breadcrumb symbol ข่าว

[ #จุดเริ่มจากฮาร์ดแมนโง่ๆ (1) ]

อัพเดตเมื่อ : June 06, 2020 11:05pm โดย : admin

มี 2 อย่างที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด หลงใหลในเกมฟุตบอล
1.คือชัยชนะที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้ามาให้ได้
2.การเข้าสกัดบอลแบบหนักหน่วงดุดัน ใส่กันแบบไร้มารยา ไม่ต้องตีหน้าเสแสร้ง
เขายืนยันว่าเหตุผลที่แทบไม่เคยคิดอยากจะย้ายไปเล่นในลีกอื่นยุโรปคือสไตล์การเล่น พุ่งเข้าใส่กันถึงลูกถึงคนนี่แหล่ะ มันมีเฉพาะในลีกอังกฤษเท่านั้น
สนามที่เปียกแฉะ เสื้อผ้าที่เปรอะเลอะโคลน การสไลด์บอลหนักหน่วง เสียงเชียร์ยุยงของแฟนบอล ล้วนแต่ช่วยกระตุ้นอะดรีนาลีนของ เจอร์ราร์ด ให้แตกซ่านได้เป็นอย่างดี เวลาเห็นอย่างนี้ทีไร รู้สึกคันแข้งอยากจะลงไปร่วมโม่ด้วยเสมอ
เขาเป็นอย่างนี้ตั้งแต่โตมาจากรั้วอะคาเดมี่ที่เมลวู้ดแล้ว โค้ชหลายคนออกปากเตือนเท่าไร ก็เหมือนหูซ้ายทะลุหูขวา ฟังก็จริงแต่ไม่ได้ปรับปรุงเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง สตีฟ ไฮเวย์ อดีตนักเตะดังที่มารับงานโค้ชในทีมเยาวชน ร่วมซ้อมแบ่งข้างกับเด็กๆด้วย
จังหวะนั้นเองเขากระชากบอลขึ้นมาจากทางริมเส้น เจอร์ราร์ด เห็นเข้าปรี่หาเหมือนหมาป่าเจอกระต่ายน้อย เสียบใส่เต็มดอกจน ไฮเวย์ ลงไปกลิ้งกองบนผืนหญ้า
จากนั้นลุกขึ้นมาแล้วจ้องหน้า เจอร์ราร์ด เขม็ง ก่อนจะย้ำอีกว่าห้ามทำอย่างนี้อย่างเด็ดขาด ไม่งั้นจะเจอลงโทษ
แม้ทั้งปลอบ เตือน ขู่สารพัดจะสรรหากันมา แต่จนแล้วจนรอด เจอร์ราร์ด ก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย ราวกับว่าเป็นพวกซาดิสต์กระหายความเจ็บปวด
"ก็หมอนั่นมันได้บอล หน้าที่ของผมคือไปแย่งมา ก็แค่นั้นเองไม่มีอะไร" เขามักจะบอกกับคนอื่นหรือพูดกับตัวเองด้วยประโยคนี้เสมอ
ตอนนั้นในรุ่นเดียวกันมีตัวรุกอยู่คนชื่อ เอ็ดดี้ เทอร์คิงตัน กำลังโดดเด่นอย่างมาก กระชากลากเลื้อยมันเหลือเกิน ความคล่องปราดเปรียว รวมทั้งรูปร่างเล็กเป็นมะขามข้อเดียว ทำให้ได้เปรียบศูนย์ถ่วงต่ำ ล้มยากอีกต่างหาก
เจอร์ราร์ด เห็น เทอร์คิงตัน เลี้ยงหลบคนอื่นง่ายๆ แล้วเริ่มหมั่นเขี้ยวขึ้นมา กระทั่งสบโอกาสซ้อมแบบแข่งคนละฝั่ง ปรากฏว่าเขาไล่เสียบจนกระเด็นกระดอนอยู่หลายครั้ง สุดท้ายบาดเจ็บโดนเปลี่ยนออก
สต๊าฟฟ์ลงความเห็นว่าต้องแจ้งเรื่องนี้ให้พ่อของ เจอร์ราร์ด รับรู้ เพราะนักเตะยังเป็นเยาวชน
สโมสรเรียก พอล ผู้เป็นพ่อมารับทราบเรื่องนี้ พร้อมทั้งสอบถามอย่างละเอียดยิบว่า ทางครอบครัวมีเรื่องการใช้ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เด็กถึงแสดงออกแบบระห่ำขนาดนี้
หลายต่อหลายครั้งที่ก้าวร้าวเกินกว่าจะมองเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปได้
พอล เล่าให้ฟังว่าเวลาอยู่บ้านลูกชายไม่มีอะไรที่ต่างไปจากเด็กคนอื่นเลย ร่าเริงแจ่มใส มีวัยเยาว์ที่สมบูรณ์ เพียงแต่พอลงสนามเท่านั้นแหล่ะบุคลิกจะเปลี่ยนเป็นคนละคนทันที
ผู้หลักผู้ใหญ่ในสโมสรอย่าง รอนนี่ มอแรน ยังต้องโทรมาหา บอกว่าอย่าทำอย่างนี้อีก แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่าเดิม
พออายุครบ 16 ทางสโมสรต้องส่งเข้าพบจิตแพทย์ด้านการกีฬาคนหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือให้ เจอร์ราร์ด ลดความห่ามระห่ำลงบ้าง ไม่อย่างนั้นอาจหมดอนาคตได้ ทั้งที่เป็นนักเตะมีพรสวรรค์และแพสชั่นเต็มเปี่ยม
วิธีการสอนคือให้นึกถึงสัญญาณไฟจราจรเวลาจะเข้าสกัดบอล มันจะทำให้ควบคุมการตัดสินใจแบบปัจจุบันทันด่วนได้ดีขึ้น
เจอร์ราร์ด พยายามอย่างเต็มที่ พอจะช่วยลดดีกรีลงได้บ้างก็จริง
แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญชาตญาณดิบเช่นนี้จะหายไปด้วยเลย
--------------
27 กันยายน 1999 ลิเวอร์พูลรับการมาเยือนของเอฟเวอร์ตันที่แอนฟิลด์ เป็นศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อันเข้มขลัง
เชราร์ อุลลิเยร์ ผู้จัดการทีมเปิดเผยรายชื่อ 11 ตัวจริงก่อนเริ่มหวดไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏว่า เจอร์ราร์ด เป็นเพียงแค่ตัวสำรอง รอโอกาสที่ข้างสนามไปก่อนเท่านั้น
เขาหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างยิ่ง เกมสำคัญแบบนี้ทำไมเจ้านายถึงจับนั่ง ตอนแรกมั่นใจว่าได้ออกสตาร์ตแน่นอนและจะบดขยี้คู่แข่งร่วมเมืองให้จมธรณีเลย
แล้วความเครียดก็คุกคามตั้งแต่ต้นเกมเมื่อ เควิน แคมป์เบลล์ ซัดให้ทอฟฟี่สีน้ำเงินออกนำอย่างรวดเร็ว 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 4
ลิเวอร์พูลพยายามโหมอย่างหนัก บุกเป็นพายุบุแคมแต่ไม่อาจทวงคืนได้ในครึ่งแรก
ช่วงเบรกพักเขาได้แต่หวังว่าเจ้านายจะเปลี่ยนลงไปสู้ในอีก 45 นาทีที่เหลือ เพื่อไล่อัดฝ่ายตรงข้ามให้หงอ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ควรจะแก้เกมบ้าง
กระทั่งนาทีที่ 66 เจอร์ราร์ด ขยับลุกขึ้นเตรียมลงไปแทน ดีทมาร์ ฮามันน์ เติมความสดในแดนกลาง
คล้อยหลังไม่ถึง 10 นาที ซานเดอร์ เวสเตอร์เฟลด์ ผู้รักษาประตูหงส์แดงเกิดปะทะกับ ฟรานซิส เจฟเฟอร์ส กองหน้าอาคันตุกะเลยโดนใบแดงตะเพิดเข้าไปอาบน้ำก่อนใครทั้งคู่
เวลาเหลือไม่มากนัก เจอร์ราร์ด ยิ่งหัวเสีย เพราะทวงคืนไม่ได้สักที
ล่วงเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ไม่มีอะไรมาหยุดได้อีกแล้ว เขาเขม็งมอง แคมป์เบลล์ ที่ครองบอลอยู่ แล้วพรวดเสียบเข้าใส่แบบสุดพลังที่เหลืออยู่
อีกไม่กี่วินาทีผู้ตัดสินเดินมาหาและใบแดงลอยอยู่ข้างหน้า เจอร์ราร์ด ได้แค่ย่ำเท้าคอตกออกไปอีกคน
หลังจบเกมพ่อส่งข้อความมาหา "แกคิดอะไรอยู่? ไอ้โง่เอ้ย!"
เจอร์ราร์ด แอ่นอกรับผิดเอง ไม่ต้องการโยนความผิดให้ใครทั้งสิ้นมันชัดเจนอยู่แล้ว
วันรุ่งขึ้น อุลลิเยร์ เรียกไปพบแล้วขอเหตุผลที่ทำอย่างนั้น เขาได้แต่อ้อมแอ้มพูดไปว่าอยากจะเล่นเกมดาร์บี้แมตช์อย่างนี้มากๆ พอรู้ว่าเป็นแค่สำรองเลยอัดอั้นสุดขีด ผลเลยออกมาอย่างที่เห็น
ประเด็นอยู่ที่ในสถานการณ์ที่ทีมเป็นรองแบบนั้น เจอร์รราร์ด ซึ่งถูกเปลี่ยนลงมาควรแสดงให้เห็นว่าช่วยกอบกู้แก้ไขนำประตูมาสู่ทีมได้ ไม่ใช่กลายเป็นภาระ
ทุกคนรู้ดีถึงแพสชั่นความมุ่งมั่นที่หาไม่ได้ง่ายๆนัก แต่ถึงที่สุดแล้วเรื่องการคอนโทรลอารมณ์ตัวเองสำคัญไม่แพ้กันและเมื่อฟุตบอลเล่นเป็นทีม ความเสียหายจะตกอยู่ที่สโมสร
ขากลับขับรถออกมาจากเมลวู้ด มีกลุ่มเดอะ ค็อปวัยรุ่นมาดักรอเพื่อขอลายเซ็น เขาลดกระจกลงแล้วตวัดปากกาลงบนเสื้อ ตอนนั้นเองได้ยินเสียงตอบมาว่า "เต็มที่ต่อไป เล่นอย่างนี้ มันเป็นวิถีของนาย"
เจอร์ราร์ด ได้แต่ฝืนยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรออกไป ในใจคิดว่าถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองบ้าง หัดคุมอารมณ์มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นสโมสรต่างหากจะเสียหายมากสุด
อีก 1 ปีต่อมาลิเวอร์พูลบุกไปเดอะ บริดจ์ดวลกับเชลซี สภาพจิตใจ เจอร์ราร์ด กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งและเริ่มเรียนรู้ได้มากขึ้น ไม่หุนหันพลันแล่นอย่างแต่ก่อน
ตลอดทั้งเกมเขาต้องเจอกับความเขี้ยวและเจ้าเล่ห์ของ เดนนิส ไวส์ ที่มาครบทุกรูปแบบแอบเตะ ถองศอกใส่ กระตุกเสื้อ หรือพูดทำลายสมาธิ ต่อให้รู้กิตติศัพท์อยู่แล้ว ก็ไม่ง่ายเลยที่จะรับมือ
จบเกม เจอร์ราร์ด พอใจที่ไม่ต้องสังเวยแม้กระทั่งใบเหลือง อย่างไรก็ตามสองวันถัดมาทีมชาติอังกฤษประกาศตัวเพื่อเตรียมพร้อมซดเยอรมันในศึกคัดบอลโลกทั้ง เจอร์ราร์ด และ ไวส์ ต่างมีชื่อทั้งคู่
ด้วยความที่ยังเด็กเลยเจอเพื่อนสนิทอย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ไซโคว่าถ้าเจอหน้า ไวส์ อีกครั้งอาจจะมีเรื่องได้แน่ มันทำให้ เจอร์ราร์ด ไม่ค่อยสบายใจนัก
"ระวังตัวให้ดีนะ อย่าประมาทเด็ดขาด ไวซี่ คือตัวแสบเขาพร้อมต้อนรับอยู่แล้ว"
เจอร์ราร์ด ข่มความรู้สึกหวาดกลัวทำใจดีสู้เสือ บอกกลับไปว่าไม่มีปัญหา มาเมื่อไรพร้อมบวกแน่นอน
เขาไม่ได้เจอหน้า ไวส์ บริเวณโถงต้อนรับ จิตใจกระสับกระส่ายทั้งกล้าทั้งเกรงในเวลาเดียวกัน
"เขาอาจจะรอนายที่ห้องทานอาหารแล้วก็ได้" แม็คก้า ยังไม่เลิกปั่นประสาท
แล้วเป็นอย่างนั้นจริง เจอร์ราร์ด เข้าไปห้องอาหารได้เจอกับ ไวส์ ที่เหมือนรออยู่ก่อนแล้ว ตัวแสบร่างเล็กเห็นปุ๊บเดินมาหาทันที เด็กหนุ่มจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ใจเต้นระทึกกำหมัดแน่น คิดในใจว่าเป็นไงเป็นกัน
แต่ที่ไหนได้ ไวส์ ยื่นมือขวามาขอเชคแฮนด์ทักทายตามธรรมเนียม ก่อนจะถามไปว่าเป็นไงบ้างตามประสา จากนั้นเอื้อมมาขยี้หัวด้วยความเอ็นดูแบบพี่น้อง
เจอร์ราร์ด อึ้งไปหลายวินาที ในขณะที่ ฟาวเลอร์ กับ แม็คก้า แอบขำคิกคักกันเงียบๆ จากที่มโนเอาไว้พลิกตาลปัตรหมด
ก่อนเขาจะตั้งคำถามกับตัวเองเมื่อเห็นการแสดงออกของ ไวส์ ซึ่งผ่านชั่วโมงบินเก็บเกี่ยวประสบการณ์มามากมาย นี่คือมืออาชีพที่แยกแยะได้หมดจริงๆ
เขาควรจดจำและนำไปใช้กับตัวเอง ไม่ว่ายังไงต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าอยากเป็นกัปตันทีมและตำนานลิเวอร์พูลจะต้องเริ่มให้เร็วที่สุด
เจอร์ราร์ด อาจไม่รู้ว่ายังต้องเจอด่านทดสอบอีกเยอะ นี่เพิ่งแค่บทเรียนแรกๆเท่านั้นเอง
พรุ่งนี้มาว่ากันอีกตอนครับ เรื่องราวสมัยวัยทีนของ เจอร์ราร์ด จัดว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
ส่วนใครเจอกับบทเรียนที่ค่อนข้างเอือมระอาจากเว็บไซด์เดิมลองมาเว็บไซด์ใหม่ เร้าใจ ไว้ใจได้กับ Sbobet777 เลยครับ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbt หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment