breadcrumb symbol ข่าว

หมดยุคกุนซือเกมรับ?

อัพเดตเมื่อ : June 08, 2020 5:49pm โดย : Panya

 

เห็นรายชื่อ 4 ทีมสุดท้ายที่หักด่านผ่านเข้าไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว เราอาจรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง

ทั้ง บาร์เซโลน่า , ลิเวอร์พูล , อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ สเปอร์ส ล้วนแต่มีรากฐานฟุตบอลเกมรุกด้วยกันทั้งสิ้น

3 ทีมแรกเคยประกาศศักดายิ่งใหญ่ในเวทียุโรปมาแล้ว โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล กับ อาแจ็กซ์ ที่เกิดตั้งแต่ยุคสมัยยังใช้ชื่อ ยูโรเปี้ยน คัพ

 

 

 

 

อาแจ็กซ์ ได้รับอิทธิพลจาก "โททั่ลฟุตบอล" ของ ไรนุส มิเชลล์ ท่านนายพลลูกหนัง หนึ่งในผู้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล ด้วยวิธีการเล่นแบบทดแทนกันอันล้ำลึกและให้ความสำคัญกับเกมบุกเหนือสิ่งใด

"ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้ชนะ คุณต้องเล่นเกมรุก มันคือธรรมชาติและง่ายแค่นี้เอง"

มิเชลล์ เคยพูดนิยามแนวทางการทำทีมของตัวเองไว้เช่นนี้

ส่วน ลิเวอร์พูล รอยต่อทศวรรษที่ 70 กับ 80 คือช่วงเกรียงไกรไร้เทียมทานเหลือเกิน ด้วยระบบบูธรูมอันเข้มขลัง ถูกซึมซับถ่ายทอดรับกันมารุ่นต่อรุ่น จนกลายเป็นพื้นฐานแข็งแกร่ง นั่นคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ

นอกจากนี้ปรัชญาการเล่นเกมรุกในแบบฉบับ บิล แชงคลี่ย์ ปรมาจารย์ลูกหนังยุคนั้น ก็ตอบโจทย์ความสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยม

จน หงส์แดง ถูกขนานนามว่า "เร้ด แมชชีน" หรือ "เครื่องจักรสีแดง" ที่ไม่ว่าจะต่อบอลกันหรือเล่นเกมรุกมันกลมกลืนไหลลื่น ราวกับมีการวางโปรแกรมเอาไว้ ไม่ใช่มาจากฝีเท้ามนุษย์

ในขณะที่ บาร์ซ่า อาจเริ่มช้ากว่า มาแรงตอนต้นทศวรรษ 90 แต่ โยฮัน ครัฟฟ์ คือผู้บุกเบิกนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ภายใต้การคอนโทรลของ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่คว้าเจ้าหูยักษ์มาครอง หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ครัฟฟ์ นี่แหล่ะเป็นผู้แนะนำให้ บาร์ซ่า เลือกทั้งคู่มาเป็นกุนซือ

 

 

 

 

เหตุผลนอกเหนือไปจากเป็นเหมือนคนในที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างดีแล้ว สองคนนี้ยังให้น้ำหนักกับบอลบุก ซึ่งต่อยอดปรัชญาของเขาได้อย่างไม่ยาก

เหลือเพียงแค่ สเปอร์ส ที่ไม่เคยสัมผัสเจ้ายุโรป แต่สมัยครอง คัพ วินเนอร์ส คัพ และ ยูฟ่า คัพ ก็ใช้สไตล์เดินหน้าฆ่ามัน บุกทะลวงฝ่ายตรงข้าม จนประสบความสำเร็จ แม้จะแค่ถ้วยเล็กก็ตาม

"ไก่เดือยทอง" ชัดเจนในตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่ยุค 80 เป็นต้นมา ที่เปิดหน้าแลกหมัดกับคู่ต่อสู้ทุกราย ไม่กลัวด้วยแม้ในวันที่ตัวจะเล็กต้องแบกน้ำหนัก

สเปอร์ส ระเบิดตาข่ายฝ่ายตรงข้ามได้เยอะจริง แต่ก็โดนเจาะพรุนเยอะเป็นเงาตามตัว จนได้เป็นเพียงแค่แคนดิเดตลุ้นแย่งมาตลอด

ทว่าเหนืออื่นใดก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนวิธีการของตัวเอง พวกเขาผลิตดาวถล่มประตูขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ก็ลงทุนทุบคลังจ่ายแพงๆคว้ามาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น ไคลฟ์ อัลเลน, คริส ว็อดเดิ้ล, แกรี่ ลินิเกอร์, เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์, แกเร็ธ เบล หรือแม้กระทั่งปัจจุบันที่มี แฮร์รี่ เคน

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ สเปอร์ส ได้อย่างดี เพราะแม้ในวันที่ไร้เงา เคน จริงๆ ผู้เล่นอย่าง ซน ฮึง มิน ก็พร้อมจะมาเติมในส่วนที่พร่องหายได้เลย

 

 

 

 

นาทีนี้เกมรุกจึงชนะเกมรับอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

----------------------

บางทีการเล่นแบบ "เกมรับ" ในฟุตบอล ไม่ใช่ต้องถอยร่นไปอยู่ในแดนตัวเอง แล้วรอโต้กลับหรือใช้จังหวะฉาบฉวยโจมตี

แต่มันอาจหมายถึงเล่นแบบเพลย์เซฟ เอาปลอดภัยไว้ก่อน เน้นการครองบอลให้มาก เคลื่อนไหวน้อยลง เพื่อไม่ให้หลุดตำแหน่ง โดยเฉพาะพวกกองหลังทั้งหลาย

กุนซือที่มีแนวคิดอย่างนี้ อาจจะมองว่า ตราบเท่าที่หลังบ้านถูกขันน็อตจนแน่นเหนียว มันก็แทบไม่มีทางเลยจะกลายเป็นผู้แพ้

ถ้าคุณไม่เสียประตู อย่างแย่สุดคือเสมอ ไม่มีทางจะปรายชัยไปได้เลย

ต้นยุค 20 โชเซ่ มูรินโญ่ ถูกจับตาอย่างมาก เมื่อผงาดขึ้นมาด้วยการฉีกกฎการเล่นฟุตบอลบุกอย่างสิ้นเชิง

 

 

 

 

ปี 2004 เขาพา ปอร์โต้ สมโภชน์แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนหน้านั้นหนึ่งปีก็เพิ่งผงาดใน ยูฟ่า คัพ ถ้วยเล็กมาหมาดๆ

พวกกุนซือที่นิยมบุกเข้าไป รุกเต็มที่ ต่างวิจารณ์แท็คติกของ มูรินโญ่ ว่าขาดสีสัน ปราศจากเสน่ห์อย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงแทบไม่หลงเหลือความเป็นฟุตบอลเลยสักนิด

แต่ใครจะแคร์ล่ะ ในเมื่อคุณประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้

มูรินโญ่ มาตอกหัวหมุดย้ำเมื่อโยกมาคุม เชลซี อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สองบรมกุนซือที่หลงใหลเกมรุกอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับ อาร์แซน เวนเกอร์ประหลาดใจ รวมถึงหงุดหงิดไม่น้อย ที่ต้องมาเห็นฟุตบอลแบบนี้ได้ดิบได้ดี

อย่างที่บอก หากเรายึดมั่นคติที่ว่า "แมวสีไหนก็ไม่สำคัญของให้จับหนูได้เป็นพอ" ก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก

อย่าไปสนใจวิธีการที่ได้มา ขอแค่ชนะเท่านั้นพอ

เพราะเมื่อคุณชนะแล้ว วิธีการของคุณก็จะถูกยอมรับเอง ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย

--------------------

 

 

 

 

"ฟุตบอลมันคือการแตกแขนงไปจากรูปแบบเก่า สำหรับผมจำต้องปรับแท็คติกให้เข้ากับช่วงเวลาและคู่ต่อสู้"

มูรินโญ่ เคยเล่าหนึ่งในปรัชญาหรือแนวทางการเป็นโค้ชไว้อย่างนี้

ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเขาคือหนึ่งในผู้ปฎิวัติเปลี่ยนโฉมหน้าพรีเมียร์ลีก จนฟุตบอลลักษณะนี้ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

มีผู้จัดการทีมหลายคนที่ยึดสไตล์ของ มูรินโญ่ เป็นเหมือนไบเบิ้ลนำทางไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะพวกทีมเล็กๆ ที่อาจมีความเชื่อว่า สักวันจะเขย่าวงการได้อย่างรุนแรง

กระนั้นนานวันเข้า ดูเหมือนว่าฟุตบอลเกมรับสถานะค่อยๆตกต่ำลง ไม่ปังเหมือนอย่างเมื่อก่อน

ไม่ต้องวัดจากอะไรมากหรอก ดูช่วงที่กุนซือโปรตุกีส เข้ามากุมบังเหียน แมนฯยูไนเต็ด เมื่อปี 2016 นี่แหล่ะ

หาก มูรินโญ่ สร้างความน่าเบื่อให้อย่างเดียว ยังไม่เท่าไร

แต่เบื่อแล้วยังพ่ายแพ้ เบื่อแล้วยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสำเร็จ

 

 

 

 

ถามหน่อยว่าคุณจะเอาอะไรไปชนะใจกองเชียร์ของตัวเองได้

นั่นคือหลักใหญ่ใจความที่ทำให้ มูรินโญ่ กระเด็นตกจากเก้าอี้ ซึ่งมันชอบธรรมมากพออยู่แล้ว

----------------------

"คุณบอกว่าผมเน้นเกมรับหรือ ผมว่ากุนซือคนปัจจุบันเล่นเกมรับมากกว่าผมอีก"

หลุยส์ ฟานกัล เคยเปิดใจไว้เช่นนี้ กับประเด็นที่คนส่วนใหญ่มองว่า ตอนคุม แมนฯยูไนเต็ด เขาเล่นเกมรับ

เลยโบ้ยไปหา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ว่าแท้จริงแล้วก็เล่นเกมรับไม่ต่างกัน แต่ในวันนั้นมีศักยภาพในเกมสวนกลับที่แม่นยำเด็ดขาด เปลี่ยนเป็นประตูได้ คนก็เลยมองข้าม

 

 

 

 

อีกทั้งยังยืนกรานว่าตัวเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกมรับ แต่หากบอกว่าเน้นการครองบอลให้มาก นั่นมันคือแนวทางอย่างหนึ่ง

อาจจะจริงอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็หนีข้อครหาเล่นแบบเพลย์เซฟหรือเอาปลอดภัยไว้ก่อนไม่พ้นหรอก

แม้จะทิ้งท้ายด้วยแชมป์เอฟเอคัพ แต่น่าแปลกที่แทบไม่มีใครรำลึกจดจำหรือพูดถึงความสำเร็จของเขาเลย

ราวกับว่า ฟานกัล เอาชื่อมาทิ้งกับปีศาจแดง เพราะหลังจากแยกทางกันเรียบร้อยก็ไม่เคยคุมทีมไหนอีกเลย กระทั่งเพิ่งประกาศรีไทร์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ส่วน มูรินโญ่ เองยังอยู่ในวงการเช่นเดิม แต่เครดิตเสียหายไปเยอะ สายตาแห่งความไว้วางใจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

มันคือความจริงทั้ง ฟานกัล และ มูรินโญ่ ต่างมีความสำเร็จติดมือเป็นรูปธรรม แต่กลับสอบตกอย่างสิ้นเชิงในสายตาของแฟนบอล

ในขณะที่ โซลชา สร้างความหวือหวาวูบวาบได้ในช่วงแรก แต่เวลานี้กำลังเข้าร่องเข้ารอยเดิมแล้ว

 

 

 

มันทำให้เราหวนนึกถึงคำพูดของ ฟานกัล ที่ช่วยขับภาพสไตล์ของ โซลชา ให้ชัดขึ้น

เราเห็นกันแล้วถึงที่สุด โซลชา ก็ไม่ได้ทำทีมตามแนวทางที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สมัยก่อนเลย เขาก็มีวิธีการของตัวเอง

มันน่ากลัวตรงฟุตบอลเกมรับกลายเป็นส่วนเกินไปแล้วในยุคนี้

และมันอาจจะสิ้นยุคของกุนซือจำพวกนี้เลยทีเดียว

สิ้นสุดยุคเก่าต้อนรับยุคใหม่ในโลกออนไลน์สะดวก รวดเร็ว บริการทันใจต้องนี่เลย MYSBOBET ที่พร้อมให้คุณสนุกตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/




บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

Facebook Comment