breadcrumb symbol ข่าว

[ เหตุผลที่"เวนเกอร์"อยู่ยาว 22 ปี ]

อัพเดตเมื่อ : October 18, 2020 2:43am โดย : admin

My Life in Red and White : My Autobiography หนังสืออัตชีวประวัติเล่มใหม่ของ อาร์แซน เวนเกอร์ สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เนื้อหาหลักๆอยู่ในช่วง 22 ปีบนเก้าอี้ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญหรือเบื้องลึกเบื้องหลังที่หลายคนย่อมไม่รู้มาก่อน
เป็นเรื่องปกติก่อนหนังสือจะวางแผง ซึ่งกำหนดการของเล่มนี้คือ 20 ตุลาคม ดังนั้นจะต้องนำบางส่วนมาเปิดเผยก่อน ถือเป็นการโปรโมทเรียกน้ำย่อย โดยมีสื่อต่างๆนำมาลงโหมช่วยอีกแรง
งานเปิดตัวซึ่งเชิญ เวนเกอร์ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใช้ชื่อว่า An Evening with Arsene Wenger  ยึดโรงละครพาลาเดียมในลอนดอนเป็นสถานที่จัด ท่ามกลางผู้คนสนใจเพียบไปหมด ไม่นับสื่อทั้งนักข่าวและช่างภาพ
แม้จะวางมือไปนานกว่า 2 ปี ไม่ได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมอีกเลย แต่กุนซือเฟร้นช์มักจะอยู่ในกระแสบ่อยๆ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการออกมาแสดงความคิดเห็น มุมมองของเขามักได้รับความน่าสนใจ
เวนเกอร์ ไม่ใช่เชี่ยวชาญเรื่องบริหารทีม กำหนดแท็คติกต่างๆเท่านั้น องค์ความรู้เกี่ยวกับด้านเทคนิคเพื่อพัฒนาฟุตบอลให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้ายังยอดเยี่ยมด้วย
ไม่แปลกเลยที่เขาจะทำงานด้านนี้ให้กับพวกองค์กรใหญ่ๆ อย่างฟีฟ่าเพื่อนำมันสมองอันปราดเปรื่องมาช่วยพัฒนา
อย่างไรก็ตามเกิดดราม่าขึ้นตามมา เมื่อมีการตั้งคำถามว่าทำไมงานกิจกรรมอย่างนี้กลับให้ผู้คนเข้ามากันอย่างเนืองแน่น แต่ในสนามฟุตบอลกับปลอดกองเชียร์ต่อไป
ทั้งที่มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันนัก มีคนเข้ามาชมคอนเสิร์ต อาร์ตแกลลอรี่หรืออีกมากมาย กลับได้รับอนุญาตจากรัฐบาลยูเค
เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังซึ่งเป็นกูนเนอร์สตัวเอ้ ได้จุดประเด็นด้วยคำถามดังกล่าวขึ้นมา หากปล่อยให้สนามกีฬา สเตเดี้ยมต่างๆ ไม่ใช่แค่ฟุตบอลอย่างเดียว แต่กีฬาอาชีพอื่นด้วยว่างเปล่าต่อไป
อีกไม่นานได้ท้อแท้ถอยออกมา ยุบทีมกันหมดแน่นอน
ลำพังทีมใหญ่สายป่านยาวยังพอรับมือไหว เพราะมีรายได้หลักจากทางอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นสปอนเซอร์หรือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
แต่สโมสรรากหญ้าล่ะ จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไรกัน เพราะเงินจากค่าตั๋วเข้าชมเกมเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่คอยหล่อเลี้ยงให้เดินหน้าต่อไปได้
ทีมเหล่านี้ไม่ได้มีเครดิต เงินถุงเงินถังในธนาคาร อีกมากมายยังยืนหยัดอยู่ได้ก็ด้วยการกู้ยืม ไม่อย่างนั้นคงต้องยอมแพ้ไปต่อไม่ได้
เกมกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลมีภาพเป็นพวกผู้ร้าย ถูกยัดเยียดว่าแฟนบอลที่เข้ามาชมคือตัวแปรสำคัญทำให้เกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ขนาดใหญ่
นี่คือดราม่าที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัวหนังสือ My Life in Red and White ของ เวนเกอร์
แต่ก่อนหน้านั้นมีดราม่าเกิดมาบ้างแล้ว เพราะเนื้อหาสาระข้างในเข้มข้นไม่ธรรมดา
สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือสื่อพร้อมอยู่แล้วที่จะขยายความให้ลามออกไป
---------
หลายคนอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมีเรื่องความขัดแย้งระหว่าง อาร์แซน เวนเกอร์ กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มากน้อยแค่ไหน
สองบรมกุนซือเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด นับตั้งแต่ เวนเกอร์ โยกมาคุมอาร์เซน่อลในปี 1996
ไม่ใช่แค่ขับเคี่ยวกันในสนามเท่านั้น แต่ยังทำสงครามทำลาย เปิดวิวาทะกันเรื่อยมา กลายเป็นสีสันและความเร้าใจสำหรับคนที่เสพสื่อในยุคนั้น
คิดดูเอาแล้วกันว่าต่างฝ่ายต่างซัดกันนัว ไม่มีใครยอมถอยหรือรามือง่ายๆ ร้อนถึง โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงนั้น ต้องทำตัวเป็นกรรมการออกมาหย่าศึกด้วยตัวเอง
เวนเกอร์ เปิดเผยไว้ในหนังสือว่า ตอนทะเลาะกับ เฟอร์กี้ สภาพอารมณ์จะเกิดปัญหามาก รู้สึกหงุดหงิดและโมโหมากๆ จนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นปีศาจร้ายไปแล้ว
นอกจากนี้ยังหัวเสียมากขึ้นไปอีก ในเกมไหนก็ตามที่เจอแมนฯยูไนเต็ดและตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ความกดดันที่เกิดขึ้นภายใน มันอาจระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตามทั้งคู่กลายมาเป็นมิตรกันภายหลัง อาจเพราะรู้จักกันมากขึ้นผ่านความขัดแย้งมาก่อน เลยช่วยให้เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน
เวนเกอร์ VS เฟอร์กี้ จึงกลายเป็นเรื่องเล่าระดับตำนานของพรีเมียร์ลีก เพราะเกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมาย พูดกัน 2-3 วันอาจจะยังไม่หมดด้วยซ้ำ
ส่วนหนึ่งเพราะ เวนเกอร์ ใช้คำพูดหรือวาจาที่มักกรีดจนเลือดอาบ เหมือนใบมีดโกนอาบยาพิษ ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายรอดชีวิตง่ายๆ
แม้บางครั้งไม่ค่อยมีน้ำหนักเหตุผลมารองรับเท่าไรนัก แต่ต้องการันตีเลยว่าคำคมของ เวนเกอร์ เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักข่าวเสมอ
อย่างไรก็ตามหลายคนเมื่อได้อ่านหนังสือแล้ว กังขามากๆเมื่อแทบไม่มีชื่อของ โชเซ่ มูรินโญ่ ปรากฏอยู่เลย
ทันทีที่เข้าเพรส คอนเฟเรนซ์แถลงข่าวก่อนสเปอร์สเจอเวสต์แฮมวันอาทิตย์ นักข่าวเลยยิงคำถามดังกล่าวใส่ มูรินโญ่
เพราะรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่านี่คือหนึ่งในศัตรูของ เวนเกอร์ หลังจากกระแสความขัดแย้งกับ เฟอร์กี้ เริ่มซาลง
มูรินโญ่ หัวเราะร่าด้วยอารมณ์ไหนก็แล้วแต่ ก่อนตอบมาว่า สงสัยเขาแทบไม่เคยชนะผมไง เลยไม่อยากเขียนถึง ใครบ้างจะพูดเรื่องไม่ดีในหนังสือของตัวเองล่ะ
หลายคนน่าจะจดจำการสาดน้ำลายใส่กันอย่างดุเดือดของคู่นี้ ให้อารมณ์เร่าร้อนยิ่งกว่าตอนที่มี เฟอร์กี้ ปะมือด้วยซ้ำ
ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นน่ามาจากในปี 2004 มูรินโญ่ ได้รับการแต่งตั้งให้คุมเชลซี พร้อมใช้งบมหาศาลอย่างไม่เคยเจอมาก่อนสำหรับเสริมผู้เล่นชั้นนำมากมาย
เวนเกอร์ เปิดปากวิจารณ์ว่านี่คือการทำลายวงการฟุตบอล ไม่ใช่ความสร้างสรรค์หรือช่วยพัฒนาเลยสักนิด
จากนั้น มูรินโญ่ ก็สวนกลับบ้าง เลยลากยาวกลายเป็นคู่แค้นกันแบบเต็มขั้น
หลายคนยังจำเหตุการณ์ในตุลาคมปี 2014 เกมพรีเมียร์ลีกที่เดอะ บริดจ์ ทั้งคู่งัดกันที่ข้างสนาม มีการผลักฉุดกระชากกัน จนผู้ตัดสินที่สี่ต้องเข้ามาห้าม ภาพนี้ถูกแพร่ไปทั่ว
มูรินโญ่ ยังเคยบอกด้วยว่า หากมีโอกาสเจอกันอีกจะขอชกหน้ากุนซือฝรั่งเศสสักครั้ง เรียกว่าถึงพริกถึงขิง จนเกินลิมิตของคนเป็นผู้จัดการทีมด้วยกัน
ขณะเดียวกัน เวนเกอร์ ให้เหตุผลถึงการไม่มี มูรินโญ่ อยู่ในหนังสือ เพราะไม่อยากพาดพิงคนที่กำลังทำหน้าที่ผู้จัดการทีมอยู่ มันเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง
ทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งอยู่ในช่วงเป็นผู้จัดการทีมใหญ่ ก็ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือเลยเช่นกัน
แต่ก็อย่างที่เรารู้นั่นแหล่ะ นักข่าวต้องการสร้างประเด็นขัดแย้ง เลยจัดการถามจี้ มูรินโญ่ และคำตอบที่ได้ล้วนถูกใจ แต่กุนซือโปรตุกีสอาจไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอก
หนังสือเล่มนี้ยังมีบางอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะข้อเสนอจากทีมใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรอัล มาดริดที่เคยทาบทาม เวนเกอร์ ถึงสองรอบด้วยกัน รวมถึงแมนฯยูไนเต็ดก็เคยติดต่อด้วย
แต่หลังจากสร้างสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เวนเกอร์ ต้องยอมรับเงื่อนไขจะต้องคุมทีมต่ออีก 5 ปีขึ้นไป ไม่อย่างนั้นธนาคารไม่อนุมัติเงินกู้ให้
นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ เวนเกอร์ ต้องเป็นผู้จัดการทีมอาร์เซน่อลยาวนานถึง 22 ปี กลายเป็นกุนซือตำนานที่มีรูปปั้นหน้าสนามด้วย
เวนเกอร์ เลยกลายเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของสโมสรแห่งนี้ ในวันที่ลุกจากเก้าอี้ มีเสียงแฟนบอลแตกสองฝั่ง
แต่สำหรับเขาบางทีแค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอยู่ต่ออีกเลย
ส่วนใครกำลังหาเว็บไซด์ระดับตำนานที่เปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้าของความสนุกล่ะก็ต้องนี่เลย MYSBOBET ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment