ข่าว

[ #ความแค้นบดบังความจริง ]

อัพเดตเมื่อ : September 10, 2019 12:16am โดย : admin

ฤดูร้อนปี 2009 ซามูเอล เอโต้ เสียความรู้สึกไม่น้อย

เขาไม่เป็นที่ต้องการของบาร์เซโลน่าอีกต่อไป ทั้งที่ช่วงรับใช้สโมสรตลอด 5 ปีระเบิดตาข่ายไป 130 ประตูในทุกรายการ

แต่เมื่อวันหนึ่ง โจน ลาปอร์ต้า ประธานอาซูลกราน่าเห็น ซลาตัน อิบราโมวิช สำคัญกว่า เขาจึงกลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการย้ายไปอินเตอร์ มิลาน

ในวัย 30 ปี เอโต้ มั่นใจว่ายังมีเรี่ยวแรงพลังเหลือเฟือเพื่อช่วยบาร์ซ่ากวาดความสำเร็จได้อีกมาก ยังเปี่ยมไปด้วยความกระหาย ยังอยากเห็นบอลถูกส่งจากเท้าไปตุงตาข่ายไม่เคยเปลี่ยน

แต่แล้วบาร์ซ่ากลับยอมจ่ายถึง 46 ล้านยูโรบวกกับส่งเขาแนบไปให้งูใหญ่ เพื่อแลกกับ อิบรา



มันทำให้ เอโต้ รู้สึกว่าเป็นเพียงตัวแถมที่ไม่มีคุณค่าในสายตาของ ลาปอร์ต้า เลยสักนิด

ก่อนหน้านั้นดาวถล่มประตูแคเมอรูนต้องเจอกับข้อครหาเสียงนินทาว่าเป็นพวกแก่เกินแกง เล่นไม่ไหวในลีกระดับสูงอย่างลาลีกาแล้ว มันยิ่งอัดอั้นข้างใน

ในวันเปิดตัวที่จูเซปเป้ มิอัซซ่า เขาจึงให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจว่า

"อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับใครเลย ผมก็เป็นผมนี่แหล่ะผู้ซึ่งเชื่อมั่นในความสำเร็จ"

"จำไว้ผมคือ ซามูเอล เอโต้ แล้วพวกคุณจะต้องสรรเสริญชื่อนี้เอง"

โชเซ่ มูรินโญ่ ยินดีมากๆที่ เอโต้ พูดออกมาอย่างนั้น หลังฉากเขาเดินไปตบไหล่ลูกทีมคนใหม่แล้วพูดสั้นๆว่า ไม่ต้องห่วงเราจะเดินไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน

แม้สไตล์การเล่นและคุณสมบัติหลายอย่างในสนามจะแตกต่างจาก อิบราฮิโมวิช ไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่า มูรินโญ่ มีคู่มือใช้งาน เอโต้ มาก่อน



เขาใช้ความเร็วจัดจ้านให้เป็นประโยชน์ ก่อนจะตอบโจทย์อย่างน่าพอใจ

ฤดูกาล 2008/09 เขาอาจยิงให้บาร์ซ่ารวมกันถึง 36 ประตู แต่ซีซั่นแรกกับพญางูใหญ่ซัดไปแค่ 16 น้อยกว่าถึง 20

อย่างไรก็ตามบทบาทที่บางครั้งถ่างไปทางริมเส้นหรือเล่นต่ำถอยลงมา กลับได้ผลดีเกินคาด

เขาเหมือนเป็นคนคอยทำทางและสนับสนุน ดีเอโก้ มิลิโต้ ซึ่งถูกปรับมาเล่นหน้าเป้าแทนที่ อิบรา ได้เป็นอย่างดี

ฤดูกาลนั้นหัวหอกอาร์เจนไตน์จัดไปทั้งสิ้น 30 ประตู ไฮไลต์อยู่ที่นัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับบาเยิร์น มิวนิค

มิลิโต้ กดเบิ้ลก่อนเชือดนิ่ม 2-0 ครองเจ้ายุโรปในรอบ 45 ปีสำเร็จ

ส่วน เอโต้ แอสซิสต์คนเดียวทั้งสองประตูเช่นกัน ก่อนจะช่วยทีมเขียนประวัติศาตร์ครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ อันรวมถึงกัลโช่ เซเรียอาและโคปปา อิตาเลียอีกสองรายการ

เอโต้ ได้ทำอย่างที่พูดในวันแรก นั่นคือจะนำทีมประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



-----------------------

ตรงกันข้ามกับบาร์ซ่า ต้นสังกัดเก่าที่ตัดสินใจปล่อยเขามา

แม้ อิบรา จะจัดการไป 21 ประตูในทุกถ้วยและกระชากแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จ แต่สถานการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ดาวเตะสวีดิชไม่ลงรอยกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ดึงดันจะใช้แท็คติกของตัวเองท่าเดียว ไม่ค่อยสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น

บทบาทสำคัญตกอยู่ที่ ลิโอเนล เมสซี่ ทั้งสิ้น ซึ่งทำให้บรรยากาศในทีมทรุดหนักลงไปกว่าเก่า

ในวันที่พ่ายอินเตอร์ มิลานส่งผลให้อาซูลกราน่าร่วงถ้วยใหญ่ยุโรปรอบรองชนะเลิศ เกิดปากเสียงอย่างหนักระหว่าง เป๊ป กับ อิบรา

มีการตะโกนด่ากันด้วยความเกรี้ยวกราดในห้องแต่งตัว ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนแล้วว่า อิบรา ไม่น่าจะได้อยู่ในถิ่นคัมป์นูครบตามระยะสัญญา 5 ปี



เขายืนยันว่าไม่ได้รับอิสระในการเล่น จากที่กำหนดว่า เมสซี่ จะต้องรับผิดชอบพื้นที่ริมเส้น กลับต้องมาเล่นด้านในเกิดความซับซ้อนไปอีก

ดังนั้น อิบรา จึงได้กลับมายังมิลานอีกครั้ง แต่ไม่ใช่อินเตอร์ถิ่นเก่าอันอบอุ่น กลับเป็นเอซี มิลานที่อ้าแขนรับแทน

แม้ เอโต้ จะผูกพันกับบาร์ซ่าไม่ใช่น้อย แต่เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีความรู้สึกสะใจอยู่ข้างใน

เขาเลือกที่จะไม่วิจารณ์ทีมเก่าในสถานการณ์เช่นนี้ แต่โมเมนต์ที่ได้ชูโทรฟี่สีเงินใบเขื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันมันยอดเยี่ยมมาก

ครั้งก่อนกับบาร์ซ่า ครั้งต่อมากับอินเตอร์ เขาจึงเป็นผู้ชนะที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด

------------------------

เอโต้ ย้ายจากแคเมอรูนมายังศูนย์อะคาเดมี่ของเรอัล มาดริดเมื่อปี 1997

ตอนนั้นอายุเพิ่ง 16 ปียังไม่ประสีประสาอะไร ต้องปรับตัวอีกมาก ก่อนจะออกตัวเริ่มต้นกับทีมชุดบี



ความเร็วและความคล่องตัวคือคุณสมบัติอันโดดเด่น ส่งให้สต๊าฟฟ์โค้ชมั่นใจไม่น้อย

อย่างไรก็ตามด้วยกฎห้ามนักเตะนอกอียูในเวลานั้นลงเล่นในทีมชุดบี เอโต้ เลยเคว้งคว้าง

ความฝันของเขาคือการได้เล่นฟุตบอลในยุโรป เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

แต่เมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ เอโต้ เริ่มหวาดกลัวมาก โดยเฉพาะอาจต้องถูกส่งกลับบ้าน หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควร

มาได้ไม่เท่าไรเขาก็ถูกเลกาเนส สโมสรในเซกุนด้าเบหรือลีกรองยืมตัวไปใช้งาน พอกลับมาก็อยู่กับราชันชุดขาวแค่ช่วงสั้นๆ ถูกส่งไปให้เอสปันญ่อลยืมอีก

ก่อนในปี 2000 เมื่อโยกมายังมายอร์ก้าแบบยืมอีกหน จึงแจ้งเกิดได้สำเร็จในวัยไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น

จนมีการซื้อขาดเกิดขึ้นในปี 2000 ด้วยมูลค่า 4.4 ล้านยูโร ซึ่งราคาแพงเป็นสถิติของสโมสรเล็กๆแห่งนี้



ด้วยความที่มีบุคลิกน่ารัก เอโต้ ก้าวขึ้นมาเป็นขวัญใจแฟนบอลชาวเกาะอย่างรวดเร็วและมาพีกสุดขีดในฤดูกาล 2002/03 โดยเป็นแกนหลักร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์หรือบอลถ้วยมาครองครั้งแรก

ที่สำคัญเขานำเงินส่วนแบ่งที่ได้ 30,000 ยูโร ซื้ออาหารเลี้ยงแฟนบอลที่เดินทางไปชมเกมนั้นกันทุกคนด้วย

มาเตโอ อเลมานี่ ประธานของมายอร์ก้าทำใจไว้แล้วว่าอีกไม่นานจะต้องเสียแข้งรายนี้ไป แม้จะไม่อยากขาย แต่ด้วยสถานะทางการเงินและข้อเสนออันงดงามคงขวางไว้ไม่ได้

แล้วก็จริงอย่างนั้นในปี 2004 บาร์เซโลน่า ยอมควัก 24 ล้านยูโรดึงไปร่วมทีมได้สำเร็จ

ตอนนั้น ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานเรอัล มาดริดหวนกลับมาทาบทามหวังจะคว้าตัวกลับไป แต่ เอโต้ ยืนกรานว่าไม่มีทางเด็ดขาด

เขาบอกกับคนใกล้ตัวว่า มาดริดไม่มีความจริงใจเลยสักนิดเดียว แทนที่จะปกป้องและสนับสนุนมากกว่านี้ กลับตั้งใจคว้ามาเพื่อลอยแพมากกว่า

ฤดูกาลแรกในสีเสื้อเลือดหมูน้ำเงินของอาซูลกราน่า เอโต้ กดระเบิดถึง 29 ประตูจาก 45 นัดในทุกถ้วย ผงาดบัลลังก์ลาลีกา


ในงานปาร์ตี้เถลิงแชมป์ที่คัมป์นู เขามีความสุขอย่างมากและรู้สึกสาแก่ใจเหมือนได้ตอกหน้ามาดริด

เลยเผลอไผลไปตามอารมณ์ตะโกนลั่นเป็นสแปนิชว่า "มาดริด ไอ้พวกเศษสวะ , มาดูนี่พวกข้ากำลังฉลองแชมป์โว้ย"

หลักฐานและพยานมัดไว้แน่นหนา ทำเอา เอโต้ ดิ้นไม่หลุดกับพฤติกรรมสุดโต่งนั้น ก่อนจะถูกสหพันธ์ฟุตบอลสเปนสั่งปรับ 12,000 ยูโร

ก่อนที่เขาจะยอมออกมาขอโทษภายหลังว่าไม่ได้มีเจตนาจะหยามหมิ่นทีมเก่าด้วยวาจาอันหยาบคายเลย

แต่แฟนบอลมาดริดไม่เชื่อเช่นนั้น ยืนยันว่า เอโต้ ไม่ควรมาแค้นกันอย่างนี้ ในทางตรงกันข้ามน่าจะขอบคุณที่ได้รับโอกาส

ไม่ใช่เพราะมาดริดหรอกหรือไปดึงตัวมาจากแอฟริกาอันไกลโพ้น อีกทั้งยอมหาสโมสรที่พร้อมดูแลให้โอกาสลงเล่นอย่างเต็มที่ แล้วพอจะคว้าตัวกลับมาอีกครั้ง คุณกลับไปเลือกบาร์ซ่าคู่แข่งตัวเอ้แทน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
มาดริดนิสต้า ทั้งหลายย่อมมีความทรงจำสีดำกับ เอโต้

ในขณะเดียวกันตัวนักเตะก็ไม่ได้ยี่หระอะไรกับสโมสรนี้

ทำนองเดียวกันวันที่บาร์เซโลน่าไม่เห็นค่าและมอง อิบราฮิโมวิช สำคัญกว่า ส่งเขาไปให้อินเตอร์ในสถานะแค่ "ตัวแถม"

เอโต้ อาจมองย้อนกลับมาถึงวันที่โกรธแค้นมาดริดอย่างหนักก็ได้

ถ้าเขาจะฉุกคิดสักนิดว่าบนเส้นทางสายนักเตะอาชีพ ผลประโยชน์คือสิ่งสำคัญสุดก็ไม่น่าต้องมาสุมไฟแค้นใส่หัวใจอย่างนี้หรอก

บางทีกว่า เอโต้ จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ตอนที่ย้ายจากอินเตอร์ไปยังอันจิ มาคาชคาล่ารับค่าจ้าง 20 ล้านยูโรต่อซีซั่นหลังจากหักภาษีแล้วนั่นแหล่ะ



คำตอบอาจมาช้าไป แต่อย่างน้อยก็ยังมาให้เขารู้ถึงสัจธรรมแห่งโลกลูกหนัง ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากชีวิตจริงเลย

กว่า เอโต้ จะรู้ซึ่งถึงสัจธรรมแห่งโลกลูกหนังก็ตอนบั้นปลายอาชีพการค้าแข้งแล้ว แต่ถ้าใครที่ชอบแน่นอนและไม่ต้องรอลุ้นว่าจะยังไงมาเริ่มต้นกับ Sbobet777 ได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99


---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment