breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #คำถามที่ไร้คำตอบ ]

สำหรับแฟนแมนฯยูไนเต็ดในเวลานี้ น่าจะเป็นอีกช่วงเวลาที่น่าอึดอัดอย่างแท้จริง หลังจากเผชิญกับความผิดหวังครั้งใหญ่ จากผลงานอันล้มเหลวไม่เป็นท่าในฤดูกาลที่เพิ่งจบไป พวกเขาได้แต่หวังว่าสถานการณ์จะกลับมาดีขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง พอทำให้เห็นแนวโน้มในทางที่ดี การมาของ เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ พร้อมทีมงานบางส่วนเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนทิศทางบวก เช่นเดียวกับ ริชาร์ด อาร์โนลด์ ที่ได้รับการโปรโมตให้มาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแทน เอ็ด วู้ดเวิร์ด น่าจะนำบทเรียนจากความผิดพลาด มาสรุปแก้ไขได้ สิ่งแรกเลยก็คือตลาดซื้อขายผู้เล่น ควรจะมีความรวดเร็วกระชับ จัดการแบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นขาเข้าหรือขาออก เพราะยิ่งปิดดีลจบเร็วเท่าไร ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ปมตรงนี้เป็นมานาน จะว่าไปนับตั้งแต่ วู้ดเวิร์ด ก้าวมาแทน เดวิด กิลล์ ซีอีโอคนเก่า ซึ่งเปิดหมวกลาไปในปี 2013 แล้วยังคงคาราคาซังอยู่เรื่อยมา ตอนนั้นจำได้ชัดเจน กว่าจะคว้าตัว มารูยาน เฟลไลนี่ มาทันเส้นตาย ก็ต้องรอจนกระทั่งกำลังจะเข้าชั่วโมงสุดท้าย แถมยังรู้มาภายหลังว่าเป็นเหมือน Panic buy ไม่ได้ตั้งใจซื้อแต่แรก เพียงแค่กลัวไม่ได้ใครมาใหม่ต่างหาก แล้วแมนฯยูไนเต็ดก็เข้าข่ายเสียทรงในตลาดนักเตะเรื่อยมา ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อผลงานในสนามอย่างแน่นอน กระทั่งในซัมเมอร์ปัจจุบัน ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ แทบใหม่เกือบหมดหัวจดเท้า คงได้เห็นอะไรดีกันบ้างล่ะ คนเป็นแฟนบอลก็ต้องนึกถึงอย่างนั้นสิ เอาเข้าจริงตลาดเปิดทำการมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ไม่นับรวมช่วงเวลาที่สามารถดำเนินการได้ก่อนหน้าอีกพอสมควร แมนฯยูไนเต็ดยังแทบไม่ขยับอะไรเลย หากไม่นับพวกแข้งหมดสัญญา ที่จำต้องปล่อยไปตามเงื่อนไข ที่เหลือคือเกือบจะเป็นศูนย์ มีแค่ปล่อย ดีน เฮนเดอร์สัน ให้ทางน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ยืมตัวหมาดๆ ทั้งที่มีอีกหลายรายที่อยู่ในข่ายต้องเขี่ยทิ้ง ไม่ว่าจะเป็น ฟิล โจนส์ , เอริก ไบยี่ , อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล , อารอน วาน-บิสซาก้า หรือ อักเซล ทวนเซเบ้ แต่กลับไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ส่วนขาเข้าแทบไม่ต้องพูดกันเลย เราได้ยินข่าวโยงกับ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง มาร่วมเดือนแล้ว แต่ก็ยังว่างเปล่า อยู่ในขั้นตอนเจรจาต่อรองกันเช่นเคย ฟังดูแล้วมันน่าท้อใจเลยทีเดียว ส่วนผู้เล่นที่เป็นเป้าหมายหลักหรือแพลนA ก็ดูห่างไกลมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะ 2 แข้งอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมทั้ง อันโตนี่ กับ ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ ซึ่งทางนั้นต้องการเก็บเอาไว้ ทันทีที่มีการแต่งตั้งกุนซือใหม่เข้ามา ส่วน คริสเตียน เอริกเซ่น ก็ไม่มีอะไรมาการันตีเลยสักนิด ดูแล้วน่าจะต้องการอยู่ในลอนดอนมากกว่าพาตัวเองและครอบครัว ขึ้นมาปักหลักทางเหนือ ระหว่างที่จับต้นชนปลายในตลาดจนมั่วไปหมด มีแต่ข่าวรายวันไม่หยุดหย่อน สถานการณ์ภายในกลับยิ่งระอุ คล้ายว่าพวกสื่อต้องการจะขยี้แผลหรือเขี่ยเชื้อไฟให้โหมเข้าไปอีก เริ่มจากคลิปจากแฟนบอลที่เปิดเผยให้เห็นบทสนทนากับ ริชาร์ด อาร์โนลด์ ซีอีโอป้ายแดง ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตอาจจงใจจัดฉาก เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงบางอย่าง รวมถึงทำความเข้าใจกับกลุ่มแฟนบอลที่ต่อต้าน แม้ อาร์โนลด์ จะตอบคำถามหลายอย่างแบบโดนใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับดูตรงกันข้าม บอกว่าพยายามทุกวิถีทางซื้อผู้เล่นที่เป็นเป้าหมายหลัก ก็ยังเงียบเชียบแทบไม่เห็นร่องรอยว่าจะเป็นไปได้เลย ยกย่อง จอห์น เมอร์เทอห์ ผู้อำนวยการกีฬาว่าทำงานอย่างหนัก มาตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลากยาวจนถึง 4 ทุ่มแทบทุกวัน มุ่งมั่นปิดดีลสำคัญให้สำเร็จ ทว่าชั่วโมงทำงานเป็นสิบที่อยู่ออฟฟิศ มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ถ้าภารกิจไม่บรรลุเป้าหมาย ความขยันเป็นเรื่องดี แต่หากขยันแล้วความสามารถไม่ถึงนี่ มันอาจจะแย่หนักกว่าเดิมเลย คล้อยหลังไม่กี่วัน มีข่าวประเภทเบื้องลึก ว่ากันถึงต้นตอที่ทำให้ ราล์ฟ รังนิก ไม่ได้อยู่เป็นที่ปรึกษา ตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ก็มาจากการเมืองภายในทีม รังนิก รู้มาพักใหญ่แล้วว่า เทนฮาก จะมารับบทผู้จัดการทีมคนต่อไปและพยายามจะทำตามบทบาทของตนที่เหมาะสม นั่นคือส่งมอบงาน รวมทั้งถกรายละเอียดต่างๆ ที่คิดว่าจำเป็นสำหรับสโมสร อย่างไรก็ดี เทนฮาก ไม่ยอมมาพบ ประชุมหรือคุยแบบซึ่งหน้า แต่กลับเลือกขอสนทนาทางโทรศัพท์ดีกว่า ซึ่งมันสะท้อนถึงความผิดปกติยิ่งนัก ก่อนพวกสื่อจะเปิดโปงตามมาว่า กุนซือดัตช์ได้รับคำสั่งจากบอร์ดบริหาร ที่ต้องการบีบ รังนิก ให้ออกไปจากทีม หลังจากที่สร้างความไม่พอใจให้ ด้วยการสัมภาษณ์พูดถึงเรื่องภายในสโมสร ล้วนแต่เป็นด้านลบทั้งสิ้น ทั้งหน้าที่ มารยาท ความเหมาะสม นั่นล้วนแต่ผิดทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนี้คงไม่ดีแน่ หากให้ทำหน้าที่ต่อไป รังนิก ก็เลยทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง ตัดสินใจรับงานกุนซือทีมชาติออสเตรีย แต่ในเบื้องต้นยังควบสองเก้าอี้ได้ สามารถเป็นที่ปรึกษาอย่างไร้ปัญหา เดือนหนึ่งทำงานแค่ 6 วัน ไม่เป็นอุปสรรคแน่นอน หลังจากนั้นไม่นาน ก็ประกาศอำลาแบบหย่าขาดเลย ไม่รับแล้วที่ปรึกษา ด้วยเหตุผลว่าน่าจะดีสำหรับทุกฝ่าย ซึ่งฟังแล้วดูแปร่งๆ ถึงความไม่ปกติที่ซ่อนอยู่ เพราะรู้ดีแล้วว่า จากกุนซือรักษาการณ์ที่เข้ามาสร้างความตื่นเต้นเป็นความหวังใหม่ ก่อนจะกลายสภาพเป็นเพียงส่วนเกิน สะสางปัญหาไม่ได้เลย ชะตากรรมจะต้องเป็นแบบไหน อยู่ไปก็คงอึดอัดใจกันเปล่าๆ รังนิก เข้ามาไม่กี่เดือน ยังไล่เป็นฉากๆว่า ความห่วยแตกที่เห็นกันนั้น มาจากสาเหตุอะไรบ้าง ทำให้แฟนบอลไม่น้อยรู้สึกสะใจ เพราะคิดอยู่แล้วมันต้องเป็นอย่างนี้แหล่ะ ทว่าสำหรับบอร์ดบริหาร มันคือความเสียหน้าอย่างแรง เล่นมาลากไส้กันอย่างไม่เกรงใจ อย่างนี้คงเก็บไว้ไม่ได้หรอก ถึงตรงนี้ เราต้องมานั่งย้อนตั้งคำถามเดิมๆว่า แมนฯยูไนเต็ดจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า แล้วผู้บริหารใหม่จะจริงใจแค่ไหนกับการสะสางปัญหาที่สะสมมานานแรมปี ยิ่งเมื่อหันมองสโมสรรอบข้าง ที่เดินหน้ากันอย่างต่อเนื่อง ได้ผู้เล่นใหม่ที่ต้องการ เพื่อลุ้นสร้างผลงานตามเป้าหมาย ใครที่เป็นสาวกแมนฯยูไนเต็ด ย่อมอ่อนอกอ่อนใจธรรมดา ไม่น่าแปลกใจจะมีข่าวในลักษณะที่ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ชักหมดความอดทน ไม่ไหวแล้วกับเรื่องซ้ำซาก เตรียมจะย้ายหนี เพราะมันโยงกันได้เลย แม้จะไม่เป็นความจริงก็ตาม แต่สำหรับสื่อแล้ว ข่าวในทำนองนี้ เป็นที่บันเทิงสนุกสนาน สร้างกระแสเรียกยอดไลค์ ความสนใจได้มากมาย เชื่อเถอะว่ายังมีอีกหลากหลายประเด็นที่จะโดนเค้นนำมาตีแผ่อีก หากแมนฯยูไนเต็ดยังเป็นแบบนี้ต่อไป แล้วคำถามก็จะวนเวียนเกิดขึ้น อย่างไม่รู้จบหรอก หากไม่คิดแก้ไขกันอย่างจริงจังตั้งใจ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หลุดขึ้นมาอย่าว่ากัน ]

หลังจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าออกมายืนยันว่า แต่ละชาติที่ผ่านเข้าไปโม่แข้งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ปลายปีนี้ สามารถส่งชื่อนักเตะได้ 26 คน น่าจะทำให้ผู้เล่นหลายคนยิ้มออก เพราะกลุ่มที่ยังไม่ชัวร์ ต้องลุ้นอย่างหนักว่าจะถูกคัดกรองหรือเปล่า มีโอกาสมากยิ่งขึ้น ต่อให้ยังยากสำหรับการการันตีก็ตาม ในขณะเดียวกันกุนซือก็มีทางเลือกมากกว่าเดิม อย่างน้อยที่สุดการมีขุนพลเข้ามาสมทบเพิ่มอีก 3 ราย ยังไงมันก็ส่งผลไปในทิศทางบวกอยู่แล้ว แน่นอนอังกฤษกลายเป็นทีมที่ถูกจับตามากสุดชาติหนึ่งเลย นอกจากผลงานในการออกสตาร์ตยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกฤดูกาลนี้ล้มเหลว หลายแข้งฟอร์มไม่น่าประทับใจเท่าไร อย่างไรก็ตามข้อได้เปรียบเห็นจะเป็น แกเร็ธ เซาธ์เกต ยังมีชอยส์พอสมควร สำหรับจัดระเบียบกำลังพลให้พร้อมตามเงื่อนไข แทบทุกตำแหน่งของทีมชุดปัจจุบัน ล้วนมีผู้เล่นที่ระดับคุณภาพไม่ห่างกันเท่าไรนัก ให้เลือกสรรใช้สอย เอาแบบเห็นควรตามความเหมาะสมได้เลย แต่แนวรุกดูจะถูกแสงไฟสาดจ้าสุดแล้ว เพราะอัดแน่นไปด้วยผู้เล่นชั้นดีหลายราย รวมทั้งมีไม่น้อยที่ไม่รับประกันจะมีชื่อติดไปกาตาร์ด้วย ชุดล่าสุดที่เล่นยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกทั้งหมด 4 เกม เสมอ 2 แพ้ 2 ไม่ชนะเลย แถมยิงได้แค่ประตูเดียว จากจุดโทษของ แฮร์รี่ เคน มีแข้งแนวรุกถึง 7 คนที่โดนเรียกเข้ามา ทั้ง เคน กัปตันทีม , ฟิล โฟเด้น , ราฮีม สเตอร์ลิ่ง , บูกาโย่ ซาก้า , แจ็ค กรีลิช , แทมมี่ อับราฮัม และ จาร์ร็อด โบเว่น โดยรายหลังเหมือนเป็นน้องใหม่ป้ายแดง ซึ่งน่าจะอยู่ในข่ายทดลองงาน ส่วน แทมมี่ ถูกหยิบยื่นโอกาสให้ ด้วยเหตุผลฟอร์มเปรี้ยงในสีเสื้อโรม่า ซีซั่นที่ผ่านมายิงเบ็ดเสร็จเกือบ 30 ประตู สมควรจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างแฟร์ๆ สำหรับพวกที่หลุดมีทั้งบาดเจ็บและผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ของ เซาธ์เกต เลยไม่มีชื่อร่วมขบวนด้วย ไม่ว่าจะเป็น โอลลี่ วัตกิ้นส์ , แพทริก แบมฟอร์ด , โดมินิก คัลเวิร์ต ลูวิน , เจสซี่ ลินการ์ด , เอมิล สมิธ โรว์ รวมถึง เมสัน กรีนวู้ด ที่ติดคดีความทำร้ายร่างกายแฟนสาว แต่ที่ตกเป็นเป้ามากกว่าใคร คงหนีไม่พ้น มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เจดอน ซานโช่ เพราะสถานการณ์ก่อนหน้า แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยังไงก็ต้องติดแบบแบเบอร์ แถมยังแทบจองตัวจริง สองคนนี้อาจโดนปัญหาอาการบาดเจ็บคุกคามด้วย แต่พวกเขาหลุดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ชุดที่อุ่นเครื่องดวลสวิตเซอร์แลนด์และไอวอรี่ โคสต์ ก็ตกสำรวจ เข้าใจว่าเป็นแค่ลับแข้งธรรมดา เจ้านายอาจเปิดโอกาสให้ผู้เล่นบางคนมาเทสต์กันสักหน่อย ไว้เป็นลู่ทางสำหรับอนาคตข้างหน้า ถือว่าเป็นเกมที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหรอก แต่พอมาหลุดซ้ำสองในยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก รายการนี้ยังไงก็ต้องเน้น พอช่วยมีน้ำหนักยืนยันได้ว่า ตำแหน่งของทั้งคู่สั่นคลอนเข้าให้แล้ว ไม่มีความมั่นคงเหมือนอย่างเคย จากนั้น เซาธ์เกต ออกมายืนยันอีกทีว่า ซานโช่ กับ แรชชี่ จำต้องเค้นฟอร์มกลับมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าใจร้ายแล้วกัน มันเป็นทั้งการเตือนและปลอบไปในตัว เพื่อบอกให้รู้ว่าการแข่งขันในทีมชาติอังกฤษสูงแค่ไหน ไม่ใช่อุ่นใจกับผลงานในอดีตได้เลย "พวกเขาต้องแสดงให้เห็นอีกมาก สำหรับการกลับมาสู่ทีม ตอนนี้นักเตะแมนฯยูไนเต็ดอยู่กับเราเพียงแค่รายเดียว (แฮร์รี่ แม็กไกวร์)" "ผมว่าการได้พักบ้าง อาจช่วยลดอาการบาดเจ็บของพวกเราได้นิดหน่อย แต่อยากย้ำว่าไม่มีอะไรแน่นอนทั้งสิ้น" "ผู้เล่นบางรายมักทำผลงานได้ดีในยามที่ลงเล่น หากคุณถามใครสักคนในทีมเวลานี้ พวกเขาจะยกมือขอเล่นหมดแหล่ะ เพื่อรักษาฟอร์มพีกต่อไปเรื่อยๆ" "แต่สำหรับบางราย อาจเป็นไปได้ว่า การได้พักเพื่อกลับมาฟื้นตัว คือสิ่งที่จำเป็น" ซานโช่ มีปัญหาเรื่องทอนซิลอักเสบเรื้อรัง จำต้องเข้ารับการรักษาให้หายขาด โดยทาง ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดก็ไฟเขียว ไม่ต้องเล่นในช่วงท้ายฤดูกาลที่ผ่านมา ส่วน แรชชี่ 3 นัดส่งท้ายพรีเมียร์ลีก ก็ไม่ได้ลงเล่นสักวินาทีเดียว ปัญหามาจากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะว่าไปสร้างความแปลกใจให้แฟนผีด้วยซ้ำ ไม่ค่อยได้ลงเล่นแต่ทำไมเดี้ยงง่ายกันเหลือเกิน ที่น่าสนใจก็คือ หากวัดผลงานจากตัวเลขแล้ว สองคนนี้ใกล้เคียงกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ ซานโช่ ลงเล่นทุกรายการ 38 นัด ยิงได้ 5 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ แรชชี่ ลงทั้งหมด 32 นัดทุกรายการ ยิงได้ 5 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์ พูดแบบไม่ต้องอ้อมค้อม มันคือซีซั่นที่ล้มเหลวอย่างไม่มีข้อโต้แย้งของ 2 แนวรุก ที่เคยถูกคาดหมายว่าจะต้องอนาคตไกลบนเส้นทางนี้ มีเสียงวิจารณ์ผ่านโซเชี่ยลว่า นับตั้งแต่ ซานโช่ ย้ายมาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย ฟอร์มไร้มาตรฐาน ขาดความเชื่อมั่น บางครั้งดูกลัวหรือลนลานเกินไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าองค์ประกอบภายในทีมมีผลอยู่แล้ว แต่หากมองที่ค่าตัว ค่าจ้างและความคาดหวัง แม้จะอายุเพียงแค่ 22 ก็ควรจะแบกรับภาระได้มากกว่าที่เห็น ขนาดมีผู้เล่นมากประสบการณ์ อีกทั้งแพสชั่นมาเต็มตลอดอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คอยประคับประคองสอนน้อง อีกทั้งเป็นแบบอย่าง แต่กลับไม่ได้ช่วยเลย ด้าน แรชชี่ เองดูจะหนักหน่วงยิ่งกว่า ทุกนาทีที่อยู่ในสนาม ราวกับว่าไม่ได้พกพาจิตวิญญาณลงมาด้วย สภาพซังกะตาย ไม่ต่างจากศพเดินได้ ผิดพลาดแบบซ้ำซาก ไม่ตั้งใจปรับปรุง ไหนจะมีปัญหากับแฟนบอลอีก ต้องทำใจไว้เลยว่า คุณเป็นแข้งอาชีพ คุณคือความหวัง ฉะนั้นเมื่อได้ยินเสียงด่าบ้าง ก็ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เข้าไว้ ต่อให้โกรธแค่ไหน ก็ไม่ควรแสดงพฤติกรรมตอบโต้ออกมา ไม่น่าแปลกใจเลย แรชชี่ จะถูกโยงกับเรื่องนอกสนาม สนใจแต่ช่วยเหลืออาหารกลางวันสำหรับเด็กที่ขาดแคลนมากเกินไป จนลืมบทบาทสำคัญสุดของตัวเอง ถ้าฟอร์มในสนามดี เรื่องนี้จะไม่ถูกหยิบยกมาหรอก แต่เมื่อผลงานตกต่ำ ยังไงก็หลบเลี่ยงไม่พ้นอยู่แล้ว แรชชี่ เพิ่งอัพคลิปของตัวเอง ระหว่างช่วงพัก แต่กลับไม่ได้เที่ยวเตร่เหมือนคนอื่น เลือกซุ่มซ้อมเรียกความฟิต พร้อมส่งสัญญาณว่าจะแบ็กทูเบสิก กลับไปสู่จุดที่เหมาะสมของตัวเอง อย่างไรก็ตาม คลิปที่นำมาโชว์ซิกแพ็กเหล่านี้แทบเปล่าประโยชน์เลย หากผลงานในสนาม มันต่างกันคนละขั้ว ซานโช่ และ แรชฟอร์ด เหลือเวลาอีกไม่นานนัก เพื่อรีดตัวเองให้ได้เหมือนอย่างที่เคยทำ ปรับเปลี่ยนแนวทาง ต้องมุ่งมั่นตั้งใจมากกว่านี้ โฟกัสฟุตบอลเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นทำใจเถอะว่า หลุดจากทีมชาติชุดฟุตบอลโลก ต่อให้เพิ่มโควต้าเป็น 26 คนก็ตาม เซาธ์เกต เตือนแล้วว่า ไม่มีใครช่วยได้หรอก นอกจากตัวเองเท่านั้นแหล่ะ ทั้งคู่ต้องโชว์ให้เห็นตั้งแต่ต้นฤดูกาลหน้า ช้ากว่านี้ก็เท่ากับว่าจบกัน ต้องรอไปอีก 4 ปีหรืออาจไม่มีโอกาสอีกเลย ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #กลับมาคราวนี้ไม่มีคำว่า"คิง" ]

สื่อบางสำนักอ้างว่า โรเมลู ลูกากู ถึงกับน้ำตาซึม หลังดีลย้ายกลับไปเล่นอินเตอร์ มิลานผ่านพ้นเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคอะไรมาขัดขวาง เป็นการยืมตัวระยะเวลา 1 ฤดูกาลเต็ม โดยทางเชลซีจะได้รับค่าเช่ายืมจำนวน 7 ล้านปอนด์ บวกด้วยโบนัสที่จ่ายตามเงื่อนไขหรือที่เรียกว่าแอดออนส์อีก 3 ล้านปอนด์ ในขณะเดียวกัน ลูกากู ยอมหั่นค่าจ้างลง 35 เปอร์เซนต์ จากที่รับอยู่ในปัจจุบัน 325,000 ปอนด์ สูงสุดในทัพเชลซี ไปอยู่ที่อินเตอร์จะเหลือแค่ 210,000 ปอนด์ ด้วยความยินดี ไม่มีอะไรค้างคาใจ มันแสดงให้เห็นเลยว่าเขากระหายคืนสู่อินเตอร์ มิลานขนาดไหน ให้ความสำคัญเรื่องเงินเป็นลำดับรองลงมาด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยด้วยว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลูกากู ได้โทรศัพท์หา ซิเมโน่ อินซากี้ เทรนเนอร์ของอินเตอร์ เพื่ออวยพรครบรอบวันเกิดตามประสาคนรู้จักกัน แต่บทสนทนาหลังการกล่าวอวยพร กลับเป็นคำอ้อนวอนให้ช่วยพาเขากลับไปเล่นที่นั่นอีกครั้ง "มิสเตอร์ครับ ถ้าผมอยากจะกลับไปจะมีความเป็นไปได้หรือเปล่า?" -- ประโยคนี้ทิ้งไว้ให้ อินซากี้ ไว้ทบทวนดูเอา เพราะยังมีเวลาเหลืออีกพอสมควร เพิ่งย้ายมาได้ไม่ถึงปีเลย ลูกากู กลับยอมแพ้ท้อแท้ แม้จะเข้าใจได้ว่า ซีซั่นที่เพิ่งจบไปล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเชลซีลงทุนครั้งใหญ่จ่ายค่าตัว 97.5 ล้านปอนด์ เป็นสถิติใหม่สโมสร พร้อมประเคนค่าจ้างสูงสุดในทีม แต่เขาน่าจะโชว์ลูกฮึด กลับมาต่อสู้อีกสักตั้ง แล้วค่อยตัดสินใจอนาคตตัวเอง ไม่ใช่มาเรียกร้องเหมือนเด็กงอแง จะเอาตามอำเภอใจท่าเดียว ลูกากู ลงเล่นทั้งสิ้น 42 นัดในทุกรายการ ยิงได้ 15 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ มันอาจไม่ได้ดูแย่อะไรนักหนาหรอก ทว่าเกมสำคัญเขาแทบไม่ค่อยได้รับโอกาส รวมทั้งยิงในพรีเมียร์ลีกแค่ 8 ประตูเท่านั้น หัวหอกเบลเจี้ยนอ้างว่า เป็นเพราะระบบที่ถูกปรับเปลี่ยน จนส่งผลกระทบต่อฟอร์มในสนามอย่างไม่มีทางเลือก เรื่องนี้ โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีม ออกมาอธิบายอย่างนิ่มๆว่า แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไรเลย ถ้าจะมีจริงก็แค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง คิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก แม้จะไม่ได้พูดออกมาแบบชัดเจน แต่พอจะเดาได้ว่า ทูเคิ่ล อยากจะสื่อว่าอย่างไร ลูกากู ต่างหากที่เล่นไม่ออกเอง แล้วมาโยนความผิดให้แท็คติก นานวันเข้า ลูกากู แทบไม่มีตัวตนในสายตาแฟนเชลซี ถูกมองข้ามหมางเมิน นั่งประจำทำหน้ามุ่ยอยู่ข้างสนาม แม้เป็นกองหน้าตัวเป้าเบอร์ 9 ของแท้ ยังต้องหลีกทางให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หรือ ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งไม่ใช่ถนัดตำแหน่งดังกล่าว ชัดเจนแล้วว่าหาก ทูเคิ่ล ยังคงเป็นกุนซือ คงยากแล้วที่ ลูกากู จะคัมแบ็กได้ ตัวเขาเองก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ดี นั่นเลยดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อย้ายกลับมาอินเตอร์ เพราะรู้ดีว่าเป็นสโมสรที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดแล้ว 2 ฤดูกาลกับงูใหญ่ เขายิงกระจายถึง 64 ประตู จากการลงเล่นทั้งสิ้น 95 นัด อีกทั้งยังคว้าแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีเซเรีย อาเมื่อปี 2021 รวมถึงมีชื่อลุ้นบัลลงดอร์อีกต่างหาก แม้รู้ว่ายังห่างไกลจากรางวัล แต่มันก็ตื้นตันเป็นธรรมดา หากนับเฉพาะฤดูกาล 2020/21 ลูกากู ระเบิดตาข่ายถึง 30 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ ขึ้นทำเนียบขวัญใจแฟนบอลอย่างไร้ข้อกังขา เป็นสตาร์เบอร์หนึ่งอย่างเต็มภาคภูมิ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีความสุขมากกับการใช้ชีวิตที่นั่น ซัลโวประตูจนเป็นที่ยอมรับ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว ความพยายามที่แสดงออกถึงแรงปรารถนา เพื่อหวนคืนถิ่นจูเซปเป้ เมียซซ่า แถมยินดีลดเงินค่าจ้างมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ อย่างนี้สิที่เรียกว่าได้ใจของจริง ในมุมแฟนงูใหญ่หลายคนคงคิดเช่นนั้น อย่างไรก็ตามกลุ่มแฟนบอล Ultras ของอินเตอร์ มิลาน ที่เรียกตัวเองว่า Curva Nord ประกาศเลยว่า ไม่ได้ยินดีต้อนรับ ลูกากู อย่างที่คิดกันหรอกนะ กลุ่มแฟนบอลฮาร์ดคอร์หรือเข้าข่ายหัวรุนแรงนี้ ถือว่ามีอิทธิพลไม่น้อย มีอำนาจต่อรองฝ่ายบริหารสโมสรได้ รวมทั้งยังต้องให้ความเกรงใจ พวกเขายืนยันว่า ลูกากู เป็นฝ่ายทรยศก่อน เรียกร้องให้แฟนบอลคนอื่น ไม่ต้องไปต้อนรับขับสู้ ให้เปลี่ยนความคิดว่านี่ก็แค่นักเตะธรรมดาคนหนึ่ง อย่าคิดว่ารีเทิร์นครั้งนี้แล้ว สิ่งที่เคยเป็นมาจะเหมือนเดิม มันต้องมีการชดใช้คืนบ้าง ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาเพื่อทวงสิทธิ์ในอดีตได้เลย แฟนบอลกลุ่มดังกล่าว บอกเลยว่า ลูกากู จะต้องพิสูจน์จากความอ่อนน้อมถ่อมตนและการทำงานหนักเท่านั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นคนเดิมและจะได้รับการอภัย ไม่ติดค้างกัน ตัวแทนกลุ่มยืนยันผ่านโซเชี่ยลแล้วว่า ไม่ได้คัดค้านผู้บริหารอินเตอร์ มิลาน เกี่ยวกับดีลนี้หรอก เข้าใจสถานการณ์ต่างๆมากพอ แต่จะไม่มีแฟนคนใดไปต้อนรับการกลับมา แล้วมีสัญลักษณ์ของ Curva Nord ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอหรือแบนเนอร์มาเกี่ยวข้องเด็ดขาด "เขาเคยได้รับการเชิดชูยกย่องราวกับเป็นราชา แต่ตอนนี้เป็นแค่นักเตะธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น" -- ประโยคนี้ชัดเจนหนักแน่นมากพอ พวกเขายังยืนยันว่า ทุกคนต่างผิดหวังกับพฤติกรรมของ ลูกากู เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ดังนั้นจะไม่สนับสนุนแน่นอน ต่อให้กลับมาสวมเสื้ออินเตอร์ มิลานอีกรอบ "เราอยากจะเตือนแฟนบอลทุกคนว่า อย่าตกหลุมพรางเด็ดขาด ไม่ต้องแสดงความดีใจเก็บอาการไม่อยู่วิ่งเข้าหา ควรแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าปล่อยให้โดนมองว่าเป็นพวกโง่เขลา" "พวกเราไม่ใช่สุภาพบุรุษที่เต็มไปด้วยความเมตตา เราต่างผิดหวังจากการถูกหักหลังโดย ลูกากู มาก่อนแล้วและสิ่งนั้นยังคงไม่หายไปไหน" Curva Nord หนักแน่นมากว่าพฤติกรรมของ ลูกากู ก่อนย้ายไปเชลซีเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว บอกได้เลยว่านักเตะต้องการเอง ไม่ได้เพื่อตอบแทนสโมสรที่กำลังอยากได้เงินก้อนใหญ่มาพยุงทีมให้กระเตื้องหรอก พวกเขายกประโยคในตอนนั้นของ ลูกากู ที่บอกไว้ว่า การหวนคืนเชลซีอีกครั้ง เหมือนสิ้นสุดการเดินทางอันยาวนาน นี่คือเวลาเหมาะสมอย่างยิ่ง "ผมมีความสุขเหลือเกิน ที่ได้หวนสู่สโมสรที่สุดยอดอย่างนี้" -- คำพูดดังกล่าวยังดังก้องในใจแฟนบอลงูใหญ่ไม่น้อย ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อมีการโหมข่าวว่า ลูกากู อยากจะย้ายกลับ กระแสต่อต้านก็แสดงพลังตอบโต้ทันที แฟนบอลอินเตอร์ มิลานได้รวมตัวกัน ทำป้ายผ้าและแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ติดเอาไว้แถวหน้าสนาม ไม่ยินดีต้อนรับกลับมา ลาแล้วก็คือลาขาดกันเลย ภารกิจรีเทิร์นของเขาจึงแตกต่างไปจากเดิมมากนัก จำต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสมควรได้รับการอภัย ด้วยการทำงานให้หนักอย่างอ่อนน้อม ไม่มีคำว่าคิงมอบให้อย่างที่คิดไว้หรอก เมื่อคุณจากไปอย่างกระตือรือร้น ไม่แคร์ความรู้สึกแฟนบอล พอกลับมาก็จะได้สิ่งเหล่านั้นคืนไปเช่นกัน ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #คงโทษใครไม่ได้เลย ]

ย้อนกลับไปสิงหาคม 2020 ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซัลโวใส่เรอัล มาดริด 1 ประตู ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกสอง ก่อนชนะ 2-1 รวมผลสองนัดทะลุเข้าควอเตอร์ไฟนั่ลสำเร็จ นั่นทำให้เขาขึ้นแท่นแข้งยิงครบ 100 ประตูให้แมนฯซิตี้ เป็นนักเตะอังกฤษคนแรกของสโมสรตั้งแต่ปี 1981 พร้อมยกระดับสู่การเป็นนักเตะสำคัญของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างเต็มตัว แม้ซิตี้จะยุติเส้นทางแค่ 8 ทีมสุดท้าย โดนทีเด็ดโอลิมปิก ลียงพลิกน็อกร่วงอย่างน่าเสียดาย แต่สำหรับผลงานส่วนตัวของ สเตอร์ลิ่ง ต้องบอกว่าสุดยอดเลยทีเดียว 31 ประตูกับอีก 10 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 52 เกมทุกรายการ ทั้งที่ไม่ได้เล่นกองหน้าตัวเป้าที่คอยวนเวียนในกรอบเขตโทษเป็นหลัก การันตีได้ถึงความเฉียบขาด ไม่ต้องสืบให้เสียเวลา แฟนซิตี้ต่างเชื่อว่า สเตอร์ลิ่ง มีความสำคัญในระนาบเดียวกับ เควิน เดอ บรอยน์ เรียบร้อยและจะเป็นเสาหลักนำโทรฟี่มากมายมาสู่สโมสรในอนาคต ตัวเขาเองก็ดูมั่นใจเช่นนั้น อยากจะปักหลักฝากใจไว้กับทีมแบบยาวๆ มีแนวโน้มว่าจะได้รับสัญญาฉบับใหม่อีกไม่นาน ซึ่งเชื่อกันว่าจะฟันค่าจ้างมากกว่า 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว แต่ในทีมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันเข้มข้น รวมถึงมีกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ตั้งเป้ากับนักเตะไว้สูง มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ สเตอร์ลิ่ง จะรักษามาตรฐานได้อย่างมั่นคง หากเทียบกับ เดอ บรอยน์ ซึ่งโชว์ให้เห็นบทบาทฮีโร่ขี่ม้าขาว มาช่วยทีมในสถานการณ์คับขันอยู่บ่อยๆ สเตอร์ลิ่ง ยังก้าวไม่ถึงจุดนั้นหรอก หลายครั้งเขาเล่นฝืนผิดธรรมชาติ ตามใจตัวเองมากเกินไป เก็บบอลไว้นานเกินหรือตั้งใจเล่นบอลชายเดี่ยว ทำให้จังหวะเกมไม่ไหลลื่น จนทำให้แฟนบอลหรือเพื่อนร่วมทีมหงุดหงิด ลำพังคนอื่นหงุดหงิดยังพอทน แต่หากเป็นเจ้านายขึ้นมาล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ซึ่งเรื่องนี้ เป๊ป ก็เคยบ่นกับทีมงานเช่นกัน อย่างไรก็ตามยามออกสื่อ กุนซือสแปนิชพยายามพูดย้ำถึงความสำคัญของ สเตอร์ลิ่ง พร้อมชี้ให้เห็นว่า นักเตะแทบทุกคนในทัพเรือใบสีฟ้า ต่างก็ไม่ได้ลงสนามตามใจต้องการหรอก ฉะนั้นควรเงียบเข้าไว้ดีกว่า เมื่อตุลาคมปีก่อน เป๊ป ดูอารมณ์บูดกับปฏิกิริยาของ สเตอร์ลิ่ง ที่แสดงออกต่อหน้าสาธารณะ โดยเฉพาะให้สัมภาษณ์แบบชี้นำเรื่องย้ายทีมในอีกไม่นาน มันไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมเลย "ริยาด มาห์เรซ หรือ ชูเอา กานเซโล่ ก็ไม่ได้ลงต่อเนื่อง แต่ไม่เห็นพวกเขาพูดอะไรเลย" จากนั้นสัญญาฉบับใหม่ของ สเตอร์ลิ่ง ก็แทบไม่มีความคืบหน้าเลย จากเดิมตั้งใจไว้ว่าจะต้องรับค่าจ้างสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์สโมสร มันเป็นเพียงแค่ฝันเฟื่องเอง เชื่อกันว่าทัศนคติคือปมใหญ่ที่ทำให้ เป๊ป ไม่ค่อยพอใจลูกทีมรายนี้นัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหรือนอกสนาม ซึ่งดูว่าจะแก้ไขปรับปรุงลำบากเลย ก่อนฤดูกาล 2015/16 จะปิดฉาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่้ตกลงจะมาคุมแมนฯซิตี้ในซีซั่นถัดไปเรียบร้อย ได้ต่อสายตรงหา ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เพื่อพูดคุยด้วยตัวเอง ตอนนั้น สเตอร์ลิ่ง เพิ่งย้ายมาจากลิเวอร์พูล ทำผลงานไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก เหมือนมีปัญหาเรื่องการปรับตัว จนความมั่นใจเริ่มลดลง แต่ เป๊ป ปลอบขวัญว่าไม่ต้องกังวลไป อีกไม่นานเมื่อได้ร่วมงานกัน ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง พอสะท้อนได้ถึงความมั่นใจในตัว สเตอร์ลิ่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่ถึงขนาดโทรคุยตรงๆ ขณะเดียวกันพอจะยืนยันได้ว่า เป๊ป คงชื่นชอบเป็นการส่วนตัว รวมถึงเล็งเห็นช่องทางรีดศักยภาพให้ดีกว่าเดิมได้อีก นั่นอาจเป็นเหตุผลทำให้ สเตอร์ลิ่ง มีพัฒนาการโดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนแอสซิสต์ที่ทวีคูณเลย ซึ่งคุณสมบัติตรงนี้แหล่ะที่ เป๊ป ต้องการเลย ด้วยตำแหน่งถนัดคือตัวรุกริมเส้น สิ่งสำคัญก็คือการสร้างโอกาส ทำทางให้เพื่อยิงประตู สเตอร์ลิ่ง ตอบสนองได้อย่างดี แม้จะเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังของซิตี้ ที่ไม่มีโทรฟี่ติดมือเลยก็ตาม แต่สุดท้ายเมื่อเขาไม่อาจรักษาฟอร์มในสนาม อีกทั้งมีการพุ่งเป้ามายังเรื่องทัศนคติ จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเองอย่างแท้จริง เพราะหลายครั้งที่ก่อเรื่องนอกสนามและมันส่งผลกระทบด้วยเช่นกัน -------------------- ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เคยตกเป็นข่าวฉาวเมื่อปี 2013 จากการทำร้ายร่างกาย ชาน่า แอนน์ โรส ฮัลลิเดย์ นางแบบซึ่งเคยคบหากันมาก่อน พฤติกรรมเช่นนี้แฟนบอลมากมายรับไม่ได้ ต่อให้ช่วงดังกล่าวยังเป็นวัยรุ่นอายุน้อย ยังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่าตัวเองเป็นแข้งอาชีพ เล่นในสโมสรระดับชั้นนำ เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว โชคดีที่หลักฐานขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ รวมทั้ง สเตอร์ลิ่ง ยืนยันเสียงแข็งไม่ยอมรับ เลยรอดพ้นคุกตารางอย่างหวุดหวิด จากนั้นเมษายนปี 2015 ที่กำลังมีปัญหากับลิเวอร์พูลอย่างหนัก เรื่องดิ้นรนจะย้ายทีม ท่ามกลางความเข้าใจของเหล่าเดอะ ค็อปว่าต้องการเงินค่าจ้างที่สูงกว่าเดิม สเตอร์ลิ่ง ถูกจับได้ว่าไปแอบดูดบารากู่ ในระหว่างซีซั่นยังเปิดปกติ แถมเป็นช่วงสำคัญ รวมทั้งมีหลักฐานด้วยว่าเขาชอบสูบก๊าซไนตรัสอ็อกไซด์หรือที่เรียกกันว่าก๊าซหัวเราะ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่งและแน่นอนว่าไม่เหมาะเลยกับนักเตะอาชีพ สุดท้ายต้องออกมายอมรับผิด ขอโทษต่อหน้าสาธารณะกับพฤติกรรมดังกล่าว หรือในระหว่างเก็บตัวกับทีมชาติอังกฤษ เมื่อพฤศจิกายน 2019 สเตอร์ลิ่ง ก็เป็นชนวนเหตุเปิดศึก โจ โกเมซ กองหลังของลิเวอร์พูล ถึงขั้นบีบคอเพื่อหวังเล่นงานให้หนัก จนเพื่อนคนอื่นต้องเข้ามาห้าม เชื่อกันว่า สเตอร์ลิ่ง ยังแค้นไม่หายจากความพ่ายแพ้ในเกมลีกให้ลิเวอร์พูลก่อนหน้าไม่นาน จึงลุกลามบานปลายมาถึงในทีมชาติ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ แก้ปัญหาทันควัน จัดการส่ง สเตอร์ลิ่ง กลับบ้าน แม้สถานการณ์จะคลี่คลายก็ตาม พวกสื่ออังกฤษมองว่า สเตอร์ลิ่ง ทำตัวน่าอับอาย ไม่สมควรจะสวมเสื้อทีมชาติอังกฤษด้วยซ้ำ หากยังไม่ปรับปรุงพฤติกรรมที่มักทำผิดเรื่อยๆ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็เรียกมาตักเตือนเป็นการส่วนตัวเช่นกัน ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก มุ่งมั่นกับฟุตบอลเท่านั้น จะเห็นว่า สเตอร์ลิ่ง เคยก่อปัญหาไว้หลายครั้ง ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลงานในสนามโดยตรงหรอก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องถูกนำมาพิจารณาอยู่แล้ว เขาอาจไปไม่สุดกับระบบการเล่นของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า รวมทั้งในทีมมีคู่แข่งที่เหนือกว่า ทว่าทั้งหลายทั้งปวงย่อมโยงมายังทัศนคติด้วย สัญญาใหม่ไม่คืบหน้า สัญญาปัจจุบันเหลือแค่ปีเดียว มันหมายความว่ากำลังนับถอยหลังการเป็นแข้งแมนฯซิตี้ เรื่องราวเหล่านี้ สเตอร์ลิ่ง กำลังจะได้เจอ นั่นต้องรวมถึงการมาของ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ กับ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ 2 สมาชิกใหม่ในแนวรุก เป็นอุปสรรคขวากหนาม อีกทั้งสถานการณ์ไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ยังบีบให้ซิตี้จำต้องขายผู้เล่นบางคนออกไป ดังนั้นอย่าได้แปลกใจหากหวยมาออกที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จะต้องแพ็กกระเป๋าอำลา และเขาไม่อาจโทษใครได้เลยจริงๆ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ฟานกัลไม่เคยเปลี่ยน ]

บุคลิกอย่างหนึ่งที่ติดตัว หลุยส์ ฟานกัล มาตลอดก็คือ เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงอย่างมาก อาจเพราะประสบความสำเร็จบนเส้นทางโค้ชฟุตบอล ตั้งแต่อายุแค่ 40 ปี ก็สามารถพาอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมครองแชมป์ยูฟ่า คัพหรือยูฟ่า ยูโรปา ลีกในปัจจุบัน พอ 42 ปีก็ผงาดเอเรดิวิซี่ลีก จากนั้นอายุ 43 ปี ก็สร้างตัวตนและความเป็นตำนานขึ้นด้วยการครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 1994/95 ก่อนจะพาทะยานถึงนัดชิงอีกครั้งในปีถัดมา แต่ไปพ่ายยูเวนตุสอย่างน่าเสียดาย ชนิดต้องตัดสินกันด้วยลูกจุดโทษ ฟานกัล กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของอาแจ็กซ์ตอนอายุยังน้อยมาก ได้รับความนิยมจากแฟนบอล รวมถึงเป็นที่ยอมรับในวงการ ด้วยแนวทางการทำทีมแบบมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน กระทั่งปี 1997 อายุยังไม่เต็ม 46 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้คุมบาร์เซโลน่า ซึ่งรู้กันอยู่ว่าเป็นสโมสรระดับท็อปของยุโรป ในวันแถลงข่าวนั้น ฟานกัล นั่งอยู่พร้อมกับ บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซือคนเดิมที่จะส่งมอบงานให้ แล้วตัวเองจะขึ้นไปรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป พร้อมกับเปล่งประโยคชัดเจนว่า "นี่คือทีมบาร์เซโลน่าของผม" คล้ายจะเตือน บ็อบบี้ ร็อบสัน เลยว่าห้ามมายุ่มย่ามเด็ดขาด อำนาจในการจัดทีมและเลือกนักเตะต้องเป็นของเขาเท่านั้น นั่นทำให้หลายคนที่ได้ยินรู้สึกไม่ค่อยดีกับ ฟานกัล เท่าไรนัก ต้องไม่ลืมว่า ร็อบสัน ถูกเทิดทูนให้เป็นปูชนียบุคคลของวงการ รวมถึงมีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องสุภาพบุรุษ ดังนั้นควรจะให้เกียรติและเคารพกันสักหน่อย เข้าใจไม่ยากว่า ฟานกัล พกความมั่นใจมาแน่นเอี้ยด ตั้งเป้านำบาร์เซโลน่ากวาดโทรฟี่ได้เป็นกอบเป็นกำ ตามที่ได้คุยกับฝ่ายบริหาร รวมทั้งหวังจะกำราบพวกแข้งซูเปอร์ทั้งหลายให้อยู่ในกรอบด้วย ฟานกัล พาบาร์เซโลน่าครองแชมป์ลาลีกา 2 ซีซั่นติดต่อกัน รวมทั้งได้โกปา เดล เรย์ มาอีกสมัยด้วย เพียงแต่ในฟุตบอลสโมสรยุโรปไม่เฟื่องอย่างที่แฟนบอลคาดหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตามเขากลับตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกสื่อ ที่วิจารณ์เผ็ดร้อนถึงปรัชญาการเล่น อันซับซ้อนเข้าใจยากเกินไป เพราะที่อาแจ็กซ์กับบาร์เซโลน่า มีข้อแตกต่างกันมากมาย ต้องประนีประนอมยอมบ้างในบางเรื่อง ไม่ใช่ตึงเป๊ะตามที่ตัวเองต้องการอย่างเดียว นั่นหมายความว่าแม้จะมีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์ แต่เขากลับไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่ในมุมของนักข่าวกับแฟนบอลเท่านั้น แต่พวกนักเตะไม่น้อยก็ดูแอนตี้ ฟานกัล ด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ริวัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ของทีม ซึ่งกุนซือดัตช์พยายามจับถ่างไปเล่นทางซ้าย เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากเท้าซ้ายที่ถนัดและวางบอลได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตามตัวนักเตะไม่พอใจ เขาคือกองหน้าต้องเล่นด้านในต่างหาก หน้าที่หลักคือการทำประตูและสร้างโอกาสในเขตอันตราย ไม่ใช่ให้ไปยืนเป็นปีกอย่างนั้น จึงขัดแย้งกันหนักหน่วงเลย ในขณะเดียวกัน โจวานนี่ อีกหนึ่งแข้งบราซิเลี่ยนในทัพบาร์ซ่า ก็เปิดใจตามตรงว่าไม่ชอบเจ้านายคนนี้เลยสักนิด แถมเปรียบเป็นฮิตเลอร์อีกต่างหาก -- "ฟานกัล คือฮิตเลอร์ของนักเตะบราซิเลี่ยน" หลายครั้งที่เขาโดนตัดชื่อทิ้งไม่มีส่วนร่วมกับทีม ทั้งที่ฟอร์มกำลังดี แต่พอข้องใจเดินเข้าไปถามกับไม่มีคำอธิบายอะไรเลย หรือตอนที่ ฟานกัล กลับมากุมบังเหียนบาร์เซโลน่าช่วงที่สองในปี 2002 เป็นช่วงเดียวกับ ริวัลโด้ ที่ปล่อยออกไป แล้วดึงเอา ฮวน โรมัน ริเกลเม่ มาทดแทน นั่นคือความต้องการของ โจน กาสปาร์ต ประธานของเจ้าบุญทุ่มเองเลย นั่นทำให้ ริเกลเม่ ได้สัมผัสกับนรกอย่างแท้จริง เขาไม่อาจร่วมงานกับเจ้านายคนใหม่ได้เลย แค่เจอกันวันแรก นอกจากไม่มีการกล่าวคำต้อนรับใดๆตามมารยาทแล้ว ยังหารอยยิ้มบนใบหน้าไม่เจอ อีกทั้งยังโดนจับไปเล่นริมเส้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่ถนัดเลย รู้กันอยู่แล้วว่าศักยภาพสูงสุดของ ริเกลเม่ ควรหุบมาปั้นเกมข้างใน เมื่อรวมกับเคสของ ราฟาเอล ดา ซิลวา ที่เคยโดนดีมาเช่นกันเมื่อครั้ง ฟานกัล เข้ามาคุมแมนฯยูไนเต็ด มันก็ยิ่งฉายภาพบางอย่างให้ชัดขึ้นไปกว่าเดิมอีก "ผมรู้ว่า ฟานกัล ไม่ชอบขี้หน้าผม ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะเป็นคนบราซิลหรือเปล่า แต่พอ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างดูแย่ไปหมด" จากประสบการณ์ตรงของนักเตะละติน ซึ่งเคยทำงานภายใต้คำสั่งของ ฟานกัล ส่วนใหญ่ต้องโดนเล่นงานอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล จนตั้งข้อสังเกตกันว่าน่าจะมาจากความรู้สึกข้างในที่เหยียดพวกตน แต่ในอีกด้านก็ต้องยอมรับว่า ฟานกัล เป็นคนที่มีความคิดแบบซับซ้อน ตามที่เรามักเรียกว่าจอมปรัชญานั่นแหล่ะ อีกทั้งเป็นคนพูดตรงโผงผาง ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น หากไม่พอใจขึ้นมาก็โพล่งใส่ได้ทุกเมื่อเลย ----------------- ซัมเมอร์ 2016 หลุยส์ ฟานกัล แทบช็อกเมื่อทราบข่าวว่า จะโดนบอร์ดบริหารแมนฯยูไนเต็ดปลดจากทีม ทั้งที่เพิ่งพาครองแชมป์เอฟเอคัพมาหมาดๆ หนักกว่านั้นก็คือ รู้เรื่องนี้จากนักข่าวก่อน แทนที่จะได้รับแจ้งจากเบื้องบนโดยตรง จึงทำให้ความโกรธทวีคูณอีก หลังจาก ฟานกัล แบกความเจ็บช้ำออกมา ก็มีความเจ็บแค้นที่ฝังแน่นมาด้วยเช่นกัน ทุกครั้งที่มีโอกาสจะสัมภาษณ์เล่นงานฝ่ายบริหารแมนฯยูไนเต็ดเสมอ เรียกว่าอย่าญาติดีกันอีกเลย นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า ที่ประวัติเสียจนต้องประกาศรีไทร์เพราะไม่มีข้อเสนอที่ดียื่นมาให้ ก็มาจากการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมจากแมนฯยูไนเต็ดนี่แหล่ะ หลังร้างเวทีไป 5 ปีเต็ม ฟานกัล กลับมาอีกครั้งในฐานะกุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ พร้อมผลงานที่น่าประทับใจ 13 นัดชนะ 9 ยังไม่แพ้เลย อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า เขาสบโอกาสเอาคืนแมนฯยูไนเต็ดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อแข้งดัตช์ขบวนนี้มีผู้เล่นอย่าง เฟร็งกี้ เดอ ย็อง และ ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายปีศาจแดงในซัมเมอร์นี้ จนถึงปัจจุบันทั้งคู่ซึ่งตกเป็นข่าวว่าจะย้ายมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่อาจปิดดีลได้สักที โดยเฉพาะเคสของ ทิมเบอร์ ซึ่งมีนักข่าวที่ชื่อว่า มาร์เซล ฟาน เดอร์ คราน มาโหมเชื้อไฟให้ลุกหนักกว่าอีก มีการอ้างว่า ฟานกัล แจ้งกับ ทิมเบอร์ ไว้อย่างชัดเจน หากย้ายไปแมนฯยูไนเต็ด แล้วไม่ได้ลงเล่นทุกวีก มีโอกาสหลุดจากทีมชาติชุดลุยบอลโลกปลายปีนี้ได้ อีกทั้งก่อนหน้านั้นก็ให้สัมภาษณ์ไว้ในเชิงว่า คงไม่เป็นเรื่องฉลาดเท่าไรนัก หากจะเลือกเซ็นแมนฯยูไนเต็ด แน่นอนว่าแฟนผีมากมายไม่พอใจ มีการโพสต์โจมตีทางโซเชี่ยล ต่างเชื่อว่า ฟานกัล ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง จนทำให้พวกนักเตะเกิดความสับสน มันมีเหตุผลทำให้เราคิดได้ว่า ฟานกัล เกลียดแมนฯยูไนเต็ด รวมทั้งยังเคียดแค้นชิงชังจากเหตุการณ์ในอดีต แต่ถึงอย่างไรก็ดี ต่อให้เจอเสียงวิจารณ์ ฟานกัล ก็คงไม่สะทกสะท้านอะไรหรอก นี่คือคนที่ยึดมั่นในจุดที่ตัวเองยืนอยู่สูงมากๆ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ยังเป็นคนเดิมเสมอ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สงครามของสองบิ๊ก ]

สองวันก่อนมาร์ก้าสื่อใหญ่ของสเปน ออกมาเปิดเผยข้อมูลบางอย่างว่า วินิซิอุส จูเนียร์ ได้รับข้อเสนออันงดงามจากสโมสรแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นปารีส แซงต์ แชร์กแมง รายละเอียดในข้อเสนอคือไม่ให้ วินิซิอุส ขยายสัญญากับเรอัล มาดริด แล้วปล่อยให้หมดในซัมเมอร์ปี 2024 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า จากนั้นค่อยย้ายมาร่วมเปแอสเชแบบฟรีเอเจ้นท์ แล้วจะได้รับค่าตอบแทนมูลค่ามหาศาลปีละ 40 ล้านยูโรหรือตกสัปดาห์ล่ะ 830,000 ยูโร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากๆ มีการระบุเพิ่มว่าปารีสฯโทรมาหาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว หวังจะเกลี้ยกล่อมให้สำเร็จ แต่สุดท้าย วินิซิอุส ไม่ได้คล้อยตามและกำลังจะขยายสัญญากับมาดริดออกไปอีก คาดว่าจะได้บทสรุปเร็ววันนี้ เชื่อกันว่าเขาเลือกรับค่าจ้างราว 10 ล้านยูโรต่อปี บวกโบนัสด้วยก็ไม่น่าเกิน 12 ล้าน มันไม่ได้มากนักหรอกหากเทียบกับข้อเสนอจากฝรั่งเศส แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานของเรอัล มาดริด เป็นคนให้ข้อมูลดังกล่าวเอง แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อเปแอสเชออกมา แต่เอาเป็นว่ารู้กันอยู่ ไม่จำเป็นต้องพูดหรอก เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะถูกนำมาแฉในช่วงเวลาที่ วินิซิอุส ใกล้จะต่อสัญญามาดริดไปถึงปี 2026 หรือ 2027 เหมือนจะเป็นการเกทับกันไปในตัว เปเรซ อาจต้องการประกาศว่า เปแอสเชที่คิดว่ามีเงินแล้วยิ่งใหญ่นักหนา ไม่ได้หมายความว่าจะทำตามอำเภอใจได้หมด ขณะเดียวกันยังช่วยตอกย้ำความเป็นศัตรูคู่แค้นระหว่างมาดริดกับเปแอสเชให้แน่นยิ่งขึ้นอีก เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าสองทีมนี้คือไม้เบื่อไม้เมากัน มาดริดเองเพิ่งอกหักจาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เปลี่ยนใจไปต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั่นทำให้ เปเรซ และแฟนบอลราชันชุดขาวผิดหวังสุดๆ ทั้งที่กำลังจะได้มาร่วมทีมแบบไม่ต้องเสียค่าตัวสักยูโรเดียว เปเรซ ออกมาพูดถึง เอ็มบั๊ปเป้ ในทำนองว่าเห็นแก่เงินมากกว่า รวมทั้งยังเชื่อว่าเปแอสเชซึ่งได้เงินอุดหนุนจากกาตาร์เป็นพวกสเตททีม ซึ่งยังไงก็มีงบประมาณก้อนใหญ่กว่าไว้สำหรับใช้จ่าย ในขณะที่ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ประธานเปแอสเช ฉีกยิ้มกว้างอย่างคนมีความสุข ในวันแถลงข่าว เอ็มบั๊ปเป้ ยืดสัญญาออกไปอีก 3 ปี ราวกับว่าในรอยยิ้มซ่อนชัยชนะเอาไว้ด้วย นี่เป็นอีกครั้งที่ อัล เคไลฟี่ ทำสำเร็จ เพราะต้องไม่ลืมว่ามาดริดตามตอแย เอ็มบั๊ปเป้ มานานแล้ว หากย้อนกลับไปเมื่อซัมเมอร์ 2021 เปเรซ มีความพยายามอย่างมากจะปิดดีลให้ได้ ท่ามกลางกระแสข่าวน่าเชื่อถือ พร้อมทุ่มเงินค่าตัว 200 ล้านยูโรให้ไปเลย เป็นทีมอื่นเจอข้อเสนอบ้าคลั่งเช่นนี้ อาจใจอ่อนยอมไปแล้ว นักเตะก็เหลือสัญญาแค่ปีเดียว มีความเสี่ยงสูงต้องเสียฟรี แต่ไม่ใช่ อัล เคไลฟี่ ซึ่งยืนกรานต้องเก็บเอาไว้และจะไม่ยอมให้มาดริดมาแสดงอำนาจข่มเด็ดขาด มันเหมือนมีศักดิ์ศรีค้ำคอกันอยู่ เอ็มบั๊ปเป้ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของเปแอสเช ฉะนั้นคงยอมไม่ได้หากมาโดนลบเหลี่ยม ขณะเดียวกันหลังจาก เอ็มบั๊ปเป้ คอนเฟิร์มต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี มาดริดต้องมีคิวลงเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงกับลิเวอร์พูล แล้วพอคว้าชัยได้ครองแชมป์ขึ้นมา ถึงคราวของ เปเรซ จะตอบโต้คืนบ้าง คงเสียดายที่เห็นความสำเร็จของมาดริด เพราะชัดเจนแล้วว่าฟุตบอลที่เล่นเพื่อเป้าหมายของเกียรติยศเป็นอย่างไร คงอยากจะตะโกนให้ เอ็มบั๊ปเป้ ได้ยินชัดๆไปเลย อย่ามาเสียใจภายหลังแล้วกัน เห็นกันอยู่แล้วว่าใครๆก็อยากย้ายมามาดริด ที่การันตีความสำเร็จระดับเมเจอร์มาตลอด เมื่อ 5 วันก่อน เปเรซ ยังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เลย ซึ่งน้ำเสียงยังคงเจือความแค้นอยู่ "แน่นอนว่าผมยังเคารพ คีลิยัน รวมทั้งไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่าเขากับมาดริด จบลงแบบเด็ดขาดแล้ว" "ในอีก 3 ปีย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผมไม่อยากได้ เอ็มบั๊ปเป้ แบบที่เป็นเวอร์ชั่นนี้หรอก สภาพที่เห็นไม่เป็นที่ต้องการ ผมต้องการ คีลิยัน ที่แท้จริง" คล้าย เปเรซ ยังปักใจว่า มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ เอ็มบั๊ปเป้ เปลี่ยนไป ที่เคยคุยกันมาก่อนไม่ใช่อย่างปัจจุบันเลย รวมถึงตั้งใจจิกกัดด้วย ส่วนดีลของ โอเรเลียง ชูอาเมนี่ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อมาดริดปิดจ็อบสำเร็จด้วยค่าตัวร่วม 100 ล้านยูโร เป็นการเอาชนะทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมงและลิเวอร์พูลที่รุกเข้าหาเหมือนกัน "การเซ็นสัญญา ชูอาเมนี่ คือความสำเร็จครั้งใหญ่ของเรอัล มาดริดในซัมเมอร์นี้ รู้กันอยู่ว่าเขาตกเป็นที่สนใจของทีมอื่นไม่น้อย" "เท่าที่รู้มีคนพยายามชวน ชูอาเมนี เลือกย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง หนึ่งในนั้นคือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของฟุตบอล" "แต่ผมไม่อยากแคร์อะไรนักหรอก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชูอาเมนี่ ก็เลือกมาดริด" ดีลนี้ไม่ใช่แค่เสริมทัพมาดริดให้แกร่งขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเหมือนตอบโต้เอาคืน เอ็มบั๊ปเป้ และเปแอสเชด้วยเช่นกัน สองสโมสรนี้จึงประกาศสงครามกันอย่างเต็มตัว ไม่ใช่แค่ในสนามอย่างเดียว แต่ยังห้ำหั่นนอกสนามอย่างเข้มข้นอีกต่างหาก มาดริดล้มเปแอสเชได้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ชนิดพลิกความคาดหมาย เล่นเอา อัล เคไลฟี่ หัวร้อนสุดๆไปโวยผู้ตัดสินถึงห้องพัก เพราะเชื่อว่าเป่าเข้าข้างเจ้าถิ่น แผนการใหญ่ของเปแอสเชที่วางไว้ในทุกฤดูกาลคือครองเจ้ายุโรป แต่กลับไม่เคยไปถึงเลย ทั้งที่ทุ่มทุนมหาศาล ผิดกับมาดริดที่ทำให้ดูเหมือนง่ายดาย ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร เปเรซ ย่อมเอาจุดนี้มาเคลมได้ เช่นเดียวกับเรื่องการใช้เงินอย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ โปร่งใสชัดเจน ไม่เหมือนเปแอสเชที่มักโดนกล่าวหา นอกจากนี้ต้องไม่ลืมอีกว่า เปเรซ เองคือโต้โผใหญ่คิดก่อตั้งซูเปอร์ลีก ประกาศความเป็นศัตรูกับยูฟ่าอย่างไม่เกรงกลัว เรียกทีมใหญ่มากมายในยุโรปมาร่วมขบวน ก่อนมีการถอนตัวภายหลัง แต่เปแอสเชไม่ได้เข้าร่วมด้วย พร้อมยืนยันว่าไม่มีความคิดดังกล่าวเด็ดขาด ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้รับเทียบเชิญหรือไม่ จากนี้ไปคงต้องตามติดกันให้ดี การฟาดฟันชิงดีชิงเด่นของสองสโมสรนี้ที่มีผู้ทรงอิทธิพลในโลกลูกหนังอย่าง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ และ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ อยู่เบื้องหลัง ดูทรงแล้ว ได้ปะทะกันอีกแน่นอน ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความจริงที่ต้องยอมรับ ]

ตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ เปิดมาได้เกือบ 10 วันแล้ว แต่สถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ดขาเข้ายังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในขณะที่แฟนบอลยังรอลุ้นด้วยใจระทึกว่าคนแรกจะเป็นใคร แต่อีกทางก็เริ่มกังวลกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังอีกหรือเปล่า? ผู้บริหารทำงานกันจริงจังแค่ไหนกัน? -- คำถามเหล่านี้น่าจะวนเวียนอยู่ในความรู้สึก ย้อนกลับไปตอนแมนฯยูไนเต็ดประกาศแต่งตั้ง เอริก เทนฮาก เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ สร้างความตื่นเต้นกระชุ่มกระชวยกับบรรดาเร้ด อาร์มี่ไม่น้อยเลย ยิ่งไปกว่านั้นกุนซือดัตช์ ยังโชว์สปิริตฉีกสัญญาที่ยังเหลือ 6 สัปดาห์กับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เพื่อรีบมาทำงานให้เร็วที่สุด รู้กันอยู่ว่าปัญหาสารพัดรอให้สะสาง จะมาเต้นฟุตเวิร์ก มัวแต่ดูเชิงไม่ได้แล้ว นั่นทำให้กองเชียร์มองเห็นประกายความหวังเจิดจ้ามากกว่าเดิมซะอีก คงมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะฝ่ายบริหารและทีมงานหลายภาคส่วนก็ปรับปรุงกันขนานใหญ่ เรียกว่าแทบจะยกเครื่องกันเลย นอกจากนี้เมื่อได้ฟังแผนงานต่างๆ โดยเฉพาะจะมีผู้เล่นใหม่เข้ามาอย่างน้อย 4 คนด้วยกัน ก็แทบอดใจรอไม่ไหว อยากรู้ว่าจะมีใครมาเปิดตัวบ้าง แล้วตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ตลาดขาเข้ายังว่างเปล่า มีแต่ข่าวเพ่นพ่นเต็มไปหมด โยงกับผู้เล่นมากมาย นับแทบไม่หวาดไม่ไหว ยกเว้นข่าวปิดดีลได้สำเร็จ เราต่างรู้กันอยู่แล้วว่า เป้าหมายหลักของ เทนฮาก คือ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ซึ่งมีข่าวพัวพันกันนานมากๆ ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว พอเอาเข้าจริงยังคุยกันไม่ลงตัว จำได้ว่า เคราร์ โรเมโร่ นักข่าวคนดังชาวสเปน ซึ่งข้อมูลต่างๆมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เป็นคนแรกที่จุดประเด็น เฟร็งกี้ ขึ้นมา เขาโพสต์ไว้ว่า แมนฯยูไนเต็ดเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น เพื่อดึงมาร่วมทีม โดยมีการเจรจาแล้ว คาดว่าจะบรรลุในเร็ววัน แน่นอนว่าสื่อหลายสำนักก็เริ่มติดตามด้วยความสนใจ เพราะอย่างที่บอกนี่คือนักข่าวเทียร์ต้นๆ ดูแล้วงานนี้ไม่น่าพลาด แฟนบอลก็เนื้อเต้นต่างวาดภาพเห็น เฟร็งกี้ มาสวมยูนิฟอร์มปีศาจแดงแล้ว มีการวิเคราะห์กันมากมาย น่าจะเหมาะกับแท็คติกของ เทนฮาก อยู่แล้ว เพราะเคยร่วมงานที่อาแจ็กซ์มาก่อน ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดี มีคู่มือพร้อมใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพ หรือหากจะให้ดีควรหากองกลางอีกคนมาเสริม พลางคิดไปต่างๆนานาว่าควรเป็นใคร มิดฟิลด์เบอร์ 6 ที่มีอยู่ แทบไม่ไหวเลยจริงๆ แต่ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว เฟร็งกี้ ก็ยังเป็นข่าวกับแมนฯยูไนเต็ดแทบทุกวัน มีสัญญาณเตือนดีบ้าง แย่บ้าง บาร์เซโลน่าโก่งราคาบ้าง จนจับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกัน กระนั้นประเด็นที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือ ปฏิกิริยาของนักเตะ ซึ่งไม่ได้แทบแสดงให้เห็นว่าอยากจะย้ายมาสักเท่าไร ไม่นานมานี้เพิ่งเปิดใจไว้ด้วยว่า รู้สึกสบายดีกับสถานะปัจจุบัน คล้ายพอใจกับการเป็นผู้เล่นบาร์เซโลน่าอยู่แล้ว ซ้ำร้ายคือ เฟร็งกี้ อยากเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่างต่อเนื่องและแมนฯยูไนเต็ดไม่มีให้ ลำพังยูฟ่า ยูโรปา ลีกไม่เพียงพอหรอก ขณะเดียวกันฝ่ายบริหาร ก็อยากจะปรับกลยุทธ ไม่ต้องการใช้เงินฟาดเหมือนอย่างที่เคยเป็น การใช้จ่ายต้องสมเหตุสมผล ความยากลำบากในการเจรจาก็ยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว ต้องไม่ลืมว่าบาร์ซ่าซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ต้องการเงินก้อนใหญ่มาพยุงทีม การต่อรองจึงดุเดือดเข้มข้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ที่ประเด็นที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นในโซเชี่ยลก็คือ การย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดมีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้มเหลว เห็นกันอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในซีซั่นที่ผ่านมา หลุยส์ ฟานกัล กุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ ยังพูดเหมือนปรามๆไว้ ส่วนกูรูอีกไม่น้อยก็มองว่า มีสิทธิ์จะเอาชื่อมาทิ้งได้เลย แมนฯยูไนเต็ดในยุคนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น ประโยคนี้แฟนผีทั้งหลายได้ฟังย่อมเจ็บปวดไม่น้อย จากสโมสรที่เคยมีพลังดึงดูดผู้เล่นชั้นนำให้ย้ายมาร่วมทีม เพราะรู้เลยว่ายังไงก็มีความสำเร็จการันตีอยู่ ทุกอย่างตรงข้ามสิ้นเชิงในปัจจุบัน เราเคยได้เห็น โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ยอมทรยศอาร์เซน่อล กลายเป็นตัวร้ายในสายตาแฟนบอลมาแล้ว เพียงเพื่อแลกกับเหรียญรางวัลพรีเมียร์ลีกสักครั้งก็ยังดี เราเคยได้เห็น ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ประกาศเสียงดังฟังชัด ไม่ต้องการย้ายไปแมนฯซิตี้ ทั้งที่ตกลงกับทางท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไปแล้ว ตั้งใจย้ายสู่แมนฯยูไนเต็ดเท่านั้น เราเคยได้เห็น เวย์น รูนี่ย์ กระตือรือร้นอยากย้ายมาเป็นสมาชิกปีศาจแดง แม้หัวใจจะรักเอฟเวอร์ตันแรงกล้าแค่ไหน "สำหรับผมแล้ว หากมีข้อเสนอจากแมนฯยูไนเต็ดเข้ามา มันไม่อาจปฏิเสธได้เลย" -- เบอร์บาตอฟ เคยพูดไว้ ซึ่งนักเตะส่วนใหญ่ต่างก็เข้าใจดี อิทธิพลของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่สร้างสมมาหลายปี คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญ ใครต่างก็อยากร่วม ไมเคิ่ล คาร์ริค เล่าไว้เช่นกันว่า การได้ร่วมงานกับกุนซือที่เก่งมากๆอย่าง เฟอร์กี้ ถือเป็นรางวัลของชีวิตเลย คุณจะได้เรียนรู้หลายเรื่องอย่างคาดไม่ถึง นั่นอาจช่วยต่อยอดการเป็นโค้ชในอนาคตด้วย แน่นอนว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ แต่สำหรับแมนฯยูไนเต็ดในปัจจุบัน ทุกอย่างมันเร็วมาก ชนิดที่ว่าแฟนบอลมากมายยังทำใจไม่ได้เลย พวกเขาเพิ่งเสียนักเตะฟรีพร้อมกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ปอล ป็อกบา , เจสซี่ ลินการ์ด , ฆวน มาต้า , เอดินสัน คาวานี่ รวมทั้งฉีกสัญญา เนมานย่า มาติช ซึ่งหากขายในตลาดตามปกติรวมมูลค่าน่าจะนับร้อยล้านปอนด์ เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาดหาก เฟอร์กี้ ยังอยู่ การขยายสัญญาหรือขายทิ้งก่อนหน้าจะได้รับการเคลียร์เรียบร้อย ไม่ต้องมายึกยักจนทำให้เสียหายอย่างที่เห็น น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ เมื่อหันไปมองทีมอย่างแมนฯซิตี้หรือลิเวอร์พูล ที่ไม่ต้องตกเป็นข่าวอะไรเยอะ ปิดจ็อบผู้เล่นที่ต้องการไว้อย่างง่ายดาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็น เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ หรือ ดาร์วิน นูนเญซ ที่เคยโยงกับแมนฯยูไนเต็ดมาก่อน มันคือการตอกย้ำความจริงเรื่องดังกล่าว พลังของแมนฯยูไนเต็ดลดลงอย่างน่าใจหาย นั่นคือสิ่งที่ต้องยอมรับ ซึ่งคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งก็ไม่รู้อีกนั่นแหล่ะว่าเมื่อไร มันไม่มีคำตอบชัดเจน นอกจากรอคอยด้วยความหวังกันต่อไป ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ต้องรีบขายเพื่อหนี FFP ]

จากข้อมูลของ Telegraph Football ระบุเอาไว้ถึงสถานการณ์การเงินแมนฯซิตี้ที่จะต้องเจอในฤดูกาลต่อไป ชนิดที่ว่าคงต้องจับตามองใกล้ชิดกันเลย เพราะต้องระวังทุกฝีก้าวเกี่ยวกับการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือย จนมีสิทธิ์จะโดนกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปฟาดเปรี้ยงเอาง่ายๆ ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน พวกเขาเกือบโดนแบนจากการเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นเวลา 2 ปีด้วยกัน หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎการเงินตามที่กำหนดไว้ พร้อมโดนปรับอีก 30 ล้านยูโร นอกจากนี้ยังไม่ยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบอีกต่างหาก เหมือนรู้ว่ามีความผิดจริง โดยเฉพาะเรื่องเงินที่มาจากสปอนเซอร์หลักที่อัดฉีดเม็ดเงินมากเกินปกติ ความไม่โปร่งใสนี่เองที่ย้อนกลับมาเล่นงานแมนฯซิตี้ การถูกแบนจากถ้วยยุโรปถือว่าเป็นความผิดหนักหนาเอาเรื่อง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ช่วงดังกล่าวที่กำลังเผชิญกับวิกฤตนั้น เคยมีความคิดจะลาออกอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อจัดการยื่นอุทธรณ์ ปรากฎว่าศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาหรือ CAS ตัดสินให้พ้นจากโทษเดิม เหลือเพียงแค่ปรับเงินเพียง 10 ล้านยูโรเท่านั้น ท่ามกลางความกังขาของคนในวงการมากมาย แมนฯซิตี้จึงหลุดจากบ่วงกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหนีไปได้ตลอด ยังไงกฎ FFP ก็ยังคงจ้องตามราวีเหมือนเดิม ล่าสุดตามรายงานจากเทเลกราฟ ยืนยันว่าการใช้เงินก้อนใหญ่เกือบ 55 ล้านปอนด์ คว้าตัว เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ มาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ พร้อมประเคนค่าจ้างสัปดาห์ละเกือบ 400,000 ปอนด์ ทำให้โดนเพ่งเล็งอีกครั้ง ยังมีกระแสข่าวตามมาด้วยอีกว่า แมนฯซิตี้เตรียมขยับทาบทาม คัลวิน ฟิลลิปส์ จากลีดส์ ยูไนเต็ด มาพยุงในแดนกลางทดแทน แฟร์นันดินโญ่ จอมเก๋าที่ยืนยันอำลาทีมเรียบร้อย ดีลนี้อาจต้องใช้งบไม่น้อยกว่า 50 ล้านปอนด์ อาจถึง 60 ล้านเลยทีเดียว เพราะนี่คือแข้งอนาคตไกลทีมชาติอังกฤษ ยังไงก็ต้องโดนโก่งหนักธรรมดา แล้วยังต้องจ่ายค่าเหนื่อยก้อนโต ซึ่งคาดว่าจะตกราว 200,000 ปอนด์ต่อวีกอีก นั่นยิ่งน่าเป็นห่วงเรื่อง FFP มากยิ่งขึ้น ร้อนแรงยิ่งกว่านั้น เห็นจะเป็นการให้สัมภาษณ์ของ ฆาเบียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ที่พยายามเรียกร้องให้ยูฟ่าเดินหน้าตรวจสอบแมนฯซิตี้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่าน่าจะมีบางอย่างซุกอยู่ใต้พรม ยังไงการใช้เงินแบบมือเติบในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะโปร่งใสอยู่แล้ว "ลาลีกาเชื่อว่าการใช้เงินของทั้ง 2 ทีมไม่น่าปกติ เงินที่ได้มาจากการผ่านสัญญาจากสปอนเซอร์ รวมทั้งสัญญาในรูปแบบอื่นอีกที่น่ามีเงื่อนงำ" "เราต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาต่อวงการฟุตบอล นี่มันเป็นการทำลายแน่นอน เพราะเงินเหล่านี้ที่พวกเขาใช้จ่าย ไม่ได้เกิดจากฟุตบอลอย่างแท้จริง" ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เตบาส ออกมาตีปี๊บเช่นนี้ จะต้องสร้างความไม่พอใจให้แมนฯซิตี้และเปแอสเชอย่างแน่นอน ยิ่งซิตี้ด้วยแล้ว ที่เหมือนมีชนักติดหลัง รอดมาได้อย่างหวุดหวิดเมื่อ 2 ปีก่อนจากคดีเก่า มันเพิ่มความวิตกกังวลหนักขึ้น รายของเปแอสเชนั้น กำลังถูกจับตามองเรื่องการใช้เงินก้อนโตเพื่อมัดใจ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ให้ขยายสัญญา ยินดีอยู่กับสโมสรต่อไปอีก 3 ปี ทั้งที่ควรจะเสียให้เรอัล มาดริด แบบไม่มีค่าตัวอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้โดนเพ่งเล็งหรือถูกแสงสปอร์ตไลต์ส่องมากเกินไป การซื้อหรือใช้เงินแบบฟุ่มเฟือย ก็ต้องมาควบคู่กับการขายออก เพื่อโชว์ให้เห็นว่ามีรายได้เข้ามาเช่นเดียวกัน หากซิตี้ซึ่งได้ทั้ง ฮาแลนด์ และ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ มาเพิ่มแสนยานุภาพเกมรุก อีกทั้งล็อกเป้าอย่าง ฟิลลิปส์ ไว้เรียบร้อย ก็ต้องเตรียมผ่องถ่ายผู้เล่นบางคนเช่นเดียวกัน แผนคร่าวๆก็คือ กาเบรียล เชซุส คงจะถูกปล่อยออกไป โดยเหลือสัญญาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นถึงซัมเมอร์หน้า ถ้าไม่ต่อก็รอเสียฟรี คาดว่าเรือใบกำลังพิจารณาข้อเสนอจากหลายสโมสรที่มีเข้ามา โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกทั้งอาร์เซน่อลและเชลซี 2 ทีมดังมาเอี่ยวด้วย เช่นเดียวกับเรอัล มาดริด ซึ่งอกหักมาจาก เอ็มบั๊ปเป้ สิ่งที่ผู้บริหารซิตี้ต้องทำก็คือ ดึงค่าตัว เชซุส ให้ขึ้นสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่น้อยกว่า 45 ล้านปอนด์ เชื่อว่าใกล้เคียงตัวเลขดังกล่าวแน่ๆ นอกจากนี้ยังมี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งสัญญาเหลือแค่ปีเดียวเช่นกัน ยังไงก็ไม่มีแนวโน้มขยายแล้ว ต้องขายออกให้ได้เลยในตลาดปัจจุบัน ว่ากันตามหน้าเสื่อ ตัวเลขอาจไม่น้อยกว่า 50 ล้านปอนด์ ด้วยความเป็นนักเตะอังกฤษ ตัวหลักทีมชาติด้วย มูลค่าดูสูงเป็นเงาตามตัว สองคนนี้มัดรวมกันต้องมีถึง 100 ล้านปอนด์ เพื่อจะได้เพิ่มสมดุลรายรับรายจ่าย ไม่ใช่มีแต่ออกอย่างเดียว แต่จากการคำนวณของ Telegraph Football ยังไม่เพียงพอหรือปลอดภัยถึงขั้นสบายอกสบายใจได้นัก ซิกิ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการคงต้องปรึกษากับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพื่อหาทางปล่อยผู้เล่นบางคนออกอีก เราถึงเซอร์ไพรส์ที่ได้ยินข่าว อิลคาย กุนโดกัน เตรียมแพ็กกระเป๋าย้ายนั่นเอง ชอยส์นี้มี กุนโดกัน , เนธาน อาเก้ และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ มาเกี่ยวข้อง โดยจะเป็นใครคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ ซึ่งค่าตัวจะต้องประมาณ 30-40 ล้านปอนด์แน่ๆ จากนั้นขาย เกวิน บาซูนู ผู้รักษาประตูวัย 20 ปี ซึ่งเฝ้าเสาให้ทีมชาติไอร์แลนด์ชุดใหญ่ไปแล้ว 10 นัดอีกรายได้ 12 ล้านปอนด์จากเซาธ์แฮมป์ตัน เพราะมีทั้งดีกรีและฝีมือ ยานเกล เอร์เรร่า กองกลางพันธุ์ดุอีกคน ที่ปล่อยยืมมาตลอด 4 ปีหลังและมีประสบการณ์พอตัวในเวทีลาลีกา ก็น่าจะโดนขายขาดเช่นเดียวกัน ก็ได้อีกสัก 15 ล้านปอนด์ เมื่อนำไปรวมกับที่ปล่อย เฟร์ราน ตอร์เรส ไปยังบาร์เซโลน่า 50 ล้านปอนด์ ดูแล้วคงผ่านขวากหนามนี้ไปได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า หลังได้ตัว ฮาแลนด์ มาเรียบร้อย บอร์ดบริหารซิตี้ยังประกาศอีกว่า มีบิ๊กเนมมาเพิ่มอีกชัวร์ 2 คน คอยติดตามกันดูได้เลย เมื่อดูจากทางออกต่างๆแล้ว ปัญหาของทีมใหญ่มันดูแก้ไขไม่ยากหรอก ในเมื่อมีทุนรอนก้อนโตและทรัพย์สินมากมายในมือ ยังไงก็จัดการเคลียร์เรียบร้อย เพียงแต่ต้องอย่าล้ำเส้นผิดกฎอีกเท่านั้น ที่สำคัญต้องโชว์ด้วยว่า ใช้เงินให้มีความสมดุลจริง รวมถึงแจ้งบัญชีอย่างถูกต้อง หากถูกกล่าวหาแล้วโดนสอบสวนว่ามีความผิด จะดิ้นลำบากแล้ว พลาดคราวนี้คุณอาจเสียหายหลายอย่าง รวมถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งมีส่วนสำคัญนำเรือใบมาไกลขนาดนี้ด้วย ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แรงกระเพื่อมจากสเปอร์ส ]

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในเร็วๆนี้กองเชียร์ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์จะได้ต้อนรับสองสมาชิกใหม่ ที่กำลังจะย้ายมาร่วมทัพ คนแรกเพิ่งตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่กี่วันก่อนคือ อีฟส์ บิสซูม่า กองกลางจากไบรท์ตัน ซึ่งคาดว่าค่าตัวไม่น้อยกว่า 25 ล้านปอนด์ บางแหล่งข่าวบอก 30 ล้านปอนด์เลยก็มี อีกคนคือ เจด สเปนซ์ แบ็กขวาจอมทะลวงจากมิดเดิลโบรช์ ซึ่งซีซั่นที่แล้วถูกยืมไปช่วยน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จนเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังพาเลื่อนสู่พรีเมียร์ลีกสำเร็จ นับตั้งแต่ปี 1999 เมื่อบวกกับ อิวาน เปริซิช และ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ที่ได้มาแบบฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว นั่นหมายความว่าแทบจะมีแข้งป้ายแดงไว้แล้ว 4 คนด้วยกัน ในขณะเดียวกันเป็นการช่วยยืนยันน้ำหนักอนาคตของ อันโตนิโอ คอนเต้ คงจะปักหลักอยู่กับทีมแน่นอน แม้จะมีกระแสข่าวก่อนหน้าว่ารอถกฝ่ายบริหารอีกครั้งจะเอาอย่างไร ชัดเจนเลยก็คือ เปริซิช เป็นอดีตลูกทีมตั้งแต่สมัยร่วมกันไล่ล่าความสำเร็จที่อินเตอร์ มิลาน น่าจะเป็นความต้องการของ คอนเต้ เองเลย เพราะรู้มือรู้ใจกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การจบด้วยอันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่การันตีได้เลย มันหมายถึงตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสเปอร์สอยู่แล้ว ฝ่ายบริหารของไก่เดือยทองรู้ดีว่า หากต้องการประสบความสำเร็จหรืออย่างน้อยทำผลงานได้ตามธงที่ปักเอาไว้ ต้องพยายามเก็บ คอนเต้ เอาไว้ให้ได้ แม้จะรู้ดีถึงพื้นฐานทางอารมณ์ของกุนซือรายนี้ก็ตาม เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วด้วยผลงานเพียวๆ ไม่มีอย่างอื่นมาเกี่ยวข้อง ต่อให้บางคราวอาจจะสัมภาษณ์โผงผาง กระทบเบื้องบนไปบ้าง ก็พอจะให้อภัยกันได้ ตอน คอนเต้ มารับงานเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สเปอร์สร่วงไปอยู่อันดับ 9 ว่ากันตามตรง โอกาสจะได้ท็อปโฟร์แทบไกลเกินเอื้อมเลยทีเดียว เพราะมาในช่วงกลางคัน แทบไม่มีเวลาปรับตัวหรือศึกษาอะไรสักเท่าไร ต้องลงมือทำงานเลยทันที ปัญหาก็มีมากมาย คงแก้ไขให้หมดไม่ได้ภายในเวลาสั้นๆ คอนเต้ ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก ค่อยๆซ่อมแซมปะผุโมดิฟายสภาพทีมตามที่ต้องการ โดยอาศัยการเสริมทัพในช่วงตลาดมกราคมมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย แม้ความจริงจะไม่ได้ผู้เล่นตามเป้าก็เถอะ เริ่มจากวิธีการเล่น ยี่ห้อนี้แล้วต้องยึด 3 เซ็นเตอร์แบ็กเป็นหลักเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา จากนั้นก็พัฒนารูปแบบการเข้าทำให้หลากหลาย รวมถึงความสำคัญของวิงแบ็กทั้งสองข้าง ที่ต้องคอยสนับสนุนเต็มสูบ แฮร์รี่ เคน ซึ่งดูไม่ค่อยดีในช่วงต้นซีซั่น คล้ายว่าใจที่ลอยไปอยู่แมนฯซิตี้ช่วงซัมเมอร์ ยังไม่ลอยกลับคืนมา ก็ฟื้นเป็นตัวของตัวเอง ประสานงานกับ ซน ฮึง มิน สมเป็นดูโออันตราย ช่วยกันยิงและจ่ายกระจุย นั่นคือส่วนสำคัญผลักดันให้ ซน บันทึกประวัติศาสตร์ กลายเป็นแข้งเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลดาวซัลโวสูงสุดพรีเมียร์ลีกอีกต่างหาก อีกส่วนที่ช่วยสนับสนุนคือการมาของ เดยัน คูลูเซฟสกี้ ซึ่งในช่วงแรกๆ ยิด อาร์มี่ไม่น้อยตั้งคำถามว่าจะไหวหรือเปล่า เพราะดูแล้วไม่น่าเหมาะกับฟุตบอลอังกฤษที่เร็วและดุดันสักเท่าไร ปรากฏว่าใช้เวลาไม่นาน ปรับตัวรวดเร็วมาก เบียดจนทาง ลูกัส มูร่า หลุดจากแนวรุกหลัก กลายเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ร่วมงาน เคน และ ซน ลงตัวอย่างน่าทึ่ง 5 ประตู 8 แอสซิสต์ จากจำนวน 18 นัดในพรีเมียร์ลีก ย่อมรับประกันได้อย่างดีถึงความยอดเยี่ยม เกินกว่าที่แฟนสเปอร์สคาดไว้ ในแดนกลางการมาของ โรแบร์โต้ เบนตานกูร์ ก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเช่นกัน จากเมื่อก่อนเป็น แฮร์รี่ วิงค์ส ที่ดูแล้วไม่ค่อยดุดันทรงพลังเท่าไรนัก ก็ทำให้เกิดสมดุลแผงมิดฟิลด์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ผนึกกับ ปิแอร์ เอมิล ฮอยแบร์ก สองคนนี้เป็นนักเตะที่บ่งบอกแคแรคเตอร์กุนซืออย่าง คอนเต้ ได้เลย รวมถึงให้โอกาส แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ จนกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในตำแหน่งแบ็กจอมลุย มีส่วนกับประตูพอสมควร จนยิด อาร์มี่เรียกขานว่า "โดเฮอร์ตี้ คาร์ลอส" กันแล้ว เครดิตของ คอนเต้ ยังต้องนับการพัฒนาศักยภาพของ คริสเตียน โรเมโร่ ให้มีขีดความสามารถมากยิ่งขึ้น จนก้าวสู่การแบกรับภาระเกมรับได้ แม้จะยังมีจุดโหว่บ้างก็ตาม นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่มีข่าวว่าฝ่ายบริหารพร้อมสนับสนุนงบประมาณให้ คอนเต้ ใช้จ่ายอย่างสบายมือในตลาดซัมเมอร์นี้ โจ ลูอิส ผู้ถือหุ้นใหญ่แห่ง ENIC ยินดีควักทุนส่วนตัวให้เอามาจับจ่ายก่อน ไม่ต้องไปผ่านการกู้ให้สิ้นเปลืองดอกเบี้ย เพราะเห็นแววว่าจะไปได้สวยในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งเป็นการตอบแทนกุนซืออิตาเลี่ยนด้วย นอกจากนี้โปรเจคต์ใหญ่ระยะสั้นของสเปอร์สก็น่าสนใจเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อสังเวียนแข้งแห่งใหม่เปิดใช้ได้เต็มรูปแบบทุกสัดส่วน หมายถึงรายได้มหาศาลจะหลั่งไหลเข้ามา เช่นเดียวกับยิด อาร์มี่ทั้งหลายยินดีจ่ายค่าซีซั่นทิคเก็ตหรือตั๋วปี คาดการณ์ได้เลยว่าแมตช์เหย้าที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยมต้องแน่นทุกนัด อาจไม่ต้องคิดถึงการขายชื่อสนามเลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬา ก็ทำงานรู้ใจกับ คอนเต้ เป็นอย่างดี ด้วยความสัมพันธ์ทุนเดิม จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย ปาราติชี่ ทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามปิดดีลสำคัญให้ได้ ไม่ทันไรกำลังจะรวบแล้ว 4 คน อย่างที่บอกเอาไว้ บิสซูม่า จะเสริมให้แดนกลางแน่นขึ้นอีก ลองนึกภาพยืนเคียงข้างฮอยแบร์ก หรือ เบนตานกูร์ ทั้งหมดนี้จะสลับกันเล่นหรือลงพร้อมกันเลยก็แล้วแต่แท็คติก ในขณะที่ เปริซิช ที่ทั้งครบเครื่องและโชกโชน จะเป็นทางเลือกตรงวิงแบ็กซ้ายที่เคยทำได้ดีกับอินเตอร์ มิลาน รวมถึงขยับเข้าในไปเล่นตัวรุกก็สบายมาก ส่วน สเปนซ์ อาจดูใหม่หน่อย ไม่เจนเวทีเท่าไรนัก แต่เรื่องความห้าวหาญหัวจิตหัวใจแทบไม่ต้องห่วงเลย คอนเต้ น่าจะศึกษามาดีแล้ว ถึงเตรียมรวบมาในเร็ววันนี้ แน่นอนว่าแค่ 4 รายยังไม่น่าพอหรอก หากเป้าหมายคือเขย่าแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูล ต้องเอาให้ปึ้กกว่านี้อีก เซ็นเตอร์แบ็กชั้นนำอย่าง อเลสซานโดร บาสโตนี่ ที่ตกเป็นข่าวพัวพันหนัก รวมทั้ง ริชาร์ลิซอน ที่จะมาเพิ่มมิติแนวรุก ล้วนเป็นคำตอบที่น่าพอใจเลย สำหรับแฟนไก่เดือยทองแล้ว พวกเขาคงอดตื่นเต้นที่จะรอฤดูกาลเปิดไม่ไหว นับตั้งแต่มี คอนเต้ เป็นไม้หลักปักค้ำยัน ทุกอย่างค่อยๆก้าวไปข้างหน้าแท้จริง ดังนั้นอย่าแปลกใจหากสเปอร์สจะกลายเป็นคลื่นกระเพื่อมที่แรงพอสำหรับท้าทายแชมป์พรีเมียร์ลีก ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117