breadcrumb symbol ข่าว

[ #ความโกรธต้องรู้จักเก็บ ]

อัพเดตเมื่อ : February 10, 2020 2:51am โดย : admin

สิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ย้ำเตือนลูกทีมก่อนลงสนามทุกครั้งคืออย่าพยายามให้ความโกรธครอบงำอารมณ์อย่างเด็ดขาด

ในช่วงที่แมนฯยูไนเต็ดพีกสุดขีด นักเตะฝั่งตรงข้ามแทบทุกคนต้องการจะโค่นให้ได้ ดังนั้นจึงพยายามงัดกลเม็ดทุกอย่างมาต่อสู้

การเล่นนอกเกมชกใต้เข็มขัดเป็นเรื่องปกติ แต่เราจะไปหลงติดกับดักไม่ได้ ยิ่งโดนยั่วยุมากเท่าไร ยิ่งต้องแสดงความนิ่งเงียบเยือกเย็นออกมามากเท่านั้น

เพราะความนิ่งนี่แหล่ะจะเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ตอบโต้

ไม่ว่าจะโกรธขนาดไหน สำหรับ เฟอร์กี้ การเก็บเอาไว้คือการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ไม่ใช่การระบายออกมา

หากคุณคิดว่าปลดปล่อยแล้วคิดว่าจะทำให้ผ่อนคลายขึ้น นั่นเป็นเรื่องที่ผิดอย่างแท้จริง



ย้อนไปเมื่อมกราคมปี 1995 แมนฯยูไนเต็ดมีคิวต้องออกไปเยือนเซลเฮิร์ตส์ พาร์คของคริสตัล พาเลซ เป็นโปรแกรมมิดวีกที่เล่นตอนหัวค่ำอากาศหนาวเหน็บเหลือเกิน

ต่อให้อุณหภูมิจะติดลบเย็นสุดขั้วมากแค่ไหน แต่ดีกรีของเกมจะร้อนดุเดือดสวนทางอย่างแน่นอน เรื่องนี้ เฟอร์กี้ เดารูปเกมออกตั้งแต่แรกแล้ว

ไม่ว่าอย่างไรดิ อีเกิ้ลส์ก็ต้องมาจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบอัดหนักรองรับอาคันตุกะจากเมืองเหนือ

ความดุดันเกรี้ยวกราดเป็นหนทางที่ดีสุดของพาเลซ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบิ๊กทีมทั้งหลาย

แอนดี้ โคล เจอกับความโหดตั้งแต่นาทีแรก แต่ยังก้มหน้าก้มตาเล่นต่อไป มันไม่ได้สร้างความแปลกใจให้ เฟอร์กี้

เขาชอบ โคล ตรงที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีนี่แหล่ะ ไม่ว่าจะเจอเหลี่ยมเล่ห์สารพัดพิษจากกองหลังคู่ต่อสู้มากแค่ไหน ยังคงลุกขึ้นมามุ่งมั่นกับหน้าที่ตัวเองเช่นเดิม

คนที่น่าเป็นห่วงคือ เอริก คันโตน่า มากกว่า พอเห็นสไตล์บู๊สะบั้นหั่นแหลกของ คริส โคลแมน กับ ริชาร์ด 2 เซนเตอร์แบ็กพาเลซ ลางสังหรณ์ของ เฟอร์กี้ ก็ทำงาน

พักครึ่งสกอร์ยังตรึงนิ่ง 0-0 ตอนอยู่ในห้องแต่งตัว เฟอร์กี้ ไม่ได้พูดอะไรมาก บอกให้ลูกทีมเล่นตามเดิม เพิ่มการระงับความโกรธให้มากยิ่งขึ้น แล้วหันมาย้ำกับ ก็องโต้ มากเป็นพิเศษ

หัวหอกเฟร้นช์พยักหน้ารับคำเข้าใจ ทำให้เจ้านายสบายใจขึ้นบ้าง กระนั้นความกังวลก็ยังอยู่ จนกว่าจะจบเกมนั่นแหล่ะ ถึงจะหายใจโล่ง

ครึ่งหลังเปิดฉากได้ไม่เท่าไร คันโตน่า แพ้ภัยอารมณ์ตัวเองเมื่อโดน โคลแมน จงใจเล่นงานแบบหวังจะให้เดี้ยงหนัก จึงสอยคืนเข้าให้ สุดท้ายได้ใบแดงมาเป็นรางวัลตอบแทน

เฟอร์กี้ ได้แต่ส่ายหัวพูดอะไรไม่ออก แต่ด้วยความที่ ก็องโต้ คือลูกรักจึงได้อภิสิทธิ์พิเศษ ไม่ค่อยได้เจอกับแฮร์ดรายเออร์หรือเครื่องเป่าผม

อย่างไรก็ตามจากความฉุนเฉียวที่ยังคุกรุ่นอยู่ พอกำลังเดินออกจากสนามแล้วได้ยินเสียงแฟนบอลคนหนึ่งตะโกนด่าใส่บุพการีอย่างหยาบคาย พร้อมขับไล่กลับประเทศ จึงวิ่งข้ามป้ายโฆษณาแล้วกระโดดถีบใส่สองเท้า



มันกลายเป็นตำนานกังฟูคิกอันลือลั่น แต่ เฟอร์กี้ ไม่เคยอยากจดจำเลย

อย่างที่เรารับรู้กัน ผลกระทบจากการถีบยอดอก แม็ทธิว ซิมม่อนส์ แฟนบอลปากดี ทำให้ คันโตน่า โดนสโมสรชิงลงโทษแบนยาวตลอดฤดูกาลที่เหลือ

ก่อนที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษจะเพิ่มเป็น 8 เดือนด้วยกัน สั่งปรับอีก 2 หมื่นปอนด์ โชคดีที่ว่าไม่ต้องติดคุก 1 สัปดาห์ ศาลพิพากษาให้ไปบำเพ็ญประโยชน์สอนบอลเด็กแทน

หลังปฏิบัติหน้าที่เป็นพลเมืองดีชดใช้เรียบร้อย ก็องโต้ กลับไปอยู่ปารีสหลายเดือน จนมีแนวโน้มว่าเบื่อหน่ายกับชีวิตอยากคิดแขวนสตั๊ดมันซะตอนนั้นเลย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา สมัยเล่นอยู่ในลีกเอิงช่วงวัย 24-25 ปี เคยคิดจะรีไทร์ด้วยซ้ำ แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นแข้งพรสวรรค์อนาคตไกลก็ตาม

ตอนนั้น คันโตน่า ซึ่งโดนผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามไล่เตะไล่ตอดทั้งเกม แล้วผู้ตัดสินเพิกเฉยไม่ปกป้อง จึงไประเบิดอารมณ์ใส่ แล้วพอเจอใบแดงไล่ออก ผลักอกจะเอาเรื่อง

พอคดีนี้เข้าสู่กระบวนการศาล เขาคิดว่าตัวเองโดนลงโทษอย่างไม่แฟร์ จึงลุกจากเก้าอี้แล้วด่ากราดใส่ทุกคนชนิดไม่ต้องเคารพให้เกียรติกัน

บทลงโทษของ ก็องโต้ จึงเพิ่มหนักกว่าเดิม ซึ่งนั่นแหล่ะคือจุดเริ่มต้นของความคิดจะเลิกเล่น หากไม่ได้ เชราร์ อุลลิเยร์ กับ มิเชล พลาตินี่ แนะนำให้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ ตำนานแห่งพรีเมียร์ลีกคงไม่เกิดขึ้น

จริงๆแล้ว ก็องโต้ เกือบได้ย้ายไปลิเวอร์พูลแล้ว อย่างไรก็ตาม แกรม ซูเนสส์ ผู้จัดการทีมในเวลานั้น รับรู้กิตติศัพท์ของนักเตะรายนี้ดีว่ามีขีดความอดทนต่ำมากๆ อาจก่อให้เกิดปัญหาในห้องแต่งตัว

เมื่อไม่ต้องการให้บรรยากาศภายในทีมเสีย บวกกับมีกองหน้าแทบล้นทีมแล้วเลยปฏิเสธไปแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

ทว่า เฟอร์กี้ กลับยอมเสี่ยง แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ

ตัดภาพกลับไปที่ช่วงติดโทษแบนอยู่นั้น คันโตน่า ยอมรับกับคนใกล้ตัวว่ารู้สึกเหนื่อยหน่าย ไม่มีแรงจูงใจอีกต่อไป



เฟอร์กี้ รู้เรื่องเข้ารีบจับเครื่องบินไปกล่อมถึงฝรั่งเศส หว่านล้อมต่างๆจน คันโตน่า กลับมาช่วยทีมประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

แต่แล้วเมื่อถึงจุดอิ่มตัวและคิดว่าไม่อยากให้ความโกรธถูกจุดติดขึ้นมาอีก เขาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ เฟอร์กี้ ต้องเศร้าสุดในชีวิตด้วยการรีไทร์ทั้งที่เพิ่งจะ 31 ปี

เหตุผลที่เขาบอกกับเจ้านายคือ เบื่อกับเป้าหมายของสโมสรและทิศทางต่างๆ ที่ไม่ค่อยทุ่มเทงบประมาณอย่างเต็มที่เพื่อก้าวไปสู่ระดับท็อปของยุโรป

นอกจากนี้ยังมักเอาชื่อของเขาไปหากินกอบโกยผลประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน
 ในสินค้าต่างๆที่เมกกะสโตร์

แต่ลึกลงไปแล้ว คันโตน่า ไม่อยากตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของตัวเองอีกแล้วต่างหาก



ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งหากเขาคุมมันไม่ได้ เป็นฝ่ายแพ้ การสูญเสียย่อมเกิดขึ้นอีก ซึ่งมันอาจจะหนักกว่าครั้งก่อน

ฉะนั้นการตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ดจึงเป็นทางออกดีสุดและไม่คิดหวนคืนสู่วงการอีก ไม่ว่าจะบทบาทไหน ยกเว้นไปเล่นฟุตบอลชายหาด ซึ่งช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น

---------------------

กรณีของ ก็องโต้ ยังรู้จักตัวเองและไหวทัน ก่อนจัดการแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุเป็นหนที่ 3

ในขณะเดียวกัน เฟอร์กี้ ที่ผ่านประสบการณ์ในวงการฟุตบอลมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะตอนเป็นนักเตะหรือกุนซือต่างรู้ดีว่า ผลเสียที่เกิดจากความโกรธนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน

เขาพร่ำสอนตัวเองและเน้นย้ำกับลูกทีมทุกคนว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ระบายมันออกไป แต่ต้องเก็บไว้เท่านั้น

เมื่อเวลาผ่านไป อารมณ์ที่กรุ่นอยู่จะค่อยๆเย็นลงกระทั่งปกติ แล้วเมื่อนึกย้อนกลับมาทบทวน เราจะรู้สึกดีมากที่เอาชนะได้

เพราะมันช่วยให้เราชนะในเกมมาก่อนด้วย

เฟอร์กี้ เข้าใจธรรมชาติของนักเตะที่เก่งกาจเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ มักจะมีอารมณ์ตอบโต้รุนแรง โดยเฉพาะเกรี้ยวกราดโมโหร้ายยามถูกเล่นงานหรือเจอเรื่องไม่สบอารมณ์ขึ้นมา



รอย คีน คืออีกเคสที่เห็นได้ชัด ไม่ว่าช็อตไปย่ำ แกเร็ธ เซาธ์เกต อย่างน่าเกลียด เอาคืน อัล์ฟ อิงเก้ ฮาแลนด์ จนเป็นคดีความใหญ่โตต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

หรือแม้กระทั่งการปะทะกับ ปาทริค วิเอร่า สมัยที่แมนฯยูไนเต็ดกับอาร์เซน่อลคือสองขั้วอำนาจที่ผลัดกันขึ้นบัลลังก์

บุคลิกของ คีน อาจดูแตกต่างจาก คันโตน่า ตรงที่แสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจนกว่า ไม่ว่าจะมาจากท่าทางหรือสีหน้า

กระนั้นความเหมือนกันคือ พอดีกรีความโกรธพุ่งถึงขีดสุดจะเก็บไว้ไม่อยู่ ต้องหาทางปลดปล่อยออกมา ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

คันโตน่า ควรจะได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องลงสนามมากกว่านี้อีกมาก รวมทั้งรีไทร์ในวัยที่เหมาะสม

คีน ควรจะจบชีวิตค้าแข้งกับแมนฯยูไนเต็ด ในฐานะตำนานแห่งกัปตันที่กวาดความสำเร็จมากมายและไม่ต้องลงเอยด้วยความบาดหมาง จนแผลยังไม่หายในปัจจุบัน

เพราะอะไรกัน? ถ้าไม่ใช่ความโกรธ

ที่สำคัญความน่ากลัวของอารมณ์คนเรา มันอาจไม่ได้ทำลายแค่คุณคนเดียว แต่ยังส่งผลไปยังคนอื่นที่อาจไม่รู้เรื่องด้วย

โกรธเมื่อไรต้องรู้จักเก็บงำไว้ พอมันผ่านไปแล้วมองย้อนกลับมา จะรู้ว่ามันคุ้มค่ามากแค่ไหน


สำหรับนักฟุตบอลการควบคุมอารมณ์คือสิ่งสำคัญ แต่สำหรับคนทั่วไปอย่างพวกเรา MYSBOBET นี่แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล อยากบวกติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 

บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment