breadcrumb symbol ข่าว

[ #ท้อแท้แต่อย่ายอมแพ้ ]

อัพเดตเมื่อ : May 07, 2021 2:56am โดย : admin

หนึ่งในโมเมนต์ยิ่งใหญ่สุดของ ริยาด มาห์เรซ ย่อมหนีไม่พ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบรองชนะเลิศเลกสองที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ซึ่งเขาเหมาคนเดียวช่วยให้แมนฯซิตี้ตอกลิ่มแค้นปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-0 ก่อนทะลุสู่รอบชิงชนะเลิศครั้งแรกในประวัติศาสตร์
อีกทั้งยังสลักชื่อไว้ในฐานะผู้เล่นซิตี้คนแรกที่ยิงได้ในยูซีแอลรอบน็อกเอาท์ 3 นัดติดต่อกัน
เพราะเกมเลกสองในรอบควอเตอร์ไฟนั่ลก็กดประตูโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ได้และเลกแนกบุกปารีสฯก็ยิงเช่นเดียวกัน
นั่นหมายความว่า มาห์เรซ คือฟันเฟืองช่วยนำเรือใบสีฟ้าฉลุยถึงรอบชิงชนะเลิศ ด้วยสถิติซัลโว 4 ประตูจาก 3 นัดหลังสุด
แต่กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ มาห์เรซ ต้องต่อสู้อย่างหนัก เพื่อผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวเองว่าดีพอเล่นในระดับสูง
คำปฏิเสธเป็นสิ่งที่เขาเจอจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ความท้อแท้เหนื่อยหน่ายคือเรื่องปกติสามัญ แต่เหนืออื่นใดคือไม่ยอมแพ้เท่านั้นเอง
ไม่อย่างนั้นคงไม่เดินทางไกลมาจนถึงปัจจุบันแน่
-------------
แม้จะเกิดที่ซาร์เซลล์ย่านเล็กๆห่างจากกรุงปารีสไปราว 10 ไมล์แต่ มาห์เรซ มีเชื้อสายแอลจีเรียจากพ่อแม่ที่อพยพมาลงหลักปักฐานตั้งรกรากไว้ก่อนแล้ว
เขาเริ่มเล่นฟุตบอลช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ฝีเท้าก้าวหน้าพัฒนาไปไกลกว่า อาจเพราะพรสรรค์ที่มีติดตัว สัมผัสบอลแรกดีมากๆ เทคนิคก็ยอดเยี่ยม จนได้รับคำชมจากโค้ช
อายุ 13 ปีได้เข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนของทีมในหมู่บ้านนั่นเอง ไม่ได้มุ่งมั่นจริงจังอะไรนัก ส่วนหนึ่งได้รับการผลักดันจากพ่อที่เป็นนักฟุตบอลเล่นอยู่ในลีกแอลจีเรียมาก่อน
อย่างไรก็ดีพอครบ 15 ปี การเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงเกิดขึ้น พ่อของเขาเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจวายเฉียบพลัน
"ตอนแรกผมไม่รู้เลยว่าจะเอาอย่างไรกับฟุตบอล แต่ความตายของพ่อทำให้ผมต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ สิ่งนี้มันดังก้องในหัวผม"
นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่บีบให้ มาห์เรซ ต้องดิ้นรนหาเงินมาจุนเจือช่วยเหลือครอบครัว ในฐานะลูกผู้ชายที่ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างมาก
เขารู้ดีว่ารายได้จากการเล่นในฝรั่งเศสไม่น่าจะได้เป็นกอบเป็นกำนัก โอกาสมีน้อยที่ได้เข้าไปอยู่ในทีมใหญ่และไม่รู้ช่องทางอีกด้วย มันมืดแปดด้านจริงๆ เมื่อเป็นอย่างนี้เลยตัดสินใจเสี่ยง
เสี่ยงของ มาห์เรซ คือการหิ้วสตั๊ดหอบกระเป๋าเสื้อผ้าข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงสก๊อตแลนด์ เพื่อทดสอบฝีเท้ากับเซนต์ เมียร์เรนในปี 2009
ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี ถือว่ายังเด็กอยู่มากที่ต้องจากบ้านมาไกลแบบโดดเดี่ยวอย่างนี้ แต่เมื่อสถานการณ์ในชีวิตบีบคั้น นั่นจึงไม่มีทางเลือกเท่าไรนัก เมื่อได้รับคำแนะนำและชักชวนเลยไม่ปฏิเสธ
เพราะก่อนหน้าจะบินไปสก๊อตแลนด์ เคยไปทดสอบฝีเท้ากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงและโอลิมปิก มาร์กเซย สองสโมสรชั้นนำของประเทศแล้ว แต่ได้รับคำตอบที่น่าผิดหวัง
ฝีเท้าของ มาห์เรซ ไม่ได้แย่อะไร คือดาวเด่นทีมเยาวชนของตัวเอง แต่ด้วยความที่รูปร่างบอบบางมาก เสียเปรียบในจังหวะเข้าปะทะ โดนฝ่ายตรงข้ามเบียดนิดเดียวก็กระเด็นแล้ว
"มันโคตรหนาวเลย" นี่เป็นความรู้สึกแรกของ มาห์เรซ ที่ได้สัมผัสกับประเทศที่อยู่ขยับใกล้ขั้วโลกเหนือ
ฌ็อง เอวิน่า เอเยนต์ที่ดูแลอยู่เป็นคนชี้แนะให้มาทดสอบฝีเท้าที่นี่เอง เวลานั้นเซนต์ เมียร์เรนเล่นอยู่ในระดับดิวิชั่น 1 ด้วยซ้ำ ไม่ใช่สก๊อตติช พรีเมียร์ลีกหรือลีกสูงสุด
เขาได้รับตั๋วเครื่องบินที่เอเยนต์จัดการให้ เดินทางมากับเพื่อนอีกคนที่ชื่อว่า ดานี่ เบคาเล่ มาจากปารีส โดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย
แม้จะทรมานกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเจ็บขั้วใจ อีกทั้งยังต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่มากมาย แต่เขาก็เริ่มต้นในสนามได้ไม่เลวเลยทีเดียว
มาห์เรซ ได้เล่นในเกมอุ่นเครื่อง 4 นัดด้วยกัน โชว์ฟอร์มถล่มไปถึง 7 ประตู เรียกว่าสร้างความเกรียวกราวอย่างมาก ด้วยสกิลอันเหนือกว่าข่มพวกผู้เล่นเจ้าถิ่นซะคนละชั้น
ทางสโมสรและเอเยนต์แจ้งมาว่าให้เขารออยู่ที่นี่ไปก่อนสักราว 2 เดือนครึ่ง โดยมาฝึกซ้อมไปพลางๆก่อน คาดว่าการเซ็นสัญญาจะไม่มีปัญหา
แต่นานวันเข้า มาห์เรซ ยิ่งเหงา อากาศก็หนาวเหลือเกิน ไม่เคยเจออะไรที่มันทรมานอย่างนี้มาก่อน ภาษาอังกฤษก็แทบไม่กระดิกเลย การสื่อสารเต็มไปด้วยความยากลำบาก
อีกทั้งไม่เคยห่างจากครอบครัว ไกลจากอ้อมอกแม่มานานขนาดนี้ นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้นตามลำดับ
ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นมักทำอะไรบุ่มบ่าม เคยขอยืมจักรยานเพื่อนเพื่อปั่นหนี แต่ไปทางไหนก็เจอแต่หิมะขาวโพลนไปหมด
สุดท้ายต้องโทรไปอ้อนวอนเอเยนต์ช่วยจัดการพากลับบ้านหน่อยเถอะ เขาจึงได้ตั๋วรสบัส เพื่อนั่งต่อไปยังรถไฟ แล้วจับไปสู่สนามบินกลาสโกว์เพื่อกลับมายังปารีสอีกทอดหนึ่ง
ตอนนั้นดีใจมาก แอบออกมาจากที่พักโดยไม่แจ้งใครเลยทั้งสิ้น ไม่บอกแม้กระทั่งป้าแม่บ้านที่อยู่หน้ารีเซฟชั่นที่พัก ออกมาดื้อๆอย่างนั้นเลย
จริงๆหาก มาห์เรซ อดทนเพื่ออยู่ต่อ น่าจะได้เซ็นสัญญากับเซนต์ เมียร์เรน ซึ่งเราไม่อาจคาเดาเลยว่าจากนั้นเส้นทางจะเป็นอย่างไร
เขาอาจล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ แต่ที่แน่ๆการตัดสินใจหนีมาแบบไร้ร่องรอยในคราวนั้นถือว่าถูกต้องที่สุดแล้ว
------------
ริยาด มาห์เรซ ตัดสินใจกลับมานับหนึ่งใหม่ที่ฝรั่งเศส ก่อนจะเข้าสังกัดควิมแปร์สโมสรในระดับดิวิชั่น 4
จากนั้นอีกปีเดียวก็ทดสอบฝีเท้าผ่านได้ไปเล่นให้ทีมสำรองของเลอ อาฟร์ ใช้เวลาปีเศษๆก็โปรโมตขึ้นชุดใหญ่สำเร็จ
กระทั่งวันหนึ่ง สตีฟ วอลช์ แมวมองของเลสเตอร์ ซิตี้ซึ่งเวลานั้นยังเล่นอยู่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เข้ามาชมเกมโดยต้องการส่องฟอร์ม ไรอัน เมนเดส ปีอกคนของเลอ อาฟร์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีม มาห์เรซ
แต่กลับไปปิ๊งฟอร์ม มาห์เรซ เองจนนำไปสู่การเซ็นสัญญาในเดือนมกราคม 2014 ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 450,000 ปอนด์เท่านั้น
แม้จะเล่นเพียงแค่ครึ่งหลังของซีซั่น 2013/14 แต่ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ทำไปทั้งสิ้น 3 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ ช่วยจิ้งจอกสยามขึ้นพรีเมียร์ลีกสำเร็จ
จากนั้นก็ยกระดับกลายเป็นแกนหลักอย่างสมบูรณ์แบบ อาจต้องดิ้นรนในซีซั่นแรกเพื่อหนีตาย แต่พอฤดูกาล 2015/16 ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลก็เกิดขึ้น
เลสเตอร์เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ชื่อเสียงของ มาห์เรซ เป็นที่รู้จักจนได้ย้ายมายังแมนฯซิตี้ในอีก 2 ปีถัดมา
แม้จะรู้ดีว่าดีกรีการแก่งแย่งแข่งขันเต็มไปด้วยความเข้มข้นแต่ มาห์เรซ ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมาแล้ว การใช้ชีวิตที่สก๊อตแลนด์ตอน 17 ปี ช่วยหล่อหลอมให้แข็งแกร่งมากพอรับมือกับอุปสรรคต่างๆ
มาห์เรซ ได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกมา 2 ครั้งกับ 2 สโมสร กำลังจะคว้าครั้งที่ 3 และมีโอกาสไม่น้อยได้ครองเจ้ายุโรปสมัยแรก รอชิงดำเชลซีที่อิสตันบูลในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้
การเดินทางของ มาห์เรซ มาไกลเกินกว่าฝันมากแล้ว ที่สำคัญพ่อคงมองลงมาจากข้างคนด้วยความภาคภูมิใจกับลูกชายคนนี้
ส่วนใครผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากเว็บไซด์เดิมที่ย่ำแย่เกินคำบรรยายลองมาเว็บไซด์นี้ได้เลยกับบริการระดับมืออาชีพ รวมเร็ว ฉับไว MYSBOBET ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment