breadcrumb symbol ข่าว

[ #คาแรคเตอร์ผู้ชนะ ]

อัพเดตเมื่อ : November 03, 2019 2:41am โดย : admin

ฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลโชว์พลังรุกที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพมากๆ

เฉพาะในพรีเมียร์ลีกยิงไปถึง 89 ประตู หากนับในทุกรายการทะลุ 100 อย่างไร้ปัญหา ยิ่งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยแล้ว ยังเคยเปิดแอนฟิลด์โชว์ถล่มบาร์เซโลน่าให้ชมเป็นขวัญตา

ดูเหมือนว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเชื่อมั่นในการเข้าทำอันดุดันและเด็ดขาดมากๆ สั่งลูกทีมเดินหน้าล่าตาข่ายอย่างเมามัน

3 ประสาน โม ซาลาห์ , ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ สลับคิวกันซัลโวอย่างครึกครื้น 27 , 26 และ 16 ตามลำดับในทุกรายการที่ลงเล่น



รวมแล้ว 69 ประตูที่เกิดขึ้นจาก "ไตรเทพ" นี่ขนาด ฟีร์มีโน่ มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนไม่ได้ลงเล่นสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ยังมีอะไหล่อย่าง ดิว็อก โอริกี้ ซัดไปทั้งสิ้นอีก 7 ประตูด้วยกัน เรียกว่ากองหน้าทำงานกันอย่างเต็มสูบ ไม่หลงลืมบทบาทตัวเอง

ไม่มีทางปฏิเสธเลยว่าเกมรุกคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ช่วยผลักดันให้หงส์แดงครองแชมป์ยุโรปสำเร็จ รวมทั้งถูกบันทึกว่าเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีกที่คะแนนมากสุดในประวัติศาสตร์

--------------------

พอขึ้นฤดูกาล 2019/20 หลายคนคาดการณ์ว่า คล็อปป์ จะต้องหาเพชฌฆาตที่สไตล์เกรี้ยวกราดในกรอบเขตโทษมาเติมมิติอีกราย

แต่เปล่าเลยเขาไม่ได้ใช้งบช็อปเสริมกำลังพล ยกเว้นดึง เซปป์ ฟาน เดนเบิร์ก เซนเตอร์แบ็กดาวรุ่งดัตช์มาเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นการซื้อเพื่ออนาคตมากกว่า

ยืนพื้นด้วยขุนพลเดิมๆ นั่นสร้างความกังวลให้กับเดอะ ค็อปไม่น้อย เพราะหวั่นว่าดีกรีความโหดเกมรุกจะตกลงไป อีกทั้งทีมอื่นจะจับทางได้ อาจไม่พีกเหมือนอย่างเคย

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ฤดูกาลรูดม่านเปิด ลิเวอร์พูลเล่นไปแล้ว 18 นัดในทุกรายการ แพ้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นให้กับนาโปลีในเกมยุโรป



ส่วนในพรีเมียร์ลีก 11 นัดชนะ 10 สะดุดเสมอแค่ 1 ในเกมแดงเดือดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ขณะเดียวกันสามเทพแนวรุก ยังคงเครื่องร้อนกันต่อเนื่อง มาเน่ จัดไปแล้ว 10 ซาลาห์ 8 และ ฟีร์มีโน่ 3 น้อยสุดเหมือนเดิม แต่มีประโยชน์อย่างมากไม่ว่าจะเป็นการวิ่งทำทางช่วยหรือแอสซิสต์ให้

ชัดเจนเลยว่าเรี่ยวแรงหงส์แดงไม่ได้ตกลงเลย สไตล์ยังคล้ายๆจากซีซั่นก่อน เพียงแต่อาจไม่ได้ถอดแบบมาเลยซะทีเดียว

กลับกันพวกเขาต้องเจองานที่โหดหินขึ้น เพราะคู่แข่งทุกรายที่เผชิญหน้าด้วยจะตั้งใจเล่นอย่างเต็มที่และพยายามหาวิธีป้องกันให้เหนียวแน่นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภาพรวมเกมของหงส์แดงอาจไม่หวือหวาหรือยิงขาดลอยเหมือนเคยนัก แต่บทสรุปที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงคือเป็นผู้ชนะ

แถมเป็นผู้ชนะที่ปรับโฉมบุคลิกได้อย่างน่าทึ่งอีกต่างหาก

นับตั้งแต่บุกไปเข่นเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ชัดเจนเลย

แน่นอนประตูชัยมาจากความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยของ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูดาบคู่ ซึ่งทำบอลลอดขาตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ โชคดีจึงเป็นของลิเวอร์พูล



จากนั้นกลางสัปดาห์ คล็อปป์ ต้องนำทีมลงเล่นยูซีแอลกับซัลซ์บวร์ก ปรากฏว่ายิงหนีห่าง 3-0 ใน 36 นาที ไม่มีอะไรส่งสัญญาณเตือนเลยว่าจะต้องหืดจับ

อย่างไรก็ตามจะด้วยความประมาทเลินเล่อย่ามใจเกินไปหรือผิดพลาดง่ายๆเอง ด้วยเวลาเพียงแค่ 20 นาที อาคันตุกะจากออสเตรียสามารถรัวคืน 3-3 ได้สำเร็จ

เจออย่างนี้เข้าแข้งหงส์จะต้องกดดันอย่างหนัก แต่พวกเขาแสดงให้เห็นว่าดีพอที่จะรับมือได้ ก่อน ซาลาห์ จะกดประตูชัยในนาทีที่ 70

โอเค -- มันอาจไม่น่าประทับใจนัก แต่อย่างน้อยได้ 3 คะแนน สำคัญพอๆกันคือลิเวอร์พูลสามารถแก้ปัญหาเอาตัวรอดในสถานการณ์บีบคั้นได้

อีก 3 วันถัดมาต้องเปิดแอนฟิลด์รับเลสเตอร์ มาเน่ ทำประตูนำก่อนเบรกพัก แต่ 10 นาทีสุดท้าย เจมส์ แมดดิสัน มาทวงคืนให้จิ้งจอกสยาม

เกมน่าจะจบด้วยการแบ่งแต้มกันแบบแฟร์ๆ แต่ลิเวอร์พูลที่มุ่งมั่นเดินหน้าลุยต่อเนื่อง จนเรียกจุดโทษได้สำเร็จในช่วงทดเวลาบาดเจ็บและ เจมส์ มิลเนอร์ ก็นิ่งพอซัดเข้าไปให้ชนะในที่สุด 2-1

ถัดมา 20 ตุลาคมศึกแดงที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดมาเหนือความคาดหมายต่อกรได้อย่างสูสีเข้มข้น มาร์คัส แรชฟอร์ด ชาร์จเผาขนหนี 1-0 ในครึ่งแรก

เข้าสู่ครึ่งหลังหงส์แดงเร่งเครื่องตามสถานการณ์ แล้ว อดัม ลัลลาน่า ที่ถูกเปลี่ยนลงมายิงตีเสมอได้ในช่วง 5 นาทีสุดท้าย ควัก 1 แต้มสำคัญออกไปหวุดหวิด



อาจไม่ชนะก็จริง แต่การคัมแบ็กได้ถือว่าลิเวอร์พูลมีคาแรคเตอร์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ

บุคลิกที่ว่าถูกย้ำอีกในเกมพรีเมียร์ลีกอีก 1 สัปดาห์ถัดมา เมื่อเล่นในแอนฟิลด์แล้วโดน แฮร์รี่ เคน โหม่งให้สเปอร์สนำตั้งแต่ 47 วินาทีเท่านั้น

กระนั้นเมื่อกลับมาสู่ครึ่งหลังลิเวอร์พูลกลับมาได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นโหมเป็นพายุ ก่อนได้รางวัลตอบแทนจากจุดโทษในนาทีที่ 75  คว้าชัย 2-1

อีก 3 วันต่อมา คล็อปป์ เข็นตัวสำรองลงทั้งยวง เพื่อลงเล่นลีกคัพกับอาร์เซน่อล เกมพลิกไปพลิกมาอย่างที่เราได้ดูกัน กระทั่งลิเวอร์พูลตามหลัง 4-5 จนน่าจะแพ้แล้ว

แต่ช่วงทดเวลานาทีสุดท้าย โอริกี้ ยังมาวอลเล่ย์ตีเสมออย่างระทึก 5-5 แล้วในช่วงเวลาสำคัญคือการยิงจุดโทษชี้ขาด ลูกทีมของ คล็อปป์ ยังทำได้ดีกว่าอีกต่างหาก

แล้วมาถึงเที่ยวล่าสุด ลิเวอร์พูลทำให้ทุกคนต้องทึ่งอีกครั้ง ตอกหัวตะปูย้ำอย่างประทับใจ

แอสตัน วิลล่าเจ้าบ้านนำเร็วตั้วแต่นาทีที่ 21 และรวมพลังกันต้านสุดฤทธิ์ จนเหลือไม่ถึง 5 นาที ตอนนั้นเดอะ ค็อปเชื่อว่าได้สัก 1 คะแนนก็ล้ำค่ามากมายแล้ว

แต่ที่ไหนได้นอกจาก แอนดี้ โรเบิร์ตสัน จะซัดตีเสมอในนาทีที่ 87 เปลี่ยนสกอร์บอร์ดที่วิลล่า พาร์คมาเป็น 1-1 แล้ว ช่วงทดเวลาสุดท้ายของท้ายสุด มาเน่ ยังมาทำประตูชัยได้อีก



การกลับมาคว้า 3 คะแนนอย่างนี้ แทบจะทำเอา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนฯซิตี้ลมจับเลยทีเดียว ช่องว่างจาก 4 เห็นอยู่รำไร กลายเป็น 6 เหมือนเดิม ภารกิจไล่ล่าช่างน่าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน

อาจจะใช่ที่ว่าบางครั้งลิเวอร์พูลมีเทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างๆ แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับคือพวกเขาแสดงให้เห็นบุคลิกของผู้ชนะอย่างแท้จริง

ตราบเท่าที่เสียงนกหวีดสุดท้ายยังไม่ดัง จะคงสู้ต่อไปเดินหน้าไล่ขยี้เพื่อคว้าชัยให้ได้

นี่คือมิติใหม่ที่เพิ่มมาจากเดิมของหงส์แดง ซึ่งเราแทบไม่ได้เห็นนักในฤดูกาลที่แล้ว

พวกเขาเรียนรู้และสรุปบทเรียนจากซีซั่นก่อนได้ดี รวมทั้งเอาตัวรอดได้อย่างยอดเยี่ยมในสถานการณ์ที่คับขัน

ชัยชนะอย่างนี้อาจสร้างความเสียวไส้ระทึกใจกับกองเชียร์ก็จริง แต่ในอีกด้านเมื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันกลับช่วยเสริมความมั่นใจ ซึ่งสำคัญสำหรับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย

ไม่ต้องถามว่าใครจะหยุดลิเวอร์พูล เพราะหากพวกเขายังมีคาแรคเตอร์เช่นนี้ต้องบอกว่ายากมากๆ แม้ในโลกฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้ก็ตาม



สไตล์อย่างนี้ช่างเหมาะกับความเป็นเฮฟวี่เมทัลของ คล็อปป์ เลยจริงๆ

ส่วนใครที่มองหาความตื่นเต้นไม่ไกลมือ ลองมาติดตามกับ Sbobet777 กันเถอะครับ รับรองว่าติดใจแน่นอน ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment