ข่าว

[ #กลับมาคราวนี้เพื่อทวงความฝันคืน ]

อัพเดตเมื่อ : October 05, 2019 12:01am โดย : admin

ช่วงท้ายฤดูกาล 2013/14 เดอะ ค็อปทั้งหลายต่างใจเต้นระทึก ลิเวอร์พูล ทีมรักกำลังรุกคืบสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

ผ่าน 35 นัดพวกเขากวาดไปแล้ว 80 คะแนน อันดับ 2 ตามมาคือเชลซีเล่นเท่ากันมี 75 คะแนน

กระนั้นที่น่ากังวลคืออันดับ 3 แม้แมนฯซิตี้จะมีแค่ 74 คะแนน แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด หากชนะช่องว่างจะเหลือแค่ 3 เมื่อเล่น 35 เกมเท่ากัน

นอกจากนี้ประตูได้เสียของเรือใบสีฟ้ายังดีกว่าทุกทีมบวกถึง 56 ด้วยกันเหนือหงส์แดงถึง 4 ตุง


ไม่ใช่แค่นั้นไฮไลต์ยังอยู่ที่เกมถัดไปนัด 36 จะต้องดวลกับเชลซี ซึ่งลึกๆแล้วยังพอมีความหวังแม้จะริบหรี่ก็ตาม

ทว่าบริษัทรับพนันถูกกฎหมายทุกสำนักต่างมั่นใจว่าลิเวอร์พูลจะแล่นฉิวเข้าวินอย่างไร้ปัญหา มีบางเจ้าถึงกับปิดรับแทงแชมป์ เพราะกลัวว่ากระเป๋าจะฉีกเอาง่ายๆ

ต้องยอมรับช่วงนั้นกระแสคลั่งจากเดอะ ค็อปแรงมาก พวกเขาพร้อมจะแทงทีมรักตัวเองครองลีกสูงสุด ต่อให้จะต้องลงทุนเยอะและได้มาเพียงแค่หยิบมือก็ตาม

เมื่ออัตราความเสี่ยงสูง ก็ควรถือคติว่าไม่ควรเสี่ยง

เพราะฟอร์มของหงส์แดงยังร้อนฉ่าสุดๆ ภายใต้การนำของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ถล่มตาข่ายกระจายหายห่วงมาอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งปักหลักในแอนฟิลด์เขี้ยวเล็บจะแหลมคมขึ้นอีก ยากมากที่ใครมาเยือนแล้วจะมีชีวิตรอดกลับไปครบ 32

หงส์แดงเตรียมพร้อมเปิดรังต้อนรับพกสถิติสุดเหี้ยมเกรียมชนะ 11 นัดรวด

ต่างจากสิงห์น้ำเงินซึ่งทำใจกับแชมป์ลีกแล้ว หันไปมุ่งมั่นกับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่เวลานั้นทะลุถึงรอบรองชนะเลิศแล้วดีกว่า


ปัจจัยและเงื่อนไขสารพัดล้วนแต่อยู่ฝั่งลิเวอร์พูลทั้งสิ้น ไม่น่ามีอะไรผิดพลาด บรรดาแฟนบอลต่างมีแผนปาร์ตี้ฉลองอยู่ในหัวเรียบร้อย ขอแค่ชนะเกมนี้ก่อน

ภาพตัดกลับที่เมลวู้ดสนามซ้อมของหงส์แดงในเวลานั้น

ที่กำแพงมีแบนเนอร์หรือป้ายภาพขนาดใหญ่ ตัวหนังสือสีขาวบนพื้นแดงข้อความว่า MAKE US DREAM ติดอยู่

"ทำฝันของเราให้เป็นจริง!" เป็นข้อความปลุกกระตุ้นจากเดอะ ค็อปที่ส่งกำลังใจมาให้

อีกแค่เอื้อมถึงเท่านั้นเอง ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว ร็อดเจอร์ส จะกลายเป็นตำนานยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล

----------------------

27 เมษายน 2014 เดอะ ค็อปอัดแน่นในแอนฟิลด์ เสียงเพลง You will never walk alone กระหึ่มขึ้น ช่วยสร้างความคึกคักฮึกเหิมให้กับนักเตะตัวเอง

ร็อดเจอร์ส จัดหนักไม่มีปราณี สตีเว่น เจอร์ราด กับ หลุยส์ ซัวเรซ 2 คีย์แมนอยู่ในสภาพที่พร้อมอย่างเต็มที่ ต่อให้ขาด ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ไม่สมบูรณ์ก็คงไม่กระทบนัก


ส่วน โชเซ่ มูรินโญ่ มาแบบ "ไม่เอา" ตามคาด บรรดาแข้งหลักได้พักหลายคนทั้ง เอแด็น อาซาร์ , จอห์น เทอร์รี่ , เฟร์นานโด ตอร์เรส , ดาวิด ลุยซ์ หรือกระทั่ง ปีเตอร์ เช็ก

เห็นไลน์อัพอย่างนี้แฟนหงส์ก็ยิ่งอุ่นใจเข้าไปอีก โดยเฉพาะ ร็อดเจอร์ส ความเชื่อมั่นลุ้นปรี่เหลือเกิน

เขาเน้นรุกบุกแหลกตามสไตล์ ไม่มีอะไรมายับยั้งความตั้งใจของกุนซือวัย 39 ได้เลย

แต่เหมือนมองข้ามเงื่อนไขที่เล่นเพื่อเสมอไม่เสียหาย ขอแค่ 1 แต้มก็เพียงพอแล้วไปเช็คบิลใน 2 นัดสุดท้ายซึ่งโปรแกรมไม่หนักเท่าไรเยือนคริสตัล พาเลซแล้วกลับมาเล่นในรังกับนิวคาสเซิ่ล

ความมั่นใจที่มากเกินบวกกับชั่วโมงบินน้อยเกินไป คือจุดอ่อนของ บีร็อด อย่างแท้จริง

ในเมื่อทีมคว้าชัยชนะด้วยการเล่นเกมรุกในแบบฉบับเดินหน้าแล้วฆ่ามัน รวมทั้งปรัญชาเกมรุกคือการเล่นเกมรับที่ดีสุด จึงไม่มีอะไรมาขัดขวางความมุ่งมั่น

ยิ่งเมื่อเห็นสภาพของเชลซีอาคันตุกะด้วยแล้ว ลับอีโต้รอเชือดนิ่มได้เลย

หารู้ไม่ว่า มูรินโญ่ แสยะยิ้มรออยู่ ขุดหลุมพรางลวงเอาไว้แล้ว ทะเล่อทะล่าบุกมาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือได้สะอื้นแน่


ลิเวอร์พูลเปิดฉากปูพรมถล่มราวกับกระหายประตูสุดขีด แบ็กโฟร์ดันขึ้นลุย ไม่ให้ผู้มาเยือนหายใจหายคอแบบคล่องๆ

ไม่ผิดไปจากที่คาดสำหรับ มูรินโญ่ ที่แยบคายกับคู่ต่อสู้แบบนี้ เน้นความรัดกุมไม่ต้องบุ่มบ่าม ขันนอตหลังบ้านให้แน่นไว้ก่อน จากนั้นรอด้วยความอดทนมองหาจังหวะผิดพลาด แล้วค่อยฉวยโอกาสขย้ำคืน

ประเภทขอทีเดียว ไม่ต้องออกอาวุธเยอะให้น่ารำคาญ

อีกทั้งเชลซีไม่ได้แบกความกดดันมาด้วย ทุกแข้งผ่อนคลายเพราะรู้ตัวแล้วว่ายังไงก็แชมป์ลำบาก มันเป็นได้แค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น

ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ๆ เจอร์ราร์ด จะสมาธิหลุดในจังหวะรับบอลจาก มามาดู ซาโก้ สายตาและจิตใจกังวลกับการเล่นช็อตต่อไป ก่อนไถลล้มเสียหลัก

เดมบ้า บา ที่เหมือนไอ้เสือร้ายหมอบนิ่งรอเหยื่อพลาดก็รีบจู่โจมทันที ตัดบอลได้แล้วควบตะบึงไป ส่วน เจอร์ราร์ด พยายามไล่ตามแต่ความร้อนรนทำให้การตัดสินใจแย่ไปด้วย

บา หลุดเดี่ยวยิงเข้าไปไม่เหลือซาก จบครึ่งแรกเชลซีนำ 1-0


ครึ่งหลังหงส์แดงยังครองบอลโหมเข้าใส่อย่างหนักหวังทำประตูคืน แต่เหมือนกดดันตัวเอง ยิ่ง เจอร์ราร์ด ด้วยแล้วหวังจะลบความผิด แสดงความทุ่มเทตั้งใจ

หารู้ไม่นั่นคืออาการ "เกร็ง" มันแปรเป็นความผิดพลาดไปหมด ดิ้นรนเท่าก็เหมือนโดนพันธนาการรัดแน่นมากเท่านั้น

เจอร์ราร์ด มุ่งมั่นกับการส่องไกลนอกกรอบที่ถนัด แต่แทบไม่ใกล้เคียงเลย เป็นการยิงทิ้งยิงขว้าง

พอกัปตันทีมออกอาการลนลาน ขาดความเชื่อมั่น นักเตะแต่ละคนก็เริ่มส่งสายตามองกันเลิกลั่ก ความมั่นใจถูกบั่นทอนตามไปด้วยเช่นกัน

แล้วพอ วิลเลี่ยน ยิงปิดกล่องเรียบร้อยในนาทีสุดท้าย แข้งลิเวอร์พูลทุกคนอยู่ในอาการเข่าอ่อน ทรุดลงกับพื้น หมดอาลัยไม่มีความหวังแล้ว ทั้งที่โอกาสยังเปิดกว้าง

เพราะนอกจากซิตี้จะต้องชนะรวดในเกมที่เหลือ ยังต้องมาวัดกันที่ประตูได้เสียอีก

แต่ภาพที่ออกมาเหมือนลิเวอร์พูลสารภาพ ก่อนมันจะกลายเป็นเช่นนั้นจริง

--------------------

ร็อดเจอร์ส ยอมรับว่าเขาพยายามบอกกับใครต่อใครว่าไม่กดดัน ทั้งที่ความจริงควรยอมรับและหาทางสู้กับมัน


พร้อมทั้งเห็นด้วยที่โดนวิจารณ์เรื่องประสบการณ์ นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ต้องจดจำให้แม่นเสมอ

หลังจากซีซั่นใหม่เปิดฉากขึ้นไม่เท่าไร ลิเวอร์พูลยังเมาหมัดไม่ฟื้นง่ายๆ ผลงานไม่เป็นอย่างที่คาดหวังเมื่อจบลง

กระทั่งตุลาคม 2015 หลังเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้ทำได้แค่เสมอเอฟเวอร์ตัน 1-1

ร็อดเจอร์ส ได้รับโทรศัพท์จาก ไมค์ กอร์ดอน ผู้บริหารของเฟนเวย์ กรุ๊ป ซึ่งเขารู้ชะตาตัวเองและพร้อมยอมรับมัน

ตอนที่รู้ว่าสโมสรแต่งตั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาทำหน้าที่แทน เขายังส่งข้อความไปแสดงความยินดีกับบอร์ด

ทั้งยังยกบ้านให้กับ คล็อปป์ ด้วย แล้วตัวเองย้ายลงไปอยู่ลอนดอนก่อนชั่วคราว เพื้อหาทางตั้งหลักกันใหม่

"ผมเข้าใจเลยว่า บ้านคือสิ่งสำคัญสุดสำหรับผู้มาใหม่ มันจำเป็นมากๆ"


ทุกวันนี้ คล็อปป์ ยังปักหลักบ้านหลังเดิมที่ บีร็อด เคยอยู่และดูมีความสุขมากๆอีกต่างหาก

ส่วน ร็อดเจอร์ส ไปอยู่บ้านหลังใหม่ ประสบความสำเร็จงดงามกับกลาสโกว์ เซลติก ครองทริปเปิ้ลแชมป์ของสก๊อตแลนด์ 2 สมัยรวด ผูกขาดความยิ่งใหญ่

ก่อนจะกลับพรีเมียร์ลีกอีกครั้งเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เลสเตอร์ คือบ้านหลังปัจจุบัน ซึ่ง บีร็อด เข้ามาแล้วก็ค่อยๆวางโครงสร้างรากฐานให้แน่นหนาตามแนวทาง

เกมรุกยังเป็นหัวใจหลักของเขาเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือความรัดกุมรอบคอบ ประสบการณ์ที่ผ่านมาถูกยึดเป็นครูมาจนตอนนี้

จิ้งจอกสยามเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความยอดเยี่ยม ก่อนคว้าชัย 3 เกมหลังสุดในทุกรายการยิงรวม 11 ประตู ยึดอันดับ 3 บนตารางพรีเมียร์ลีก


เสาร์ที่ 5 ตุลาคมนี้ บีร็อด จะหวนคืนสู่บ้านหลังเก่าอีกครั้ง พร้อมความทรงจำที่ทั้งสุขและเศร้าเคล้ากัน

ลิเวอร์พูลยังยืนหยัดอย่างสง่างาม กวาดชัยชนะเรียบวุธ 7 นัดในลีก พร้อมทั้งเพิ่งฉลองความสำเร็จยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อกลางปี

ร็อดเจอร์ส อาจจะไม่ได้อาฆาตแค้นที่โดนปฏิบัติอย่างนั้น โทรมาปลดกลางอากาศ

แต่มันจะยอดเยี่ยมมาก ถ้าการกลับมาครั้งนี้เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและนำเลสเตอร์สู่เส้นทางลุ้นแชมป์

"ผมภูมิใจที่ได้ทำงานกับลิเวอร์พูล ผมสำนึกเสมอที่ได้รับโอกาสในวัย 39 ปี ผมได้คุมสโมสรฟุตบอลที่เป็นเหมือนสถาบันอันยิ่งใหญ่"

"ผมแทบอดใจรอไม่ไหวจะได้กลับบ้าน"

ร็อดเจอร์ส เพิ่งกล่าวไว้ แม้รู้ดีว่ากลับมาคราวนี้จะไม่เหมือนเดิมก็ตาม


การกลับมาของ บีร็อด อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแต่เว็บไซด์แห่งความสนุกแห่งนี้เหมือนเดิม มั่นคง ไม่เคยเปลี่ยน กับ Sbobet777 ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/



บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment