breadcrumb symbol ข่าว

[ #จากแพะสู่พระเอก ]

อัพเดตเมื่อ : February 17, 2020 2:09am โดย : admin

2 ฤดูกาลของ โรเมลู ลูกากู ที่ลงเล่นให้แมนฯยูไนเต็ดถือว่ามีสถิติตัวเลขที่น่าพอใจ
42 ประตูกับอีก 13 แอสซิสต์ จาก 96 นัดในทุกรายการ ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย แม้จะมีค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ตอนย้ายมาก็ตาม
แต่หลังจบฤดูกาล 2018/19 ลูกากู กลับแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรืออยากโยกไปเล่นในกัลโช่ เซเรีย อากับอินเตอร์ มิลาน ทั้งที่ใช้ชีวิตในอังกฤษมา 9 ปีเต็มอยู่กับ 4 สโมสรตั้งแต่เชลซี , เวสต์บรอมวิช , เอฟเวอร์ตันและแมนฯยูไนเต็ด
ถ้าตัดเชลซีซึ่งแทบไม่ได้รับโอกาสทิ้งไปที่เหลือเขาโชว์ฟอร์มระเบิดตาข่ายได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะในสีเสื้อเวสต์บรอมวิชที่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นเสมอหรือแมนฯยูไนเต็ดทีมระดับท็อปในพรีเมียร์ลีก
อย่างไรก็ตามดาวถล่มประตูเบลเจี้ยนให้เหตุผลว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาบ้าง การย้ายไปลีกใหญ่อื่นๆในยุโรปจะช่วยให้พัฒนาและเรียนรู้ในสิ่งไม่เคยเจอมาก่อน
แต่เบื้องลึกคือ เขาเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ว่าจะขยับทำอะไรเป็นอันต้องผิดหมดในสายตาแฟนบอล
"ผมกับ ปอล ป็อกบา มักจะเป็นคนผิดเสมอ ราวกับว่ายูไนเต็ดแย่ลงเพราะเราสองคนเป็นหลัก"
"ผมยิงประตูสำคัญในเกมยุโรปกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็ยังผิดอยู่ดี มักจะมีคำว่า "แต่" ออกมาจากแฟนๆเสมอ"
ซีซั่นแรกของเขาหลังย้ายมาจากเอฟเวอร์ตันไม่เท่าไร 16 ประตูในลีกและ 27 ประตูในทุกรายการ นับว่าสมราคาอยู่
แต่พอฟุตบอลโลก 2018 ปิดฉากลง โดยเขามีส่วนนำเบลเยี่ยมสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 3 มาครองเป็นครั้งแรก
นอกจากนี้ยังซัดไป 4 ประตูด้วยกัน เป็นรองดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ยิงได้เท่า อองตวน กรีซมันน์ เป็นรองเพียง แฮร์รี่ เคน
อย่างไรก็ตามทุกคนสังเกตว่าในเวิล์ด คัพ ร่างกายของ ลูกากู ดูหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตัวใหญ่กว่าเดิม กระนั้นไม่ค่อยมีใครใส่ใจนัก เพราะฟอร์มเข้าฝักยิงได้ต่อเนื่อง
ปัญหามาเกิดขึ้นตอนกลับมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ดนั่นแหล่ะ
จากที่เคยซัลโวอย่างสม่ำเสมอ ผลงานค่อยๆดร็อปลง นอกจากนี้ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บรวบกวนง่ายขึ้น
จนเจอกับเสียงวิจารณ์ว่า เพราะปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ฉุ ตามใจปากตัวเองเกินไป ไม่ใส่ใจในความเป็นมืออาชีพเลย
ทั้งแฟนบอลและพวกสื่อต่างรุมสกรัมอย่างพร้อมเพรียง ประเด็นสำคัญคือไม่มีใครมาถามเขาเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ความจริงคือ ลูกากู เร่งสร้างกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ ก่อนฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะเริ่มขึ้น เพราะได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาว่าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่ง ยืนหยัดในทัวร์นาเมนต์ที่ต้องเตะถี่ยิบได้สบาย
นอกจากนี้เขายังมั่นใจมากๆว่าจะยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จึงเชื่อตามทุกอย่าง เพิ่มเวลาในการเข้ายิม อัดอาหารที่ให้พลังงานมากเช่นพวกพาสต้าและคาร์โบไฮเดต รวมทั้งไขมันด้วย
ปรากฏว่าได้ผลอย่างที่คิดไว้ ลูกากู ดูทรงพลังมากๆ กองหลังคนไหนเผลอมาแบบหนึ่งต่อหนึ่งไม่มีทางรับมือได้แน่นอน ตรงกันข้ามจะถูกความบึกบึนเบียดจะร่วงเอา
เมื่อเป็นอย่างนี้ เขาจึงไม่ได้ลดน้ำหนักตัวเอง ปล่อยให้ใหญ่โตอย่างนั้นหลังกลับมารับใช้แมนฯยูไนเต็ด
บางที ลูกากู อาจจะลืมมองไปว่า ฟุตบอลลีกที่ต้องเล่นกันยาวนานหฤโหดถึง 8 เดือนกับทัวร์นาเมนต์สั้นๆแค่ 1 เดือน มันมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันอยู่
แล้วฟุตบอลอังกฤษมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ห้ำหั่นต่อสู้กันดุดันมากๆ นอกจากนี้ยังมีสปีดเกมที่เร็วด้วย
การที่ ลูกากู ปล่อยให้น้ำหนักตัวเท่าเดิม แม้ส่วนใหญ่จะเป็นกล้ามเนื้อไม่ใช่ไขมันส่วนเกิน กลับฉุดประสิทธิภาพให้ลดลง
อย่างแรกเลยก็คือการออกตัวหรือสปรินท์ไม่พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
อย่างสองอาการบาดเจ็บถามหาง่ายกว่าเดิม เพราะการลงน้ำหนักแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะจังหวะวิ่งหรือต้องขึ้นโหม่ง ล้วนแต่มีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เรื่องนี้ ลูกากู ปรึกษากับทีมสต๊าฟฟ์ของสโมสร มีการพูดคุยกันตลอด ก่อนได้บทสรุปว่า ควรรีดน้ำหนักให้เร็วที่สุด ลดลงจากเดิมสัก 3-5 กิโลกรัมจะช่วยแก้ปัญหาได้
แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ โฟกัสไปที่เรื่องวินัยที่หย่อนยาน ตามใจปากไม่ยอมไดเอ็ตหรือควบคุมน้ำหนัก
ทั้งที่ความจริงพื้นฐานของ ลูกากู เป็นคนที่เอาใจใส่ต่อร่างกายมากๆ เชื่อมั่นว่าสุขภาพความฟิตคือสิ่งสำคัญสุด เป็นปัจจัยหลักนำไปสู่ความสำเร็จ
เขาดูแลตัวเองอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่สมัยอยู่อันเดอร์เลชท์แล้ว จากนั้นเมื่อย้ายมาเชลซีก็จ้างนักโภชนาการมาแนะนำและปรุงอาหารที่มีประโยชน์
ลูกากู แทบไม่แตะต้องของมันๆ จะเน้นที่ผัก ผลไม้ ปลาและพยายามเลี่ยงเนื้อแดง เพราะทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย ฉะนั้นจึงยึดอกไก่อบหรือไก่งวงเป็นหลัก
นอกจากนี้ยังเข้ายิมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 วัน เพื่อกระชับกล้ามเนื้อและเพิ่มความแกร่งไปด้วยในตัว
สมัยติดทีมชาติเบลเยี่ยมใหม่ๆ เจ้าหน้าที่โภชนาการที่ดูแลอยู่ ออกปากชม ลูกากู เลยว่าใส่ใจเรื่องสุขภาพมากกว่าที่คิดไว้เยอะ ไม่ใช่แค่กินอย่างเดียว ยังมีวินัยเรื่องการนอนอีกด้วย
เทียบกับ เอแด็น อาซาร์ ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ประจำทีมแล้วแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว รายนั้นซัดตามใจปาก ชอบมากพวกจั๊งค์ฟู้ดประเภทชีสเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นของต้องห้ามสำหรับนักกีฬาอาชีพ
ภายหลัง ลูกากู ลดน้ำหนักลงมาและผลงานกระเตื้องขึ้น แต่ไม่วายยังมักโดนจับผิด กลายเป็นเหยื่อเสมอ ยิงได้เล่นเด่นหนีไม่พ้นข้อครหาอยู่ดี
เมื่อมันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าจะรับไหว ลูกากู จึงตัดสินใจย้ายไปอินเตอร์ มิลาน
"ผมก็เริ่มมาคิดว่า จะเป็นยังไงถ้าผมออกจากสโมสรนี้ 1 ปีที่ยูไนเต็ดมันลบล้าง 8 ปีที่ผ่านมาของผมไปหมดเลย"
------------------
23 นัดในลีก ลูกากู สอยตาข่ายไปถึง 17 ประตู ส่วนยอดรวมทุกรายการอยู่ที่ 31 นัด 21 ประตู
นี่คือจำนวนตัวเลขต่างๆ จนถึงปัจจุบันนี้ (ยังไม่นับเกมกับลาซิโอคืนวันอาทิตย์) เห็นได้ชัดเลยว่ามันยอดเยี่ยมมากๆ
เขาคือฟันเฟืองสำคัญผลักดันให้อินเตอร์ มิลาน ทำแต้มไล่ล่ายูเวนตุสที่ผูกขาดมานานแบบหายใจรดต้นคอและลุ้นสคูเด็ตโต้ชนิดใกล้เคียงสุดในรอบ 10 ปี
สำคัญไม่น้อยกว่ากันคืออิตาลีคือสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบฟุตบอล วัฒนธรรมต่างๆและการปะทะกับกองเชียร์ฝั่งตรงข้าม ล้วนแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับที่อังกฤษ
เขาต้องต่อสู้กับเรื่องเหยียดผิว อย่างน้อย 2-3 ครั้งที่ตกเป็นเป้าแฟนบอลอีกทีม ซึ่งมันย่อมเป็นอุปสรรคที่บั่นทอนไม่ใช่น้อย
แต่ ลูกากู กลับรับมือได้ สะท้อนสภาพจิตใจอันแข็งแกร่ง คำพูดดูถูกเหยียดหยามไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย
เขาบอกว่าแรงสนับสนุนอย่างดีจาก อันโตนิโอ คอนเต้ และกองเชียร์เนรัซซูร์รี่ล้วนช่วยเป็นแรงขับดันให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
เมื่อลงสนามด้วยความสบายใจ ไม่ต้องกลายเป็นแพะรับบาปหรือถูกจ้องจับผิดอีก ฟอร์มจึงร้อนแรงกว่าที่คาดไว้มาก
นอกจากตอบแทนความไว้วางใจให้ คอนเต้ แล้ว ยังเป็นการตอกกลับแมนฯยูไนเต็ดจนหน้าหงาย
เร้ด อาร์มี่ไม่น้อยต่างนึกภาพว่าหาก ลูกากู ยังอยู่กับทีมต่อไป เกมรุกน่าจะมีศักยภาพมากกว่านี้ การขาดกองหน้าตัวเป้าประเภทโป้งปิดบัญชีคือจุดอ่อนอย่างแท้จริง
แต่สำหรับ ลูกากู น่าจะลืม 2 ปีที่นั่นไปแล้ว มันอาจไม่ได้แย่นัก แต่เมื่อต้องนึกถึงสถานะเหยื่อ แบกรับความผิดทุกอย่างไว้มากกว่าใคร คงไม่มีอะไรที่ต้องจดจำนัก
บางทีมันก็น่าแปลกใจ ลูกากู คือกองหน้าที่พิสูจน์ด้วยจำนวนประตูมาตลอด กลับไม่ค่อยถูกยอมรับนัก
แต่หากเขาประสบความสำเร็จกับอินเตอร์ มิลาน ซัลโวจนพาทีมโค่นอำนาจยูเวนตุสได้สำเร็จ จนคว้าดาวยิงสูงสุด รวมทั้งนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล
ลูกากู จะสลัดคราบความเป็นแพะหรือผู้ร้ายในสายตาแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดจนหมดสิ้น
ไม่แน่เหมือนกันว่าเขาอาจจะเป็นถึง "คิง" เลยด้วยซ้ำ เหมือนที่โพสต์ไว้หลังเกมแซงเอซี มิลานอย่างสะใจเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า
"เมืองนี้มีราชาคนใหม่แล้ว"
ส่วนใครกำลังหาเว็บไซด์ใหม่ๆล่ะก็มาลองนี่เลยครับกับ MYSBOBET ที่มีทีมงานพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment