาไปติดธง "เลส์ เบลอส์" มาร์ค อัลไบรท์ตัน (ค่าตัว : ฟรี ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 7 ล้านปอนด์) อัลไบรท์ตัน เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นของ เลสเตอร์ ที่ลงสนามครบทั้ง 36 เกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้ สำหรับปีกวัย 26 ปีที่ "เดอะ ฟ็อกซ์" รับตัวมาจาก แอสตัน วัลล่า แบบไม่มีค่าตัวอาจไม่ใช่ตัวรุกที่โดดเด่นมากนัก แต่การเล่นที่เต็มไปด้วยไหวพริบ และความปราดเปรียวของเขาทั้งเกมรุก-รับ รวมทั้งการประสานงานที่เข้าขาลงตัวกับเพื่อนร่วมทีมก็ทำให้ดาวเตะาวอังกฤษเป็นส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับแท็คติกของ รานิเอรี่ ชินจิ โอกาซากิ (ค่าตัว : 7 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 16 ล้านปอนด์) กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นตอบแทนค่าตัว 7 ล้านปอนด์กับ เลสเตอร์ ที่จ่ายให้ ไมนซ์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ที่ผ่านมาครบทุกบาททุกสตางค์กับการเล่นที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และความเข้าใจเกมระดับสูงตามแผนของ รานิเอรี่ สำหรับการยืนเป็นตัวต่ำหลัง เจมี่ วาร์ดี้ และการประสานงานกับ มาร์ค อัลไบรท์ตัน, ริยาด มาห์เรซ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ทำให้หัวหอกวัย 30 ปีอยู่ในฟอร์มที่น่าประทับใจเสมอ เจมี่ วาร์ดี้ (ค่าตัว : 1 ล้านปอนด์ / มูลค่าปัจจุบัน : 25 ล้านปอนด์) วาร์ดี้ คลายทุกคำถามให้กับ เลสเตอร์ และแมวมองของสโมสรที่ต้องตอบคำถามว่าทำไมเลือกดึงเขาจาก ฟลีตวู้ด ทาวน์ ทีมนอกลีกมาล่าตาข่ายยังรังคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ ในปี 2012 ด้วยการกระทุ้ง 22 ประตูจากการลงสนาม 34 เกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ พร้อมทั้งมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอลอังกฤษ (เอฟดับเบิ่ลยูเอ) มาครอง pic : dailymail.co.uk

รวม 10 ดาวเตะลงน้อยยิงครบ 100 ไวสุดใน พรีเมียร์ลีก

ยังจำข่าว เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงครบ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกกันได้มั้ยครับ ? ซึ่ง 100 ประตูนั้นของเขาถือครองสถิติยิงครบไวที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกมาในวันนี้ก็เลยรวบรวมหัวหอกฝีตีนจัด 10 คนที่ทำครบ 100 ประตูได้ไวที่สุดมาให้ชมกันครับ10. จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ - เชลซี100 ประตูจากการลงเล่น 200 นัด 9. โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด100 ประตูจากการลงเล่น 197 นัด8. แอนดี้ โคล - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด100 ประตูจากการลงเล่น 185 นัด7. ไมเคิ่ล โอเว่น - ลิเวอร์พูล100 ประตูจากการลงเล่น 185 นัด6. เลส เฟอร์ดินานด์ - นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด100 ประตูจากการลงเล่น 178 นัด5. ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ - ลิเวอร์พูล100 ประตูจากการลงเล่น 175 นัด4. เอียน ไรท์ - อาร์เซน่อล100 ประตู จากการลงเล่น 173 นัด3. เธียร์รี่ อองรี - อาร์เซน่อล100 ประตูจากการลงเล่น 160 นัด2. เซร์คิโอ อเกวโร่ - แมนเชสเตอร์ ซิตี้100 ประตูจากการลงเล่น 147 นัด1. อลัน เชียร์เรอร์ - แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส100 ประตูจากการลงเล่น 124 นัดpic : premierleague, mirror, back-post, zimbio

รวมคำพูดเหล่าแข้ง "จิ้งจอก" หลังผงาดแชมป์ผู้ดีซีซั่น 2015/16

กลายเป็นแชมป์ไปที่เรียบร้อย สำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ยืนนิ่งๆรอผลเสมอระหว่าง "สิงห์บลูส์" พบกับ "ไก่เดือยทอง" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ล่าสุดเหลือการแข่งขัน 2 นัดมีคะแนนทิ้งห่างรองจ่าฝูงมากถึง 7 แต้ม กลายเป็นแชมป์ที่สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่แห่งวงการลูกหนังได้สำเร็จ ซึ่งวันนี้ทางเราก็เอาคำพูดฉลองแชมป์ของเหล่านักเตะและสต๊าฟฟ์โค้ชภายในทัพ "จิ้งจอก" บางส่วนให้ได้อ่านกันครับ!! "มันเป็นคววามรู้สึกที่เหลือเชื่อไปเลย ผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้ พวกเราหนีตายกันมาเมื่อซีซั่นก่อนและในวันเสาร์พวกเราก็จะได้คว้าถ้วยแชมป์แล้ว มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสร์ของสโมสรที่ยิ่งใหญ่และพวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับมัน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องพิเศษยิ่งขึ้นเมื่อทำสำเร็จด้วยผู้เล่นเหล่านี้" - เจมี่ วาร์ดี้ "ผมคิดถึงทุกอย่างที่ผมได้เห็นมากับสโมสรแห่งนี้ แต่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นสิ่งนี้เลย มันเป็นเรื่องยากที่จะพูดนะ ซึ่งทั้งผู้เล่นและสต๊าฟฟ์สมควรได้รับมันแล้ว รวมไปถึงแฟนๆด้วย มันเป็นฤดูกาลที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ" - แอนดี้ คิง "แชมป์แล้วโว้ย!!!! ขอบคุณทุกคนครัช!!!" - ริยาด มาห์เรซ "มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดในอาชีพของผมและผมไม่สามารถทะนงตัวได้เลยว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของทีม ทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อสิ่งนี้ ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าพวกเราจะสามารถทำได้ แต่ที่นี่พวกเรากลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก และสมควรกับมัน วันเสาร์นี้มันมาช้าจริงๆ ผมไม่สามารถรอที่จะเอามือไปถือถ้วยได้อีกแล้ว" - เวส มอร์แกน "แชมป์เฟ้ยยยย!!!" - คริสเตียน ฟุคส์ "คำพูดมันไม่สามารถถ่ายทอดความรักที่ผมมีต่อเพื่อร่วมทีมได้เลย ผมฝันแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆและผมจะไม่มีวันลืมที่จะขอบคุณทุกคนตลอดไปแน่" - แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล "นี่มันเกมบ้าอะไรเนี่ย.... ทำให้ผมเป็นเหมือนเหล่านางฟ้าไปเลย!! แชมเปี้ยนส์!!!" - โรเบิร์ต ฮูธ "ผมมีความภูมิใจ ผมมีความสุขต่อลูกทีมของผม ท่านประธาน เหล่าทีมงานใน เลสเตอร์ ซิตี้ รวมไปถึงแฟนบอลทุกคนด้วย มันเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นตาตื่นใจและผมมีความสุขต่อทุกคน ผมไม่เคยคาดหวังสิ่งนี้มาก่อนเมื่อมาถึงที่นี่ ผมแค่ต้องการคว้าชัยในการแข่งขันและช่วยเหลือผู้เล่นเพื่อพิสูจน์ตัวไปในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งผมก็ไม่่เคยคิดมากเกินไปว่ามันจะพาพวกเราไปถึงจุดไหน เหล่าผู้เล่นทำกันได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขามีสมาธิ, ความมุ่งมั่น และ สปิริต ที่จะสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้มีความเป็นไปได้ ทุกเกมพวกเขาสู้เพื่อกันและกัน ผมรักที่ได้เห็นแบบนี้จากนักเตะของผม พวกเขาสมควรเป็นแชมป์แล้ว" - เคลาดิโอ รานิเอรี่Credit Pic : Zimbio

รวม 7 แข้งผลงานเด่นประจำเดือนแห่งซีซั่น 2015/16

เกือบจะจบฤดูกาลนี้กันแล้ว สำหรับศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ผลิตนักเตะชั้่นนำของโลกมาแล้วหลายต่อหลายราย ซึ่งก็มีนักเตะบางส่วนที่คว้ารางวัล "ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน" มาได้อย่างต่อเนื่อง หลังต่างทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในแต่ละเดือน ซึ่งตั้งแต่ต้นซีซั่นจวบจนวันนี้ก็แจกรางวัลกันไป 8 ครั้งแล้ว โดยจะมีใครบ้างมาชมกันเลยครับ!!1.อันเดร อายิว (สวอนซี ซิตี้) เริ่มกันที่รายแรกกับ อันเดร อายิว แนวรุกประจำซีซั่นหน้าใหม่ของถิ่น ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ซึ่งแม้ผลงานโดยรวมทั้งซีซั่นจะไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ในช่วง 4 นัดแรกที่ต้องเจอกับทั้ง เชลซี, นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด, ซันเดอร์แลนด์ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขากลับทำประตูรวมไปถึง 3 ลูกและมีส่วนช่วยแนวรุกอย่างมาก เป็นเหตุให้คว้ารางวัลแข้งประจำเดือนสิงหาคมไปได้นั่นเอง2. อ็องโตนีย์ มาร์กซิยาล (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) คนต่อมาไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยาล กองหน้าอนาคตไกลดวงใหม่ของ "ปีศาจแดง" ที่หลายๆคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เขาได้ย้ายมาเป็นนักเตะใหม่ในถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ช่วงปิดซัมเมอร์และด้วยวัยเพียง 19 ปีก็ทำให้ค่าตัว 50 ล้านยูโรกลายเป็นที่วิพากย์วิจารณ์อย่างหนักทีเดียว แต่ด้วยฝีเท้าของเขาที่พิสูจน์แล้วช่วง 3 เกมแรกกับต้นสังกัดใหม่ด้วยการยิงใส่ ลิเวอร์พูล 1 ลูกและ เซาธ์แฮมป์ตัน อีก 2 ประตู แถมมีความจี๊ดจ๊าดในแนวรุกอย่างมาก ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักที่จะคว้ารางวัลนักเตะประจำเดือนกันยายนไปได้3. เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์ ซิตี้) หนึ่งในกองหน้าที่ร้อนแรงที่สุดของซีซั่นคงหนีไม่พ้น เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าตัวฉกาจของ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" ที่โชว์ฟอร์มได้สะเด่าแบบสุดๆ เขาได้รางวัลผู้เล่นป่ะจำเดือนติดต่อกันในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งหากนักเพียงสองเดือนนั้นก็ยิงไปรวมถึง 8 ลูกด้วยกัน ทั้งยังได้รางวัลพิเศษจาก 'PFA' จากการยิงติดต่อกัน 11 นัดมาแล้ว โดยปัจจุบันเจ้าตัวยิงรวมไปทั้งสิ้น 22 ลูกและได้ลุ้นดาวซัลโวต่อไปด้วยการตามหลัง แฮร์รี่ เคน เพียง 2 ประตูเท่านั้น4.โอเดียน อิกาโล่ (วัตฟอร์ด) รายนี้ผมเชื่อว่าบางท่านอาจจะไม่ค่อยรู้จักเท่าใดนัก เนื่องจากหากดูกระแสแล้วเพื่อนร่วมทีมอย่าง ทรอย ดีนีย์ จะเป็นที่ชื่นชอบกันมากกว่า แต่ทราบหรือไม่ว่า อิกาโล่ กลายเป็นยอดแข้งเดือนธันวาคมด้วยการยิงไปถึง 5 ประตู ทั้งยังยิงรวมบนลีกสูงสุดไปแล้ว 14 ลูก เห็นได้ชัดเลยว่ามีความเฉียบคมมากคนหนึ่งของลีกเลยทีเดียว ขณะที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วใน แชมเปี้ยนชิพ ก็ยิงไปถึง 17 ลูกด้วยกัน5.เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) มาถึงอีกหนึ่งกองหน้าที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ของ "เรือใบสีฟ้า" ฤดูกาลนี้เขาทำผลงานได้เป็นอย่างดีด้วยการยิงในลีกรวมไปแล้วถึง 23 ประตูแลพการได้รางวัลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็มาจากการยิงถึง 5 ลูกจากการเจอกับทั้ง วัตฟอร์ด, เอฟเวอร์ตัน, คริสตัล พาเลซ และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งหากไม่นับอาการบาดเจ็บแล้วก็แทบจะไม่มีอะไรหยุดความร้อนแรงของเขาไปได้เลย เม็ดเงินที่ใช้่จ่ายไปถึง 45 ล้านยูโร ดูจะผลิดอกออกผลตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจริงๆ6.เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ (เซาธ์แฮมป์ตัน) รายนี้ทำเอาหลายๆคนงงงัยกันไปไม่น้อย เพราะนับเป็นผู้รักษาประตูเพียงรายเดียวนับตั้งแต่ต้นซีซั่นที่ผ่านมาที่คว้าผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนได้สำเร็จ ซึ่งก็ดูไม่น่าแปลกใจนักเพราะการที่ต้องมาเจอกับทั้ง อาร์เซน่อล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, สวอนซี ซิตี้ และ เชลซี แต่เสียประตูไปเพียงลูกเดียวดูจะแทบเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งทราบหรือไม่ว่าครั้งล่าสุดที่มีนายด่านได้รางวัลนี้คือ ทิม ครูล ที่คว้ามาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2013 หรือรวมแล้วห่างกันถึง 22 ครั้งนั่นเอง7. แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) รายสุดท้ายในเดือนมีนาคมรางวัลตกเป็นของ แฮร์รี่ เคน กองหน้าอนาคตไกลจาก สเปอร์ส ที่ทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อและน่าประทับใจยิ่ง อย่างที่ได้บอกไปแล้วปัจจุบันเขากลายเป็นดาวซัลโวประจำลีกด้วยการยิงไปถึง 24 ประตูไปแล้วและหากนับเพียงเดือนมีนาคมที่ผ่านมายังยิงคนเดียวไปถึง 5 ประตูระหว่างเกมพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, แอสตัน วิลล่า และ บอร์นมัธ ซึ่งความเฉียบคมของเขาเรียกว่าหากตัวจับได้ยากทีเดียวและนั่นก็ทำให้ปัจจุบันเขายังคงตกเป็นกระแสการซื้อขายอยู่เสมอนั่นเองPic : Zimbio

"4 ซีซั่นรองแชมป์ของเคลาดิโอ รานิเอรี่ ก่อนกุมบังเหียนเลสเตอร์"

เชลซี ฤดูกาล 2003-04 ซีซั่น 2003-04 คือปีที่ 4 ของ รานิเอรี่ ในฐานะผู้จัดการทีม เชลซี ซึ่งในช่วงซัมเมอร์ปี 2003 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ จากการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของ โรมัน อบราโมวิช ด้วยมูลค่า 140 ล้านปอนด์ นำมาซึ่งการเสริมทีมด้วยเม็ดเงินกว่า 120 ล้านปอนด์ทั้ง โคล้ด มาเกเลเล่, สก็อตต์ พาร์คเกอร์, เดเมี่ยน ดัฟฟ์, อาเดรียน มูตู, ฌเรมี่ เอ็นฌิตัป, เวย์น บริดจ์, โจ โคล, เกล็น จอห์นสัน, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน และ เอร์นัน เครสโป ผนึกกำลังกับแกนหลักก่อนหน้าอย่าง จอห์น เทอร์รี่, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, มาร์กแซล เดอไซยี่, วิลเลียม กัลลาส และ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ทำให้ทีมของเฮดโค้ชชาวอิตาเลียนยกระดับกลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ในทันที ทว่าพวกเขาก็ต้องยอมหลีกทางให้กับ อาร์เซน่อล ชุด "ไร้พ่าย" ซึ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองด้วยแต้มช่องว่าง 11 คะแนนเหนือ "สิงโตน้ำเงินคราม" ที่เข้าป้ายในอันดับ 2 ก่อนที่ รานิเอรี่ จะถูกแทนที่โดย โชเซ่ มูรินโญ่ ยูเวนตุส ฤดูกาล 2008-09 หลังจบพา ยูเวนตุส จบอันดับ 3 ในซีซั่น 2007-08 ซึ่งเป็นปีแรกของเขากับการคุมยอดทีมแห่งเมืองตูริน และยังเป็นฤดูกาลแรกในเซเรีย อา ของทัพ "เบียงโคเนรี่" หลังถูกปรับตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี จากคดีล้มบอล "กัลโช่โปลี" ทำให้พวกเขาต้องเพิ่มขนาดทีมให้ใหญ่ขึ้นเพื่อลุ้นแชมป์สคูเด็ตโต้เต็มตัวกับ โรม่า, เอซี มิลาน, ฟิออเรนติน่า และแชมป์เก่า อินเตอร์ มิลาน ที่มีผู้จัดการทีมคนใหม่นาม โชเซ่ มูรินโญ่ รวมทั้งการกลับไปลุยในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง ก่อนเสริมแกร่งด้วย โอลอฟ เมลเบิร์ก, คริสเตียน โพลเซ่น และ อเมารี คาร์วัลโญ่ รวมทั้งการเรียก เซบาสเตียน โจวินโก้ และ เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ กลับมาจากสัญญายืมตัวเข้ามาสบทบกับ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, พาเวล เนดเวด, จานลุยจิ บุฟฟ่อน, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, ดาวิด เทรเซเกต์, เมาโร คาโมราเนซี่, ติอาโก้ เมนเดส,โมฮัมเหม็ด ซิสโซโก้ และ วินเชนโซ่ ยาควินต้า ทว่าเจ้า "ม้าลาย" ของอดีตกุนซือ บาเลนเซีย กลับขาดความสม่ำเสมอ และหลุดเจ๊าค่อนข้างบ่อยจนจบที่ 2 รองจาก อินเตอร์ ทำให้ ยูเว่ เลือก ชิโร่ แฟร์ราร่า ตำนานกองหลังของพวกเขามาสานงานแทน โรม่า ฤดูกาล 2009-10 รานิเอรี่ วางงานได้ไม่นานหลังจากแยกทางกับ ยูเวนตุส เขาก็ถูก โรม่า ถึงมารั้งบังเหียนในรั้วสตาดิโอ โอลิมปิโก ภายหลังการปลดเทรนเนอร์ ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ ออกจากตำแหน่ง เมื่อทัพ "จัลโลรอสซี่" ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ด้วยความปราชัยทั้ง 2 แมตช์แรก ซึ่งยอดทีมแห่งกรุงโรมคือสโมสรที่ผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ คนปัจจุบันตามเชียร์ตั้งแต่เด็ก และยังทีมที่เขาเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งอีกด้วย แม้ช่วงแรกทีมของโค้ชเจ้าของนิกเนม "ทิงเกอร์แมน" ที่นำทัพมาโดย ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ, ดานิเอเล่ เด รอสซี่, มีร์โก้ วูชินิช, ฮวน, ฟิลิปป์ แม็กเซส, ดาวิด ปิซาร์โร่, ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่, ซิโมเน่ แปร์ร็อตต้า, เฌเรมี่ เมเนซ และ ลูก้า โทนี่ จะออกอาการแกว่งไปบ้าง แต่หลังจากผ่านแมตช์เดย์ที่ 10 ของซีซั่น "หมาป่าเหลือง-แดง" ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสม่ำเสมอจนลุ้นแชมป์กับ อินเตอร์ ถึงเกมลีกนัดสุดท้าย ก่อนเป็นพลพรรค "เนรัซซูรี่" ของเทรนเนอร์ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เฉือนเข้าวินด้วยแต้มที่มากกว่าเพียง 2 คะแนนเท่านั้น โมนาโก ฤดูกาล 2013-14 หลังพาทีม โมนาโก คว้าแชมป์ลีก เดอซ์ ฤดูกาล 2012-13 พร้อมนำยอดทีมแห่งราชรัฐโมนาโกกลับมาโลดแล่นบนลีกสูงสุดเมืองน้ำหอมอีกครั้งหลังตกชั้นไปนาน 2 ปี รานิเอรี่ จัดการเสริมทัพชุดใหญ่ด้วย ฮาเมส โรดริเกซ, ราดาเมล ฟัลเกา, ริคาร์โด้ โรดริเกซ, ฟาบินโญ่, เซร์คิโอ โรเมโร่, ชูเอา มูตินโญ่, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, อองโตนี่ มาร์กซิลยาล, เอริค อบิดัล, เฌเรมี่ ตูลาล็อง, อายเมน อับเดนนูร์ และ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ สบทบกับ ดานิเยล ซูบาซิช, อันเดรีย ราจี้, ยันนิก แฟร์เรร่า การ์ราสโก้, ลูคัส โอคัมโปส, เลย์แว็ง คูร์กซาว่า, เอ็มมานูเอล ริวิแยร์ และ เจฟฟรีย์ กองด็อกเบีย และทีมของเทรนเนอร์ชาวอิตาเลียนก็สู้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, โอลิมปิก ลียง, โอลิมปิก มาร์กเซย, ลีลล์ และ บอร์กโดซ์ ได้สูสี น่าเสียดายที่ โมนาโก ยังเล่นได้สม่ำเสมอไม่มากพอ ก่อนจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ถัดจาก เปแอสเช ด้วยแต้มช่องว่าง 9 คะแนนpic : dailymail.co.uk

จำไม่ลืม ! ชม 6 ท่าดีใจสุดกวนในพรีเมียร์ลีก

ลีลาการดีใจของดาวเตะแต่ล่ะคนนั้นแน่นอนว่าหาเหมือนกันได้น้อยมากๆและบางคนก็อาจจะมีท่าทางประจำตัวอย่างเราๆเห็นได้ชัดกันอย่าง อลัน เชียร์เรอร์ หรือ มาริโอ บาโลเตลลี่ มาในวันนี้ผมก็ขอหยิบ 7 ท่าทางการดีใจที่ค่อนข้างจะ 'แตกต่างออกไป' และเชื่อว่าแฟนๆบางรายอาจจะยังจำได้อยู่1. เตมูรี เค็ตส์บาย่า - นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มิดฟิลด์ชาวจอร์เจียรายนี้เคยค้าแข้งอยู่กับ "สาลิกาดง" ช่วงปี 1997-2000 และการดีใจในครั้งนี้มันก็ไม่เหมือนกับการฉลองซักเท่าไรซึ่ง เค็ตส์บาย่า ทำประตูได้ในเกมที่พบกับ โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ปี 1998 หลังจากนั้นเขาก็ถอดเสื้อโยนให้แฟนๆพร้อมกับมีอารมณ์ฉุนเฉียวศอกใส่เพื่อนร่วมทีมและเตะป้ายโฆษณาแบบระบายทุกสิ่งทุกอย่างออกมาซะอย่างนั้น2. เวย์น รูนี่ย์ - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่าแฟนๆ "ปีศาจแดง" น่าจะยังจำกันได้แน่นอนสำหรับการดีใจแหวกแนวสุดๆของกัปตันทีมชาติอังกฤษที่ก่อนหน้ามีคลิปวีดีโอที่เขากับ ฟิล บาร์ดลีย์ เล่นต่อยมวยกันแต่สุดท้าย รูนี่ย์ โดนน็อคกลางอากาศและหลังจากทำประตูใส่ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ได้ 'รูน' ก็จัดการดีใจแบบล้อเลียนตัวเองมันซะเลย3. ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ - ลิเวอร์พูล ไม่บ่อยครั้งที่เราจะเห็น ฟาวเลอร์ ศูนย์หน้าฉายา "พระเจ้า" ของ "หงส์แดง" ทำประชดประชันบ่อยนักทว่าในคราวนั้นเขาโดนทางสื่อโจมตีว่าเล่นโคเคนนอกสนามทำให้หลังจากที่หัวหอกรายนี้ทำประตูได้ก็ดีใจแบบประชดใส่สื่อมันซะเลยด้วยการทำท่าทางคลานไปเหมือนกับเสพย์โคเคนไป4. เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในการดีใจที่ยังคงตรงตรึงแฟนๆ อาร์เซน่อล แน่นอนสำหรับ อเดบายอร์ ที่ตอนนั้นเขาเล่นให้ แมนฯซิตี้ และสามารถยิงประตูใส่ต้นสังกัดเก่าอย่าง "ปืนใหญ่" ได้สำเร็จซึ่งหัวหอกทีมชาติโตโกก็กระทำสิ่งอันน่าทึ่งเมื่อเขาวิ่งราวกับม้าศึกข้ามฝั่งสนามไปไถลตัวต่อหน้าเหล่า 'เดอะ กูนเนอร์ส' แบบเจ็บแสบอย่างที่สุด5. หลุยส์ ซัวเรซ - ลิเวอร์พูล ก่อนเกมการแข่งขัน เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมของ เอฟเวอร์ตัน ได้ให้สัมภาษณ์เชิงว่า ซัวเรซ เป็นพวกชอบพุ่งล้มแต่หลังจากที่ดาวยิงทีมชาติอุรุกวัยซัดประตูใส่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ได้เจ้าตัวก็รีบวิ่งมาหน้าซุ้มข้างสนามของ เอฟเวอร์ตัน และเขาก็ได้ทิ้งตัวลงไปต่อหน้า มอยส์ แบบแสบถึงทรวง6. มาริโอ บาโลเตลลี่ - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนท่าทางประจำของ 'เกรียนโอ้' อย่างที่เรารู้ๆกันคือยิงได้เสร็จจะนิ่งๆชิวๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ครั้งนี้เมื่อ บาโล ยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เขากลับมีพร็อบมาด้วยการถลกเสื้อขึ้นให้เห็นตัวข้างในที่เขียนว่า 'Why Always Me?' หรือ 'อะไร อะไร ก็กู' จนกลายเป็นสำนวนดังในโลกออนไลน์จนถึงขณะนี้เค.เค.pic : sports.yahoo

รวม 3 แนวรุกอนาคตไกลสายเลือดนํ้าหอม!

อย่างที่ได้บอกไปหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า ฝรั่งเศส นับเป็นหนึ่งในชาติที่สามารถผลิตนักเตะมากความสามารถออกมาได้และผู้เล่นเลือดนํ้าหอมหลากหลายรายก็กระจายไปอยู่กับหลากทีมชั้นนำของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น คาริม เบนเซม่า (เรอัล มาดริด), มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) หรือจะเป็น อ็องตวน กรีซมันน์ (แอตเลติโก มาดริด) ที่ต่างทำผลงานได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันกันทั้งสิ้น ซึ่งวันนี้ทางเราก็เอารายชื่อ 3 แนวรุกดาวรุ่งที่ทั้งคุ้นหน้าคุ้นตาและไม่รู้จักกันเลยมาให้ได้รับทราบกันครับ1. อ็องโตนีย์ มาร์กซิยาล (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) เริ่มกันที่รายแรกไม่ใช่ใครที่ไหนนั่นคือ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยาล กองหน้าวัย 19 ปีที่ก้าวมาเป็นหนึ่งในตัวหลักของถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด เป็นที่เรียบร้อย ก่อนหน้านี้ "ปีศาจแดง" ถูกวิพากย์วิจารณ์เรื่องการใช้เงินดึงตัวเข้ามาร่วมเล่นอย่างหนัก หลังใช้จ่ายไปถึง 50 ล้านยูโรเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับ โมนาโก ซึ่งล่าสุดนักเตะรายนี้ก็ตอบแทนเม็ดเงินได้เป็นอย่างดีด้วยการยิงในลีกสูงสุดแดนผู้ดีไปแล้ว 8 นัด ทั้งยังมีส่วนสำคัญต่อการพาบอลขึ้นไปแดนหน้า ด้วยอายุเพียงเท่านี้นับว่าพัฒนาได้อีกไกลทีเดียว สำหรับไอหนู "มาร์กซี่" ได้ติดธงรับใช้ "ตราไก่" ชุดใหญ่มาแล้วในเกมอุ่นเครื่องเป็นจำนวน 8 นัด แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ค่อยได้แสดงฝีเท้ามากนัก2. คิงส์ลีย์ โกม็อง (บาเยิร์น มิวนิค) ถัดมายังคงเป็นนักเตะที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี สำหรับ คิงส์ลีย์ โกม็อง แนวรุกอนาคตไกลที่ถูกปล่อยยืมตัวจาก ยูเวยตุส ไปร่วมซบ "เสือใต้" ในปัจจุบัน อนาคตของนักเตะรายนี้ยังไม่มีความแน่นอนมากนักและแม้จะไม่ได้ลงเป็นตัวจริงมากเท่าที่ควร แต่เขาก็ยิงประตูใน บุนเดสลีกา ไปแล้ว 4 ประตู ซึ่งด้วยอายุที่เทียบเท่ากับ มาร์กซิยาล ก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกันมาแล้ว ขณะที่สื่อบางที่ยังเชื่อว่าเขาจะกลายเป็นนักเตะที่ทดแทนกรหายไปของ ฟรองค์ ริเบรี ในอนาคตได้อย่างแน่นอน3. อุสมาเน่ เดมเบเล่ (แรนส์) รายสุดท้ายอาจไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก เขาคือ อุสมาเน่ เดมเบเล่ นักเตะอนาคตไกลจาก แรนส์ นั่นเอง เขาเป็นผู้เล่นที่ถูกปลุกปั้นในชุดเล็กของทีมแดนนํ้าหอมและซีซั่นล่าสุดก็เข้ามาสร้างความเซอร์ไพรส์บน ลีก เอิง ฝรั่งเศส ด้วยการยิงไปถึง 12 ประตูจากการลงเล่นเพียง 22 นัดเท่านั้น ส่งผลให้่ล่าสุดตกเป็นข่าวคราวร่วมกับหลากสโมสรอย่างหนักทั้งใน พรีเมียร์ลีก และ บุนเดสลีกา ซึ่งทาง มิเกล ซิลแวสตร์ อดีตกองหลังของ "ปีศาจแดง" ยังออกมายกย่องถึงความละม้ายคล้ายคลึงกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวัยเยาว์ด้วย "ผมได้เห็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายเข้ามายัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวัยเดียวกันและ อุสมาเน่ ก็มีคาแรคเจอร์บางอย่างที่ทำให้ผมนึกถึง โรนัลโด้ ในวัยเด็กด้วยนะ" Credit Pic : Zimbio, Eurosport, googleplay

"4 สตาร์ม้าลายจากการขัดเกลาของ อันโตนิโอ คอนเต้"

จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (ต้นสังกัดปัจจุบัน ยูเวนตุส / ทีมชาติอิตาลี) คิเอลลินี่ ขณะที่วัย 25 ปีเมื่อครั้งเทรนเนอร์ อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามารั้งบังเหียนในถิ่นยูเวนตุส สเตเดี้ยม เมื่อปี 2011 อาจกลายเป็นขุมกำลังสำคัญของเจ้า "ม้าลาย" มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งเป็นแกนหลักของทีมชาติอิตาลีไปแล้วกับทั้งบทบาทเซ็นเตอร์แบ็ก และแบ็กซ้าย ก่อนที่กองหลังชาวอิตาเลี่ยนจะมายกระดับฝีเท้าขึ้นอีกขั้น และเล่นด้วยฟอร์มแข็งแกร่งคงเส้นคงวากับการยืนปักหลักเป็น 1 ใน 3 เซ็นเตอร์ฮาร์ฟในระบบ 3-5-2 ของ คอนเต้ และแน่นอนว่าเกมรับที่รัดกุมเหนี่ยวแน่นก็คืออีกหนึ่งจุดแข็งของยอดทีมแห่งเมืองตูรินสำหรับการครองโทรฟี่แชมป์สคูเด็ตโต้ 3 สมัยซ้อนยุคของว่าที่ผู้จัดการทีม เชลซี เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ (ต้นสังกัดปัจจุบัน ยูเวนตุส / ทีมชาติอิตาลี) มาร์คิซิโอ ถือเป็นหนึ่งในลูกหม้อของ ยูเว่ ที่ได้รับโอกาสจาก อันโตนิโอ คอนเต้ เช่นเดียวกับ เปาโล เด เชเญ่, ซิโมเน่ ปาโดอิน และ เซบาสเตียน โจวินโก้ ทว่ากลับมีเพียงห้องเครื่องทีมชาติอิตาลีรายเดียวเท่านั้นที่สามารถยึดตำแหน่งในแดนกลางของทัพ "เบียงโคเนรี่" เอาไว้ได้ เพราะด้วยความครบเครื่องตามแบบฉบับของมิดฟิลด์แบ็กซ์-ทู-บ็อกซ์ พร้อมกับความเข้าใจเกมระดับสูง รวมทั้งยังยืนเป็นกองกลางตัวรับได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้แม้ว่าช่วงปลายยุคของ คอนเต้ จะเสียตำแหน่งตัวจริงไปบ้าง รวมทั้งทีมชุดปัจจุบันที่มี ซามี่ เคดิร่า, โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า, แอร์นาเนส, มาริโอ เลอมิน่า และ สเตฟาโน่ สตูราโร่ ย้ายเข้ามา แต่ดาวเตะชาวอิตาเลียนก็ยังมีอิทธิพลสูงกับเจ้า "ม้าลาย" พ่วงด้วยบทบาทกัปตันทีมลำดับ 3 ของสโมสร เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ (ต้นสังกัดปัจจุบัน ยูเวนตุส / ทีมชาติอิตาลี) ภายหลังก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับ บารี่ ในฤดูกาล 2009-10 ยูเว่ ก็กลายเป็นทีมสิงห์ปืนไวยอมควัก 15.5 ล้านยูโรจ่ายค่าตัวของ โบนุชชี่ เพื่อรับเอาเซ็นเตอร์ฮาร์ฟวัย 22 ปีมายังรังยูเวนตุส สเตเดี้ยม และแม้ว่ากองหลังทีมชาติอิตาลีจะปรับตัวกับชีวิตการค้าแข้งกับยอดทีมแห่งเมืองตูรินได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแกนหลักของทีมตั้งแต่ปีแรก แต่การมาถึงของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่จับเขายืนเป็น 1 ใน 3 เซ็นเตอร์แบ็กขนาบข้างด้วย อันเดรีย บาร์ซาญี่ กับ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ก็ทำให้ดาวเตะชาวอิตาเลี่ยนพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นขุมกำลังสำคัญสำหรับความสำเร็จของเจ้า "ม้าลาย" ตลอด 6 ปีหลัง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเหล่าบิ๊กทีมรวมทั้งล่าสุด เชลซี ต่างตกเป็นข่าวต้องการตัวเขา อาร์ตูโร่ วิดาล (ต้นสังกัดปัจจุบัน บาเยิร์น มิวนิค / ทีมชาติชิลี) วิดาล อาจเป็นที่รู้จักบ้างแล้วสมัยค้าแข้งกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในเยอรมันระหว่างปี 2007-11 ก่อนที่ ยูเว่ จะหอบค่าตัว 10.5 ล้านยูโรไปแลกกับลายเซ็นของกองกลางทีมชาติชิลีวัย 22 ปีในขณะนั้น ด้วยบทบาทการเล่นที่อิสระทั้งเกมรุก-รับภายใต้การคุมทีม อันโตนิโอ คอนเต้ ประกอบกับความแข็งแกร่ง, ดุดัน และเทคนิคชั้นเชิงลูกหนัง รวมทั้งการเล่นร่วมกับ อันเดรีย ปีร์โล่ ในแดนกลาง ทำให้เขาพัฒนาฝีเท้าแบบก้าวกระโดด และกลายเป็นอีกหนึ่งกองกลางที่ดีที่สุดในยุโรปเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัย พร้อมกับความสำเร็จทั้ง 4 แชมป์เซเรีย อา กับ 1 แชมป์โคปปา อิตาเลีย ก็ทำให้ถึงช่วงเวลาอิ่มตัวสำหรับการค้าแข้ง 4 ปีในรั้วยูเวนตุส สเตเดี้ยม ก่อนโยกย้ายสู่ บาเยิร์น ในราคา 40 ล้านยูโรเมื่อซัมเมอร์ปี 2015 ที่ผ่านมาpic : dailymail.co.uk

ย้อนรอย 3 แมตช์สุดเร้าอารมณ์ 'หงส์แดง' เกมยุโรป

เพิ่งจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์อีกหนึ่งหน้าไปได้สำเร็จกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กับการเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปได้ 4-3 ในการแข่งขัน ยูโรป้า ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 ซึ่งสกอร์รวมพวกเขาเข้ารอบรองชนะเลิศที่ 5-4 ซึ่งในก่อนหน้านั้นเหล่าสาวก 'เดอะ ค็อป' จะมีแมตช์ไหนบ้างที่พลพรรค "หงส์แดง" เล่นในบ้านและบีบเร้าอารมณ์ได้พอๆกับแมตช์เอาชนะ "เสือเหลือง" วันนี้ผมก็ขอหยิบ 'คลิป' มาให้ได้รับชมกันครับ1. ยูฟ่า คัพ 2001 รอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ลิเวอร์พูล 1 - 0 บาร์เซโลน่า (สกอร์รวม ลิเวอร์พูล ชนะ 1-0) ยังจำปีที่ยิ่งใหญ่คว้า 'ทริปเปิ้ลแชมป์' ได้มั้ยครับเหล่า 'เดอะ ค็อป' และแน่นอนเกมนี้คือเกมที่สำคัญสุดๆเพราะพวกเขาต้องโคจรมาพบกับ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ และนัดแรกก็บุกไปเสมอมาได้ก่อน 0-0 ซึ่งมานัดที่ 2 พวกเขาก็สามารถเอาชนะไปได้ ในปีดังกล่าว บาร์ซ่า ไม่ใช่เล่นๆนะครับ หลุยส์ เอ็นรีเก้, ริวัลโด้, คาร์เลส ปูโยล และ แพทริค ไคลเวิร์ท ลงสนามอย่างพร้อมเพรียงแต่ 'หงส์แดง' ก็หักด่านเข้าชิงชนะเลิศจนคว้าแชมป์มาได้2. ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2005 รอบรองชนะเลิศนักที่ 2 ลิเวอร์พูล 1 - 0 เชลซี (สกอร์รวม ลิเวอร์พูล ชนะ 1-0) เกมนี้หลายๆคนอาจจะยังจำได้อยู่เพราะมีจังหวะปัญหาบรรลือโลกซึ่งประตูชัยของพลพรรค "หงส์แดง" นั้นได้มาจากการยิงของ หลุยส์ กาเซีย ที่ชิพบอลเข้าไปและโดน วิลเลี่ยมส์ กัลลาส เคลียออกมาโดยในปีดังกล่าวยังไม่มีเทคโนโลยีโกล์ไลน์และมีผู้ตัดสินข้างประตูเหมือนกับปัจจุบัน ซึ่ง "หงส์แดง" ก็เป็นฝ่ายได้ประตูและเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนั้นจนสุดท้ายพวกเขาก็เข้ารอบชิงชนะเลิศพร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ3. ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2005 รอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย ลิเวอร์พูล 3 - 1 โอลิมเปียกอส เป็นปีแห่งโชคชะตาเหมือนกันสำหรับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2004-05 เพราะพวกเขาส่อเค้าจะตกรอบแรกซะด้วยซ้ำซึ่งเป้าหมายในนัดสุดท้ายก็คือต้องเอาชนะ โอลิมเปียกอส ยอดทีมจาก กรีซ ให้ได้สถานเดียวเท่านั้น ในตอนแรกดูเหมือนว่า 'หงส์แดง' จะส่อเค้าตกรอบเพราะโดนออกนำไปก่อนช่วงครึ่งเวลาแรกแม้ว่าจะตีเสมอได้จาก ฟลอรองต์ ซินาม่า ปองโกล ในต้นครึ่งหลังแต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์สร้างวีรบุรุษครับจำชื่อของ นีล เมลเลอร์ ได้มั้ยล่ะ ? ครับเขาเป็นคนยิงให้ 'หงส์แดง' แซงนำ 2-1 นาทีที่ 81 ก่อนที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด หัวใจของทีมจะมาปิดกล่องนาทีที่ 86 เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปด้วยคะแนน "เท่ากับ" โอลิมเปียกอส แต่ประตูได้เสียดีกว่า !เค.เค.pic : espn