breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

รวมคำพูดเหล่าคนดังลูกหนังอาลัย "โยฮัน ครัฟฟ์"

โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานฉายา "นักเตะเทวดา" ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 68 ปี หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทาง "Cheerball" ต้องขอร่วมอาลัยกับการจากไปของเขา ซึ่งวันนี้ทางเราก็เอาคำอาลาจากเหล่าคนดังในแวดวงลูกหนังให้ได้อ่านด้วยครับ... "พวกเราได้ตื่นขึ้นมาด้วยข่าวอันน่าเศร้ากับการตายของเพื่อนผม โยฮัน ครัฟฟ์ ผมรู้สึกพิเศษที่ได้คุณมาเป็นโค้ชเมื่อผมอยู่ บาร์เซโลน่า เขารู้ว่าผู้เล่นของเขามีคุณค่าอย่างไร ซึ่งเขารู้ถึงสกิลของผมในการทำประตูด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ที่มีความยุติธรรม ผมยังจำได้ว่าเคยประสบปัญหานิดหน่อยกับระยะทางจากบ้าน ตอนนั้นผมเป็นเพียงผู้เล่นนอกยุโรปเพียงคนเดียว เขาได้ให้เวลาผมหยุดมากขึ้น ดังนั้นผมสามารถพักที่บ้านได้ วันนี้วงการลูกหนังต้องเสียคนที่ยิ่งใหญ่ไปและผมเองก็ต้องเสียเพื่อนอย่างเขา หลับให้สบายนะ มาสเตอร์ครัฟฟ์ " - โรมาริโอ "มันเป็นข่าวที่เศร้ามาก ผมยกให้เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สุดในประวัติศาสตร์และในฐานะโค้ชเขายังเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วย มันเป็นความจริงที่พวกเราอยู่ที่นี่เพื่อขอบคุณอย่างมหาศาลต่อ โยฮัน ครัฟฟ์ " - เคราร์ด ปิเก้ "ตำนานอีกคนได้จากพวกเราไปแล้วในวันนี้" - ลีโอเนล เมสซี่ "มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของโลกฟุตบอล เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกในช่วงเวลาของเขาและผมคิดว่าเขาได้เปลี่ยนแนวทางฟุตบอลที่พวกเราได้เล่นกันด้วย" - คาร์โล คูดิชินี่ "ผมรู้สึกช็อค ผมคิดว่าเขากำลังทำได้ดีกว่านี้ เนเธอร์แลนด์ได้สูญเสียหน้าตาบนโลกนี้ไปแล้ว เขาเป็นหนึ่งในคนที่พาฟุตบอลของพวกเราอยู่บนแผนที่นะ" - รืด คึลลิต "พวกเราจะรักคุณเสมอ โยฮัน หลับให้สบาย" - บาร์เซโลน่า แถลงอาลัย " RIP โยฮัน ครัฟฟ์ ผู้เป็นคนแห่งวงการลูกหนังตัวจริง ผมไม่คิดว่าจะมีใครมีอิทธิพลต่อเกมมากเท่าที่เขาทำมา พวกเราทั้งหมดทั้งหมดต่างสัมผัสและได้แรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์และความเชื่อของเขา วงการฟุตบอลจะขาดเขา แต่พวกเราจะไม่ลืมเลย" - แว็งซองต์ กอมปานี "หมายเลข '14' จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว RIP โยฮัน ครัฟฟ์ " - ชาบี อลอนโซ "เป็นข่าวร้ายที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ได้ล่วงลับไปแล้ว เขาเป็นหนึ่งในผุ้เล่นที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เป็นยักษ์ใหญ่ของแท้ในเกมของพวกเรา เขาจะเป็นการหายไปที่น่าเศร้า RIP" - ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล "เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ได้ยินว่า โยฮัน ครัฟฟ์ ได้ตายไป ฟุตบอลได้สูญเสียบุคคลที่ทำได้เจ๋งกว่าการสร้างฟุตบอลที่สวยงามกว่าใครๆในประวัติศาสตร์เสียแล้ว" - แกรี ลินิเกอร์Credit Pic : Goal, Fifa, Getty Image, Zimbio, ITV

รวม 4 ดาวยิงที่ทำผลงานได้อย่างแข็งขันแดนนํ้าหอม!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้ ลีก เอิง ฝรั่งเศส จะเป็นรายการที่คนไม่ได้ให้ความสนใจเทียบเท่ากับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หรือ ลา ลีกา สเปน แต่ฟุตบอลของพวกเขาก็ได้ผลิตและเป็นจุดเกิดของนักฟุตบอลชื่อก้องโลกมากมาย อาทิ ปาทริซ เอวร่า, โอลิวิเยร์ ชิรูด์, อ็องโตนีย์ มาร์ซิยาล และ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ซึ่งวันนี้ทางเราก็ได้เอาข้อมูลเหล่าดาวยิงจากแดนนํ้าหอมมาให้ได้ติดตามกันครับ!1. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เริ่มกันที่รายแรกไม่ใช่ใครที่ไหน ซึ่งก็เป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้ามากประสบการณ์ที่หลายฝ่ายคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดี เขาย้ายจาก เอซี มิลาน เข้ามาร่วมถิ่น ปาร์ก เดอซ์ แพรงซ์ ด้วยค่าตัว 21 ล้านยูโร ก่อนจะตอบแทนเม็ดเงินได้อย่างคุ้มค่าด้วยการพังประตูอย่างถล่มทลายและซีซั่นล่าสุดก็ยิงไปถึง 27 ประตูนำโด่งดาวซัลโวของลีกและคาดว่าจะไม่พลาดคว้ารางวัลดาวยิงปีนี้อย่างแน่นอน กระนั้นก็เป็นเรื่องน่าเสียดายนักที่เจ้าตัวประกาศเตรียมอำลากต้นสังกัดช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว2.เอดินสัน คาวานี่ ยังอยู่กับนักเตะของ "เปแอสเช" เช่นเคย แต่คราวนี้เป็น เอดินสัน คาวานี่ แนวรุกคู่หูของ "เฮียตัน" ที่ทำไปแล้ว 14 ประตูในฤดูกาลนี้ ซึ่งแม้จะน้อยกว่ารุ่นพี่อย่างมาก แต่เจ้าตัวก็ยอมรับว่าตำแหน่งเซ็นเตอร์ฟอร์เวิร์ดเป็นจุดที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า โดยทราบหรือไม่ว่าอนาคตของเขาร่วมกับถิ่น ปารืก เดอซื แพรงซ์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก เนื่องจากมีหลากหลายสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ยูเวนตุส ที่ต่างให้ความสนใจในเวลานี้3. อเล็กซ็องแดร์ ลากาแซตต์ ถัดมาเป็นกองหน้าของ โอลิมปิก ลียง อย่าง อเล็กซ็องแดร์ ลากาแซตต์ กันบ้าง สำหรับวัยเพียง 24 ปีของเขาเรียกได้ว่าผลงานค่อนข้างทะลุเป้าทีเดียว หลัง 3 ซีซั่นหลังสุดถล่มตาข่ายมาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งฤดู 2014/15 ยังกลายเป็นดาวซัลโวของลีกได้อีกต่างหายด้วยการยิงประตูถึง 27 ตุง กระนั้นในปีนี้กลับยิงได้เพียง 14 ประตูเท่านั้น สำหรับนักเตะวัย 24 ปีอาจเรียกเป็นนักเตะคู่บุญของ "โอแอล" ก็เป็นได้ เพราะเจ้าตัวอยู่ร่วมกับทีมมาตั้งแต่อคาเดมี่เลยทีเดียว4. มิชี่ บาตชูอายี่ มาถึงคนสุดท้ายกับ มิชี่ บาตชูอายี่ กองหน้าอนาคตไกลสัญชาติเบลเยี่ยมที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างเตะตาโดนใจใครหลายๆคน เขาย้ายมาร่วมเล่นให้กับ โอลิมปิก มาร์กเซย ตั้งแต่ซีซั่น 2014/15 ด้วยค่าตัวราว 6 ล้านยูโร ก่อนที่จะระเบิดฝีเท้าได้อย่างน่าประทับใจไป 13 ลูกในลีกแดนนํ้าหอม ด้วยวัย 22 ปี นับว่ามีหนทางอนาคตอีกไกลทีเดียว ทั้งยังเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติชุดใหญ่มาแล้วอีกด้วยCedit Pic : Meidenfoot, Zimbio

"4 แข้งชาวบราซิเลี่ยนที่เตรียมโยกโชว์ฝีเท้าในยุโรป"

ลูคัส ลิม่า (อายุ 25 ปี - ต้นสังกัด ซานโตส) ลูคัส ลิม่า อาจได้รับคำชื่นชมอย่างมากในเรื่องของเทคนิคชั้นเชิงลูกหนังที่เกินวัยตอนเป็นดาวรุ่ง ทว่าพัฒนาการที่ช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่น และไม่สามารถสอดแทรกโอกาสลงสนามได้บ่อยนัก ทำให้ อินเตอร์นาซิอองนาล เลือกขายเขาให้กับ ซานโตส ในปี 2014 และที่ทัพ "เปชี่" นี่เอง ลิม่า กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง และกลายเป็นเพลย์เมกเกอร์คนสำคัญของ ซานโตส ในช่วงเวลาไม่นานนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมถิ่นเอสตาดิโอ วีล่า เบลมิโร่ พร้อมกับจุดเด่นในการขับเคลื่อนเกมรุกที่หลากหลาย และการผ่านบอลที่แม่นยำเด็ดขาด ก่อนก้าวไปอีกขั้นกับการถูกเรียบตัวติดทีมชาติบราซิลเมื่อกลางปี 2015 ที่ผ่านมา แม้ว่า ลิม่า จะไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมของเทรนเนอร์ คาร์ลอส ดุงก้า ได้ แต่ฟอร์มที่น่าประทับใจตลอดช่วง 2 ปีหลังก็เพียงพอให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มองถึงโอกาสดึงเขามายังรั้วปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ในซัมเมอร์ปี 2016 นี้ อลิสสัน (อายุ 23 ปี - ต้นสังกัด อินเตอร์นาซิอองนาล) อลิสสัน ได้รับการบ่มเพาะจาก อินเตอร์นาซิอองนาล มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก่อนถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2014 เพื่อเป็นแบ็คอัพของ ดีด้า อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล ก่อนก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งมือ 1 ได้ในซีซั่นถัดมาหลังอดีตนายด่าน เอซี มิลาน แขวนถุงมือ และเพียงปีแรกกับ อินเตอร์นาซิอองนาล ที่นายประตูดาวรุ่ง 23 ปีโชว์ฟอร์มเซฟได้อย่างน่าประทับใจจนถูกคาดหมายว่าจะสามารถพัฒนาเป็นเหมือนกับ เคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ตำนานนายประตูชาวบราซิเลี่ยน ทำให้ไม่นานจากนั้น อลิสสัน ก็ได้รับโอกาสจากเฮดโค้ช คาร์ลอส ดุงก้า ลงประเดิมสนามกับทีมชาติบราซิล และเขาก็ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงกับทัพ "เซเลเซา" ตลอด 3 แมตช์หลังสุดในเกมฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ทว่าน่าเสียดายที่สาวก "โคโลราโด้" (ฉายา อินเตอร์นาซิอองนาล) อาจจะเห็นฝีไม้ลายมือของเขาอีกไม่นาน เมื่อ อลิสสัน กลายเป็นเป้าหมายของ โรม่า กับ ยูเวนตุส ไปเสียแล้ว ลวน วิเอร่า (อายุ 22 ปี - ต้นสังกัด เกรมิโอ) ลวน ได้รับการโหวตให้เป็นกองหน้าที่ดีที่สุดในลีกกัมเปโอนาโต้ บราซิเลโร่ บราซิล ฤดูกาลที่แล้ว เคียงข้างกับ ริคาร์โด้ โอลิเวร่า สไตล์เกอร์ตัวเก๋าจาก ซานโตส โดยจากความสามารถที่ครบเครื่องทำให้หัวหอกทีมชาติบราซิลชุดอายุต่ำกว่า 23 ปีสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแดนหน้าด้วยจุดแข็งเรื่องความเร็ว และการจบสกอร์ที่เฉียบคม แต่สำหรับตำแหน่งปัจจุบันของเขากับ เกรมิโอ ที่ ลวน ทำผลงานได้โดดเด่นสุดๆเป็นการยืนศูนย์หน้าตัวเป้า เพียงแต่เป็นบทบาทกองหน้าตัวหลอกที่ทำหน้าที่ขยับลงต่ำมาเชื่อมเกมแดนกลาง และเปิดพื้นที่ให้กับเพื่อนร่วม ก่อนทำผลงานกระทุ้ง 10 ประต พร้อมทำ 7 แอสซิสต์จากเกมเซเรีย อา บราซิล ฤดูกาล 2015 ที่ผ่านมา ทำให้ได้รับความสนใจจาก โวล์ฟสบวร์ก รวมทั้งหลายทีมชั้นนำจากไชนิส ซูเปอร์ ลีก จีน กาเบรียล บาร์โบซ่า (อายุ 19 ปี - ต้นสังกัด ซานโตส) ดาวรุ่งเจ้าของฉายา "กาบิโกล" เคยถูกนำไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ในทีมอะคาเดมี่ของ ซานโตส อย่าง เนย์มาร์ จูเนียร์ สตาร์ค่าย บาร์เซโลน่า เนื่องจากเทคนิคที่เนียนตา, การเลี้ยงบอลที่ติดเท้า และวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์เกมรุก โดยดาวเตะทีมชาติบราซิลชุดอายุต่ำกว่า 23 ปีที่เติบโตขึ้นมากจาก ซานโตส ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เคยเล่นในตำแหน่งกองหน้ากับปีแรกในทีมชุดใหญ่ของ "เปชี่" (ฉายา ซานโตส แปลว่าปลา) ก่อนถูกขยับให้เล่นในบทบาทตัวรุกริมเส้นในฤดูกาลถัดมาซึ่งทำให้ กาเบรียล ดึงเอาความสามารถที่แท้จริงของเขาออกมาด้วยการฉีกแนวรับคู่แข่งเป็นว่าเล่น และกลายเป็นตัวป้อนชั้นยอดให้กับเพื่อนร่วมทีม พร้อมทั้งยังจบสกอร์เองได้ดีอีกด้วยกับผลงานกด 21 ประตูในซีซั่น 2015 ที่ผ่านมา ทำให้แข้งหมายเลย 10 ของ ซานโตส ได้รับความสนใจจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กับ บาร์เซโลน่าpic : dailymail.co.uk

การเปลี่ยนตัว 3 ครั้งสุดมึนของปรัชญาที่แฟนผีจำติดตา

โดนวิพากษ์วิจารณ์กันหนักหน่วงทีเดียวสำหรับ หลุยส์ ฟาน กัล เกี่ยวกับทั้งในเรื่องแทคติกหรือการนั่งอุดอู้อยู่ข้างสนามแต่สิ่งหนึ่งที่แฟนๆให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือการเปลี่ยนตัวที่หลายๆคนอาจจะสบถแบบชัดเจนว่า 'มึงเปลี่ยนเพื่ออะไร' มาในวันนี้ผมก็ขอหยิบเรื่องจาก 'manchestereveningnews' ที่ได้หยิบเอาการเปลี่ยนตัวสุดเห่ยของ ฟาน กัล มาให้แฟนๆ 'cheerball.com' ได้ดูกันครับว่าจริงแค่ไหน1. นิค พาวว์ - เกมกับ โวล์ฟบวร์ก ธันวาคม 2015 ผมเชื่อว่าหลายๆคนยังคงจำกันได้ดีสำหรับการเปลี่ยนตัวครั้งนี้เพราะในเกมกับ "หมาป่าแห่งเมืองเบียร์" นั้น "ปีศาจแดง" ต้องการชัยชนะเพียงอย่าเดียวเท่านั้นเพื่อโอกาสเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป และ ฟาน กัล ก็ทำ เซอร์ไพรซ์ แบบน่าอัศจรรย์เมื่อเขาตัดสินใจส่ง พาวว์ ลงสนามแทน ฆวน มาต้า ในนาทีที่ 69 ภายหลังจากเจ็บไปเกือบปีซึ่งตอนนั้น ยูไนเต็ด โดนนำอยู่ 2-1 และพวกเขาต้องการอีก 2 ประตู สุดท้าย "ปีศาจแดง" ก็แพ้ไป 3-2 โดยที่ทิ้งตัวรุกอย่าง แอชลีย์ ยัง กับ อันเดรียส เปเรย์ร่า เอาไว้ข้างสนามเก๋ๆแต่เลือก พาวว์ ลงสนามไปแทน !2. ติโมทีย์ โฟซู-เมนซาห์ - เกมกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน มีนาคม 2016 นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่เราได้เห็นอะไรแปลกๆเพราะ "ปีศาจแดง" ต้องเหลืองผู้เล่นเพียงแค่ 10 คนเนื่องจาก ฆวน มาต้า โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปตั้งแต่ไก่โห่และเป็นใบแดงแรกในชีวิตการค้าแข้งของเขา มาในครึ่งหลัง ยูไนเต็ด โดน ซาโลมอง รอนดอน กดประตูขึ้นนำไปก่อนและจากนั้น ฟาน กัล ก็พยายามแก้เกมแล้วแต่ถอดใจแต่อย่างใดไม่ทราบเพราะนาทีที่ 83 ติโมทีย์ โฟซู-เมนซาห์ ได้โอกาสลงสนามแทน มัตเตโอ ดาร์เมียน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนตัวตามตำแหน่งธรรมดาๆ ถ้าทีมนำอยู่จะไม่ว่าเลยแต่นี่ข้างสนามยังมี มารูยาน เฟลไลนี่ ที่พอจะลงมาแล้วใช้การโยนบอมเข้าไปได้นั่งหัวฟูเฉยๆเท่ๆซะงั้น3. มัตเตโอ ดาร์เมียน, บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ - เกมกับ ลิเวอร์พูล มีนาคม 2016 เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆเลยกับเกมนี้แน่นอนว่าการเปลี่ยนตัวแรกอย่าง อันโตนิโอ วาเลนเซีย มาแทน กีเยร์โม วาเรล่า ยังพอเข้าใจได้อยู่ แต่สถานการณ์ตอนนั้น ยูไนเต็ด ต้องการต้องการประตูอีกถึง 3 ลูกเพื่อเข้ารอบแต่แล้วไง ? ฟาน กัล ตัดสินใจส่ง มัตเตโอ ดาร์เมียน ลงแทน มาร์กอส โรโฮ ในนาทีที่ 62 และ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ แทน ไมเคิ่ล คาร์ริค นาทีที่ 70 โดยปล่อย เมมฟิส เดอปาย เอาไว้ข้างสนามแบบชิวๆหรือแม้แต่ มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน ที่ดูจะฟิตกว่า ชไวนี่ ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาเค.เค.pic : zimbio, manchestereveningnews

รวม 3 แข้งเอเชียที่ไม่ประสบความสำเร็จในลีกสูงสุดผู้ดี

นักเตะเอเชียกำลังได้รับความนิยมในลีกต่างๆของยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆและใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็มีทั้งผู้เล่นที่เคยค้าแข้งและปัจจุบันบางรายก็ยังเล่นในลีกแดนผู้ดีอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ชินจิ โอคาซากิ, คี ซุง-ยอง, ซอง เฮือง มิน และ มายะ โยชิดะ ซึ่งก็ยังมีอีกหลากหลายรายที่กำลังเค้นผลงานกันอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย แต่วันนี้ทางเราจะขอพูดถึงผู้เล่นที่ไม่ประสบความสำเร็จกับลีกสูงสุดของ อังกฤษ กันบ้างล่ะครับ ส่วนที่เลือกมาจะเป็นใครก็ติดตามกันได้เลย....1. ปาร์ค ชู-ยอง เริ่มกันที่รายแรกกับหนุ่มหน้ามนต์สไตล์กิมจิ ปาร์ค ชู-ยอง ที่เคยย้ายเข้ามาร่วมซบถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ระหว่างปี 2011-2014 เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับความสนใจอยู่ในระดับหนึ่ง หลังทำผลงานให้กับ โมนาโก เป็นเวลา 3 ซีซั่นด้วยการยิงในลีก เอิง รวมถึง 25 ประตู แต่แล้วโชคชะตาราวกับเล่นตลกจริงๆ เพราะสุดท้าย อาร์แซน เวนเกอร์ กลับให้โอกาสเขาได้เล่นบนลีกสูงสุดแดนผู้ดีแค่เพียงนัดเดียวเท่านั้นเมื่อปี 2012 แถมยังเป็นฐานะตัวสำรองอีกต่างหาก ปัจจุบันในวัย 30 ปี เขากำลังค้าแข้งกับ เอฟซี โซล สโมสรดังของบ้านเกิด ซึ่งซีซั่น 2015 ที่ผ่านมาก็ยังยิงใน เคลีก ไปทั้งสิ้น 7 ประตูด้วยกัน2. หลี่ เถีย รายต่อมาเป็นอดีนักเตะจากแดนมังกรนั่นคือ หลี่ เถีย ที่มอบฉายาให้ เอฟเวอร์ตัน กลายเป็น "ทอฟฟี่ลายมังกร" ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขามีช่วงเวลาที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งคือการย้ายจากลีกบ้านเกิดไปร่วมซบถิ่น กูดิสัน พาร์ค ด้วยสัญญายืมตัวซีซั่น 2002/03 พร้อมลงเล่นไปมากถึง 29 นัด ก่อนจะถูกคว้ามาด้วยสัญญาเต็มตัวในช่วงเวลาต่อมา กระนั้นแล้วปัญหาอาการบาดเจ็บก็ทำให้อนาคตของเขาในแดนผู้ดีไปได้ไม่ราบรื่นมากนัก ซึ่งก็ได้ลงสนามทุกรายการไปเพียง 7 เกมเท่านั้นในอีก 3 ปีถัดมา ก่อนจะย้ายไปยัง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด นั่นเอง ปัจจุบันอดีตกองกลางตัวเก๋าได้ผันตัวเองกลายเป็นโค้ชของ เหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน เป็นที่เรียบร้อย หลังเคยเป็นผู้ช่วยให้กับทั้ง กว่างโขว เอเวอร์แกรนด์ และ ทีมชาติจีน มาก่อนหน้านี้3. ตง ฟางโจว มาถึงนักเตะรายสุดท้ายที่จะแนะนำกันในวันนี้คือ ตง ฟางโจว อีกหนึ่งแข้งแดนมังกรนั่นเอง เขาได้ย้ายจาก Dalian Saide ไปร่วมซบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2004 ด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ กระนั้นแข้งรายนี้กลับไม่ได้รับใช้ "ปีศาจแดง" ในฐานะตัวจริงในทันที เนื่องจากปัญหาเรื่องใบขออนุญาตทำงานหรือ "เวิร์คเพอร์มิต" ทำให้ต้องถูกส่งตัวไปเล่นกับ โรยัล อันท์เวิร์ป เป็นเวลา 2 ฤดูกาล พร้อมซัดไปถึง 34 ประตู แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาเบียดตัวจริงในถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด ได้ จนท้ายที่สุดมีการยกเลิกสัญญากันไปในภาหลังเมื่อปี 2008 นั่นเอง สำหรับอดีตดาวรุ่งอาตี๋เคยได้รับคำชมจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาแล้วว่ามีทั้ง "ความเร็วและสภาพร่างกาย" พร้อมที่จะเล่นให้ ยูไนเต็ด มาแล้วเช่นกันCredit Pic : vavel, Everton, Arsenal,PA

"5 สตาร์แข้งขับเคลื่อนทัพจิ้งจอกทะเลทราย"

วงการฟุตบอลแอลจีเรียกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังเคยฟุบไปพักใหญ่ และต้องพลาดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกไปมากกว่า 20 ปี ทว่าเวลานี้พวกเขาได้สร้างบรรดาแข้งสายเลือดใหม่ขึ้นมากมายจนเมื่อเวิลด์ คัพ 2014 แอลจีเรียสามารถทะลุเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังต่อยอดความสำเร็จจากยุคของกุนซือ วาฮิด ฮาลิลฮอดซิช มาเป็นเฮดโค้ช คริสเตียน กูร์กกุฟฟ์ ที่ทัพ "จิ้งจอกทะเลทราย" ยังทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอ พร้อมรั้งอันดับ 37 ของโลกในฟีฟ่าแรงกิ้งซึ่งเป็นรองเพียงหมู่เกาะเคปเวิร์ดกับไอวอรี่โคสต์เท่านั้นในทวีปแอฟริกา และวันนี้ทีมงาน "CHEERBALL.com" เราจะพามาดูกันว่าเหล่านักเตะแกนหลักของทีมชาติแอลจีเรียชุดนี้ที่ล้วนแล้วแต่ค้าแข้งกับทีมชั้นนำในยุโรปกันนั้นว่ามีใครกันบ้าง!!!!! นาบิล เบนทาเล็บ (ต้นสังกัด : ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ / ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ / อายุ : 21 ปี) เบนทาเล็บ ที่เติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของ สเปอร์ส ตั้งแต่อายุ 17 ปี ถือเป็นแกนหลักในทีมของเทนเนอร์ มาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เมื่อฤดูกาลที่แล้วจากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 25 เกมพรีเมียร์ลีก พร้อมกับการจบอันดับที่ 5 บนตารางคะแนนของทัพ "ไก่เดือยทอง" ทำให้อดีตห้องเครื่องทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 19 ปีได้สัญญาใหม่ในรั้วไวท์ ฮาร์ท เลน จนถึงปี 2020 ทว่าน่าเสียดายที่กองกลางตัวรับทีมชาติแอลจีเรียมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนในช่วงครึ่งซีซั่นแรกของฤดูกาลนี้ ทำให้ขณะนี้ เบนทาเล็บ ที่เพิ่งกลับมาฟิตต้องแย้งตำแหน่งตัวจริงอย่างหนักกับ เอริค ดายเออร์, เดเล อัลลี่ และ มุสซ่า เดมเบเล่ รวมทั้ง ไรอัน เมสัน กับ ทอม แคร์โรลล์ แต่ด้วยสไตล์การตัดเกมที่แข็งแกร่ง, เหนี่ยวแน่น และการผ่านบอลยาวที่แม่นยำ ทำให้อนาคตใน "เดอะ เลน" ของเขายังมั่นคง ซาเฟียร์ ไตแดร์ (ต้นสังกัด : โบโลญญ่า / ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ / อายุ : 24 ปี) ไตแดร์ แจ้งเกิดขึ้นมากับ โบโลญญ่า ทำให้ อินเตอร์ ต้องยอมจ่าย 5.5 ล้านยูโรเพื่อรับตัวเขามายังถิ่นสตาดิโอ จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ทว่าการที่ห้องเครื่องชาวแอลจีเรียนต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงในแดนกลางของทัพ "เนรัซซูรี่" ภายใต้การคุมทีมของกุนซือ วอลเตอร์ มาซซารี่ ทำให้เขาไม่ได้รับโอกาสลงสนามกับนักในปีแรกกับยอดทีมแห่งเมืองมิลาน ทำให้ฤดูกาลต่อมา ไตแดร์ ถูกปล่อยให้ เซาธ์แฮมป์ตัน ยืมตัว 1 ปีสลับขั้วกับ ดานี่ ออสวัลโด้ ทว่าอดีตกองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 20 ปีก็ต้องถูกปล่อยยืมตัวอีกทอดมาเล่นกับ ซาสซูโอโล่ หลังจากช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์กับ "เดอะ เซนต์ส" เนื่องจากปัญหาเรื่องการปรับตัวกับทีมของเทรนเนอร์ โรนัลด์ คูมัน อย่างไรก็ตามห้องเครื่องทีมชาติแอลจีเรียก็สามารถคืนฟอร์มกลับมาเล่นได้ดุดันอีกครั้งกับ "เนโรแวร์ดี้" รวมทั้งซีซั่นกับ "รอสโซ่บลู" ที่ดึงเขากลับมายังถิ่นเรนาโต้ ดัลลาร่า อีกครั้ง โซฟิยาน เฟอกูลี่ (ต้นสังกัด : บาเลนเซีย / ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ / อายุ : 26 ปี) เฟอกูลี่ ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรชั้นนำในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี มาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากอดีตปีกทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีโชว์ฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวากับทัพ "โลส เช" และพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ย้ายจาก เกรโนเบิล ในฝรั่งเศสมาค้าแข้งยังรังเอสตาดิโอ เมสตาย่า เมื่อปี 2010 โดย เฟอกูลี่ อาจไม่ใช่มิดฟิลด์ริมเส้นที่รวดเร็วที่สุด แต่ด้วยเทนนิคความสามารถเฉพาะตัว และความคล่องตัว ทำให้ดาวเตะทีมชาติแอลจีเรียกลายเป็นแกนหลักของเจ้า "ค้างคาว" มาโดยตลอด แม้ยอดทีมแห่งแคว้นบาเลนเซียจะปรับเปลี่ยนตัวเฮดโค้ชค่อนข้างบ่อยทีเดียวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งปัจจุบันในยุคกุนซือ แกรี่ เนวิลล์ ที่วิงเกอร์ชาวแอลจีเรียนแทบจะเป็นตัวเลือกแรกในแนวรุกของทีมก่อนทั้ง ปาโก้ อัลกาเซร์, อัลบาโร่ เนเกรโด้, ปาโบล ปิอัตติ และ โรดริโก้ โมเรโน่ ยาซีน บราฮิมี่ (ต้นสังกัด : เอฟซี ปอร์โต้ / ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ / อายุ : 26 ปี) บราฮิมี่ สร้างชื่อกับ กรานาด้า เพียง 2 ปีแรกในลา ลีกา สเปน ทำให้ ปอร์โต้ อีกหนึ่งทีมที่เป็นเต้ยในเรื่องของการปลุกปั้นนักเตะยอมเจียดเงิน 6.5 ล้านยูโร เพื่อรับตัวปีกทีมชาติแอลจีเรียมาร่วมถิ่นเอสตาดิโอ ดู ดราเกา ในช่วงซัมเมอร์ปี 2014 และแน่นอนว่าอดีตดาวะทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นขุมกำลังหลักของทัพ "ดรากอนส์" ตั้งแต่ปีแรก ทำให้ก่อนเปิดฉากฤดูกาลนี้ บราฮิมี่ ได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แอตเลิตโก มาดริด และ เอซี มิลาน ทว่า ปอร์โต้ ยังยืนกรานว่าต้องการเก็บดาวเตะทีมชาติแอลจีเรียเอาไว้ ซึ่งแม้จะไม่ได้ย้ายทีมแต่ดูเหมือนสมาธิของเขาจะไม่ได้วอกแวกไป เพราะฤดูกาลนี้ที่แข้งชาวแอลจีเรียนก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งตัวรุกที่ขาดไม่ได้ของทัพ "มังกรน้ำเงิน" อยู่ ริยาด มาห์เรซ (ต้นสังกัด : เลสเตอร์ ซิตี้ / ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ / อายุ : 25 ปี) มาห์เรซ มีค่าตัวเพียง 500,000 ปอนด์ เท่านั้นตอนย้ายจาก เลอ อาร์ฟ ทีมใน ลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส มาค้าแข้งในถิ่นคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อต้นปี 2014 และฤดูกาลนี้ปีกขวาทีมชาติแอลจีเรียก็โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นสุดๆกับการเป็นอีกหนึ่งขุมกำลังสำคัญของ "เดอะ ฟ็อกซ์" สำหรับการสร้างเซอร์ไพรส์ขึ้นรั้งตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ด้วยผลงานการกระทุ้ง 13 ประตู พร้อมทำ 11 แอสซิสต์จากการลงสนาม 28 เกมลีก จากผลงานน่าประทับใจนี้ทำให้ มาห์เรซ คว้ารางวัลนักเตะแอลจีเรียยอดเยี่ยมประจำปี 2015 มาครอง และชื่อของเขาก็ถูกจับเชื่อมโยงอย่างหนักกับบิ๊กทีมทั้ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, เชลซี และ บาร์เซโลน่า ถึงขนาดที่ว่าเทรนเนอร์ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ยอมรับว่าคงไม่อาจขวางโอกาสย้ายทีมของแข้งเชื้อสายโมร็อกโกได้หากเขาต้องการอำลาทัพ "จิ้กจองสีน้ำเงิน" pic : twitter.com/valenciacf, twitter.com/BfcOfficialPage, twitter.com/FCPorto, dailymail.co.uk

4 ดาวเตะที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 เดียวของชาติ !

ลีกที่ได้รับการขนานนามว่ามีความมันส์ที่สุดของโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก มีดาวเตะฝีเท้าพรสวรรค์ดาหน้าเข้ามาค้าแข้งหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายสัญชาติ มาในวันนี้ผมก็ขอรวบรวมข้อมูลจาก 'dreamteamfc' ที่หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าเขาคือหนึ่งเดียวของชาติที่สามารถสัมผัสถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดประจำเกาะอังกฤษได้1. ฮวน กวาดาโด้ - โคลอมเบีย ถึงแม้จะย้ายมาค้าแข้งกับ เชลซี ชนิดแปปเดียวจนแฟนๆบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำแต่ กวาดาโด้ กลายเป็นดาวเตะชาวโคลอมเบียคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เหนือ ฟาอัสติโน่ อัสปริลล่า และ ฮวน ปาโบล อังเกล ที่อยู่มานานกว่าซะอย่างนั้น2. มาริโอ บาโลเตลลี่ - อิตาลี ครับ ดาวเตะหน้าหล่อชาวอิตาเลี่ยนอาจจะโยกมาค้าแข้งยังเกาะอังกฤษหลายคนอยู่ทั้ง ราวาเนลลี่, คาซิรากี้, โซล่า หรือ วิอัลลี่ แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกเหมือน บาโลเตลลี่ นะเออ3. โทมัสซ์ คุสแชค - โปแลนด์ เมื่อพูดถึง โปแลนด์ หลายๆคนอาจจะนึกถึงนายด่านอย่าง วอยเช็ก เชสนี่ และ ลูคัส ฟาเบียงสกี้ ครับแต่ว่าจอมหนึบทั้งสองรายก็ไม่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับ อาร์เซน่อล กลับกลายเป็นว่านายด่านฐานะมือสองอย่าง คุสแชค ที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยสัมผัสถ้วยมงกุฏทองถึง 4 ครั้งด้วยกัน4. โอเลค ลุซห์นี่ - ยูเครน ลุชห์นี่ เป็นนักเตะจาก ยูเครน คนเดียวที่เคยได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ อาร์เซน่อล เขาอยู่กับทีมในฐานะตัวสำรองของ ลี ดิกซัน ช่วงปี 2001-02 และก็เป็นจังหวะที่ "ปืนใหญ่" คว้าแชมป์ได้พอดีทำให้ดาวเตะอย่าง อังเดรย์ เชฟเชนโก้ ได้แต่มองตาปริบๆ นอกเหนือจากนี้ยังมีดาวเตะอย่าง ดไวท์ ยอร์ค (ตรินิแดด และ โทเบโก้), ปาร์ค จี ซุง (เกาหลีใต้), อเล็กซ์ เมนิงเกอร์ (ออสเตรีย), เอดิน เชโก้ (บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวิน่า) หรือ ควินตัน ฟอร์จูน (แอฟริกาใต้) ที่เป็นหนึ่งเดียวของชาติกับการสัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกเหมือนกัน แต่ว่าประเทศของพวกเขามีค่อนข้างน้อยที่จะมาโลดแล่นอยู่ใน พรีเมียร์ลีก เลยไม่ได้หยิบยกมาแบบละเอียดครับเค.เค.pic : the sun, flickr, zimbio

รวม 5 แข้งลุ้นเป็นดาวซัลโวลีกผู้ดีซีซั่นนี้

การแข่งขันลุ้นแชมป์กำลังเป็นไปอย่างสนุก แต่เชื่อหรือไม่ว่าโอกาสการลุ้นดาวซัลโวปีนีก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเช่นกัน ซึ่งแนวรุกแต่ละทีมต่างเร่งโชว์ผลงานกันได้อย่างโดดเด่นจนไม่ได้มีช่องว่างที่แตกต่างกันมากนักและห่างกันเพียงอันดับละ 1 ประตูเท่านั้น แต่จะมีใครบ้างมาชมได้เลยจ้า!1. เจมี่ วาร์ดี้ เริ่มกันที่รายแรก เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าที่แฟนบอลแดนผู้ดีต่างรู้จักกันเป็นอย่างแพร่หลาย หลังซีซั่นนี้ยิงไปแล้ว 19 ประตูช่วยให้ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ ก้าวขึ้นไปสู่หัวตารางและมีโอกาสลุ้นแชมป์อย่างมากในฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งหากนับจากสถิติแล้วเขาเป็นผู้ยิ่งเบิกร่องมามากถึง 11 นัดเสียด้วย นับเป็นคุณภาพที่หาได้ยากทีเดียวในฤดูกาลนี้ ซึ่งจากากรคาดเดาจากหลายฝ่ายต่างเชื่อว่าเขาจะเป็นดาวซัลโวสูงสุดได้แน่นอน2.โรเมลู ลูกากู มาถึงรายที่สองไม่ใช่ใครที่ไหนนอกไปจาก โรเมลู ลูกากู ดาวยิงอนาคตไกลของ เอฟเวอร์ตัน เขาเคยเป็นเด็กปั้นให้กับ "สิงห์บลูส์" มาก่อน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากไม่ค่อยได้รับโอกาสวาดฝีเท้าเท่าไหร่นัก กระนั้นเมื่อได้ย้ายมาเล่นกับ "ทอฟฟี่" กลับยิงประตูได้อย่างอุตลุต ซึ่งฤดูกาลนี้ก็ยังมีลุ้นดาวซัลโวเช่นกัน หลังยิงไปแล้ว 18 ประตูด้วยกัน3. แฮร์รี่ เคน กองหน้ารองดาวยิงสูงสุดฤดูกาลก่อนอย่าง แฮร์รี่ เคน กำลังฟอร์มร้อนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาจะห่างหายจากการพังตาข่ายไปมากพอสมควร ปัจจุบันเขายิงได้ 17 ประตู ซึ่งน้อยกว่าที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2014/15 แค่เพียง 4 ลูกเท่านั้น เรียกได้ว่านอกจากมีโอกาสพังสถิติตัวเองแล้วยังมีโอกาสพังดาวซัลโวซีซั่นนี้ได้เช่นเดียวกัน ขณะที่การพาทีมลุ้นแชมป์ก็ยังคงเข้มข้นด้วยคะแนนที่ห่างกับจ่าฝูงเพียง 5 แต้มเท่านั้น4.เซร์คิโอ อเกวโร่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยังคงโชว์ความร้อนแรงได้สองซีซั่นซ้อน หลังฤดูกาลที่แล้วเป็นดาวซัลโวที่ยิงไปได้ถึง 26 ประตู กระนั้นการที่มีปัญหอาการบาดเจ็บรบกวรบ่อยครั้งในซีซั่นนี้ก็ทำให้เจ้าตัวทำไปได้เพียง 16 ลูกจากการลงเล่น 21 นัดด้วยกัน5. ริยาด มาห์เรซ ไม่ใช่กองหน้าตัวหลักเหมือนนักเตะรายอ่นๆ แต่ ริยาด มาห์เรซ กลับเป็นผู้เล่นที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านการพังประตูและการแอสซิสต์ ซึ่งฤดูกาลนี้เขาเป็นหนึ่งในปัจจัยรักที่ทำให้ "จิ้งจอกนํ้าเงิน" ก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์เช่นเดียวกับ วาร์ดี้ โดยซีซั่นนี้เขาทำประตูไปแล้ว 15 ลูกและทำแอสซิสต์ได้อีก 11 ครั้งด้วยกันCredit Pic : Zimbio

"4 แข้งสตาร์รุ่นใหญ่ส่อย้ายทีมแบบฟรีเอเยนต์หลังจบซีซั่น"

จอห์น เทอร์รี่ (ต้นสังกัด เชลซี / อายุ 35 ปี) เทอร์รี่ ไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งตำนานของ เชลซี หลังจากรับใช้สโมสรมายาวนาน 21 ปีนับตั้งแต่ในทีมอะคาเดมี่ และสวมปลอกแขนกัปตันทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" มาอีก 11 ปี อดีตเซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอังกฤษยังนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดตลอดเป็นอันดับ 3 ของทีม (696 แมตช์ในทุกรายการ) และยังเป็นกัปตันทีมที่ชูโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดถึง 4 จาก 5 สมัยของสโมสร (ซีซั่น 2004-05, 2005-06, 2009-10 และ 2014-15) และแม้ว่า เทอร์รี่ จะลงเล่นตลอด 90 นาทีพร้อมฟอร์มน่าประทับใจกับยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนทั้ง 38 เกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว แต่การที่ซีซั่นนี้ เจที ในวัย 35 ปีไม่อาจรักษาความแข็งแกร่งของเขาเอาไว้ได้ด้วยสภาพร่ายกายที่โรยรา และผลงานที่น่าผิดหวังของ เชลซี ทำให้ทัพ "สิงห์บลูส์" เริ่มมองถึงการสร้างทีมยุคใหม่ภายใต้การทำทีมของกุนซือคนใหม่ที่จะมารับช่วงต่อจาก กุส ฮิดดิ้งค์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2016 นี้ ส่งผลถึงเซ็นเตอร์ฮาร์ฟชาวอังกฤษที่ยังไม่ได้สัญญาฉบับใหม่ที่เหลือเพียงจบซีซั่นนี้ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไมเคิ่ล คาร์ริค (ต้นสังกัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด / อายุ 34 ปี) คาร์ริค ที่ย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาค้าแข้งยังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อปี 2006 ในฐานะตัวแทนของ รอย คีน ถือเป็นถือเป็นอีกหนึ่งแข้งฟันเฟืองสำคัญของอดีตกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สำหรับการกลับมาทวงบัลลังก์ความสำเร็จคืนจาก เชลซี ด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 ปีซ้อน (ซีซั่น 2006-07, 2007-08, 2008-09) รวมทั้งแชมป์ลีกอีก 2 สมัยต่อมา และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2007-08 และนับจนถึงขณะนี้กองกลางทีมชาติอังกฤษก็รับใช้ทัพ "เร้ด เดวิลส์" มาครบ 1 ทศวรรษ แล้ว รวม 400 แมตช์ในทุกรายการ แม้ว่าช่วง 3 ปีหลังในยุคของ เดวิด มอยส์ และ หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน คาร์ริค จะไม่ได้ลงสนามสม่ำเสมอมากนัก เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่รบกวนเขามากขึ้นตามสภาพร่างกายที่เริ่มถดถอย และการแข่งขันที่สูงขึ้นในแดนกลาง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเล่นที่เต็มไปด้วยประสบการณ์, วิสัยทัศน์ และชั้นเชิงยังมีประโยนช์อย่างมากกับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ทว่าทว่าสัญญาฉบับใหม่ของเขาในปีหน้าก็ยังอีกหลายองค์ประกอบสำหรับการตัดสินใจของ "ยูไนเต็ด" ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (ต้นสังกัด ปารีส แซงต์-แชร์กแมง / อายุ 34 ปี) หากจะมองหาความท้าทายเดียวที่สำคัญที่สุดของ อิบราฮิโมวิช กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็คงจะเป็นการผงาดคว้าโทรฟี่แชมป์ "บิ๊กเอียร์" ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ เปแอสเช เมื่อหัวหอกกัปตันทีมชาติสวีเดนกวาดแชมป์ในฝรั่งเศสมาแล้วทั้งแชมป์ลีก เอิง 3 สมัย, เฟร้นช์ คัพ 1 สมัย และเฟร้นช์ ลีก คัพ 2 สมัย นับตั้งแต่ย้ายมาล่าตาข่ายยังถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เมื่อ 4 ปีก่อน พร้อมทั้งยังรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรคนใหม่แทนที่ เปโดร เปาเลต้า อดีตศูนย์หน้าทีมชาติโปรตุเกสอีกด้วย และนั่นก็ดูเหมือนจะถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วสำหรับ อิบราฮิโมวิช ที่จะอำลายอดทีมแห่งกรุงปารีสเมื่อหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้เพื่อก้าวสู่ประสบการณ์ใหม่หลังคว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว 4 ประเทศคือ ฮอลแลนด์, อิตาลี, สปน และฝรั่งเศส โดยมีเวทีพรีเมียร์ลีก เป็นลีกตัวเต็งตามที่เจ้าตัวเคยแสดงท่าทีว่ายังมีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับเกมหนักบนเกาะอังกฤษ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ (ต้นสังกัด โรม่า / อายุ 39 ปี) แน่นอนว่า "เจ้าชายหมาป่า" อดีตจอมทัพทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 คือนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของ อาแอส โรม่า อย่างไร้ข้อกังขา เมื่อ ต๊อตติ ที่เกิดในกรุงโรม, เป็นชาวโรมัน และเป็นสาวกโรมานิสต้า เติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของ "จัลโล่รอสซี่" ตั้งแต่อายุเพียง 13 ขวบ และในปี 1993 ก็ประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ของ โรม่า ด้วยวัยเพียง 16 ปี ก่อนได้รับเกียรติสวมปลอกแขนกัปตันทีมในวัย 22 ปีซึ่งทำให้เขาเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เซเรีย อา รวมทั้งตอนนี้ ต๊อตติ ก็เป็นทั้งนักเตะที่ลงสนามมากที่สุด (747 แมตช์) และยิงประตูได้มากที่สุด (300 ประตู) ของ โรม่า อีกด้วย กับความภักดีที่สวมเครื่องแบบ "หมาป่าเหลือง-แดง" มานาน 24 ปี และไฮไลท์ที่สุดของเขากับยอดทีมแห่งกรุงโรมก็หนีไม่พ้นการคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ ฤดูกาล 2000-01 ในยุคของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ทว่าฤดูกาลนี้ซึ่งเป็นซีซั่นที่ 24 ของเขาถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างมาก เมื่อแข้งตัวเก๋าชาวอิตาเลี่ยนเพิ่งมีโอกาสลงเล่นเพียง 6 เกมเซเรีย อา เท่านั้น จนเจ้าตัวถึงกับตัดพ้อพิจารณาอำลาฝูงหมาป่าหลังสัญญาฉบับปัจจุบันสิ้นสุดลงในช่วงซัมเมอร์นี้pic : AFP/Getty Images, EPA, BPI