breadcrumb symbol ข่าว

ง่ายแต่งดงาม 2009

อัพเดตเมื่อ : June 08, 2020 2:57pm โดย : theredmachine001

 

 

ถ้าถาม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ว่าตลอดการเป็นผู้จัดการทีมที่ยาวนานถึง 39 ปี ใครคือคู่ต่อสู้แข็งแกร่งสุด?

 

 

คำตอบจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก บาร์เซโลน่า ในยุค 2009 -11
 

 

 

 

การนำ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเผชิญหน้ากับทัพ "อาซูลกรานา" ในเกมชิงดำ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้ง 2 ครั้ง ไม่ต่างจากฝันร้ายของ "เฟอร์กี้" อย่างแท้จริง


ในอดีต พรีเมียร์ลีก คือศูนย์รวมมิดฟิลด์ตัวกลางฝีเท้าพระกาฬ ไม่ว่าจะเป็น ไบรอัน ร็อบสัน , รอย คีน , ปาทริค วิเอร่า , พอล สโคลส์ หรือ เอ็มมานูเอล เปอตีต์

แต่ความยิ่งใหญ่ที่ว่าถูกถ่ายทอดมายัง บาร์เซโลน่า ด้วยขุนพลตัวกลั่นไซส์มินิแทบยกแผง ไม่ว่าจะเป็น ชาบี เอร์นานเดซ , อันเดรียส อีเนียสต้า หรือแม้กระทั่ง ลิโอเนล เมสซี่ ที่มักจะลงมาช่วยเชื่อมเกม ต่อจังหวะให้ไหลลื่น

พวกนี้ความสูงไม่เกิน 5 ฟุต 7 นิ้ว ซึ่งข้อจำกัดเรื่องรูปร่างไม่สามารถสร้างผลกระทบอะไรได้เลยสักนิดเดียว

ตรงกันข้ามกลับช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายและปรับสมดุลยอดเยี่ยมมากกว่าอีกด้วย

 

 

"เฟอร์กี้" ยอมรับว่ามีความผิดพลาดกับแท็คติกบางประการ ด้วยความสำเร็จในรอบตัดเชือกปี 2008 ควรจะเล่นเกมรับอย่างอดทน แล้วเฝ้าหาโอกาสแบบฉาบฉวยเข้าเผด็จศึก

 

 

 

 

 

 

แต่กุนซือ"สก๊อตติช" บอกว่า มันน่าอึดอัดมาก หากต้องเล่นด้วยรูปแบบอย่างว่า เขายังจำบรรยากาศนั้นได้แม่น กว่าเวลาจะผ่านไปแต่ละวินาที มันช่างยาวนานเหลือเกิน


ไม่ใช่แค่ตัวเขาเท่านั้น แฟนบอลก็บีบคั้นหัวใจไปไม่น้อยกว่า โดยเฉพาะหลังจาก พอล สโคลส์ ซัดไกลอย่างหมดจดพาทีมขึ้นแท่นก่อน

แล้วด้วยนิสัยที่ไม่ชอบการเล่นเกมรับเป็นทุนเดิม แม้รู้ว่ามีโอกาสจะเป็นผู้ชนะมากขึ้น จึงตัดสินใจแลกหมัดไปเลย ต่อให้สุดท้ายแล้วต้องเจอเสียงวิจารณ์ว่าคิดผิดก็ตาม

"เฟอร์กี้" ยังบอกอีกว่าทีมชุดแชมป์ปี 2011 แกร่งกว่าชุด 2009 อีก เพราะมีพัฒนาการต่อยอดกันมา โดยเฉพาะ เมสซี่ ที่พีคสุดขีด จนยากที่ต้านทานไม่ให้เข้าไปอยู่ในเขตอันตรายได้

 

 

ถึงจะวางหมากมาอย่างรัดกุม แต่การปล่อยให้ "บาร์ซ่า" ถ่ายบอลกันไปมาแบบนานๆจะเสียการครอบครอง ยิ่งทำให้แข้ง "ผี" เสียสมาธิกันมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายได้แต่ยืนดู ใช้สายตาวิ่งเข้าแย่งแทน

 

 

 

เขายอมรับเลยว่าปรัชญาการทำทีมของ "บาร์ซ่า" เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นต้องยกเครดิตให้การเข้ามาวางรากฐานใหม่ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนของ "เป๊ป" นี่แหล่ะ ที่ส่งต่อไปยังลูกทีมให้เกิดความกล้าด้วย

 

 

"ง่ายแต่งดงาม" -- นี่แหล่ะคือต้นแบบของ "เป๊ป" อย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

 

-----------------


พื้นฐานฟุตบอลรุ่นใหม่ของ บาร์เซโลน่า ถูก โยฮัน ครัฟฟ์ วางเอาไว้ โดยเฉพาะรูปแบบการถ่ายบอล การวิ่งตามตะเข็บริมเส้น รวมไปถึงเพิ่มกองกลางเชื่อมใส่อีกคน

มันมีความคล้ายสไตล์ดัตช์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากสมัย อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในยุคต้น 70 ที่ครองเจ้ายุโรป 3 สมัยติดต่อกัน

พอ บ็อบบี้ ร็อบสัน มาเป็นกุนซือมีการเปลี่ยนแปลงออกไป กระทั่ง "ปู่บ็อบ" ลงจากเก้าอี้แล้วนั่นแหล่ะ การที่ได้ทั้ง หลุยส์ ฟานกัล กับ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด มารับงานอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยฟื้นระบบตรงนี้อีกรอบ

 

 

อย่างไรก็ตามซัมเมอร์ 2008 "เป๊ป" ถูกโปรโมตขึ้นมาจากชุดบี เขาทำการผ่าตัดมากมายโดยเฉพาะขุมกำลังผู้เล่น โรนัลดินโญ่ , เดโก้ , ลิลิยอง ตูราม หรือ เอ็ดมิลสัน โดนปล่อยออกไปหมด

 

 

 

 

 

 

จากนั้นก็ใส่แนวทางของตัวเองเข้าไป รวมถึงแสดงความเชื่อมั่นในนักเตะรุ่นใหม่ที่หลายคนขึ้นมาจากชุดเล็ก ซึ่งล้วนคุ้นเคยรู้ฝีมือกันมาอย่างดี


"เป๊ป" ไม่ได้ทำลายหรือขยี้สไตล์แบบดัตช์ทิ้งอย่างที่คิดกัน ตรงกันข้ามนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม ในส่วนที่คิดว่าดีอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่เพิ่มลงไปอย่างชัดเจนคือการกดดันคู่ต่อสู้หรือเพรสซิ่งคู่แข่งไม่ให้มีเวลาครองบอลเพื่อเล่นตามเกมของตัวเองนั่นแหล่ะ

เขาตั้งกฎเหล็กในชื่อ Three - Second Drill ไว้กับกองหลังทุกคน อันหมายถึงห้ามครองบอลเกิน 3 วินาทีอย่างเด็ดขาด

นอกจากเพื่อป้องกันตัวรุกคู่ต่อสู้ซึ่งมีความเร็วกว่าเข้ามาแย่งบอลแล้ว ยังช่วยให้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางเปลี่ยนจังหวะเล่นเกมรุกด้วย

นี่จึงเป็นหมากที่นำมรดกเดิมมาผสมผสานใช้ส่วนหนึ่ง ก่อนหย่อนสูตรตัวเองลงไปด้วย แล้วได้ผลอย่างเกินคาด

 

 

สิ่งที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือนักเตะแกนหลัก "บาร์ซ่า" ในยุคนั้นแต่ละคนบาดเจ็บยากมากๆ และสามารถลงสนามอย่างต่อเนื่องราวกับเครื่องจักร แทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย

 

 

 

 

 

 

ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัย สามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ รวมถึงโภชนาการชั้นยอดของสโมสรภาคพื้นยุโรป


แต่สำคัญพอๆกันคือ การเอาตัวรอดได้เก่งกาจอย่างน่าทึ่งของแข้งยุคนั้น พวกผู้เล่นตัวกระเปี๊ยกต่างรับมือกับการโดนล็อก โดนเตะได้อย่างดีเหลือเกิน ราวกับว่าเตรียมพร้อมมาดีมากๆ

เรื่องเหล่านี้นอกจากนักเตะเองที่มีวินัยแล้ว ต้องชื่นชมทีมงานฝ่ายต่างๆด้วย สะท้อนให้เห็นการทำงานอย่างเป็นทีมของ "เจ้าบุญทุ่ม" ซึ่งแทบไม่มีความผิดพลาดให้เห็น

ในขณะที่ "บาร์ซ่า" ดูจะพร้อมทุกสัดส่วน แต่ก่อนนัดชิง 2009 "ปีศาจแดง" ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างไม่ควรจะเป็น

นั่นทำให้ "เฟอร์กี้" หงุดหงิดมาก ก่อนจะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ บาร์เซโลน่า แสดงความเป็น "เอาท์คลาส" หรือเหนือชั้นอย่างชัดเจน

-----------------

ก่อนเกมชิงดำ 2009 จะเปิดฉากขึ้น เจ้าหน้าที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จัดการหาโรงแรมที่กรุงโรมไว้เรียบร้อย โดยเชื่อว่าจะได้รับความสะดวกสบายไร้ปัญหา เพราะดูจากเกรดดาวแล้วน่าจะโอเค

อย่างไรก็ตามพอทุกคนลงจากรถโค้ชได้เห็นสภาพของโรงแรมต่างส่ายหัวไปตามๆกัน

 

 

นอกจากความเก่าทรุดโทรมเหมือนไม่ได้บูรณะมาหลายสิบปีแล้ว ยังดูสกปรกโกโรโกโส ไม่เหมาะกับการมาฝากชีวิตกินอยู่หลับนอนเลยเลยสักนิด

 

 

 

 

 

 

"เฟอร์กี้" บอกว่าหากคุณแค่มาเที่ยวชื่นชมความอลังการในอดีตของอาณาจักรโรมัน คงไม่เท่าไรหรอก แต่นี่สมาธิต้องอยู่กับเกมนัดชิง ร่างกายและจิตใจต้องพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์


ที่น่าเศร้าคือห้องอาหารนั้นมืดมิดแทบจะไร้แสงไฟราวกับกลียุคไม่มีผิด อากาศข้างในก็ดูเย็นยะเยือกเกินไป อุณหภูมิไม่เหมาะสมอีกด้วย

อาหาร รสชาติธรรมดาไม่เท่าไรหรอก แต่ยังออกมาเสิร์ฟช้ามากๆ นี่คืออีกข้อบกพร่องอย่างร้ายกาจ

ตามหลักคืนก่อนเตะหลังจากซ้อมโชว์ที่สนามจริงเรียบร้อย ผู้เล่นทุกคนควรจะได้อาบน้ำอุ่นสบายๆผ่อนคลาย จากนั้นลงมาดินเนอร์ช่วงค่ำๆพร้อมกัน ก่อนประชุมทีมอีกรอบ แล้วค่อยแยกย้ายห้องใครห้องมัน

แต่ข้อจำกัดอย่างไม่น่าเกิดขึ้นกับโรงแรมนี้เอง ส่งให้บรรยากาศหลายอย่างดูแย่ไปหมด

ไรอัน กิ๊กส์ ซึ่งตอนนั้นวัยปาเข้าไป 35 แล้วและต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่ กินอิ่มนอนหลับเกิดปัญหาขึ้นไม่น้อย

 

 

เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตอนตื่นเช้า แล้วจะต้องลงโม่แข้งในช่วงค่ำ ซึ่งส่งแรงสะเทือนต่อการเล่นในสนามอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม "เฟอร์กี้" ยอมรับตรงๆว่า นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวอะไรหรอก เพราะต่อให้โรงแรมเพียบพร้อม นักเตะตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ก็ยังไม่อาจทัดทานความยอดเยี่ยมของ บาร์เซโลน่า ได้อยู่ดี


เพียงแต่นี่คือรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่ควรเกิดขึ้น เมื่อคุณมองว่าทุกอย่างต้องมีความเป็นมืออาชีพ

ถ้าอย่างนั้นมีสองประเด็นที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียท่าแบบหมดสภาพไร้ทางสู้

นอกจากความใจร้อนของ "เฟอร์กี้" ที่ไม่ต้องการเล่นเกมรับ ทั้งที่เคยประสบความสำเร็จมาในรอบรองชนะเลิศปีก่อนแล้ว

ยังเกิดความผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยในเรื่องการจองสถานที่พักอีกต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้ต้องโทษทางฝั่งตัวเองด้วย

อย่างไรก็เถอะหาก "ปีศาจแดง" มาแบบอดทนขึงเกมรับให้แน่น ประกบติดหายใจรดต้นคอ ก็ใช่ว่าจะเอาอยู่

เพราะตอนชนะตัดเชือกนั้นกุนซือคือ ไรจ์การ์ด แต่นี่เปลี่ยนเป็น เป๊ป

 

 

บางทีตอนนั้นหากเล่นเกมรับลึกจริงๆ อาจโดนพรุนมากกว่า 2 ประตูก็เป็นได้

 

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้มาว่ากันอีกตอนในนัดชิงปี 2011 ที่ เวมบลีย์ เรียกน้ำย่อยการเผดียงกันของ 2 ทีมนี้ครับ
 
---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/
 
 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

วันนี้ได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ "ปีศาจแดง" ปะทะ "บาร์ซ่า" ในรอบชิงชนะเลิศปี 2009 กันแล้ว พรุ่งนี้มารอติดตามเรื่องราวของนัดชิงปี 2011 ของทั้ง 2 ทีมกันอีกครั้งนะครับ ถ้าใครใจร้อนและต้องการจะเริ่มต้นในทันทีนั้นขอแนะนำ Sbobet777 ที่พร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

 
Facebook Comment