ข่าว

[ #เจ้าของสยองขวัญ ]

อัพเดตเมื่อ : November 07, 2019 4:07am โดย : admin

ซัมเมอร์ปี 1984 ดีเอโก้ มาราโดน่า สร้างเซอร์ไพรส์สั่นสะเทือนวงการลูกหนังเมื่อย้ายไปนาโปลีด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในเวลานั้น 7 ล้านปอนด์

ย้ายไปทีมอื่นยังไม่น่าแปลกใจ แต่ทำไมจู่ๆถึงกลายเป็นนาโปลีได้

เพราะเวลานั้นเนเปิ้ลส์ถูกหยามว่าเป็นเมืองที่ยากจนแห่งหนึ่งของยุโรป เต็มไปด้วยอันตราย มีพวกต่างชาติโดยเฉพาะทางฝั่งแอฟริกาเหนืออพยพมาอาศัยมากมาย


สภาพตึกรามบ้านช่องเก่าและทรุดโทรมมากๆ เดินไปไหนมาไหนต้องคอยระวังตัวแจ

แล้วสโมสรประจำเมืองคือนาโปลี ไม่เคยได้รับเกียรติยศยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เคยสัมผัสสคูเด็ตโต้หรือแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาเลยสักครั้ง เต็มที่แค่โคปปา อิตาเลีย 2 สมัยเท่านั้นเอง

วัดจากสถานภาพการเงินและองค์ประกอบอื่นๆแล้ว แทบไม่มีทางที่นาโปลีจะก้าวสู่แถวหน้าได้เลย

ตอนนั้นจึงน่าแปลกใจมากว่าทำไม มาราโดน่า ถึงยอมเซ็นสัญญากับนาโปลี

"ผมคิดว่าจะได้วิลล่าหลังงาม แต่ผมได้แค่แฟลต , ผมคิดว่าจะได้เฟอร์รารี่ แต่ผมได้เฟียต"

มาราโดน่า เล่าให้ฟังภายหลังและเข้าใจดีว่านาโปลีไม่ได้ร่ำรวยมีงบประมาณมากมาย แต่ที่เขาเลือกมาเพราะความจริงใจ นี่คือสโมสรที่ยอมกัดฟันหาเงินเพื่อมาซื้อตัวเขาไป

ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตกับ คอร์ราโด้ แฟร์ไลโน่ ประธานสโมสร ซึ่งระดมทุนจนได้เงินในจำนวนที่ต้องการไปจ่ายให้กับบาร์เซโลน่า

เป้าหมายของบิ๊กบอสจอมดีเดือดรายนี้คือต้องการให้โลกรู้จักเนเปิ้ลส์และเห็นคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่พอพูดถึงก็เบ้ปาก


ฉะนั้นฟุตบอลจึงเพียงสิ่งเดียวที่มีพลังมากพอจะแสดงให้ทุกคนเห็น

แล้ว มาราโดน่า ก็ตอบเงินค่าตัวและค่าจ้างอย่างคุ้มค่าทุกอณู ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พาทีมครองแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 2 สมัย ในฤดูกาล 1986/87 และ 1989/90

นอกจากนี้ยังผงาดโคปปา อิตาเลีย 1986/87 ด้วย จึงเป็นดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศ ที่ปลุกชีวิตเนเปิ้ลส์ให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง

ผู้คนนับแสนมีความสุขอย่างมาก ร้องรำทำเพลงฉลองกันทั้งเมือง บรรยากาศเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเนเปิ้ลส์เลย

ไม่ใช่แค่นั้นในซีซั่น 1988/89 ยังไปไกลถึงแชมป์ยูฟ่า คัพอีกด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกของนาโปลีด้วยเช่นกัน

กระทั่ง มาราโดน่า ไปคบหาสมาคมกับพวกเจ้าพ่อมาเฟีย มีพฤติกรรมที่น่าสงสัย กระทั่งไปพัวพันกับยาเสพติด จนต้องถูกจับติดคดีในปี 1991

จากนั้นความตกต่ำก็ค่อยๆ ย่างกรายคุกคามเข้ามา โดยเฉพาะเมื่อ แฟร์ไลโน่ ลุกจากเก้าอี้ประธานในปี 1994  


นาโปลีต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการเงิน จนถึงขั้นวิกฤตทรุดหนัก กระทั่งจบฤดูกาล 1997/98 ต้องร่วงไปอยู่เซเรียบี คว้าชัยเพียงได้แค่ 2 เกมเท่านั้น ไม่เหลือริ้วรอยความยิ่งใหญ่

แม้จะดิ้นรนต่อสู้ กลับมายืนบนลีกสูงสุดได้ภายในปีเดียว แต่ก็ตกลงไปในทันทีทันใดเช่นกัน ไม่อาจยืนหยัดรักษาสถานะของตัวเองไว้ได้

หลังจากนั้นก็จมอยู่ในเซเรียบียาวๆ จนมาถึงซีซั่น 2003/04 แม้จะจบด้วยอันดับ 13 ของตาราง แต่หนี้สินที่รุงรังเกือบ 70 ล้านยูโร จนยากที่จะจัดการชำระได้

นาโปลีจึงถูกฟ้องล้มละลายไม่พอ ยังถูกสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีปรับตกไปเล่นในเซเรียซี 1 หรือระดับดิวิชั่น 3 อีกต่างหาก

ขั้นต่อมาต้องเข้าสู่กระบวนการหาคนมาดูแลกิจการใหม่ ซึ่งพร้อมจะเคลียร์หนี้สินได้ทั้งหมด

ด้วยชื่อเสียงเมื่อครั้งมี มาราโดน่า บวกกับมีฐานแฟนบอลที่เหนียวแน่นซื่อสัตย์ นักธุรกิจหลายคนเลยลองแย็บดู

แต่เมื่อเห็นตัวเลขแดงเถือกมากมายกว่า 70 ล้านยูโร ก็ต้องฉากถอยไปกันหมด ไม่มีใครอยากเสี่ยงหรอก ยกเว้นว่า "รักกันจริง"


เพราะประโยคนี้แหล่ะที่ทำให้ ออเรลิโอ เด เลาเรนติส นักธุรกิจภาพยนตร์โดดเข้ามาอุ้ม พร้อมควักเงินส่วนตัว 25 ล้านปอนด์มาพยุง ก่อนจะได้นาโปลีไว้ในครอบครอง

นั่นคือจุดหักเหที่ทำให้โฉมหน้าของนาโปลีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

----------------------

จากผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อีกทั้งเคยกำกับเองเดินตามรอยพ่อ ดีโน เด เลาเรนติส บรมครูแห่งโลกเซลลูลอยด์

ออเรลิโอ เด เลาเรนติส เริ่มเบนเข็มจริงจังกับธุรกิจฟุตบอลมากขึ้นและมองเห็นช่องทางที่จะนำนาโปลีขึ้นไปอยู่ยังจุดเดิมได้ พร้อมมีผลกำไร ไม่ใช่ทุ่มบ้าคลั่งจนขาดทุน

จากความใฝ่ฝันที่จะเข้าวงการฮอลลีวู้ดในวันหนึ่ง เขาเริ่มถอนตัวออกมา เหลือเพียงแค่สร้างหนังเกรดบีเท่านั้น เพื่อทุ่มไปที่นาโปลีให้มากที่สุด

นอกจากนี้ เด เลาเรนติส ยังเป็นชาวเนเปิ้ลส์โดยสายเลือด ทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่


วันแรกที่เข้ามาประจำการในฐานะเจ้าของสโมสรคนใหม่ เขาประกาศให้แฟนบอลได้ยินทั่วกันว่า ขอให้ทุกคนอดทนแล้วดอกผลแห่งความสำเร็จจะตามมาไม่ช้า ขอเวลาแค่ 5 ปีแล้วจะได้เห็นกัน

เอาเข้าจริงไม่ค่อยมีใครเชื่อนัก ด้วยมองว่านี่คือคนในวงการมายา ฝีปากน่าจะล้ำหน้าฝีมือ

ปีแรกหลายอย่างกระท่อนกระแท่น ปัญหาเรื่องเอกสารนั้นน่าปวดหัวอย่างมาก กว่าจะเคลียร์เรียบร้อยและมีสิทธิ์ซื้อผู้เล่นได้ก็สายเกินกว่าจะเลื่อนสู่เซเรีย บีสำเร็จ

แม้ตัวเองอาจไม่ได้มีความรู้เรื่องฟุตบอล แต่ผู้สร้างหนังจอมบ้าเลือด ไปดึงคนเก่งมาช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการกีฬาหรือกุนซือมือดีอย่าง เอดูอาร์โด้ เรย่า ที่ประสบการณ์เพียบเปล้ อีกทั้งผ่านงานคุมทีมเล็กๆจนประสบความสำเร็จมานักต่อนัก

แล้วฤดูกาล 2005/06 นาโปลีก็ฉายแวว เมื่อนำโด่งยาวบนหัวตารางตั้งแต่ม่านเปิดยันช้อยเก็บฉาก คว้าแชมป์สบายเฉิบ เลื่อนสู่เซเรียบีชนิดไม่ต้องลุ้นเหนื่อย

แล้วภายในฤดูกาลเดียว เรย่า ก็นำนาโปลีจบด้วยรองแชมป์ ผงาดสู่เซเรียอาอย่างสง่างาม


กระนั้นแม้ เด เลาเรนเติส จะสร้างทีมด้วยความทุ่มเท แต่นิสัยที่เอาแต่ใจตัวเอง มีความแบบเผด็จการ ไม่ค่อยฟังเสียงคนอื่น ทำให้มักเกิดปัญหาตามมาเสมอ

เขาปล่อยให้ เรย่า ทำทีมในเซเรีย อาได้เพียงปีเดียว ก็เฉดหัวทิ้งทั้งที่นี่คือพาทีมเลื่อนชั้นมา 2 ระดับ แถมจบด้วยอันดับ 8 จากนั้นไปดึงเอา โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ มาก็ล้มเหลวอยู่ได้แค่ครึ่งปี

ขณะเดียวกัน เด เลาเรนเติส ดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจอย่างมาก หากนักเตะคนไหนปล่อยไปแล้วกำไรงาม จะไม่รีรอเลย

อย่าง เอดินสัน คาวานี่ , กอนซาโล่ อิกวาอิน หรือ จอร์จินโญ่ 3 คนรวมกันเกือบ 200 ล้านยูโร เรื่องนี้เองเริ่มสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลเท่าไรนัก เพราะหากต้องการโค่นอำนาจยูเวนตุสจริง ต้องเก็บขุนพลสำคัญไว้

เหมือนจะไหวตัวทัน เขาจึงใจแข็งไม่ยอมขาย คาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลังคนสำคัญง่ายๆ แม้จะมีข้อเสนอปริศนา 85 ล้านยูโรยื่นมาให้ก็ตาม


แล้วการดึง คาร์โล อันเชล็อตติ มาแทนที่ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงด้วย เพราะนี่คือยอดกุนซือฝีมือคนหนึ่งของอิตาลีในยุคนี้

แต่ เด เลาเรนเติส ก็ยังไม่เลิกนิสัยเดิมๆนั่นคือชอบแทรกแซงล้วงลูกการทำหน้าที่ของ อันเช่ อยู่เสมอ

แล้วช่วงหลังผลงานของทีมทรุดหนักมาก 8 นัดหลังสุดในทุกรายการชนะแค่ 2 เท่านั้น ทำให้เริ่มอยู่ไม่ติด ซึ่งนำมาสู่ปัญหาความวุ่นวาย

หลังเกมพ่ายโรม่าเมื่อวีกเอนด์ที่ผ่านมา เด เลาเรนติส สั่งให้ทีมมาเข้าแคมป์เก็บตัวยาวจนถึงเกมกับ เจนัว สุดสัปดาห์นี้ สร้างความไม่พอใจให้ อันเช่ อย่างมาก

ไม่ใช่ตัวกุนซือเท่านั้น นักเตะแต่ละคนก็โมโหด้วยเช่นกัน มันจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว

พอเกมยูฟ่า แชมเปี้ยส์ ลีกซึ่งทำได้เพียงแค่ตามตีเสมอซัลซ์บวร์ก 1-1 จบลง แทนที่แข้งนาโปลีจะขึ้นรถโค้ชกลับเข้าแคมป์ กลับแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน

คราวนี้ เด เลาเรนติส โกรธควันออกหูที่ประกาศิตของเขาไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนอย่างเคย โดยอ้างว่านี่ไม่ใช่การลงโทษ แต่เพื่อให้นักเตะมีสมาธิกับเกมเต็มที่


อันเช่ เองก็หงุดหงิดด้วยเช่นกันและอาจตัดสินใจลุกจากเก้าอี้แทน ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดเช่นนี้อีก

แล้วจอมเผด็จการเอาแต่ใจอย่าง เด เลาเรนติส เจอเหยียบจมูกเย้ยอย่างนี้จะทำอย่างไร

ฟางเส้นสุดท้ายเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

ส่วนใครที่กำลังอึดอัดกับที่เดิมๆกับการบริการที่ล่าช้า ลองมาหาอะไรใหม่ๆที่รวดเร็วทันใจกับ  MYSBOBET ได้เลยครับ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@MY-SB99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/


 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment