breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #วิธีล้างแค้นพวกเหยียด ]

เราเคยได้ยินเรื่องราวของ ซน ฮึง มิน มาพอสมควร ต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามอะไรบ้างกว่าจะประสบความสำเร็จ มาไกลจนถึงจุดที่ไม่ใครคาดคิด ซน เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นแข้งเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีกร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ด้วยจำนวน 23 ประตู โดยที่ไม่มีจุดโทษมาเกี่ยวข้องเลย นั่นทำให้เขาได้ถูกยกย่องและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น เพราะในฐานะนักเตะที่มาจากเอเชียตะวันออก ไม่ง่ายเลยสำหรับการพิสูจน์ตัวเอง ยังไงก็ต้องฝ่าฟันมากกว่าพวกนักเตะยุโรปหรืออเมริกาใต้ ด้วยผลงานร้อนแรงเกินคาดนี่เอง ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดเลยที่เราได้ยินข่าวโยงกับลิเวอร์พูล ท่ามกลางกระแส เจอร์เก้น คล็อปป์ ล็อกเป้าไว้แล้ว ด้วยเงื่อนไขว่าถ้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไม่ติดท็อปโฟร์ อดโม่แข้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจะทาบทามมาร่วมทีมแน่ๆ ในขณะเดียวกันเรอัล มาดริดก็ให้ความสนใจ ต้องการตัวรุกระดับพรีเมี่ยมมาเสริมพลัง หลังจากชวด คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ แต่สำหรับ ซน ไม่เคยมีความคิดเรื่องย้าย อย่างน้อยที่สุดการเพิ่งขยายสัญญาออกไปอีก 4 ปี เมื่อซัมเมอร์ที่แล้วก็พอจะยืนยันได้อย่างดี อีกทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างดีมากๆจากสเปอร์ส เช่นเดียวกับยิด อาร์มี่ทั้งหลาย ต่างเอาใจช่วยเสมอมา ไม่มีเส้นคั่นความรู้สึกเรื่องเชื้อชาติเลย อย่างไรก็ตามนั่นเฉพาะมุมของสาวกไก่เดือยทองที่ยอมรับ ซน ด้วยความเต็มใจ ชนิดไม่มีอะไรแอบแฝง แถมยังยกให้เป็นขวัญใจเบอร์ต้นๆด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลก่อนที่ แฮร์รี่ เคน งอแงอยากย้ายทีม ความนิยมจึงตกลงไป ส่วนแฟนบอลทีมอื่นๆไม่น้อยเลย อาจไม่ได้คิดอย่างนั้น พร้อมจะหยิบยื่นถ้อยคำวาจากิริยาสารพัด อันแสดงถึงการบูลลี่หรือเหยียดเชื้อชาติอย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่ ซน ไปออกอีเวนท์ในกรุงโซล บ้านเกิดของเขาเอง จึงมีโอกาสได้เปิดใจเกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายเรื่องโดนเหยียด ยิ่งช่วงค้าแข้งในเยอรมัน ซน ย้ายมาอยู่ฮัมบูร์กตั้งแต่อายุ 16 ปีเท่านั้น โดยเข้าไปสังกัดในส่วนอะคาเดมี่ก่อน นอกจากเสี่ยงยอมดร็อปการเรียนในระดับมัธยมที่ดองบุกแล้ว ยังมุ่งมั่นเรียนภาษาเยอรมัน เพื่อเตรียมพร้อมไว้ก่อนอีกด้วย ไธส์ ไบล์ไมเตอร์ เอเจ้นท์คนแรกประทับใจไอ้หนูรายนี้อย่างมาก จนเชื่อว่าน่าจะประสบความสำเร็จในยุโรปได้ไม่ยากเลย แต่ความจริงแล้วคือโคตรยากมากๆ เพราะไม่ได้มีตัวแปรแค่เรื่องของความสามารถหรือการปรับตัวเท่านั้น ต้องพยายามอดทน รวมถึงพิสูจน์ผลงานสำหรับถูกยอมรับอีกด้วย ถ้านักเตะท้องถิ่นหรือพวกที่มาจากยุโรป จะต้องทำงานหนักในสนาม แต่สำหรับ ซน ต้องมีเรื่องนอกสนาม ในความสัมพันธ์ต่างๆเข้ามาข้องเกี่ยว ยังดีที่ว่าเขาถูก ซน อุง จอง ผู้เป็นพ่อฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนัก จนสามารถทนทานแบกรับสถานการณ์ที่ต้องใช้อารมณ์และความอดทนเป็นตัวตัดสินได้ "ผมย้ายไปเยอรมันตั้งแต่ยังเด็กๆเลย และผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เกินกว่าใครจะคิดมาสารพัด" "ผมต้องเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาตินับครั้งไม่ถ้วน แล้วในช่วงเวลาเหล่านั้นเอง มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกขึ้นในใจ ต้องการจะล้างแค้นให้ได้สักวัน" ซน ไม่ได้เล่ารายละเอียดหรอกว่า ต้องเจอกับเหตุการณ์บูลลี่หนักหน่วงขนาดไหน แต่ถึงขนาดต้องการจะชำระสะสางบัญชีหนี้แค้นนี่ไม่ธรรมดาแล้ว แม้เวลาจะผ่านมานานก็ตาม เขาแทบไม่เคยลืมรสชาติของความเจ็บปวดในช่วงวัยรุ่น การโดนเหยียดหยามเรื่องเชื้อชาติมันทรมานแค่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นกินเนื้อสุนัข ซึ่งแทบทุกคนมักหยิบมาล้อเลียนอย่างสนุกปาก ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำเลย กระทั่งฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาถึง เกาหลีใต้ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับสวีเดน , เม็กซิโกและเยอรมัน แม้จะต้องดวลคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่สำหรับ ซน ถูมือรอด้วยใจระทึก นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญ เหมือนเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า เยอรมันต้องเจอเกาหลีใต้ในนัดสุดท้ายรอบแรก แถมสถานการณ์ยังต้องบังคับให้ชนะเพื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ด้วย อินทรีเหล็กชนะ 1 แพ้ 1 ส่วนเกาหลีใต้แพ้มา 2 เกมรวด โอกาสผ่านเข้ารอบแทบจะเลือนราง ต้องให้ปาฏิหาริย์ยืนเคียงข้างเท่านั้น ก่อนเกมเริ่มแฟนเยอรมันมั่นใจมากว่า น่าจะเช็กบิลไม่ยากหรอก เหนือชั้นกว่าหลายขุม แต่เกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 ซึ่งนั่นจะทำให้เยอรมันตกรอบ เพราะผลอีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน ที่ลงโม่แข้งพร้อมกัน สวีเดนคงจะคว้าชัยเหนือเม็กซิโกแล้วกอดคอกันเข้ารอบ ดังนั้นเยอรมันต้องพยายามเอาชนะให้ได้ก่อน จึงโหมเปิดเกมรุกอย่างหนัก โดยที่หารู้ไม่ว่าจะโดนโต้กลับ กระทั่งช่วงทดเวลานาทีที่ 2 จากลูกเตะมุม ทำให้เกาหลีใต้ขึ้นนำ 1-0 จาก คิม ยอง กวอน แม้ผู้ช่วยจะยกธงว่าล้ำหน้า แต่ภาพช้าจาก VAR ยืนยันบอลโดนผู้เล่นเยอรมันก่อน พอผู้ตัดสินเช็กเสร็จเรียบร้อย แล้วเป่านกหวีดยาวเป็นสัญญาณเตือนได้ประตู ผู้เล่นเกาหลีใต้ที่ลุ้นอยู่ดีใจกันอย่างบ้าคลั่ง แม้จะรู้ว่าแทบไม่มีโอกาสเข้ารอบก็ตาม เยอรมันหลังพิงฝาทันที ไม่มีทางเลือกแล้ว ต้องรีบบุกเท่านั้นเอาประตูตีเสมอให้เร็วที่สุด มานูเอล นอยเออร์ จึงต้องเสี่ยงออกมาเล่นเป็นแข้งเอาท์ฟิลด์ นั่นเลยโดนโต้กลับเจ็บแสบอีกครั้ง บอลยาวที่วางมาจากแดนของเกาหลีใต้ ทำให้ ซน หลุดเดี่ยวก่อนยิงเข้าไปสบายๆ เมื่อไม่มีผู้รักษาประตูคุมเส้น เขาแสดงความสะใจสุดชีวิต ยัดเยียดความปราชัยให้เยอรมันไม่พอ ยังเขี่ยตกรอบอีกต่างหาก เรื่องนี้เราไม่มีทางรู้มาก่อนเลย กระทั่งเขาเปลือยใจแบบหมดเปลือกถึงความรู้สึกทั้งดีใจและสะใจที่ได้ล้างแค้น ซน ได้เห็นผู้เล่นเยอรมันและแฟนบอลบางคนร่ำไห้ด้วยความผิดหวัง มันชอกช้ำมากสำหรับแชมป์เก่า ต้องมากระเด็นตกรอบแบ่งกลุ่มอย่างหมดสภาพ อีกทั้งยังพ่ายทีมรองบ่อนอย่างเกาหลีใต้อีก แต่ภาพเหล่านั้น ไม่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกสงสารเลย มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง "ปกติหากเห็นใครร้องไห้ ผมมักอยากไปปลอบประโลมและกอดแน่นๆ" "แต่เมื่อเห็นคนเยอรมันร้องไห้ในเหตุการณ์นั้น ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองได้ล้างแค้นสำเร็จแล้ว" ทั้งหมดทั้งมวล ซน เล่าไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน อย่างไรก็ตามตอนมาเล่นในอังกฤษกับสเปอร์ส เขาต้องเจอกับการเหยียดหลายหนด้วยกัน ปีที่แล้วมีชาย 8 คน โดนข้อหาเหยียด ซน ผ่านทางทวิตเตอร์ ซึ่งรวมถึงแฟนบอลในเวลส์ด้วย เขาเองก็ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะกำจัดพวกชอบเหยียดให้หมดไป รวมถึงตัวเองจะไม่โดนเล่นงานอีก ดังนั้นภายหลังจึงเลือกที่จะเลี่ยงดีกว่า ถ้าอดทนไหวก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่มีการตอบโต้ให้สถานการณ์มันอาจจะแย่ลงไป เช่นเดียวกับสมาธิที่จะฟุ้งซ่านตาม เพราะอย่างน้อยที่สุดตามที่ ซน ได้เล่าเอาไว้ เขาได้สะสางบัญชีเรียบร้อยแล้วในฟุตบอลโลก 2018 ซน เลือกที่จะตอบโต้คืนในสนามมากกว่า ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เอริกเซ่นดีจริงหรือ? ]

แม้ คริสเตียน เอริกเซ่น จะยังไม่ได้ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ แค่มีข่าวว่าตกลงกันแล้วรอเซ็นสัญญายาว 3 ปี แต่แทบทุกคนเชื่อว่าดีลนี้จะผ่านฉลุยไม่มีปัญหา นั่นทำให้เกิดการมองข้ามช็อตไปถึงอนาคตข้างหน้า กองกลางทีมชาติเดนมาร์กจะสามารถทำผลงานได้ดีแค่ไหนกัน แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตกองกลางลิเวอร์พูล แฟนบอลยุคกลางคงจำได้แม่นยำ ซึ่งปัจจุบันหันมารับบทนักวิเคราะห์เกมและแสดงความเห็นต่างๆ ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ด้วย เขาไปออกรายการที่ talkSPORT ก่อนตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อม พร้อมแจกแจงเหตุผลมาด้วย "ผมชอบ เอริกเซ่น จริงๆนะ ผมชื่นชมเขาทั้งในแง่ความคิดสร้างสรรค์และวิธีการเล่น" "เขาทำได้ดีหลายอย่างเลยนะ โดดเด่นลูกเซ็ตเพลย์ ใช้งานสองเท้าได้อย่างดีเยี่ยม แต่หากผมเป็นแฟนยูไนเต็ด แล้วถามว่ารู้สึกตื่นเต้นหรือเปล่า คงตอบว่า--ไม่ อีกทั้งผมคิดว่าเขาไม่ได้มาแทน บรูโน่ แฟร์นันด์สหรอก" ขณะเดียวกันเมื่อโดนถามคิดว่า เอริกเซ่น เป็นแข้งระดับโลกหรือเปล่า เมอร์ฟี่ ย้ำหลายรอบเลยว่า "ไม่ๆๆๆ ไม่ใช่เลย" เมอร์ฟี่ ยอมรับในคุณภาพของ เอริกเซ่น ถ้าเป็นตัวสำรองแล้วถูกส่งลงมา อาจสร้างจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจได้ แต่สิ่งที่สาวกปีศาจแดงอยากเห็น การยกระดับเกมให้มีศักยภาพยิ่งขึ้นหรือลดช่องว่างความห่างจากแมนฯซิตี้กับลิเวอร์พูลอย่างที่ตั้งความหวังเอาไว้ คงไม่ได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน เมอร์ฟี่ ก็ไม่เชื่อด้วยว่า เอริกเซ่น จะเหนือกว่า บรูโน่ ซึ่งเวลานี้เกิดคำถามมากมายว่า คู่นี้จะต้องแย่งตำแหน่งตัวจริงกันแน่ๆหรือหากยืนร่วมกันจะสมดุลลงตัวมากน้อยแค่ไหน สรุปก็คือ เมอร์ฟี่ ไม่คิดว่าการมาของ เอริกเซ่น จะมีพลังพอที่จะผลักดันแมนฯยูไนเต็ดให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ได้มาเพื่อเป็นเสาหลักของทีมแน่นอน น่าจะคอยรับบทแบ็กอัพมากกว่า เหมือนเตือนแฟนๆว่า อย่าได้คาดหวังอะไรนัก เอริกเซ่น ไม่ได้จะมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ช่วยเติมเต็มนำไปสู่เป้าหมายหรอก เรื่องนี้บรรดาสาวกก็เสียงแตกเช่นเดียวกัน มีบ้างที่เชื่อไปในทิศทางเดียวกับ เมอร์ฟี่ จากองค์ประกอบบางอย่างที่พอจะมีน้ำหนักมากพอ ด้วยวัยที่ผ่าน 30 ปีมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ น่าจะเหลืออายุการใช้งานอีกไม่นานนัก ส่วนช่วงเวลาที่จะรักษาฟอร์มพีกอย่างสม่ำเสมอ ก็คงไม่เยอะอีกเช่นกันนั่นแหล่ะ แม้ทางแพทย์ที่ดูแลอย่างใกล้ชิด จะยืนยันว่า เอริกเซ่น ซ้อมหนักได้อย่างเต็มที่ ลงเล่นครบ 90 นาทีแบบไม่มีปัญหา ความเสี่ยงอาจมีอยู่จริงแต่น้อยมากๆ ก็ยังไม่อาจสร้างความวางใจอะไรได้หรอก นักเตะที่เคยวูบกลางสนาม จนหวิดจะเสียชีวิต มันอาจอันตรายเกินไปที่สโมสรจะดึงมาร่วมทีม ต่อให้มีเครื่องกระตุ้นหัวใจคอยช่วยก็ตาม แล้วนี่ทางแมนฯยูไนเต็ดยินดีให้สัญญายาว 3 ปีอีก มันมากเกินไปหรือเปล่า? แถมมีข่าวว่าค่าจ้างไม่น้อยกว่า 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ด้วย นั่นไม่นับเงินค่าเซ็นกินเปล่า ซึ่งต้องมีอีกก้อนตามธรรมเนียม เพราะนักเตะมีสถานะเป็นฟรีเอเจ้นท์ แหล่งข่าวบางรายอ้างว่าสูงถึง 10 ล้านปอนด์ อาจจะได้มาฟรีจริงตามสถานะปัจจุบันของ เอริกเซ่น แต่ในความเป็นจริง ยังไงก็ไม่ฟรีอยู่ดีนั่นแหล่ะ ย้อนกลับไปดูผลงานของ เอริกเซ่น ในฤดูกาลที่แล้วกับเบรนท์ฟอร์ดมาประกอบสักหน่อย เขาย้ายมาในปลายเดือนมกราคม เซ็นสัญญาระยะสั้นแค่ 6 เดือนเท่านั้น เป็นการชิมลางก่อน โดยทาง โธมัส ฟรังก์ กุนซือทีมตราผึ้ง ยินดีหยิบยื่นโอกาสให้ เพราะเคยร่วมงานและรู้จักกันเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ เอริกเซ่น เล่นให้ทีมเยาวชนเดนมาร์กแล้วตัว ฟรังก์ เองเป็นโค้ชอยู่ นอกจากนี้เบรนท์ฟอร์ดมีนักเตะเดนมาร์กอยู่ในทีมหลายคน น่าจะพอช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ จึงเป็นทีมที่เหมาะจะเป็นเวทีให้ เอริกเซ่น ได้พิสูจน์อีกสักครั้ง จริงๆ เอริกเซ่น มาร่วมซ้อมกับทีมพักใหญ่แล้ว ก่อนทำผลงานได้น่าประทับใจ นั่นจึงเป็นเหมือนประตูนำไปสู่การกลับมาสังเวียนแข้งด้วย กว่าที่เขาจะได้ลงสนามต้องรอจนถึง 26 กุมภาพันธ์ ในเกมพรีเมียร์ลีกพบนิวคาสเซิ่ลที่บ้านตัวเอง โดยถูกส่งมาแทน มาธีอัส เยนเซ่น กองกลางเพื่อนร่วมทีมชาติเดนมาร์กในนาทีที่ 52 เรียกว่ามีเวลาพอสมควรเลย แม้จะไม่ช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ แต่ภาพรวมของ เอริกเซ่น ถือว่าน่าประทับใจมาก แทบไม่มีร่องรอยของคนที่เคยป่วยเลย ปกติดีทุกอย่าง นัดต่อมาไปเยือนนอริช ซิตี้และเปิดบ้านดวลเบิร์นลี่ย์ เขาจึงได้เล่นเต็มเหยียด 90 นาที ก่อนจะไม่มีชื่อในเกมถัดมาที่บุกเลสเตอร์ อย่างไรก็ตาม 8 เกมสุดท้ายในลีก ซึ่งเบรนท์ฟอร์ดยังไม่การีนตีอยู่รอดปลอดภัย เอริกเซ่น ได้รับความไว้วางใจจาก ฟรังก์ ให้ลงเล่นครบ 90 นาทีทุกนัดเลยทีเดียว เขาทำได้ 1 ประตูในเกมเจอเชลซี ต่อให้สุดท้ายพ่ายยับ 1-4 แต่มันเป็นโมเมนต์ที่ลืมไม่ลงและบ่งถึงสัญญาณเตือนที่ดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำไปถึง 4 แอสซิสต์ ซึ่งนี่คือจุดแข็งของ เอริกเซ่น เป็นต้นทุนที่สำคัญอยู่แล้ว รวมทั้งสิ้นเล่นให้เบรนท์ฟอร์ด 11 นัด เป็นจำนวน 938 นาที ถือว่าไม่น้อยเลยและนั่นทำให้ทางสโมสรอยากรั้งตัวไว้อีก ยินดียื่นสัญญาฉบับใหม่ รวมถึงเพิ่มค่าจ้างอย่างสมเหตุสมผล ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์อดีตต้นสังกัดก็สนใจอยากทาบทามไปร่วมงานอีก แต่ดูแล้วผู้เล่นตัวรุกเริ่มล้น กองกลางก็แน่นหนามาก เลยต้องให้ความสำคัญกับตำแหน่งอื่นที่จำเป็นมากกว่า ในมุมมองของแฟนแมนฯยูไนเต็ดที่เห็นด้วย มั่นใจในศักยภาพของ เอริกเซ่น อย่างน้อยเพิ่มมิติความแตกต่างจากแผงมิดฟิลด์ รวมทั้งมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ประสบการณ์ของเขาที่ผ่านต้นสังกัดและเวทีใหญ่มาไม่น้อย รวมถึงมีเลือดนักสู้ ไม่ท้อถอยยอมแพ้ง่ายๆ คงจะช่วยประคับประคองแมนฯยูไนเต็ดได้พอสมควร ไหนจะเป็นฟรีเอเจ้นท์อีก เท่ากับประหยัดงบก้อนโต ไว้เป็นทุนรอนเฟ้นหาผู้เล่นอื่นมาเพิ่มได้ด้วย ที่สำคัญก็คือการเสียทั้ง เจสซี่ ลินการ์ด , ปอล ป็อกบา และ ฆวน มาต้า 3 กองกลางพร้อมกัน 3 ราย จำต้องหาคนที่เหมาะสมมาทดแทน นอกเหนือจากได้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กลับมาจากยืมตัว เอริกเซ่น จึงเป็นการตอบโจทย์ที่เหมาะสมแล้ว ในฝ่ายที่เห็นด้วยกับดีลนี้ สองขั้วที่มองคนละด้าน ผ่านสายตาคนละมุม นับว่าน่าสนใจอย่างมาก เอริกเซ่น จะสร้างผลงานได้ดีแค่ไหนกัน เอริก เทนฮาก จะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างที่หวังหรือเปล่า รวมทั้งวิธีการแบบไหนที่จะเหมาะสุด เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่รอคอยคำตอบอย่างน่าติดตามจริงๆ ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่ใช่คนสำคัญอีกแล้ว ? ]

อนาคตของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เต็มไปด้วยความคลุมเครืออีกครั้ง หลังจากสื่อใหญ่และนักข่าวดังต่างโหมประเด็นต้องการย้ายออกจากแมนฯยูไนเต็ด ในซัมเมอร์นี้เลย เหตุผลก็อย่างที่รู้กัน นอกเหนือจากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่แมนฯยูไนเต็ดไม่ได้เข้าไปโม่แข้งด้วย เรื่องของแนวทางการทำงานผู้บริหารที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการเลย อย่างตลาดซื้อขายเที่ยวนี้ ก็ชักช้าอืดอาด ผ่านไปหลายสัปดาห์ยังไม่สามารถปิดดีลใครได้ มีแต่ข่าวแบบรายวัน นั่นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น ซึ่งหากเทียบกับทีมใหญ่ในระดับเดียวกัน เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน ในขณะที่ตัวเขาเองยังมีพลังปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยม ต้องการเล่นในระดับสูงในสโมสรที่โชว์ถึงความกระหาย มุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จใหญ่ในอนาคต ฤดูกาลที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย โรนัลโด้ ต้องร่วมงานกับผู้จัดการทีมถึง 3 คน ไล่ตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา , ไมเคิ่ล คาร์ริค และ ราล์ฟ รังนิก แท็กติกถูกเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ความโกลาหลภายในทีม อันเกิดมาจากบริหารงานย่ำแย่ ไร้ทิศทางสะเปสะปะ แทบไม่มีขั้นตอน ล้วนแล้วแต่บั่นทอนความรู้สึก โรนัลโด้ ทั้งสิ้น การมาของ รังนิก ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตรงกันข้ามทรุดหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ แถมยังลากไส้เรื่องภายในปล่อยสู่พื้นที่สาธารณะอีกต่างหาก จนทำให้สปิริตในทีมแทบไม่หลงเหลือเลย กระทั่ง เอริก เทนฮาก ถูกแต่งตั้งมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ คาดกันว่าหลายอย่างน่าจะดีขึ้น แต่ความจริงอาจไม่ใช่เลยก็ได้ ปฏิกิริยาของกุนซือดัตช์ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ 2-3 ครั้งเกี่ยวกับ โรนัลโด้ พร้อมยืนยันว่านี่คือแข้งคนสำคัญ ยังไงก็ต้องเก็บไว้เป็นแกนหลักในแดนหน้า ขัดแย้งกับกระแสข่าวลือในทำนองว่า โรนัลโด้ อาจโดนปล่อย ด้วยเหตุผลเรื่องสร้างทีมใหม่สไตล์ เทนฮาก ซึ่งนิยมใช้ผู้เล่นอายุไม่มาก เป็นการวางแผนเพื่อปูทางสู่เป้าหมายข้างหน้า พอกุนซือดัตช์เปิดใจเองอย่างชัดเจน คลายความข้องใจสงสัย เรื่องถึงได้เงียบลง จนล่าสุดนี่แหล่ะ ซึ่งทำให้แฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดมากมาย ตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกันแน่ ตามข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ยืนยันไปในทางเดียวกันว่า โรนัลโด้ ต้องการย้ายเองและแจ้งไปทาง ฮอร์เก้ เมนเดส เอเจ้นท์คนสำคัญเรียบร้อย ในขณะเดียวกันก็บอกจุดประสงค์กับทางสโมสร โดยมีตัวเอเจ้นท์เป็นตัวกลางคอยประสานอีกที ฉะนั้นนี่คือเวลาที่ เมนเดส จะต้องเร่งหาสโมสรใหม่ เพราะต้องมีข้อเสนอเข้ามาก่อน ไม่อย่างนั้นดีลคงไม่เกิดขึ้น ส่วนทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ดยืนยันทันควันเช่นเดียวกันว่า โรนัลโด้ ไม่ได้มีไว้ขาย นักเตะยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี ยังไงก็จะอยู่ช่วยทีมต่อไป จากแอ็กชั่นของสโมสรที่แสดงถึงความต้องการเก็บไว้ นั่นน่าจะทำให้ โรนัลโด้ พอใจไม่น้อยเลย แสดงถึงความสำคัญ แต่สิ่งที่ตรงกันข้ามตามรายงานจากเดลี่ เมลก็คือ ปฏิกิริยาของ เทนฮาก ที่ดูเหมือนไม่แยแสแคร์อะไรทั้งสิ้น อยากย้ายใช่หรือเปล่า เชิญเปิดประตูออกไปได้เลย เดลี่ เมลยังอ้างอีกว่า ท่าทางเช่นนี้ของเจ้านายคนใหม่ สร้างความตกใจให้ โรนัลโด้ ไม่น้อยเลยทีเดียว ผิดไปจากที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้า ในขณะที่ เทนฮาก ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการคุมซ้อมอย่างใกล้ชิด นำรูปแบบและวิธีการใหม่ๆมาใช้ จนมีกระแสว่าพวกนักเตะพึงพอใจอย่างมาก สำหรับนักเตะใหม่ที่จะเข้ามา เขาได้แจ้งให้ทาง จอห์น เมอร์เทอห์ รับรู้แล้ว ก่อนจะหาทางจัดการเคลียร์ให้ได้ตามเป้า เช่นเดียวกับพวกที่จะโดนปล่อยออกไป เทนฮาก น่าจะแจ้งไว้บางรายและขอดูผลงานตอนซ้อม รวมถึงฟอร์มช่วงปรีซีซั่นของอีกส่วน จากนั้นค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเอาอย่างไร หากว่าเรื่องที่เดลี่ เมลจุดประเด็นเป็นจริง นั่นหมายถึง เทนฮาก อาจไม่ได้มองว่า โรนัลโด้ คือแข้งสำคัญอย่างที่พูดหรือจำเป็นต้องอยู่กับสโมสรอีกแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ต่อให้อยากย้ายใจจะขาดแค่ไหน สถานะของเขาก็ไม่เอื้อเลยในเวลาเช่นนี้ สัญญาที่ยังเหลืออีก 1 ปี นั่นหมายถึงแมนฯยูไนเต็ดต้องการค่าตัวด้วยเช่นกัน ไม่มีทางยอมฉีกอย่างเด็ดขาด ผลงานของ โรนัลโด้ ยืนยันได้ถึงระดับคุณภาพไม่แปรเปลี่ยน ต่อให้องค์ประกอบรอบข้างจะไม่ดีสักเท่าไรก็ตาม ยิงในพรีเมียร์ลีก 18 ประตู ยอดรวมทุกรายการ 24 ประตู พร้อมทั้งติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล มีชื่อเข้าชิงรางวัล PFA อีกด้วย ค่าตัวอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก ตัวเลขไม่ได้สูงหรอกราว 5-10 ล้านปอนด์ ไม่น่าเกินจากนี้ แต่ปมใหญ่อยู่ที่ค่าจ้างในเรตสูงลิบ ซึ่งจะมีทีมไหนพอแบกรับภาระตรงนี้ไหวบ้าง บาเยิร์น มิวนิคที่เคยโยงกันอาจสนใจ แต่ตามข่าวส่วนใหญ่เชื่อว่าจะพยายามรั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ อย่างสุดกำลัง รวมทั้งคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ มาร่วมทัพเรียบร้อย เมื่อเป็นอย่างนี้ โรนัลโด้ จึงไม่น่าใช่เป้าหมายหลัก อย่างที่หลายคนคาดคิดกัน เชลซีซึ่งกำลังต้องการกองหน้า อาจเฟ้นหาพวกอายุน้อยกว่านี้ ยกเว้นว่าดึงมาแก้ขัดไปพลางๆก่อน อย่างไรก็ดี โรนัลโด้ คงไม่ปรารถนาย้ายในทีมพรีเมียร์ลีกเท่าไรนัก ด้วยเหตุผลผูกพันกับแมนฯยูไนเต็ดและไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกแฟนบอล ปารีส แซงต์ แชร์กแมงดูเป็นอีกชื่อที่น่าสนใจมากๆ เพราะเพิ่งได้ หลุยส์ กัมโปส ซึ่งเป็นชาวโปรตุกีสเหมือนกัน นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการเพื่อจัดระเบียบนักเตะกันใหม่ อย่างไรก็ตามพวกเขามีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมแล้ว แนวโน้มอนาคต เนย์มาร์ ก็น่าจะอยู่ต่อไป ข่าวลือเรื่องโดนเขี่ยทิ้งเงียบลงแล้ว รวมถึงเปแอสเชยังต้องกังวลเรื่องไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ด้วย เพราะแค่ 3 ดาวดังในเวลานี้รับค่าจ้างรวมกันน่าจะทะลุ 2 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์ หากมี โรนัลโด้ มาอีกคนเชื่อว่าจ่ายได้ แต่โดนตรวจสอบพบความผิดพลาดไม่โปร่งใส ปัญหาใหญ่จะตามมาทันที สำหรับอินเตอร์ มิลานหรือนาโปลี อาจจะต้องการจริง แต่ติดตรงที่ค่าจ้างในเรตสูงมาก ซึ่งคงยากที่จะจ่ายไหว แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย สิ่งที่ติดตามกันคือ ถ้าไม่ได้ย้ายจริงๆ แล้วต้องอยู่ต่อล่ะ ความสัมพันธ์ของเขากับ เทนฮาก จะเป็นอย่างไร ตรงนี้น่าคิดเลยจริงๆ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ศัตรูคนใหม่ของปืนใหญ่ ]

ริชาร์ลิซอน ย้ายมาท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ได้ไม่ทันข้ามคืน เห็นแฟนบอลบางคนนำรูปจากอินสตาแกรมของเขา ซึ่งโพสต์ไว้ตอนเจออาร์เซน่อลมาเผยแพร่ ภาพดังกล่าวตัวเขาเพิ่งอัดผู้เล่นอาร์เซน่อลคนหนึ่งร่วงลงไปนอนกับพื้น แล้วทาง เอคตอร์ เบเยริน แบ็กขวาเหมือนเข้ามาเอาเรื่อง ยืนจ้องหน้ากันในลักษณะพร้อมบวกทุกเมื่อ แต่พอเช็คไปที่ไอจีอย่างเป็นทางการ ซึ่งยืนยันตัวตนของ ริชาร์ลิซอน ปรากฎว่าไม่พบภาพนั้น ไม่แน่ใจว่าลบออกไปหรือจริงๆแล้วไม่ได้เป็นคนโพสต์ แต่แฟนบอลทำขึ้นมาเองเพื่อสีสัน อย่างไรก็ตามนั่นคือการปลุกกระตุ้นบรรดายิด อาร์มี่ทั้งหลาย ให้รู้สึกตื่นเต้น ที่จะมีเตะประเภทห้าวหาญฮึกเหิม ไม่มีความเกรงกลัวอยู่ในหัวสมองมาเพิ่มในทีมอีกคน พวกเขาแทบจะนับถอยหลังการเจอกับอาร์เซน่อลคู่อาฆาตในฤดูกาลหน้าไม่ไหวแล้ว อยากเห็นกองหน้าบราซิเลี่ยนลงไปดวลแข้งปืนโต คุณสมบัติของ ริชาร์ลิซอน นอกจากเชิงบอลยอดเยี่ยม ยังครบเครื่องเรื่องตุกติก ยั่วยุ ลูกล่อลูกชนแพรวพราว ชนิดว่าไม่แคร์ใครทั้งสิ้น ช่วงเล่นให้เอฟเวอร์ตัน เราต่างรับรู้กันว่า นี่คือแข้งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลเกลียดมากสุดคนหนึ่ง พร้อมหมายหัวไว้เลยว่า เจอในสนามเมื่อไรต้องโห่ใส่เมื่อนั้น หลายคนยังจำเหตุการณ์ในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้เมื่อ 2 ปีก่อนได้ดี มีจังหวะที่ ริชาร์ลิซอน เผชิญหน้า เฟอร์กิล ฟานไดค์ เหมือนจะต่อปากต่อคำกัน จนผู้ตัดสินและเพื่อนๆต้องเข้ามาแยก เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ ฟานไดค์ ปะทุ คล้ายไม่พอใจกองหน้าบราซิเลี่ยนเป็นการส่วนตัว มีสิทธิ์มาจากการให้สัมภาษณ์ 2 วันก่อนเกมเริ่ม ริชาร์ลิซอน ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นในเชิงเย้ยหยัน เชื่อว่า ฟานไดค์ ไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็กเจ๋งสุดในโลกอย่างที่โจษจันกันหรอก ก่อนจะยกตัวอย่างปราการหลังที่เก่งในสายตาของตนขึ้นมา 3 คน ว่าเหนือกว่าเซ็นเตอร์แบ็กลิเวอร์พูลอีกด้วย "ใครต่อใครต่างพูดึง ฟานไดค์ กันมาก ใช่แหล่ะที่เขาเป็นกองหลังชั้นดี แต่ผมเคยเลี้ยงบอลผ่านเขามาแล้วนะ" "แล้วเขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในสามกองหลังที่ดีที่สุดในโลกจากผลงานในฤดูกาลนี้ แต่สำหรับผมแล้วมีกองหลังที่ดีกว่าเขาคือ ติอาโก ซิลวา, มาร์กินโญส และ เซร์คิโอ รามอส" สองคนแรกเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติบราซิล ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากจะยกย่องกันเอง ซึ่งทั้งคู่ก็เก่งจริงอยู่แล้ว ส่วน รามอส ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดกองหลังคนหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่พีก อย่างไรก็ตามนี่เป็นผู้เล่นอีกคนที่เดอะ ค็อป เกลียดชังอย่างมาก จากเหตุการณ์นัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2018 ที่ล็อกแขน โม ซาลาห์ แล้วจับเหวี่ยงลงพื้น จนบาดเจ็บที่ไหล่เล่นต่อไม่ไหว สาวกหงส์แดงบางคนมองว่า นี่อาจเป็นเจตนาของ ริชาร์ลิซอน ที่อยากจะยั่วยุอีกด้วย ไม่รู้ว่าการให้สัมภาษณ์นั้นจะเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า แต่เอฟเวอร์ตันสามารถต้านทานลิเวอร์พูลได้สำเร็จ เกมจบลงด้วยผล 0-0 แบ่งกันไปทีมละคะแนน ยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อเมษายนปีที่แล้ว หลังจบเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบควอเตอร์ไฟนั่ลเลกแรก ซึ่งเรอัล มาดริดเปิดบ้านต้อนลิเวอร์พูล 3-1 โดยวินิซิอุส จูเนียร์ ทำคนเดียว 2 ประตู ไม่นานนัก ริชาร์ลิซอน โพสต์รูปคู่กับ วินิซิอุส ตอนถ่ายไว้ช่วงเข้าแคมป์ทีมชาติบราซิลด้วยกัน พร้อมอีโมจิเป็นรูปลูกตาที่ดูมาเหมือนตกใจ ชัดเจนเลยว่าเป็นการเยาะเย้ยหงส์แดง ที่โดนมาดริดยำในเลกแรก โอกาสตกรอบมีสูงมาก นั่นยิ่งสร้างความขุนเคืองให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูลอีก เพราะก่อนหน้าไม่นาน ริชาร์ลิซอน ก็เพิ่งเปิดใจไว้ว่า รู้สึกผิดหวังปฏิกิริยาของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางของลิเวอร์พูลอย่างมาก ตอนปะทะกันเขารู้สึกว่าผิด เลยเอ่ยปากขอโทษ แต่ทางนั้นเฉยเมยไม่แยแส เหมือนจงใจมองข้าม จากนั้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจบเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย เอฟเวอร์ตันเฆี่ยนคริสตัล พาเลซ 3-2 ทำให้รอดพ้นจากการตกชั้นอย่างหวุดหวิด คราวนี้ได้ที ริชาร์ลิซอน เอาคืนบ้าง เพราะเพิ่งโดน เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล ซึ่งกลายมาเป็นกูรูวิเคราะห์เกมในปัจจุบัน วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่าเป็นพวกชอบแกล้งพุ่งล้ม เลยทวิตข้อความแล้วแท็กไปยังแอคเคาท์ของ คาร์ร่า ว่า -- "@Carra23 ไปล้างปากก่อนที่จะพูดถึงผมกับเอฟเวอร์ตัน ผมไม่ได้เคารพคุณเลย" จากนั้นไม่นาน คาร์ร่า ก็ตอบโต้กลับมาแบบขำขัน ประมาณว่าหากสมัยตัวเองเป็นนักเตะแล้วโดนพวกนักวิจารณ์จัดหนัก ก็คงเอาคืนแน่นอน ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เอฟวอร์ตันเอาตัวรอดได้สำเร็จ จึงฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ลิเวอร์พูลชวดคว้าแชมป์อย่างน่าเสียดาย หากแมนฯซิตี้ไม่พลิกสถานการณ์กลับมายิงแซงแอสตัน วิลล่า ริชาร์ลิซอน เลยจัดการโพสต์คลิปของ เธียร์รี่ อองรี อดีตนักเตะดัง ที่พยายามกลั้นหัวเราะ ซึ่งสื่อถึงเจตนาได้ไม่ยากเลย ไม่นานนักเดอะ ค็อปบางคนออกมาโพสต์สวนทันควัน แค่หนีตายรอดตัวหวุดหวิดทำเป็นเก่ง ลิเวอร์พูลได้ลุ้นแชมป์กระทั่งนัดสุดท้ายนะ รวมทั้งกำลังจะไปปารีสลงเล่นนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว ส่วนเอฟเวอร์ตันมีอะไรบ้างล่ะ นั่นอาจเป็นการกระตุ้น ริชาร์ลิซอน รอคอยที่จะจัดหนักอีกสักรอบ หลังจบเกมนัดชิงที่สต๊าด เดอ ฟร็องซ์คอยว่ากัน แล้วผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้เลย เรอัล มาดริดชนะ 1-0 ครองแชมป์สมัย 14 อย่างยิ่งใหญ่และหงส์แดงผิดหวังระลอกสองในรอบ 6 วัน ริชาร์ลิซอน จึงโพสต์รูปตัดต่อล้อเลียน ให้ตัวเองเป็นคนขับรถ มีแฟนบอลเอฟเวอร์ตันตั้งบริษัทปลอมขึ้นมาเพื่อพาแฟนหงส์แดงไปดูนัดชิง แต่ไปไม่ถึงปารีส เพราะมีคนขับชื่อ ริชาร์ด อาลิซอน (ให้พ้องกับชื่อของตน) ภายในเวลาเวลาชั่วโมงเดียว มีแฟนบอลเข้ามากดไลค์ถึง 200,000 คนด้วย ส่วนใหญ่เป็นเอฟเวอร์โตเนี่ยน ที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันขยี้ซ้ำเติม อีกทั้งช่วยตอกย้ำความเป็นศัตรูกับเดอะ ค็อปอย่างเต็มขั้น ยินดีเลยหากจะเป็นคนที่ถูกเกลียดมากที่สุด แน่นอนว่าแฟนเอฟเวอร์ตันต่างใจหายที่เห็น ริชาร์ลิซอน ย้ายไปสเปอร์ส ต่างอวยพรให้ประสบความสำเร็จ แม้ลึกลงไปจะเสียใจอย่างมาก ขณะเดียวกันแฟนอาร์เซน่อลน่าจะหวั่นใจไม่น้อยเลย เพราะไม่ทันไร ริชาร์ลิซอน ก็เปิดศึกก่อนแล้ว เตรียมพร้อมเจอกันได้ เขาพร้อมสร้างสีสัน ในอีกทางก็ยินดีเสมอที่จะสร้างเรื่องด้วยเช่นเดียวกัน ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จับอาซาร์ใส่ตระกร้าล้างน้ำ ]

แผนของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ ถือว่าผิดพลาดไปพอสมควรเลย เดิมทีท่านบิ๊กบอสติดต่อทาบทาม ทั้งเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวจนกำลังจะได้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มาร่วมทีมอยู่แล้ว เหลือแค่สะบัดปากกาใส่ลายเซ็นลงในร่างสัญญาเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายพลิกล็อกระเนระนาด นักเตะตัดสินใจขยายสัญญากับเปแอสเชออกไปอีก 3 ปี ท่ามกลางความโกรธแค้นของ เปเรซ เพราะมองว่านี่คือการผิดคำพูด จากที่วาดฝันไว้จะได้เห็น เอ็มบั๊ปเป้ ผนึกกำลังสังหารร่วมกับ คาริม เบนเซม่า เพื่อนรุ่นพี่ทีมชาติฝรั่งเศส ที่แนบแน่นและนับถือกัน ก็ต้องพังทลายลงมา ในขณะเดียวกัน เปเรซ ตั้งใจไว้แล้วว่า จะต้องเติมพลังเกมรุกให้ดุดันมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่ วินิซิอุส จูเนียร์ กำลังพีกสุดขีด ต้องหาคนมาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ อีกทางคือ เบนเซม่า โรยลงไปตามวัย อายุทะลุ 34 ปีแล้ว ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหน ยังไงก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร รวมถึงเท่าที่ผ่านมาก็แบกรับภาระกรำศึกหนักอย่างต่อเนื่อง แทบไม่ได้พักหายใจหายคอ หวั่นว่าอนาคตอาจบอบช้ำบาดเจ็บได้ง่าย ควรจะมีสักคนมาสแตนบายด์ สลับกันใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คิดดูเอาแล้วกันว่า เบนเซม่า ยื้อไม่ยอมผ่าตัดมือขวามานานนับปี เพราะหากผ่าจริง จะต้องพักหลายสัปดาห์ อาจส่งผลกระทบต่อเรอัล มาดริดได้ เลยต้องใส่เฝือกอ่อนป้องกันแทบตลอดยามลงสนาม มันเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วไปเห็นกันจนชิน แล้วก็สงสัยว่าทำไมต้องพับผ้าไว้อย่างนั้น ก่อนจะได้รับคำตอบในที่สุด ตัวรุกอีกคนที่พอฝากผีฝากไข้ได้คือ โรดรีโก้ ดาวรุ่งบราซิเลี่ยน ซึ่งพัฒนาฝีเท้าโดดเด่นมากยิ่งขึ้นเช่นกัน นับตั้งแต่ได้ คาร์โล อันเชล็อตติ มาเป็นกุนซือ คอยติวเข้มและให้คำแนะนำ จนได้ผลลัพธ์น่าพอใจ แม้จะได้ลงเล่นไม่ค่อยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเกมสำคัญซึ่งทาง อันเช่ มักจะเลือกใช้งาน เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ในตำแหน่งตัวรุกฝั่งขวา เพราะมีประโยชน์กับสมดุลแดนดลาง ที่ช่วยสร้างอิมแพ็ก รวมทั้งเล่นเกมรับ เพรสซิ่งได้ดีกว่า แต่เมื่อได้รับโอกาสแล้ว โรดรีโก้ มักไม่ทำให้ผิดหวัง ยิ่งเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบรองชนะเลิศเลก 2 ลุกมาจากม้าสำรองแล้วทำสองประตูสำคัญ ช่วยราชันชุดขาวพลิกสถานการณ์ จนกลับมาเข้าชิงได้อย่างน่าทึ่งที่สุด อย่างไรก็ตามแค่นี้ยังไม่เพียงพอหรอก อีกทั้งต้องยอมรับว่า โรดรีโก้ ยังไม่ถึงขั้นสุกงอมเต็มที่นัก ยังต้องพยายามยกระดับให้ดีขึ้นอีก เพราะคุณคือนักเตะของเรอัล มาดริด ที่ไม่มีเงื่อนไขอื่น นอกจากต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น แล้วเมื่อหันมาดูกลุ่มแข้งอะไหล่ข้างสนาม แทบฝากความหวังใครลำบาก มาร์โก อเซนซิโอ ประสบปัญหาบาดเจ็บไม่หยุดไม่หย่อน น่าจะเข้าข่ายเรื้อรังฝังราก รักษาให้หายขาดลำบากแล้ว ฟอร์มก็เลยดร็อปลงไปอีก ลูกัส บาสเกซ ก็ยังไม่ถึงขั้นนัก ส่วนใหญ่แล้วถูกเปลี่ยนลงมาเล่นแบ็กขวาซะมากกว่า ในเกมที่ไม่หนักเท่าไรหรือสถานการณ์ต้องการประตู หัวหอกอีก 2 คนที่มีอยู่อย่าง มาเรียโน่ ดิอาซ หรือ ลูก้า โยวิช ไม่ใช่แค่ความสามารถไม่ถึงระดับที่วางไว้ สภาพจิตใจที่จะต่อสู้กับแรงกดดันก็ไม่มากพอ พวกเขาน่าจะเหมาะกับสโมสรระดับกลาง ในขณะเดียวกันเป้าหมายหลักคือ กาเบรียล เชซุส ซึ่งทางมาดริดสนใจอยากดึงมาจากแมนฯซิตี้ ก็โดนอาร์เซน่อลปิดดีลไปเรียบร้อย เหลือแค่รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง เคสนี้ดูเหมือนว่า มาดริดจะเสียเปรียบ เชซุส คือนักเตะนอกอียู แล้วโควต้าในทีมชุดปัจจุบันเต็มแล้วด้วย อาจต้องเสียเวลาสะสางจัดระเบียบกันใหม่ นอกจากนี้พวกเขาก็เพิ่งเทงบก้อนโต 100 ล้านยูโร เป็นค่าตัว โอเรเลียง ชูอาเมนี่ กองกลางอนาคตไกลอีกต่างหาก อาจจะไม่สะดวกนักหากจะต้องทุ่มทุนแบบดุดันอีก เพราะยุคข้าวยากหมากแพงก็รู้กันอยู่ ไม่ได้หมายความว่า เปเรซ จะล้มแผนดึงตัวรุกมาเสริมหรอก เพียงแต่ว่าอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ง่ายเท่าไรนัก รวมทั้งต้องเผื่อแผนสำรองไว้เป็นทางออกด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวว่า ถ้าไม่มีผู้เล่นในตำแหน่งนี้มาใหม่จริงๆ คาร์โล อันเชล็อตติ เตรียมผลักดัน เอแด็น อาซาร์ เข้ามาเล่นตัวใน ไว้เสริมในกรณีไม่มี เบนเซม่า หรือต้องการหมุนเวียน AS สื่อใหญ่ของสเปนจุดประเด็นนี้ขึ้นมาอย่างน่าสนใจ เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขและปัจจัยรอบด้าน ต้องบอกว่าเป็นไปได้อย่างมากเลยทีเดียว แม้ อาซาร์ จะไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าแบบธรรมชาติ แต่หากมองสถิติยุคเฟื่องฟูสมัยอยู่เชลซี จะเห็นว่าถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำ นั่นยืนยันถึงความเด็ดขาดในการจบสกอร์ดีเยี่ยม พูดง่ายๆคือมีพื้นฐานแน่นปึ้ก อันเช่ จึงอยากจะงัดสูตร false 9 หรือกองหน้าตัวหลอกมาใช้ หากสถานการณ์จำเป็นหรือคิดว่าเหมาะสมกับเกมที่ต้องเล่นอย่างนั้น แล้ว อาซาร์ ซึ่งร้องขอโอกาส รวมทั้งแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่มีความคิดย้ายไปไหนในซัมเมอร์ เพื่อต้องการพิสูจน์ตัวเอง โดยเฉพาะความศรัทธาที่มีต่อ อันเช่ นี่จึงเป็นแผนแห่งอนาคตที่น่าสนใจ เพราะไม่ว่าอย่างไร มาดริดต้องพยายามเค้นศักยภาพของดาวเตะเบลเจี้ยนให้มากที่สุด อย่าลืมว่า อาซาร์ คือผู้เล่นที่ เปเรซ เข้าขั้นทุบคลังหวังสร้างความยิ่งใหญ่ จ่ายค่าตัวให้เชลซีในปี 2019 ทะลุ 100 ล้านปอนด์ หากครบตามเงื่อนไขว่ากันว่าน่าจะเหยียบ 130 ล้านด้วยซ้ำ ทั้งที่นักเตะเหลือสัญญาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็จ่ายค่าจ้างแพงเป็นเบอร์ต้นๆของทีม ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ capology ที่นำเสนอเกี่ยวกับมูลค่าและค่าเหนื่อยผู้เล่นระบุไว้ที่ 600,962 ยูโรต่อสัปดาห์ ซึ่งก็น่าจะประมาณ 520,000 ปอนด์ด้วยกัน ส่วนข้อมูลจากเว็บ sillyseason อ้างตัวเลข 416,000 ปอนด์ต่อวีก ซึ่งนั่นก็สูงสุดในทีมปัจจุบันอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อ แกเร็ธ เบล หมดสัญญาย้ายออกไปเรียบร้อย ว่ากันตามตรงหากจะขายในซัมเมอร์นี้คงลำบาก ยิ่งถ้ามองเรื่องคุ้มทุน มันเป็นไปไม่ได้เลย อาซาร์ อายุ 31 ปีเข้าไปแล้ว แถมเจ็บแบบถี่ยิบ ไม่ได้ลงเล่นต่อเนื่อง จนฟอร์มดร็อปลงไปอย่างที่เห็นกัน แทบจะถูกลืมไปเลย งานนี้จึงต้องพึ่งพาความสามารถของ อันเชล็อตติ ว่าจะดึงตัวตนแท้จริงออกมาได้มากแค่ไหนกัน อย่างน้อยที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่ได้ผู้เล่นตัวรุกมาเพิ่มจริงๆ นี่คือปีสุดท้ายของ อาซาร์ เพื่อพิสูจน์และคืออีกความท้าทายของ อันเช่ ที่จะเสกให้นักเตะที่โลกลืม กลับมาให้เป็นที่จดจำกันอีกครั้ง ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นี่คือผู้ท้าทายบัลลังก์ ]

หากไม่มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน ริชาร์ลิซอน จะเปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ป้ายแดงของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ในเร็ววันนี้ ตามข้อมูลจากสื่อส่วนมาก ระบุเอาไว้ว่าค่าตัวก้อนแรกการันตีที่ 50 ล้านปอนด์ บวกแอดออนส์หรือโบนัสตามเงื่อนไขอีกราว 10 ล้าน เบ็ดเสร็จแล้วอาจถึง 60 ล้านปอนด์ด้วยกัน ก่อนหน้าไม่นานสเปอร์สเพิ่งปิดดีล อีฟส์ บิสซูม่า , เฟรเซอร์ ฟอสเตอร์ และ อิวาน เปริซิช มาเสริมความแข็งแกร่ง เตรียมความพร้อมสู้ศึกในฤดูกาลที่กำลังคืบคลานเข้ามา คาดว่าสเปอร์สยังไม่หยุดชอปนักเตะแค่นี้หรอก ตามนโยบายของบอร์ดบริหารและแผนงานที่ อันโตนิโอ คอนเต้ วางเอาไว้คือ เพิ่มขนาดทีมให้ใหญ่ขึ้น ด้วยนักเตะที่มีคุณภาพมากพอ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกอย่างเดียว แต่มียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ จากข่าวล่าสุดสเปอร์สกำลังเจรจาดึง เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ เซ็นเตอร์แบ็กส่วนเกินของบาร์เซโลน่ามาอีกราย แม้ว่าจะไม่ค่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาสาวกที่อยากเห็นคนอื่นมากกว่า แต่หากนี่เป็นความต้องการของ คอนเต้ จริงๆ ก็ต้องปล่อยตามนั้น อย่างน้อยย่อมเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้จากอดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งอายุไม่ได้มากเท่าไรเพิ่ง 27 ปีเอง อีกคนกำลังเป็นที่จับตามองคือ เจด สเปนซ์ แบ็กขวาขาโขยกของมิดเดิลโบรช์ ซึ่งฟอร์มโดดเด่นเบอร์ต้นๆของเดอะ แชมเปี้ยนชิพในฤดูกาลที่ผ่านมา จนมีส่วนสำคัญผลักดันน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 1999 ฟอเรสต์ยืมตัวมาใช้งาน ก่อนส่งคืนโบโร่เจ้าของจริง งวดแรกเจรจากันตกลงค่าตัวไม่ได้ สเปอร์สอยากจ่ายไม่เกิน 15 ล้านปอนด์ แต่ทางนั้นได้ทีโก่งไป 20 ล้าน จนต้องชะงักไป ล่าสุดปัดฝุ่นถกกันอีกครั้ง แนวโน้มไปได้สวยขึ้น มีโอกาสสูงที่จะตกลงกันได้ ด้วยระบบการเล่นที่เน้นเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คนเป็นหลัก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คอนเต้ จะให้ความสำคัญกับผู้เล่นวิงแบ็ก ซึ่งต้องเจ๋งจริง ทั้งเรื่องพละกำลังที่วิ่งขึ้นลงได้ต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสมดุลระหว่างเกมรุกและรับได้อย่างดี ในขณะเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวของ ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งเดินทางไปอิตาลีบ้านเกิด โดยคาดกันว่าน่าจะปฏิบัติภารกิจเรื่องหาผู้เล่นเข้าสโมสร เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนเห็น ปาราติชี่ แวบไป Forte dei Marmi เมืองตากอากาศในแคว้นทัสคานี เพื่อพูดคุยกับ จูเซปเป้ รีโซ่ เอเจ้นท์คนสำคัญ ซึ่งมีนักเตะดังอยู่ในความดูแลหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มที่เล่นในลีกอิตาลี ทั้ง ซานโดร โตนาลี่ , ไบรอัน คริสตันเต้ , มัตเตโอ เปสซิน่า , ดาวิเด้ ฟรัตเตซี่ , จานลูก้า มันชินี่ , สเตฟาโน่ เซนซี่ , ปาปู โกเมซ , เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้ หรือ อันเดรีย เปตาญ่า ซึ่งแต่ละคนทำผลงานได้น่าประทับใจในช่วงซีซั่นที่ผ่านมา ปาราติชี่ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ รีโซ่ อยู่แล้ว หากต้องการนักเตะบางคนที่อยู่ในสังกัดของเอเจ้นท์คนนี้จึง คงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไรนัก ตามรายงานจากสื่อเชื่อว่าเป้าหมายของไก่เดือยทองน่าจะเป็น โตนาลี่ หรือ มันชินี่ ซึ่งคงต้องตามดูกันต่อไปว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือการได้ ปาราติชี่ มาเป็นผู้อำนวยการ สามารถช่วยผลักดันสเปอร์สได้อย่างดีเยี่ยม คอนเน็กชั่นของเขาในวงการฟุตบอลอิตาลี ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จัดอยู่ในขั้นมีอิทธิพล การมาของ เดยัน คูลูเซฟสกี้ , โรดริโก้ เบนตานกูร์ หรือ คริสเตียน โรเมโร่ ก็มีผู้อำนวยการคนนี้แหล่ะอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งเคยทำงานร่วมกับ อันโตนิโอ คอนเต้ มาก่อนแล้วตั้งแต่ที่ยูเวนตุส จึงรู้ทางกันดีพอสมควร พูดจาภาษาเดียวกันด้วย หลายต่อหลายอย่างจึงไปได้สวย แทบไม่มีอุปสรรค เคสของ ปาราติชี่ คืออีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของผู้อำนวยการกีฬา ที่ต้องกว้างขวางพอสมควร เป็นที่ยอมรับในแวดวง โดยเฉพาะเดินเรื่องได้คล่องตัว หากต้องการนักเตะสักคน ในขณะที่ผู้เล่นขาเข้าหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ขาออกก็แทบปิดประตูเลย ผู้เล่นแกนหลักหรือพวกที่อยู่ในแผนการสร้างทีมอยู่ครบทั้งสิ้น ยกเว้นรายที่ยินดีปล่อยเท่านั้นเอง ค่อยรอข้อเสนอยื่นเข้ามา แฮร์รี่ เคน ซึ่งดิ้นรนอยากเซ็นสัญญาแมนฯซิตี้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ก็เปลี่ยนใจสิ้นเชิงไม่มีความคิดย้ายอีกต่อไป ตรงกันข้ามอาจขยายสัญญาที่เหลืออีก 2 ปีด้วยซ้ำ ฝากผีฝากไข้กันไปจนกว่ารีไทร์ ซน ฮึง มิน ผู้ร้อนแรงสุดๆในเวลานี้ จากผลงานขั้นเทพจนคว้าดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีกล่าสุด มีข่าวโยงกับท็อปทีมอย่างเรอัล มาดริดหรือลิเวอร์พูล แต่บอกได้คำเดียวว่าโคตรยาก แถมเพิ่งยืดสัญญาออกไป ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องของบุคลากรอันยอดเยี่ยม เห็นจะเป็นสถานะทางการเงินของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิดมาแล้ว สโมสรเริ่มตั้งหลักได้ด้วยการดำเนินการตามนโยบายของ ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรและ โจ ลูอิส หัวเรือใหญ่แห่งกลุ่ม ENIC จนทำให้โครงสร้างมั่นคงตามลำดับ สนามแห่งใหม่ที่ใหญ่โตโออ่าอลังการงานสร้าง แถมทันสมัยล้ำยุค กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเสริมให้แข็งแรงเข้าไปอีก รายได้ที่เข้ามาจากหลายทิศทาง แถมตั๋วปีที่ขายเกลี้ยงตามผลงานของทีม เรื่องไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์หรือ FFP ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนหายใจรดต้นคอเหมือนเอฟเวอร์ตันในเวลานี้ เพราะรักษาสมดุลได้ดีมากๆ ยังสามารถใช้เงินโปะซื้อผู้เล่นหรือจ่ายค่าจ้างในเรตสูงๆได้อย่างสบายร่วม 400 ล้านปอนด์ หนี้สิ้นที่มีอยู่ก็ไม่ต้องห่วงหรอก เป็นพวกระยะยาวทั้งสิ้นและสามารถผ่อนจ่ายได้ แบบไม่กระทบกระเทือนการคลัง เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรอบด้าน พอมาถึงตรงจุดนี้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก หากว่ายิด อาร์มี่หลายคน ตั้งความหวังไว้สูงในฤดูกาลใหม่ พวกเขาต้องการท้าทายสองขั้วอำนาจในพรีเมียร์ลีกปัจจุบันอย่างแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูล ซึ่งแทบจะผูกขาดแย่งชิงกันในช่วงหลัง ขณะเดียวกันก็พร้อมมากสำหรับการตีกรรเชียงหนีอาร์เซน่อลคู่ปรับร่วมลอนดอนเหนือและแซงหน้าเชลซี ก้าวมาเป็นสโมสรฟุตบอลเบอร์หนึ่งของเมืองหลวง แชมป์ระดับเมเจอร์ครั้งล่าสุดของไก่เดือยทอง ต้องย้อนไปยังปี 2008 ซึ่งครองโทรฟี่ลีกคัพ รายการน้องนุชสุดท้องของประเทศ เอฟเอคัพก็ต้องทวนเข็มนาฬิกากลับไปยังปี 1991 สมัย พอล แกสคอยน์ ยังพีกสุดขีดยิงฟรีคิกทะลวงไส้ใส่ฟอเรสต์ในเกมนัดชิง ส่วนลีกสูงสุดหรือพรีเมียร์ลีก แทบไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครจำบรรยากาศฉลองแชมป์ในฤดูกาล 1960/61 ได้อย่างแน่นอนว่าชื่นมื่นแค่ไหน สำหรับเวทียุโรปก็ไปไกลปี 1984 ที่ได้ครองยูฟ่า คัพหรือยูโรปา ลีกในเวลานี้นั่นเอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากสเปอร์สมีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์สักใบ จะยิ่งเป็นการกระตุ้นปลุกใจให้ฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม แม้อาจจะเร็วเกินไปถ้าจะพูดถึงเรื่องแชมป์ลีก แต่ด้วยความเพียบพร้อมที่มากขึ้นตามลำดับ เราอาจได้เห็นเซอร์ไพรส์จากไก่เดือยทองก็ได้ บอกเลยว่านี่คือทีม ที่ควรจับตามองอย่างมากในฤดูกาลหน้า ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อายุน้อยเกินร้อยล้าน ]

29 มิถุนายนหรือเมื่อวานนี้ จู๊ด เบลลิ่งแฮม เป่าเทียนหน้าเค้กฉลองวันเกิดครอบรอบ 19 ปีหมาดๆ เห็นอายุของเขาแล้วหลายคนแทบตกใจ ดูจากผลงาน ฝีเท้า รวมทั้งประสบการณ์ที่กร้านโลกลูกหนังมาพอสมควร แต่ทำไมวัยยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าเห็นจะเป็นมูลค่าในตลาดซื้อขายของ จู๊ด ถูกประเมินไม่น้อยกว่า 100 ล้านยูโรแน่นอน ในขณะเดียวกันมีข่าวว่าโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ต้นสังกัด เตรียมแขวนป้ายขายในราคา 120 ล้านยูโรหรือราว 103 ล้านปอนด์ในฤดูร้อนปีหน้า เหตุผลทำให้ จู๊ด กลายร่างเป็นแข้งอายุน้อยร้อยล้านตัวจริงเสียงจริง มาจากฟอร์มอันยอดเยี่ยมในสีเสื้อเสือเหลือง นับตั้งแต่ย้ายมาในซัมเมอร์ 2020 หรือ 2 ปีก่อน จำได้แม่นยำว่าช่วงดังกล่าว มีเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ในทำนองว่า ทำไมทีมอย่างดอร์ทมุนด์ถึงยอมเสี่ยงจ่ายค่าตัว 25 ล้านปอนด์กับดาวรุ่งวัย 16 ย่าง 17 ปี แถมเป็นนักเตะอังกฤษอีกต่างหาก ไม่ใช่มาจากดินแดนพรสวรรค์ลูกหนังอย่างแถบอเมริกาใต้ ในขณะเดียวกันยังมีข่าวด้วยว่า ต้องใช้พลังอย่างมาก รวมทั้งหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมจน จู๊ด คล้อยตามยอมย้ายมา เพราะตอนนั้นต้องแก่งแย่งกับแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งดูเหนือกว่าในช่วงแรก อีกทั้งปีศาจแดงยินดีจ่ายค่าตัว 30 ล้านปอนด์ เล่นเอาเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้อยากจะเอาขึ้นเกี้ยวแบกไปส่งให้ถึงที่ แต่สุดท้ายก็ต้องตามใจนักเตะที่อยากย้ายไปหาความท้าทายในบุนเดสลีกามากกว่า เบอร์มิ่งแฮมยังทำเซอร์ไพรส์ด้วยการรีไทร์เสื้อเบอร์ 22 ของสโมสรอีกต่างหาก จะไม่มีใครได้ใส่เบอร์นี้อีกต่อไป ด้วยเหตุผลว่าเป็นความทรงจำ รวมทั้งเด็กรุ่นใหม่ได้มีแรงบันดาลใจ เดินตามรอยรุ่นพี่ แฟนบอลหลายคนไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เด็กคนนี้ลงเล่นไม่ถึง 50 นัดด้วยซ้ำ แต่ทำไมต้องยกย่องเทิดทูนกันขนาดนี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ พอจะเข้าใจได้ว่าเงินค่าตัว 25 ล้านปอนด์ มันมหาศาลมากๆสำหรับสโมสรในลีกรอง แถมกำลังเผชิญหน้ากับโควิด-19 ซึ่งกำลังคุกคามอย่างหนักอีก ก็ควรเอาแบบพอประมาณ ว่ากันตามตรงการทำถึงขั้นรีไทร์เสื้อเพื่อเป็นเกียรติกับนักเตะวัยแค่ยังไม่ครบ 17 ปี มันดูโอเวอร์จริงนั่นแหล่ะ แถมเบอร์มิ่งแฮมก็ไม่ใช่ทีมเล็กๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีฐานกองเชียร์ในเมืองนับแสนคน ส่วนทางฝั่งแฟนบอลดอร์ทมุนด์ ก็กังขาค้างคาใจ เพราะลึกลงไปแล้วไม่ค่อยอยากเชื่อคุณภาพของนักเตะอังกฤษเท่าไรนัก ส่วนมากหนักไปทางโปรโมต ฝีเท้าไม่ได้เข้าขั้นเมื่อเทียบกับราคา ผ่านแค่ฤดูกาลแรกเท่านั้นเอง มันทำให้หลายต่อหลายคนคิดผิดและจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ มันน่าเหลือเชื่อที่ จู๊ด แทบไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเลย เล่นได้เข้ากับระบบของดอร์ทมุนด์ มีบทบาททั้งเกมรุกและรับ สะท้อนสไตล์กองกลางยุคใหม่ ซึ่งครอบคลุมทุกพื้นที่ตำแหน่งเบอร์ 6 หรือเบอร์ 8 ล้วนแต่ทำได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เบ็ดเสร็จแล้วเจ้าหนูที่ถูกคาดว่าอาจมาเพื่ออนาคต ต้องไปฝึกปรือในทีมเยาวชนหรือไม่ก็ต้องรอโอกาสข้างสนาม ปรากฏว่าลงเล่นในทีมชุดใหญ่ทั้งสิ้น 46 นัดทุกรายการ ผลงานส่วนตัวคือ 4 ประตู 4 แอสซิสต์ พร้อมคว้ารางวัล Newcomer of the Season 2020/21 หรือแข้งหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกาไปครอง สืบทอดจาก โธมัส มุลเลอร์ , ดาวิด อลาบา , เลรอย ซาเน่ หรือ เจดอน ซานโช่ ซึ่งเคยได้รับมาก่อน จากเด็กน้อยด้อยประสบการณ์ จู๊ด เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยอย่างรวดเร็ว สถานะของเขาเปลี่ยนแปลงจากฤดูกาลแรกสู่ฤดูกาลที่สอง ด้วยการเป็นเสาหลักแดนกลาง ชนิดที่ว่าแทบจะขาดไม่ได้เลย เรื่องความสามารถในเชิงลูกหนัง ไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไป น่าสนใจกว่าก็คือเรื่องหัวจิตหัวใจกล้าหาญเกินอายุ แทบไม่เคยเผยให้เห็นว่าเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น จู๊ด จบซีซั่นล่าสุดด้วยการยิงไปทั้งสิ้น 4 ประตู แต่ที่น่าสนใจคือจำนวนแอสซิสต์ทวีคูณเป็น 14 ครั้งด้วยกัน ยืนยันในความเป็นยอดแข้งสร้างโอกาส เป็นพัฒนาการที่เห็นอย่างเด่นชัด นอกจากนี้เขายังติดทีมยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา ร่วมกับนักเตะดังอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ , เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ และ โจชัว คิมมิช อีกต่างหาก ยิ่งตอกย้ำว่าเจ๋งแค่ไหน เป็นเรื่องปกติที่นักเตะอังกฤษ โชว์ฟอร์มร้อนแรงนอกลีกในประเทศตัวเอง อีกทั้งเป็นที่ยอมรับวงกว้างขนาดนี้ ย่อมตกเป็นเป้าสนใจของสโมสรระดับท็อปในยุโรปเป็นธรรมดา แต่ด้วยสัญญาที่เหลือยาวจนถึงปี 2025 หรืออีก 3 ปีด้วยกัน รวมทั้งดอร์ทมุนด์เพิ่งเสีย ฮาแลนด์ ไปให้แมนฯซิตี้ จึงยังไม่มีแผนการขายออกไปในเวลานี้ ตัวนักเตะเองก็ไม่ได้กระตือรือร้นคิดย้ายไปยังทีมใหญ่กว่าเลย ตรงกันข้ามกลับให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องอนาคตคิดแต่เกมต่อไปที่จะลงเล่นให้ดอร์ทมุนด์เท่านั้น ส่วนอย่างอื่นไม่เคยอยู่ในหัวเลย แถมยังประกาศอีกว่าพร้อมแล้วสำหรับฤดูกาลใหม่ แทบจะอดใจรอไม่ไหวให้เปิดฉากฟาดแข้งกันซะที ขณะเดียวกันเมื่อ ฮาแลนด์ อำลาทีมไปร่วมก๊วนแมนฯซิตี้ นั่นหมายความว่า จู๊ด ขึ้นแท่นเป็นแข้งมูลค่าสูงสุดของบุนเดสลีกาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย นั่นคือเหตุผลที่ดอร์ทมุนด์ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทีมที่สนใจ แต่ต้องเป็นซัมเมอร์ปี 2023 เท่านั้น อีกทั้งไม่มีการสอดเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาเอาไว้เหมือนอย่างนักเตะอีกหลายคน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า 120 ล้านยูโร จะเป็นราคาที่ดอร์ทมุนด์ต้องการ ทุกสื่อต่างยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ล็อกไว้เป็นเป้าหมายแรกๆ ต้องดึงมาเสริมแดนกลางให้สำเร็จ แต่พอเจอราคาอย่างนี้เข้าต้องชั่งใจเหมือนกัน ไม่ง่ายเลยทีเดียว แม้ตัว จู๊ด เองจะดูชื่นชอบแนวทางของลิเวอร์พูลและมองว่าเหมาะกับตน รวมถึงมีความสนิทกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แต่ปมใหญ่คือต้องกล้าจ่ายสู้ค่าตัวก่อน ส่วนเรอัล มาดริดก็พร้อมทาบทามด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่าฤดูกาลหน้าคงเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่ ลูก้า โมดริช , โทนี่ โครส และ กาเซมีโร่ จะได้ผนึกกันในแดนกลาง สำหรับพวกยังบลัดที่เตรียมก้าวมาแทนทั้ง เอดูอาร์โด้ กามาวินก้า , โอเรเลียง ชูอาเมนี่ หรือ เฟเด้ บัลเบร์เด้ ก็ยังไม่น่าจะเพียงพอนัก ดังนั้นหากได้ จู๊ด เบลลิ่งแฮม อีกคนคงช่วยให้แข็งแกร่ง มีมิติหลากหลายมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย อาจจะจริงตรงที่ว่า เราไม่อาจคาดเดาได้เลยซีซั่นหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ จู๊ด จะกลายเป็นหนึ่งในแข้งถูกแสงสปอร์ตไลท์ส่องมามากสุดในตลาดซื้อขายซัมเมอร์ 2023 บางทีดอร์ทมุนด์อาจกล้าปักป้ายเกิน 120 ล้านยูโรด้วยซ้ำ สำหรับนักเตะวัยที่ยังไม่ครบ 20 ปีดี หากรักษามาตรฐานผลงาน พยายามพัฒนาตัวเองตลอดเวลา รวมถึงอ่อนน้อมถ่อมตน มีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าประตูสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์จะเปิดต้อนรับอย่างแน่นอน ฟังดูไม่ง่ายหรอกแต่ จู๊ด เบลลิ่งแฮม เดินผ่านครึ่งทางมาแล้ว ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #บทเรียนของความล้มเหลว ]

มีความเชื่อในเชิงขำขันว่า สาเหตุที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงยอมทุ่มทุน 222 ล้านยูโรเป็นค่าฉีกสัญญาของ เนย์มาร์ ในปี 2017 เพื่อต้องการสั่งสอนบาร์เซโลน่าที่บังอาจมาท้าทายไม่เข้าท่า เพราะช่วงดังกล่าวบาร์ซ่าอยากได้ มาร์โก แวร์รัตติ มาประจำการแดนกลางอย่างมาก เชื่อว่าน่าจะเป็นทายาทของ ชาบี เอร์นานเดซ ได้อย่างสบาย คุณภาพของฝีเท้าการันตีได้เลย อีกทั้งบาร์ซ่าเชื่อมั่นในอิทธิพลของตนเอง เป็นสโมสรระดับท็อปของโลก เป็นศูนย์รวมซูเปอร์สตาร์ชั้นนำ มีฐานแฟนบอลหลายร้อยล้านคนทั่วโลก มีเงินทุนหมุนเวียนมหาศาล สนามก็ใหญ่โตโอฬารถูกเปรียบว่าเป็นชามอ่างยักษ์ ที่สำคัญผ่านเกียรติยศความสำเร็จมากมาย นับแทบไม่หวาดไม่ไหว นั่นจึงเหมือนเป็นพลังดึงดูดให้นักเตะแทบทุกคนมีความฝันอยากย้ายมาร่วมทีมสักครั้งในชีวิต เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้บริหารบาร์เซโลน่า ซึ่งเวลานั้นมี โจเซป บาร์โตเมว เป็นประธานจะมีความหยิ่งทรนง มั่นใจว่ายื่นข้อเสนอให้ใครก็ยากที่จะพลาดเป้า แต่กลับไม่ใช่ แวร์รัตติ ซึ่งเปรียบเสมือนกล่องดวงใจ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ บิ๊กบอสใหญ่ของเปแอสเช กลุ่มทุนจากกาตาร์ซึ่งเป็นแบ็กอัพของสโมสร ต้องการจะแสดงแสนยานุภาพให้เห็นอยู่แล้ว รวมทั้งอยากจะบอกสองทีมดังของสเปนทั้งบาร์เซโลน่าและเรอัล มาดริด อย่าคิดว่ายิ่งใหญ่เต็มประดา อยากได้ใครก็ไล่เคาะประตูบ้านคนอื่นไปทั่ว นอกจากจะปฏิเสธทันควัน ไม่มีทางปล่อย แวร์รัตติ ให้เด็ดขาดแล้ว ยังทุบคลัง 222 ล้านยูโร เป็นสถิติโลกกระชาก เนย์มาร์ อีกต่างหาก บาร์ซ่าตั้งค่าฉีกไว้ในสัญญาและไม่คิดว่าจะมีทีมไหนบ้าเลือดเดือดดาลยอมจ่ายขนาดนี้ ซึ่งนั่นคงต้องยกเว้นเปแอสเชที่ประกาศศักดา จัดการหักหน้าให้โลกรู้กันไปเลย แน่นอนว่าบาร์ซ่าเสียทรงอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะมาเสีย เนย์มาร์ ในลักษณะนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่าต้องยอมรับความจริง อีกทั้งนักเตะเองก็ยินดีย้ายด้วย เมื่อได้ฟังข้อเสนอและโปรเจคต์ของเปแอสเช นอกจากจะค่าจ้างก้อนโตวีกละไม่ต่ำกว่า 600,000 ยูโร บวกด้วยโบนัสมากมายตามผลงาน ยังถูกยกให้เป็นเซ็นเตอร์แนวรุกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วย ไม่ต้องกล้ำกลืนตกอยู่ใต้ร่มเงา ลิโอเนล เมสซี่ เหมือนตอนสวมเสื้อบาร์ซ่า แต่บอกก่อนว่าเรื่องที่โยงกับ แวร์รัตติ นั้นเป็นเพียงการพูดจาเย้าหยอกเท่านั้นเอง ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันชัดเจน อย่างไรก็ตามนั่นเหมือนเป็นก้าวแรกของเปแอสเช ที่ต้องการยกระดับสโมสรให้ไปสู่ความเป็นเลิศในยุโรป รวมทั้งไม่จำเป็นต้องหงอเมื่อเจอบาร์ซ่าหรือมาดริดข่มใส่ เนย์มาร์ จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์หรือตัวแทนดังกล่าว จากนี้ไปหากเปแอสเชอยากได้ใครจริงและไม่กลัวติดไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์รับรองเลยว่าจะดึงมาร่วมทีมได้แน่ เหมือนอย่างเคส เมสซี่ นั่นแหล่ะ ทันทีที่รู้ว่าบาร์ซ่าจนปัญญาไม่อาจขยายสัญญาได้ เพราะถูกจำกัดเรื่องการใช้เงิน หลังไปละเมิดกฎ เปแอสเชก็เปิดอ้อมแขนต้อนรับ ไม่กี่วันก็ตกลงเจรจาได้ตัวมาอย่างง่ายดาย ชนิดไร้คู่แข่ง ตามด้วยการโชว์พาวเวอร์เหนือมาดริด เมื่อสามารถหว่านล้อมจน คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ต่อสัญญาล่าสุดออกไป ทั้งที่ตอนนั้นทางฝั่งราชันชุดขาวเตรียมจัดงานต้อนรับซูเปอร์สตาร์คนใหม่อย่างใหญ่โต งานจึงล่มอย่างไม่น่าเชื่อ ชัดเจนเลยว่า มาดริดคือความฝันของ เอ็มบั๊ปเป้ แต่สำหรับปารีส แซงต์ แชร์กแมงคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ต่างหาก จาก เนย์มาร์ , เมสซี่ กระทั่งมาถึงเคส เอ็มบั๊ปเป้ เหมือนเป็นการตอกหัวตะปูย้ำลงไปให้แน่นยิ่งขึ้น เปแอสเชไม่ได้เป็นสองรองใครอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ดีดีลของ เนย์มาร์ มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหนึ่งในการซื้อที่ล้มเหลวครั้งสำคัญเลยทีเดียว หากมองในแง่ของผลงานเพียวๆ ไม่นับเรื่องพีอาร์ รวมถึงจุดกระแสของเสื้อและสินค้าที่ระลึก ช่วงแรกฟอร์มของดาวเตะบราซิเลี่ยนยังโอเค พอฝากความหวังได้บ้าง แต่พักหลังนับตั้งแต่ฤดูกาล 2019/20 เป็นต้นมา ลงเล่นแบบไม่ต่อเนื่อง เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวป่วย ทำให้ขาดตอน อย่างซีซั่นนั้นผลงานทีมกำลังเปรี้ยงปร้าง กวาดแชมป์ในประเทศมาเรียบวุธ 4 รายการ ไม่ว่าจะเป็นลีกเอิง , เฟร้นช์ คัพ , เฟร้นช์ ลีกคัพ รวมถึงโตฟี่ เดอ ชาปิยองส์ และผ่านไปถึงนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ตัวเขากลับลงเล่นเพียงแค่ 25 นัดทุกรายการเท่านั้นเอง ทั้งที่สถิติดีมากอย่างในลีกเอิง 15 นัด ซัดไป 13 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ เป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมเลย กระนั้นต้องมาเจอปัญหาเรื่องสภาพความฟิตที่ร่างกายไม่แกร่งพอ ไหนจะบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและบริเวณซี่โครง จนต้องพักรวมแล้วนับเดือนด้วยกัน ดังนั้นหากจะบอกว่า เนย์มาร์ คือแกนหลักผลักดันช่วยเปแอสเชสร้างประวัติศาสตร์กวาด 4 แชมป์และเข้าชิงยูซีแอลครั้งแรก คงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก ฤดูกาล 2020/21 ลงเล่นได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังคงมีอาการบาดเจ็บรบกวน คราวนี้เป็นกล้ามเนื้อและข้อเท้า กลายเป็นปัญหาใหม่ที่สร้างความปวดหัวให้กับทีมงาน 31 นัด 17 ประตูบวกด้วย 11 แอสซิสต์ทุกรายการ จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจก็จริง แต่จำนวนนาทีก็ยังน้อยเกินไป ขณะเดียวกันเขายังโดนแฟนบอลจับผิดอีกว่า เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มักจะหายตัวไปจากสนามประจำ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ก่อนจะตั้งข้อสังเกตกันว่าเป็นช่วงวันเกิดน้องสาวสุดที่รัก ไม่รู้ติดปาร์ตี้ฉลองอยู่หรือเปล่า จนมาซีซั่นล่าสุดที่ปิดฉากไม่นาน เนย์มาร์ ลงทั้งหมด 28 เกมในทุกถ้วย จัดไป 13 ประตู 8 แอสซิสต์ อาจจะไม่ห่างจากมาตรฐานเดิม แต่มันก็ควรจะดีกว่านี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การที่เปแอสเชจับ เอ็มบั๊ปเป้ ต่อสัญญาไม่สำเร็จและวางตัวไว้เป็นเซ็นเตอร์ ไหนจะมี เมสซี่ เป็นพี่เลี้ยงคอยประคอง อาจทำให้มองว่า เนย์มาร์ ไม่จำเป็นอีกต่อไป ข่าวจาก RMC สื่อใหญ่ของฝรั่งเศส จึงทะลักออกมาต่อเนื่องว่า ต้องการจะเขี่ย เนย์มาร์ พ้นจากทีมในซัมเมอร์นี้เลย เพราะพิจารณาแล้วที่ผ่านมาไม่คุ้มค่า 2 ฤดูกาลล่าสุด เล่นในลีกเอิงไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ในขณะที่กินค่าจ้างก้อนโตและได้อภิสิทธิ์พิเศษมากมาย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าเหนื่อยที่ต้องแบกรับจาก เอ็มบั๊ปเป้ และ เมสซี่ ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงจะโดนกฎ FFP เล่นงานเอาได้ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการกีฬาและผู้จัดการทีมมาเป็น หลุยส์ กัมโปส กับ คริสตอฟ กัลทิเย่ร์ ก็มีข่าวลือว่า ไม่ต้องการให้ เนย์มาร์ สร้างทีมเพื่ออนาคตด้วย ปมอยู่ที่สัญญาที่ยังเหลือถึงปี 2025 พร้อมทั้งฟันค่าเหนื่อยไม่น้อยกว่า 500,000 ปอนด์ต่อวีก จะปล่อยไปไหนได้บ้างล่ะ ใครจะกล้าสู้ค่าตัวและค่าเหนื่อย ไล่เลียงดูแล้วในยุคข้าวยากหมากแพงอย่างนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นแนวโน้มจะอยู่ต่อจึงมีสูง ซึ่งเท่าที่ผ่านมามันก็สะท้อนว่าไฟเรื่องฟุตบอลของเขาก็มอดลงเรื่อยๆ บางทีอาจเพราะความต้องการแสดงแสนยานุภาพในอดีต เลยทำให้เปแอสเชต้องมาเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ก็เป็นได้ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความกังวลเริ่มปกคลุม ]

หลังเชลซีออกมายืนยันเองว่า ปีเตอร์ เช็ก จะลงจากเก้าอี้ที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค นั่นสร้างความกังวลให้กับแฟนบอลไม่น้อยเลย อย่างที่รู้กันว่า เช็ก รับตำแหน่งนี้มา 3 ปีแล้ว รวมทั้งมีผลงานน่าพอใจ มีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพผู้เล่นไม่น้อย โดยเฉพาะสามารถร่วมงานกับ โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอย่างไร้ปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะ เช็ก เป็นอดีตนักเตะเชลซีมาก่อน เฝ้าเสาให้สโมสรแห่งนี้มายาวนาน 11 ปีเต็ม ประสบความสำเร็จกวาดแชมป์ทุกรายการ มีเหรียญรางวัลเต็มบ้าน ไม่ต้องอายใคร แถมถูกยกย่องให้เป็นตำนานอีกด้วย แม้ช่วงท้ายของอาชีพ จะเลือกไปเป็นนายด่านให้อาร์เซน่อล ซึ่งเป็นคู่แข่งร่วมลอนดอน แต่แฟนบอลเชลซีไม่ได้ติดใจอะไรนัก เพราะสุดท้ายก็หวนคืนถิ่นเดอะ บริดจ์อีกครั้งในปี 2019 รับบทที่ปรึกษา จุดแข็งของ เช็ก คือรู้จักสโมสรแห่งนี้ดีมาก เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบรรดาบุคลากรมากมาย การทำงานย่อมราบรื่นสะดวก ขณะเดียวกันยังเคยยินดีให้เชลซีใส่ชื่อเขาเป็นหนึ่งในขุนพลลุยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2020/21 หลังจากที่เผชิญปัญหาโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก จนส่งผลกระทบลามทุ่งไปทั่ว ถือเป็นความช่วยเหลือที่ดีในยามฉุกเฉิน อีกทั้งตอกย้ำว่า เช็ก ดูแลร่างกายอย่างยอดเยี่ยมเสมอมา พร้อมรับมือเสมอในทุกสถานการณ์ นับว่าครอบจักรวาลเลยจริงๆ นอกจากนี้เมื่อเมษายน 2021 หรือกว่าหนึ่งปีก่อน สาวกเชลซีไม่พอใจที่ทีมตอบรับเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งซูเปอร์ลีก จึงก่อหวอดกันประท้วงและขวางรถบัสไม่ให้เคลื่อนตัวง่ายๆ เช็ก แสดงความเป็นผู้นำ ลงจากรถไปเจรจากับกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงด้วยตัวเอง ก่อนจะคลี่คลายลง จนแฟนบอลหลีกทางให้ เขาเดินไปบอกกับแกนนำว่า เรื่องนี้ควรให้เวลาสโมสรบ้าง แต่รับรองว่าไม่มีอะไรเสียหายหรือส่งผลกระทบแง่ร้ายต่อกองเชียร์ ขอให้ไว้เนื้อเชื่อใจกันเถอะ ด้วยความที่เป็นนักเตะเก่า รวมทั้งเป็นขวัญใจคนหนึ่งในยุคเฟื่องฟู บรรดากองเชียร์ทั้งยกย่องและเกรงใจ เช็ก เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การเจรจาดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งผลงานอันยอดเยี่ยมของนายด่านสาธารณรัฐเช็ก ช่วยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าจนผ่านด้วยดี ดังนั้นเมื่อมีข่าว เช็ก จะอำลาทีม ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าแฟนบอลส่วนมากจะรู้สึกใจหาย พร้อมทั้งเกิดความกังวลขึ้นมา นี่คือฝ่ายบริหารคนสำคัญที่ลาทีมในซัมเมอร์นี้ต่อจาก บรู๊ซ บั๊ค ซึ่งนั่งเก้าอี้ประธานมา 19 ปีเต็ม ตามด้วย มารีน่า กรานอฟสกาย่า ผู้อำนวยการสาวซึ่งขึ้นชื่อว่าคือหญิงเหล็กของวงการ ไม่รับการขายธุรกิจของ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสร ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญมาตลอด นั่นคือจุดหักเหที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายภายในสโมสร นำไปสู่การอำลาของบุคลากรระดับบริหารถึง 3 คนในเวลาต่อมาอย่างที่เห็นกัน ตามรายงานระบุว่า เช็ก ได้พูดคุยกับ ท็อดด์ โบห์ลี่ เจ้าของสโมสรคนใหม่ ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนจะเห็นชอบร่วมกันว่าควรลงจากเก้าอี้ เช็ก เปิดใจไว้ว่า คงจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสุด สำหรับการก้าวเดินออกมา เพื่อให้ทีมบริหารใหม่ทำงานอย่างสะดวก ตามแผนนโยบายที่วางไว้เรียบร้อย แม้ถ้อยแถลงจากทั้งสองฝ่ายจะดูดี เหมือนไม่มีร่องรอยของความขัดแย้ง แต่เราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าหลังฉากเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความวิตกกังวลส่งต่อไปยังแฟนบอลหลายราย เหมือนเริ่มมีกลิ่นไม่ดีนักโชยมา ยังไม่รู้เลยว่าใครบ้างจะมาแทนกลุ่มผู้บริหารที่ทยอยเปิดหมวกอำลากันไป ในโลกโซเชี่ยลมีความคิดเห็นมากมาย ส่วนมากจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยและเริ่มห่วง โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือคนปัจจุบันด้วย อนาคตชักไม่แน่นอนแล้ว ต่อให้มีการยืนยันมั่นเหมาะจะกุมบังเหียนต่อไปก็ตาม จริงๆแล้ว โบห์ลี่ ไม่ใช่มือใหม่ในวงการกีฬา ทำธุรกิจประเภทนี้จนประสบความสำเร็จมาก่อน แต่เป็นพวกอเมริกันเกมส์ ซึ่งไม่น่าเชี่ยวชาญหรือรู้จักฟุตบอลสักเท่าไร เขาถือหุ้น 20 เปอร์เซนต์ของแอลเอ ด็อดเจอร์ส ทีมเบสบอลระดับชั้นนำในลีก ซึ่งย่อมมองเห็นช่องทางประสบความสำเร็จในเกมลูกหนังไม่ยากหรอก อย่างน้อยมีนักธุรกิจอเมริกัน แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง ไปได้สวยหลายต่อหลายคน โบห์ลี่ จับมือกับ ฮันส์เยอร์ก วีสส์ บิลเลี่ยนแนร์ด้านเครื่องมือการแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึง โจนาธาน โกลด์สไตน์ หนึ่งในเจ้าพ่อเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ เพื่อเข้าเทคโอเวอร์เชลซี ก่อนได้รับการอนุมัติ ตอนยื่นตัวขอเสนออาสารับไม้จาก อบราโมวิช ทางกลุ่มของ โบห์ลี่ ได้ร่างนโยบายเอาไว้อย่างน่าสนใจ เหมือนว่าพวกเขาเข้าใจวัฒนธรรมและโครงสร้างของเชลซี รวมทั้งความต้องการแฟนบอลเป็นอย่างดี หลักๆก็คือจะพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อเก็บ เมสัน เมาท์ กับ รีซ เจมส์ สองดาวรุ่ง ซึ่งเติบโตมาจากอะคาเดมี่ จนกระทั่งเป็นเสาหลักทีมชุดปัจจุบันเอาไว้ นอกจากนี้ยังพร้อมหาเซ็นเตอร์แบ็กฝีเท้าคุณภาพ ทดแทนการจากไปของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ซึ่งเลือกย้ายไปเรอัล มาดริดแบบไม่มีค่าตัว สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ สัญญาว่าจะไฟเขียว ทูเคิ่ล เป็นผู้จัดการทีมเช่นเดิม ตรงจุดนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลงแน่นอน พร้อมทั้งยินดีพูดคุยทำความเข้าใจกับกุนซือเยอรมัน เพื่อเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน อีกข้อที่ช่วยให้สาวกได้ยินแล้วโล่งใจก็คือ ต้องการรักษา มารีน่า กรานอฟสกาย่า เอาไว้ในตำแหน่งเดิม เพราะรู้ว่านี่คือผู้ทรงอิทธิพลอย่างมาก ช่วยให้เชลซีเป็นผู้ชนะในดีลสำคัญมากมาย ทั้งนโยบายอันยอดเยี่ยม ไหนจะเงินทุนก้อนใหญ่ที่พร้อมดึงเข้าสู่กระแส บริหารจัดการได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงไม่ใช่เซอร์ไพรส์เลยที่กลุ่มของ โบห์ลี่ ได้รับเลือกมาครอบครองเชลซี แต่เมื่อได้รับการยืนยันว่า กรานอฟสกาย่า จะลาออกแน่นอน โดยขอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงจัดการส่งต่องานให้เรียบร้อย เพื่อช่วยเหลือทาง โบห์ลี่ ไปก่อนในระยะนี้ แฟนบอลเลยตกใจธรรมดา ผิดไปจากที่คาดเอาไว้ ลำพัง บรู๊ซ บั๊ค ซึ่งอายุมากและนั่งตำแหน่งประธานมาเกือบ 20 ปี ย่อมเข้าใจไม่ยากหรอก แต่เมื่อ กรานอฟสกาย่า และ เช็ก ตามไปด้วย นี่ไม่ปกติแล้ว แค่เรื่องบุคลกรฝ่ายบริหาร ที่ต้องหาคนเก่งมีความสามารถมาทดแทนก็น่าปวดหัวพออยู่แล้ว ไม่ต้องนับเรื่องจัดระเบียบขุมกำลังเลย จนถึงตอนนี้เชลซีก็ยังไปไม่ถึงไหน มีแต่ข่าวออกมาเท่านั้นเอง เวลาก็งวดเข้ามาทุกที แฟนบอลเลยวิตกว่าจะไม่ทันการณ์และส่งแรงกระทบโดยตรงต่อผลงานของทีมในฤดูกาลหน้า น่ากลัวยิ่งกว่าก็คืออนาคตของ ทูเคิ่ล แม้จะยืนยันการันตี แต่ในความรู้สึกของกองเชียร์คือไม่มั่นใจแล้ว ถ้าจะให้ดี โบห์ลี่ ต้องรีบหาทางดึงความเชื่อมั่นของแฟนๆกลับคืนมาโดยเร็วที่สุดและตอนนี้เรายังไม่เห็นเลย นอกเหนือจากข่าวอยากได้นักเตะคนนั้น สนใจคนนี้ ซึ่งก็แค่นั้นเอง เชลซีจะเดินไปในทิศทางไหนกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ โปรดติดตามกันให้ดี ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117