breadcrumb symbol ข่าว

[ #ความชอบธรรมอยู่ที่ใครมอง ]

อัพเดตเมื่อ : July 22, 2020 1:03am โดย : admin

ทุกวันนี้หากไปถาม เดวิด มอยส์ ถึงสาเหตุที่โดนแมนฯยูไนเต็ดปลด ทั้งที่ยังทำทีมไม่ครบฤดูกาล เขาจะตอบด้วยความเกรี้ยวกราดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
10 เดือนเท่านั้นที่ได้เป็นทายาท เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มันช่วงแสนสั้นเหลือเกิน หากเทียบกับเจ้าของเก้าอี้คนก่อนที่นั่งมายาวนานตั้งแต่ปี 1986
มอยส์ ไม่ได้แถแบบเอาสีข้างถูพยายามหาเหตุผลมารองรับ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เหตุผลแรกคือบอร์ดบริหารไม่ได้ตอบสนองซื้อนักเตะตามที่ต้องการสักเท่าไร ตลาดซัมเมอร์ 2013 มันช่างน่าผิดหวังอย่างมาก
นักเตะคนแรกที่ได้เข้ามาคือ กิลเยร์โม่ วาเลร่า แบ็กขวาดาวรุ่งชาวอุรุกวัยที่ตอนนั้นเพิ่งจะ 20 ปี เป็นการซื้อมาเพื่ออนาคตมากกว่า
แล้วแมนฯยูไนเต็ดตกเป็นข่าวโยงกับผู้เล่นชั้นนำมากมาย นับแทบไม่หวาดไม่ไหว แต่ยังไม่อาจปิดดีลใครได้เลย
กระทั่้ง 2 กันยายนซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนเดดไลน์มาถึง มอยส์ พล่านหนักยังไม่ได้นักเตะที่ต้องการเลยสักคน
ไม่กี่ชั่วโมงจะครบกำหนด จึงเร่งเครื่องปิดดีล มารูยาน เฟลไลนี่ แข้งคู่บุญที่ดึงมาจากเอฟเวอร์ตันได้สำเร็จ ชนิดจวนเจียนเต็มที
รวมทั้งได้ ไซดี้ ยานโก้ ตัวรุกวัยเพียงแค่ 18 ปีมาเสริมทัพ แต่แค่ในระดับทีมเยาวชนเท่านั้น ไม่มีทางจะมาช่วยทีมชุดใหญ่ได้เลย
นั่นหมายความว่า มอยส์ ได้เพียง เฟลไลนี่ คนเดียวเท่านั้นในตลาดหน้าร้อน
พอตลาดเปิดอีกรอบในเดือนมกราคม ผลงานทีมทรุดหนัก มอยส์ เจอความกดดันโถมเข้าใส่ บอร์ดบริหารจึงยอมจ่าย 37.1 ล้านปอนด์กระชาก ฆวน มาต้า มาให้อีกราย หลังจากนักเตะไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ อย่างที่รู้กัน
ทุกคนหวังว่า มาต้า จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ แต่นักเตะเพียงคนเดียวไม่อาจแบกรับภาระอันหนักอึ้งได้เลย
ค่าตัว มาต้า กับ เฟลไลนี่ รวมกันทะลุ 60 ล้านปอนด์ก็จริง กระนั้น มอยส์ ยังรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนน้อยเกิน เมื่อเทียบกับผู้จัดการทีมคนต่อๆมาอย่าง หลุยส์ ฟานกัล หรือ มูรินโญ่
ฤดูร้อน 2014 ปีศาจแดงที่เปลี่ยนนายใหม่ ลงทุนในตลาดนักเตะมากมายได้ทั้ง อันเดร เอร์เรร่า , ลุค ชอว์ , มาร์กอส โรโฮ , อังเคล ดิ มาเรีย , ดาเลย์ บลินด์ , ทิโมธี โฟซู เมนซาห์ และ บิคตอร์ บัลเดส
รวมมูลค่าที่ต้องจ่ายทั้งหมดน่าจะไม่น้อยกว่า 150 ล้านปอนด์ด้วยกัน ลำพัง ดิ มาเรีย คนเดียวก็เหยียบ 60 ล้านเข้าไปแล้ว
ขณะที่ซีซั่นถัดมา ฟานกัล ยังได้ เมมฟิส เดอปาย , มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน , บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ , มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน , เซร์คิโอ โรเมโร และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
ชัดเจนเลยว่าขุมกำลังมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความสมดุลตามความต้องการของผู้จัดการทีม
ยิ่งในยุคของ มูรินโญ่ ข้อเปรียบเทียบฉายให้เห็นแจ่มมากขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ ผู้เล่นอย่าง ปอล ป็อกบา ที่มาพร้อมค่าตัวสถิติโลก , เฮนริค มคิทาร์ยาน , เอริก ไบยี่ และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ต้องลงทุกควักค่าจ้างสูงมากเพื่อจูงใจย้ายมา
นอกจากนี้ยังมี โรเมลู ลูกากู , วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ , เนมานย่า มาติช และ อเล็กซิส ซานเชซ ตามมาระลอกสอง
ว่าไปแล้ว มอยส์ ค่อนข้างโชคร้าย ตอนที่เซ็นสัญญานั้น แมนฯยูไนเต็ดเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้บริหารหรือซีอีโอ เดวิด กิลล์ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อกุมภาพันธ์ 2013 ดันเอา เอ็ด วู้ดเวิร์ด ซึ่งเป็นมือรองขึ้นมารับไม้ต่อ
ปกติแล้วหน้าที่เดิมของ วู้ดเวิร์ด คือเจรจากับสปอนเซอร์และผู้สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่ได้มาเรื่องดีลซื้อขายผู้เล่นเลย
เขาจึงไม่ค่อยมีประสบการณ์เท่าไรนัก อีกทั้งยังโดนพวกสื่อวิจารณ์ว่าขาดข้อมูลของนักเตะ เลยกลายเป็นอุปสรรคพอสมควร
การต่อรองซื้อผู้เล่นแต่ละครั้งเลยล่าช้า ไหนจะงานล้นมือ เพราะลงมาลุยเองหมด ไม่ค่อยใช้ลูกน้องนัก ความซวยเลยตกมาที่ มอยส์ อย่างช่วยไม่ได้
เรื่องตลาดนักเตะนี่แหล่ะ สร้างความเจ็บแค้นให้มากๆ เหมือนเขาเป็นคนนำร่องต้องมารับเคราะห์ เป็นเคสตัวอย่างให้กุนซือคนอื่นที่ตามมาภายหลัง
นั่นคือเหตุผลหลักที่ มอยส์ มั่นใจว่ามีการเลือกปฏิบัติในเรื่องนี้ แล้วพอฟอร์มห่วยจะมาโยนความผิดให้ฝ่ายเดียว แบบนี้คงไม่แฟร์เท่าไรนัก
พอโดนตอบโต้กลับมาว่าทีมชุดเดียวกันนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นำทีมประสบความสำเร็จได้ แล้วทำไมเปลี่ยนคนทำมันถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว
มอยส์ ตอบง่ายๆเลยว่า นี่มันไม่ใช่ทีมของเขา ผู้จัดการทีมจำต้องมีทีมของตัวเอง
นั่นจึงเป็นที่มาของเรื่องเวลา ที่เชื่อว่าได้รับน้อยเกินไป ในเมื่อยังคลำหาทีมที่ต้องการไม่เจอ ให้ทำงานเพียงแค่ 10 เดือนก็ปลดออกจากตำแหน่งแล้ว อย่างนี้ไม่ยุติธรรมเช่นกัน
ว่าแล้วก็นำไปเปรียบกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือคนปัจจุบันเลยดีกว่า
มอยส์ อ้างว่าความต่างระหว่างเขากับ โซลชา คือการได้เวลาสำหรับทำงานนั่นเอง
อย่างไรก็ตามเขาอาจมองข้ามความจริงบางอย่างไป โดยเฉพาะการเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมสต๊าฟฟ์ ปลดพวกเจ้าหน้าที่เก่าๆออก แล้วนำคนของตัวเองเข้ามาล็อตใหญ่
ไมค์ ฟีแลน ซึ่งเป็นคนที่ เฟอร์กี้ ไว้เนื่อเชื่อใจ , เรเน่ มิวเลนสตีน ผู้ช่วยที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับตัวผู้เล่นดีกว่าใคร รวมถึง เอริก สตีล โค้ชผู้รักษาประตูที่เคี่ยวเข็ญจน ดาบิด เด เคอา กลายเป็นนายด่านชั้นนำ ล้วนแต่โดนบีบจนไม่มีที่ยืนต้องเดินจากไป
จากนั้น มอยส์ ก็ดึงเอา สตีฟ ราวด์ , จิมมี่ ลัมสเดน และ คริส วู้ด มาแทนที่ โดยคนเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับนักเตะแมนฯยูไนเต็ดชุดดังกล่าวเลย ต้องมาเริ่มศึกษากันใหม่ทั้งสิ้น
ที่สำคัญคือการทำอย่างนี้ มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิทยาและความสัมพันธ์เบื้องต้นกับผู้เล่นคนอื่น ไม่แปลกที่ มอยส์ จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากพวกซีเนียร์
เรื่องนี้ เฟอร์กี้ เคยแนะนำว่าไม่ควรปลดสต๊าฟฟ์เก่ามากเกินไป อาจเกิดปัญหาตามมาได้ แต่ มอยส์ กำลังมั่นใจสุดขีด ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา
อีกประเด็นที่เขาพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามคือผลงานของแมนฯยูไนเต็ดในยุคที่ตนคุมอยู่นั่นเอง
ลีกคัพฝ่าไปถึงรอบรองชนะเลิศ แพ้ยิงจุดโทษตัดสินให้ซันเดอร์แลนด์อย่างน่าเสียดาย
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็จบกรุ๊ปสเตทด้วยอันดับ 1 ชนะ 4 เสมอ 2 ก่อนไปน็อกโอลิมเปียกอสได้สำเร็จในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนิดกลับมาได้ในเลกสองอย่างน่ามหัศจรรย์
แต่ต้องหยุดเส้นทางแค่ควอเตอร์ไฟนั่ล เพราะโชคร้ายมาชนตอบาเยิร์น มิวนิคที่แกร่งเกินต้านจริงๆ
นี่คือสองรายการที่ มอยส์ เคยออกมาทักท้วงขอความเป็นธรรม
แต่คงลืมไปว่าพรีเมียร์ลีกห่วยแตกถึงขั้นรูดลงไปจบอันดับ 7 อดไปแม้กระทั่งยูฟ่า ยูโรปาลีก ทั้งที่ปกติเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจนเคยชิน ไม่เคยหลุดวงโคจรเลยตั้งแต่ฤดูกาล 1996/97
รวมทั้งไม่ได้เข้าร่วมในถ้วยยุโรปทั้งสองรายการนับตั้งแต่ปี 1990 โน้นเลย บ่งบอกถึงความตกต่ำอย่างน่าใจหาย
ส่วนเอฟเอคัพก็โดนสวอนซี ซิตี้เตะร่วงแค่รอบ 3 ไม่ต้องลุ้นอะไรกันมาก
น่าเสียดายที่ มอยส์ ไม่ยอมหยิบยกเรื่องตรงนี้มาพูดบ้างเลย
แล้วการที่นำตัวเองไปเปรียบกับ โซลชา คงไม่ได้หรอก เขาเป็นเหมือนคนนอก ไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างลึกซึ้งเลยสักนิดเดียว
ส่วน โซลชา เข้าสู่ทีมในปี 1996 เริ่มจากนักเตะ อยู่โยงจนรีไทร์ในปี 2007 แล้วเปลี่ยนมารับงานด้านโค้ชคุมทีมเยาวชนอีก 3 ปี ก่อนจะโบยบินจากอ้อมกอดไปหาประสบการณ์เองบ้าง
มอยส์ มีสิทธิ์ที่จะร้องขอความเป็นธรรมหรือปกป้องตัวเอง แต่น่าเสียดายที่เลือกมองเพียงแค่บางด้านเท่านั้น พอพูดออกไปย่อมขาดความน่าเชื่อถือเป็นธรรมดา
ความจริงพิสูจน์ได้ในเวลาต่อมา เมื่อเขาโดนเรอัล โซเซียดาดปลดเซ่นผลงานไม่ตามเป้าและทำซันเดอร์แลนด์ตกชั้น จนแสดงความรับผิดชอบลาออกเอง
------------
ค่ำคืนนี้ มอยส์ จะกลับมาเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอีกครั้ง
คราวนี้มาในฐานะผู้จัดการทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืนฝั่งตรงข้ามโดยมีเป้าหมายต้องการ 1 คะแนน เพื่อการันตีอยู่รอดปลอดภัย ดังนั้นยังไงก็ต้องใส่เต็มสูบ
นอกจากนี้เขายังอาจมีความคับแค้นใจหลงเหลืออยู่และหากจะให้ดีจริงก็ควรสกัดต้นสังกัดเก่าให้หลุดจากเส้นทางยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปเลย
แต่ต่อให้บุกมาชนะแมนฯยูไนเต็ดแบบถล่มทลาย มอยส์ ก็คงถูกมองด้วยสายตาและความเชื่อแบบเดิมๆ
ความเป็นธรรมที่เรียกร้องในมุมของตัวเอง คงไม่ได้รับการตอบสนองแน่นอน

ความเป็นธรรมของ มอยส์ อาจไม่ได้รับการตอบสนอง แต่หากใครอยากได้ค่าตอบแทนสูงๆ ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิครับ รับรองว่าคุณลืมไม่ลงแน่นอน ที่นี้มีความสนุกพร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

Facebook Comment