breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ความจริงมันโหดร้ายกว่า ]

3 วันก่อนหน้าที่มีข่าวว่า เมสัน กรีนวู้ด รอดพ้นจากคดีใหญ่ ไม่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาอีกต่อไป หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง 3 ข้อกล่าวหา บรรดาแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด ต่างเนื้อเต้นกันถ้วนหน้า หลายต่อหลายคนคาดหวังว่า อีกไม่นานนี้จะได้เห็นกองหน้าลูกหม้อของทีมหวนกลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง เรื่องนี้เข้าใจไม่ยากหรอก กรีนวู้ด คือหนึ่งในขวัญใจของกองเชียร์ เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของสโมสร ย้ายเข้ารั้วมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก่อนจะใช้ทั้งพรสวรรค์และความบากบั่น ก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น อีกทั้งฉายแววอย่างเด่นชัด จนถูกคาดหมายว่าต้องดังเป็นพลุแตกในอนาคตอันใกล้ ประตูสู่ซูเปอร์สตาร์เปิดอ้ารอต้อนรับอยู่แล้ว กรีนวู้ด คือดาวซัลโวที่เต็มไปด้วยสัญชาติญาณ ยิงได้คมกริบทั้งซ้ายและขวา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากมากๆ แม้กระทั่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังเอ่ยปากชมเลยว่า เจ๋งสุดกว่ารุ่นพี่ทุกคนในจังหวะปิดสกอร์ แฟนๆย่อมอยากเห็นเขาเติบโตกับสโมสร ได้ดิบได้ดีกลายเป็นเสาหลักนำความสำเร็จกลับคืนมาอีกครั้ง กระทั่งต้นปีที่แล้ว เกิดข่าวร้ายอย่างคาดไม่ถึง เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลว่า กรีนวู้ด ทำร้ายร่างกาย แฮร์เรียด ร็อบสัน แฟนสาวจนถึงขั้นเลือดตกยางออก พร้อมทั้งภาพและคลิปเสียงประกอบหลักฐานด้วย หลังจากผ่านการสอบสวนเบื้องต้น กรีนวู้ด โดนตั้ง 3 ข้อกล่าวหา ทั้งพยายามข่มขืนกระทำชำเรา บังคับขมขู่จิตใจและทำร้ายร่างกาย เรียกว่าหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว ระหว่างที่นักเตะกำลังอยู่ในช่วงการสอบสวน แมนฯยูไนเต็ดไม่มีทางเลือกมากกว่าต้องตัดชื่อออกจากทีมเป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะได้บทสรุปที่ชัดเจนนั่นเอง สาวกไม่น้อยยังคงพยายามติดตามอัพเดตว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นบ้างหรือเปล่า แต่ก็เริ่มหมดหวังแล้ว บางรายทำใจยากคงจะกลับมาได้ กระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปราว 1 ปี อัยการไม่สั่งฟ้อง ยุติการสอบสวนเพียงเท่านี้ ด้วยเหตุผลว่า พยานถอนตัวให้ปากคำและหลักฐานอ่อนเกินไป ไม่มีน้ำหนักมากเพียงพอ หมายความว่า กรีนวู้ด รอดพ้นจากคดีนี้เรียบร้อย เสียงเฮแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดดังสนั่น ไม่คิดฝันว่าทำไมจู่ๆมันจบง่ายดายอย่างนี้ แน่นอนบางส่วนตั้งเป้าไว้เลยว่า อีกไม่นานคงได้เห็น กรีนวู้ด กลับมาวาดลวดลายล่าตาข่ายอีกครั้ง พ้นมนทินไม่มีอะไรต้องน่ากังวลอีก หนักกว่านั้นถึงขั้นเชื่อว่า เดี๋ยวสักปลายเดือนมีนาคมหรือเมษายน อาจได้เห็นคัมแบ็กอย่างเป็นทางการ นักเตะน่าจะรักษาความฟิตมาอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่หายหน้าไป แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเลยสักนิด นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์หรือนิยาย แต่มันคือโลกความจริง หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง แมนฯยูไนเต็ดก็เคลื่อนไหวเลย โดยมีแถลงการณ์ว่า คดีอาจจะสิ้นสุดแล้ว แต่สโมสรยังต้องสอบสวนตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป พร้อมกันนั้นก็มีข่าวว่า กรีนวู้ด จะไม่ได้กลับมาซ้อมร่วมกับทีมในเร็ววันนี้แน่ อย่างน้อยต้องรอทางแมนฯยูไนเต็ด ไต่สวนตามแนวทางของพวกเขาให้เรียบร้อยก่อน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แมนฯยูไนเต็ดจำต้องรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสโมสรไว้ในเบื้องต้น อีกทั้งต้องรอดูปฏิกิริยาของแฟนบอลด้วย ที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกันก็คือ การทำร้ายร่างกาย โดยเฉพาะเคสนี้ที่คุณเป็นคนดังและเล่นงานคนที่อ่อนแอกว่า มันละเอียดอ่อนอย่างมาก ต่อให้อัยการไม่สั่งฟ้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเชื่อในความบริสุทธิ์ นอกจากนี้หาก กรีนวู้ด ได้กลับมาลงเล่นอีกครั้งจริงๆ ยิ่งต้องระวังการนำเสนอจากสื่อ ซึ่งไม่ว่าอย่างไรผลกระทบเชิงลบย่อมมากกว่าอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแฟนบอลทีมอื่น ต้องรวมหัวกันต่อต้านอย่างไม่ต้องสงสัย เจมี่ แจ็คสัน นักข่าวของเดอะ การ์เดี้ยน ผู้ที่คลุกวงในแมนฯยูไนเต็ดให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เจ้าหน้าที่ของสโมสรเกิดเสียงแตกสองฝั่ง มีบางส่วนเชื่อว่าไม่ควรให้ กรีนวู้ด กลับมาสู่ทีมอีกแล้ว ด้าน โจเอล กับ อัฟราม สองศรีพี่น้องตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของสโมสรก็เริ่มหวั่นใจ หากไฟเขียวให้คัมแบ็กจริง มันอาจส่งผลกับภาพลักษณ์ของทีม แบรนด์มูลค่ามหาศาลอาจเสียหายเอาได้ รวมทั้งบรรดาพาร์ทเนอร์หรือพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก อาจไม่แฮปปี้เท่าไรนัก เพราะพวกเขาไม่ได้คาดหวังแค่ผลงานในสนาม แต่เรื่องอิมเมจที่เป็นไปในทิศทางบวกก็สำคัญมากด้วย ตอนนี้คาดว่ากำลังชั่งน้ำหนักอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี ซึ่งคงใช้เวลากันพอสมควรอยู่แล้ว ในขณะที่ เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีม เลี่ยงบาลีในการตอบคำถามสื่อ ไม่คอนเม้นต์อะไรทั้งสิ้น นอกเหนือจากว่ายืนยันตามแถลงการณ์ของสโมสรนั่นเลย น่าเป็นห่วงไม่น้อยกว่าก็คือ สภาพจิตใจของ กรีนวู้ด ซึ่งปกติค่อนข้างอ่อนไหวและเปราะบางอยู่แล้ว เคยถึงขั้นตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า จนต้องพึ่งจิตแพทย์ช่วยเหลือ ตอนนั้นเขาสูญเสียเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกัน จากไปด้วยสาเหตุของโรคดังกล่าว ทำเอาความรู้สึกดิ่งมากๆ ถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนกระทบมาถึงการซ้อมและลงสนาม แล้วเคสที่กำลังเผชิญหน้าในเวลานี้ ยังไงก็หนักกว่าอยู่แล้ว กรีนวู้ด คงต้องเยียวยาเข้ารับการรักษาด้วย ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูร่างกายที่ห่างหายไปนานกว่า 1 ปีให้กลับเข้าที่เข้าทางอย่างเดียว อย่าว่าแต่ในฤดูกาลนี้เลย หากจะลุ้นกลับมาคืนสังเวียนอีกภายในปีนี้ ก็ยังว่าลำบากแล้ว อนาคตบนถนนสายแข้งอาชีพ อาจยังไม่จบลงหรอก แต่ยังไงก็ต้องใช้เวลา สำคัญที่สุดเลยก็คือ ตัวนักเตะเองนี่แหล่ะว่าพร้อมแค่ไหนเพื่อลุกขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ใช่ว่าจะสนับสนุนให้กำลังเสมอไป สถานการณ์ของ กรีนวู้ด อาจดีขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก ติดตามดูกันต่อไป ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างหลังจากนี้ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ใครว่าเขาโชคร้ายและไร้ค่า ? ]

ทางสโมสรแมนฯยูไนเต็ดยืนยันแล้วว่า ฟิล โจนส์ จะไม่มีส่วนร่วมกับทีมที่เหลืออีกในฤดูกาลนี้ ชื่อของเขาโดนตัดออกจากโปรแกรมทั้งหมด โจนส์ จะไม่มีสิทธิ์ลงเล่นเกมทุกรายการในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก เอฟเอ คัพหรือว่าลีกคัพ รวมถึงยูฟ่า ยูโรปา ลีก ซึ่งยังคงอยู่บนเส้นทาง มีลุ้นทั้งหมด นั่นหมายความว่า เกมสุดท้ายที่เขาลงเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด คือพรีเมียร์ลีกเจอเบรนท์ฟอร์ด เมื่อ 5 พฤษภาคมปีที่แล้ว โดยถูกเปลี่ยนลงมายืดเส้นยืดสายใน 15 นาทีสุดท้ายก่อนถล่ม 3-0 เพราะสัญญาของ โจนส์ จะหมดลงในซัมเมอร์ที่จะถึง แม้จะมีอ็อปชั่นกันเหนียวไว้ 1 ปี แต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกนำมาใช้ เขาน่าจะกลายเป็นแข้งฟรีเอเจ้นท์อย่างสมบูรณ์แบบ ย้อนกลับไปเมื่อซีซั่นที่แล้ว โจนส์ ได้รับโอกาสจาก ราล์ฟ รังนิก ให้ลงเล่นเป็นตัวสำรองพอสมควร ในช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อกันว่าเป็นการตอบแทนความพยายามอย่างหนัก เพื่อเรียกความฟิตกลับมา อย่างไรก็ดีอาการบาดเจ็บหลายส่วน เข้าขั้นเรื้อรังฝังรากลึก มันยากที่จะรักษาหายขาด นั่นส่งผลให้สภาพร่างกายฟิตไม่เพียงพอ จึงไม่ผ่านเกณฑ์ของ เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งเพิ่มความเข้มข้นลงไปมากกว่าเดิม แฟนบอลไม่น้อยเห็นใจ โจนส์ ที่โชคชะตาเล่นตลก มันน่าเห็นใจมาก ไม่ว่าใครก็ตามต้องมาเผชิญกับสถานการณ์อย่างนี้ อย่างน้อยเขาก็แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นเสมอมา ทำทุกทางเพื่อป้องกันไม่ให้ทีมเสียประตู ถึงขั้นเสี่ยงใช้ศีรษะเคลียร์บอลบนพื้น ก่อนที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ จะสับไกในเกมเจออาร์เซน่อล หลายคนยังจำภาพเหตุการณ์นั้นได้อย่างดีเลย ลองนึกดูว่าช็อตดังกล่าวถ้า ชิรูด์ เผลอหวดเปรี้ยงขึ้นมา แล้วโดนเข้าเต็มๆ คงน่าสยดสยองไม่น้อย แต่กองเชียร์บางรายมองว่า โจนส์ ไม่คู่ควรกับการได้สัญญาฉบับใหม่ ซึ่งขยายลากยาวมาจากปี 2019 จนมาถึง 2023 ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า เป็นนักเตะประเภทกระดูกเปราะ เจ็บง่ายมาก เล่นไม่กี่นัดก็ต้องขึ้นเตียงพยาบาลแล้ว จะไปต่อสัญญาให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองทำไม กระนั้นหากจะหาใครผิดจริง ก็ต้องโทษผู้บริหารสโมสรนั่นแหล่ะ ในยุคของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด เป็นซีอีโอ มักจะทำอะไรพิลึกพิลั่น ชนิดที่ว่าทีมอื่นไม่ทำกัน ต้นปี 2019 แมนฯยูไนเต็ดตัดสินใจยืดสัญญา โจนส์ ไปอีก 4 ปี พร้อมมีอ็อปชั่นเผื่อไว้อีก 1 ปี ท่ามกลางความแปลกใจ ในเมื่อนักเตะเจ็บสม่ำเสมอ ลงเล่นแทบจะนับนาทีได้ มีเรื่องเล่าด้วยว่า ในระหว่างที่มีการเจรจาสัญญากัน ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แจกแจงไว้ด้วยว่า เมื่ออยู่ครบ 10 ปี จะมีการจัดเทสติโมเนี่ยลแมตช์หรือเกมเกียรติยศให้ด้วยตามธรรมเนียม โจนส์ ย้ายมาตั้งแต่ปี 2011 ในยุคเฟื่องสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หากอยู่จนครบเทอม ยังไงก็เกิน 10 ปีอยู่ สมควรจะได้รับ อย่างไรก็ตามเขาพูดในเชิงปฏิเสธ เหมือนจะติดตลกไปในตัวว่า ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ของผม คงไม่มีใครอยากเสียเงินมาดูหรอก ใครที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกหดหู่ทั้งนั้น แต่ตัวเขาเองเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรง ไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองให้เสียความรู้สึก ครั้งหนึ่งระหว่างที่เดินเล่นอยู่ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์กับครอบครัว อันหมายถึงลูกสาวอีก 2 คน มีชายคนหนึ่งตะโกนด่าว่าอย่างหยาบคาย เพราะเจ็บไม่เคยหายสักที เหมือนเป็นกาฝากเกาะกินเลือดกินเนื้อสโมสรและเพื่อนร่วมทีม ใครเจอเข้าอย่างนี้ยังไงก็เจ็บจนจุกแน่ๆ แต่สำหรับเคสดังกล่าวมันหนักยิ่งกว่าอีก เพราะโดนต่อหน้าภรรยาและลูกๆ โดยเฉพาะเด็กๆที่ควรมีผู้ปกครองเป็นแรงบันดาลใจ แม้คนใกล้ตัวมากมาย ไม่ว่าครอบครัวหรือเพื่อนสนิทมิตรสหายจะเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กับลูกซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ เพื่อเรียนรู้กับเรื่องเหล่านี้ คนเป็นพ่อย่อมปวดใจมากกว่าใคร ในขณะเดียวกันตามโลกโซเชี่ยล เราจะเห็นพวกแฟนบอลเกรียนๆทั้งหลาย นำรูปหน้าของเขา ซึ่งบางครั้งออกอาการเหยเกเกินไป จนดูเหมือนตลกเอามาทำ Meme แต่งให้ดูฮามากขึ้นไปอีก เมื่อเสริมด้วยอาการบาดเจ็บที่ตามรังควานไม่เคยหายขาด สถานะของเขาจึงไม่แตกต่างจากพวกตัวตลกทั่วไป ใครเห็นรูปตามสื่อต่างๆ ก็อำกันสนุกปาก คอมเมนต์กันจนเข้าข่ายบุลลี่ด้วยซ้ำ นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ โจนส์ พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับโซเชี่ยลเลย ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนก็ตาม อย่างอินสตาแกรมไม่เคยเคลื่อนไหวเลยกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เพราะถ้าเผลอไปเห็นความเห็นหรือรูปของตัวเองแบบแย่ๆ มันจะเจ็บจี๊ดขึ้นมาอีก ไม่มีนักเตะคนไหนอยากบาดเจ็บบ่อยๆหรอก มันเลี่ยงไม่ได้เลย บางครั้งหนักหนาสาหัสถึงขนาดเดินไม่ได้ ภรรยาเท่านั้นที่พอจะรู้ว่า โจนส์ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง มันไม่ใช่แค่เจ็บกายเท่านั้น หัวใจยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอีกด้วย แม้จะพยายามต่อสู้กับพวกเกรียนทั้งหลาย อย่างบทสัมภาษณ์ที่บอกว่า เขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือการเป็นนักฟุตบอลชีพกับสโมสรชั้นนำและติดทีมชาติอังกฤษ รวมถึงมีรายได้จากหยาดเหงื่ออย่างคุ้มค่า ชีวิตสะดวกสบายไม่ได้ลำบากอะไร ดีกว่าพวกที่อยู่หน้าคอมพ์ แล้วพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยข้อความดูถูกเหยียดหยามอีกมากมายนัก คนเหล่านี้อาจใส่แค่บ็อกเซอร์ตัวเดียว กับบะหมี่กระป๋องและน้ำอัดลมที่เปิดไว้จนไม่ซ่า อาศัยอยู่ในห้องนอนเล็กๆของบ้านพ่อแม่ ไม่มีรายได้เป็นชิ้นเป็นอัน มันแตกต่างกับชีวิตเขาอย่างฟ้ากับเหว บางครั้งพวกสื่อก็พยายามเอารายได้วีกละ 75,000 ปอนด์ มาโยงให้เห็นว่า เขาลงเล่นกี่นาทีให้กับทีม แล้วหารเฉลี่ยออกมา ปรากฏตัวเลขมหาศาล ยิ่งทำให้ดูแย่ลงเข้าไปอีก ในขณะเดียวกัน แฟนบอลก็ต้องยอมรับว่าการที่เขาอยู่กับสโมสรมายาวนานถึง 12 ปี ได้รับการขยายสัญญาอย่างต่อเนื่อง มันก็ไม่ได้เป็นความผิดของ โจนส์ อีกเช่นกัน ว่าแบบแฟร์ๆ สโมสรอาจเห็นคุณสมบัติบางอย่างในตัวเขา ไม่แน่ว่าเรื่องความมุ่งมั่นทุ่มเท พยายามอย่างสุดพลัง ทุกวินาทีที่อยู่ในสนามจะเต็มที่เสมอ จึงทำให้ได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา หากจะบอกว่า โจนส์ โชคร้ายและอาภัพก็คงไม่ผิดนัก แต่ในอีกด้านหากมองว่าเขาโชคดี ที่ได้อยู่กับแมนฯยูไนเต็ดยาวนาน 12 ปี ผ่านผู้จัดการทีมมาทุกคน นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มันก็ได้เช่นเดียวกัน อย่างน้อยคุณค่าในตัว ก็ยังมีคนมองเห็น นั่นแหล่ะคือเรื่องน่ายินดีแล้ว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เหตุผลที่หลายคนเข้าใจ ]

การตัดสินใจรีไทร์จากทีมชาติฝรั่งเศสของ ราฟาแอล วาราน ด้วยวัยเพียงแค่ 29 ปี ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์วงการไม่น้อยเลย นอกจากอายุที่ยังไม่มาก ถึงขั้นที่ว่าเข้าหลัก 3 แล้ว แทบไม่เคยมีวี่แววหรือสัญญาณเตือนก่อนสักนิดว่าเขาคิดจะเลิกเล่นให้ทีมชาติ ขณะเดียวกัน วาราน คือผู้นำทีมในชุดปัจจุบัน เป็นหนึ่งในแข้งอาวุโส ผ่านประสบการณ์อันโชกโชน รวมทั้งยังรักษามาตรฐานการเล่นได้เหนียวแน่นและครองเบอร์ 1 ตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ทั้งที่เลส์ เบลอส์มีปราการหลังสายเลือดใหม่ พร้อมก้าวขึ้นมาหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เพรสเนลล์ คิมเพมเบ้ , ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ , อิบราฮิม่า โกนาเต้ , วิลเลี่ยม ซาลิบา , ชูลส์ กุนเด้ , เวสลี่ย์ โฟฟาน่า หรือ เบอนัวต์ บาเดียชิลล์ ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนเป็นแข้งอายุน้อยที่ได้รับการยกย่อง คาดหมายว่าจะเป็นแกนหลักของทีมชาติฝรั่งเศส แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครขึ้นมาแทน วาราน ได้อยู่ดี เมื่ออายุไม่มาก ยังมีบทบาทเต็มพิกัด เป็นที่ยอมรับของเพื่อนนักเตะและแฟนบอล ทั้งในทั้งนอกสนาม จึงไม่มีเหตุผลจะต้องรีบแขวนสตั๊ดเลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างน่าใจหาย ผ่านการไตร่ตรองทบทวนมาอย่างดีแล้ว ไม่ใช่ปุบปับคงตัดสินใจเดี๋ยวนั้นหรอก ตลอด 10 ปีในนามนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส ไม่มีอะไรต้องน่าเสียใจหรือแม้กระทั่งเสียดาย เข้าได้เล่นนัดชิงฟุตบอลโลก 2 ครั้งและ 1 ในนั้นคือการเป็นแชมป์อย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 5 ปีก่อน แถมติดทีมยอดเยี่ยมด้วย นอกจากนี้ยังได้ครองแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกฤดูกาล 2020/21 พ่วงมาอีกรายการด้วย เพียงแต่ยูโร 2016 ซึ่งฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพและทะลุผ่านเข้าไปชิง วาราน บาดเจ็บจำต้องถอนตัวก่อนทัวร์นาเม้นต์เริ่ม ขณะเดียวกัน วาราน ยังรับใช้ชาติมากถึง 93 เกม อีกแค่ 7 เกมก็ครบ 100 แล้ว จะเป็นเกียรติประวัติที่สวยงาม แต่นั่นไม่ใช่แก่นแท้ตามความตั้งใจ เรื่องนี้เขาได้เปิดเผยคำแถลงการณ์ ผ่านทางโซเชี่ยลไว้แล้ว แค่ได้เล่นให้ทีมชาติก็ถือเป็นเกียรติอย่างมาก ทุกครั้งได้สวมเสื้อสีน้ำเงินของเลส์ เบลอส์ นำความภาคภูมิใจมาเสมอ ไม่มีครั้งไหนที่ไม่รู้สึกเลย ภาพความทรงจำเมื่อครั้งฟร็องซ์ 98 ซึ่งพวกรุ่นพี่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ผงาดแชมป์โลกสมัยแรก วาราน ยังเป็นเด็ก แต่ไม่เคยลืมเลือนโมเมนต์ดังกล่าวเลย อีกทั้งนั่นยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาพยายามทุกอย่าง เพื่อไปถึงจุดนั้นและเฝ้าฝันว่าจะต้องประสบความสำเร็จตามรอยให้ได้ กระทั่ง 20 ปีถัดมาภารกิจที่ว่าก็บรรลุอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีช่วงเวลาใด้ที่ฮึกเหิมและหัวใจพองโตเท่านี้อีกแล้ว ยิ่งนึกย้อนไปทีไร ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้เลย ในนัดชิงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขาอาจจะผิดหวังที่ไม่อาจป้องกันแชมป์ได้ พ่ายการยิงจุดโทษตัดสินให้อาร์เจนตินาแบบเจ็บใจ แต่ลึกลงไปแล้ว ฝรั่งเศสต้องเผชิญปัญหามากมายตลอดทัวร์นาเม้นต์ แต่ก็ยังฝ่าไปจนถึงชิงดำสำเร็จ ทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่แค่นักเตะเท่านั้น บรรดาโค้ชและทีมงาน รวมถึงแรงสนับสนุนจากแฟนบอล ล้วนมีส่วนผลักดันให้เขาพร้อมก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่น หนักแน่นตามวิถีของตน อย่างที่บอกไว้ วาราน ผ่านความคิดนี้มานานนับเดือน กว่าจะตัดสินใจอำลา เมื่อคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว หากเขาตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก คงรีไทร์ตั้งแต่เวิลด์ คัพ 2022 ปิดฉากลงใหม่ๆ แต่นี่ต้องทบทวนกันพอสมควร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบรรดาชาวฝรั่งเศส คงใจหายและเสียดายกันไม่น้อย พวกเขาต่างรู้ดีว่า วาราน มีความสำคัญมากแค่ไหน ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเป็นความต้องการของนักเตะ แทบไม่มีใครตำหนิหรือตั้งคำถาม เพราะ 10 ปีที่รับใช้ชาติบ้านเกิด เขาแสดงถึงแพสชั่น มุ่งมั่นทุ่มเทเสมอมา เรื่องนี้ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย มันไม่ได้เกี่ยวว่า อูโก้ โยริส ผู้รักษาประตูมือ 1 ซึ่งเป็นกัปตันทีม ประกาศลาไปก่อนหน้าหรอก เขาไม่ได้ทำตามใคร เพียงแต่เชื่อจากน้ำหนักเหตุผลต่างๆ ที่ชั่งมาอย่างดีแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นข่าวไม่สู้ดีนักของฝรั่งเศส แต่อาจตรงข้ามกับแมนฯยูไนเต็ดก็เป็นได้ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ วาราน เลิกเล่นทีมชาติก็คือ อยากให้สภาพร่างกายได้พักบ้าง ไม่ใช่กรำศึกหนักอย่างต่อเนื่อง จนพักหลักบาดเจ็บบ่อยเห็นได้ชัด เมื่อไม่ได้รับใช้ทัพตราไก่อีกต่อไป นั่นหมายความว่าจะมีเวลาและสมาธิพุ่งมายังสโมสรอย่างเต็มที่ ไม่มีห่วงอื่นให้ต้องกังวล แล้วอย่างที่รู้กัน โปรแกรมของแมนฯยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ชุกชุมเหลือเกิน 3-4 วันต้องเล่นต่อหนึ่งนัด ยาวต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนมีนาคม หากเข้ารอบบอลถ้วยต่างๆลึกไปอีก คิวก็จะเพิ่มตามเป็นเงา อีกทั้ง วาราน น่าจะเกิดความท้าทายและตื่นเต้นไม่น้อยกับผลงานอันยอดเยี่ยมของทีม ซึ่งเปลี่ยนจากหลังเป็นหน้ามือ เมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในสีเสื้อเรอัล มาดริดและทีมชาติฝรั่งเศส ดังนั้นคงอยากจะมุ่งมั่นทำได้กับแมนฯยูไนเต็ด ก่อนจะเกษียณจากอาชีพค้าแข้งอย่างถาวร ขณะเดียวกัน เอริก เทนฮาก ก็คงยินดีไม่น้อยเลย เพราะเท่าที่ผ่านมา พยายามทะนุถนอม วาราน ให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ใช่งานหนักจนเกินไป เกมไหนพอจะพักได้รับจัดการ แม้จะมีความเสี่ยงบ้างก็ตาม เราได้เห็นแล้วในซีซั่นนี้ว่า วาราน มีความสำคัญมากแค่ไหน ยกระดับขึ้นมาอย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้จนได้ ผิดกับปีแรกถูกตั้งคำถามมากมาย ว่าย้ายเพราะเงินหรือเปล่า เขากลายเป็นผู้นำในแนวรับอย่างเต็มตัว เป็นคนคอยออกคำสั่งและจัดระเบียบ จนแน่นหนายากต่อการเจาะเข้าไป สมราคาปราการหลังแชมป์โลกอย่างแท้จริง ความท้าทายในภารกิจใหม่นี้ดูเหมือนเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง หนทางยังอีกยาวไกลพอสมควร สำหรับเดินหน้าไล่ล่าความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ การบอกลาทีมชาติด้วยวัยเพียง 29 ปีและยังอยู่ในช่วงที่ยังพีก มาดูกันว่าจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหนกัน ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เงินยังเป็นคำตอบสุดท้าย ]

ฤดูกาลนี้เชลซีจัดการเสริมผู้เล่นหน้าใหม่มาทั้งสิ้น 22 คนด้วยกัน แยกเป็นเซ็นถาวรเลย 20 คนและยืมอีก 2 คน ถือเป็นสถิติดึงผู้เล่นเข้าสู่ทีมมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกแล้ว เป็นช่วง 2 ตลาดนักเตะทั้งซัมเมอร์และวินเทอร์ ต้องบอกเลยว่าบ้าคลั่งขีดสุด โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงมูลค่าที่ต้องจ่ายออกไป รวมที่เชลซีใช้ไปเพื่อการนี้น่าจะเหยียบ 600 ล้านปอนด์ เงินจำนวนนี้นำไปซื้อสโมสรระดับกลางในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายเลย แฟนบอลเองพยายามทำความเข้าใจกับแนวทางของ ท็อดด์ โบห์ลี่ ที่ต้องการจะสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางแข้งเก่าหลายคนที่ไม่อยู่ในแผนอีกต่อไป เตรียมโดนโละทิ้งในซัมเมอร์นี้ เขาเชื่อว่าเชลซีไม่อาจไปต่อได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ หากยังคงยึดผู้เล่นบางรายเป็นแกนหลัก ซึ่งมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและทัศนคติอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นวิธีใช้เงินแก้ปัญหาจึงเกิดขึ้น ในเมื่อคุณมีเงินต้องทำอย่างไรล่ะ? ไม่ใช่เรื่องยากเลย ก็หว่านซื้อนักเตะที่ต้องการมาแทนเท่านั้นเอง โดยเน้นไปยังกลุ่มดาวรุ่งอนาคตไกล อาจใช้เวลาเจียระไนไม่นาน ลงทุนมหาศาลมากเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ ถามว่าพวกเขารู้หรือเปล่าว่าอาจโดนตรวจสอบได้ โดยเฉพาะล่อแหลมต่อกฎ FFP หรือไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ คำตอบคือ มีหรือจะไม่รู้ ทีมงานน่าจะมีข้อมูลมากพอไว้รอกลุ่มเจ้าของใหม่ อีกทั้งในอดีตพวกเขาเคยโดนลงโทษห้ามซื้อผู้เล่นมาแล้ว เพราะทำผิดกฏดังกล่าวนี่แหล่ะ คงไม่พลาดซ้ำรอยเดิมหรอก โบห์ลี่ น่าจะมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน คอยให้คำปรึกษาในเคสนี้ นั่นจึงเป็นที่มาของการเซ็นสัญญาระยะยาวของผู้เล่นหลายคน จนอดน่าแปลกใจไม่ได้ นี่คือสูตรที่เรียกกันว่า "การกระจายต้นทุน" เพื่อสลัดให้หลุดจากกฎ FFP ซึ่งคอยตามหลอกหลอนบรรดาเศรษฐีมือเติบทั้งหลาย อย่างเช่นซื้อ มิไคโล มูดริค ปีกทีมชาติยูเครนมา 88 ล้านปอนด์ โดยที่นักเตะเซ็นยาวมาราธอนถึง 8 ปีครึ่ง แล้วเชลซีใช้การผ่อนจ่ายเป็นงวดไป สมมุติว่าเคสนี้จ่าย 10 งวด ก็จะตกปีละ 8.8 ล้านเท่านั้นเอง ใช้เงินไปไม่เท่าไร เพราะกฏนี้จะคิดจากรายจ่ายเรื่องค่าจ้างและค่าตัวนักเตะที่ลงทุนไปในแต่ละรอบปี ตรวจสอบบัญชีดูว่า เงินออกเท่าไร เข้ามาเท่าไร มีความสมดุลกันมากพอหรือไม่ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์เลย ก่อนเดดไลน์ตลาดมกราคมมาถึงไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาจะปิดดีล เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ด้วยการจ่ายค่าฉีก 120 ล้านยูโร บวกค่าธรรมเนียมต่างๆอีกราว 5 ล้าน พร้อมทั้งจับเซ็นสัญญาอยู่โยงไปจนถึงซัมเมอร์ 2031 หรือรวมแล้ว 8 ปีครึ่งด้วยกัน เท่ากับ มูดริค เป๊ะเลย มันก็คือใช้วิธีการเดียวกันนั่นเอง ซึ่งพวกผู้เล่นบางคนที่มีระยะเวลาอยู่ยาว 6 ปีขึ้นไป ก็เข้าข่ายลักษณะนี้ทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน โบห์ลี่ ดูเหมือนจะไว้วางใจ พอล วินสแตนลี่ย์ ซึ่งเปรียบไปแล้วก็เหมือนผู้อำนวยการกีฬาคนใหม่ ที่คอยมีหน้าที่เฟ้นหาคัดสรรนักเตะเข้ามา รวมถึงเรื่องย้ายออกด้วย แม้โดยตำแหน่งในสโมสร โบห์ลี่ ยังคงรักษาการณ์อยู่ แต่เป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า วินสแตนลี่ย์ ซึ่งถูกทาบทามมาจากไบรท์ตันเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นเสมือนผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญ เชื่อกันว่า แกรห์ม พ็อตเตอร์ ผู้จัดการทีมมีส่วนไม่น้อย ในการชักนำ วินสแตนลี่ย์ ให้มาร่วมงานกันอีกคำรบ เพราะรู้ฝีมือดีว่าเก่งขนาดไหน โดยเฉพาะคุณสมบัติสายตาอันแหลมคมในการเลือกผู้เล่น 8 ปีกับไบรท์ตันมากพอสำหรับด่านพิสูจน์แล้วว่า เจ๋งขนาดไหน สามารถมองหาช้างเผือกในป่าใหญ่ ซึ่งหมายถึงแข้งที่โนเนมไม่ได้ตกเป็นกระแส มาปลุกปั้นพัฒนาจนกลายเป็นผู้เล่นชั้นนำ นี่คืออีกเหตุผลที่ทำให้ไบรท์ตันจ้ำพรวดจนเป็นทีมแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ ต้องบอกเลยว่า วินสแตนลี่ย์ คือหนึ่งในผู้ที่วางรากฐานอันแข็งแกร่งไว้ให้ ผู้เล่นอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ , มอยเซส ไกเซโด้ , เลอันโดร ทรอสซาร์ , โรเบิร์ต ซานเชซ , อดัม เว็บเตอร์ , คาโอรุ มิโตมะ หรือ ทาริค แลมป์ตี้ย์ ล้วนแต่เป็นการคัดเลือกของเขาแทบทั้งสิ้น จะเห็นว่าตลาดซัมเมอร์ 2022 วินสแตนลี่ย์ ยังไม่ได้เข้ามาทำงาน เชลซีจะซื้อผู้เล่นแบบธรรมดาทั่วไปคือ ราฮีม สเตอร์ลิ่้ง , ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง หรือ คาลิดู คูลิบาลี่ ซึ่งสองคนหลังนี่ถือว่าอายุเกิน 30 ด้วย พอเข้ามาทำงานหลังจากนั้น แนวทางของทีมจึงเปลี่ยนไป เราจึงได้เห็นบรรดาแข้งสายเลือดใหม่เดินเข้ามายังเดอะ บริดจ์พรึบพรับในช่วงตลาดหน้าหนาวที่เพิ่งปิดตัวลง ส่วนขาออกก็เตรียมไว้ผ่องถ่ายล็อตใหญ่เช่นเดียวกัน มกราคมที่ผ่านมาปล่อยได้แค่ จอร์จินโญ่ ให้อาร์เซน่อล 12 ล้านปอนด์รวมแอดออนส์ นี่คือผู้เล่นที่พร้อมจะไฟเขียวให้ย้ายฟรีในซัมเมอร์อยู่แล้ว ถือว่าได้ราคาดีงาม เพราะนักเตะสัญญาจะหมดลงอีกไม่กี่เดือน เป็นการทำธุรกิจที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย แต่น่าเสียดายที่ต้องพลาดการโอนถ่าย ฮาคิม ซิเย็ค ไปให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในแบบยืมตัว ด้วยเหตุผลแบบไม่น่าเกิดขึ้น นั่นคือส่งเอกสารผิดพลาด จนเกิดความล่าช้า เลยเวลาเส้นตายมาแค่ 4 นาที เรื่องนี้กลายเป็นดราม่าประจำตลาดหน้าหนาวปีนี้ เพราะมีรายงานว่าเชลซีส่งเอกสารพลาดถึง 3 ครั้ง แถมยังวุ่นถึงขนาดไม่ได้รับโทรศัพท์จากทางปารีสถึง 4 สายด้วยกัน น่าเห็นใจนักเตะที่อุตส่าห์บินไปถึงปารีส เพื่อจัดการตรวจร่างกายเรียบร้อย จนผ่านลุล่วง คิดว่าจะได้หนีจากเชลซี ซึ่งคงรู้อนาคตดีว่าไม่อยู่ในแผนของ พ็อตเตอร์ อีกแล้ว ส่วนแฟนเชลซีบางส่วนยังคงกังวลและสงสัยแนวทางของ โบห์ลี่ กลัวว่าการใช้เงินมือเติบ อาจส่งผลกระทบในวันข้างหน้าได้ เพราะถ้าเกิดปัญหาการเงินที่มันเรื้อรัง ก็ยากนักที่จะแก้ไขได้ในช่วงเวลาสั้นๆ กระนั้นเชลซียุคปรับปรุงใหม่แปลงโฉมฉีกไปจากเดิม ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้สาวกเช่นเคยและไม่ใช่แฟนบอลพวกเขาเท่านั้น อีกมากมายก็จับตาดูเช่นกัน พวกเขาจะกลับมาเขย่าวงการได้มากน้อยแค่ไหน นับถอยหลัง 2-3 ปีจากนี้ คงพอจะได้เห็นภาพกันบ้าง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นสัจธรรมที่ว่า เงินสามารถซื้อความสำเร็จได้ ภายใต้กรอบเงื่อนไขบางอย่าง --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ยกเครดิตให้เขาไปเลย ]

เธียร์รี่ อองรี เคยเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นแฟนพันธ์แท้ของ เอริก เทนฮาก เฝ้าจับตามองมาตั้งแต่สมัยเป็นผู้จัดการทีมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมแล้ว รู้สึกเกิดความประทับใจอย่างยิ่ง ก็ตอนนำอาแจ็กซ์ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 2018/19 ทั้งที่สมควรจะเข้าชิงด้วยซ้ำ ถ้าไม่พลาดนาทีสุดท้ายให้กับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อาแจ็กซ์ขบวนนั้นอัดแน่นไปด้วยขุมกำลังหนุ่มแน่นสดใหม่ ล้วนแต่เป็นแข้งอายุน้อยอนาคตไกลเป็นส่วนใหญ่ แฟนบอลมากมายได้รู้จักก็ตอนเข้ารอบลึกถ้วยใหญ่ยุโรปนั่นแหล่ะ พร้อมได้เปิดหูเปิดตากับแนวทางการทำทีมอันน่าทึ่งของ เทนฮาก พวกเขายังบุกถล่มเรอัล มาดริด 4-1 ถึงซานติอาโก้ เบร์นาเบว พลิกล็อกหักปากกาเซียน ฝ่าด่านมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อที่สุด หลังจากแพ้คาบ้านมาในนัดแรก ไม่ใช่แค่ อองรี คนเดียวหรอกที่แอบปลื้ม เทนฮาก บรรดาอดีตนักเตะหรือกูรูพันดิต ผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์เกม ต่างก็ปลาบปลื้มด้วยทั้งนั้น เลยทำให้จับตามองความเคลื่อนไหวและพัฒนาการมาตลอด ไม่ผิดนักหรอกหากจะบอกว่า เทนฮาก มีส่วนสำคัญ ช่วยในการสร้างรายได้ให้อาแจ็กซ์ เพราะลำพังการขาย เฟร็งกี้ เดอ ย็อง , มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์ , ฮาคิม ซีเย็ค และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ในเวลาต่อมา รวมแล้วทำเงินเกิน 200 ล้านยูโรด้วยซ้ำ กิตติศัพท์ของเขาในช่วงดังกล่าว เป็นที่รู้จักกันดีของคนใกล้ชิดหรือแฟนบอลอาแจ็กซ์ว่า ละเอียดรอบคอบอย่างมาก ใส่ใจทุกกระเบียดนิ้ว คล้ายว่าต้องการความสมบูรณ์แบบ แม้ในโลกความจริงมันจะยากมากก็ตาม เทนฮาก จะศึกษาเรื่องของแท็คติกและวิธีการเล่นเสมอ สิ่งไหนที่คิดว่าดี พยายามนำมาปรับใช้กับทีมของตน ช่วงที่เป็นกุนซือสำรองบาเยิร์น มิวนิค ตัวเขาเองยอมรับว่าได้ซึมซับเอาวิชาความรู้มาจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งเป็นเทรนเนอร์ทีมชุดใหญ่จริงๆ แต่เป็นการจดจำส่วนหนึ่งที่คิดว่าเวิร์ค มาพัฒนาปรับใช้ตามรูปแบบของตน หาได้เป็นการก็อปปี้เอามาทั้งดุ้น เพราะคนลอกเลียนมายากนักที่จะทำได้ดีกว่าต้นแบบ ด้วยคุณสมบัติรอบคอบรัดกุม ไตร่ตรองรอบด้านที่มีอยู่แล้ว เคมีของเขาจึงเข้ากันกับ เป๊ป ได้อย่างดีเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันกุนซือสแปนิชก็ยอมรับว่า เทนฮาก เป็นกุนซือที่มีความสามารถและศักยภาพมากพอ สำหรับผลักดันแมนฯยูไนเต็ดให้กลับมายืนในจุดที่เคยยืนได้เหมือนในอดีต เหตุผลที่ทำให้ เป๊ป กล้าพูดออกมาอย่างนั้น ไม่ได้เป็นการอวยเกินจริงตามที่หลายคิดในตอนแรก แต่เพราะรู้จัก เทนฮาก ดีในระดับหนึ่ง 2 ปีที่ร่วมงานกัน มากพอสมควรสำหรับการฟันธงลงไป ความจริง เทนฮาก ประสบความสำเร็จกับโก อะเฮด อีเกิ้ลส์ สามารถฉุดทีมขึ้นชั้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ตอนนั้นเครดิตมาเต็มๆในฐานะกุนซือรุ่นใหม่ไฟแรงมือฉมัง เขาได้รับการทาบทามจากสโมสรที่ใหญ่กว่า ให้รับบทกุนซือ แต่กลับเซอร์ไพรส์เลือกมาคุมทีมชุดสองของบาเยิร์น มิวนิค มองผิวเผินเหมือนเป็นการก้าวถอยหลัง แต่สำหรับ เทนฮาก ผ่านการคิดรอบคอบแล้ว การมารับตำแหน่งดังกล่าว เขาจะได้อะไรบ้างกลับไป ไม่ใช่เป็นเงินทองหรือเกียรติยศที่หลายคนไขว่คว้า สิ่งเหล่านั้นยังหาได้ในอนาคต เขาอยากได้ความรู้ ประสบการณ์อันยอดเยี่ยมและคอนเน็กชั่นที่ควรจะมีติดตัวเอาไว้ สำหรับการเจรจาต่างๆในวันข้างหน้า การเข้ามายังรั้วบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่ถูกวางโครงสร้างต่างๆไว้อย่างแน่นหนา สามารถช่วยต่อยอดพัฒนาอย่างคาดไม่ถึงด้วย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทีมนี้จะครองความยิ่งใหญ่แบบยาวนานยั่งยืน จนต้องใช้คำว่าผูกขาดมาหลายสิบปีชนิดไม่มีแผ่ว ฉะนั้นหลังบ้านต้องแข็งแกร่งมากๆ สำคัญไม่น้อยกว่าหน้าบ้านเลย เทนฮาก ได้เรียนรู้ระบบของบาเยิร์น ทำงานร่วมกับผู้บริหารและโค้ชชั้นนำมากมาย วิชั่นหรือแนวคิดต่างๆ ถูกส่งต่อถ่ายทอดมาแบบอันโตมัติอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของคอนเนกชั่นก็แน่นอนว่า เมื่อได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา จากหลากหลายวงการ รวมถึงเข้าใจภาษาเยอรมัน ล้วนแต่ช่วยเหลือได้ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องซื้อขายผู้เล่น กุนซือหลายคนมองข้ามตรงเรื่องรายละเอียดที่ดูเหมือนเล็กน้อยในลักาณะนี้ แต่สำหรับ เทนฮาก เลือกอีกด้านเลย แม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันข้างหน้าคือเมื่อไรกันแน่ แต่อาจมีโอกาสได้ใช้ ขณะเดียวกัน เทนฮาก ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนสำหรับผ่าตัดปรับเปลี่ยนแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งโดนวิจารณ์ยับว่า เน่าเละฟอนเฟะมาจากข้างใน มันฝังรากหยั่งลึกเกินกว่าจะแก้ไขกันได้ง่ายๆ ให้กลายเป็นคนละทีม แม้อาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มเติมอีกพอสมควร แต่ทิศทางที่ดีขึ้นเกิดจากการทำงานอย่างจริงจัง หนักแน่นตามแนวทางและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค หากว่าเขามัวแต่เกรงใจ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ต้องส่งลงเล่นทุกนัดหรือให้อภิสิทธิ์พิเศษเกินหน้าเกินตาผู้เล่นคนอื่น อำนาจในการปกครองก็จะถูกลิดรอนตามมาด้วย การลงโทษตามกฎที่กำหนดไว้ ถูกนำมาใช้ชนิดที่ว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หรือราล์ฟ รังนิก ไม่กล้าที่จะแตะต้อง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยกล่าวเอาไว้ว่า คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้จัดการทีมที่ดีควรมีก็คือความกล้าหาญ คุณห้ามหดหัวอยู่ในกระดองเด็ดขาด เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำต้องตัดสินใจ พูดออกมาอย่างนี้มันฟังดูง่ายมาก แต่ความจริงใครไม่เคยเจอไม่รู้หรอกว่า มันยากขนาดไหน ที่ต้องรวบรวมความกล้า เทนฮาก มีอยู่ในตัวและพร้อมจะเผชิญหน้า แม้รู้ว่าอาจมีปัญหาตามมาภายหลัง แต่นั่นคือเรื่องที่ต้องแก้ไขตามบทบาทหน้าที่ จากสถานะยักษ์หลับที่คาดเดาลำบากว่าจะฟื้นเมื่อไร ไร้เรี่ยวแรงร้องรอย พวกนักเตะดังๆทั้งหลายก็ไม่อยากย้ายมา ถ้าอยากได้ต้องทุ่มค่าตัวหรือค่าจ้างยั่วยวน แต่ตอนนี้มันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ตลาดนักเตะโค้งสุดท้ายแมนฯยูไนเต็ดจะเห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจาก มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ซึ่งคว้ามาแบบยืมตัวได้ทันเวลา ยังมีอีกหลายคนที่โยงด้วย บางรายถูกเอเจ้นท์นำมาเสนอให้ อย่างน้อยที่สุดหลายคนมองเห็นอนาคตกับปีศาจแดง ไม่ใช่ประเภทริบหรี่ไร้ความหวังเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เครดิตต่างๆเหล่านี้ เราสมควรจะมอบให้ใครกัน ถ้าไม่ใช่ เทนฮาก ที่เข้ามาปะผุโมดิฟาย จนกลายสภาพเป็นอย่างที่เห็น ดูกันยาวๆ--เรามักพูดคำนี้กัน แต่สำหรับสาวกแมนฯยูไนเต็ด แค่ช่วงสั้นๆก็มองเห็นภาพชัดแล้ว --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่มีนักเตะไหนใหญ่กว่ากุนซือ ]

หนึ่งในดีลเซอร์ไพรส์ของตลาดมกราคมนี้ ย่อมหนีไม่พ้น ชูเอา กานเซโล่ ย้ายไปบาเยิร์น มิวนิคอย่างแน่นอน เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างปุบปับฉับไว ชนิดที่ไม่มีข่าวกระฉอกออกมาก่อนเลย มารู้อีกทีก็ใกล้จะย้ายไปเล่นแบบยืมตัวแล้ว ประเด็นที่เรียกร้องความน่าสนใจได้อย่างมากก็คือ กานเซโล่ เป็นเหมือนขุนพลตัวกลั่นของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถึงขนาดที่ว่ามอบเสื้อเบอร์ 7 ให้ใส่เลย การันตีได้ถึงความสำคัญ มันต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น นอกเหนือจากว่านักเตะต้องการย้ายออก เพราะพักหลังไม่ค่อยได้ลงตัวจริงเท่าไรนัก ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว กานเซโล่ คือผู้เล่นที่ฟอร์มโดดเด่นเหลือเกิน มีส่วนร่วมกับชัยชนะและความสำเร็จไม่ด้อยไปกว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ผลงานของเขาดีต่อเนื่องในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันได้จากการมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกทั้งในฤดูกาล 2020/21 และ 2021/22 ต้องแน่จริงถึงถูกยอมรับมากขนาดนี้ สองฤดูกาลดังกล่าว กานเซโล่ ทำแอสซิสต์รวมได้ถึง 16 ครั้ง เป็นตัวเลขที่เยอะเลยทีเดียว จากตำแหน่งผู้เล่นฟูลแบ็ก ซึ่งเล่นทั้งสองฝั่งอีกด้วย ไม่ใช่ประจำการฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แท็คติกที่ เป๊ป วางไว้ก็คือให้ กานเซโล่ หุบมาข้างใน เป็นเหมือนมิดฟิลด์อีกคนในบางช่วงเวลา แล้วตัวเขาก็ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม สกิลอันเหนือชั้น วางบอลแม่นยำ จนกลายเป็นนักเตะมีเสน่ห์มากสุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีก ฟูลแบ็กเจ้าของเสื้อหมายเลข 7 ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก มันน่าจะบ่งบอกถึงความพิเศษของแข้งรายนี้มากพออยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหลังจบศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา สถานการณ์ของ กานเซโล่ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 10 นัดหลังสุดเป็นตัวจริงแค่ 3 เกมเท่านั้นเอง ซึ่งรวมถึงนัดที่แพ้เซาธ์แฮมป์ตันในคาราบาวคัพและโดนแมนฯยูไนเต็ดเบียดแซง 2-1 ศึกพรีเมียร์ลีก ฟอร์มที่เคยยอดเยี่ยมค่อยๆลดระดับลงมา ไว้ใจไม่ค่อยได้อีกตามเคย เป๊ป เริ่มไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไรนัก จำเป็นที่ กานเซโล่ จะต้องพิสูจน์ตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อฉกชิงตำแหน่งตัวจริง การเล่นได้ทั้งแบ็กขวาและซ้าย อาจเป็นจุดสร้างความได้เปรียบ แต่ในทีมก็มีผู้เล่นในตำแหน่งที่ว่าเยอะเลย แถมยังมีดาวรุ่งอย่าง รีโก้ ลูอิส พุ่งขึ้นมาอีก อีกทั้งช่วงหลังสร้างความประทับใจให้เจ้านายด้วย ในขณะเดียวกัน กานเซโล่ ย่อมหงุดหงิดไม่น้อย เมื่อต้องนั่งเป็นตัวสำรองส่วนใหญ่ เกมสำคัญๆมักไม่มีชื่อออกสตาร์ต มันฟ้องถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ก่อนเกมเอฟเอ คัพกับอาร์เซน่อล ตัวเขาเองอัพภาพเป็นเงาดำลงทางโซเชี่ยล พร้อมแคปชั่นว่ายังคงมีความเชื่อมั่นต่อไป เหมือนอยากจะกระตุ้นตัวเอง กระนั้นพอรู้ว่าไม่มีชื่อเป็นตัวจริง ความผิดหวังก็แทบพุ่งสุดขีด ถึงขั้นมีปากเสียงกับ เป๊ป และไม่มีใครคิดว่าจะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเปิดศึกกับเจ้านาย มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาด แถมยังเป็น เป๊ป กุนซือผู้ซึ่งมีกิตติศัพท์ ไม่ยอมให้ลูกน้องมาท้าทายง่ายๆ ใครหือขึ้นมา รับรองว่าอนาคตดับแน่ เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือ ซามูแอล เอโต้ หากว่าพฤติกรรมไม่อยู่ในกรอบที่ถูกตีเส้นไว้ให้ เตรียมพร้อมเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ย้ายออกไปได้เลย นอกจากนี้ เป๊ป ไม่เคยแคร์ด้วยซ้ำว่าคุณเป็นซูเปอร์สตาร์ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน พร้อมจะลงดาบทันทีแบบไม่รีรอเลย อย่างไรก็ตามเคสของ กานเซโล่ ไม่ใช่แค่ทะเลาะกัน เพราะไม่พอใจเรื่องเป็นตัวสำรองเท่านั้น แต่ดาวเตะโปรตุกีส ยังก่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำตัวเป็นชนวนป่วนห้องแต่งตัวให้เกิดปัญหาอีก เขาพยายามทำตัวเป็นหนึ่งในแกนนำของทีม เพื่อแบ่งเป็นฝักฝ่าย หาสมัครพรรคพวกมาคอยสนับสนุนตน อาจต้องการไว้เป็นอำนาจต่อรอง เมื่อเป็นอย่างนี้ คงร่วมงานกันต่อไปได้ยาก เป๊ป เลยตัดสินใจปล่อยให้บาเยิร์นในที่สุด แม้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมก็ตาม คุณปล่อยผู้เล่นแกนหลักออกก่อนตลาดปิดแค่ 1 วันเท่านั้น แล้วแทบไม่มีเวลาหาใครมาแทนได้ง่ายๆเลย มันกระชั้นชิดเกินไป แต่ต้องยอมรับว่า เป๊ป ใจเด็ดอย่างมาก ในสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ เข้าเด็ดเดี่ยวมาก ยอมตัดเนื้อร้ายทิ้งอย่างไม่ลังเลเลย แม้จะรู้ว่าต้องส่งผลกระทบต่อขุมกำลังไม่น้อยก็ตาม ยิ่งในช่วงที่ขับเคี่ยวกับอาร์เซน่อล ในภารกิจป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ต้องมีกำลังพลแกร่งสุดขีดและขนาดใหญ่มากพอ กุนซือสแปนิชก็ไม่สนใจ เลือกดับไฟตั้งแต่ต้นลม ดีกว่าปล่อยให้ลุกลามบานปลาย เงื่อนไขการย้ายครั้งนี้ของ กานเซโล่ คือยืมตัวจนจบซีซั่น จากนั้นมีอ็อปชั่นเซ็นถาวรมูลค่า 70 ล้านยูโรหรือ 61.5 ล้านปอนด์ ซึ่งมองว่าเป็นเรตที่เหมาะสม จังหวะเดียวกับบาเยิร์นต้องการแบ็กขวาพอดี นูสเซียร์ มาสราอุย มีปัญหาติดเชื้อเรื้อรังจากโควิดตั้งแต่ฟุตบอลโลก ส่วนทาง แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ ก็งอแงมากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มจะย้ายในซัมเมอร์ ดังนั้นนี่จึงเป็นดีลที่โอเคสำหรับทั้งสองสโมสร ในขณะที่ กานเซโล่ ก็คลายความอึดอัด มีโอกาสลงเล่นตัวจริงอย่างที่ต้องการ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เป๊ป จะดึงใครมาแทน ในช่วงเวลาที่ฉุกละหุกอย่างนี้ ยังไงก็ต้องพยายามหามาชดเชย เพื่อลุ้นความสำเร็จในอีกครึ่งทางที่เหลือ ตามข่าวมีชื่อ เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายเชลซี ที่บาดเจ็บมาต่อเนื่องก่อนฟุตบอลโลก เกี่ยวข้องด้วย แต่คงไม่สามารถปิดดีลแบบง่ายดายแน่ อย่างไรก็ตามเคสนี้เป็นอีกครั้งที่ช่วยตอกย้ำตัวตนของ เป๊ป อย่างแท้จริง หากนักเตะคนไหน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เรียกร้องมากเกินและคิดว่าตัวเองใหญ่กว่าผู้จัดการทีม ก็ต้องไปสถานเดียว อาจจะเป็นดีลที่เซอร์ไพรส์มากๆอย่างที่บอกไว้ แต่นี่คือวิธีจัดการในแบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยามที่ลูกทีมขาดความเคารพยำเกรงกัน เหมือนผู้จัดการทีมชั้นนำหลายคน ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จะต้องพยายามรักษาห้องแต่งตัวไว้ให้ได้ เป๊ป ก็คงอยู่ในสถานการณ์อย่างว่าเลย คุณจะปล่อยให้นักเตะมีอำนาจเหนือกว่าหรือบังอาจมาต่อรองไม่ได้อย่างเด็ดขาด สโมสรใหญ่ที่สุดนี่คือเรื่องจริง แต่นักเตะคนไหนก็จะใหญ่กว่ากุนซือไม่ได้เช่นกัน ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่ขาดใจแต่ไร้คนแทน ]

สิ่งที่ เอริก เทนฮาก หวั่นใจมากสุดในสถานการณ์เวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องแข้งหลักบาดเจ็บนี่แหล่ะ ด้วยโปรแกรมที่ชุกชุมยิ่งกว่ายุงหน้าร้อน แทบจะต้องเล่น 3 วันต่อ 1 นัดแบบต่อเนื่อง แล้วยังล้วนเป็นเกมสำคัญ ฉะนั้นคงต้องภาวนาให้ขุมกำลังสมบูรณ์มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องอาการบาดเจ็บ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดหรือป้องกันอะไรได้ ขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ ต่อให้ระวังมากแค่ไหน แต่หากฝั่งตรงข้ามบวกเข้ามาโดยที่ไม่ทันตั้งตัว ก็มีอันต้องปิดเทอมยาวกันเลย แล้วสิ่งที่น่ากลัวก็วิ่งพุ่งชนกุนซือดัตช์เข้าจนได้ คริสเตียน เอริกเซ่น หนึ่งในขุนพลตัวกลั่น โดนทาง แอนดี้ แคร์โรลล์ เสียบจากทางด้านหลังเต็มเหนี่ยว เหมือนต้องการจะหยุดให้อยู่ ข้อเท้าซ้ายน่าจะบิด จนต้องถูกเปลี่ยนออกก่อนครบชั่วโมง คือปกติ เอริกเซ่น ก็มักจะโดนถอดออกก่อนใคร เพราะรู้กันอยู่ว่าร่างกายไม่สมบูรณ์สุดขีดนัก หลังจากเคยวูบจากอาการหัวใจ อีกทั้งอายุอานามก็มากขึ้น จำต้องฟูมฟักดูแลอย่างดี ตั้งแต่ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ เอริกเซ่น ไม่เคยบาดเจ็บหนักหรือพักนานเลย เต็มที่ก็มดกัดนิดหน่อย ไม่น่ากังวลอะไรนัก เดี๋ยวเดียวก็กลับมาวิ่งปร๋อได้ แต่คราวนี้ต่างออกไป เพราะหลังเกมจบไม่นาน ปรากฏร่าง เอริกเซ่น เดินออกมาเตรียมกลับบ้าน พร้อมอุปกรณ์ตัวช่วยคือไม้พยุง โดยที่ข้อเท้าซ้ายคล้ายมีเฝือกอ่อนห่อหุ้มป้องกันการกระทบเอาไว้อยู่ เดาด้วยสายตาก็พอจะบอกได้ว่าหนักเอาเรื่อง แต่ไม่อาจลงลึกถึงรายละเอียดว่า มากน้อยแค่ไหนกัน ต้องรอผลสแกนแบบชัดเจนนั่นแหล่ะ กระนั้น 2-3 สัปดาห์ เป็นอย่างน้อยน่าจะมีแน่ ข้อเท้าซ้ายอาจอักเสบ มีปัญหาในการลงน้ำหนัก ยังไงก็ต้องเยียวยาจนกว่าจะหายขาดในระยะเวลาไม่กี่วัน ยังโชคดีนิดหน่อยตรงที่ นัดต่อไปของแมนฯยูไนเต็ดคือเจอน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เป็นเกมลีกคัพรอบรองชนะเลิศ เลกสอง เพราะตุนสกอร์มาจากเลกแรกแบบขาดพอสมควร 3-0 เกมดังกล่าวจึงน่าผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้งาน เอริกเซ่น อยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นเป็นเกมลีก 3 นัดรวดเลย เริ่มจากเปิดบ้านรับคริสตัล พาเลซ ซึ่งเพิ่งเคยเสมอมาไม่นานนี้ ต่อด้วยดวลลีดส์ ยูไนเต็ดแบบไปกลับในรอบ 4 วันเท่านั้นเอง จากโปรแกรมที่เคยเลื่อนออกไปแล้วมาหาที่ลงกันใหม่ 3 เกมที่ว่าต้องเล่นใน 8 วัน ลองนึกสภาพดูเอาแล้วกันว่าสาหัสขนาดไหน อีกทั้งการเผชิญหน้ากับลีดส์ไม่ใช่งานง่ายอย่างที่คิดกันหรอก มันมีศักดิ์ศรีและความคับแค้นใจค้างคากันอยู่ตั้งแต่อดีต แข้งยูงทองจะถูกกระตุ้นให้มีลูกฮึดเสมอ เมื่อต้องเจอปีศาจแดง ไม่ว่าอย่างไรก็ยอมไม่ได้เด็ดขาด เป้าหมายของ เทนฮาก คือต้องเน้นชนะทุกเกมตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้หรอก แต่นั่นพูดในแง่ของเป้าหมาย ซึ่งถูกวางเอาไว้ตามแนวทางของเขา ยิ่งในเกมเจอทีมที่เป็นรองกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเต็มที่เพื่อเก็บ 3 คะแนนให้ได้ เขากล้าหาญที่จะบอกกับลูกทีมอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งประกาศให้รู้เลยว่าคาดหวังอะไรบ้าง มีความเป็นไปได้สูงที่ เอริกเซ่น จะพลาด 3 เกมที่กำลังจะมาถึง แล้วหลังจากนั้นอีก 4 วัน แมนฯยูไนเต็ดต้องออกไปเยือนบาร์เซโลน่าที่คัมป์ นูในเกมเพลย์ออฟยูฟ่า ยูโรปาลีก เลกแรกอีก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียกความฟิตทันหรือเปล่า เหลือบไปมองสำรองข้างสนามหรือพิจารณาจากนักเตะในตำแหน่งใกล้เคียงกัน แทบหมดหวังเลยทีเดียว เฟร็ด หรือ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ไม่อาจวางใจได้เลย แม้รายแรกจะฟอร์มเข้าฝักเกมล่าสุด แต่ผ่านการพิสูจน์เรื่องมาตรฐานแล้ว อย่าได้คาดหวังอะไรอย่างเด็ดขาด ส่วน ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ที่ควรจะได้โอกาสมากขึ้น จากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ก็ต้องมาเจ็บหนักพักยันจบซีซั่น ช่างจังหวะไม่ดีเอาซะเลย นอกจากนี้พวกกลุ่มดาวรุ่งอย่าง ซีดาน อิ๊กบาล หรือ ค็อบบี้ ไมนู ซึ่งมีประสบการณ์ในเกมชุดใหญ่น้อยนิด จะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก เทนฮาก มากแค่ไหนกัน เพราะรู้กันอยู่ว่านี่คือกุนซือที่รอบคอบรัดกุมมาก เก็บทุกรายละเอียดและพยายามลดความเสี่ยงมากสุดเท่าที่เป็นไปได้ พวกสายเลือดใหม่คงต้องนั่งรอกันไปพักใหญ่ ทางออกที่พอจะมองเห็นบ้าง แม้แสงจะริบหรี่หน่อย คงจะเป็นการกระโดดสู่ตลาดนักเตะมกราคมนี้ พอมีเวลาเหลืออยู่บ้างสัก 48 ชั่วโมง ให้วิ่งกันสุดพลัง สกาย สปอร์สสื่อดังวิเคราะห์เอาไว้ว่า แมนฯยูไนเต็ดคงต้องเช็คอาการเจ็บของ เอริกเซ่น ให้ชัดเจนก่อน หากว่าต้องพักหายสัปดาห์จริงๆ อาจเป็นไปได้ เทนฮาก ต้องเร่งมือปิดดีลใครสักคนในแบบยืมตัวชั่วคราว เพื่อมาอุดรอยโหว่ในแผลงกลางให้เกิดความสมดุลมากขึ้น แต่ไม่น่าจะใช่พวกบิ๊กเนมหรอก มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อโจทย์ยากขนาดนี้ ทำให้หลายคนมาคิดว่า ตกลงแล้วจะเป็นใครได้บ้าง แฟนบอลบางรายแสดงความเห็นว่า ควรไปดึง ยูริ เตลีมันส์ ที่สัญญาจะหมดในซัมเมอร์นี้ สามารถตีปีกหนีเลสเตอร์ ซิตี้ได้เแบบฟรีๆ แต่ถ้าจะปิดดีลเลยมกราคม ก็คงต้องจ่ายเงินสักก้อน คาดว่า 12-15 ล้านปอนด์ ดูท่าทางแล้วคงยากที่กองกลางเบลเจี้ยนจะยืดสัญญาต่อ ต้องวัดใจจิ้งจอกสยามว่าจะยอมปล่อยเลยเพื่อเงินสักก้อนหรือเก็บเอาไว้ใช้งาน จากนั้นก็จะต้องเสียโดยที่ไม่ได้ค่าตัวสักเพนนีเดียว อย่างไรก็ตามต้องถามก่อนว่า แล้วจิ้งจอกสยามมีเวลาไปหาใครมาแทนหรือเปล่า เพราะตลาดมกราคมแบบนี้ ไม่มีทีมไหนอยากเสียผู้เล่นตัวหลักหรอก โดยเฉพาะเมื่อยังต้องมีความสุ่มเสี่ยงต่อการดิ้นหนีตกชั้นได้ นอกจากนี้ตลาดจะปิดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์แล้ว เหลืออีกราว 48 ชั่วโมง ให้ได้วิ่งรอกหาทางเจรจา บอกเลยว่าเปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นน้อยมาก ถึงน้อยที่สุดเลยทีเดียว เทนฮาก คงต้องหาทางแก้ปัญหาที่ดีสุด ซึ่งบางทีอาจตระเตรียมไว้บ้างแล้ว นอกเหนือจากจัดสรรใช้สอยทรัพยากรนักเตะที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากเข้าไว้ ที่เหลือแทบมองไม่เห็นเลย ไม่มี เอริกเซ่น ไม่ถึงขั้นขาดใจ แต่ว่ามันไม่มีใครมาแทนได้แบบใกล้เคียงเลยจริงๆ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เงินหรือใจจะใหญ่กว่ากัน ? ]

เห็นได้ชัดว่าหลังอาร์เซน่อลโดนเขี่ยตกรอบเอฟเอ คัพ สิ่งที่ต้องรีบจัดการก่อนตลาดซื้อขายมกราคมปิดตัวลง คือการเสริมมิดฟิลด์ตัวกลางให้ทันท่วงที แกนหลักที่มีอยู่อย่าง โธมัส ปาร์เตย์ กับ กรานิต ชาคา มีคุณภาพอยู่แล้ว แต่นั่นไม่เพียงพอสำหรับการต่อสู้อันสุดหินเพื่อแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครอบครอง ดังนั้นเมื่อเวลายังเหลืออยู่ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมและ เอดู ผู้อำนวยการกีฬา จึงต้องออกแรงวิ่งอย่างเต็มที่ เพราะบอร์ดบริหารพร้อมหนุนหลังอยู่แล้วตามความเหมาะสม ลองนึกภาพหาก ปาร์เตย์ บาดเจ็บขึ้นมาดูเถอะ ประวัติก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ต่อให้ฝีเท้าน่าประทับใจก็ตาม แล้วพวกสำรองอย่าง โมฮัมเหม็ด เอลนินี่ หรือ แซมมี่ โลก็องก้า ก็คุณภาพยังไม่ถึงจะมาทดแทนได้อย่างเนียนสนิท รับรองเลยว่าปัญหาใหญ่แน่ ลำพัง ชาคา คนเดียวคงแบกไม่ไหว เข้าใจว่า อาร์เตต้า มีผู้เล่นตัวจริงตามสเป็กของตัวเองครบทั้ง 11 ตำแหน่งแล้ว แต่ในแง่ขุมกำลังเชิงลึก ยังต้องจัดการปรับแต่งให้แน่นยิ่งขึ้น เพราะรู้ดีว่าคู่แข่งอย่างแมนฯซิตี้ มีความเพียบพร้อมในเรื่องนี้มากกว่า ซึ่งนี่เองจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการต่อสู้ที่เข้มข้นต่อเนื่องในระบบฟุตบอลลีก ก่อนหน้าไม่นานมีข่าวว่า อาร์เตต้า สนใจ เวสตัน แม็คเคนนี่ มิดฟิลด์จอมพลังของยูเวนตุส แต่ดูเหมือนไม่ได้จริงจังสักเท่าไรนัก กระแสมาแบบสั้นๆแล้วก็เงียบหาย เป้าหมายที่แท้จริงของ แม็คเคนนี่ เป็นลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งจะได้ร่วมงานกับ เจสซี่ มาร์ช ผู้จัดการทีมและ ไทเลอร์ อดัมส์ ซึ่งเป็นอเมริกันบ้านเดียวกัน กระทั่งก่อนเส้นตายตลาดซื้อขายราวหนึ่งสัปดาห์ ข่าวอาร์เซน่อลโยง มอยเซส ไกเซโด้ เริ่มมาแรงมากขึ้นตามลำดับ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเชลซีดูมีภาษีเหนือกว่า รวมถึงลิเวอร์พูลที่กำลังมองหากองกลางคุณภาพ เชลซีมียื่นข้อเสนอไปให้ 55 ล้านปอนด์ แน่นอนมันน้อยเกินไป ยังไงก็โดนตีตก คุณน่าจะเข้าใจอยู่แล้วเมื่อต้องการซื้อผู้เล่นของไบรท์ตัน โดยที่อีกฝั่งไม่ได้ต้องการขาย ย่อมโดนโก่งสุดขีด ประสบการณ์ตรงจาก มาร์ค กูกูเรย่า ถือเป็นบทเรียนอย่างดี ต้องจ่ายมากกว่า 60 ล้านปอนด์ แต่หากอยากได้จริง ไม่มีทางเลือกหรอก ฉะนั้นเชลซีที่ทุบคลังไปครั้งใหญ่แล้ว จำต้องระวังตัวด้วย ไม่งั้นอาจถูกจับตามากขึ้นกับการใช้เงินที่ดูฟุ่มเฟือย หลังจากนั้นเป็นคิวของอาร์เซน่อลตามที่รับรู้กัน เมื่อรู้ว่าไบรท์ตันไม่พอใจแค่ 55 ล้านปอนด์ จึงเพิ่มเป็น 60 ล้านปอนด์ คิดว่าน่าจะเยอะมากแล้วสำหรับแข้งวัย 21 ปี ที่ยังผ่านเวทีมาไม่มากเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามในเมื่อไบรท์ตัน ไม่ได้มีแผนจะปล่อยออกไป โปรเจคต์ถูกวางไว้จนกระทั่งจบฤดูกาลนี้ การเจรจาจึงยากเย็นเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ตัวนักเตะที่อยากเติบโตก้าวหน้า มีโอกาสสัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีก พร้อมดับเบิ้ลค่าจ้าง จึงต้องออกมาเคลื่อนไหว เพื่อบอกความตั้งใจของตน แต่คำพูดประมาณว่า ภูมิใจมากที่ค่าตัวในการย้ายของเขาคงเป็นสถิติสูงสุดของไบรท์ตัน ซึ่งสามารถนำเงินนั้นไปพัฒนาสโมสรได้อีก รวมทั้งส่งข้อความถึงแฟนบอล จะอยู่ในใจไม่แปรเปลี่ยน จดจำทุกบรรยากาศที่เกิดขึ้น หวังว่าจะเข้าใจกัน ในเมื่อโอกาสทองคำฝังเพชรนี้ ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ก็ต้องรีบฉวยคว้าไว้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ไกเซโด้ ควรอยู่เงียบๆดีกว่า ต่อให้อยากย้ายมากขนาดไหน ควรเก็บอาการไว้บ้าง มันไม่เป็นผลดีเลยที่ออกมาใช้แผนกดดันสโมสรในลักษณะดังกล่าว ประเด็นคือไบรท์ตันไม่ได้อยากขายเขาในตลาดมกราคม สโมสรจึงไม่ได้กระหายเงิน จนต้องปักป้ายหรือเร่ปล่อยให้ทีมอื่น แล้วการมาบอกว่าเงินค่าตัวของตน จะช่วยนำไปใช้ทำอย่างอื่น เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต แบบนี้มันไม่ถูกเท่าไรนัก เพราะไม่นานมานี้ พอล บาร์เบอร์ ผู้บริหารระดับสูง จัดการล้อมรั้วขึงให้แน่นทันที หลังจาก อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ โชว์ฟอร์มขั้นเทพในฟุตบอลโลก 2022 จนมีส่วนนำอาร์เจนตินาครองแชมป์ แข้งรายนี้โดนท็อปทีมของยุโรปรุมทึ้งกันยกใหญ่ บาร์เบอร์ ยืนยันหนักแน่น ไบรท์ตันไม่ได้ร้อนเงิน ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องขาย กรณีของ ไกเซโด้ ก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไรหรอก ไบรท์ตันไม่ได้หิวเงินขนาดต้องขายให้ง่ายๆ เพียงแต่ว่าไม่ถึงขั้นปิดประตูใส่ซะเลยทีเดียว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในมุมของฝ่ายที่กุมความได้เปรียบต่างหาก มีข่าวว่าอาร์เซน่อลพร้อมจะทบเพิ่มเป็น 70 ล้านปอนด์ วัดใจไบรท์ตันกันรอบสองเลย เพราะซื้อมาจากอินดิเพนเดียนเต้ เดล วัลเล่ด้วยค่าตัวไม่น่าเกิน 10 ล้านปอนด์ ยังถือเป็นการปาดหน้าแมนฯยูไนเต็ดที่มัวแต่ยืดยาดอืดอาดอีกด้วย ไม่อย่างนั้นปืนโตก็ต้องพยายามหาทางออก เพื่อช่วยเหลือไบรท์ตัน อย่าลืมว่ามาฉกผู้เล่นคนสำคัญในช่วงเวลานี้ ต้องเข้าใจสถานการณ์อีกฝั่ง จะเอาเวลาที่ไหนไปเจรจาหาคนมาแทน อาจต้องส่ง แซมมี่ โลก็องก้า กองกลางดาวรุ่งที่ซื้อมาแล้วไม่ค่อยเวิร์คเท่าไรนัก ให้ไบรท์ตันพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของดีลด้วย มาถึงตรงนี้อาร์เซน่อลคงต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปิดจ็อบ เลอันโดร ทรอสซาร์ และ ยาคุบ คีวิออร์ ยังไม่น่าเพียงพอสำหรับการต่อสู้อีกครึ่งฤดูกาลที่เหลืออยู่ พวกเขารู้ดีว่า ไกเซโด้ คือดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค นี่ขาดเป็นพวกโลว์โปรไฟล์และไม่ได้เป็นแข้งจากชาติชั้นนำในโลกฟุตบอล ยังได้รับความนิยมขนาดนี้ เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วน ร่างกาย จิตใจ ความสามารถและมันสมอง ว่ากันตามตรงแล้ว หาไม่ได้ง่ายๆเลย ฉะนั้นเมื่อมีเงินและพอเห็นแสงแห่งโอกาสบ้าง ก็ควรต้องพยายามเต็มสูบ ต้องดูว่าไบรท์ตันจะตัดสินใจอย่างไรดีกับผู้เล่นที่ประกาศความรู้สึกชัดเจนว่า ใจไม่อยู่กับสโมสรอีกแล้ว นี่เป็นอีกดีลในตลาดมกราคมนี้ ซึ่งยังไม่อาจหาบทสรุปได้ว่า จะออกมาเป็นอย่างไร เงินของอาร์เซน่อลกับใจของไบรท์ตัน ใครจะทนทานในสถานการณ์อย่างนี้ได้มากกว่ากัน น่าสนใจเลยจริงๆ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ใครแน่ที่แย่กว่ากัน ? ]

เมื่อ 3 วันก่อน ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เปิดใจผ่าน France Inter สื่อดังของฝรั่งเศส โดยหนึ่งในเนื้อหาคือการพูดถึงเกมนัดชิงฟุตบอลโลก 2022 หลายคนคงอยากรู้มุมมองของ อิบรา ว่าเป็นอย่างไรกัน ด้วยความที่เป็นหนึ่งในกองหน้าดีสุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ย่อมดึงดูดความสนใจได้แน่นอน ทันทีที่ได้ยินคำตอบและแพร่กระจายออกไปให้แฟนบอลทั่วโลกได้รับรู้ ดราม่าก็บังเกิด หัวหอกสวีดิชแสดงความเห็นในเชิงโจมตีทีมชาติอาร์เจนตินา ทำนองว่านักเตะหลายคนพฤติกรรมแย่ การแสดงออกบางอย่างไม่เหมาะสมเลย ในขณะเดียวกัน แม้จะแสดงความยินดีกับ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งเคยร่วมงานกันที่บาร์เซโลน่า แต่ก็ชัดเจนว่าในคำพูดยกย่อง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มากกว่า "ผมเห็นใจ เอ็มบั๊ปเป้ มากจริงๆ ถ้าคุณยิงได้ถึง 4 ประตูในเกมนัดชิง แต่กลับไม่ได้แชมป์ มันเจ็บปวดเลยนะ "แต่เชื่อสิว่า เขาจะคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้งแน่นอน ผมเลยรู้สึกว่าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับ เอ็มบั๊ปเป้ แต่กังวลแทนพวกนักเตะอาร์เจนตินามากกว่า" "พวกเขาอาจไม่ได้แชมป์อะไรอีก เมสซี่ กวาดมาหมดทุกอย่างแล้ว เขาจะเป็นที่โจษขาน แฟนบอลจดจำได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่แข้งคนอื่นมีพฤติกรรมแย่มาก มันไม่น่าเคารพเลย" "พวกเขาเป็นแข้งอาชีพระดับสูง ในความคิดของผม นั่นคือสัญญาณที่บอกไว้เลยว่า พวกเขาจะได้แชมป์แค่นั้นแหล่ะ จากนี้จะไม่มีทางทำได้อีกเลย" ตามที่บอกไว้ใครที่เป็นชาวอาร์เจนไตน์หรือแฟนบอล รวมถึงผู้เล่นบางคนที่อยู่ในทีมชุดดังกล่าว ต่างก็ต้องโกรธแค้นขุ่นข้องหมองใจเป็นธรรมดา อิบรา ควรจะมองภาพกว้างมากกว่านั้น อาร์เจนตินาเองก็เป็นฝ่ายโดนกระทำเช่นกัน ส่วนไมนด์เกมหรือสงครามสั่นประสาท มันก็เป็นเรื่องปกติของเกม ไม่ได้แปลกใหม่ตรงไหน แล้วเอาเข้าจริงอาจมีผู้เล่นแค่ไม่กี่คนหรอกที่มีพฤติกรรมอย่างว่า น่าจะโฟกัสไปที่ เอมิลิอาโน่ มาร์ตีเนซ ผู้รักษาประตูจอมยียวนนั่นเอง คนอื่นก็ไม่ได้แสดงอะไรที่เกินเลยนัก หากจะเหมารวมด้วยการใช้คำว่า "พวกเขา" แล้วยังเย้ยหยันอีกว่า ไม่มีทางประสบความสำเร็จอีกในอนาคต มันดูจะเกินเลยไปแล้ว เซร์คิโอ "กุน" อเกวโร่ ที่เพิ่งรีไทร์ไปไม่นานมานี้ เพราะมีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก่อนจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในแคมป์ทีมชาติ เหมือนทั้งเพื่อนร่วมทีมและกระบอกเสียง ซึ่งก็คือตัวแทนนั่นเอง ในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เขาเดินทางมาสมทบกับทัพฟ้าขาวด้วย ก่อนจะเป็นรูมเมตนอนห้องเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งสองคนนี้สนิทกันเป็นทุน แล้วตอนอาร์เจนตินายิงจุดโทษชนะในเกมนัดชิง คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ กุน ฉลองอย่างบ้าคลั่งไม่น้อยไปกว่าใครเลย เมื่อได้ยิน อิบรา ซัดมาก่อน จึงจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบเป็นการตอบโต้คืน จำเป็นต้องปกป้องพวกแข้งอาร์เจนตินาคนอื่น ด้วยการโพสต์ผ่านโซเชี่ยลให้โลกได้รับรู้กันไปเลย "มันเป็นคำพูดที่หยาบคายมาก มาบอกว่าพวกเราจะไม่ได้แชมป์อีก ผมว่าก่อนเขาจะมากังวลเกี่ยวกับเรา ควรกังวลทีมชาติตัวเองก่อนเถอะ" "ล่าสุดนักเตะในทีมของคุณก็ไม่ได้เล่นในฟุตบอลโลกหรอกนะ" "แล้วเราควรมาย้อนความทรงจำกันสักหน่อย นายเองก็มีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรอกนะ อย่างตอนเล่นให้ยูไนเต็ด นายระเบิดอารมณ์กับ โอตาเมนดี้ ทั้งยั่วยุ ทะเลาะเกรี้ยวกราด ไม่มีลดราวาศอกเลย" "แล้วอย่าลืมว่า นายเองก็งัดข้อกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เมื่อตอนอยู่บาร์เซโลน่า ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ต้องโดนเขี่ยออกมา" "นายพูดอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกเพื่อนร่วมทีมของฉัน เหมือนนายด่าฉันด้วย เพราะฉันเองก็อยู่ในทีม" "เมื่อนายเล่นงานเราก่อน เราก็ต้องตอบโต้บ้าง ซลาตัน รู้ไว้ด้วยว่าเราคือแชมป์โลก เมสซี่ คือนักเตะเจ๋งสุดในโลก ต้องขอโทษเลยจริงๆ" กุนสวนกลับอย่างดุเดือด ซึ่งมันน่าจะพอทำให้ฉายให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อมองย้อนกลับมา อิบรา ก็ต้องยอมรับว่า ตัวเขาเองก็มีพฤติกรรมไม่สู้ดีนัก ยิ่งสมัยเล่นให้บาร์เซโลน่าเป็นที่รับรู้กันอยู่ ตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่ต้องการย้ายมาเล่นลาลีกา เพราะคิดว่าท้าทายกว่าในเซเรีย อา แต่เมื่อเรอัล มาดริดเพิ่งคว้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในซัมเมอร์ 2009 แถมในทีมดาวดังทะลัก ก็เลยต้องเบนหัวไปบาร์ซ่าแทน โดยมี มิโน ไรโอล่า เอเจ้นท์ผู้ล่วงลับจัดการให้ แรกๆยังโอเค แต่พอผ่านไปสักพัก อิบรา เริ่มกลายเป็นสำรอง รวมถึงโดนสับเปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ใช่กองหน้าตัวเป้า โดยเชื่อว่า เมสซี่ นี่เองอยู่เบื้องหลังด้วย ไปขอ เป๊ป เป็นเซ็นเตอร์ในแนวรุก จุดนี้เองที่อาจทำให้ กุน มีสิทธิ์มองว่า อิบรา ไม่ได้ชื่นชอบ เมสซี่ สักเท่าไรหรอก เคยมีรอยร้าวกันอยู่ แม้จะไม่ใช่แบบโดยตรงก็ตาม นั่นแหล่ะเขาถึงจบด้วยประโยคที่ว่า เมสซี่ เป็นแข้งดีสุดในโลก เพื่อย้ำให้รู้ว่าไม่ใช่ทั้ง เอ็มบั๊ปเป้ และแม้กระทั่ง อิบรา เองที่ชอบยกตนข่มท่านว่าเจ๋งกว่าใครด้วย หากว่ากันแบบแฟร์ๆ อิบรา มีสิทธิ์วิจารณ์ได้เสมอ แต่ความเห็นเหล่านั้นก็จะต้องถูกพิจารณาโดยคนอื่นได้เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อมองย้อนกลับมา เราก็ต้องยอมรับว่าเป็นจริงอย่างที่ กุน ได้แจกแจงเอาไว้ หลายต่อหลายครั้งที่เราได้เห็นพฤติกรรมอันก้าวร้าวของ อิบรา ยังดีที่ว่าช่วงหลังเพลาลงเยอะ ไม่ค่อยเดือดเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ต้องเข้าใจว่า บุคลิกอย่าง อิบรา จะให้มาพูดอะไรเรียบง่าย เหมือนคนธรรมดาทั่วไปคงไม่ใช่อยู่แล้ว บางครั้งต้องมีฉีกแนวออกไป เพียงแต่ครั้งนี้มันดูล้ำเส้นจริงๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าดราม่าจะจบลงแค่โพสต์ของ กุน นี้หรือเปล่า มันอาจเป็นไปได้ว่า อีกฝั่งพร้อมจะเล่นงานคืน เพราะมีการพาดพิงถึงประเทศชาติบ้านเกิดเช่นกัน อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่า เปิดหน้าไพ่มาสู้กันอย่างนี้ อิบรา ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในเมื่อสิ่งที่ กุน ตอบโต้นั้นมันชัดในตัวเองอยู่แล้ว บางทีบาดแผลเมื่อครั้งเล่นให้บาร์เซโลน่า อาจยังไม่หายดีเลยก็เป็นได้ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117