breadcrumb symbol ข่าว

[ #วิธีเอาชนะแบบโรนัลโด้ ]

อัพเดตเมื่อ : September 12, 2021 4:12am โดย : admin

ตอนอายุ 11 ปี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กำลังจะย้ายมาเล่นกับสปอร์ติ้ง ลิสบอน มันเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิต
มาเรีย โดโรเลส ผู้เป็นแม่ห่วงลูกคนสุดท้องมาก ไม่ต้องการให้ห่างหูห่างตา กลัวจะลำบากช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อายุก็ยังน้อยเกินไป
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กวัยเพียงแค่นี้ จะปรับตัวได้กับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ไหนจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย สปอร์ติ้งคือสโมสรใหญ่เบอร์ต้นของประเทศ แตกต่างจากทีมเล็กๆแถวเกาะมาเดยร่าที่เคยเล่นมาก่อนลิบลับ
อย่างไรก็ตามเพราะรู้ว่านี่คือความฝันลูกชาย จึงต้องจำยอมปล่อยให้ไปเผชิญชะตากรรม แม้จะทรมานจิตใจสักแค่ไหนก็ตาม
วันที่ลูกชายเก็บข้าวของย้ายมาลิสบอน เธอร้องห่มร้องไห้อย่างหนัก ปากก็พร่ำเตือนต่างๆนานา พร้อมทั้งสัญญาว่าจะไปเยี่ยมให้บ่อยที่สุด
โรนัลโด้ เองก็ปลอยโฮเช่นเดียวกัน แต่นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญ เขาต้องต่อสู้เพื่อพาตัวเองผ่านไปให้ได้ ย้ำอยู่เสมอว่าจะต้องเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จทั้งเงินทองและชื่อเสียง
เขาตั้งใจว่าเงินที่ได้จากค้าแข้ง ย่อมช่วยยกระดับคุณภาพครอบครัวให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ แม่ไม่ต้องทำงานหนัก ส่วนพ่อก็อาจจะลดการดื่มให้น้อยลง
ช่วงย้ายไปอยู่ใหม่ๆ โรนัลโด้ ร้องไห้แทบทุกวัน มันเหงาจับใจเหลือเกิน คิดถึงคนในครอบครัว อีกทั้งมีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง
เวลาพูดภาษาโปรตุกีสสำเนียงเขาจะแปร่งออกไป มักจะโดนล้อเลียนอยู่เสมอ มันเหมือนเด็กบ้านนอกเขาไม่อยู่ในเมืองหลวง ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้สุงสิงกับใคร คล้ายเป็นแกะดำ
อยู่ในคลาสเรียนก็เคยโดนเพื่อหัวเราะอยู่บ่อยๆ ถูกเหยียดว่าพูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครฟังออก ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยทุ่มเก้าอี้ใส่ครูด้วย เพราะคิดว่าโดนบูลลี่
เป็นเด็กคนอื่นอาจท้อใจ ล่าถอยขอกลับบ้านแล้ว แต่สำหรับ โรนัลโด้ ผิดจากมาตรฐาน เขาเชื่อว่าสิ่งที่จะหุบปากคนเหล่านี้ได้ก็คือ ผลงานในสนามฟุตบอลเท่านั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้เลย
ร้องไห้แทบทุกวันก็จริง แต่เขาใช้หยดน้ำตาเป็นแรงผลักดัน เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนรู้ว่าเจ๋งแค่ไหน
เวลาที่ลงสนามจึงมุ่งมั่นอย่างมาก ไม่แตกต่างจากช่วงซ้อม พยายามเรียนรู้ตลอดเวลา จนเป็นที่ปลาบปลื้มของโค้ช ชื่นชมทัศนคติเด็กคนนี้
มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างตอนแบ่งข้างเล่น โรนัลโด้ หูแว่วได้ยินบทสนทนาถึงตน ประมาณว่าไอ้เด็กคนนี้ฝีเท้าดีจริงนะ ดูน่ากลัวเหมือนปีศาจร้ายเวลาที่พาบอลบุกไปข้างหน้า
แต่ท่าจะรุ่งยาก หากรูปร่างยังเล็กและแกร็นแบบนี้ เพราะนักฟุตบอลยุคใหม่จะต้องสูงใหญ่บึกบึน เพื่อประโยชน์สำหรับการปะทะกับฝ่ายตรงข้าม
โค้ชเองก็พูดกับเขาในลักษณะนี้ น่าเสียดายที่ตัวเล็กและผอมบางเกินไป มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นข้อด้อยของตัวเอง
เขาเคยถอดเสื้อแล้วส่องกระจกดูรูปร่างให้ชัดๆ ก็ยอมรับว่าผอมแห้งมาก เหมือนมีหนังหุ้มแค่กระดูก ฉะนั้นจึงพยายามกินอาหารให้มากยิ่งขึ้นและเน้นให้ถูกสุขลักษณะ
เริ่มจากทำตามคำแนะนำของโค้ช นั่นคือเน้นคาร์โบไฮเดต นมสดให้มากเข้าไว้ นอกจากนี้ยังชอบกินสลัดผักจานใหญ่อยู่เสมอ ต้องการทำให้เกิดความเคยชิน
ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นมีชีวิตสดใสสมวัย ได้ยินเสียงหัวเราะ สนุกสนานเบิกบานตามประสา แต่ตัวเขาต่างออกไป เป็นผู้ใหญ่เกินอายุ แยกตัวออกมา พร้อมกับบอกว่าจะต้องไม่เป็นเด็กอีกแล้ว
เขาขยันฝึกซ้อมมากๆ ทำงานอย่างหนัก โดยไม่สนเสียงปรามหรือตักเตือนว่าหักโหมเกินไป
ตอนกลางคืนที่คนอื่นหลับกันสบาย เขาจะลงมาซ้อมคนเดียว บางคราวก็ไปใช้โรงยิม สร้างกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายอย่างหนัก จนร่างกายแกร่งขึ้นตามลำดับ
ไม่นานนัก โรนัลโด้ ก็กลายเป็นดาวเด่นในทีมเยาวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน ชื่อของเขาถูกพูดถึงในวงกว้างมาก ได้รับการคาดหมายจะเป็นสตาร์ในอนาคต
จากที่เคยโดนดูถูกมาก่อน ปฏิกิริยาของหลายต่อหลายคนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โรนัลโด้ รู้แล้วว่าสิ่งที่พากเพียรมานั้นมันเป็นผลจริง
บรรดาเพื่อนฝูงเริ่มยอมรับมากยิ่งขึ้น มันเป็นเรื่องปกติของคนที่เก่งกาจมีความสามารถ สังคมมักเปิดพื้นที่ให้คุณยืนหยัดได้อยู่แล้ว
แต่สำหรับ โรนัลโด้ ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย เพราะการเป็นคนดังในเวลาดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายเลยสักนิด เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้นเอง
"ผมไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกแบบนั้นมันมาจากไหน มันคล้ายอยู่ข้างใน ไม่มีทางดึงออกมา คุณเคยบ้างหรือเปล่า ที่หิวตลอดเวลา แต่กินเท่าไรก็ไม่มีวันอิ่มเลย"
"ยามที่แพ้ผมก็หิวกระหาย ยามชนะก็ไม่ต่างกัน ผมอยากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด"
โรนัลโด้ เคยเล่าเกี่ยวกับตัวเองไว้อย่างนี้ คล้ายว่าต้องการประสบความสำเร็จอยู่ตลอด ยิ่งกว่าอาการเสพติดซะอีก
วันหนึ่งในวัยเพียงแค่ 15 ปี ระหว่างที่พักการซ้อมสั้นๆ เขาคุยกับเพื่อนหลายคนที่ล้อมวงเข้าหา แล้วบอกเล่าถึงเป้าหมายในอนาคต
เพื่อนๆเชื่อว่าเขาจะได้ขึ้นชุดใหญ่สปอร์ติ้งอย่างแน่นอนแต่ โรนัลโด้ หลุดปากออกไปว่า เขาจะต้องเป็นที่หนึ่งแน่ๆ ไม่ใช่แค่ของสโมสรเท่านั้น มันต้องระดับโลก
คราวนี้เพื่อนๆหัวเราลั่น เขาเหมือนเป็นตัวตลก ไม่มีเพื่อนคนไหนเชื่อคำพูดของเขาเลย ล้วนแต่คิดว่าไร้สาระทั้งสิ้น
นั่นยิ่งเป็นแรงขับให้ความเพิ่มความพยายามทวีคูณ แล้วทุกคนจะได้เห็นกันว่าเขาทำได้จริงหรือเปล่า
-------------------
ริโอ เฟอร์ดินานด์ เคยเล่าไว้ว่าช่วง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดในปี 2003 หลายครั้งที่ดูเหมือนเป็นตัวตลก เรียกรอยยิ้มจากเพื่อนร่วมทีม
ความพยายามที่ดูมุทะลุเกินเหตุ สีหน้าท่าทางแสดงออกแบบสุดโต่ง ล้วนแต่เป็นเรื่องขบขันซะมากกว่า
ตอนนั้นมีความเชื่อกันในกลุ่มเพื่อกันว่า โรนัลโด้ ไม่น่าเหมาะกับเสื้อเบอร์ 7 หากเทียบกับ จอร์จ เบตส์ , เอริก คันโตน่า หรือ เดวิด เบ็คแฮม
พอเรื่องเข้าหู โรนัลโด้ ไม่พอใจอย่างมาก ถึงกับประกาศเลยว่าเดี๋ยวจะโชว์ให้เห็นว่าที่คิดกันมันเป็นเรื่องผิดถนัด
แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก ริโอ และใครต่อใครได้เห็นพัฒนาการของรุ่นน้อง แพสชั่นที่มีอยู่ตลอดเวลา มันคือความไม่ปกติอย่างแท้จริง แต่ก็นั่นแหล่ะคือแรงผลักดันนำไปสู่ความสำเร็จ
"ผมไม่เคยรู้จักใครที่มุ่งมั่นหมกมุ่นเท่า โรนัลโด้ อีกแล้ว แต่ผมโชคดีที่ได้เห็นเขาเปลี่ยนจากเด็กชายมาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว"
ทุกเสียงดูถูก ทุกถ้อยคำปรามาส ทุกเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ล้วนแต่ช่วยให้ โรนัลโด้ ก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ
คงเหมือนการกลับมาแมนฯยูไนเต็ดอีกครั้ง ในวัยปาเข้าไป 36 ปี เขาต้องเจอคำถาม เผชิญกับความสงสัยไม่ใช่น้อย เพราะเชื่อว่าอาจเน้นไปที่เรื่องการสร้างกระแสหรือเพิ่มมูลค่าตัวเองมากกว่า
เจมี่ คาร์ราเกอร์ แสดงความเห็นว่าไม่สงสัยว่า โรนัลโด้ คือนักเตะที่ยิ่งใหญ่ แต่การย้ายมาอาจส่งผลในทางลบกับทีมก็ได้
แน่นอนว่ามันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง ยังไม่อาจสรุปอะไรได้หรอก แต่อีกครั้งที่ โรนัลโด้ โชว์ให้เห็นและใช้ผลงานในสนามเป็นเครื่องพิสูจน์
ใครอยากพูดอะไรพูดไป นั่นไม่ใช่ปัญหา แล้วเรามาคอยดูกันว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า?
--------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment