breadcrumb symbol ข่าว

[ #ผู้แพ้นอกสนาม ]

อัพเดตเมื่อ : April 07, 2020 1:57am โดย : admin

แมนฯซิตี้คือสโมสรแรกในพรีเมียร์ลีกที่ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะไม่หักเงินพนักงาน ต่อให้อยู่ในช่วงที่ต้องสั่งพักระหว่างกักตัวป้องกันไวรัสโควิด-19 ระบาดก็ตาม

ไม่หักในที่นี้คือจ่ายเงินเต็มอัตราเหมือนเดิมและจะไม่ผลักภาระให้รัฐบาลช่วยเหลือตามมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้

มาตรการดังกล่าวที่เรียกว่า Furlough คือรัฐจะร่วมมือกับห้างร้านบริษัทเอกชนต่างๆ อย่าเพิ่งปลดพนักงานตัวเองออกในช่วง 3 เดือนจากนี้ โดยยินดีจะจ่ายชดเชยให้ 80 เปอร์เซนต์ของเงินเดือนเอง แต่ไม่เกิน 2,500 ปอนด์ต่อเดือน

ส่วนที่เหลืออีกเพียงแค่ 20 เปอร์เซนต์ให้รับผิดชอบกันเอาเอง ซึ่งคงไม่กระทบกระเทือนเท่าไรนัก ยังพอมีศักยภาพทางการเงินจ่ายได้อยู่

แต่หากยังไม่ไหวจริงๆ ก็ให้หาทางออกเจรจากันเอง เพราะเอาเข้าจริง 80 เปอร์เซนต์ที่รัฐรับผิดชอบมาแล้วก็น่าจะเพียงพอในระดับหนึ่ง อย่าลืมว่ากักตัวอยู่แต่ในบ้านรายจ่ายต่างๆย่อมลดลงด้วย

เงินทองมันเป็นเรื่องเปราะบางมากๆ แน่นอนว่ามาตรการนี้ย่อมส่งแรงกระแทกมายังวงการฟุตบอลด้วย

ในขณะที่ผู้คนไม่ได้ตื่นเต้นกับเคสของแมนฯซิตี้ที่ประกาศในตอนแรกว่าจะขอดูแลพนักงานสโมสรเอง ไม่ไปรบกวนรัฐบาล เงินส่วนนั้นควรได้ช่วยเหลือผู้ที่จำเป็นมากกว่า

เราต่างรู้ดีว่าแมนฯซิตี้มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขนาดไหน แค่นี้ไม่น่าจะสะเทือนนายทุนใหญ่จากอาบูดาบีในนามของ City Football Group สักเท่าไร

อย่างไรก็ตามพอเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการจัดการออกมา เพื่อนำเงินมาชดเชยจ่ายในส่วนชดเชยให้พนักงานถือว่าน่าสนใจ

ซิตี้ปรับนโยบายใหม่ทันที ยกเลิกโครงการพัฒนาตามนโยบายของ City Football Group ซึ่งครอบคลุมหลายสโมสรทั่วโลก เงินดังกล่าวที่วางไว้อยู่ที่ 389 ล้านปอนด์ จากการฝานหุ้นขายไปให้กับกลุ่มซิลเวอร์ เลคเมื่อปลายปีก่อน

เงินจำนวนนั้นถูกทางฝ่ายไฟแนนเชี่ยลแฟร์เพลย์หรือกฎควบคุมการเงินของยูฟ่า สอบสวนถึงที่มาที่ไปว่าอาจไม่ถูกต้องมาก่อนด้วย

มันอาจเป็นไปได้ว่าแมนฯซิตี้เลยใช้จังหวะนี้ เปลี่ยนแผนทันที ซึ่งช่วยปรับภาพลักษณ์ได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามอีกหลายสโมสรไม่ได้มีทุนรอนหรือเงินนอนนิ่งในบัญชีเยอะอย่างนี้ จึงต้องเข้าร่วมกับมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็น นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะกิตติศัพท์ความเขี้ยวของ ไมค์ แอชลี่ย์ นั้นรู้กันอยู่แล้ว

บอร์นมัธกับนอริช ซิตี้สองสโมสรขนาดเล็ก ก็ขอจ่ายพนักงานแค่ 20 เปอร์เซนต์เช่นเดียวกันจาก 3 เดือนต่อไปนี้ ซึ่งคงไม่โดนตำหนิอะไรอยู่แล้ว เราเข้าใจถึงสถานะการเงินดี

ก่อนหน้านี้ เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมบอร์นมัธก็ออกมาประกาศว่าพร้อมลดค่าจ้างเพื่อช่วยเหลือสโมสรไปก่อนแล้ว เพราะอยู่มานานเข้าใจสถานการณ์จนทะลุปรุโปร่ง

แต่พอสเปอร์สกับลิเวอร์พูล ขอเข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการชดเชยเงินพนักงานในส่วนไม่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลจากรัฐบาลบ้าง กลับโดนถล่มเละจมหู

พนักงานที่ว่านี้ครอบคลุมทั้งธุรการ เมกะสโตร์ ดูแลสนาม เชฟปรุงอาหารและปลีกย่อยต่างๆอีกนับร้อย ที่ไม่ได้หมายถึงพวกนักเตะและสต๊าฟฟ์โค้ชต่างๆ รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโดยตรง

ด้วยความที่ทั้งสองจัดอยู่ในกลุ่ม "บิ๊กซิกซ์" คือกลุ่มสโมสรใหญ่แนวหน้าของพรีเมียร์ลีก มีรายได้แต่ละปีไม่ใช่น้อยๆ ควรจะรับผิดชอบพนักงานเหล่านี้ก่อน

แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ อดีตผู้จัดการทีมไก่เดือยทอง ออกมาตำหนิสโมสรว่า ทำไม่เหมาะสมอย่างมาก ต่างไปจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิงที่เคยดูแลพนักงาน เทคแคร์เอาใจใส่ตลอดมา

อีกทั้ง โจ ลูอิส ประธานบริหารกลุ่มอีนิกที่ถือหุ้นของทีมเกือบ 85 เปอร์เซนต์ จัดอยู่ในกระบวนมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง แต่กลับไม่กล้าซื้อใจพนักงาน ซึ่งหลายคนซื่อสัตย์ปักหลักมานานนับสิบปี

ลูอิส เคยควักโบนัสจ่าย ดาเนี่ยล เลวี่ ซีอีโอผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในรอบหลายปีที่ผ่านมาถึง 3 ล้านปอนด์ เรื่องรับผิดชอบพนักงานจึงไม่น่ามีปัญหา

ส่วน เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตแข้งวันคลับแมน ผู้ซึ่งเล่นให้ลิเวอร์พูลสโมสรเดียวตลอดชีวิตค้าแข้ง แสดงความเห็นว่าบอร์ดบริหารควรจะคิดหน้าคิดหลังให้ดีกว่านี้หน่อย

ถ้าเป็นคนอื่นพูดอาจไม่เท่าไร แต่เลือดเนื้อจิตวิญญาณของ คาร์ร่า คือลิเวอร์พูลเท่านั้น ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปได้อย่างที่รู้กัน เสียงของเขาจึงดังกว่าใครทั้งหมด

คาร์ร่า พยายามจะชี้ให้เห็นว่าสโมสรควรให้เกียรติพนักงานมากกว่านี้ แม้ทุกคนจะได้รับเงินจำนวนเท่าเดิม แต่ความรู้สึกเหมือนถูกลอยแพ

เหมือนที่พนักงานคนหนึ่งพูดเอาไว้ ไหนบอกว่าเราอยู่กับเหมือนครอบครัวตามนโยบาย แล้วนี่คือสิ่งที่คุณปฎิบัติกับครอบครัวหรือ มันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นเลย

ล่าสุดกลุ่มแฟนบอลที่เรียกตัวเองว่า "สปิริต ออฟ แชงค์ลี่ย์" ออกมาเรียกร้องให้ลิเวอร์พูลชี้แจงเหตุผลอันแท้จริงในเรื่องดังกล่าวด้วย

เดอะ ค็อปกลุ่มที่ว่านี้มีอิทธิพลกับสโมสรมาก เพราะเคยกดดันจนทำให้ ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ จิลเล็ตต์ อดีตเจ้าของร่วมที่มาสูบเลือดกระเด็นหลุดจากวงโคจรมาแล้ว

พวกเขาตั้งคำถามคล้ายกับ คาร์ราเกอร์ , แดนนี่ เมอร์ฟี่ , ดีทมาร์ ฮามันน์ หรือ สแตน คอลลีมอร์ อดีตแข้งทั้งหลาย ซึ่งมองว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีรายได้นับร้อยล้านปอนด์ ทำไมถึงต้องไปพึ่งพิงเงินจากรัฐบาล

ที่สำคัญคือต้องมองเห็นพนักงานทุกภาคส่วนมีความสำคัญเท่ากัน แต่นี่ไม่ใช่เลยสักนิดเดียว

ประเด็นอีกอย่างคือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมเคยออกมาแถลงการณ์ เกี่ยวกับวิกฤตในครั้งนี้อย่างชัดเจนฉะฉานว่าเราจะยืนเคียงข้างกันตลอดไป

ในขณะเดียวกันนักเตะหลายคนของสโมสรก็มีภาพลักษณ์ที่ดีมาก โม ซาลาห์ , ซาดิโอ มาเน่ , เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ , แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หรือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ต่างเคยมีน้ำใจบริจาคเงินผ่านองค์กรต่างๆ ช่วยเหลือผู้ยากไร้เสมอมา

ภาพลักษณ์ของลิเวอร์พูลดูดีอย่างมาก ตีคู่ไปกับผลงานในสนามที่ร้อนแรง เชื่อกันว่าเด็กรุ่นหลังที่โตมามากมาย ล้วนแต่ฝากใจเป็นกองเชียร์ทั้งสิ้น

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง แมนฯยูไนเต็ดเดินตามรอยแมนฯซิตี้ ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับลิเวอร์พูล

นั่นคือพร้อมดูแลพนักงานทุกภาคส่วนเหมือนเดิมทุกอย่าง จ่ายเต็มจำนวนในระหว่างที่ต้องกักตัวตามนโยบายของรัฐ

จริงๆไม่ใช่เพิ่งมาเปิดเผย นี่เป็นแนวทางที่บอร์ดของปีศาจแดงเตรียมนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงเกมเบรกเล่นกันใหม่ๆแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าสถานะการเงินสามารถแบกรับภาระได้ ต่อให้ไม่ได้ไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซึ่งมีเงินส่วนแบ่งมหาศาลก็ตาม

ในขณะเดียวกันนักเตะทั้งทีมยังพร้อมในบริจาคเงินรายได้ 30 เปอร์เซนต์ให้กับ  NHS (National Health Service) ที่ดูแลระบบสาธารณสุขของยูเคโดยตรงด้วย

คือสโมสรไม่คิดหักเงินนักเตะ แต่หากเต็มใจจะบริจาคก็จัดการกันเองได้เลย

จากเดิมเร้ด อาร์มี่เกือบทั้งโลกไม่พอใจบอร์ดบริหารมาตลอดทั้งพวกเกลเซอร์และ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ที่โดนไล่ตะเพิดเช้าเย็น ก็คงต้องถอยกลับมามองกันใหม่

น้ำใจในยามที่ลำบากนี่แหล่ะมันสำคัญที่สุดแล้ว

ภาพลักษณ์ของแมนฯยูไนเต็ดจึงดูดีมีราศีกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องมีการเปรียบเทียบเกิดขึ้น

พวกเขาแทบไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์อะไรเลยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เล่นยูซีแอลต่อเนื่อง มีภาระค่าจ้างนักเตะมากเป็นอันดับสองรองจากแมนฯซิตี้ แต่กลับรับผิดชอบพนักงานทุกชีวิตไม่คิดพึ่งรัฐบาลในสถานการณ์วิกฤต

ส่วนลิเวอร์พูลเองไม่ผิดเลย พวกเขาทำตามสิทธิ์และกระบวนการตามปกติ

เพียงแต่เรื่องของความรู้สึกนึกคิดมันห้ามกันไม่ได้เช่นเดียวกัน

บอร์ดลิเวอร์พูลอาจไม่แคร์ แต่ที่แน่ๆกลายเป็นผู้แพ้ในเกมนอกสนามนี้ไป

** บทความนี้ถูกเขียนขึ้นก่อนที่ทางสโมสรลิเวอร์พูล จะออกแถลงการณ์ภายหลังโดย ปีเตอร์ มัวร์ ซีอีโอประจำสโมสร ที่จะไม่ขอรับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล  **

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ลิเวอร์พูล อาจเป็นผู้แพ้นอกสนาม แต่หากใครหากชนะอย่างเดียวล่ะก็ เลือก Sbobet777 รับรองว่าชื่อนี้การันตีความสำเร็จและมั่งคั่ง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbt หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

 

Facebook Comment