breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #เบนฟิก้าคือผู้ชนะ ]

เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ กับ กอนซาโล่ รามอส คือ 2 แข้งดาวรุ่งที่ผลงานเปล่งประกายเจิดจ้าในเวิลด์ คัพฉบับตะวันออกกลางอย่างแท้จริง ทั้งสองอายุเพียงแค่ 21 ปีเหมือนกันและยังมีต้นสังกัดเดียวกันคือเบนฟิก้า ท็อปทีมในลีกของโปรตุเกส เอ็นโซ่ เป็นห้องเครื่องของอาร์เจนตินาในทัวร์นาเม้นต์นี้ ทั้งที่มาในฐานะตัวสำรองเท่านั้นเอง เป็นเพียงแค่อะไหล่ ไม่ได้ถูกคาดหวังอะไร นัดสองเจอเม็กซิโก เขาถูกเปลี่ยนลงมาแทน กุยโด โรกรีเกซ ก่อนซัดได้ 1 ประตู ช่วยให้ทัพฟ้าขาวปลดล็อกด้วยการคว้าชัย 2-0 ชื่อของ เอ็นโซ่ ยังถูกบันทึกไว้ว่าเป็นนักเตะอายุน้อยสุดลำดับสอง ยิงประตูให้อาร์เจนตินาได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ตามหลังเพียงแค่ ลิโอเนล เมสซี่ ลูกพี่ใหญ่เท่านั้นเอง จากนั้นเขาก็ได้รับโอกาสจาก ลิโอเนล สกาโลนี่ ให้ออกสตาร์ต ร่วมกับ โรดรีโก้ เดอ ปอล และ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ ผนึกกำลังกันในแดนกลาง เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะในตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ ทั้งที่เพิ่งย้ายจากริเวอร์เพลทสู่เบนฟิก้าเมื่อซัมเมอร์ 2022 ด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร ส่วน กอนซาโล่ รามอส ได้รับการพิจารณาจาก เฟร์นานโด ซานโต๊ส ใส่ชื่อเป็น 26 แข้งสุดท้ายบินมากาตาร์ด้วยอย่างเฉียดฉิวมากๆ จริงๆโปรตุเกสมีกองหน้าคุณภาพหลายคนที่หลุดจากโผ เริ่มจาก ดีโอโก้ โชต้า ซึ่งโชคร้ายบาดเจ็บ รวมทั้ง ราฟา ซิลวา กับ กอนซาโล่ กูเอเดส ไม่ผ่านการคัดกรองในโค้งสุดท้าย เพราะฟอร์มช่วงหลังไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก หวยจึงมาออกที่ รามอส ซึ่งกำลังร้อนแรงในสีเสื้อเบนฟิก้า ซัดไปถึง 9 ประตูจาก 11 เกมในลีก จนพลิกผันได้ไปบอลโลกอย่างคาดไม่ถึง ฝันเป็นจริงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งต้องยอมรับว่า โชคชะตาจังหวะชีวิตเป็นใจให้ รามอส ทำให้กลายเป็นดาวเด่นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฤดูกาลที่แล้ว รามอส ไม่ค่อยได้ลงอย่างสม่ำเสมอนัก เข้าออกระหว่างตัวจริงกับนั่งรอโอกาสที่ม้านั่งสำรองข้างสนาม เบนฟิก้ามี 2 กองหน้าอย่าง ดาร์วิน นูนเญซ และ โรมัน ยาเรมชุค อยู่ในทีม ซึ่งในสายตา ฮอร์เก้ เชซุส กุนซือในช่วงดังกล่าว ดูจะเชื่อมั่นมากกว่า อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เชซุส โดนปลด แล้วเบนฟิก้าแต่งตั้ง เนลซอน เวริสซิโม่ รักษาการณ์ไปก่อน ประตูโอกาสของ รามอส ก็เปิดกว้างยิ่งขึ้น เวริสซิโม่ เคยร่วมงานกับเด็กหนุ่มคนนี้ในทีมเยาวชนมาแล้ว ดังนั้นจึงมีข้อมูลมากพอ เห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน เลยจัดการส่งลงเล่นและก็ได้รับรางวัลตอบแทนความไว้วางใจ กระทั่งได้ โรเจอร์ ชมิดท์ มาคุมอย่างถาวร รามอส ก็เลยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ บวกกับการย้ายออกของ นูนเญซ และ ยาเรมชุค จึงผงาดเป็นทางเลือกเบอร์ต้นๆในตำแหน่งกองหน้า แล้วก็ยิงกระจาย จนได้เทียบเชิญให้ติดธงมาลุยฟุตบอลโลกอย่างเหนือความคาดหมายนั่นแหล่ะ ก่อนจะถูกส่งลงเป็นตัวจริงแบบหักปากกาเซียนในเกม 16 ทีมสุดท้ายกับสวิตเซอร์แลนด์ เขาเพิ่งเล่นทีมชาติชุดใหญ่เพียงแค่ 33 นาทีเท่านั้นเอง เรียกว่ากระดูกบอลยังอ่อนมาก ประสบการณ์แทบไม่มีเลย นั่นเองจึงไม่มีใครคิดว่า รามอส จะระเบิดแฮตทริกได้ สร้างชื่ออย่างยิ่งใหญ่ในชั่วข้ามคืน ถือเป็นหนึ่งในความอัศจรรย์ของฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย ส่วน เอ็นโซ่ เองก็เพิ่งติดชุดใหญ่อาร์เจนตินาแค่ 4 นัดเท่านั้น ไม่คาดมาก่อนว่าจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก สกาโลนี่ ให้ติดมากาตาร์ด้วย นี่ก็เหนือความคาดหมาย แต่อานิสงส์จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมเมื่อรับใช้เบนฟิก้า เข้าตาใครต่อใครหลายคน สกาโลนี่ ที่โฟกัสอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจมอบโอกาสทองให้เลย ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางของทีมชาติอาร์เจนตินา เขาเป็นตัวเลือกลำดับท้ายเลย เป็นรองทั้ง เลอันโดร ปาเรเดส , โรดรีโก้ เดอ ปอล , กุยโด โรดรีเกซ และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ อย่างไรก็ตามสถานการณ์มักสร้างวีรบุรุษบ่อยๆ เอ็นโซ่ ก็ได้รับเหมือนกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าทึ่งสำหรับเด็กหนุ่ม ที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อน แค่มีชื่อในโผด้วยก็ดีใจเฮลั่นบ้านแล้ว ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงไหน? บอกเลยว่าทั้งคู่คือนักเตะเบนฟิก้านี่แหล่ะ เพราะรู้กิตติศัพท์กันอยู่ว่า เหยี่ยวลิสบอนคือหนึ่งในสโมสรของยุโรปที่เก่งกาจปลุกปั้นแข้งอายุน้อยอนาคตไกลมากมาย พร้อมทั้งผ่องถ่ายขายทอดตลาดทำเงินได้อย่างมหาศาล ในรอบ 6-7 ปีที่ผ่านมา เงินจากการปล่อยผู้เล่น ช่วยพยุงให้คลังของสโมสรแข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะเป็น ชูเอา เฟลิกซ์ 120 ล้านยูโร , ดาร์วิน นูนเญซ 85 ล้าน , รูเบน ดิอาส 71 ล้าน , เอแดร์ซอน 45 ล้าน , ราอูล ฮิมิเนซ 40 ล้านและยังมีอีกมากมายที่อยู่ในเรต 35-40 ล้านยูโร แน่นอนว่าตลาดมกราคมอาจไม่มีการขยับขยายเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก โอกาสเป็นไปได้น้อยมาก เพราะช่วงเวลาสั้นและการเจรจาลำบากกว่าตอนฤดูร้อน ฉะนั้นจับตาตลาดซัมเมอร์ให้ดีเลย หากทั้ง รามอส และ เอ็นโซ่ กลับจากฟุตบอลโลกแล้ว ยังคงรักษามาตรฐานกับเบนฟิก้าได้ดี รับรองเลยว่าจะถูกเรดาร์ของทีมใหญ่ตามส่องแน่ๆ เพียงข้ามคืนที่ลั่น 3 ประตูใส่สวิสได้ รามอส ก็ถูกโยงกับท็อปทีมในยุโรปทั้งหลาย เอ็นโซ่ ก็ไม่แตกต่างกันนัก ในยุคที่มิดฟิลด์ตัวกลางชั้นเซียน อายุน้อย ฝีเท้าเกินวัย อนาคตไกลหากยาก จึงเนื้อหอมสุดๆ หากเบนฟิก้าปักป้ายขายทั้งสองคนจริง คาดกันว่าโอกาสจะได้รวมกันไม่น้อยกว่า 140 ล้านยูโร เพราะอายุไม่มาก เหลือสัญญาอีกเพียบ รวมถึงสามารถตั้งค่าฉีกป้องกันได้เลย บอร์ดบริหารของพวกเขาคงจะฉีกยิ้มกว้าง เตรียมกระสอบใส่ไว้นับเงินฟ่อนธนบัตรกันได้เลย รามอส คือเด็กปั้นของสโมสร ไม่ได้ลงทุนซื้อมาจากที่อื่น ส่วน เอ็นโซ่ ซื้อจากริเวอร์เพลทมาแค่ 10 ล้านยูโร บวกลบคูณหารแล้วฟันกำไรมหาศาลบานตะเกียง เรายังไม่อาจรู้คำตอบว่า แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเป็นชาติใด จนกว่าวันที่ 18 ธันวาคมจะมาถึง แต่ที่แน่ๆ เบนฟิก้าเตรียมพร้อมคว้าแชมป์ทำเงินจากตลาดซัมเมอร์แล้ว ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สื่อเราอย่ามาเผากันเอง ]

ทั้ง 4 เกมในรอบควอเตอร์ไฟนั่ลฟุตบอลโลก 2022 นับว่าน่าสนใจทั้งสิ้น ชาติมหาอำนาจล้วนผ่านการคัดกรองมาฟาดแข้งกันเป็นส่วนใหญ่ แต่การดวลกันระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ ย่อมดึงดูดได้มากที่สุด โดยเฉพาะการประโคมโหมจากสื่อของทั้งสองชาติ ย่อมเข้มข้นตามสไตล์ นี่คือครั้งแรกที่สองทีมโคจรมาพบกันในรอบน็อกเอาท์ของฟุตบอลโลก ก่อนหน้ามีเพียงแค่โซ้ยรอบแบ่งกลุ่ม หนหลังสุดต้องย้อนไปไกลถึงปี 1982 สิงโตคำรามต้อน 3-1 ส่วนใหญ่ที่เจอกันเป็นเกมอุ่นเครื่องหรือไม่ก็ยูโร พอปรับโหมดมาเป็นเวิลด์ คัพจึงถูกโฟกัสเป็นเรื่องปกติ เลส์เบลอส์ยกพลมากาตาร์ ในฐานะแชมป์เก่าที่หวังล้างอาถรรพ์ป้องกันให้สำเร็จ รวมถึงกู้ชื่อจากความล้มเหลวในศึกยูโรเมื่อกลางปีก่อน ส่วนอังกฤษก็ตั้งเป้าไว้สูงลิบ ยิ่งผลงานในรอบแรกและ 16 ทีมสุดท้าย ถือว่าน่าประทับใจ พลังความคาดหวังก็ย่อมทวีเป็นเงาตามตัวอย่างแน่นอน บรรดาสื่อจับมาเปรียบกันอย่างละเอียด เจาะลึกลงแต่ละด้าน เหมือนมวยกำลังขึ้นสังเวียนผ้าใบชกกัน มันคาดเดายากเหลือเกิน สุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายเข้ารอบรองชนะเลิศ การนำเสนอต้องรวดเร็ว กระชับ ฉับไว มีมุมมองที่ลึกซึ้ง ดึงให้คนเข้าหา โดยเฉพาะทางออนไลน์ที่ยิ่งสำคัญขึ้นทุกวัน ล่าสุดเคส คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ถูกจับมาจุดชนวน ด้วยเหตุผลกำลังเข้าฝัก ครองดาวยิงสูงสุดในเวลานี้ กดไปแล้วทั้งสิ้น 5 ประตูจาก 4 เกม โอกาสครองรองเท้าทองคำแค่เอื้อมเท่านั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมอังกฤษ เพิ่งให้สัมภาษณ์ไม่นานมานี้ว่า เอ็มบั๊ปเป้ คือแข้งอันตรายสุดคนหนึ่งของตราไก่ ดังนั้นต้องระมัดระวังแทบทุกย่างก้าว จะปล่อยให้มีอิสระไม่ได้เลย ถ้าว่ากันตามระบบแล้ว สองทีมไม่น่าปรับเปลี่ยนจากเดิมนัก เอ็มบั๊ปเป้ คงจะประจำการทางรุกฝั่งซ้าย คล้ายจรวดทางเรียบคอยโจมตีตามพื้นที่ถนัด ดังนั้นคนที่ต้องรับมือด้วย จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กตัวจริงเสียงจริง กลับมายึดตำแหน่งเรียบร้อย หลังสลัดอาการบาดเจ็บ เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อจำเป็นต้องจี้ถาม วอล์คเกอร์ ว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อหยุดยั้งความร้อนแรงของ เอ็มบั๊ปเป้ เพราะดูแล้วงานนี้ใหญ่ระดับช้างชุบแป้งทอดชัวร์ กองหลังจากแมนฯซิตี้ก็เลยตอบไปในทำนองว่า พอจะรู้แนวทางเพื่อรับมืออยู่บ้าง แม้จะรู้ว่าการพูดมันเป็นเรื่องง่าย แต่เดี๋ยวจะทำให้ชมเป็นขวัญตาเอง จังหวะเดียวกัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็ได้แสดงความเห็น โดยยืนยันว่า วอล์คเกอร์ เจ๋งจริง เคยสร้างความลำบากให้มาแล้ว แต่เกมฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ต่างฝ่ายต่างเคารพกัน แต่ถึงเวลามันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ รวมทั้งขู่ด้วยว่า วอล์คเกอร์ จะไม่ได้เดินเฉิดฉายสบายๆอย่างที่คิดกันหรอก รับรองงานนี้มีหอบ ถือเป็นการเกทับพอบลัฟกันบ้างเรียกน้ำย่อยก่อนออกศึกจริง อย่างน้อยพวกสื่อก็สร้างประเด็นมาเล่นได้ อย่างไรก็ดีคนที่หงุดหงิดกับการทำหน้าที่ของพวกนักข่าวคือ ลุค ชอว์ เพราะยิ่งพยายามลงลึกในรายละเอียดมากเท่าไร นั่นทำให้อังกฤษเสียเปรียบมากเท่านั้น บางครั้งสื่อนำข้อพูดที่เป็นความลับไปเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ คำว่าความลับคือความลับ ไม่ควรแพร่งพรายออกไป แต่พวกนักข่าวถือคติว่า ไม่มีความลับในโลก และความลับยังเป็นเหมือนอาหารอันโอชะ ที่ทุกคนต่างหิวกระหายอยากรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นมาอย่างไร อย่างเช่นเคสของ เอ็มบั๊ปเป้ ก็สื่อนี่แหล่ะจุดประเด็น แกเร็ธ เซาธ์เกต วางแผนเพื่อล็อกตายโดยเฉพาะ ไม่รู้ว่าไปล้วงข้อมูลมาจากไหน แต่นั่นเหมือนไปสะกิดให้ทางฝรั่งเศสไหวตัวทัน นี่อาจเป็นหมากเด็ดของ เซาธ์เกต หากกำจัด เอ็มบั๊ปเป้ ได้จริงๆ ตราไก่อาจลดพิษสงอันตรายไปครึ่งหนึ่งเลย "ดูเหมือนว่าข้อมูล หลุดออกไปทุกครั้งเลยนะที่เรากำลังจะลงแข่ง เป็นเรื่องที่เราควรหัวเสียจริงๆ อย่างนี้ทำให้คู่แข่งได้เปรียบเลย" "มันน่าหงุดหงิดนะ อย่างกรณีเรื่องคาดเดาผู้เล่น บางคนนี่รู้ไม่ยากหรอกว่าได้ลงแน่ แต่บางเกมอาจเปลี่ยนขึ้นมาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่มันกับถูกเปิดเผยก่อนประกาศรายชื่อ คู่แข่งก็รู้หมดเลย" ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับเซเนกัล ตอนแรกชื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด มาแรงแซงโค้ง น่าจะได้ออกสตาร์ต หลังจากยิงต่อเนื่องเลย ไม่นานนักสื่อกลับลำบอก เซาธ์เกต จะใช้ บูกาโย่ ซาก้า เดินเกมทางตะเข็บฝั่งซ้าย โดยข่าวออกมาก่อนประมาณไม่กี่ชั่วโมง ก่อนมีการแบโผให้ได้รับรู้กัน ตอนนั้นทางเซเนกัลอาจวางแผนเพื่อรับมือ แรชฟอร์ด ไว้เรียบร้อย แต่ทีนี้พอกระแสข่าวพลิกขึ้นมา ก็ยังพอมีเวลาเผื่อเหลือเผื่อขาด ในกรณีที่ ซาก้า ต้องลงจริงๆ อาจจะใช่ตรงที่ว่าสุดท้ายสิงโตก็ได้กู่ร้องสมฉายา ทว่านั่นเหมือนโยนความได้เปรียบให้คู่ต่อสู้เลย เข้าใจว่าข่าวที่รั่วเกิดจากไหนก็ได้ทั้งสิ้น นักเตะโทรคุยกับครอบครัว ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง ย่อมหลุดข้อมูลออกไปบ้างหรือบางครั้งเอเจ้นท์โทรหา เพื่ออยากส่งต่อไปให้นักข่าว ตามประสาเครื่อข่ายคอนเน็กชั่นยุคนี้ต้องมีกัน แต่เหนืออื่นใดสื่อต้องทบทวนในการนำเสนอด้วย อย่างน้อยต้องคำนึงประเทศตัวเอง ไม่ใช่จ้องจะเรียกกระแสเท่านั้น เพราะงานใหญ่ในทัวร์นาเม้นต์อย่างนี้มันต้องช่วยกัน กระนั้นในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน สื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้คนที่สามารถเสพได้จากสมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว ความรวดเร็วเปรียบเสมือนพระเจ้า ใครไวกว่าก็ได้เปรียบ หากจะแก้ก็ต้องว่ากันที่ต้นทาง ขอให้นักเตะและทีมงานที่รับรู้ เก็บเป็นความลับที่สุด ไม่แพร่งพรายอย่างเด็ดขาด ต่อให้คุยกับคนสนิทหรือครอบครัว โชเซ่ มูรินโญ่ ห้ามเรื่องนี้กับลูกทีมทุกคน คุณอาจคุยกับภรรยาหรือแฟนได้ทุกเรื่อง ยกเว้นความลับที่ควรเก็บไว้ในห้องแต่งตัว เพราะถ้าความลับที่เราคิดว่าควรถูกเก็บไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป มันก็เปล่าประโยชน์ -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สวยงามบนความน่าเบื่อ ? ]

ในช่วงทศวรรษ 80 และ 90 ทีมชาติสเปนถูกนักข่าวกีฬาเมืองไทยเรียกว่า "หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" เหตุผลมาจากเกมในรอบคัดเลือกไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลกหรือยูโร มักจะทำโชว์ฟอร์มร้อนแรง ไล่ถล่มคู่แข่งอย่างที่สไตล์เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงเกมอุ่นเครื่องด้วย แต่พอรอบสุดท้ายมาถึงจริง มักเหลวไม่เป็นท่าอยู่เสมอ เลยกลายเป็นถูกล้อเรื่องนี้เรื่อยมา กระทั่งมาลบคำดูแคลนเหล่านี้ได้ตั้งแต่ปี 2008 ที่ผงาดแชมป์ยูโร ตามด้วยอีก 2 ปีครองแชมป์โลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์และจบด้วยป้องกันเจ้ายุโรปอีกสมัย เรียกว่าเป็นช่วงผูกขาด ประกาศศักดาเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง แต่หลังปี 2012 เป็นต้นมา สเปนก็เข้าอีหรอบเดิมเลย ไปไม่สุดเหมือนอย่างที่เคยทำไว้ บอลโลก 2014 หยุดเส้นทางแค่รอบแบ่งกลุ่ม จากนั้นยูโร 2016 ก็จบรอบ 16 ทีมสุดท้ายผิดเป้าหมายทั้งสิ้น เมื่อกลางปีก่อนในศึกยูโร 2020 ตั้งลำกันมาดีเลยทีเดียว เหมือนเล่นรู้จักตัวเอง ไม่ได้มีแรงกดดันเหมือนอย่างที่เคย สุดท้ายทะลุถึงตัดเชือก ตกม้าตายพ่ายอิตาลีในการดวลจุดโทษตัดสิน ทั้งที่รูปเกมในเวลาปกติเหนือกว่าเห็นได้ชัด ต่อบอลเท้าต่อเท้าโบ๊ะบ๊ะมาก เล่นเอาแข้งอิตาเลี่ยน วิ่งพล่านหาไม่เจอ แต่ในเมื่อจังหวะเข้าทำขาดความเฉียบคมเด็ดขาด ผลที่ตามมาก็คือแพ้ยิงจุดโทษตัดสิน อดเข้าชิงอย่างน่าเจ็บปวด กระทั่งฟุตบอลโลกที่พวกเขาเพิ่งปิดฉากหมาดๆ หยุดเส้นทางในสภาพที่ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ต่อบอลกันเกือบพันครั้ง จ่ายขวางสนามไปมาเหมือนตอนซ้อม พอตอนจบกลับกลายเป็นว่าตกรอบ อย่างที่เห็นกัน หลุยส์ เอ็นรีเก้ ยังคงยึดมั่นในวิถีของตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง เน้นการต่อบอลสั้นๆอย่างแม่นยำ เคลื่อนไหวหาตำแหน่งที่สมดุลกันไปมา ขึ้นไม่ได้ก็วกจ่ายคืนมาข้างหลัง รอตั้งกันใหม่ ตอบสนองปรัชญาที่ว่า หากคุณได้ครอบครองบอล ก็ย่อมครอบครองความได้เปรียบและโอกาสจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก็จะน้อยลงด้วยเช่นกัน การเริ่มต้นในทัวร์นาเม้นต์อย่างสวยงาม ด้วยการถล่มคอสตาริก้า 7-0 ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและพลังฮึกเหิมให้กับทัพกระทิงดุได้อีกเพียบเลย เหมือนว่าเดินมาถูกทางแล้ว ในขณะที่นัดสองเสมอเยอรมัน ก็ไม่ได้เสียรูปทรงของตัวเอง เพราะครองบอลมากกว่าและการแบ่งแต้มกับทีมเต็งในระนาบเดียวกัน นับว่าธรรมดาอย่างมาก มาจนถึงนัดสามที่พ่ายให้ญี่ปุ่น โดยที่ครึ่งแรกนำ 1-0 และกดอยู่ข้างเดียว แต่พอครึ่งหลังกลับออกมาสู้กันใหม่ สถานการณ์เปลี่ยนไป ก่อนพ่ายเหลือเชื่อ ยังดีกินบุญเก่าจากที่ยิงตุนไว้เยอะ เลยอาศัยประตูได้เสียผลักดันเข้ารอบจวนเจียน นั่นคือการส่งสัญญาณเตือนมายัง เอ็นรีเก้ หากต้องเจอคู่แข่งที่เพรสซิ่งหนักแน่นและจังหวะถอยไปตั้งรับแบบมีวินัย มันยากนักที่จะหาทางเจาะเข้าไป แต่ดูเหมือนว่า เอ็นรีเก้ ไม่ได้ฟังเสียงเหล่านั้นสักเท่าไร งัดกลยุทธเดิมๆมาต่อกรกับโมร็อกโก ซึ่งหลายคนเชื่อว่าพวกเขาเป็นทีมเต็งที่เจองานเบาสุดในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยซ้ำ ใครจะไปคาดคิดว่า โมร็อกโกคือหมูเขี้ยวตันยันกระทิงดุได้ครบ 120 นาที โดยปล่อยให้ต่อบอลกันไป ไม่ได้คอยตามจิกกัดตลอด แค่ไม่พยายามให้เล็ดรอดเข้าเขตอันตรายของตนเป็นพอ เมื่อยิงจุดโทษตัดสิน บรรดาเซียนขอบสนามต่างดูเทไปทางสเปนด้วยซ้ำ เอ็นรีเก้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมพร้อมสำหรับการดวลเป้ามาอย่างดี ซ้อมส่องกันมาหลักพันหนเลย ถึงเวลาจริงจะได้ไม่ต้องมาติดลำกล้อง ที่ไหนได้แข้งสเปน 3 คนบอดกันเกลี้ยง โดยไม่ต้องรอชี้ชะตาถึงคนที่ 5 เลยสักนิด อัชราฟ ฮาคิมี่ โชว์ลูกยิงปาเนนก้าอย่างเลือดเย็น ส่งทีมของ เอ็นรีเก้ กลับบ้านเร็วกว่าที่กำหนดไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เอ็นรีเก้ เจอเสียงวิจารณ์ถล่มหนักกว่าใครทั้งสิ้น จุดด้อยและจุดดื้อมากมาย ถูกสรรหามาตำหนิในการทำทีมครั้งนี้ เขาถูกมองว่าให้ความสำคัญกับผู้เล่นบาร์เซโลน่ามากเกินไป โดยเฉพาะการยึด 3 กองกลาง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ , เปดรี และ กาบี เล่นร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บางเกมควรปรับเปลี่ยนบ้าง ไม่ใช่ว่าสามห้องเครื่องดังกล่าวไม่เก่ง แต่ความจริงก็คือ บุสเก็ตส์ โรยลงไปมาก ผ่านจุดพีกของตัวเองมาแล้ว ส่วนอีกสองหนุ่มก็ไร้ประสบการณ์ มันยากจะรับมือได้ในเกมระดับสูง ซึ่งเต็มไปด้วยความเขม็งเกลียวตลอดเวลา นอกจากนี้ เฟร์ราน ตอร์เรส ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ เอ็นรีเก้ แน่ๆในฐานะว่าที่ลูกเขย ก็ยังได้รับไฟเขียวออกสตาร์ตด้วย ทั้งที่ผลงานยังขาดมาตรฐาน ไม่นิ่งจนถึงขั้นไว้ใจได้ รวมถึงการเลือก มาร์กอส ยอร์เรนเต้ มาเป็นแบ็กขวา ทั้งที่ไม่ใช่มืออาชีพตำแหน่งนี้ ทั้งที่คุณมีชอยส์ระดับคุณภาพอย่าง เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า กับ ดานี่ การ์บาฆาล เรื่องกองหน้าตัวเป้าก็เช่นเดียวกัน มักมองข้าม อัลบาโร่ โมราต้า ที่โดดเด่นลูกกลางอากาศ ต่อกรกับแนวรับสูงใหญ่ทั้งหลายได้ แล้วเลือกใช้แบบ False9 ส่ง มาร์โก อเซนซิโอ ซึ่งปกติยืนริมเส้นประจำการซะอย่างนั้น นี่ยังมีเคสฟิสิคั่ลหรือความแข็งแกร่งของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น กาบี หรือ เปดรี ดูจะบอบบางเกินไป เสียเปรียบในเรื่องการแท็คเกิ้ล มีการย้อนไปถึงประเด็นหั่นผู้เล่นที่มีประสบการณ์ทั้ง เซร์คิโอ รามอส , ติอาโก้ อัลกันตาร่า หรือ ดาบิด เด เคอา ออกจากทีม ซึ่งแข้งเหล่านี้อาจมีความจำเป็น ช่วยประคับประคองในยามตึงเครียดก็เป็นได้ มันอาจจะจริงตรงที่ว่า เวลาที่พ่ายแพ้ มักจะมีเสียงวิจารณ์ในทำนอง บอกแล้วทำไมไม่เห็นเชื่อเลย สำหรับ เอ็นรีเก้ หลายเคสมันดูน่าคลางแคลงใจสงสัยมาพักใหญ่แล้ว แต่เขาก็ยืนหยัดเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเอง ชนิดที่ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งเร้ารอบข้างเลย เมื่อผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็น เขาก็ต้องยืดอกรับผิดชอบเต็มๆ เพราะทุกอย่างผ่านการกลั่นกรองจากตัวเองทั้งสิ้น เอ็นรีเก้ ยังไม่ลาออกทันทีทันใด รอทบทวนดูอีกครั้งกับอนาคตว่าจะเอาอย่างไร แต่แฟนบอลสเปนไม่น้อยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและเริ่มเอือมระอากับฟุตบอลสไตล์นี้ ที่เหมือนสวยงาม ทั้งที่ความจริงแล้วมันอาจจะน่าเบื่อ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ฉายา "หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" อาจได้ถูกหยิบนำมาปัดฝุ่นใช้อีกแน่ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แค้นที่รอการชำระ ]

รอบควอเตอร์ไฟนั่ลฟุตบอลโลกครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่าศึกระหว่างเนเธอร์แลนด์กับอาร์เจนตินา คลาสสิกไม่น้อยไปกว่าคู่ไหนเลย หากย้อนดูปูมหลังจะเข้าใจเลยว่า สองชาตินี้ขับเคี่ยวห้ำหั่นกันมาเสมอ แต่ละนัดล้วนเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ไล่ตั้งแต่เวิลด์ คัพ 1978 อาร์เจนตินาเจ้าภาพหักด่านผ่านเข้าชิงกับทัพดัตช์ ในเวลาปกติเคี้ยวกันไม่ลง ต้องสู้กันเข้มข้น 120 นาที ก่อนฟ้าขาวจะผงาดชัย 3-1 ฟาดแชมป์สมัยแรก อย่างไรก็ตามแชมป์โลกครั้งนั้นของอาร์เจนตินาอื้อฉาวอย่างมาก เต็มไปด้วยคำครหาว่ามีนอกมีในไม่ซื่อตรง โดยเฉพาะในเกมสำคัญกับเปรูที่ไล่ถล่ม 6-0 จนผ่านเข้าชิงชนะเลิศ รวมถึงนายพลฮอร์เก้ วิเดล่า ผู้นำประเทศในช่วงดังกล่าว โดนตราหน้าว่าเป็นเผด็จการมือเปื้อนเลือด ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนผู้คนที่เห็นต่าง จนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 30,000 ราย นอกจากนี้ยังจับไปกักขังไว้อย่างทารุณ ในฐานะนักโทษทางการอีกต่างหาก แต่อยากจะใช้การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งดังกล่าว ล้างมลทินตัวเอง ซึ่งทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลชุดเดิมเมื่อปี 1976 อีกต่างหาก ช่วงพิธีมอบเหรียญรางวัล นักเตะเนเธอร์แลนด์ทุกคน จึงพร้อมใจไม่ขึ้นไปรับ เพราะไม่อยากจับมือกับ วิเดล่า ซึ่งเคยเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์มากมาย อีกทั้ง โยฮัน ครัฟฟ์ นักเตะคนสำคัญ ก็ไม่ได้ร่วมขบวนไปกับดัตช์อีก จากเหตุผลความไม่ปลอดภัยในชีวิต หลังโดนขู่ลักพาตัวเขาและครอบครัว จากนั้นในปี 1998 สองชาติผ่านมาเผชิญหน้ากันอีกในรอบควอเตอร์ไฟนั่ล โดยที่อยู่ในช่วงพีกด้วยกัน พาทริค ไคล์เวิร์ต จัดการให้ดัตช์ขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 12 แต่เฮได้เพียงแค่ 5 นาที เคลาดิโอ โลเปซ ก็ทวงคืนให้ฟ้าขาว แล้วเกมก็แลกหมัดกันสนุกถึงพริกถึงขิง คิดว่าน่าจะยื้อกันยาวแน่ๆ แต่ทดเวลาบาดเจ็บ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ทำในสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดจนได้ เมื่อซัลโวเข้าไปอย่างสวยงาม ชี้ขาดให้เนเธอร์แลนด์ผ่านเข้าไปตัดเชือกสำเร็จ ยังไม่หมดฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงดูปูเสื่อ ทั้งคู่ต้องถูกจับมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่รูปเกมไม่เร้าใจหรือมีเหตุการณ์อะไรมาให้ดราม่า เสมอกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย 0-0 ล่าสุดคือปี 2014 ที่บราซิล สองชาติกรุยทางจนมาเจอกันในรอบรองชนะเลิศ เตะมาราธอนกัน 120 นาที ยังไม่มีใครทะลวงตาข่ายกันได้ ถึงเวลาต้องพิพากษาด้วยการซัดจุดโทษ 4 คนแรกของอาร์เจนตินา รวมถึง ลิโอเนล เมสซี่ แม่นเป้าเข้าเกลี้ยง ของเนเธอร์แลนด์พลาด 2 คน หนึ่งในนั้นคือ เดิร์ค เคาท์ ส่งผลให้โดนเขี่ยตกรอบอย่างน่าเจ็บแสบ ความน่าสนใจก็คือ กุนซือดัตช์ในช่วงดังกล่าวคือ หลุยส์ ฟานกัล ซึ่งรีเทิร์นกลับมานั่งเก้าอี้ในปัจจุบันนั่นแหล่ะ 2 วันก่อน ฟานกัล เพิ่งเปิดใจก่อนจะต้องวัดกับฟ้าขาวอีกครั้ง ยังจำเหตุการณ์และความรู้สึกเมื่อ 8 ปีก่อนได้อย่างแม่นยำ ภาพความทรงจำยังแจ่มชัดเสมอ "เมสซี่ เป็นผู้เล่นคนพิเศษ สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้จากเพียงแค่จังหวะเดียว เราแพ้จุดโทษอย่างน่าเสียดายและผมอยากจะชำระบัญชีหนี้แค้น" "ผมเคยพูดไว้ว่า เรามีศักยภาพพอจะเป็นแชมป์โลก แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำสำเร็จ หากสุดท้ายเราต้องพลาดไป มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องล้มเหลวเลย" จับใจความ 2 พารากราฟนี้ พอจะบอกหัวข้อหลักได้ 2 ประเด็นด้วยกัน นั่นคือ ฟานกัล ตั้งเป้าไว้ถึงแชมป์อย่างแน่นอน เพื่อชดเชยในปี 2014 ที่พลาดชิงน่าเสียดาย รวมถึงยังหวังจะล้างแค้นอาร์เจนตินาด้วยและหากต้องการแชมป์อย่างว่า ฉะนั้นวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคมนี้ จะต้องเป็นฝ่ายชนะให้ได้ สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ก็คือ ไม่ใช่การเผชิญหน้าของ ฟานกัล กับ ลิโอเนล สกาโลนี่ กุนซืออาร์เจนตินาหรือว่า ลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้น แต่ยังเป็นการหวนมาเจอกับ อังเคล ดิ มาเรีย อีกต่างหาก สองคนนี้เคยร่วมงานกันที่แมนฯยูไนเต็ดในฤดูกาล 2014/15 แม้เวลาไม่นานนัก แต่มันก็บ่มเพาะสะสมความแค้นไว้เยอะเลยทีเดียว ดิ มาเรีย ซึ่งย้ายมาจากเรอัล มาดริดด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์ พร้อมถูกคาดหวังไว้สูงลิบ กลายเป็นหนึ่งในแข้งที่เหลวไม่เป็นท่าของปีศาจแดง พร้อมทั้งเป็นที่น่ารังเกียจอีกด้วย ถูกเรียกขานว่า "งูพิษ" ในขณะเดียวกันเมื่อ 2 ปีก่อน ดิ มาเรีย เปิดใจไว้โยนความผิดให้กุนซือดัตช์ เป็นคนทำพังทั้งสิ้น "ที่แมนฯยูไนเต็ดช่วง 2 เดือนแรก ทุกอย่างไปได้สวยมาก การร่วมงานกับ หลุยส์ ฟานกัล เป็นไปได้อย่างดี" "แต่หลังจากที่เราเปิดฉากทะเลาะกันครั้งแรก มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากนั้นผมจะได้เห็นการแสดงออกทางลบของเขา" "ผมก็เลยตัดปัญหา หวังจะเคลียร์ บอกไปว่าจากนี้ผมจะทำหน้าที่ให้ดีสุด ส่วนตัวเขาก็ควรเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เขาไม่ชอบเลย ทำให้ทุกอย่างเลยแย่ลงอีก" "สำหรับผมแล้ว ความเชื่อมั่นคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีให้กัน นั่นหมายความว่าจบเห่" ดาวเตะอาร์เจนไตน์เชื่อว่า แท็คติกของ ฟานกัล ที่พยายามสับเปลี่ยนตำแหน่งเขาจนมั่วไปหมด คือเหตุผลสำคัญทำให้ฟอร์มดร็อปอย่างน่าใจหายและต้องตัดสินใจย้ายสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในเวลาต่อมา ด้าน ฟานกัล ก็ดูเหมือนว่า นี่ไม่ใช่นักเตะที่เขาต้องการเลย แต่บอร์ดบริหารนำโดย เอ็ด วู้ดเวิร์ด ปิดดีลมาให้เอง เข้าข่ายคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อนั่นแหล่ะ นอกจากนี้เขายังถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีอคติกับพวกนักเตะอเมริกาใต้ ไม่ว่าแข้งบราซิลหรืออาร์เจนตินา ซึ่งเคยทำงานด้วยกัน ต่างเจอพิษสงจนเข็ดขยาดกันมาหมดแล้ว ราฟาเอล ดา ซิลวา เคยเล่าให้ฟังว่าผิดหวังกับบอสคนนี้มาก หลังจากนั้น ดิ มาเรีย ก็ต้องมาเจอเองอย่างที่เห็น เมื่อเราปูพื้นให้เห็นแบ็กกราวด์แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าเกมระหว่างเนเธอร์แลนด์กับอาร์เจนตินาในรอบควอเตอร์ไฟนั่ล จะดุเดือดเข้าไคลอย่างแน่นอน หาก ดิ มาเรีย ฟิตทันไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน น่าสนใจเหลือเกินว่า เขาจะมีบทบาทช่วยฟ้าขาวมากแค่ไหน แล้ว ฟานกัล จะล้างแค้นได้สมดั่งตั้งใจหรือเปล่า คอยติดตามดูดราม่ากันได้เลย ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เขาถูกยกย่องน้อยเกินจริง ]

หากไม่รู้ข้อมูลมาก่อน แฟนบอลหลายคนอาจจะแปลกใจที่ได้ยินว่า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นแท่นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติฝรั่งเศส เพราะเอาเข้าจริงชื่อชั้นดีกรีของ ชิรูด์ ในความรู้สึก ไม่น่าจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ บางครั้งมักจะมีช็อตพลาดง่ายๆอย่างคาดไม่ถึงด้วย แต่ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร หลังจากซัดใส่โปแลนด์ได้ 1 ประตู ในฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนวันอาทิตย์ ชิรูด์ ก็ผลักดันตัวเองแซงหน้า เธียร์รี่ อองรี ขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ทันที เขาใช้เวลาทั้งหมด 10 ปีเต็ม เพื่อไล่ล่าสถิตินี้ นับจากระเบิดประตูแรกในนามการรับใช้ทีมชาติเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2012 ในเกมอุ่นเครื่องชนะเยอรมัน 2-1 หลังจบเกมดังกล่าวเขาให้สัมภาษณ์ด้วยความปลาบปลื้ม มันเป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่ซัลโวให้ฝรั่งเศส นี่คือหนึ่งในเป้าหมายของอาชีพค้าแข้งเลย แต่ตอนนั้นเชื่อว่า ชิรูด์ เองก็คงไม่คาดคิดหรือแม้กระทั่งฝันจะเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลอย่างแน่นอน มันคงยากที่เขาจะไล่ตาม อองรี ตำนานของเลส์เบลอส์หรือแม้กระทั่ง มิเชล พลาตินี่ นโปเลียนลูกหนัง หนึ่งผู้บุกเบิกฟุตบอลยุคใหม่ของประเทศได้ทัน เหมือนฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น เพราะกว่าชื่อของ ชิรูด์ จะเข้ามาอยู่ในสารบบ เริ่มเป็นที่รู้จักและติดทีมชาติครั้งแรก ก็ตอนอายุ 25 ปีวัยเบญจเพสเข้าไปแล้ว ไม่ใช่โด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อย แถมเขายังถูกมองว่า น่าจะขึ้นมาแบบประเดี๋ยวประด๋าวชั่วครั้งชั่วคราวตามปกติ สักพักคงร่วงลงเอง ตอนนั้น ชิรูด์ เพิ่งย้ายจากทรัวส์มาอยู่มงต์เปลลิเยร์ หลังจากสร้างชื่อเป็นดาวซัลโวของลีกเดอซ์ รวมทั้งคว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีด้วย ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของสโมสรชั้นนำในลีกเอิงอย่างโมนาโก , โอลิมปิก ลียง , ลีลล์หรือปารีส แซงต์ แชร์กแมง ฉะนั้นย่อมถูกมองข้ามเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามเขายังแรงดีไม่มีแผ่วเมื่อขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดของประเทศ ฤดูกาล 2011/12 ผงาดครองดาวยิงสูงสุดลีกเอิงไม่พอ ยังร่วมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการหักปากกาเซียนคว้าแชมป์มาครองด้วย ไม่มีใครคาดคิดว่ามงต์เปลลิเยร์จะทำได้สำเร็จ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประตูที่เกิดจากถล่มของ ชิรูด์ ถึงตรงนี้ คงยากที่จะมีอะไรขวางทางรุ่งของเขาได้อีกต่อไปแล้ว เขาได้ย้ายสู่อาร์เซน่อลเมื่ออายุปริ่มๆ 27 ปี ดูแล้วอาจมากเกินไปหน่อย แต่สำหรับ ชิรูด์ ความท้าทายและความฝัน อาจเพิ่งถูกจุดประกายเท่านั้นเอง ตลอด 5 ฤดูกาลครึ่งกับปืนโต เขามีความสำคัญไม่น้อยเลย เมื่อดูตัวเลขที่ยิงไปถึง 105 ประตู จะมีนักเตะอาร์เซน่อลสักกี่คนที่ซัดได้ขนาดนี้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะดูเหมือนว่า ยังไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับหรือถูกใจแฟนๆสักเท่าไรนัก อาจเพราะเขามีช็อตพลาดง่ายๆให้เห็นบ้าง มันไม่ควรเกิดขึ้นสำหรับกองหน้าที่มีคลาส นั่นคือความรู้สึกของกองเชียร์ส่วนใหญ่ จากนั้นย้ายไปเล่นเชลซีอีก 3 ปีครึ่ง ผลุบโผล่ระหว่างตัวจริงกับสำรอง สลับไปมาหาความแน่นอนไม่ค่อยได้เท่าไรนัก พูดง่ายๆก็คือไม่ได้เป็นแกนหลักเลย เหมือนอะไหล่ชิ้นหนึ่ง ไว้คอยเปลี่ยนตามสถานการณ์เท่านั้นเอง ในขณะเดียวกันแม้จะเริ่มยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำในนามทีมชาติ แต่ก็ยังมีเสียงค่อนขอดว่า ไม่ได้เก่งสมควรจะยกย่องสักเท่าไรหรอก วาสนาและจังหวะเวลาต่างหากที่เป็นใจให้ หาก คาริม เบนเซม่า ซึ่งโดนคดีเซ็กซ์เทปกับ มาติเยอ วัลบูเอน่า จนถูกถอดจากทีมชาติฝรั่งเศสในปี 2016 ยังคงอยู่กับทีมต่อไป ไม่มีทางเลยที่ ชิรูด์ จะได้สร้างสถิติขึ้นมา เชื่อกันว่าหลายคนมองอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรหรอก แต่ก็ต้องหันมามองความจริงอีกด้านว่า ชิรูด์ สามารถฉกฉวยโอกาสดังกล่าวได้อย่างดี ในวันที่ไร้เงา เบนเซม่า ใช่ว่าเขาจะไม่มีคู่แข่งเลย มีแข้งรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมเบียดแย่งตำแหน่งในทีมชาติ รวมถึงการปรากฏตัวของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ซูเปอร์สตาร์คนต่อไปด้วย จริงอยู่ เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ได้เล่นหน้าเป้า ฉีกออกไปโจมตีด้านข้างได้ แต่รัศมีของรุ่นน้องก็ข่มเอา ชิรูด์ หมองไปเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันปี 2020 ตอน เบนเซม่า ใกล้หวนคืนทีมชาติอีกครั้ง มีนักข่าวไปถามในเชิงเปรียบเทียบกับ ชิรูด์ ก่อนคำตอบออกมานั้นจะกลายเป็นดราม่าไปเลย เพราะ เบนเซม่า บอกกับนักข่าวว่าอย่าสับสน ระหว่างรถเอฟวันกับโกคาร์ท แน่นอนตัวเขาเองคือรถสูตรหนึ่ง แตกต่างจาก ชิรูด์ ซึ่งเป็นได้แค่รถแข่งสนามเล็ก เครื่องยนต์ต่ำเท่านั้นเอง แม้คำอธิบายของ เบนเซม่า จะพยายามชี้ว่า มันคือแนวทางการเล่นที่เทียบให้ภาพ แต่ก็พอจะบอกเดาได้ว่า เป็นการหยามหรือด้อยค่า ชิรูด์ เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนศึกยูโร 2020 จะเริ่มเปิดฉากเมื่อกลางปีที่แล้ว ชิรูด์ ยังมีปัญหากับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ อีกต่างหาก เรื่องมาจากหลังจบเกมอุ่นเครื่องถล่มบัลแกเรีย 3-0 ชิรูด์ ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า ไม่ค่อยได้บอลจากเพื่อนในแนวรุกด้วยกัน พอทาง เอ็มบั๊ปเป้ ได้ยินเข้าก็ไม่พอใจ จะมาเอาเรื่องทันที คิดว่าพาดพิงตน จนทาง ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ กุนซือต้องมาห้ามปรามก่อน ภายหลังเคลียร์ใจกันได้ก็จริง แต่คาดกันว่ารอยร้าวยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม ชิรูด์ ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเลย เขาเอ่ยปากขอโทษรุ่นน้อง หากว่าคำพูดนั้นทำให้ไม่สบายใจ ยินดีพร้อมร่วมงานไม่มีปัญหา ถึงเวลาควรคำนึงถึงทีมชาติมากกว่า เช่นเดียวกับในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เบนเซม่า เจ้าของบัลลงดอร์ล่าสุด รีเทิร์นติดธง ชิรูด์ ก็ยืนยันพร้อมร่วมงาน ไม่ได้แคร์หรอกว่าในอดีตจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง นี่คือสปิริตของ ชิรูด์ ซึ่งบางครั้งไม่ค่อยมีใครมองเห็นหรือถูกพูดถึงเท่าไรนัก ไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนว่า เขายังคงอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตัวเรียบง่าย ไม่ได้ชอบความหวือหวาอะไรนัก มุ่งมั่นกับการค้าแข้งต่อไป ด้วยเป้าหมายอยากอยู่บนจุดพีกให้นานที่สุด ในวัย 36 ปีกับเอซี มิลาน เขายังคงยิงประตูได้ต่อเนื่อง รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ร่างกายให้ดีที่สุดด้วย ชิรูด์ น่าจะเป็นนักเตะที่ถูกยกย่องน้อยเกินจริงด้วยซ้ำ เข้าข่าย Underated อย่างแท้จริง --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #พัฒนาการที่ไม่หยุดยั้ง ]

ก่อนรวมกับทีมชาติฝรั่งเศสบินสู่กาตาร์ มีข่าวด้านลบเกี่ยวกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ พอสมควรเลยทีเดียว เขาโดนสื่อวิจารณ์เรื่องพฤติกรรมและการวางตัวในทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง นับตั้งแต่กลับลำอยู่ต่อ พร้อมขยายสัญญาถึงปี 2025 ดูเหมือนว่าจะโดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ หลายคนพยายามจับผิดแทบทุกย่างก้าวของเขา โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับ เนย์มาร์ รุ่นพี่ที่เคารพ ท่ามกลางกระแสข่าวลือสารพัด เชื่อกันว่า เนย์มาร์ ไม่น่าจะพอใจ เอ็มบั๊ปเป้ สักเท่าไร เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันมันก็ลำบาก จะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันดูเหมือนสถานะของ เอ็มบั๊ปเป้ จะอัพขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของเปแอสเชอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญหรือตัวเลขค่าจ้าง ซึ่งคาดว่าน่าจะสูงสุดในโลก ไม่ใช่แค่ เนย์มาร์ เท่านั้น ดูเหมือนว่า เอ็มบั๊ปเป้ จะเบียด ลิโอเนล เมซี่ ด้วยเหมือนกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าดาวเตะอาร์เจนไตน์คือผู้มาใหม่ อีกทั้งบุคลิกเรียบง่าย ไม่ได้แคร์ว่าจะต้องเป็นคนยิงจุดโทษหรือฟรีคิกหรือไม่ เมสซี่ ไม่ได้เลือกย้ายมาที่นี่ เพื่อแข่งกับใคร รวมทั้งไม่ได้ประกาศศักดาว่าเป็นเบอร์หนึ่ง จึงเปิดทางสะดวกให้ เอ็มบั๊ปเป้ จ้ำพรวดมาเลย ไม่ต้องอยู่ใต้ร่มเงาเพื่อนร่วมทีมคนไหน ขณะเดียวกันประเด็นอภิสิทธ์พิเศษมากมายที่ได้รับจากผู้บริหารสโมสร ก็ถูกนำมาพูดถึงด้วย ไม่ว่าจะเป็นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้เล่นหรือกุนซือ จนแฟนบอลบ้านเรา ลงความเห็นว่าอย่างนี้ควรเป็นท่านประธานแล้ว ไม่ใช่แค่นักเตะกินเงินค่าแรงธรรมดา ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง ทำให้ตัวเขาต้องตกอยู่ในแสงไฟมากขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นพวกหิวกระหายอยากมีแสงสาดมาเยอะๆก็ตาม หลังขยายสัญญาออกไปและยอมแตกหักกับเรอัล มาดริด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะตกลงล่วงหน้ากันไว้ ก่อนผิดคำพูด ดูเหมือนว่าสถานการณ์ เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก จากบทสัมภาษณ์ต่างๆ พอจะปะติดปะต่อได้ว่า ความสัมพันธ์ของเขากับ เนย์มาร์ เปลี่ยนไปจากเดิม ความอึดอัดอึมครึมสอดแทรกเข้ามา ห้องแต่งตัวมาคุ รวมทั้งเขาเหมือนโดนผลักให้อยู่ตามลำพัง จนนำไปสู่ข่าวการย้ายทีมเริ่มหนาหูขึ้น ตัดมาดริดที่ไม่คิดจะกลับมาไปก่อน ยังมีสโมสรในพรีเมียร์ลีก ซึ่งยินดีเปิดอ้อมแขนรับ ทั้งที่รู้ว่าต้องใช้งบประมาณมหาศาลก็ตาม ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ นอกเหนือจากลิเวอร์พูล ที่มีการโยงต่อเนื่องว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ หลงใหลใน เอ็มบั๊ปเป้ แบบสุดๆแล้ว พักหลังชื่อของแมนฯยูไนเต็ดก็ถูกหยิบมาเล่นข่าวด้วย เพราะต่างรู้กันดีว่า มีศักยภาพพอสำหรับดึงผู้เล่นระดับโลกได้ ขนาด ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ยังบอกเลยว่า ตลาดมกราคมนี้อาจไม่มีการอัพเดต เปแอสเชยังไม่มีความคิดจะขาย ต้องรอซัมเมอร์โน่น ถึงจะเห็นหน้าเห็นหลังกัน พูดให้เข้าใจง่ายหน่อยก็คือ หากวัดจากกระแสข่าว ต้องบอกเลยว่าอนาคต เอ็มบั๊ปเป้ ดูจะไม่มั่นคงสักเท่าไร ความชัดเจนกับเปแอสเชทั้งที่เพิ่งต่อสัญญา ก็กลายเป็นว่าคลุมเครือ จากนั้นเมื่อลีกปิดเบรกชั่วคราว เพื่อหลีกทางให้ฟุตบอลโลก ฝรั่งเศสแชมป์เก่าไม่ได้มาในฐานะเต็งหนึ่ง เป็นบราซิลกับอาร์เจนติน่าสองมหาอำนาจแห่งอเมริกาใต้มากกว่าที่ถูกจับตา เอ็มบั๊ปเป้ เองก็ไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก เพราะกระแสน่าจะเทไปทาง คาริม เบนเซม่า ซึ่งหวนกลับมาติดทีมชาติฝรั่งเศสอีกครั้งมากกว่า อย่าลืมว่านี่คือเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์คนล่าสุด ยังไงก็ต้องได้รับความสนใจอยู่แล้ว กระนั้นการที่ไม่ต้องแบกความคาดหวัง รับภาระหนักมากเกินไป รวมทั้งบรรยากาศอันยอดเยี่ยมในทีมชาติฝรั่งเศส ดูเหมือนจะช่วยสนับสนุน เอ็มบั๊ปเป้ อย่างไม่รู้ตัว ตอนแรกที่รู้ข่าวกันว่า เบนเซม่า บาดเจ็บหนักเพิ่ม ซ้อมไม่ไหวและมีแนวโน้มพลาดทั้งทัวร์นาเม้นต์ หลายคนอดกังวลไม่ได้ว่า เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งต้องประสานงานกับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ จะเป็นอย่างไร สองคนนี้มีปูมหลังไม่ค่อยลงรอยกันนัก ตั้งแต่ยูโรคราวก่อน เรื่องที่ ชิรูด์ ให้สัมภาษณ์พาดพิงใครบางคน นั่นส่งผลให้ เอ็มบั๊ปเป้ ฉุนเฉียวจนหวิดดราม่า ไม่ใช่เท่านั้น ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ กุนซือฝรั่งเศส ยังประสบปัญหาหนักอก จากการผู้เล่นหลักเรียงคิวขึ้นเตียงพยาบาล ถอนตัวล็อตแรกไปก็เยอะ มีมาเพิ่มล็อตสองอีก ไม่ว่าจะเป็น เบนเซม่า หรือ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ แต่พอถึงเวลาจริงฝรั่งเศสกลับเล่นได้ตามมาตรฐาน ชิรูด์ เปล่งปลั่งไม่เปลี่ยนยามสวมเสื้อทีมชาติ ระเบิดประตูจนขึ้นเป็นตำนานเรียบร้อย ในฐานะดาวยิงสูงสุดตลอดกาล อย่างไรก็ตาม เอ็มบั๊ปเป้ ก็เปรี้ยงปร้างไม่แพ้กัน จบแมตช์รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ต้อนโปแลนด์ 3-1 กดอีก 2 ยอดรวมเป็น 5 ประตูแล้ว ขึ้นนำดาวยิงของทัวร์นาเม้นต์และมีโอกาสจัดเพิ่มอีก ในขณะเดียวกันยิงรวม 9 ประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้ง 2 ครั้ง มากกว่าดาวดังอีกหลายต่อหลายคน โดยเขาเพิ่งจะอายุแค่ 23 เส้นทางยังอีกยาวไกล มีเวลาไขว่คว้าสู่การเป็นตำนานผู้ยิ่งใหญ่ มันเร็วเกินไปนิด หากจะบอกว่า เอ็มบั๊ปเป้ จะกลายเป็นดาวเด่นที่สุดของฟุตบอลโลก 2022 เพราะยังเหลืออีกหลายชาติตัวเต็ง รวมทั้งนักเตะอีกไม่น้อยก็อยู่ในข่าย แต่มันเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความเฉียบขาดและพัฒนาการของ เอ็มบั๊ปเป้ แม้จะต้องต่อสู้ไปพร้อมๆกับข่าวลือนอกสนาม ที่มักมาเป็นด้านลบอยู่ประจำ นี่คือการเติบโตอีกขั้นของเขา เปลี่ยนผ่านก้าวสู่ผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ไม่ใช่ดาวรุ่งอีกต่อไปแล้ว ขณะเดียวกันเชื่อว่า เอ็มบั๊ปเป้ คงไม่ฝากฝังชีวิตการค้าแข้งระยะยาวไว้กับเปแอสเชหรอก การต่อสัญญาไปก่อนแค่ 3 ปี น่าจะพอยืนยันว่า ความท้าทายใหม่ๆในท็อปลีกใหญ่ยุโรป ยังคงยั่วยวนให้วิ่งเข้าหาเสมอมา ต้องยอมรับความจริงลีกเอิงเล็กเกินกว่าจะให้เขาพิสูจน์คุณค่าการเป็นยอดดาวถล่มประตูเบอร์หนึ่งของโลก แต่ทัวร์นาเม้นต์นี้อาจถึงเวลาแล้วที่เขาจะผงาดขึ้นมาแทน เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง เขาไม่ใช่ดาวดวงใหม่ที่เพิ่งฉายแสง แต่ส่องแรงกล้ามานานแล้ว แค่ครั้งนี้มันแรงกว่าเดิมก็เท่านั้นเอง --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ทิ้งทวนอย่างเจ็บปวด ]

รอบแรกฟุตบอลโลกผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีผู้สมหวังและผิดหวังเกิดขึ้นมากมายเป็นธรรมดา แต่หากจะหาคนที่เจ็บปวดมากไม่น้อยไปกว่าใคร เห็นจะต้องใส่ชื่อ หลุยส์ ไว้ด้วยแน่ๆ หลังเกมอุรุกวัยเข่นกาน่า 2-0 ควานหาชัยชนะเกมแรกของทัวร์นาเม้นต์นี้สำเร็จ แต่ไม่ดีพอสำหรับเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ ยุติเส้นทางเพียงเท่านี้ ดราม่ามาบังเกิดในช่วงท้ายเกม เพราะอีกสนามหนึ่งในกลุ่มเดียวกัน ฮวาง ฮี-ชาน ซัลโวให้เกาหลีใต้แซงนำโปรตุเกส 2-1 สถานการณ์เช่นนั้นส่งอุรุกวัยตกรอบทันที แม้ประตูได้เสียจะเป็น 0 เท่ากัน แต่ทัพโศมขาวยิงเยอะกว่า อุรุกวัยเองหากซัดได้อีก 1 ประตู ก็จะพลิกกลับมาเข้ารอบเลยเหมือนกัน เพราะผลต่างจะมากกว่าอยู่แล้ว แต่เวลาที่เหลือน้อย เรี่ยวแรงก็ถดถอย แถมยังกดดันหนักกว่าเดิมอีก มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะยิงกาน่าได้อีกสักประตู สุดท้ายผู้ชนะในเกมกลับต้องน้ำตาร่วง ซัวเรซ ปล่อยโฮอย่างไม่อายใครเหมือนอย่างเคย พร้อมทั้งหงุดหงิดกับการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน มีค้านสายตาหลายจังหวะ แน่ๆเลยก็คือ อุรุกวัยควรได้จุดโทษ 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช็อต เอดินสัน คาวานี่ หรือ ดาร์วิน นูนเญซ ถูกทำฟาวล์ แต่ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง เข้าใจว่าอารมณ์ขอ ซัวเรซ คงพุ่งพล่านเต็มทน ตอนให้สัมภาษณ์หลังจบเกม จึงระบายออกมา เหมือนอยากจะปลดปล่อย มีการพาดพิงถึงสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าด้วย "จังหวะที่เอดี้ (คาวานี่) ถูกอัดร่วงลง มันต้องได้จุดโทษและช็อตของ ดาร์วิน ก็เหมือนกันด้วย" "เจ้าหน้าที่ฟีฟ่าและพวกผู้ตัดสิน ต้องแจกแจงหน่อยว่า พื้นฐานในการให้จุดโทษ มันเป็นอย่างไรกันแน่ วันนี้เราไม่ได้จุดโทษถึง 2 ครั้ง นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวเลย "แต่เราอยากจะถามในสิ่งที่เราไม่มีอำนาจ หลังจบเกมผมอยากเข้าไปพบกับลูกๆ ของผม แต่เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่าไม่อนุญาต" "แต่นักเตะฝรั่งเศสสามารถอยู่กับลูกๆได้นี่ เราได้เห็นบริเวณซุ้มม้านั่งสำรอง ทำให้เรารู้สึกต้องมีอำนาจมากกว่าที่เห็น" "ฟีฟ่ามักเป็นศัตรูกับอุรุกวัยเสมอ เราพยายามอย่างมาก ทุ่มเทสุดพลังแล้ว ขอโทษด้วยที่ไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้" "ตอนเวลาถึงนาทีที่ 80 เรายังได้ผ่านเข้ารอบต่อไป เรามีโอกาสสี่หรือห้าครั้งในช่วงท้ายเกม แต่โชคร้ายไม่อาจยิงเพิ่มได้" จับใจความแล้ว ซัวเรซ เดือดดาลจากทั้งการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินค้านสายตา ไม่ยอมให้จุดโทษอุรุกวัย ไม่เช่นนั้นอาจไม่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมอย่างที่เห็น นอกจากนี้ยังถามถึงการทำงานในแบบ 2 มาตรฐานของฟีฟ่าอีก เขาอยากไปพบลูกก่อนก็ถูกห้าม แต่พวกนักเตะฝรั่งเศสเป็นเคสตัวอย่างที่ทำได้ มีเหตุผลอะไรต้องแตกต่างขนาดนี้ ซัวเรซ ก็เลยสงสัยว่า ตกลงแล้วอุรุกวัยเป็นชาติเล็ก ไม่มีพลังหรืออำนาจมากพอสำหรับจะได้รับสิทธิพิเศษใช่หรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ย่อมน่าผิดหวังอย่างมาก กระนั้น ซัวเรซ ไม่ควรออกมาพูดออกสื่อในลักษณะนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ฟีฟ่าหรือแม้กระทั่ง จานนี่ อินฟานติโต่ ประธานใหญ่ คงไม่พอใจหรอก มันเหมือนยัดเยียดความเป็นวายร้ายมาให้ ต้องติดตามกันต่อว่า ฟีฟ่าจะมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือเปล่า เพราะคำพูดของ ซัวเรซ เข้าข่ายหมิ่นประมาทได้เลย นี่คือสิ่งที่เขาคิดไปเอง แทบไม่มีหลักฐานอะไรและมาตรฐานของผู้ตัดสินในทัวร์นาเม้นต์นี้ ต้องยอมรับเลยว่าไม่ใช่แค่อุรุกวัย ที่กลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย มีอีกหลายทีมเจอไม่ต่างกัน ในอีกด้านก็น่าเห็นใจ ซัวเรซ ไม่น้อยเลย นี่น่าจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายแล้ว นับถอยหลังสู่การเป็นอดีตนักเตะอาชีพได้เลย อีกไม่นานคงประกาศรีไทร์ คงยากจะฝืนสังขารไหว สำหรับนักเตะทุกคน เมื่อรู้ว่าเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย ต้องตั้งใจมากๆ อย่างน้อยที่สุด การมีความทรงจำดีๆถูกเมมโมรี่เอาไว้ ย่อมเป็นเรื่องดีงามอย่างยิ่ง นี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้ ซัวเรซ หัวเสียมาก จนฟาดงวงควงงาเล่นงานยันฟีฟ่า ซึ่งว่ากันตามตรงไม่เหมาะสมสักเท่าไร เพราะอุรุกวัยควรโทษตัวเองก่อน จากสองเกมแรกที่ไม่ดีพอ ไม่ใช่แค่ ซัวเรซ คนเดียวหรอก เอดินสัน คาวานี่ ก็คงตกอยู่ในห้วงความรู้สึก ที่ไม่ได้ผิดแผกไปจากกันนัก คาวานี่ คงผิดหวังอย่างถึงที่สุด จึงระบายด้วยการผลักจอ VAR ตรงบริเวณทางเดินเข้าห้องแต่งตัวล้มลงเสียหาย เขาคงคิดว่าระบบเทคโนโลยีที่อุตส่าห์นำมาใช้ หวังผดุงความยุติธรรมกลับไม่ได้ช่วยให้เกิดความแฟร์สำหรับอุรุกวัยเลย อย่างน้อยช็อตที่คิดว่าเขาควรได้จุดโทษ ก็น่าจะมีเสียงเตือนมาจากทีมงาน VAR แต่ก็เงียบ เช่นเดียวกับผู้ตัดสินในสนาม คาวานี่ เองก็น่าจะอยู่ในโหมดเดียวกับ ซัวเรซ เพราะกาตาร์ 2022 คงเป็นเวิลด์ คัพฉบับทิ้งทวนอย่างแท้จริง ถึงเวลาคงต้องรีไทร์ตามวัยและเปิดทางให้เด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เห็นได้ชัดว่า คาวานี่ ทุ่มเทมากเพื่อช่วยทีมคว้าชัยให้สำเร็จ ก่อนจะทำได้ฟาด 3 คะแนน แต่ก็ไม่ดีพอสำหรับการผ่านเข้ารอบต่อไป เข้าใจว่ามันเจ็บปวดจริงและต้องมาตกรอบในนาทีสุดท้ายด้วย อย่างไรก็ตามความจริงที่เห็นและเป็นไป เราต้องยอมรับว่าอุรุกวัยไม่ดีเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน ที่คว้าชัยในรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัดรวด นักเตะบางคนโรยรา รุ่นใหม่ขึ้นมาแทนไม่ทัน แดนหน้าจะฝากความหวังไว้ที่ ดาร์วิน นูนเญซ ว่าต้องมาแทนสองจอมเก๋าอย่าง ซัวเรซ หรือ คาวานี่ ได้แบบทันทีทันใด คงเป็นเรื่องยากลำบาก แนวรับ ดีเอโก้ โกดิน ก็ใกล้ถึงเวลาปลดระวางเหมือนกัน เซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งพุ่งแรงพอมีแววจะขึ้นมาเติมเต็ม ก็มองหาไม่เห็นอีก การเปลี่ยนผ่านจากยุคของ ออสการ์ วอชิงตัน ตาบาเรซ ไปสู่กุนซือหนุ่มอย่าง ดีเอโก้ อลอนโซ่ ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เรื่องของประสบการณ์และความเข้าใจทีมถือว่าสำคัญมาก อุรุกวัยเป็นอีกทีมที่ไม่น่าจะเหมือนเดิมอีกต่อไป สถานการณ์อาจไม่ตึงเครียดเท่าเบลเยียม แต่ก็อยู่ในขั้นที่ว่า กำลังสร้างทีมใหม่ เพื่อกลับคืนสู่จุดที่เคยยืนอีกครั้ง ส่วน ซัวเรซ กับ คาวานี่ อีกไม่นานนัก เราน่าจะได้เห็นข่าวการรีไทร์จากทีมชาติของทั้งสองคน ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ ซาอุฯก็แค่ปากซอย? ]

หลายคนอดแปลกใจไม่ได้กับข่าว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อาจตัดสินใจไปค้าแข้งในซาอุดิอาระเบีย พร้อมรับค่าจ้างมหาศาลปีละ 200 ล้านยูโร ต้นขั้วข่าวนี้มาจากมาร์ก้า สื่อใหญ่สเปนฝั่งมาดริด ซึ่งคงได้ข้อมูลบางอย่างแล้วนำมาเปิดเผยจนกลายเป็นที่เกรียวกราว จะบอกว่าไร้น้ำหนักความน่าเชื่อถือเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะงานนี้ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวเกาะติดเคลื่อนไหวย้ายตัว ก็ขยับด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ได้มองข้ามเหมือนเห็นเป็นข่าวลือธรรมดา ประเด็นที่เป็นไปได้มาก แม้จะยังไม่มีการคอนเฟิร์มก็คือ อัล นาสเซอร์ สโมสรมหาอำนาจลีกซาอุฯ ซึ่งประสบความสำเร็จมากสุด ยื่นข้อเสนอบ้าคลั่งมาให้พิจารณา ตัวเลขที่ว่า 200 ล้านยูโรต่อปี พร้อมจ่ายโบนัสให้ตามผลงาน มันเหมือนเรื่องในอุดมคติมากกว่า เพราะเยอะเกินลิมิตค่าจ้างในวงการฟุตบอล เมื่อคำนวณออกมาเป็น 3,800,000 ยูโรต่อสัปดาห์ ต้องบอกเลยว่านี่มันบ้าไปแล้ว แต่ในความจริงกำลังเกิดขึ้นได้ ส่วนจะถามว่าสโมสรแห่งนี้ร่ำรวยขนาดไหน ถึงกล้ามาจ่ายค่าเหนื่อยชนิดทุบสถิติโลกจนสิ้นซาก ก็ต้องบอกว่าอู้ฟู้ขนาดควักให้ โรนัลโด้ ได้อย่างสบายไม่ใช่ปัญหาเลย มูซัลอิล อัล-มูอัมมาร์ คือประธานสโมสร ในฐานะผู้บริหารใหญ่และเชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจกีฬา รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานฟุตบอลลีกซาอุดิอาระเบียอีกต่างหาก เรื่องการตลาดต้องยกให้ อัล-มูอัมมาร์ เลยทีเดียว มีแนวคิดที่ทันสมัย สอดคล้องไปกับเกมฟุตบอลปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเจ้าชายอับดุล ราห์มาน บิน ซาอัด อัล ซาอัด แห่งราชวงศ์ของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเข้ามาดูแลสโมสรในปี 1960 ยกระดับจากทีมสมัครเล่น มาเป็นสโมสรอาชีพชั้นนำ ทรงให้การสนับสนุนมาโดยตลอด กระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี 2004 ก็ยังมีทายาทดูแลมาต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายของทีม ไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่คือความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากกว่า พวกเขามีงบประมาณมากพอ สำหรับว่าจ้างแข้งชั้นนำหรือกระทั่งกุนซือมาร่วมงานกัน ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก็เคยผันมาคุมทีมที่นี่ หาประสบการณ์และความท้าทาย บนเส้นทางกุนซือ ส่วนปัจจุบันได้ รูดี้ การ์เซีย ซึ่งเคยคุมทั้งลีลล์ , โรม่า , มาร์กเซย และ โอลิมปิก ลียง รั้งบังเหียนอยู่ พร้อมมีผู้เล่นที่รู้จักอย่าง วินเซนต์ อบูบาการ์ กัปตันทีมแคเมอรูนชุดฟุตบอลโลกปัจจุบันที่กำลังทำศึกอยู่เป็นตัวรุกสำคัญ รวมทั้งยังมี กิชเลี่ยน โคนัน แบ็กซ้ายทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ , หลุยส์ กุสตาโว อดีตกองกลางทีมชาติบราซิล ซึ่งเคยเล่นให้บาเยิร์น มิวนิคมาแล้ว อัลบาโร่ กอนซาเลซ เซ็นเตอร์แบ็กตัวดังที่ผ่านการค้าแข้งมาทั้งซาราโกซ่าและบียาร์เรอัล ก็อยู่นี่ด้วย ดาวิด ออสปิน่า นายด่านคนดังทีมชาติโคลอมเบียและเคยเฝ้าเสาให้อาร์เซน่อลและ อันแดร์สัน ตาลิสก้า ของบราซิลก็อยู่นี่เช่นกัน อีกคนคือ คิม จิน ซู กองหลังตัวจริงของเกาหลีใต้ที่ลงลุยในฟุตบอลโลกหนนี้ ก็เป็นผู้เล่นอัล นาสเซอร์ แต่ถูกปล่อยให้ชนบุก ฮุนได มอเตอร์สยืมตัว เท่านี้ก็ยืนยันได้แล้วว่า นี่คือสโมสรทุนหนา เงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับการสร้างโปรเจคต์ใหญ่ขึ้นมา ตัดเรื่องเงินไปเรียบร้อย ทีนี้ก็ต้องมาถามว่า โรนัลโด้ ต้องการเงินหรือให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรกหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเขาเอง แต่หากให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็ต้องตอบว่าไม่น่าใช่หรอก ทุกวันนี้ร่ำรวยล้นฟ้ามหาศาลแล้ว ไม่จำเป็นต้องโลภมากกอบโกยอีก กินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ต่อให้เลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว ก็ยังมีช่องทางหารายได้ก้อนโตอีกเพียบ ความเป็นซูเปอร์สตาร์จะติดไปตราบนานเท่านาน นอกจากนี้บุคลิกของ โรนัลโด้ คือกระหายในความสำเร็จ แล้วในช่วงเวลาอย่างนี้ เขาย่อมต้องการพิสูจน์ตัวเอง ว่ายังดีพอยืนหยัดบนฟลอร์ใหญ่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าหมดสภาพแล้ว ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป มันน่าจะกระตุ้นให้ โรนัลโด้ อยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีในอีกด้าน มันยากมากๆที่จะหาสโมสรใหม่ ในแบบที่ต้องการ นั่นคือทีมระดับท็อปในลีกใหญ่ยุโรปและได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้จะตัดบางเงื่อนไขออก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ก็ยังยากอยู่ดี เพราะค่าจ้างของเขาสูงลิบ ต่อให้ฉีกสัญญากับแมนฯยูไนเต็ด ไม่มีเรื่องค่าตัวมาเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม เราได้เห็นข่าวหลายสโมสรออกมาปฏิเสธ ไมได้มีแผนจะคว้า โรนัลโด้ ตามที่โยงกันหรอก บางทีมก็ยืนยันว่าจ่ายไม่ไหว อีกประเด็นที่่อ่อนไหวก็คือ ทุกทีมต่างก็หวั่นเกรงว่าจะคอนโทรล โรนัลโด้ ได้ยาก ตัวอย่างก็เพิ่งผ่านไปออกมาให้สัมภาษณ์ เพียร์ส มอร์แกน โจมตี เอริก เทนฮาก และแมนฯยูไนเต็ดต้นสังกัดตัวเอง นี่คืออีกความเสี่ยง นอกเหนือจากคุณภาพฝีเท้าที่ลดลง ความคล่องแคล่วที่หายไปจากวัยที่มากขึ้น การเข้ามาของทีมมหาเศรษฐีจากซาอุฯ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสักเท่าไรหรอก ด้วยเป้าหมายและเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปจากทีมใหญ่ในยุโรป ดีลนี้จึงมีความเป็นไปได้เลย อย่างน้อยมันก็ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าเขาในแง่ เป็นผู้เล่นมีค่าจ้างมากสุดในโลก ชนิดทิ้งทุกคนไม่เห็นฝุ่น กลายเป็นตัวเลขแห่งประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้ โรนัลโด้ คงขอโฟกัสที่ฟุตบอลโลกก่อน ทำทุกอย่างเพื่อให้โปรตุเกสครองแชมป์เวิลด์ คัพครั้งแรก ตามที่ได้ตั้งเป้าเอาไว้ หากเป็นไปตามที่คิดก็พร้อมจะรีไทร์จากการรับใช้ชาติ ถึงตอนนั้นการย้ายไปเล่นในลีกซาอุฯ ซึ่งตอนนั้นพัวพันกับอัล ฮิลาลอีกทีมด้วย คงเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ได้เวลานับถอยหลังแขวนสตั๊ดแล้ว เพราะประสบความสำเร็จกวาดรางวัลและเกียรติยศทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้ต้องติดค้าง ยกเว้นว่ายังไม่รู้สึกอิ่ม ต้องการไขว่คว้าหากันต่อ นั่นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะคงไม่มีใครรู้ความต้องการของตัวเองดีเท่ากับ โรนัลโด้ อีกแล้ว ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อีกระดับสำหรับบรูโน่ ]

คืนนี้โปรตุเกสจะมีคิวลงเล่นนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มกับเกาหลีใต้ โดยที่สถานการณ์ผ่อนคลาย เพราะลอยลำเข้ารอบไปเรียบร้อย พวกเขาลงเล่นแค่ 2 นัด ก็สามารถคว้าตั๋วได้เลย ต่างจากช่วงหลังกว่าจะฝ่าด่านผ่านรอบแรกไปได้ ก็ต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง ตามที่เราเห็นรายชื่อผู้เล่นขบวนนี้ ต้องยอมรับว่าโปรตุเกสแข็งแกร่งมาก หลายคนเป็นตัวท็อปเล่นในลีกใหญ่ยุโรป ค่าตัวแพงและค่าแรงมหาศาลกันทั้งสิ้น ก่อนหน้านั้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือตัวชูโรง เป็นเสาหลักไม่พอ ยังช่วยปลุกกระแสให้แฟนบอลชาติอื่นตามมาเชียร์กันอีกด้วย แต่พอ โรนัลโด้ เริ่มโรยลงไป จำต้องหาตัวแทน ซึ่งในทีมแข้งตัวรุกชั้นดีมากมาย อยู่ในข่ายน่าสนใจ อย่างไรก็ตามผ่านไป 2 เกม ทุกคนน่าจะเห็นพ้องกันว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส น่าจะเป็นนักเตะที่ว่า เขาทำผลงานน่าประทับใจ เด่นเหนือใครจาก 2 เกมในรอบแรก 2 ประตู 2 แอสซิสต์ บวกด้วยมีบทบาทขับเคลื่อนเกมรุกอย่างสม่ำเสมอ ถูกยกย่องให้เป็นคีย์แมนเรียบร้อย จริงๆแล้วเมื่อย้อนกลับไปไม่นาน บรูโน่ มักโดนวิจารณ์เรื่องผลงานส่วนตัว ยามต้องเปลี่ยนสีเสื้อมารับใช้ชาติ ไม่ค่อยเปล่งปลั่งเหมือนเล่นให้สโมสร คือในทีมแมนฯยูไนเต็ด เราต่างเห็นบทบาทของเขามาตลอด นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในเดือนมกราคมปี 2020 ใช้เวลาจูนเพียงชั่วครู่ชั่วเดี๋ยว ก็สถาปนาเป็นผู้เล่นคนสำคัญทันที นัดแรกเจอวูล์ฟแฮมป์ตัน ยังไม่ลงล็อกสักเท่าไร ต้องการเวลาปรับตัวบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือว่าย่ำแย่เลย จุดแข็งของ บรูโน่ คือเรื่องความมั่นใจในตัวเองที่มีอยู่สูงมาก อีกทั้งไม่ค่อยกลัวอะไร ยิ่งเจออุปสรรคยิ่งสนุกชอบจะฝ่าฟันเพื่อเอาชนะ ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนอายุเพียงแค่ 18 ปี เขากล้าตัดสินใจหิ้วสตั๊ดไปเล่นในอิตาลีกับทีมเล็กๆอย่างโนวาร่า ทั้งที่ตอนนั้นมีโอกาสเติบโตกับเบาวิสต้าด้วยซ้ำ แต่เพราะอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างออกไป รวมทั้งเชื่อว่าลีกอิตาลีแข็งแกร่ง น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า บรูโน่ จึงกล้าบ้าบิ่นมากเลย เมื่อปราศจากความเกรงกลัวและเชื่อในตัวเอง สองสิ่งนี้ช่วยผลักดันให้เขาก้าวมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของแมนฯยูไนเต็ดอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเหนือความคาดหมายอย่างมากเลย บรูโน่ กลายเป็นทุกสิ่งอย่างของแมนฯยูไนเต็ด ทั้งยิงทั้งแอสซิสต์เป็นกอบเป็นกำ จนถูกเรียกว่า "เดอะแบก" อย่างที่เราคุ้นกัน เพราะแทบรับผิดชอบอยู่คนเดียว กระนั้นในสถานการณ์แบบนี้ มันก็คล้ายดาบสองคมนั่นแหล่ะ เพราะหากวันไหนที่เขาไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่ง เหมือนอย่างที่เคยทำได้ตามมาตรฐาน ก็มักจะโดนวิจารณ์หรือจับผิดเช่นกัน บางช่วงฟอร์มดร็อปลงไป ไม่ดีเหมือนเคย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดาของนักเตะอาชีพ ใครจะไปเล่นดีได้ทุกนัด แต่สำหรับ บรูโน่ เป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่แค่เรื่องของฝีเท้า แต่บุคลิกที่ดูกระตือรือร้นมากกว่าใคร ยังช่วยขับให้เด่นเพิ่มอีกต่างหาก ช่วงที่เขาย้ายมาใหม่ๆ แข้งแมนฯยูไนเต็ดส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยมีความกระหายหรือโชว์แพสชั่นนัก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เป็นกัปตันทีมพูดน้อยเกินไป อีกทั้งไม่เทคแอ็กชั่นอย่างที่ควรทำตามบทบาท อีกหลายคนก็คล้ายกันเลย จนทีมขาดคาแรคเตอร์ที่แตกต่างจากสมัยก่อน ซึ่งจะมีแข้งประเภทบู๊สะบั้นหั่นแหลก รวมทั้งปกป้องสโมสรและเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ ไม่ใช่ติ๋มจนโดนฝั่งตรงข้ามข่ม บรูโน่ นี่แหล่ะที่เข้ามาเพื่อช่วยสร้างบุคลิกกันใหม่ จะคอยโวยวายถกเถียงและตั้งคำถามกับผู้ตัดสินอยู่ประจำ ในยามที่ทีมเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ จนทำเอาหลายคนรู้สึกว่ามากเกินไป กลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ ทว่าต้องไม่ลืมว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดมาจากสัญชาตญาณความมุ่งมั่นตั้งใจ หากจะใช้คำว่าแพสชั่นก็คงไม่ผิดเท่าไรนักหรอก คนตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมชนะ นี่แหล่ะที่กุนซือทุกคนต่างก็ต้องการ จนถึงปัจจุบันยืนยันได้แล้วว่า บรูโน่ มีความสำคัญกับแมนฯยูไนเต็ดมากและกลายเป็นมาตรฐานของการซื้อผู้เล่นใหม่ ยังไงก็ต้องให้ได้อย่างนี้ อย่างไรก็ตามปมของ บรูโน่ ดูจะเป็นเรื่องการเล่นให้ทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งไม่ค่อยผุดผาดเหมือนสโมสร ในระบบ 4-3-3 เขามักจะถูกถอดออกหรือไม่ก็นั่งสำรอง กระทั่งพักหลัง แฟร์นันโด ซานโต๊ส กุนซือเริ่มมองเห็นและเข้าใจว่า ควรใช้งานอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เมื่อเปลี่ยนวิธีการเล่น รูปโฉมของ บรูโน่ ในยูนิฟอร์มทีมชาติ ก็เปลี่ยนตามไปด้วย ประเด็นนี้ถูกตอกย้ำจาก 2 เกมในเวิลด์ คัพที่ผ่านมา บรูโน่ ยกระดับมาเป็นศูนย์กลางแนวรุกอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขาลงอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่พวกสื่อหรือแฟนบอล ต่างพากันเอาใจช่วยให้ บรูโน่ คงมาตรฐานเช่นนี้ไว้ เพื่อโอกาสในการลุ้นแข้งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ อาจจริงที่ว่ามันยังดูไกลเกินไป เส้นทางยังเหลืออีกพอสมควร กว่าจะไปสุดตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่อย่าลืมว่าอย่างน้อย บรูโน่ เหลืออีก 2 เกมได้ลงเล่นแน่ๆ นี่จะเป็นโอกาสสำคัญได้โชว์ผลงานส่วนตัวด้วย ขณะเดียวกันให้จับตาความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด ท่ามกลางกระแสว่าอยากได้ประสบการณ์ของ บรูโน่ ไปอุ้มแดนกลาง ซึ่งทั้ง ลูก้า โมดริช หรือ โทนี่ โครส ใกล้ปลดระวาง หากจะบอกว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญของเขาคงไม่ผิดนักหรอก ในวัย 28 ปีอาจกำลังขึ้นสู่จุดพีกสุดของอาชีพค้าแข้งก็ได้ ฟุตบอลโลกคราวนี้ จึงเป็นเหมือนฟลอร์สำคัญให้ บรูโน่ ได้ขึ้นโชว์ผลงานอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาใครอีก เฉิดฉายอย่างเต็มที่เลย นอกจากนี้หากโปรตุเกสสร้างประวัติศาสตร์ฟาดแชมป์มาครองเป็นครั้งแรก โรนัลโด้ ก็คงจะล้างมือในอ่างทองคำ เลิกราการรับใช้ชาติอย่างที่ประกาศเอาไว้ บรูโน่ อาจจะไม่ได้ก้าวขึ้นมาแทนแบบทันทีทันใด มันต้องใช้เวลาตั้งหลักและสั่งสมบารมีกันบ้าง กว่าจะถูกยอมรับในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนร่วมทีมด้วยกัน ทว่าไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงหรอก บรูโน่ มีโอกาสดีมากๆสำหรับไต่ขึ้นไปจนถึงจุดดังกล่าวได้ มาคอยดูตอนจบในทัวร์นาเม้นต์นี้ของ บรูโน่ ว่าจะดีพอสำหรับอัพเลเวลได้หรือไม่ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117