breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #การบ้านบานตะเกียง ]

ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ทำให้ เอริก เทนฮาก ต้องกลับมาทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นและจะต้องแก้ไขกันอย่างไร ต้องยอมรับว่า 45 นาทีแรกของแมนฯยูไนเต็ด มันเลวร้ายอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน พวกเขาเสียประตูง่ายเกิน เกมรับหละหลวมทั้งที่มีสถิติสวยงามมาก่อนหน้าด้วย แม้มีลูกฮึดยิงคืนมาได้ 3 ประตูในครึ่งหลัง โชว์สปิริตให้เห็นกันบ้าง แต่ในอีกด้านแมนฯซิตี้เพลาเครื่องเอง จึงเปิดโอกาสให้คู่แข่งสร้างโอกาสมากยิ่งขึ้น ว่ากันตามตรงถึงภาพรวมแล้ว บอกได้เลยอย่างไม่ต้องคิดมากว่าน่าผิดหวังอย่างที่สุด หากเทียบผลงานในลีก 4 นัดก่อนหน้า ที่เริ่มเห็นแววดีมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเกมเฆี่ยนลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อล ยิ่งพอเห็นไลน์อัพด้วยแล้ว เหมือนประกายความหวังของสาวกแมนฯยูไนเต็ด ถูกจุดให้สว่างจ้ากว่าเดิม เพราะตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กไร้เงา รูเบน ดิอาส อีกทั้ง จอห์น สโตนส์ ก็บาดเจ็บ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จึงจำต้องใช้บริการ มานูเอล อาคานจี ยืนผนึก เนธาน อาเก้ ซิตี้ยังมีข่าวร้ายเพิ่มอีก โรดรี้ หัวใจแดนกลางหน้าแผงแบ็กโฟร์ เกิดบาดเจ็บกะทันหันตอนซ้อม เลยต้องปรับกระบวนกันใหม่ อิลคาย กุนโดกัน ถอยมาประจำการแทน ในขณะที่ เอริก เทนฮาก ยังคงสามารถใช้ผู้เล่น 11 คนแรกที่ดีสุดเวลานี้แบบครบถ้วน ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจได้อีกไม่น้อยเลย มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เพิ่งรับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกของเดือนกันยายน เรียกความฟิตกลับมาทันถูกเลือกออกสตาร์ต เบียดทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ไปนั่งสำรอง เทนฮาก เคยให้สัมภาษณ์ในทำนองที่น่าเชื่อได้ว่าชื่นชอบ แรชฟอร์ด เป็นการส่วนตัว หวังจะใช้ประโยชน์จากความเร็วและสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง เพรสซิ่งแดนบน รวมถึงก่อกวนแนวรับฝ่ายตรงข้าม แต่พอเอาเอาเข้าจริง แรชชี่ กลับไม่ได้ทำอย่างที่นัดกันไว้เลย จ่ายบอลพลาดง่ายๆอย่างไม่สมควร จนทำให้เพื่อนเสียงจังหวะไปหมด รวมทั้งโยนความรับผิดชอบให้ ไทริลล์ มาลาเซีย ที่โดนใบเหลืองอย่างไม่สมควร นอกจากนี้ยังวิ่งบีบพื้นที่แบบกั๊กๆ ทั้งที่ควรสปรินท์ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ช่วงโปรแกรมทีมชาติก็ไม่ได้ไปเล่น ได้พักฟื้นฟูกันอย่างเต็มสูบ กลับขาดความกระตือรือร้น ฟอร์มที่เห็นทำให้เกิดความขัดแย้งชัดๆ เพราะเพิ่งคว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนพรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ ควรต้องโชว์ให้เป็นที่ประจักษ์มากกว่านี้อีก เจดอน ซานโช่ เองก็ดูผิดไปจากเดิม เสียบอลง่ายมาก แทนที่จะฉวยจังหวะที่ซิตี้พลาดแล้วสวนกลับอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ อันโตนี่ ก็ยืนชิดเส้นเกิน แล้วพอเจอซ้อนสองด่านก็ขยับหนีลำบาก ยังดีที่ว่ามีลูกยิงปั่นโค้งอย่างสวยงามมาช่วยปลอบประโลมได้บ้าง แดนหน้าเหลือเพียง บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมที่พยายามวิ่งพล่านเพรสซิ่งเยอะกว่าใคร ทว่าขยันขันแข็งคนเดียว ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะฟุตบอลเล่นกัน 11 คน จะต้องไม่กินแรงเพื่อน เมื่อข้างหน้าวิ่งน้อย ตรงกลางกับข้างหลังก็เหนื่อย แมนฯซิตี้จึงพาบอลเข้าเขตอันตรายได้อย่างต่อเนื่องและนำไปสู่การได้ 4 ประตูในครึ่งแรกนั่นแหล่ะ อาการบาดเจ็บของ ราฟาแอล วาราน ซึ่งฝืนเล่นต่อไม่ไหว ต้องถูกเปลี่ยนออกตั้งแต่ครึ่งแรก เพิ่มความหวาดหวั่นให้อีกทวีคูณเลย เท่าที่ผ่านมาปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส แสดงให้เห็นแล้วว่ายกระดับเป็นผู้บัญชาเกมรับ คอยตะโกนสั่งและจัดระเบียบเพื่อนร่วมทีม ส่งผลให้หลังบ้านได้รับการขันนอตให้แน่นหนา แต่เมื่อไม่มีเขาอยู่ในสนาม เชื่อว่าน่าจะสร้างความสับสนกับเพื่อนๆได้ไม่น้อยเลย ช่วงแรกที่ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ลงมาน่าจะพอสังเกตเห็นกันบ้าง จากผลงานนักเตะทุกคนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เทนฮาก ออกอาการผิดหวัง โดยชี้ไปที่ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น ลงไปเล่นแบบลนลาน เหมือนพวกตื่นสนาม เกร็งเกินไปจนพลาดทำเสียกันเอง เมื่อบวกกับเกมรุกอันดุดันโหดเหี้ยมของแมนฯซิตี้ ที่ขึ้นมาแต่ละครั้งได้ลุ้นประตูอยู่ตลอด มันจึงเป็นเรื่องแย่ของแมนฯยูไนเต็ดแบบทวีคูณ ทั้ง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ และ ฟิล โฟเด้น ต่างร้อนแรงพร้อมกันอีกระเบิดคนละแฮตทริก แจ็ค กรีลิช เองก็เล่นงานแนวรับปีศาจแดงอย่างสนุกสนานเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก แล้ว เควิน เดอ บรอยน์ ก็เล่นได้ตามมาตรฐาน บอลที่ออกจากเท้าในจังหวะได้เสียของเขายังคงความอันตรายไม่เปลี่ยนแปลง เทนฮาก จึงให้เครดิตแมนฯซิตี้ พร้อมยกย่องเลยว่าเหนือกว่าแมนฯยูไนเต็ดชนิดข่มกันคนละเบอร์เลย ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กุนซือดัตช์มองเห็น นำไปปรับปรุงแก้ไข เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่อาจช่วยให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เทนฮาก มักพูดอยู่เสมอว่า ทีมยังไม่ได้ดีอย่างที่แฟนบอลตั้งความหวังกันหรอก มีอีกหลายจุดให้ต้องพัฒนา จำต้องทำงานให้หนักกว่าเก่าอีก ซึ่งเขามองทะลุปรุโปร่งและน่าจะเจียมเนื้อเจียมตัวมากพอ ในขณะเดียวกันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน 11 คนแรกที่เคยคิดว่าดีสุดก่อนหน้านี้ ในแดนกลางโอกาสน่าจะเป็นของ กาเซมีโร่ ทดแทน สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หลังจากที่นั่งคอยโอกาสมาพักหนึ่ง ส่วนตำแหน่งหน้าเป้า อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ดูจะมีคุณภาพมากสุดในเวลานี้ ถูกเปลี่ยนลงมาพร้อมกับ 2 ประตู ถือว่าเป็นผลงานส่วนตัวไม่เลวเลย แบ็กซ้ายก็น่าติดตาม ลุค ชอว์ ที่ดูมั่นใจมากขึ้น จากผลพวงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ มีลุ้นทวงตำแหน่งจาก ไทริลล์ มาลาเซีย ที่บางคราวไม่นิ่งพอจะต่อสู้กับแรงกดดัน ตัวรุกริมเส้นก็น่าจะปล่อย แอนโธนี่ เอลังก้า หรือ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ใช้ความสดโจมตีบ้าง ในเมื่อพวกตัวหลักเริ่มแผ่ว พลาดอย่างไม่สมควร การมีผู้เล่น 11 คนแรกแบบชัดเจนมันดีอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับความจริงว่าคุณภาพนักเตะแมนฯยูไนเต็ดบางคน ยังไม่ดีพอสำหรับเกมในลักษณะนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เวลา เทนฮาก คลำทางตามรูปแบบที่วางเอาไว้กันต่อไป แฟนบอลอย่าคาดหวังจนหลงเข้ารกเข้าพง เป้าหมายของทีมคือท็อปโฟร์ ไม่ใช่การลุ้นแชมป์ บทเรียนจากศึกผ่าเมือง ช่วยกระตุกให้มองเห็นอะไรบางอย่างและต้องติดตามดูว่า เทนฮาก มีวิธีจัดการแบบไหน ที่สำคัญต้องรีบลุกให้เร็วที่สุด เหมือนอย่างที่แพ้มา 2 เกมแรก แล้วกลับมาโค่นลิเวอร์พูลได้นั่นแหล่ะ เพราะจากนี้เกมของแมนฯยูไนเต็ดจะชุกมากๆ จนกว่าฟุตบอลโลกเดินทางมาถึง เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงกันอีกแน่ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อาจต้องยอมปล่อยมือ ]

ในยุคของ เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ เป็นซีอีโอแมนฯยูไนเต็ด เราสังเกตได้จากแนวทางการเซ็นหรือขยายสัญญานักเตะ มักจะมีอ็อปชั่นพ่วงท้ายมาด้วย 1 ปีเสมอ การมีอ็อปชั่นในลักษณะนี้ เหมือนกันเหนียวสำหรับทางสโมสร เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน เผื่อการเจรจาไม่คืบหน้าได้งัดเอามาใช้ มองจากมุมตรงนี้ เราอาจมองกันได้ว่าสโมสรกุมความได้เปรียบ เพราะอ็อปชั่นยืดสัญญา จะเป็นฝ่ายตัดสินใจเองไม่เกี่ยวข้องกับนักเตะ อย่างไรก็ตามมันก็ต้องแลกมาด้วยค่าจ้างที่อาจสูงขึ้นก่อนเซ็นตกลงกัน พวกผู้เล่นคงไม่ยอมง่ายๆ ถ้าไม่มีข้อเสนอดึงดูดมากพอมากระตุ้น ก่อนหน้านี้ทั้ง ปอล ป็อกบา หรือ เจสซี่ ลินการ์ด ล้วนแต่ถูกใช้อ็อปชั่นทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ เอดินสัน คาวานี่ ซึ่งโดนผูกไว้ 1 ปี อย่างไรก็ตามของดาวยิงอุรุกวัย มีเงื่อนไขแนบไว้ หากไม่ขยายด้วยเหตุผลทางครอบครัวแล้วตัวเขาเองย้ายกลับไปเล่นในแถบบ้านเกิดจะไม่อยู่ต่อก็ได้ แม้สโมสรต้องการก็ตาม คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , มาร์คัส แรชฟอร์ด , ดีโอโก้ ดาโลต์ หรือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ต่างก็มีอ็อปชั่นติดไว้ด้วยกันหมด อีกคนที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ดาบิด เด เคอา นั่นเองและกำลังกลายเป็นปมที่ต้องให้พูดถึงอยู่ในเวลานี้เลย หลายคนน่าจะพอรู้จากข่าวบ้างแล้ว สัญญาฉบับปัจจุบันของนายด่านชาวสเปนจะถึงแค่ซัมเมอร์ 2023 หรืออีกไม่ถึงปี แต่มีอ็อปชั่นกันไว้ 1 ปี แต่ทีนี้ทางบอร์ดแมนฯยูไนเต็ดและต้องนับรวมถึง เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมด้วย น่าจะกำลังพิจารณากันว่า ใช้อ็อปชั่นเพิ่มอีก 1 ปีให้จบในซัมเมอร์ 2024 ดีหรือเปล่า หากไม่ยอมใช้ปล่อยไว้อย่างนี้ หมายความว่าจงใจยอมเสีย เด เคอา แบบฟรีๆกลางปีหน้าเลย เรื่องนี้น่าจะสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้สาวกไม่น้อยเลย โดยเฉพาะนับตั้งแต่หมดยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นี่คือผู้เล่นคนสำคัญที่คอยช่วยทีมเอาไว้นับไม่ถ้วน ป้องกันไม่ให้เสียประตูทั้งที่น่าจะโดนไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นต่างย้ายกันไปตามวิถี แต่สำหรับ เด เคอา แล้วอยู่โยงมายาวนานเกินทศวรรษ แสดงให้เห็นความซื่อสัตย์ด้วย ผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ แทบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ได้แข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมมาแล้ว 4 สมัย ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 5 สมัย เป็นหน้าเป็นตาของแมนฯยูไนเต็ด แม้ในช่วงที่แฟนๆอยากจะเอาปี๊บคลุมหัวด้วยความอับอายก็ตาม ไม่นับเป็นมรดกตกทอดมาจาก เฟอร์กี้ รับใช้ทีมมายาวนานและยังเป็นนักเตะที่บรมกุนซือลงทุนไม่คุมทีมในวันมีแมตช์ แล้วบินไปดูฟอร์มถึงสเปน ก่อนจะตัดสินใจเซ็นมาจากแอตเลติโก้ มาดริดในซัมเมอร์ปี 2011 ช่วงมาใหม่ๆร่างกายผอมกะหร่องก๋องแก๋งมาก ดูไม่ค่อยมีสง่าราศีผู้รักษาประตูตัวท็อปอย่างที่ร่ำลือกันเลย ในขณะเดียวกันยังมีข่าวไม่ค่อยดีตามมาอีก เด เคอา ไม่ค่อยกระตือรือร้นเรื่องการฝึกซ้อมสักเท่าไร ชอบงีบกลางวันตามสไตล์คนสแปนิช แทนที่จะเอาเวลามาเข้ายิมเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง รวมถึงไม่สนใจเรียนภาษาอังกฤษไว้ให้คล่อง เพื่อทลายกำแพงการสื่อสาร จะได้ทำความเข้าใจกับโค้ช เพื่อนร่วมทีมหรือพนักงานอื่นๆ จนทาง เอริก สตีล ซึ่งเป็นคนติวเข้มผู้รักษาประตู ต้องเสียเวลาไปศึกษาภาษาสเปน เพื่อมาไว้อธิบายแทน นั่นยังไม่นับเรื่องโภชนาการที่ดูหย่อนยานมาก ชอบกินทาโก้มากๆ ทั้งที่เป็นอาหารไม่ค่อยดีต่อนักกีฬาเท่าไร อีกทั้งยังกินขนมหวานบ่อยๆ ที่โดนจับโป๊ะได้ก็คือไปเข้าร้าน Krispy Kreme โดนัทเจ้าดัง แล้วดันลืมจ่ายเงินเดินออกมาดื้อๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโดนัทกับนักฟุตบอลอาชีพ ย่อมเป็นของต้องห้าม ทั้งแป้งหนาทอดกับน้ำมัน ราดด้วยครีมหวานสุดๆ จึงมีข่าวตามมาว่า เฟอร์กี้ ไม่ค่อยแฮปปี้กับพฤติกรรมนี้สักเท่าไร กว่าที่ เด เคอา จะค่อยๆเรียนรู้ปรับตัว จนรูปลักษณ์เปลี่ยนไป ก็ต้องใช้เวลาเคี่ยวเข็ญกันพอสมควร แต่ถึงที่สุดแล้วเขาก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ เฟอร์กี้ ภาคภูมิใจและคิดว่าไม่เสียเที่ยว อุตส่าห์บินไปดูฟอร์มด้วยตัวเอง เมื่อบวกกับผลงานสุดยอดการเซฟที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก ไม่ว่าจะเหินหาวกลางเวหาปัดด้วยมือเดียวทั้งที่บอลกำลังแหวกอากาศกระแทกตาข่าย รวมทั้งช็อตออกมาบีบมุมอย่างรวดเร็วและใช้ขาเซฟด้วยปฏิกิริยาอันยอดเยี่ยม ภาพเหล่านี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของ เด เคอา ทั้งสิ้น จนแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดบอกว่านี่คือความภาคภูมิใจเดียวที่หลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามในผลงานอันน่าตะลึง มันก็ซ่อนจุดอ่อนไว้อย่างไม่น่าเชื่อด้วยเช่นกัน ความผิดพลาดอย่างเช่นการออกมาตัดลูกกลางอากาศไม่ดีพอ บางทีไม่กล้าขึ้นเล่น ไม่ตะโกนสั่งเพื่อนให้มาช่วยเวลาโดนฝ่ายตรงข้ามสกรีน คือประเด็นที่ถูกหยิบมาโจมตี นี่คือจุดด้อยของ เด เคอา ซึ่งสะสมมาช้านานและยังไม่มีวี่แววว่าจะแก้ไขได้อย่างมั่นคง สร้างความอุ่นใจได้มากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้การใช้เท้าเล่นบอล ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของผู้รักษาประตูสมัยใหม่ก็เป็นอีกปัญหาด้วย ต้องยอมรับความจริงว่า เด เคอา ออกบอลด้วยเท้าแย่หลายจังหวะ ไม่ว่าจะลูกยาวหรือสั้น จนในช่วงปรีซีซั่นเราได้ยิน เอริก เทนฮาก ตะโกนด่าเสียงดังลั่น เพราะโยนยาวแบบไร้เป้าหมาย เสียการครองบอลอย่างไม่จำเป็น เชื่อกันว่าตรงนี้เองทำให้ หลุยส์ เอ็นรีเก้ กุนซือทีมชาติสเปนมองข้าม เด เคอา หั่นชื่อหลุดจากสารบบ นายใหญ่กระทิงดุเคยอธิบายไว้แล้วว่า อยากได้ผู้รักษาประตูที่ช่วยทำให้รู้สึกสงบได้ ไม่ต้องลุ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นคงไม่ใช่ เด เคอา อย่างแน่นอน แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนายด่านดีสุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีกและระดับท็อปยุโรป แต่เมื่อคุณไม่ดีพอสำหรับทีมชาติ มันก็น่าคิดเหมือนกัน ขณะเดียวกันค่าจ้างที่สูงลิบ 375,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จากการขยายสัญญาในปี 2019 ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ ทำให้สโมสรไม่ต้องการเก็บเอาไว้อีก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แมนฯยูไนเต็ดตกเป็นข่าวพัวพันผู้รักษาประตูหลายคนในระยะนี้ เหมือนจะมีกลิ่นไม่ปกติเกิดขึ้นจริง ในส่วนแฟนบอลเกิดเสียงแตกอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งไม่เห็นด้วยจากเหตุผลที่ว่ามาและคล้อยตามเมื่อมองดูจากข้อเสียบางอย่าง ถ้าพ้นมกราคมไปแล้วยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการใช้อ็อปชั่น เตรียมตัวไว้ได้เลยว่าเราอาจไม่ได้เห็น ดาบิด เด เอคา ยืนเฝ้าเสาในฤดูกาลหน้าอีก นี่คือยุคมีผู้จัดการทีมชื่อ เอริก เทนฮาก ซึ่งเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #การโคจรของ2ดวงดาว ]

หลายคนน่าจะรู้แล้วว่า เอริก เทนฮาก เคยร่วมงานกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาก่อนเมื่อสมัยอยู่ด้วยกันที่บาเยิร์น มิวนิค เป๊ป คุมทีมชุดใหญ่ ในขณะที่ เทนฮาก กุมบังเหียนทีมชุดบีหรือสำรองของเสือใต้ จึงมีโอกาสได้เรียนรู้จากอีกฝ่าย โดยเฉพาะแนวทางกลยุทธ์ต่างๆ ตลอด 2 ปีเต็ม อาจจะดูไม่นานเท่าไรนัก แต่ก็มากพอสำหรับทำความรู้จักภาพรวมกันแบบกว้างๆ เรียกว่าน่ามีข้อมูลกันพอสมควรเลย ช่วงดังกล่าว เป๊ป พาทีมผูกขาดครองแชมป์บุนเดสลีกา 3 สมัยรวดไม่แบ่งให้ใครเลย ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่สมราคา ในขณะที่ เทนฮาก ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า ในฤดูกาล 2013/14 พาทีมสำรองครอง Regionalliga Bayern แต่ไปแพ้ให้ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์ในรอบเพลย์ออฟอย่างน่าเสียดาย "ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะเลยจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปรัชญาของเขามันน่าตื่นเต้น สิ่งที่เขาแสดงให้เห็นที่บาร์เซโลน่า , บาเยิร์นและเวลานี้กับแมนฯซิตี้ แนวรุกอันดุดัน สไตล์ที่น่าดึงดูด พร้อมทั้งชัยชนะเป็นกอบเป็นกำ" นั่นคือเสียงชื่นชมที่ เทนฮาก มีให้กับ เป๊ป ซึ่งจะว่าไปแล้วสองคนนี้วัยไลเลี่ยกันอีกด้วย กุนซือดัตช์อายุมากกว่า 11 เดือนเท่านั้น ประเด็นที่ถูกโฟกัสคือแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ที่เอติฮัต สเตเดี้ยมในวันอาทิตย์นี้ นั่นหมายถึงการเผชิญหน้ากันของสองคนนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่แยกย้ายกันมาจากบาเยิร์น หลายคนมองว่า เป๊ป เป็นเหมือนลูกพี่หรืออาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาลูกหนัง แต่จริงๆแล้วในความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนเพื่อนกัน แม้จะออกไปแนวเพื่อนร่วมงานกันมากกว่าก็ตาม ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์เพรสคอนเฟอเรนซ์ คุยกับนักข่าวก่อนเกมตามธรรมเนียม เทนฮาก ยังยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงว่า เป๊ป คือกุนซือเปี่ยมด้วยความสามารถ ไม่จำเป็นต้องสงสัยอะไรอีก ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่า แนวทางที่นำมาใช้กับแมนฯยูไนเต็ดในปัจจุบัน เกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ถูกผสมผสานเข้าด้วยกัน ทุกคนล้วนแตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเอง เขาอาจชื่นชอบยกย่องปรัชญาแบบ เป๊ป ไม่ใช่แค่เล่นฟุตบอลสวยงามเร้าใจ ยังนำมาซึ่งชัยชนะอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านำมาลอกเลียนแบบ เห็นกันอยู่แล้วว่าไม่ใช่เลย พร้อมทั้งย้ำว่า การตัดสินใจเลือกรับงานแมนฯยูไนเต็ด มาจากตัวเขาเลือกเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องจากคำแนะนำของคนอื่นเลย รวมถึงที่หลายคนสงสัยว่า เป๊ป อาจมีส่วน อีกฟากกุนซือสแปนิชก็ยอมรับว่า เทนฮาก เป็นคนเก่งจริง ตรงนี้รับรู้ได้ตั้งแต่ตอนอยู่บาเยิร์นแล้ว เท่าที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนบอลมากมาย ต่างได้เห็นฝีมือของ เทนฮาก ว่าเป็นอย่างไร หลังสะดุดหัวทิ่มไม่เป็นท่าจาก 2 เกมแรก ก็กลับมาฟื้นได้อย่างรวดเร็ว จนถึงทุกวันนี้เมื่อมองย้อนไป ยังรู้สึกได้ถึงความอัศจรรย์ นอกจากนี้คุณภาพแดนกลางของปีศาจแดง ก็ยกระดับอย่างพรวดพราด จากที่เคยเป็นจุดอ่อน โดนด้อยค่าอยู่เสมอ บางครั้งเป็นเหมือนตัวตลกสร้างคอนเทนท์ให้คนขบขัน ก็เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ว่าแล้ว เป๊ป ก็ยกนิ้วให้ คริสเตียน เอริกเซ่น ผู้เข้ามาเติมเต็ม มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฉีกโฉมหน้าเก่า ให้เปลี่ยนมาเป็นปัจจุบัน เมื่อบวกด้วยประสบการณ์ของ กาเซมีโร่ พัฒนาการอันพุ่งทะยานของ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์และฟอร์มที่ถูกเค้นคืนมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เหล่านี้ล้วนมีส่วนทั้งสิ้น สองกุนซือจึงต่างนับถือและเคารพซึ่งกันและกัน เป๊ป อาจเคยเป็นเบอร์หนึ่งมาก่อน แต่ในความเป็นมืออาชีพ ต้องสำนึกบทบาทหน้าที่ของตัวเองก่อนทั้งสิ้น ถ้าย้อนอดีตเอาแบบให้ลึกลงอีก ก่อนที่ทาง เทนฮาก จะเลือกรับงานที่บาเยิร์น เขาเป็นกุนซือโก อเฮด อีเกิ้ลส์ สโมสรในลีกระดับสองของฮอลแลนด์มาแล้ว ที่นั่นนักเตะหลายคนที่เคยร่วมงานด้วย ต่างประทับใจและยกย่องแนวทางการทำงานตามแบบฉบับ เทนฮาก อย่างแท้จริง เพราะมันสัมผัสได้ถึงความใส่ใจทุกรายละเอียด อย่างแรกเลยก็คือ ก่อนรับงานเขาจะศึกษาให้ดี ส่วนไหนต้องแก้ไขปรับปรุงจึงหาวิธีการ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือรูปแบบทันที ไม่มีปล่อยไว้ให้ยืดเยื้อเสียเวลา เรื่องนี้ บาร์ท เฟร์นด์ส อดีตเซ็นเตอร์แบ็กของโก อเฮด อีเกิ้ลส์ เคยเข้าถึงมาจากประสบการณ์ตรง จึงสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ สิ่งละอันพันละน้อยที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม จะไม่อาจเล็ดรอดผ่านตาข่ายสายตาของ เทนฮาก ไปได้อย่างเด็ดขาด เราเคยเห็นภาพเขามาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดก่อนเกมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ในเวลาที่ต้องเป็นทีมเหย้า เพื่อเดินสำรวจตรวจสอบความเรียบร้อยของสนาม มีส่วนไหนบกพร่องไม่ถูกใจ ผิดจากที่เคยบอกไว้จะได้แก้ไขกันให้ทัน ส่วนเวลาอยู่ในสนามซ้อมไม่ต้องพูดถึง นี่คืออีกส่วนที่ถูกยกให้สำคัญมากๆ เทนฮาก พูดอยู่เสมอว่า หากซ้อมได้ดี มันก็จะส่งผลเวลาลงแข่งจริงด้วย เฟร์นด์ส เคยเล่าแม้กระทั่งการวางชุดแข่งและเครื่องดื่ม ซึ่งปกติไม่ต้องสนใจก็ได้ มักเอาตามสะดวก แต่สำหรับกุนซือดัตช์จะต้องเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เรียงเป็นระเบียบ ใบหญ้าของสนามซ้อมก็ต้องได้ตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ ความยาวจะเป๊ะ 2 มิลลิเมตร เพื่อสอดคล้องกับแท็คติกของทีม ซึ่งจะเน้นการต่อบอลบนพื้น รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกาย ตอนนั้นโก อเฮด อีเกิ้ลส์ไม่ใช่ทีมใหญ่เลย เวลาเล่นกับใครก็มักเป็นรอง ฉะนั้นเกมเหย้าต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองกุมความได้เปรียบเอาไว้ ขณะเดียวกันการให้ผู้เล่นนอนพักผ่อนที่สนามซ้อมเลยก็มีมาตั้งแต่ยุคนั้นในปี 2012 หรือ 10 ปีก่อนแล้ว หากวันไหนต้องซ้อม 2 ช่วง การพักผ่อน โภชนาการและจิตใจที่ผ่อนคลาย 3 อย่างที่ถูกนำมาให้ความสำคัญในสายตา เทนฮาก ดังนั้นเราจึงได้ยินกฎเหล็กใหม่ของแมนฯยูไนเต็ด อย่างเช่นห้ามนักเตะใช้เชฟส่วนตัวปรุงอาหาร เมนูต่างๆสโมสรจะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดให้เพื่อความเหมาะสม แล้ว เทนฮาก ก็พาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี แต่แทนที่จะทำต่อหรือไปรับงานของสโมสรใหญ่กว่า ที่มีข้อเสนอยื่นมาให้ เขากลับเลือกคุมทีมสำรองบาเยิร์น มิวนิค เพราะเชื่อว่าเขายังเหลือเวลาอีกมาก ดังนั้นคิดว่าหากไปคุมเสือใต้ชุดเล็ก จะช่วยให้เรียนรู้กระบวนการทำงานต่างๆได้อีกมาก นั่นแหล่ะที่เขาได้ไปเจอ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งโยกมาเป็นกุนซือชุดใหญ่ในปี 2013 เช่นเดียวกัน วันอาทิตย์นี้ที่เอติฮัต จึงมีสตอรี่ดังกล่าววางไว้เป็นแบ็กกราวด์สำหรับการชูรสให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย ว่ากันว่าอาจเป็นแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ที่ดราม่าเร้าใจมากๆในรอบหลายปีเลยทีเดียว -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หรือว่าสื่อคอยเสี้ยม ? ]

ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กับ เนย์มาร์ จะยังคงแน่นแฟ้นกันเหมือนเดิมมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆก็คือ บรรดาสื่อหรือนักข่าวต่างพยายามหาประเด็นมาชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทั้งสองคนที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเดลี่ เมลอ้างการรายงานจากเลกิ๊ปสื่อใหญ่ของฝรั่งเศส ที่นำเสนอว่า เอ็มบั๊ปเป้ แสดงท่าทีไม่เข้าใจว่าทำไมผู้บริหารปารีส แซงต์ แชร์กแมงถึงยังเก็บ เนย์มาร์ เอาไว้ในทีมอีก ในทางกลับกัน เนย์มาร์ เชื่อว่า เอ็มบั๊ปเป้ พยายามผลักดันให้บอร์ดขายตนออกไปซะ คล้ายว่าอยากจะครอบครองความเป็นดาวเด่นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันสื่อเจ้านี้ยังสำทับอีกว่า ต่อหน้าสาธารณะพวกเขาต่างแสร้งทำเป็นเข้ากันได้ดี เวลาทีมยิงประตูได้ มักจะโชว์ฉลองแบบใกล้ชิด แท้จริงแล้วมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เพราะหลังฉากใครๆต่างก็รู้ได้ถึงความเย็นชาระหว่าง เอ็มบั๊ปเป้ กับ เนย์มาร์ ซึ่งไม่ได้หยอกเย้าเล่นหัวกันอย่างคุ้นเคยแล้ว เรื่องนี้ทางผู้บริหารก็เฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ เช่นเดียวกับ คริสตอฟ กัลทิเยร์ กุนซือคนปัจจุบันและ หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการกีฬา นับตั้งแต่ฤดูกาลนี้เปิดฉาก รอยร้าวของทั้งสองคนปริแยกตามลำดับ จนยากที่จะกลับมาสนิทเหมือนในอดีต เห็นได้จากเหตุการณ์บางอย่าง เช่นเกมลีกเอิงซึ่งเปแอสเชถล่มมงต์เปลลิเยร์ 5-2 แต่สกอร์กลับไม่ใช่ไฮไลต์เลย หากเทียบกับช็อต เนย์มาร์ ปฏิเสธให้ เอ็มบั๊ปเป้ สังหารจุดโทษ เพราะก่อนหน้ายิงพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็มีข่าวลือตามว่าหลังเกมจบลง ทั้งสองคนมีปากเสียงกันจนถึงขั้นเพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาห้ามปรามไม่ให้ลุกลามบานปลาย จากนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถูกลากไปโยงกับการต่อสัญญาฉบับใหม่ของ เอ็มบั๊ปเป้ ที่ขยายเพิ่มออกไป 3 ปีเต็ม เป็นการตัดสินใจอย่างคาดไม่ถึง เพราะนักเตะเตรียมย้ายไปอยู่เรอัล มาดริดแบบฟรีเอเจ้นท์แล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวในทำนองว่า นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ ประธานเปแอสเชเทหมดหน้าตัก ประเคนทุกอย่างให้ตามที่ เอ็มบั๊ปเป้ ต้องการ นอกเหนือจากค่าจ้างราว 1.2 ล้านยูโรต่อสัปดาห์ เอ็มบั๊ปเป้ ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษ อย่างเช่นมีส่วนร่วมในการเลือกเพื่อนร่วมทีมด้วยตัวเอง รวมทั้งกุนซือก็ตัดสินใจจิ้มมาได้เลยอยากได้ใคร ซึ่งฟังแล้วมันดูโอเวอร์เกินจริง แต่เราไม่อาจรู้ว่าเรื่องนี้มันมีมูลมากแค่ไหน ในขณะเดียวมีการโหมข่าวว่า ปารีสฯอยากจะปล่อย เนย์มาร์ ให้พ้นจากทีมก่อนตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปิดตัวลง ด้วยเหตุผลเล่นไม่คุ้มค่าตัวค่าจ้างและความคาดหวังที่ฝากเอาไว้ ปัญหาอาการบาดเจ็บบ่อย จนเล่นได้น้อยเกินไป ทัศนคติก็ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง โดยเฉพาะมีปัญหากับแฟนบอลออกสื่อโต้งๆอย่างนั้น จึงถึงเวลาที่จะต้องขายแล้ว อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังอยู่กับสโมสรเช่นเดิม น่าจะเป็นแค่ข่าวกอสซิปดึงดูดความน่าสนใจ แม้จะพยายามพูดถึงประเด็นที่ว่าหาทีมลงยาก ค่าจ้างแพงมาก ไหนจะค่าตัวอีกก้อนใหญ่ จะมีทีมไหนมากล้าเสี่ยงก็เถอะ นอกจากนี้ Goal สื่อใหญ่อีกเจ้าอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ได้รับมาระบุว่า เอ็มบั๊ปเป้ เสียความรู้สึกที่ เนย์มาร์ มีอิทธิพลในทีมมากเกินจริง เหนือกว่าทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ และ เซร์คิโอ รามอส อีกต่างหาก ขณะเดียวกันยังมีแฟนบอลจับได้ว่า แอ็คเคาท์อย่างเป็นทางการของ เนย์มาร์ กดไลค์บทวิจารณ์ที่พูดถึงสิทธิ์ในการยิงจุดโทษที่ เอ็มบั๊ปเป้ ได้รับอีกต่างหาก ทวิตเตอร์ของผู้ใช้ชื่อว่า "Neymargiabr" แสดงความเห็นว่า -- "เวลานี้มันชัดเจนแล้ว เอ็มบั๊ปเป เป็นคนยิงจุดโทษหลัก สิ่งนี้มีอยู่ในสัญญาแน่ๆ ไม่มีทีมไหนในโลกที่มี เนย์มาร์ ในทีมแล้วให้ยิงเป็นหมายเลขสองเด็ดขาด มันเกิดขึ้นเพราะมีสัญญาซ่อนอยู่ เอ็มบั๊ปเป้ คงเป็นเจ้าของทีมจริงๆ" เมื่อ เนย์มาร์ โผล่มากดถูกใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่แฟนบอลจะเฮโลเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่า สองคนนี้ขัดแย้งกัน จากนั้นราวต้นเดือนกันยายน เอ็มบั๊ปเป้ ให้สัมภาษณ์สยบข่าวลือดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากันและเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดเย็นชากันบ้าง ส่วนเรื่องยิงจุดโทษนั้น สามารถแบ่งปันกันได้ ไม่ใช่ใครคนใดที่จะต้องรับเหมาตลอดหรอก เป็นการตอบคำถามแบบสั้นๆ ไม่ได้ให้ความกระจ่างเท่าไรนัก ในความรู้สึกของแฟนบอลนี่มันยังไม่เคลียร์หรอก เพียงแค่วันเดียวจากที่ เอ็มบั๊ปเป้ ให้สัมภาษณ์ เปแอสเชลงดวลยูเวนตุสในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ เนย์มาร์ หัวเสียที่รุ่นน้องไม่ยอมส่งบอลให้ทำประตู ช่วงดังกล่าวเปแอสเชนำห่าง 2-0 ไปแล้ว เอ็มบั๊ปเป้ จัดการคนเดียว กระทั่งรับบอลจาก เมสซี่ มาได้มีโอกาสจะซัดแฮตทริก เขาเลือกยิงเองเลย ทั้งที่หลายคนมองว่า เนย์มาร์ อยู่ในตำแหน่งดีกว่า อย่างไรก็ตามแฟนบอลบางคนมองว่าเรื่องธรรมดาที่ได้เห็น เนย์มาร์ ออกอาการเซ็งและปกติเช่นกันสำหรับ เอ็มบั๊ปเป้ ที่อยากมีชื่อทำแฮตทริกสำเร็จในเกมอย่างนี้ ส่วนเหตุการณ์ล่าสุดก็ไม่นานมานี้ หลังจบเกมอุ่นเครื่องบราซิลขย่มกาน่า 3-0 นักข่าวถาม เนย์มาร์ ถึงความสัมพันธ์กับ เอ็มบั๊ปเป้ ว่ามีระหองระแหงตามที่พูดกันหรือเปล่า "ความสัมพันธ์ของผมกับเขาเป็นอย่างไรหรือ? ผมไม่รู้หรอก" -- ตอบแบบกระชับทิ้งไว้เป็นปริศนา แล้วก็เดินจากไป ส่วน เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งอยู่ในช่วงรับใช้ฝรั่งเศส ก็เปิดใจไว้ทำนองเล่นในลักษณะว่า ยามรับใช้ทีมชาติมีอิสระมากกว่าเล่นให้สโมสร เหมือนอยากจะชี้นำไปถึงอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าพวกสื่อชอบข่าวประเภทนี้ ยังไงก็ขายได้ดี เรียกร้องให้คนมาสนใจ ดังนั้นเราจึงได้ยินกันอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อปะติดปะต่อจากหลายเหตุการณ์เข้าด้วยกัน มันก็ทำให้เห็นภาพกว้างมากขึ้นและย่อมให้คล้อยตามว่า สองคนนี้ไม่ลงรอยกันจริงก็ได้ มันยากสำหรับการค้นหาความจริง เพราะไปถามพวกคนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมทีมรับรองว่าไม่มีประโยชน์หรอก จนเราต้องเก็บมาพิจารณากันเองนั่นแหล่ะ ตกลงแล้วเรื่องนี้มันมีมูลมากแค่ไหน ใช่ว่าจะปักใจเชื่อได้เลย สื่อก็อาจจะนำเสนอให้มันดูร้ายแรง ทั้งที่บางทีเกิดเหตุการณ์แค่ประติ๋วเดียว แต่คนก็แห่กันไปคิดว่าเป็นจริง และมั่นใจได้เลยว่า อีกไม่นานความสัมพันธ์ของสองคนจะถูกนำมาเล่นให้เกิดปมกันอีกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่าว่าฮีโร่เป็นตัวถ่วง ? ]

หลังโปรตุเกสโดนสเปนบุกมายัดเยียดความพ่ายแพ้ พร้อมเขี่ยตกรอบยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกอย่างน่าเจ็บใจ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลายเป็นเป้าโจมตีมากกว่าใครๆ จากฟอร์มที่ไม่ดีเหมือนอย่างเคย ทำโอกาสยิงประตูพลาดหลุดมือ รวมถึงจ่ายบอลเสียหลายครั้ง เพรสซิ่งแดนบนก็ไม่เต็มที่ ล้วนแต่โดนถูกหยิบมาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนทั้งสิ้น A Bola หนังสือพิมพ์กีฬาเบอร์หนึ่งของประเทศ พาดหัวใหญ่ให้เห็นกันจะๆด้วยประโยคว่า "Less Ronaldo, more Portugal" อันมีความหมายถึง โรนัลโด้ ลงเล่นน้อยเท่าไร โปรตุเกสก็จะได้ประโยชน์มากเท่านั้น เกมที่บราก้าเมื่อคืนวันอังคาร โรนัลโด้ อยู่ในสนามเต็มเหยียด 90 นาทีเต็ม ช่วยไม่ได้เลยจะเกิดข้อครหาสารพัด เพราะน่าจะถูกถอดออกตั้งจบครึ่งแรกด้วยซ้ำ บริเวณซุ้มม้าสำรองของโปรตุเกส มีผู้เล่นตัวรุกชั้นดีหลายราย บางคนเป็นดาวรุ่งพุ่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล เลเอา , ชูเอา เฟลิกซ์ , ริคาร์โด้ ฮอร์ต้า หรือ มาธิอัส นูเนซ ซึ่งสภาพร่างกายสดกว่าสมควรจะถูกส่งลงมาแก้ไข เข้าใจว่าเกมดังกล่าวโปรตุเกสยันเสมอได้ก็เพียงพอสำหรับการผ่านเข้ารอบไฟนั่ลหรือ 4 ทีมสุดท้าย แต่เมื่อคุณยังยิงประตูเพื่อสร้างความอุ่นใจไม่ได้ ก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหากโดนโป้งเดียวขึ้นมาเมื่อไร นั่นหมายถึงจะตกรอบทันที แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง เจอทีเด็ดของ อัลบาโร่ โมราต้า ซัดเผาขนเข้าไปในช่วง 2 นาทีสุดท้าย ลำพังยันเสมอได้ โรนัลโด้ ก็น่าจะโดนตำหนิอยู่แล้ว นี่พอแพ้แบบมาโดนช่วงท้าย กระแสถล่มจึงหนักแบบทวีคูณเลยทีเดียว ในยูทูบมีแฟนบอลตัดคลิปทุกจังหวะที่ โรนัลโด้ สัมผัสบอลจากเกมนี้มาให้ดูกัน เพิ่มน้ำหนักความจริงมากยิ่งขึ้น แทบทุกครั้งที่เขาทำพลาด ไม่ว่าจะเป็นจับบอลลั่น ส่งให้เพื่อนไม่ดี โดนฝั่งตรงข้ามชิงเล่นกัน ยิงข้ามคานออกไปไกลหรือเคลื่อนไหวช้าจนทิ้งโอกาสไป ว่ากันตามตรงแล้ว หากจะมีคนคิดสนับสนุนก็คงยากจะหาเหตุผลดีพอมารองรับให้รู้สึกว่า โรนัลโด้ ควรอยู่ในเกมครบ 90 นาที RTP3 สถานีโทรทัศน์ของโปรตุเกส ก็จัดหนักเน้นๆไม่แพ้กันเลย โดนโฟกัสไปยัง แฟร์นานโด ซานโต๊ส กุนซือของทีมว่าใช้เส้นสายเล่นพรรคเล่นพวก เห็นกันอยู่แล้วว่า โรนัลโด้ บาดเจ็บบริเวณที่ตาขวาและจมูกแตกเลือดอาบจากเกมถล่มสาธารณรัฐเช็ก อาการดูน่าเป็นห่วงไม่น้อยเลย ตอนนั้นน่าจะเปลี่ยนตัวออกมาพัก ไม่ควรเสี่ยงด้วยการปล่อยให้เล่นต่อ แต่กลายเป็นว่าเล่นจนจบเกมเลย แล้วยังได้ออกสตาร์ตเจอสเปนในอีก 3 วันถัดมานั่นแหล่ะ ทั้งที่ควรได้พักบ้างหรือไม่ก็รอโอกาสข้างสนาม อย่าลืมว่ากุมภาพันธ์ปีหน้า โรนัลโด้ จะอายุครบ 38 ปีเต็ม ไม่เหมาะเลยที่จะฝืนเล่นติดกันในเกมหนักๆ ด้วยสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ทว่า ซานโต๊ส ไม่แคร์เลยเข็นลงตามคาด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กุนซือขรัวเฒ่าจะโดนจ้องจับผิดว่าให้สิทธิ์กัปตันทีมมากเกินความจริง ราวกับว่าหวั่นบารมีและเกรงใจไม่มีผิด ขณะเดียวกันหลังความปราชัย โรนัลโด้ ยังแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมสักเท่าไร ถอดปลอกแขนกัปตันทีม แล้วโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีและไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำอย่างนี้ แฟนบอลที่ไม่ค่อยพอใจนัก จึงวิจารณ์หนักหน่วงยิ่งขึ้น ซึ่งทำเอาความเห็นในโลกโซเชี่ยลดุเดือดทันที เพราะก็มีหลายคนที่ยังหนุนหลังไอดอลของพวกเขาที่มองในมุมต่างออกไป ฝ่ายที่แย้งยกตัวอย่างว่า เกมไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์แล้วพ่าย 0-1 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรนัลโด้ ได้พักไม่ต้องมีชื่ออยู่ในทีมด้วย พอไม่มีดาวเตะคนสำคัญทีมก็แพ้อย่างที่เห็นกัน ไม่มีใครแบกรับภาระแนวรุกได้ อาจมีผู้เล่นหลายคนสดใหม่ แต่ยังไร้ประสบการณ์ช่วยเติมเต็ม ขณะเดียวกันเกมที่เล่นในบ้านต้อนสวิส 4-0 โรนัลโด้ แผลงฤทธิ์ทำคนเดียว 2 ประตู รวมทั้งช่วยสร้างสรรค์โอกาสอีก นั่นยังไม่นับยูโร 2020 กลางปีก่อนที่จะเบิดคนเดียว 5 ประตูในรอบแบ่งกลุ่ม ฉะนั้นเมื่อมองย้อนหลังสิ่งที่เขาเคยช่วยเหลือชาติบ้านเกิดไว้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ พอเล่นแย่นัดสองนัดก็จะเล่นงานอย่างเดียวเลย ถึงตรงนี้ โรนัลโด้ รับใช้โปรตุเกส 191 นัด ซัลโว 117 ประตู ตัวเลขนี้การันตีได้ถึงความยอดเยี่ยมและภักดี คงไม่ต้องมาตั้งคำถามให้เสียเวลากันอีก ส่วนสถิติเล่นให้ทีมชาติมากสุดในประวัติศาสตร์ซึ่งถูกทางฟีฟ่าบันทึกเอาไว้ ก็กำลังได้ครอบครองเช่นเดียวกัน ปัจจุบันเป็นของ บาเดอร์ อัล-มูตาว่า ของคูเวตที่จำนวน 196 นัด เหลืออีกเพียงแค่ 5 เกมก็ทาบแล้ว รวมทั้งรอทำลายขึ้นแท่นได้เลย นอกจากนี้ยังต้องมองไปยังความมุ่งมั่นตั้งใจของนักเตะอีก ฟอร์มอาจดร็อปลง แต่แพสชั่นยังเต็มกราฟเหมือนเดิม พอมาเจอประเด็นนี้ กลุ่มไม่เห็นด้วยตอบโต้เลยว่า โรนัลโด้ น่าจะมองเรื่องส่วนตัวมากกว่า อยากพาชื่อตัวเองจารึกสถิติสำคัญๆเอาไว้มากกว่ามองเห็นผลประโยชน์ของทีมเป็นหลัก รวมถึงยกตัวอย่างให้เห็นเลยว่า ในเมื่อนักเตะผลงานแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ระดับสโมสร เพิ่งยิงให้แมนฯยูไนเต็ดแค่ประตูเดียวจากจุดโทษในฤดูกาลนี้ ก็ควรนำมาพิจารณาในทีมชาติเช่นกัน ทำไม เอริก เทนฮาก กุนซือปีศาจแดง ยังกล้าหาญจับนั่งข้างสนามได้เลย เหตุผลสภาพร่างกายไม่ฟิตพอก็ฟังขึ้น เมื่อนักเตะไม่ได้มีเกมปรีซีซั่น เรื่องตรงนี้ ซานโต๊ส ก็ต้องนำมาปรับใช้เช่นเดียวกัน แฟนกลุ่มนี้ยังหวั่นใจว่า ฟุตบอลโลก 2022 ในรอบสุดท้าย โรนัลโด้ จะกลายเป็นตัวถ่วงอีก แถมยังเปิดเผยไว้ไม่นาน จะขอเล่นยันยูโร 2024 ซึ่งเวลานั้นอายุจะปาเข้าไป 40 ปีแล้ว ไม่มีแผนรีไทร์เร็ววันนี้หรอก ก็ยิ่งทำให้หวาดกลัวกว่าเดิม แน่นอนว่าปรากฏการณ์กองเชียร์เสียงแตก เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เมื่อมีรสนิยมความชื่นชอบและมุมมองแตกต่างกันออกไป เห็นด้วยหรือขัดแย้งจำต้องขึ้นอยู่บนพื้นฐานเหตุผลเป็นสำคัญ เคสนี้จึงดุเดือดพอสมควร เพราะคุณงามความดีที่ โรนัลโด้ ทำเอาไว้ในอดีตก็ช่วยเป็นเกราะป้องกัน พวกคิดคนละมุมคิดว่า มันก็ต้องมองความจริงปัจจุบัน ใช้ผลงานเป็นมาตรวัดถึงจะถูกต้องไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ดีให้จับตาดูช่วงฟุตบอลโลกที่กาตาร์นี่แหล่ะ อาจเป็นเวทีสำคัญตัดสิน โรนัลโด้ อย่างแท้จริง แม้ต้องเดิมพันด้วยความสำเร็จหรือล้มเหลวของโปรตุเกสก็ตาม ไม่นานหรอกเราคงได้คำตอบที่ชัดเจนกันกว่านี้ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ใครว่ามาเพราะเงิน ? ]

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา ราฟาเอล วาราน ลงเป็นตัวจริงให้แมนฯยูไนเต็ด 5 เกมและคว้าชัยได้ทั้งสิ้น แยกเป็นพรีเมียร์ลีก ซึ่งเกิดขึ้นใน 4 นัดหลังสุดอย่างที่รู้ รวมถึงเกมยูฟ่า ยูโรปาลีกที่บุกไปเข้นเชริฟฟ์ถึงมอลโดว่า ในขณะเดียวกัน 5 เกมดังกล่าว แมนฯยูไนเต็ดเสียไปเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้นเอง แถมมาจากเจอบิ๊กซิกซ์ด้วยกัน นั่นคือลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อล วาราน ได้รับเสียงชื่นชมถล่มทลาย เพราะนานมากแล้วที่แนวรับของทีมไม่เหนียวแน่นทนทานขนาดนี้ ส่วนใหญ่โดนเจาะพรุนเป็นประจำ เปอร์เซ็นต์รักษาคลีนชีทน้อยจริงๆ เชื่อกันว่ามีหลายเหตุผลด้วยกัน ช่วยผลักดันให้ วาราน คืนฟอร์มเก่งสมราคาเหมือนตอนเล่นให้เรอัล มาดริด อย่างแรกที่ชัดเจนก็คือได้ดูโอใหม่ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะปรับตัวร่วมงานได้อย่างกลมกลืน ราวกับว่ายืนเคียงข้างกันในสนามมานานแรมปี ด้วยสไตล์ของทั้งคู่ที่แตกต่างกันออกไป มาร์ตีเนซ คล้ายสต๊อปเปอร์ พร้อมพุ่งชนจัดการให้ก่อน จากนั้นเป็นหน้าที่ วาราน ซึ่งยืนแบบสวีปเปอร์คอยเก็บตกจังหวะสองเอา จริงๆแล้ว วาราน จัดอยู่ในโหมดเซ็นเตอร์แบ็กที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลย มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเล่นแบบดุดันเข้าหนักก็ทำได้หรือว่าจะเน้นเชิง อ่านจังหวะฝั่งตรงข้าม ก็ไม่ค่อยมีปัญหา ช่วงพีกซึ่งประสานงานกับ เซร์คิโอ รามอส ข้อดีสองคนนี้ ก็คือเล่นได้ครอบคลุมจะเอาบู๊หรือบุ๋นไม่เกี่ยง อีกทั้งเคียงบ่าเคียงไหล่กันนมนาน เรียกว่ามองตาก็รู้ใจ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกไปมากมาย แต่ รามอส มีความดิบโหดอยู่ในดีเอ็นเอ นอกจากชอบการเข้าปะทะดุดันไม่มียั้ง อารมณ์ยังเกรี้ยวกราดเป็นประเภทพร้อมบวกอีกต่างหาก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตรงนี้ช่วยให้ วาราน รู้สึกอุ่นใจขึ้นด้วยหรือเปล่า พอได้มาเล่นกับ มาร์ตีเนซ ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจาก รามอส เท่าไรนัก คือเล่นหนักหน่วงจริงๆ จนได้ฉายาว่า The Butcher อาจปรับอารมณ์ของ วาราน ให้เหมือนได้ย้อนอดีต มันไม่ได้หมายความว่าการมีคู่หูแนวรับเช่นนี้ เขาจะต้องคอยเป็นฝ่ายใช้มันสมอง อ่านเกมแบบทะลุปรุโปร่ง คอยเก็บกวาดฝ่ายเดียว แต่ทำให้สามารถดึงศักยภาพดังกล่าวมาช่วยได้มากขึ้น มีแฟนบอลไม่น้อยสงสัยว่า ทำไมถึงแตกต่างจากตอนยืนกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เยอะเลย เพราะฤดูกาลที่แล้วทั้งคู่ร่วมงานกันบ่อยหน เหตุผลน่ามาจาก แม็กไกวร์ เป็นประเภทสายเชิง ไม่ใช่หนักแน่นตอนปะทะ ไหนจะชอบพาบอลลุยขึ้นไปเอง โดยไม่คำนึงถึงว่าเชื่องช้าแค่ไหน การเล่นที่ดูยากเกินไป มันย่อมทำให้เพื่อนที่อยู่ใกล้พลอยลำบากไปด้วย จะพูดให้ฟังเข้าใจง่ายขึ้นก็คือ วาราน อ่านไม่ออกว่า แม็กไกวร์ กำลังจะทำอะไรในช็อตต่อไป มักเกิดสิ่งที่คาดไม่ถึงบ่อยๆ มักนำมาซึ่งความผิดพลาดอีกต่างหาก ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย วาราน จึงสับสนตามไปด้วย จากนั้นความเชื่อมั่นที่เคยมีก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ ปัญหาอีกอย่างก็คือการสื่อสาร แม้ภาษาอังกฤษของ วาราน ไม่ได้แย่อะไรนัก ตั้งแต่ย้ายมาเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วก็ขวนขวายตั้งใจเรียนแทบไม่ขาด แต่ปมเรื่องนี้อยู่ที่ แม็กไกวร์ นั่นแหล่ะ เพราะความนิ่งเงียบเกินไป ไม่ค่อยปริปากพูด ทั้งที่นั่นคือหนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนเป็นกัปตันทีม ทำให้การทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ยิ่งยากหนักกว่าเดิมอีก ทุกคนเข้าใจว่าในแผงหลัง แม็กไกวร์ ต้องเป็นคนบัญชาการ สั่งเสียงเข้มเน้นการจัดระเบียบเอาแบบกระชับ ไว้รับมือพลังรุกของฝั่งตรงข้าม แต่เรากลับแทบไม่เห็นเลย วาราน คือผู้มาใหม่ ลำพังไม่แตกฉานภาษาอังกฤษ ก็เป็นอุปสรรคอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอดูโอลักษณะนี้อีก ความยากลำบากจึงทวีคูณ เมื่อคนที่เป็นลูกพี่ไม่จัดการทำหน้าที่ของตน วาราน ก็คงจะข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้ หลายครั้งนำไปสู่ความผิดพลาดอย่างไม่สมควร ก่อนจะเสียประตูง่ายๆ เห็นกันบ่อยจนชิน ประกอบกับตัวเขาเองโดนอาการบาดเจ็บคุกคามเป็นระยะ เริ่มจากบาดเจ็บโคนขาหนีบ ตามด้วยกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง จึงไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ปีแรกของเขาจึงน่าผิดหวัง ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเปิดใจไว้ ไม่คิดว่าจะต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อสิทธิ์ในการเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็ทำได้ดีสุดแค่อันดับ 6 บนตารางลีกเท่านั้นเอง เขามองว่าแมนฯยูไนเต็ดชุดที่ผ่านมาไร้มาตรฐานชัดเจน บางเกมเล่นดีใน 20 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นมาก็เป๋ ปล่อยให้คู่แข่งไล่ต้อนจนเสียประตู บางเกมก็ออกสตาร์ตได้แย่ โดนไปก่อนอย่างรวดเร็ว ต้องกระเสือกกระสนเพื่อยิงประตูคืน เสี่ยงต่อการโดนสวนกลับต่างหาก ไลน์การยืนที่ดันขึ้นสูง เพราะต้องเน้นเกมรุก กลายเป็นบ่อให้โจมตีด้วย แม็กไกวร์ ช้าอยู่แล้ว เวลาจะพลิกตัวทีต้องเสียเวลา โดนกระชากพรืดเดียวหลุดไปไหนต่อไหน ความไม่สม่ำเสมอกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักฉุดทีมผลงานทรุด นั่นคือมุมมองของ วาราน ในขณะเดียวกันเขายอมรับว่า ตื่นเต้นที่จะได้ เอริก เทนฮาก มาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ อย่างน้อยที่สุดการเคยเจอกันมาก่อนในเกมยุโรปตอนเขาอยู่มาดริดและบอสคุมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็พอได้เห็นฝีไม้ลายมือกันอยู่บ้าง วาราน เริ่มต้นบนม้าสำรอง เทนฮาก เลือกใช้งาน แม็กไกวร์ กับ มาร์ตีเนซ ไปก่อนพลางๆ เขาถูกเปลี่ยนมาแทน มาร์ตีเนซ ในเกมอัปยศโดนเบรนท์ฟอร์ดถล่มราบ 4-0 ช่วงครึ่งหลัง แล้วจากนั้นก็จองตำแหน่งยาวเลยในเกมสำคัญ ไม่น่าแปลกใจที่ วาราน จะเป็นแคนดิเดตลุ้นแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของสโมสร แม้จะถูกโหวตคว้าอันดับ 3 แต่ไม่มีอะไรน่าเสียดาย เพราะจากสถานการณ์ปัจจุบัน มันเหมือนเขากลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้ง หลังจากโดนวิจารณ์ว่าหมดสภาพแล้ว ย้ายมาเพื่อกอบโกยค่าจ้าง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ต่างหาก อย่างน้อยที่สุด วาราน แสดงให้เห็นว่า เขามาที่นี่เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จ ไม่ได้อิ่มมาจากเรอัล มาดริด ความกระหายยังคงมีต่อไป ตอนนี้เขาเปรียบเป็นผู้นำในแนวรับ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีม รวมทั้งแรงสนับสนุนจากแฟนบอลมากมาย นั่นเป็นสิ่งที่ดีงามมากๆ สำหรับผู้เล่นคนหนึ่งที่เคยโดนตั้งข้อสงสัย แม้ซีซั่นยังทอดยาวอีกไกล เร็วเกินกว่าพูดว่าเขาจะประสบความสำเร็จ ทว่าเขาไม่อาจร้องขออะไรได้มากไปกว่าตอนนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ยังหลงเหลือคราบไคลของเซ็นเตอร์แบ็กระดับโลกให้เห็นกัน ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เหตุผลที่ก็องโต้โดนปฏิเสธ ]

เอริก คันโตน่า เพิ่งให้สัมภาษณ์ยาวกับดิ แอธเลติก เปิดเผยถึงข้อมูลที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน รวมทั้งแสดงความเห็นด้วยมุมมองที่ชวนคิดตาม อย่างที่รู้กัน คันโตน่า คือตำนานของแมนฯไนเต็ด เป็นผู้บุกเบิกความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 เปรียบเสมือนขุนพลคู่ใจของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ร่วมฝ่าฟันกันมาหลายปี เฟอร์กี้ ยอมรับเลยว่า หากไม่ได้ซื้อ ก็องโต้ มาเสริมทัพในช่วงพฤศจิกายนปี 1992 ไม่อาจคาดเดาอนาคตของตัวเองได้เหมือนกันจะเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันดาวเตะฝรั่งเศสก็ผูกพันและรักแมนฯยูไนเต็ดไม่แปรเปลี่ยนเลย ยังคงติดตามผลงานอยู่เสมอ แน่นอนว่าช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาย่อมผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อไม่มี เฟอร์กี้ นั่งเก้าอี้กุนซือเหมือนเดิม น่าสนใจกว่านั้นก็คือ คันโตน่า เล่าว่าเมื่อปลายปีก่อนได้เสนอตัวเข้ามาช่วยงาน เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ ซีอีโอคนที่แล้ว แต่ถูกปฏิเสธไป แม้อยู่วงนอก แต่เขาก็มองทะลุปรุโปร่งว่า ฝ่ายบริหารของแมนฯยูไนเต็ด ไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลเท่าที่ควร ดังนั้นจำเป็นต้องการคนมาช่วยเหลือ วู้ดเวิร์ดส์ มีความสามารถก็จริง แต่นั่นหมายถึงเรื่องของการตลาด หาเงินจากสปอนเซอร์ได้มากมาย พอเวลาใช้เงินซื้อผู้เล่นกลับล้มเหลว รวมถึงทุ่มค่าจ้างให้นักเตะโอเวอร์อีกต่างหาก "แมนฯยูไนเต็ดควรมีประธานทั้งด้านการตลาดและฟุตบอล ผมก็ยื่นข้อเสนอไปว่าจะนั่งประธานฟุตบอลเอง" "ผมได้เจอ เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ หลายครั้งเลยนะ แต่เขากลับไม่ยอมรับข้อเสนอที่ว่า ผมคิดว่าเราควรมีคนที่ถนัดงานฟุตบอลจริงๆ และต้องมาจากสโมสรด้วย" "แต่พวกเขาไม่ต้องการประธานฟุตบอล ไม่ต้องการผม จริงๆผมเดินทางไปที่นั่นเพื่อให้โอกาสพวกเขา แต่พวกเขาไม่คิดอย่างนั้น" คันโตน่า เรียกตำแหน่งที่เสนอตัวไปว่า "President of Football" แปลตรงตัวก็คือประธานด้านฟุตบอลนั่นแหล่ะ แต่ในความหมายคงไม่แตกต่างจากผู้อำนวยการฟุตบอลเท่าไรนัก เรื่องนี้เขาไม่ได้คิดเองเออเอง แล้วเดินไปคุยกับ วู้ดเวิร์ดส์ ก่อนเลย แต่มันผ่านการปรึกษา เฟอร์กี้ มาเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยก็ต้องคุยกับปูชนียบุคคลที่มีอิทธิพลกับสโมสร ไม่ว่าอย่างไรนี่คือคนที่มีบารมีเหลือล้นจริงๆ เฟอร์กูสัน เองก็คล้อยตามด้วย จากนั้นก็เดินเรื่องต่อทันที แนะนำไปยัง วู้ดเวิร์ดส์ ดังนั้นสองคนนี้จึงได้เจอกันบ่อย คันโตน่า ยอมรับว่าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนหนึ่งจะได้ไม่รู้สึกผิดบาปด้วย ช่วงที่ทีมย่ำแย่ ผลงานไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เขาควรจะลุกขึ้นมาช่วย เหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต นอกจากนี้แฟนบอลจะไม่ต้องกังขา ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมยามที่ทีมเกิดสถานการณ์เช่นนี้ อดีตฮีโร่ของพวกเขาจะไม่กลับมาดูหน่อยหรือ สิ่งที่ คันโตน่า เปิดเผยนั้นต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก มันทำให้เรานึกย้อนไปยังรูปและข้อความที่เขาโพสต์ไว้ทางอินสตาแกรม คล้ายเป็นปริศนาจะกลับมาสโมสรอีกครั้ง จนเรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร สำหรับแฟนบอลผีรุ่นใหญ่และค่อยมารุ่นกลาง ต่างผูกพันกับ คันโตน่าทั้งสิ้น แทบทุกคนยกให้เป็นไอดอล เพราะการมาของแข้งรายนี้ ช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่มีการอธิบายไว้ว่า สาเหตุใดกันแน่ทำให้ วู้ดเวิร์ดส์ เมินข้อเสนอของ คันโตน่า ทั้งที่อุตส่าห์อาสามาช่วยเอง แต่ถ้าจะให้คาดเดา น่าจะมาจากสโมสรได้แต่งตั้ง จอห์น เมอร์เท่อห์ มาเป็นผู้อำนวยการกีฬาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว รวมถึงยังพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคให้กับทาง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ อีกต่างหาก ถ้าแต่งตั้ง คันโตน่า มาเสริมอีกคน อาจเป็นการทับซ้อนกัน เช่นเดียวกับแนวทางการทำงานเป็นไปได้สูงว่าจะมีโอกาสขัดแย้ง ดังนั้นเข้าใจไม่ยากเลยว่า วู้ดเวิร์ดส์ จึงเลือกที่จะบอกปัด อย่างน้อยที่สุดทั้ง เมอร์เท่อห์ และ เฟล็ทเชอร์ ก็น่าจะคุยกันง่ายกว่า ซึ่งหมายถึงการคอนโทรลให้อยู่ในกรอบด้วย เมอร์เท่อห์ อัพเลเวลมาจากหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะ ให้ความรู้สึกว่ารู้จักผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดดี คงพอมีความรู้เรื่องฟุตบอลและตาม เดวิด มอยส์ มาทำงานตั้งแต่ปี 2013 แล้ว เรียกว่าอยู่กับสโมสรเกือบ 10 ปี ส่วน เฟล็ทเชอร์ เป็นอดีตนักเตะเติบโตมาจากอะคาเดมี่ มีภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์ภักดี รวมถึงขยันขันแข็งเป็นผึ้งงานที่ยินดีจะอยู่ฉากหลังความสำเร็จ อย่างไรก็ตามในมุมของแฟนแมนฯยูไนเต็ด ต้องการผู้อำนวยการคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่บิ๊กเนมมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้าตกเป็นข่าวโยงกับไดเร็กเตอร์ชั้นนำของวงการหลายต่อหลายคน แต่กลับมาลงเอยที่คนข้างใน เท่าที่ผ่านมาเราต่างเห็นความล้มเหลวในการเจรจาซื้อขายผู้เล่นที่มี วู้ดเวิร์ดส์ เป็นตัวหลักดำเนินการ มันยิ่งสะท้อนว่าขาดความรู้เรื่องฟุตบอลจริงๆ ไม่ว่า หลุยส์ ฟานกัล หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ สองอดีตกุนซือ ต่างออกมาบ่นเรื่องนี้ทั้งสิ้น ไม่ได้รับการตอบสนองเรื่องซื้อผู้เล่นที่น่าพอใจ ต่างจากที่เคยตกลงกันไว้ก่อนเซ็นมาคุมทีม เชื่อกันว่าบางดีล มาจากการตัดสินใจของซีอีโอเอ็ดเองเลย ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคนเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งน่าจะสำคัญกว่าใครทั้งหมด ในขณะเดียวกันถ้ามีทั้ง เมอร์เท่อห์ และ เฟล็ทเชอร์ เป็นสองผู้อำนวยการอยู่แล้ว คันโตน่า จึงอาจไม่จำเป็นในสายตาของ วู้ดเวิร์ดส์ แล้วก็อย่างที่บอกไว้นั่นเลย คุณไม่เอาคาดเดาได้ว่า คันโตน่า ซึ่งเป็นพวกอินดี้ มีอารมณ์ศิลปินอยู่ภายใน จะสร้างเรื่องขึ้นมาเมื่อไร ลำพังสมัยเป็นนักเตะก็เคยก่อวีรกรรมกังฟูคิกใส่แฟนบอลคริสตัล พาเลซ จนเป็นที่เกรียวกราวมาแล้ว พูดง่ายๆก็คือยากที่จะควบคุม แม้จะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องฟุตบอล แต่สำหรับ วู้ดเวิร์ดส์ น่าจะรู้ว่าไม่ควรดึง คันโตน่า มาช่วยงานเด็ดขาด มันหมายถึงอำนาจของตนอาจถูกลิดรอนอีกด้วย จนทุกวันนี้ วู้ดเวิร์ดส์ ลงจากเก้าอี้ซีอีโอไปแล้ว ริชาร์ด อาร์โนลด์ ขึ้นมาทำหน้าที่บอสใหญ่ฝ่ายบริหารแทน ในสายตาแฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอยู่ดี แม้ในตลาดซื้อขายผู้เล่นที่ผ่านมา ภาพรวมจะน่าพอใจมาก ปิดดีลสำคัญได้ รวมถึงปล่อยให้ เอริก เทนฮาก เป็นคนเลือกสรรผู้เล่นเอาเอง แต่ก็ต้องระวังไว้ อาจหลอกให้ตายใจ เหมือนที่เคยเจอมาบ่อยๆ น่าสนใจจริงๆว่า หากทุกวันนี้มี คันโตน่า มาเป็นเฮดช่วยดูแลเรื่องนักเตะ สถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่นอนก็คือ สีสันบรรยากาศคงน่าดึงดูดเร้าใจมากกว่านี้ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไต่ไปให้ถึงเป้าหมาย ]

ซัมเมอร์ 2018 ดีโอโก้ ดาโล่ต์ ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ พร้อมสัญญา 5 ปี ถือว่าเป็นดีลที่เซอร์ไพรส์ในสายตาแฟนบอล เพราะช่วงดังกล่าว ดาโลต์ เพิ่งอายุ 19 ปีเท่านั้น รวมถึงเล่นให้ชุดใหญ่เอฟซี ปอร์โต้แค่ 23 เกม เป็นสำรองก็ไม่ใช่น้อย ค่าตัวขนาดนี้แรงเกินจริงหรือเปล่า แทบไม่มีสาวกคนไหนเคยได้ยินชื่อ ดาโล่ต์ มาก่อนเลย แม้จะพอเข้าใจว่าอาจเป็นการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคต หลังจากเห็นแววดีก็ตาม ดีลนี้ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ซีอีโอของทีมจัดให้ตามคำขอของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งปกติแล้ว มักทำตามใจตัวเอง คิดเองซื้อเอง จนโดนบ่นไปไม่น้อย ว่ากันว่า มูรินโญ่ มีคอนเน็กชั่นที่ดีกับปอร์โต้อยู่แล้ว เพราะเป็นอดีตกุนซือผู้สร้างความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ก่อนย้ายมาคุมเชลซี ดังนั้นเขาจึงได้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ดาโลต์ จนกระทั่งส่งแมวมองไปส่อง รวมถึงศึกษาคลิปอย่างละเอียด ในขณะเดียวกัน มูรินโญ่ มีความไว้เนื้อเชื่อใจในระบบอะคาเดมี่ของปอร์โต้อยู่แล้ว จึงเสนอชื่อไปให้บอร์ดปีศาจแดงพิจารณา กระทั่งมีการเจรจาเกิดขึ้น ข้อเรียกร้องของทางปอร์โต้ดูสูงเกินจริง เพราะนักเตะอายุน้อยมาก ขาดประสบการณ์บนเวทีใหญ่ แต่ขอมากกว่า 20 ล้านปอนด์ มันไม่น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม การต่อรองจึงเริ่มขึ้น จนมาจบที่ 19 ล้านปอนด์ มูรินโญ่ ย้ำกับฝ่ายบริหารเลยว่า ยังไงก็ต้องกระชากให้สำเร็จ เด็กคนนี้เจ๋งกว่าที่คิด รับรองเลยว่าปล่อยของให้ดูในอนาคตได้แน่นอน "ทุกคนต่างรู้ดีถึงประสิทธิภาพของเขา ผมไม่อยากเปรียบเทียบกับพวกนักเตะที่เคยคว้าแชมป์ลีกมาก่อนหรอก" "แต่เขาอายุเท่า แกรี่ เนวิลล์ เมื่อขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ บางทีอาจตามรอย เนวิลล์ ก็ได้ เขาอายุยังน้อยมาก" "ในกลุ่มผู้เล่นรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาคือฟูลแบ็กที่ดีสุดในยุโรป นี่คือนักเตะพรสวรรค์เต็มไปด้วยคุณภาพ ความเร็ว ความปราดเปรียว เขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรนี้" "อีกทั้งเขามีคุณสมบัติครบถ้วนของการเป็นฟูลแบ็ก ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย , แท็คติกอันฉลาด รวมทั้งคุณภาพของเทคนิค แล้วยังถูกหล่อหลอมจากอะคาเดมี่ของปอร์โต้ ซึ่งปลูกฝังให้พร้อมเพื่อขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่อยู่แล้ว" มูรินโญ่ พูดถึงลูกทีมคนใหม่ไว้อย่างนี้ มันก็น่าจะกระตุ้นให้สาวกปีศาจแดงสนใจมากยิ่งขึ้น ใครก็อยากเห็นฟอร์มว่าเก่งจริงเหมือนที่บรรยายสรรพคุณไว้หรือเปล่า ดาโลต์ ได้ประเดิมสนามกับแมนฯยูไนเต็ด ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเจอยัง บอยส์จากสวิตเซอร์แลนด์ ลงเล่นครบ 90 นาที มีส่วนช่วยคว้าชัยสบาย 3-0 แต่แล้วโดนความซวยพุ่งเข้าชนจนได้ เขาเกิดบาดเจ็บโคนขาหนีบ ซึ่งต้องใช้เวลารักษาอยู่ 2-3 เดือน ถือเป็นจังหวะที่ไม่ดีเอาซะเลย เคราะห์ร้ายกระหน่ำซ้ำเติม หายกลับมาได้ไม่เท่าไร มูรินโญ่ ก็ต้องโดนปลดพ้นตำแหน่งในช่วงเดือนธันวาคม แทบจะไร้หลักให้เกาะเลย เขาย้ายมาก็เพราะเจ้านายคนนี้แหล่ะ ลองจินตนาการถึงเด็กหนุ่มวัย 18-19 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล อยู่ในที่ไม่คุ้นเคย ไหนจะต้องมาบาดเจ็บอีก ก่อนจะได้ยินข่าวบอสที่ไว้ใจได้มากสุดโดนเชือดพ้นตำแหน่ง ภาษาอังกฤษก็ยังไม่แข็งแรงเท่าไรนัก ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่า ดาโลต์ จะเคว้งคว้างขนาดไหนกัน กระนั้นยังโชคดีบ้าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พอจะเปิดโอกาสให้ลงเล่น แต่ก็ไม่ไว้ใจเท่าไรนัก ติดตรงประสบการณ์ของ ดาโลต์ มีน้อยเกินไป ร่างกายก็เป็นรองยามปะทะ ต้องไปเพิ่มกล้ามเนื้อให้แกร่งขึ้น จุดอ่อนอีกอย่างเห็นจะเป็นการเล่นเกมรับ บางครั้งชอบควบไปข้างหน้า แล้วมักจะหลุดตำแหน่ง โดนฝั่งตรงข้ามสวนกลับโจมตี แล้วการมา อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็กขวาคนใหม่จากคริสตัล พาเลซด้วยค่าตัวน่าทึ่ง 50 ล้านปอนด์ ย่อมส่งผลให้ ดาโล่ต์ เริ่มมองเห็นอนาคตตัวเอง ที่ประจำหลักคงจะเป็นม้าสำรองแน่ๆ จุดเด่นของ วาน-บิสซาก้า คือการเล่นเกมรับ เข้าแท็คเกิ้ลแม่นยำเด็ดขาด ยากนักที่จะผ่านไปได้ ซึ่งตรงข้ามกับ ดาโลต์ ที่ดูหละหลวมในเรื่องนี้ ฤดูกาล 2019/20 เขายังต้องพบกับฝันร้ายอีกระลอก บาดเจ็บหนักที่สะโพกและโคนขาหนีบ ต้องปิดเทอมยาวหลายเดือนเลย พอหายกลับมาได้เล่นไม่กี่นัด ก็โดนหั่นชื่อทิ้ง สรุปแล้ว ดาโลต์ ได้ลงเล่นทั้งหมด 11 นัด รวมทั้งสิ้น 575 นาที ช่างน่าผิดหวังอย่างมาก หากเรามองว่านี่คือผู้เล่นที่ มูรินโญ่ ฟันธงเปรี้ยงเลยว่า จะต้องไปได้ไกลบนถนนอาชีพค้าแข้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกส่งไปให้เอซี มิลานยืมตัวใช้งานชั่วคราว 1 ฤดูกาล อย่างน้อยก็ยังพอมีพื้นที่ได้แสดงผลงาน ไม่ใช่จับเจ่าเป็นสำรองไร้อนาคต ดาโลต์ โดนจับยืนแบ็กซ้ายหลายนัดด้วยกันและได้เล่นในเกมบอลถ้วยเป็นหลัก เก็บเกี่ยวเรียนรู้ประสบการณ์มาพอสมควร กระทั่งกลับมาอีกครั้งในปี 2021 สร้างความประทับใจในช่วงเกมปรีซีซั่น เป็นช่วงที่ วาน-บิสซาก้า มีปัญหาพอดี โดนวิจารณ์หนักว่าเล่นแย่ไม่พอ ยังขาดความกระตือรือร้นอีกต่างหาก ดาโลต์ เลยได้รับโอกาสมากขึ้น แต่ก็อย่างที่รู้กันซีซั่นก่อน ผลงานแมนฯยูไนเต็ดย่ำแย่ไปทุกสัดส่วน แทบไม่มีดีเลย ดาโลต์ ก็เลยเป็นจิ๊กซอว์แห่งความน่าผิดหวังด้วยเช่นกัน ใครจะไปคาดคิดว่าการปรับเปลี่ยนแบ็กโฟร์ของ เอริก เทนฮาก ในเวลาต่อมา จะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญ เดิมที ดาโล่ต์ เหมือนไม่อยู่ในแผนโดยตรง กุนซือดัตช์ต้องการแบ็กขวาใหม่ แต่ไม่ถึงขั้นจำเป็นที่สุด อีกทั้งใช้งบประมาณไปเยอะแล้ว เหมือนสถานการณ์บีบให้ใช้ ดาโล่ต์ ไปก่อน เมื่อได้เล่นกับเพื่อนร่วมทีมที่โอเค มีความชัดเจนจากผู้นำแนวรับอย่าง ราฟาแอล วาราน ไหนจะได้รับการกระตุ้นจาก ลิซานโดร มาร์ตีเนซ และ ไทริลล์ มาลาเซีย เสริมมาอีก คล้ายว่าที่ผ่านมา ดาโลต์ ไม่เคยได้รับหรือเจอกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน เมื่อรอบข้างดีก็ขับให้คุณโดดเด่นขึ้นตามไปด้วย ผลงานจากสโมสรที่ยอดเยี่ยม ต่อเนื่องไปยังทีมชาติโปรตุเกส เขากลายเป็นแบ็กขวาคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ เติมเกมรุกดุดัน ยิงประตูได้ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่า ดาโลต์ กำลังมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม พอใจมาแล้ว เดี๋ยวทุกอย่างจะตามมาเอง สิ่งที่ ดาโลต์ ต้องทำก็คือพยายามรักษามาตรฐาน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ เทนฮาก โดยเฉพาะเรื่องเกมรับที่ต้องพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก อย่าลืมว่า ดาโลต์ เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง มีโอกาสพัฒนาอีกไม่น้อยเลย บางทีอาจมีทีเด็ดมาโชว์มากกว่านี้ เชื่อมั่นในแนวทางตัวเอง ขยันขันแข็งกระตือรือร้นสม่ำเสมอ รับรองอีกไม่นานเขาจะกลายเป็นขวาเบอร์ต้นๆของยุโรปได้เลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แม่เหล็กตลาดซัมเมอร์หน้า ]

เห็นข่าวโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์แขวนป้ายขาย จู๊ด เบลลิ่งแฮม ในซัมเมอร์หน้าด้วยมูลค่า 150 ล้านยูโรแล้ว ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์อะไรเลย ยิ่งนักเตะได้รับความสนใจจากบิ๊กทีมในยุโรปมากมาย ตกเป็นกระแสเกรียวกราว นั่นเป็นจังหวะที่จะโก่งราคาได้อย่างเต็มที่ แล้วยี่ห้อดอร์ทมุนด์ต้องยอมรับว่า เป็นหนึ่งยอดนักขายระดับมือโปรมาก มักฟันกำไรงดงามเสมอ ในยามที่ต้องปล่อยผู้เล่นออกไป ถามว่า 150 ล้านยูโรแพงหรือเปล่า? หากตอบตรงๆก็ต้องบอกว่าแพงจริง นักเตะอายุแค่ 19 ปีเท่านั้นเอง พอฤดูร้อนหน้ามาถึงก็จะครบ 20 ปี ไม่น่ามีค่าตัวบ้าเลือดขนาดนี้ แต่ในโลกของตลาดซื้อขาย จะแพงหรือเปล่าขึ้นอยู่ว่า คุณอยากได้มากแค่ไหนกัน หากต้องการจริงและยินดีจ่าย ก็คงไม่แพงอย่างที่คิดหรอก ขณะเดียวกันขวบวัยของ จู๊ด อาจดูน้อยมาก แต่ชั่วโมงบินหรือประสบการณ์ ก้าวข้ามอายุไปนานแล้ว ไม่ว่าจะในระดับสโมสรหรือทีมชาติ ไม่ต้องพูดกันเรื่องความสามารถ ซึ่งพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เด็กหนุ่มผู้อ่อนเยาว์ ยกระดับเป็นแกนหลักในแดนกลางของดอร์ทมุนด์ชนิดไร้ข้อกังขา ส่วนในสีเสื้อทีมชาติอังกฤษก็ผ่านการพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย หลายคนเลิกสงสัยกันไปหมดแล้ว อีกทั้งสัญญาของเขาจะลากยาวถึงปี 2025 ถือว่าเหลืออีกพอสมควร ถ้าจะให้ดีต้องขายในซัมเมอร์ 2023 เพราะหากยังค้างอยู่กับทีมต่อไปพอถึงปี 2024 มูลค่าจะลดฮวบเลยทีเดียว จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เชื่อกันว่าดอร์ทมุนด์ต้องการปล่อยในปีหน้า เพราะแนวโน้ม จู๊ด จะยืดสัญญาออกไปนั้น แทบมองไม่เห็นเลย ตัวเขาเองก็มีแรงปรารถนาจะโยกมาเล่นในพรีเมียร์ลีกตามสเต็ปที่วางเอาไว้ หลังประเมินแล้วนี่คือช่วงเวลาเหมาะสม เก็บเกี่ยวเลเวลและประสบการณ์จากบุนเดสลีกาไปพอสมควร ตอนตัดสินใจย้ายจากเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้สู่ดอร์ทมุนด์แบบน่าแปลกใจเมื่อ 2 ปีก่อน เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่า โปรเจคต์ของสโมสรแห่งนี้ให้ความสำคัญกับผู้เล่นดาวรุ่งที่มีแวว ยินดีผลักดันขึ้นชุดใหญ่ ไม่มีกั๊กอย่างเด็ดขาด ช่วงดังกล่าวแมนฯยูไนเต็ดก็รุกหาเต็มตัวเช่นกัน เสนอค่าตัวมากกว่าด้วย แต่ตัวเขากับครอบครัวพิจารณาดูแล้ว เลือกทีมที่น่าจะเปิดโอกาสให้เล่น ไม่ใช่เลือกแค่ชื่อเสียงของทีม บอกตามตรงหากเขาย้ายมาร่วมงานกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะมีอะไรมาการันตีว่า ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอบ้างล่ะ ต่อให้ได้รับคำมั่นสัญญา มันก็ยากจะเชื่อได้ เท่าที่ผ่านมาก็เห็นกันอยู่แล้ว สิ่งที่ จู๊ด ต้องการคือโอกาสและเวทีใหญ่พอสำหรับพัฒนาฝีเท้า ที่นั่นเขาได้เล่นในบุนเดสลีกา รวมถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งตกอยู่ในสายตาของผู้คนมากมาย รอย คีน คอนเมนต์เกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนี้ไว้เลยว่า ครบเครื่องเรื่องมิดฟิลด์ เพราะเล่นได้ครอบคลุมทุกตำแหน่ง จะถอยต่ำมายืนหน้าแบ็กโฟร์ ขยับขึ้นไปเป็นตัวเชื่อมเกมหรือลุยไปข้างหน้า ล้วนมีศักยภาพน่าพอใจ ตามแต่เลือกใช้งานเลย ลองถ้ากูรูพันดิตฝีปากกล้าอย่าง คีน ชื่นชมใครแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก และทำให้เราพอจะพูดได้ว่า จู๊ด ไม่ได้ถูกยกย่องเกินความจริง เพราะเป็นนักเตะอังกฤษ แล้วพวกสื่อช่วยกันโปรโมต จากที่เคยตกเป็นข่าวโยงลิเวอร์พูลอย่างหนักในช่วงตลาดซัมเมอร์ ประมาณว่านี่คือเป้าหมายใหญ่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะดึงมาแน่ๆในปีหน้า เพื่อก้าวมาเป็นกระดูกสันหลังแดนกลาง ไม่นานนักสถานการณ์ทำท่าจะเปลี่ยน ลิเวอร์พูลอยากได้ ไม่ได้หมายความว่าท็อปทีมอื่นๆจะไม่อยากได้ แมนฯยูไนเต็ด , เชลซี , แมนฯซิตี้ หรือ เรอัล มาดริด ต่างก็จับตาอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหงส์แดงต้องเจอคู่แข่งรอบทิศทางเลย ประเด็นคือลิเวอร์พูลไม่นิยมจ่ายหนัก โดยเฉพาะหาก จู๊ด โดนปักป้ายไว้ที่ 150 ล้านยูโรหรือ 131 ล้านปอนด์ เป็นตัวเลขที่โอเวอร์เกินไป ขัดกับนโยบายของสโมสร โอกาสที่เขาจะย้ายจากดอร์ทมุนด์ในฤดูร้อนหน้า บอกเลยว่ามีมากจริงๆ ตอนนี้อาจเหลือแค่ว่าเป็นทีมไหนได้ไปครอบครองเท่านั้นเอง ไม่ใช่แค่ จู๊ด เพียงคนเดียวเป็นแข้งดาวรุ่งดัง มีเปอร์เซ็นต์ย้ายสูงลิบ แต่ยังมีอีกหนึ่งรายที่อยู่ในระนาบเดียวกัน นั่นคือ ดีแคลน ไรซ์ ห้องเครื่องคนสำคัญเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็น่าจะตีปีกโบยบินไปหาบ้านหลังใหม่ เดิมที ไรซ์ ถูกคาดหมายไว้ว่า น่าจะได้ย้ายในช่วงตลาดซื้อขายที่ผ่านมา แต่สุดท้ายเขาตกลงกับทางขุนค้อนขอรับใช้อีก 1 ปี ไว้รอฤดูร้อนถัดไปค่อยว่ากัน สัญญาฉบับปัจจุบันของ ไรซ์ จะหมดลงไปปี 2024 ก็จริง แต่มีอ็อปชั่นกันไว้ให้อุ่นใจอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าเวสต์แฮมสามารถใช้มัดให้อยู่โยงถึงปี 2025 ได้เลย เท่ากับว่า จู๊ด และ ไรซ์ เหลือสัญญาเท่ากันและปีหน้าคือช่วงเวลาพอเหมาะพอเจาะสำหรับการย้ายเลย แม้ในฤดูกาลนี้ ไรซ์ จะได้รับการแต่งตั้งให้สืบทอดปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก มาร์ค โนเบิ้ล ที่เพิ่งรีไทร์ไม่นาน เตรียมตัวขึ้นชั้นผู้อำนวยการกีฬา แต่ไม่ได้เป็นการการันตีว่าเขาจะอยู่ต่อ ต่อให้ผูกพันกับเวสต์แฮมมาก ปักหลักมาตั้งแต่อะคาเดมี่ หลังผิดหวังโดนเชลซีเขี่ยออกมาตอนอายุ 14 ปี ทว่าเขาก็ต้องการเติบโตให้มากกว่าที่เห็น รวมทั้งการเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็มีคุณค่ามหาศาล ขณะเดียวกันผลงานในซีซั่นนี้ของ ไรซ์ ดร็อปลงไปไม่น้อยเลย อันดับของขุนค้อนรูดลงไปท้ายตาราง ทั้งที่เสริมทัพขนานใหญ่ หว่านเงินลงในตลาดที่เพิ่งปิดตัวไปราว 170 ล้านปอนด์เลยทีเดียว นั่นอาจยิ่งกระตุ้นให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นเพื่อย้ายไปแสวงหาความสำเร็จ รวมทั้งค่าจ้างที่คาดว่าบรรดาทีมใหญ่พร้อมจ่ายให้สูงกว่าที่รับปัจจุบัน เชลซีอดีตสังกัดคือเต็งหามเหมือนอย่างเคย เมื่อบวกกับสถานการณ์ในเวลานี้ พวกเขามีปัญหาแดนกลางเยอะมาก สัญญาของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ จอร์จินโญ่ 2 กองกลางรุ่นเดอะ ก็ไม่คืบหน้าอีก แล้วจะหมดปีหน้าด้วย รวมถึง ท็อดด์ โบห์ลี่ มีโปรเจคต์ต้องการสร้างทีมตามแนวทางตัวเอง เน้นบุคลากรรุ่นใหม่ ไรซ์ จึงเข้าสเป็คเลย ฉะนั้นในตลาดซัมเมอร์ 2023 เราน่าจะได้เจอข่าวเกี่ยวกับแข้งรายนี้ต่อเนื่อง เพราะคงไม่ใช่เชลซีทีมเดียวหรอกที่เล็งไว้ ไม่ว่าจะเป็น เดแคลน ไรซ์ หรือ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ต่างก็น่าจะเป็นนักเตะเนื้อหอม ที่สื่อมากมายต่างเสาะสรรหาประเด็นมาเล่นกันต่อเนื่อง ช่างพอเหมาะพอเจาะเหลือเกิน มิดฟิลด์คู่กลางทีมชาติอังกฤษ เตรียมย้ายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แถมค่าตัวน่าทะลุ 100 ล้านปอนด์ทั้งคู่ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117