breadcrumb symbol ข่าว breadcrumb symbol ข่าวฟุตบอล
เรือ อัดอั้นกระหน่ำรัวยินดี หงส์ 'แชมป์ใหม่' 4-0

เรือ อัดอั้นกระหน่ำรัวยินดี หงส์ 'แชมป์ใหม่' 4-0

อัพเดตเมื่อ : July 03, 2020 6:44am โดย : admin

อภิมหาเกมบิ๊กแมตช์ของ พรีเมียร์ลีก ประจำ พ.ศ. นี้ แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านรับมือ ลิเวอร์พูล
แม้ "หงส์แดง" คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 เรียบร้อยแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เกมนี้ลดระดับความน่าสนใจลงไปเลย เพราะมันเป็นคำว่าศักดิ์ศรีไปแล้วสำหรับการเจอกันของทั้งคู่
ต้องบอกว่ามันน่าเสียดายด้วยซ้ำที่พวกเขามาเจอกันในสถานการณ์นี้ เพราะมันควรจะเป็นนัดตัดสินแชมป์หรืออะไรทำนองนั้นมากกว่า
"เรือใบสีฟ้า" ปรับ 4 จุดจากเกมทุบ นิวคาสเซิ่ล 2-0 ในศึก เอฟเอ คัพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เอแดร์ซอน, เอริค การ์เซีย, โรดรี้ เอร์นานเดซ และ ฟิล โฟเด้น ถูกส่งเป็นตัวจริงแทนที่ เคลาดิโอ บราโว่, นิโกลาส โอตาเมนดี้, ดาบิด ซิลบา และ ริยาด มาห์เรซ
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เลือกใช้แผน 4-2-3-1 แทนที่จะเป็น 4-3-3 ตามปกติ เอแดร์ซอน ดูแลด่านสุดท้าย แบ็กโฟร์เป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค การ์เซีย, เอมเมอริก ลาปอร์กต์ และ แบงฌาแม็ง เมนดี้
ตรงกลางสนามฝาก อิลคาย กุนโดกัน กับ โรดรี้ เอร์นานเดซ แผงรุกใช้บริการของ ฟิล โฟเด้น, เควิน เดอ บรอยน์ และ ราฮีม สเตอร์ลิง สนับสนุน กาเบรียล เชซุส
ลิเวอร์พูล ยึด 11 ตัวจริงจากเกมลีกล่าสุดที่เปิดบ้านทะลวง คริสตัล พาเลซ 4-0 โดยได้ เจมส์ มิลเนอร์ สลัดเดี้ยงกลับมามีชื่อบนม้านั่งสำรอง แต่แนวรับขาด 2 ตัวเลือกอย่าง โฌแอล มาติป กับ เดยัน ลอฟเรน ที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์
ตามหมาก 4-3-3 อลีสซง เบ็คเกอร์ ปักหลักหน้าปากประตู แนวรับจากขวาไปซ้ายเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน
แดนกลางวางใจ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟบินโญ่ และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ประสานงานร่วมกัน แดนหน้า 3 ประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่
ก่อนเริ่มเกมนี้ เหล่าผู้เล่นของ แมนฯ ซิตี้ ยืนตั้งแถวพร้อมปรบมือต้อนรับแข้ง "หงส์แดง" ขณะเดินสู่สนามในฐานะแชมป์ พรีเมียร์ลีก
พูดกันตรงๆ ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ดูน่าประทับใจ แต่ลึกๆ ในใจแล้ว คนที่ยืนปรบมือให้จะเต็มใจทำให้หรือเปล่า? เพราะจากที่เห็นในเกมนี้ มันดูฝืนใจยังไงก็ไม่รู้
แต่ก็นั่นแหละ มันกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ไม่มีใครให้บังคับให้ทำหรอก แต่ถ้าเกิดว่าไม่ทำ รับรองโดนสื่อรุมสวดยับแน่ๆ
ผ่านไปได้ 3 นาที แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูนำเร็ว เชซุส หลุดเข้าเขตโทษไปยิงผ่านการป้องกันของ อลีสซง แต่ก็โดนจับล้ำหน้า ทำให้สกอร์ยัง 0-0
นาทีต่อมา "หงส์แดง" ลุ้นบุกนำก่อน ฟาน ไดค์ วางยาวจากแดนหลังให้ ซาลาห์ พักอกเอาลงพื้นก่อนหวดด้วยซ้ายบริเวณหัวกะโหลกแต่ เอแดร์ซอน ปัดได้สวย เมนดี้ พยายามจับบอลแต่ดันทำลั่น โชคดีที่ ฟีร์มิโน่ ฉกไปแต่ยิงไม่ดีเลยโดนเซฟง่ายๆ
นาที 11 เจ้าบ้านใจหายเล็กๆ หลัง เดอ บรอยน์ เหยีบบอลลื่นล้มในจังหวะพยายามเข้าหาบอลก่อน ฟาบินโญ่ โดยแสดงอาการเหมือนเจ็บหัวเข่าแต่ก็ยังเล่นต่อไหว
8 นาทีถัดมา ทีมเยือนพลาดโอกาสนำก่อน ฟีร์มิโน่ จ่ายไปหน้าเขตโทษฝั่งขวาให้ ซาลาห์ ลากตัดเข้ากลางก่อนสับไกด้วยซ้ายระยะ 17 หลาพุ่งเรียดผ่านมือของ เอแดร์ซอน แต่ชนเสาขวามืออย่างน่าเสียดาย มาเน่ เก็บบอลกระดอนออกมาไม่ดีทำบอลออกหลังไปเอง
แต่แล้ว แมนฯ ซิตี้ ได้จุดโทษใน นาที 24 ในจังหวะที่ สเตอร์ลิง ลากบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนโดน โกเมซ เหนี่ยวล้มลงไป โดย โกเมซ โดนใบเหลืองด้วย เดอ บรอยน์ รับหน้าที่เพชฌฆาตส่งบอลเสียบมุมล่างซ้ายของตัวเองเป็นประตูนำ 1-0
เกมรุกของ "เรือใบสีฟ้า" ยิ่งมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ นาที 34 จากจังหวะสวนกลับเร็ว โฟเด้น จ่ายเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ สเตอร์ลิง ล็อกเข้าในหนี โกเมซ ก่อนยิงด้วยขวาระยะ 8 หลาผ่านมือ อลีสซง เป็นประตูนำห่าง 2-0
นาที 45 เจ้าถิ่นบวกอีกเม็ดส่งท้าย โฟเด้น ทำชิ่งกับ เดอ บรอยน์ จนหลุดเข้าเขตโทษฝั่งขวาไปบรรจงยิงด้วยขวาพุ่งผ่านตัวของ อลีสซง ตุงตาข่ายให้ครึ่งแรกจบด้วยสกอร์ 3-0
ต้องบอกว่าเป็นผลการแข่งขันในช่วง 45 นาทีแรก ที่ช็อกสุดๆ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งเป็นแชมป์มาหมาดๆ กลับโดนนำห่าง 3 ลูกก่อนเข้าสู่ช่วงพักครึ่ง โดยมันเป็นครั้งแรกของพวกเขานับตั้งแต่เกมแพ้ สโต๊ค ซิตี้ 1-6 เมื่อปี 2015 เลย
เอาจริงๆ "หงส์แดง" ก็ไม่ได้เล่นขี้เหร่อะไร เพียงแต่จบสกอร์ไม่ได้เอง เพราะช่วงเริ่มเกมก็ได้โอกาสส่องจาก ซาลาห์ เน้นๆ 2 ครั้ง น่าเสียดายที่ไม่ได้ประตูก่อน เพราะมันอาจพลิกโฉมหน้าของเกมนี้ไปเลย
พอเกมนี้ แผงรุกไม่สามารถแสดงพลานุภาพออกมาได้ ภาระเลยตกอยู่ที่แนวรับ และดูเหมือนว่าพวกเขายังอยู่ในโหมดฉลองแชมป์เพราะเหมือนว่าเล่นขาดๆ เกินๆ ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้
กลับมาต่อครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล แก้เกมด้วยการถอด โกเมซ ออกไปแล้วส่ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงไปเพิ่มความดุดันในแดนกลาง โดยขยับ เฮนเดอร์สัน ไปยืนเป็นตัวโฮลด์บอลพร้อมถอย ฟาบินโญ่ ลงไปเป็นเซนเตอร์แบ็ก
นาที 52 แมนฯ ซิตี้ หวิดได้เพิ่ม กุนโดกัน เปิดออกไปทางกราบขวาให้ เดอ บรอยน์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าเขตโทษไปบรรจงไหลย้อนมาหน้าเขตโทษ โฟเด้น แปด้วยขวาระยะ 15 หลา อลีสซง ล้มตัวรับไม่ทันแล้วแต่ยังมี ฟาน ไดค์ สกัดทิ้งก่อนข้ามเส้นประตูทันเวลา
4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล หวังเอาจุดโทษจากจังหวะที่ มาเน่ โดน วอล์คเกอร์ กระแทกล้มจากด้านหลัง แต่สุดท้ายได้แค่ฟรีคิกในหัวกะโหลก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เลือกยิงด้วยขวายัดเสาซ้ายมือแต่ก็ไม่เข้ากรอบ
นาที 59 เจ้าบ้านเปลี่ยนตัวบ้าง ริยาด มาห์เรซ ลงมาแทน เชซุส โดยไปประจำการทางฝั่งขวาพร้อมขยับ สเตอร์ลิง ไปยืนหน้าเป้าและโยก โฟเด้น ไปกราบซ้าย
ชั่วโมงแรกผ่านไป 2 นาที "หงส์แดง" เปลี่ยนเพิ่มอีก 2 คน ฟีร์มิโน่ กับ ไวนัลดุม โดนถอดออกไปให้ ดิว็อค โอริกี้ กับ นาบี เกอิต้า ลงมาหวังพลิกเกม
ทว่า นาที 66 สกอร์ไหลเป็น 4-0 จนได้ โรดรี้ วางยาวตรงกลางสนามไปหน้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ เดอ บรอยน์ ที่เลือกจ่ายเข้าเขตโทษฝั่งขวาง สเตอร์ลิง ล็อกหนี โรเบิร์ตสัน แล้วยิงด้วยซ้ายไปโดน อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน สกัดเข้าประตูตัวเอง
นาที 73 แมนฯ ซิตี้ ส่ง ชูเอา กานเซโล่ ลงไปแทน วอล์คเกอร์ ส่วน นาที 74 ลิเวอร์พูล ถอด อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แล้วส่ง เนโค วิลเลี่ยมส์ ลงสนาม
นาที 76 "หงส์แดง" ได้ลุ้นตีไข่แตก วิลเลี่ยมส์ ครอสจากกราบขวาเข้าเขตโทษฝั่งขวา ซาลาห์ เก็บได้ก่อนยิงด้วยซ้ายแต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ เอแดร์ซอน
ก่อนหมดเวลา 9 นาที เจ้าถิ่นส่งตัวสำรองอีก 2 คนสุดท้ายลงสนาม นิโกลาส โอตาเมนดี้ กับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ลงแทน ลาปอร์กต์ กับ สเตอร์ลิง
 โดย มาห์เรซ ขยับไปยืนหน้าเป้า
5 นาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูล ส่ง ทาคุมิ มินามิโนะ ลงไปแทน มาเน่
ช่วงทดเจ็บ นาที 90+5 "เรือใบสีฟ้า" ยังได้ประตูปิดท้าย มาห์เรซ ทำชิ่งกับ โฟเด้น ก่อนควบเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายไปยิงยัดเสาแรกอย่างเฉียบขาด แต่ไม่ได้ประตูเพราะ วีเออาร์ บอกว่าเป็นลูกแฮนด์บอลในจังหวะที่ โฟเด้น ล้มไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ดี แมนฯ ซิตี้ จบเกมในฐานะผู้ชนะอยู่ดีหลังเปิดบ้านถล่มแชมป์หน้าใหม่ 4-0
มันไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับ ลิเวอร์พูล เพราะตำแหน่งแชมป์ก็ไม่ได้หลุดมือไปไหน แต่มันเป็นการเสียหน้ามากกว่า ได้ตำแหน่งแชมป์มาหมาดๆ แต่กลับโดนถล่มเละแบบหมดสภาพด้วยน้ำมือของแชมป์เก่า เหมือนจะสอนให้รู้ว่าการลงเล่นในฐานะแชมป์จะเป็นนับจากนี้
ต่อให้บอกว่ายังมีสมาธิกับช่วงที่เหลือ แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า ลิเวอร์พูล ดูไม่ได้โฟกัสในเกมเหมือนเดิม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังแฮงโอเวอร์จากการฉลองแชมป์ 2 แนวรับอย่าง โกเมซ กับ โรเบิร์ตสัน ดูไม่เป็นตัวเอง พอเจอขนาดนี้ ต่อให้ ฟาน ไดค์ เทพขนาดไหนก็แบกไม่ไหว
อีกส่วนก็อาจเป็นประสบการณ์ในฐานะแชมป์ใหม่ นี่คือการเป็นแชมป์ลีกของพวกเขา มันเลยอาจยังปรับสภาพจิตใจให้เหมือนเดิมไม่ได้ แต่นี่คือบทเรียนสำคัญว่าต่อไป พวกเขาจะถูกเพ่งเล็งมากกว่าเดิมจากอีก 19 ทีมที่เหลือ
ด้าน แมนฯ ซิตี้ ถือว่าอย่างน้อยชัยชนะนัดนี้เป็นการกู้หน้าให้พวกเขาสำหรับการเสียแชมป์โดยถูกทิ้งห่างไกลลิบขนาดนี้
ทุกคนดูมุ่งมั่นตั้งแต่งวินาทีแรกของเกมนี้ เหมือนต้องการประกาศให้ ลิเวอร์พูล รับรู้ว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในฤดูกาลหน้า
ไลน์อัพในเกมนี้อาจเป็นชุดหลักของ กวาร์ดิโอล่า ในฤดูกาลหน้าก็ได้ มันอาจถึงเวลาสำหรับพวกเขาในการเลิกพึ่งพาเสือเฒ่าอย่าง แฟร์นันดินโญ่ และ ดาบิด ซิลบา เป็นหลักอีกต่อไป
ลาปอร์กต์ คุมเกมรับของ "เรือใบสีฟ้า" ได้อย่างน่าประทับใจ นี่คืออีกสิ่งที่ตอกย้ำว่าการที่เขาเจ็บยาวตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่นทำให้พวกเขาเป๋ยาวจนหมดลุ้นแชมป์ในเวลาต่อมา
เดอ บรอยน์ ยังคงฉายแสงในฐานะผู้นำคนใหม่ของ แมนฯ ซิตี้ การสร้างสรรค์เกมรุกของเขาทำเอาแนวรับของ "หงส์แดง" ปั่นป่วนตลอดทั้งเกม
อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ โฟเด้น ที่แสดงให้เห็นว่าสุกงอมพร้อมสำหรับการขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงในทีมชุดนี้แล้วหลังถูกดองไว้นานจนมีข่าวว่าจะย้ายออกไปด้วยซ้ำ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่มีความหมายมากไปกว่าการที่ กวาร์ดิโอล่า และ แมนฯ ซิตี้ ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมสำหรับบทบาทผู้ล่าบ้างแล้วในฤดูกาลหน้า
ส่วนใครอยากลองเป็นผู้เล่น ผู้ร่วมสนุกล่ะก็มาที่เว็บนี้ได้เลยกับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbt หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
Facebook Comment