breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #อย่าเพิ่งตีตนไปก่อน ]

ช่วงนี้สื่อเก็บประเด็นมาเป็นข่าวเกี่ยวกับ เอริก เทนฮาก เยอะมากเป็นพิเศษ เพราะสถานะเขาคือ "ว่าที่ผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ด" แทบจะการันตีได้เลยว่า สัปดาห์หน้าคงจะประกาศชัดเจน นับถอยหลังอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าสัญญาของกุนซือดัตช์คือ 4 ปี แต่จะมาในรูปแบบ 3+1 หรือมีอ็อปชั่นกันไว้ 1 ปี หากใช้เต็มรูปแบบ ซึ่งถือว่าเหมาะสมดีอยู่ ส่วนทีมงานที่จะดึงมาช่วย ยังคงต้องรอกันไปก่อน มีชื่อหลายคนถูกนำมาเล่นข่าวให้เกิดความน่าสนใจ โดยเฉพาะบรรดาศิษย์เก่าเช่น โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ หรือ ยาป สตัม รวมถึง สตีฟ แม็คคลาเรน อดีตผู้ช่วยยุคทริปเปิ้ลแชมป์ประวัติศาสตร์ ในขณะที่ผู้เล่นใหม่ซึ่งคาดว่าจะย้ายมาร่วมงาน นั่งนับนิ้วแบบหยาบๆ ที่โยงกันนั้นมากกว่า 20 รายเข้าไปแล้ว ล่าสุดยังมี สตีเว่น เบิร์กไวจ์ ของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์มาเกี่ยวข้องด้วย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าอย่างไรแมนฯยูไนเต็ดคือสโมสรใหญ่ที่ขายได้ ถนนทุกสายต้องมุ่งมาหาอยู่แล้ว โดยเฉพาะพวกนักข่าวที่พยายามเหลือเกินจะล่วงรู้ให้ได้ก่อนใคร รู้กระทั่งบอร์ดบริหารของแมนฯยูไนเต็ดล็อกเป้ากุนซือไว้ 8 ราย ไม่ว่าจะเป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส , หลุยส์ เอ็นรีเก้ , จูเลน โลเปเตกี , ซีเนดีน ซีดาน , ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ และ โธมัส ทูเคิ่ล สองคนหลังโดนหั่นชื่อทิ้งก่อน เพราะแทบไม่มีโอกาสเลย น้อยถึงน้อยที่สุด ส่วน เทนฮาก อยู่ในเรดาร์มาพักใหญ่แล้ว อีกทั้งกระแสตอบรับจากแฟนบอลดีมาก บอร์ดเองก็อยากจะลดแรงเสียดทานด้วย เลยพุ่งมาแบบเต็มตัว มีเสียงวิจารณ์ว่าฝ่ายบริหารเหมือนต้องการเอาใจแฟนบอล หลังจากความนิยมตกต่ำดำดิ่งอีกครั้ง ตามผลงานที่ย่ำแย่ ล้มเหลวจนน่าใจหาย โจเอล และ อัฟราม 2 พี่น้องตระกูลเกลเซอร์ ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ จำต้องเอาอกเอาใจกองเชียร์ อย่างน้อยก็ถือว่าซื้อเวลาได้ คล้ายตอนปิดดีล คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา จากที่โดนประท้วงหนักในเกมแดงเดือดเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน จนทำท่าจะลุกลามบานปลาย มีแฟนบอลหลายร้อยคนฮือกันเข้ามาในสนาม จนต้องปรับแผนเรียกตัวแทนเข้ามาร่วมประชุมหาทางออก เวลานี้ทำท่าจะปะทุอีกครั้ง เกมพรีเมียร์วันเสาร์ ซึ่งจะเจอกับนอริช ได้รับการยืนยันจาก The 1958 ซึ่งเป็นอีกกลุ่มแล้วว่า จะประท้วงเชิงสัญลักษณ์ ไม่เข้าไปชมเกม 17 นาทีแรก เพื่อบอกให้รู้ว่า 17 ปีที่พวกนี้เข้ามาเทคโอเวอร์ มันพังพินาศแค่ไหนกัน แม้จะประกาศว่าเหตุการณ์ไม่ซ้ำรอยปีที่แล้ว จะมาในแบบอหิงสา ปราศจากการจุดชนวนให้เกิดความวุ่นวาย แต่ไม่มีอะไรมารับประกันได้หรอก เมื่อวัดจากผลโพลและคะแนนความนิยมต่างๆ เทนฮาก มาแรงกว่าใคร ข่มอีกแคนดิเดตคือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ขาดกระจุย ฉะนั้นการเอาใจแฟนบอล เพื่อความปลอดภัยเบื้องต้น ส่วนหนึ่งบอร์ดเลยต้องจิ้มมาที่กุนซือดัตช์ ขณะเดียวกันค่าชดเชยที่ต้องจ่ายให้อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ไม่มากอย่างที่คิด ตามเงื่อนไขแค่ 2 ล้านยูโรหรือ 1.7 ล้านปอนด์เท่านั้นเอง ทุกอย่างเลยเป็นใจ แฟนบอลน่าจะแฮปปี้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับพวกนักเตะในทีม ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะพวกสื่อน้อยใหญ่ แม้กระทั่ง MEN แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ ที่เกาะติดโดยเฉพาะ ยังเล่นประเด็นผู้เล่นหลายคนไม่อยากได้ เทนฮาก ก่อนหน้านั้นก็พอมีกระแสอยู่บ้าง ประมาณว่าชื่นชอบ โปเช็ตติโน่ มากกว่า เพราะเคยคุมทั้งเซาธ์แฮมป์ตันและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์มาก่อน รวมแล้ว 6 ปีเต็ม แม้จะไม่มีโทรฟี่ติดไม้ติดมือเลย แต่ว่ากันตามเนื้อผ้า พอช สร้างความประทับให้มากๆ โดยเฉพาะการพาสเปอร์สก้าวสู่บิ๊กซิกซ์หรือเสือตัวที่ 6 แห่งพรีเมียร์ลีก เช่นเดียวกับผ่านเข้าไปชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดก็คือ โลกไม่จดจำรองแชมป์ ต้องอันดับ 1 เท่านั้นถึงจะถูกยอมรับ ตรงนี้เลยเป็นมลทินของ พอช มาตลอดที่คุมทีมในอังกฤษ อย่างไรก็ตามนักเตะส่วนใหญ่ประทับใจ พอช ไม่ใช่แค่เรื่องของประสบการณ์หรือความสามารถเท่านั้น แต่บุคลิกส่วนตัวก็ช่วยสนับสนุนเช่นกัน จากปากคำของแข้งที่เคยร่วมงานหลายคน มักพูดคล้ายกันว่านี่คือเจ้านายที่มีความเป็นกันเองสูงมาก ไม่ทิ้งระยะห่างกับลูกทีมมากเกินไป ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง อีกทั้งพร้อมเปิดใจรับฟังและปรึกษา ว่ากันว่าหากจะคุยเรื่องฟุตบอลกับ พอช สนทนาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ มันเพลิดเพลินมีความสุขอย่างมาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองบนโต๊ะอาหารก็ยอมรับกุนซืออาร์เจนไตน์ จนมีข่าวว่าอยากผลักดันให้มานั่งเก้าอี้ใหญ่ที่แมนฯยูไนเต็ด สรุปให้เห็นภาพของ 2 แคนดิเดตก็คือ แฟนบอลนิยม เทนฮาก ส่วนนักเตะสนับสนุน พอช แต่บอร์ดพร้อมตัดสินใจไปทางกองเชียร์ ด้วยเหตุผลสารพัดที่เราว่ากันมานั่นแหล่ะ แล้วก็มีการโยงไปยังผู้เล่นบางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง แน่นอนว่าชื่อของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย่อมขายได้ ข่าวระบุมาว่า ซูเปอร์สตาร์โปรตุกีสไม่ต้องการ เทนฮาก อยากได้ พอช มาเป็นบอสคนใหม่มากกว่า อีกทั้งแข้งในทีมส่วนมากก็เห็นคล้อยด้วย นอกจากนี้ยังเสริมอีกตอน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โดนปลดพ้นตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว โรนัลโด้ นี่แหล่ะเป็นตัวตั้งตัวตีต่อต้าน อันโตนิโอ คอนเต้ ไม่แน่ใจว่าเหตุผลจากอะไร อาจเพราะนี่คือกุนซือที่เข้มงวด เฮี้ยบจัด เข้มวินัย ไม่ค่อยผ่อนปรน ซึ่งผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดชุดปัจจุบัน โดนวิจารณ์ว่าสบายมาตลอดตั้งแต่ยุค โซลชา การกดดันของ โรนัลโด้ ถือว่าได้ผล บอร์ดเองอาจไม่ปลาบปลื้ม คอนเต้ เป็นทุนเดิม เลยเบนเป้าไปหา ราล์ฟ รังนิก มานั่งรักษาการณ์จนจบซีซั่น เป็นทางออกเบื้องต้น แต่มาเที่ยวนี้บอร์ดบริหารเลือกตัดสินใจเอง จนกระทั่งหวยใกล้ออกที่ เทนฮาก อย่างที่รับรู้กัน ส่วนกุนซือดัตช์ก็มีข่าวพร้อมกดปุ่มไฟเขียวเปิดทาง โรนัลโด้ ย้ายได้เลยตามความพอใจ ไม่ได้อยู่ในแผนสร้างทีมเลย ต่อให้เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมเวลานี้ก็ตาม นั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างไม่ได้ปลื้มกันเลย เตรียมแยกทางเดินของใครของมัน ฟังดูแล้วน่าวุ่นวายดีเหลือเกินทั้งที่ เทนฮาก ยังไม่เข้ารับตำแหน่งหรือแต่งตั้งเป็นเรื่องราวเลย ฉะนั้นจงอย่าไปปักใจเชื่ออะไรนัก สื่อมักจะขายข่าวให้หวือหวาฮือฮาไว้ก่อน เพื่อดึงดูดความสนใจ เชื่อหรือเปล่าว่า หากเกมวันเสาร์กับนอริช ผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นใจ รับรองเลยข่าวในทำนองขยี้ซ้ำ ต้องเกิดขึ้นอีกแน่ๆ มันอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ แต่แฟนบอลต้องอย่าไปตกหลุมพราง รอจนกว่าจะชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมจะแบนสื่ออังกฤษในเพรสคอนเฟอเรนซ์หรือ เทนฮาก พยายามเลี่ยงตอบคำถามไม่เกี่ยวข้องกับเกม หากมาคุมจริง เขาต้องเจอมากกว่านี้อีกหลายเท่า นี่มันแค่แบบทดสอบธรรมดาเอง น่ากลัวไม่แพ้บอร์ดบริหารแมนฯยูไนเต็ด คงจะเป็นสื่อนี่แหล่ะ -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นักเตะปีศาจ ]

ย้อนไปเมษายน 2008 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ตกลงเซ็นสัญญา ลูก้า โมดริช ซึ่งเป็นแข้งใหม่คนแรกของ ฆวนเด้ รามอส ในซัมเมอร์นั้น ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรลงทุนบินไปซาเกร็บด้วยตัวเอง หลังเช็คข้อมูลมาอย่างดีว่านี่คือกองกลางอนาคตไกลคนหนึ่ง เลยยอมจ่ายถึง 16.5 ล้านปอนด์ให้ดินาโม ซาเกร็บ ซึ่งราคาแรงเอาเรื่องในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โมดริช เริ่มต้นได้น่าผิดหวังกับไก่เดือยทอง โดนอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าเล่นงาน แถมยังโดนวิจารณ์เรื่องรูปร่างที่เล็กเกินไป ไม่น่าจะเหมาะกับฟุตบอลอังกฤษเท่าไรนัก ยิด อาร์มี่ต่างไม่แฮปปี้เช่นกัน มองว่า เลวี่ ซื้อมาแพงเกินจริง ส่อแววน่าจะล้มเหลวมากกว่า ดูจากสภาพแล้วโอกาสรุ่งน้อยเหลือเกิน นอกจากนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล ซึ่งเป็นอริตัวเป้ง ยังแสดงความคิดเห็นเรื่องลักษณะทางกายภาพของ โมดริช ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อคุณเป็นนักเตะต่างถิ่น ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากยุโรปฝั่งตะวันออก ภาษาอังกฤษแทบไม่กระดิก แล้วมาเจอเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีท้อกันบ้าง โมดริช เองเสียกำลังใจไม่น้อยเลย แต่ทุกครั้งที่รู้สึกว่าเริ่มแย่ จะเก็บเอาคำพูดมากมายที่แทงใจดำ นำมาเป็นแรงผลักดันเพื่อเดินหน้าต่อไป ขณะเดียวกันชีวิตที่ต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่วัยเด็ก เติบโตมาจำความได้ก็ต้องเจอสงครามกลางเมือง มันช่วยหล่อหลอมให้แกร่งกล้าอย่างไม่รู้ตัวเลย หลัง รามอส พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีม แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ เข้ามากุมบังเหียนแทน สถานการณ์ของ โมดริช เริ่มดีขึ้นบ้าง ด้วยความที่ตัวเล็ก อาจเป็นอุปสรรคในการเล่นตรงกลาง เลยลองขยับไปยืนริมเส้นด้านซ้าย โมดริช เองไม่เคยเกี่ยงเลย ขอเพียงเจ้านายบัญชามาเท่านั้นเอง ยังไงได้หมด เขาได้ลงเล่นต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งซีซั่นแรกจบลงรวมแล้ว 44 นัดทุกรายการ เริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับของแฟนบอล ต่างจากช่วงย้ายมาใหม่ๆ ก่อนฤดูกาล 2009/10 เปิดฉากไม่เท่าไร เร้ดแนปป์ เล่าถึงลูกทีมคนนี้ว่า -- "สุดยอดแข้งชัดๆ มันบ้าเลือดเหลือเกิน นี่คือผู้เล่นในฝันของกุนซือทุกคน เขาซ้อมหนักราวกับปีศาจและไม่เคยปริปากบ่นเลย" "เขาทำงานหนักเสมอ ทั้งตอนมีและไม่มีลูกบอลและยังสามารถเอาชนะกองหลังได้ทุกคนด้วย" หากวัดจากความเห็นของ เร้ดแนปป์ นั่นหมายความว่าทัศนคติ โมดริช อยู่ในขั้นสุดยอดมาก กองกลางโครแอตพิสูจน์ให้เห็นวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งกลายเป็นเสาหลักของทีมอย่างเต็มตัว สามารถเล่นได้หมดทุกทีมบนโลกใบนี้ ดาเนี่ยล เลวี่ ไม่รอช้ารีบขยายสัญญา โมดริช ออกไปอีกให้อยู่โยงสโมสรยาวถึง 6 ปี เพราะมองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าอนาคตจะกลายเป็นดาวดังแน่ๆ นอกจากขยันขันแข็ง วิ่งพล่านทำงานหนักแบบไม่มีหมดแรง สถิติการจ่ายบอลแม่นยำของเขาก็ไม่เป็นสองรองใครเลย สัมผัสบอลแรกก็ยอดเยี่ยมอีกด้วย เอาตัวรอดได้เก่ง แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดีมากๆ เรียกว่าครบเครื่องขึ้นทุกวัน ไม่ต้องสงสัยเลย บรรดาสโมสรใหญ่ในพรีเมียร์ลีกหรือท็อปทีมของยุโรป ต่างให้ความสนใจ พร้อมมาเคาะประตูบ้านสเปอร์สทุกเมื่อ ฤดูกาล 2010/11 ผ่านพ้นไปไม่เท่าไร นักข่าวไปถาม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดในเวลานั้นว่าให้ใครเป็นแข้งยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก เฟอร์กี้ ตอบว่าคนอื่นคิดอย่างไรไม่รู้ แต่สำหรับเขายกให้ โมดริช ซึ่งผลงานทุกอย่างการันตีได้ดีแล้ว คาดเดาไม่ยากหรอกว่า เฟอร์กี้ ก็ต้องการ โมดริช มาร่วมงานด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหลังจากผิดหวังเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2011 โดนบาร์เซโลน่าย้ำรอยแผลอีกครั้ง จำเป็นต้องมีการแปลงโฉมบางตำแหน่ง โดยเฉพาะในแผงมิดฟิลด์ พอล สโคลส์ ซึ่งเป็นคีย์แมนมานานหลายปี ถึงเวลารีไทร์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โมดริช ถูกวางตัวไว้เป็นทายาท แต่ก็ต้องยอมรับว่ากำแพงอุปสรรคมันสูงตระหง่านขวางทางเอาไว้ สัญญายังเหลืออีก 5 ปี รวมทั้ง เลวี่ ไม่มีทางปล่อยมาให้ง่ายอย่างเด็ดขาด ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างสเปอร์สกับแมนฯยูไนเต็ด ไม่ค่อยดีเหมือนยุคก่อน นับตั้งแต่ขาย ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ มาให้ในปี 2008 ตอนนั้น เลวี่ ตกลงกับผู้บริหารของแมนฯซิตี้ไว้แล้วว่าจะปล่อย เบอร์บาตอฟ ค่าตัวอยู่ที่ 33 ล้านปอนด์ แต่เมื่อนักเตะนั่งเครื่องบินส่วนตัวมายังแมนเชสเตอร์ เพื่อเตรียมเซ็นสัญญา ปรากฏว่า เฟอร์กี้ มาดักอุ้มไปเซ็นกับแมนฯยูไนเต็ดอย่างเหนือความคาดหมาย เบอร์บาตอฟ เองก็มีใจให้อยู่แล้ว เลยแจ้งกับทางสโมสรว่าอยากมาร่วมก๊วนปีศาจแดง เพราะไหนๆก็จะย้ายอยู่แล้ว โอกาสนี้ขอเลือกเองเลยแล้วกัน สเปอร์สแทบไม่มีทางเลือกนัก เหมือนโดนหักคอ จำยอมรับค่าตัว 30.75 ล้านปอนด์ แต่นั่นไม่แย่ไปกว่าผิดคำพูดกับทางแมนฯซิตี้ เลวี่ ให้คำมั่นสัญญากับทางซิตี้ไว้เรียบร้อย แล้วเมื่อเหตุการณ์ลงเอยอย่างนี้ ภาพลักษณ์ของตนย่อมเสียหายไปด้วย จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เฟอร์กี้ เองก็รู้สึกผิดบาปเช่นเดียวกัน เหมือนไปสร้างรอยมนทินให้กับ เลวี่ ระดับนักธุรกิจใหญ่ มีตำแหน่งเป็นถึงประธานสโมสรฟุตบอลชั้นนำ การรักษาคำพูดคือสิ่งสำคัญอย่างมาก ผิดครั้งแรกไปแล้ว อาจไม่ได้รับโอกาสครั้งที่สองอีกเลยก็ได้ เฟอร์กี้ เลยบอกกับตัวเองว่า จะไม่พยายามเซ็นสัญญาผู้เล่นจากสเปอร์สอีก แต่ในรายของ โมดริช อดไม่ได้จริงๆ มีการยื่นข้อเสนอไปให้ในซัมเมอร์ 2011 แม้ตัวเลขจะไม่แน่ชัด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือคำปฏิเสธจากทางฝั่ง เลวี่ ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เฟอร์กี้ ทำใจไว้เรียบร้อย คงยากที่จะคว้าตัวมาได้ ต่อให้ทาง โมดริช เองจะพร้อมย้ายมาก็ตาม ขณะเดียวกันทางเชลซีก็รุกคืบเข้าหา เริ่มต้นด้วยข้อเสนอ 22 ล้านปอนด์ ก่อนถูกตีตกอย่างทันควัน ซื้อมาเกือบ 17 ล้านปอนด์แล้ว ปั้นนักเตะมาจนเปรี้ยง แล้วจะมาชุบมือเปิบด้วยราคานี้ ไม่มีทางหรอก จากนั้นปรับเป็น 27 ล้านปอนด์ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมนั่นคือเซย์โน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ปล่อยให้แน่ ก่อนมีข่าวว่าพุ่งไปถึง 40 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ แต่ทาง โมดริช เองปรารถนาจะย้ายไปยังสโมสรที่ใหญ่ขึ้น มีโอกาสลงเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าจ้างก็สูงเป็นเท่าตัว เลวี่ ประเมินแล้วว่าคงขวาง โมดริช ลำบาก ดังนั้นเลยต้องมี gentleman's agreement หรือสัญญาสุภาพบุรุษเป็นเงื่อน หากมีทีมใหญ่ในยุโรปยื่นข้อเสนอมาปีหน้า ต้องยอมปล่อยทันที นั่นเองเลยทำให้ โมดริช ได้ย้ายไปเล่นให้เรอัล มาดริดด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ ในฤดูร้อนปี 2012 จากวันนั้นจวบวันนี้ผ่านมา 10 ปีแล้ว โมดริช ยังยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพค้าแข้งอย่างสง่างาม แทบไม่เห็นร่องรอยความโรยราไปตามวัยเลย มันทำให้เรานึกถึงประโยคที่ เร้ดแนปป์ เปรียบเอาไว้ โมดริช ไม่ต่างจากปีศาจเลยจริงๆ เป็นนักเตะที่ผู้จัดการทีมทุกคนต่างฝันถึง หลายคนได้ฟังแล้วอาจคิดว่าเป็นการอวยเกินจริง แต่มาถึงวันนี้ที่ เร้ดแนปป์ พูดนั้นล้วนเป็นความจริงและทุกคนต่างยอมรับอย่างดี ทำงานให้หนัก ใช้เป็นเครื่องพิสูจน์และกลบทุกเสียงวิจารณ์ -- โมดริช ท่องประโยคนี้ไว้ตลอดและมันยังคงใช้ได้เสมอ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #คำตอบคือพอแค่นี้ ? ]

หลังบาเยิร์น มิวนิคโดนบียาร์เรอัลเขี่ยร่วงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อนาคตของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เกิดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆขึ้นอีกครั้ง แม้ก่อนเกมเลกสองจะเริ่มหวดไม่นาน โอลิเวอร์ คาห์น ผู้อำนวยการของทีมจะประกาศชัดเจน เลวี่ ต้องอยู่ต่อแน่ในฤดูกาลหน้า แต่ไม่มีอะไรมาการันตีได้เลย ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ สัญญาปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์ 2023 หรืออีกเพียงปีเศษเท่านั้น อีกทั้งอายุจะครบ 34 ปีในเดือนสิงหาคมที่จะถึง ทำให้ทางบาเยิร์นต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะเอาอย่างไร ใจจริงต้องการให้อยู่ต่อ แต่ระยะเวลาที่จะขยายออกไป รวมทั้งเงินค่าจ้าง น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญมากสุด เลวี่ อยากได้ความมั่นคง สัญญาน่าจะเพิ่มอีก 3 ปี แต่ทางฝั่งผู้บริหารบาเยิร์นมองว่ามากเกินไป อาจไม่คุ้มต่อการลงทุน ส่วนค่าจ้างปัจจุบันฟันปีละ 20 ล้านยูโรหรือตกประมาณ 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ มากกว่าใครทั้งสิ้น ซึ่งว่ากันตามผลงานและความสามารถเหมาะสมอย่างไร้ข้อกังขา บาเยิร์นอาจพร้อมจ่ายให้ในเรตใกล้เคียงเดิม แต่น่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อย เกี่ยวกับโบนัสต่างๆมาเกี่ยวข้องด้วย ในขณะเดียวกัน นับตั้งแต่เปลี่ยนเทรนเนอร์จาก ฮันซี่ ฟลิค มาเป็น ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ก็ดูเหมือนว่าสร้างความไม่ประทับใจให้ดาวถล่มประตูโปแลนด์สักเท่าไรนัก นาเกลส์มันน์ อายุมากกว่า เลวี่ เพียงแค่ 1 ปีกับอีก 1 เดือนเท่านั้น ตามวัยยังไงก็ถือว่ารุ่นเดียวกัน ส่วนในบทบาทเจ้านายลูกน้อง ก็เกิดคำถามอีกว่า มีช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์หรือไม่ รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อมั่นล่ะ ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน ต่อให้ นาเกลส์มันน์ จะสร้างชื่อในฐานะกุนซือตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ แต่การคุมฮอฟเฟ่นไฮม์ ตามด้วยนายใหญ่แอร์เบ ไลป์ซิก มันยังแตกต่างจากบาเยิร์นอยู่พอสมควร ผลงานในฤดูกาลนี้ก็ใช่ว่าจะดีสักเท่าไรนัก บุนเดสลีกาอาจนอนมา ตารางปัจจุบันนำโด่ง ทิ้งห่างโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์เกือบ 10 แต้มก็จริง แต่รายการอื่น ล้วนแต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า เดเอฟเบ โพคาลเจอทีเด็ดโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัคไล่ถล่ม 5-0 น็อกร่วงตั้งแต่รอบ 2 เท่านั้นเอง หยุดเส้นทางตุลาคมปีก่อน แล้วมาเสียท่าให้บียาร์เรอัลเที่ยวล่าสุด ตอกย้ำแผลอีกดอก สถานการณ์จึงทรุดอย่างที่เห็น ตอนรู้ผลจับสลากฝั่งเสือใต้ ต่างเนื้อเต้นระริกระรี้ เจอคู่ต่อสู้ไม่หนัก โอกาสผ่านเข้าตัดเชือกใสแจ๋ว มองข้ามไปถึงตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ นาเกลส์มันน์ ยังให้สัมภาษณ์ทำนองว่า น่าจะเช็คบิลได้เรียบร้อยตั้งแต่จบเลกแรก พูดง่ายๆคือ ดูถูกบียาร์เรอัล ไม่ต้องตัดสินเลกสองกันให้เปลืองเวลา ปรากฏว่าเลกแรกก็เสียท่า ได้หนึ่งแผลจนซมซานกลับมาตั้งหลักรอเลกสอง ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น นำก่อนก็จริง แต่มาโดนตีเสมอในช่วง 2 นาทีสุดท้าย แทบไม่มีสิทธิ์แก้ตัวเลย หากวัดกับยุค ฟลิค แล้วยังห่างกันพอสมควร ซึ่งนั่นหมายถึงแนวทางการทำทีมหรือแท็คติกด้วย และตรงนี้เอง คือหนึ่งในสาเหตุสร้างความขุ่นเคืองให้ เลวี่ ด้วยเช่นเดียวกัน เขาเคยคุยกับเพื่อนร่วมทีมชาติโปแลนด์บางคน ในลักษณะว่าแท็คติกของ นาเกลส์มันน์ ที่เน้นใช้ผู้เล่นรุกมากเกินไป ไม่ได้เกิดประโยชน์กับทีมหรือตัวเขาเองอย่างที่เชื่อกันหรอก เมื่อเป็นอย่างนี้คู่ต่อสู้ก็จะแพ็กเกมรับให้แน่นหนากว่าเดิม อีกทั้งยังปิดพื้นที่ในเขตอันตรายของตนอีกต่างหาก แม้ เลวี่ จะซัลโวนับเฉพาะปีปฏิทิน 2021 ได้ถึง 41 ประตู ทุบสถิติเกิมของ แกร์ด มุลเลอร์ ไอ้ลูกระเบิดระดับตำนานสำเร็จ แต่ย่อมรู้ดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง กระทั่งมาเจอกับเกมล่าสุดอีก ต่อให้เขายิงนำก่อน 1-0 มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี ถ้าทีมต้องตกรอบมันก็เปล่าประโยชน์ หากจะมาพูดว่าประสบความสำเร็จแบบส่วนตัว ในขณะเดียวกันเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนนักเตะก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เลวี่ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร โดยเฉพาะพวกแข้งรุ่นหลัง มักจะอยู่ตามลำพังสันโดษมากเกินไป จนหลายคนคิดว่าเขาเย่อหยิ่ง เชื่อมั่นในฝีเท้าที่เจ๋งกว่าคนอื่น มันน่าเสียดายมาก นักเตะหนุ่มๆควรได้ทำความรู้จักและเรียนรู้จากเขา ตามแนวทางการถ่ายทอดแบบรุ่นสู่รุ่น คนที่ประสบความสำเร็จงดงามอย่าง เลวี่ ย่อมเป็นแรงบันดาลใจ ช่วยขับเคลื่อนได้อย่างดี สื่อยังชี้นำด้วยว่า หากสังเกตถึงสีหน้าท่าทาง เลวี่ ในช่วงหลัง ก็พอจะยืนยันได้เลยว่าไม่ค่อยแฮปปี้ นั่นโยงถึงบรรยากาศในการฝึกซ้อม ซึ่งก็สะท้อนเรื่องนี้ได้เช่นกัน หากความพอใจของคุณกับต้นสังกัด เริ่มลดลงตามลำดับ ทางออกคงมีไม่มากนักหรอก โอกาสและเวลาเช่นนี้ อาจเหมาะสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตก็เป็นได้ ------------------ แหล่งข่าวและข้อมูลจากฝั่งสเปน ดูมั่นใจเหลือเกินว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คือกองหน้าที่ ชาบี เอร์นานเดซ โหยหาอยากได้มาร่วมทีมมาก แม้ในรายชื่อปัจจุบันจะมี ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง สมาชิกใหม่ที่ย้ายมาเมื่อเดือนมกราคมและโชว์ผลงานได้ร้อนแรง รวมทั้งยังมี อันซู ฟาติ ดาวถล่มประตูแห่งอนาคตแล้วก็ตาม นอกจากนี้สื่อบางสำนักยังอ้างว่า โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพราะประเมินแล้วคงยากจะปิดดีล เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ สำเร็จ ต้องใช้งบประมาณมหาศาลมาก เกินกำลังจ่ายไหว บาร์เซโลน่าอาจยอมให้สัญญายาวถึง 3 ปี พร้อมค่าจ้างราว 24 ล้านยูโรต่อปี มากกว่าที่ได้จากบาเยิร์น มิวนิคไม่เยอะนัก แต่ก็มากกว่าอยู่ดีและตัวเลขนี้ก็ไม่เลวเลย ส่วนทาง เลวี่ ก็ปรารถนาตามหาความท้าทายใหม่ๆ เป็นการกระตุ้นความรู้สึก อารมณ์ร่วมในการลงเล่นช่วงบั้่นปลายค้าแข้ง มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพัวพันเรื่องย้ายจากบาเยิร์น แทบจะเกิดขึ้นเกือบทุกซัมเมอร์ เมื่อหลายปีก่อนก็จวนเจียนไปเรอัล มาดริดด้วยซ้ำ ไม่ผิดนักหรอกหากจะพูดว่า ลาลีกาคือความต้องการของ เลวี่ หลังจากอิ่มตัวกับความสำเร็จที่บุนเดสลีกาเรียบร้อย ปัจจัยที่สนับสนุนอีกอย่างก็คือ ปินี่ ซาฮาวี่ เอเจ้นท์รุ่นเดอะ ซึ่งพร้อมผลักดันให้เกิดการย้ายทีม อาจด้วยผลประโยชน์ที่จะตามมาด้วย เลวี่ เองก็ไว้เนื้อเชื่อใจเอเจ้นท์รายนี้ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วย ดาวิด อลาบา ได้โยกไปเรอัล มาดริดเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาอีก ช่วงหลังความสัมพันธ์ของ ซาฮาวี่ กับผู้บริหารบาเยิร์นก็ใช่ว่าดีเท่าไรนัก ร่องรอยขัดแย้วปริร้าวมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากตัวแปรและเงื่อนไขต่างๆ โอกาสความเป็นไปได้ที่ เลวี่ จะยุติ 8 ปีกับเสือใต้ มีสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มันน่าจะเป็นช่วงเวลาเหมาะสมสุดแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น เลวี่ หรือบาเยิร์น มิวนิค ก็คงต้องการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ------------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่าด้อยค่าเฮนโด้ ]

ซูเปอร์บิ๊กแมตช์ที่เอติฮัต สเตเดี้ยมเมื่อวันอาทิตย์ ถูกยกย่องจากคอลูกหนังทั่วโลกว่าเต็มไปด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง เป็นการงัดความสามารถ พละกำลังและแท็คติกที่เตรียมพร้อมมา ห้ำหั่นกันอย่างเผ็ดร้อน แบบแลกหมัดต่อหมัดวัดไปเลย แต่แทบทุกคนจะมีความเห็นคล้ายกัน นั่นคือแมนฯซิตี้เหนือกว่าและโชคดีที่ลิเวอร์พูลได้ 1 แต้มกลับออกไป ยิ่งครึ่งแรกด้วยแล้ว เดอะค็อปมากมายต่างบ่นเกี่ยวกับผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงแดนกลางที่เป็นรองอย่างเห็นได้ชัดเจน สำหรับทีมที่มักเป็นฝ่ายไล่ต้อนคู่แข่งสม่ำเสมอ แล้วต้องตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวบ้าง มันย่อมเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดธรรมดา เคสอย่างนี้เข้าใจไม่ยากหรอก ในเมื่อทีมที่คุณเชียร์ผลงานกำลังเข้าฝัก ผูกขาดชัยชนะอยู่ตลอด หากเกมไหนตกเป็นลูกไล่ ความผิดหวังมันต้องมากเป็นเท่าตัว ฟาบินโญ่ มิดฟิลด์เชิงรับที่ยืนหน้าแผงแบ็กโฟร์และเป็นหนึ่งในแข้งที่ฟอร์มคงเส้นคงวา กลับทำผิดพลาดบ่อยหน เสียบอลง่าย จ่ายบอลไม่แม่นยำ เล่นเอาปั่นป่วนพอสมควร จากที่เคยดูนิ่ง เยือกเย็น รับมือกับแรงกดดันได้ค่อนข้างดี สิ่งเหล่านั้นถูกทดแทนด้วยอาการลนลาน คล้ายจิตใจไม่แข็งสำหรับต่อสู้กับเกมที่บีบคั้นและผลของมันอาจชี้ชัดวัดแชมป์ได้เลย อย่างไรก็ตามหลังเกมจบ คนที่โดนแฟนบอลตำหนิมากสุดเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม เดอะ ค็อปในโซเชี่ยลไม่น้อย คอนเม้นต์กันดุเดือดเลยทีเดียว เหมือนต้องการสื่อไปถึง เจอร์เก้น คล็อปป์ คราวหลังคราวหน้าอย่าส่งลงตัวจริงอีกเลย - "เฮนเดอร์สัน จะมีอายุครบ 32 ในอีก 3 เดือนหน้า แข้งขาไร้กำลัง อีกทั้งสกิลก็เทียบ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ไม่ได้ มันไม่เหมาะหรอกหาก คล็อปป์ จะใช้งานเป็นตัวจริง" - "คล็อปป์ ต้องดร็อป เฮนเดอร์สัน เราต้องมีมิดฟิลด์เวิลด์คลาส มันอย่างนั้นจะมีแต่ปัญหา" - "ผมเคยสนับสนุนและปกป้องเขามาก่อน อยากให้เขาพิสูจน์ตัวเอง แต่วันนี้มันน่าช็อกจริงๆ" - "การที่ คล็อปป์ ไว้ใจ เฮนเดอร์สัน อาจถูกฆ่าได้ในซีซั่นนี้ นาบี เกอิต้า เหมาะสมได้ลงแทน ไม่แน่ในว่า คล็อปป์ เชื่อมั่นตรงไหน แต่ตอนนี้เขาหมดสภาพมาก" - "เกมสำคัญทีไรเป็นอย่างนี้ เราจ้องถอดเขาออก" - "คล็อปป์ ยังให้ลงอย่างสม่ำเสมอ ประสบการณ์ช่วยอะไรไม่ได้ เรี่ยวแรงไม่มากพอ" - "เขาควรจะได้พักบ้าง เกมที่มีความหมายอย่างที่เห็น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ซิตี้แข็งแกร่งมาก" บางส่วนจากความเห็นของเดอะ ค็อปทางโซเชี่ยลที่เชื่อว่า เฮนโด้ คือจุดอ่อนของลิเวอร์พูล ที่สมควรถูกกำจัดซะ กระนั้นก็มีแฟนบอลกลุ่มหนึ่ง มีมุมมองแตกต่างออกไป โดยเชื่อว่ากัปตันทีมของพวกเขา ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นหรอก เล่นไม่ดีนั้นยอมรับ แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าคู่แข่งคือแมนฯซิตี้ หากจะโค่นให้สำเร็จหรือแสดงให้เห็นว่าเหนือกว่า ต้องอยู่ในช่วงพีกจริงๆ แล้วเท่าที่ผ่านมา แฟนบอลอาจมองข้ามผลงานส่วนตัวของ เฮนโด้ ไปบ้าง ในเมื่อทีมชนะต่อเนื่อง เหมือนความจริงถูกปกปิดเอาไว้ส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันสภาพร่างกายของเขาไม่เหมือนเดิม ความฟิตเริ่มถดถอย จะให้วิ่งพล่านทำงานหนักเหมือน 2-3 ปีก่อน ย่อมเป็นเรื่องยาก ภาพจำจากฤดูกาล 2019/20 ซึ่งหงส์แดงผงาดแชมป์พรีเมียร์ลีก ยังคงตรึงตราประทับใจเดอะ ค็อปทั่วโลก มันเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำของ เฮนโด้ อย่างแท้จริง สามารถก้าวข้ามเสียงวิจารณ์ ซึ่งกว่าจะผ่านมายังจุดดังกล่าว ไม่ง่ายเอาซะเลย นอกจากนี้เขายังได้รับเสียงชื่นชมในแง่ความเป็นผู้นำ มีคุณสมบัติครบถ้วน พร้อมช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมและปกป้องสโมสร เขามีบทบาทสำคัญในห้องแต่งตัว ช่วยให้เกิดความสมดุล ทีมรวมกันเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น สปิริตแข็งแกร่งมาก ซึ่งนั่นคืออีกจุดแข็งผลักดันลิเวอร์พูลสู่ความสำเร็จ ไม่น่าแปลกใจเมื่อลิเวอร์พูลสิ้นสุดการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุด 30 ปีเต็มๆ เฮนโด้ จะได้รับคะแนนโหวตท่วมท้นจากนักข่าว สำหรับครองรางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งซีซั่น เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่มีสกิลเหนือชั้น เก่งกาจถึงขนาดไปถึงระดับโลก แต่ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีอยู่ในทีมแน่ๆ ------------------------ ฤดูกาลที่แล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเผชิญปัญหาผู้เล่นในแนวรับบาดเจ็บตลอด โดยเฉพาะในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ นั่นจึงเป็นที่มาของการขยับสับเปลี่ยน คู่ปราการหลังตัวกลาง แทบจะไม่ซ้ำกันเลย มีความแตกต่างกันถึง 19 ครั้งด้วยกัน การขาดหายไปของ เฟอร์กิล ฟานไดค์ ซึ่งบาดเจ็บหนักจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง คล็อปป์ จึงต้องกล้าตัดสินใจ ก่อนหาทางออกด้วยถอย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไปประจำการเซ็นเตอร์แบ็ก สำหรับนักเตะที่เติบโตมาจากการเล่นมิดฟิลด์มาตลอด มันคือพื้นที่ถนัดและคุ้นเคย แล้วต้องมาเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน ไม่ง่ายนักสำหรับการปรับตัว แรกทีเดียวที่เห็น คล็อปป์ เลือก เฮนโด้ ร่นไปเล่นเกมรับ บรรดากองเชียร์ใจไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ไม่มีทางเชื่อมั่นอะไรได้เลย เพราะรู้กันอยู่ว่า กัปตันทีมของพวกเขาไม่มีความเร็วและแข็งแกร่ง หากเทียบกับ ฟานไดค์ สองคุณสมบัติดังกล่าวคือสิ่งจำเป็นของผู้เล่นในตำแหน่งนี้ จะมองข้ามเลยไม่ได้แน่ แต่ เฮนโด้ กลบเสียงวิจารณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้ ด้วยการใช้วิธีอ่านเกมอันแม่นยำ พร้อมทั้งความสุขขุมเยือกเย็น มาทดแทนได้อย่างลงตัว เราได้เห็นช็อตชิงจังหวะเล่นก่อนคู่แข่ง แย่งบอลกลับคืนมาง่ายๆ จากนั้นงัดความถนัดเซ็ตเกมจากแดนหลังขึ้นมา บางทีมีการเปลี่ยนจังหวะวางยาวได้อย่างแม่นยำ เขาโชว์ให้เห็นว่า เหมาะสมแค่ไหนสำหรับการมีปลอกกัปตันรัดอยู่บนต้นแขน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเพียงเพราะเป็นนักเตะอังกฤษ ที่อยู่กับสโมสรมานานเท่านั้น การแสดงถึงความเสียสละ ทำงานอย่างหนักแบบไม่ปริปากบ่น พร้อมรับบัญชาจากเจ้านาย ล้วนแต่ชัดเจนทั้งสิ้น ก่อนหน้านั้น คล็อปป์ เองก็ใช่ว่าจะวางใจ เฮนโด้ เท่าไรนัก มีจับนั่งในเกมสำคัญ จนบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ทว่าเมื่อได้รับโอกาส เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าดีพอ ไม่ใช่แค่อาศัยความเป็นกัปตันทีม เรียกร้องความชอบธรรมเท่านั้น ตัดภาพกลับมายังปัจจุบัน แฟนบอลเริ่มเสียงแตก บางคนเชื่อว่า เฮนโด้ ไม่จำเป็นอีกต่อไป ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงกันอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ คล็อปป์ นี่ยังเป็นนักเตะฟันเฟือง มีส่วนสำคัญพาทีมก้าวเดินไปข้างหน้า ฟอร์มของ เฮนโด้ อาจตกลงบ้าง ไม่ดีเหมือนอย่างที่เคย แต่มันก็ไม่ถึงขนาดต้องมองว่า เป็นจุดอ่อนที่ต้องรีบเขี่ยทิ้ง เข้าใจในสถานการณ์ที่ลิเวอร์พูลเผชิญ ทีมกำลังสร้างประวัติศาสตร์ไล่ล่า 4 แชมป์ ต้องเน้นทุกนัด นักเตะที่ลงเป็นตัวจริงต้องมีความพร้อมจริงๆ แต่อยากจะบอกว่าบางที เฮนโด้ นี่แหล่ะ คือนักเตะที่มีคุณสมบัติอย่างต้องการ ความเป็นผู้นำมันสำคัญอย่างมาก อย่าเพิ่งรีบตัดสินเขา แม้ในวันที่อายุเริ่มมากขึ้น สวนทางกับเรี่ยวแรงที่ถดถอย นักเตะประเภทนี้ แฟนบอลควรหนักแน่นและมอบความไว้วางใจให้ต่างหาก เกมไหนไม่มีเขาจริงๆ อาจจะต้องมาเสียใจกันภายหลังได้เลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #วิธีเขี่ยทิ้งซูเปอร์สตาร์ ]

หลังเกมซูเปอร์บิ๊กที่เอติฮัต สเตเดี้ยมเมื่อวันอาทิตย์จบลง มีเสียงวิจารณ์และความเห็นถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มากมาย หลายคนมองว่านี่คือกุนซือลูกหนังเก่งสุดในโลกยุคนี้ สร้างแมนฯซิตี้จนกลายเป็นทีมระดับท็อปของยุโรป ด้วยการใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี อย่างไรก็ดีเมื่อคอนเม้นต์ในลักษณะนี้ แพร่กระจายออกไป การเห็นต่างเกิดขึ้นตามกระแส ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางทีมชาติเยอรมัน ซึ่งเคยค้าแข้งทั้งลิเวอร์พูลและแมนฯซิตี้ เชื่อว่า เป๊ป ยังไม่ใช่นัมเบอร์วัน พูดแบบนั้นมันเกินไปหน่อย พร้อมทั้งจำเพาะเจาะจงชื่อกุนซือ 3 คน ผู้มากฝีมือที่ข่ม เป๊ป อย่างเห็นได้ชัด คาร์โล อันเชล็อตติ , โชเซ่ มูรินโญ่ และ เจอร์เก้น คล็อปป์ คือ 3 คนดังกล่าว ฮามันน์ แจกแจงไว้ 2 คนแรก กรอบความสำเร็จไม่ได้ถูกตีไว้แค่ในลีกเดียวหรือสองลีก แต่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วยุโรป อย่าง อันเช่ กวาดมาครบ 4 ลีกใหญ่ ขาดแค่ลาลีกาเท่านั้นและกำลังจะทำสำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่กับเรอัล มาดริด ส่วน มูรินโญ่ ก็เช่นเดียวกัน การได้ทั้งพรีเมียร์ลีก , กัลโช่ เซเรีย อา , ลาลีกาและพรีเมยร่า ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของโปรตุเกส ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน อีกทั้งฟุตบอลตามแนวทางของเขา เปรียบเหมือนการฉีกโฉมหน้าหรือใช้คำว่าปฏิวัติในช่วงเวลาหนึ่งได้เลย สำหรับ คล็อปป์ ได้เครดิตจาก ฮามันน์ ตรงที่ใช้งบประมาณเสริมผู้เล่นแบบมีข้อจำกัด หาใช่ชอปปิ้งสบายมือเหมือน เป๊ป ไม่ว่าจะช่วงคุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์หรือลิเวอร์พูลในปัจจุบัน พอจับมาเทียบกันแล้ว คล็อปป์ จึงดูเหนือกว่า มันยากมากที่จะทำทีมที่ต้องมีข้อจำกัดเรื่องเงิน จนกระทั่งประสบความสำเร็จได้ทั้งพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ความเห็นของ ฮามันน์ ดังกล่าว ย่อมมีทั้งที่คล้อยตามและมองอีกอย่างเป็นธรรมดา คำถามเชิงแบบนี้ มันไม่มีทางจบหรือได้บทสรุปชัดเจนหรอก เพราะในอีกด้านที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถูกมองข้าม อาจทำให้ ฮามันน์ เปลี่ยนความคิดที่ว่าเลยก็ได้ ------------------- เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือที่วงการฟุตบอลต่างยอมรับ มักจะชื่นชม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ขาดปากเสมอ ทุกวันนี้ เฟอร์กี้ ยังเชื่อมั่นว่า หากคู่ชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกของแมนฯยูไนเต็ดในปี 2009 และ 2011 ไม่ใช่บาร์เซโลน่า ผู้ซึ่งมี เป๊ป กุมบังเหียน อาจสมหวังสักครั้ง แต่นี่อย่างที่รู้กัน ปีศาจแดงเป็นฝ่ายปราชัย ชนิดไม่ต้องถกเถียงหรืออุทธรณ์ให้เสียเวลา ยอมรับโดยดุษฎี ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เฟอร์กี้ ยังมีความตั้งใจจะให้ เป๊ป มาเป็นทายาท รับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดต่อจากตนด้วย ถึงขั้นเอ่ยปากฝากไว้ตรงเมื่อดินเนอร์กันที่นิวยอร์คตอนปี 2012 ช่วงนั้น เป๊ป เพิ่งสละเก้าอี้กุนซือบาร์เซโลน่าไม่นานนัก กำลังว่างงานพอดี แต่กลับตัดสินใจเลือกบาเยิร์น มิวนิค ภายหลังเขามาไขปริศนาบทสนทนาบนโต๊ะกินข้าววันนั้นให้ฟัง โดยการตอบแบบเลี่ยงๆว่า บางทีภาษาอังกฤษอาจไม่แข็งแรงพอสำหรับการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับ เฟอร์กี้ เฟอร์กี้ พูดด้วยสำเนียงตัวเอง ทั้งเร็วและฟังยาก นั่นคือปัญหาและท่อนสำคัญดังกล่าว เป๊ป อาจฟังไม่ทันจนต้องข้ามไป พร้อมทั้งยืนยันว่า บาเยิร์นติดต่อมาก่อนใคร เมื่อบวกกับความท้าทายที่กำลังแสวงหาอยู่ เลยตัดสินใจรับงาน แล้วพาครองแชมป์บุนเดสลีกา 3 สมัยติดต่อกัน แต่ก็อกหักในยูซีแอล ตกรอบตัดเชือก 3 ครั้งรวดเช่นกัน อย่างที่บอกไว้นั่นแหล่ะ บางคนคิดว่า เป๊ป ทำงานง่าย เพราะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินอย่างเต็มสูบ อยากได้ใครลิสต์รายชื่อไปให้เบื้องบน มักได้รับการตอบสนองกลับมาเสมอ แต่ในโลกของความจริง มันไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังเล่นเกมส์เมเนเจอร์ เพราะต้องจัดการบริหารผู้เล่นให้เป็นไปอย่างที่ต้องการด้วย แล้วพวกแข้งซูเปอร์สตาร์ อีโก้จ๋ามาเต็มๆ มันยากมากสำหรับการทำความเข้าใจ รวมทั้งทำให้ศรัทธาในตัวเจ้านาย เป๊ป ต้องหาทางเคลียร์ปัญหาให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเขี่ยทิ้งจากทีมหรือเกลี้ยกล่อมโน้มน้าว เขาเคยเผชิญหน้ากับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่บาร์เซโลน่า ก่อนที่ตัวนักเตะจะมาแฉเป็นฉากว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมทั้งด่ากราดด้วยว่า เป๊ป เป็นพวกขี้ขลาด หากเป็นกุนซือคนอื่น คงคิดจะตอบโต้บ้าง แต่ไม่ใช่เขาเลย ปล่อยให้นักเตะพูดไป เช่นเดียวกับเคสของ ยาย่า ตูเร่ ซึ่งเคยร่วมงานด้วยกันถึงสองสโมสรไม่ว่าจะบาร์ซ่าหรือแมนฯซิตี้ ยาย่า เป็นนักเตะที่มีความสามารถ เรื่องนี้ไม่มีใครเถียงหรอก แต่ทัศนคติบางอย่าง โดยเฉพาะอีโก้หรือเชื่อมั่นตัวเองสูงเกินไป ฉุดให้เหลวในช่วงท้ายของการค้าแข้งกับซิตี้ ยาย่า เคยออกมาโจมตีอดีตเจ้านายสารพัด วิจารณ์ว่าเป็นพวกเผด็จการ ชอบให้นักเตะเลียแข้งเลียขาเอาใจ ล้วนแต่ฟังดูรุนแรงทั้งสิ้น ภายหลังอาจรู้สึกผิดบาป จึงส่งข้อความมาขอโทษ แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวจาก เป๊ป กลับมาเลยสักนิดเดียว เวลาผ่านไปเนิ่นนานเป็นปี เป๊ป ก็ยังไม่อ่านข้อความนั้น จนทาง ยาย่า เองเริ่มกระวนกระวาย เมื่อเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่คิดตอบโต้ เรื่องมันก็จะจบลงอย่างง่ายดาย ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดกันจนเกิดดราม่าตามมา ตอนคุมบาเยิร์น มิวนิค ก็เคยขัดแย้งกับ มาริโอ มานด์ซูคิช ซึ่งเป็นผู้เล่นที่เข้าถึงยาก มีความเป็นส่วนตัวสูง เขาก็จัดการในแบบตัวเอง ร่วมงานได้เพียงปีเดียว มานด์ซูคิช ก็ย้ายออกไป พร้อมให้เหตุผลว่าสไตล์ของตนไม่เข้ากับเจ้านาย แม้ผลงานจะน่าพอใจ ซัลโวประตูสูงสุดในทีมฤดูกาล 2013/14 ก็ตาม หรือตอนอัพเลเวลขึ้นจากชุดบีมากุมบังเหียนชุดใหญ่บาร์เซโลน่า เขาก็ชัดเจนตามความเชื่อมั่น นั่นคือยินดีให้สโมสรปล่อย โรนัลดินโญ่ , เดโก้ และ ซามูแอล เอโต้ ได้ทันที สองคนแรกชิ่งหนีตามคาด แต่สำหรับ เอโต้ อยากจะพิสูจน์ตัวเองต่ออีก ไม่ยอมไปไหน แต่ทั้งสองคนก็ขัดแย้งกัน เป๊ป ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น หากอธิบายให้ลูกทีมฟัง แล้วโดนหมางเมินกลับมา จะจับดร็อปข้างสนามทันที อย่างไรก็ตามนิสัยอย่างหนึ่งของ เอโต้ ที่ไม่เหมือนใครก็คือ ความดื้อรั้นต้องการพิสูจน์ อยากจะเป็นผู้ชนะ จึงมุ่งมั่นตั้งใจเสมอ หากเกมไหนได้ลงเล่น เป๊ป เลยเริ่มมองเห็น ดึงศักยภาพตรงนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ จนกระทั่ง เอโต้ มีส่วนสำคัญนำทัพล้มแมนฯยูไนเต็ดในเกมชิงเจ้ายุโรปที่กรุงโรมเมื่อปี 2009 ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้น น่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานต่อ แต่สำหรับ เป๊ป คิดว่าน่าจะเพียงพอ เลยปล่อยออกให้อินเตอร์ มิลาน เป็นส่วนหนึ่งนำ ซลาตัน มาเล่นที่นี่ แล้วก็เกิดปัญหาซ้ำรอยนั่นแหล่ะ แทบทุกครั้งที่ เป๊ป เจออดีตลูกน้องเผาจนเกรียม เล่าเรื่องด้านลบผ่านสื่อ ไม่มีเลยที่จะคิดเอาคืน นั่นคือวิธีที่เขาเลือก ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้สนใจหรือต้องโอ๋พวกแข้งที่มั่นใจในความเป็นซูเปอร์สตาร์ มันไม่ง่ายหรอกที่จะกำจัดนักเตะประเภทนี้ แต่สำหรับ เป๊ป เมื่อแสดงให้เห็นแล้วว่า ประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาพวกดาวดัง บอร์ดบริหารก็ต้องยอมทำตาม ถึงบอกว่าบางครั้งมีเงินซื้อดาวดังหรือได้แข้งตัวท็อปของโลกไว้ใช้งาน มันไม่ได้หมายความจะดีเสมอไป แต่ประเด็นน่าสนใจ เมื่อคุณไม่ต้องการแล้วสามารถกำจัดได้ต่างหาก นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่หลายคนยอมรับว่า กุนซือคนนี้ไม่เป็นรองใครในโลกฟุตบอลปัจจุบันเลย --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เรื่องดีไม่มีให้เห็น ]

สถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ดเวลานี้ น่าจะใช้คำว่าวิกฤตได้เรียบร้อย ความพ่ายแพ้ต่อเอฟเวอร์ตันเมื่อวันเสาร์ ยิ่งตอกลิ่มให้ลึกเกี่ยวกับความจริงเรื่องนี้ ไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยงอีกต่อไป เกิดเสียงวิจารณ์สารพัด ซึ่งส่วนใหญ่ลงที่นักเตะ ผลงานของหลายคนยิ่งกว่าน่าผิดหวังด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับเงินที่ได้รับจากสโมสร แรงสนับสนุนจากแฟนบอลที่มอบให้เสมอมา แล้วกลับตอบแทนอย่างที่เห็น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพูดอะไรดี ความผิดพลาดส่วนตัวเกิดขึ้นแบบซ้ำซาก ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เหมือนลงเล่นแบบขอไปที รอเวลาฤดูกาลปิดฉาก จะได้ไปผึ่งพุงให้แสงแดดโลมไล้ สนุกสนานเบิกบานหัวใจกับการพักผ่อน หากแข้งปีศาจแดงเล่นได้แค่นี้ ก็สมควรโดนตั้งคำถามว่า สงสัยกำลังมีสมาธิกับช่วงฮอลิเดย์มากกว่า วางแผนกันไว้ล่วงหน้าเสร็จสรรพจะไปเที่ยวไหนบ้าง น่าตลกตรงที่ช่วงโปรแกรมทีมชาติ หลายคนที่ไม่ได้ติดธงรับใช้บ้านเกิด ใช้เวลาว่างบินไปเที่ยวต่างประเทศ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใจ ซึ่งแฟนบอลบางส่วนมองโลกในแง่ดีว่า นี่คือการชาร์จแบตเติมพลัง กลับมาเล่นอีกครั้งจะคึกคักกว่าเดิม แต่เอาเข้าจริงก็อย่างที่เห็นกัน หลายคนยังวิ่งๆเดินๆ ใช้สายตากับคำพูด มากกว่าใช้ความพยายามไล่ล่าลูกบอล ช่างไม่มีแคเรคเตอร์ของผู้ชนะเลย ราล์ฟ รังนิก ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม ต้องแสดงความรับผิดชอบตามบทบาท ทั้งผลงานและสถิติต่างๆฟ้องอยู่แล้วว่า สอบตกชนิดไร้ข้อกังขา แม้จะเป็นแค่รักษาการณ์จนจบซีซั่นก็ตาม อย่างไรก็ดีหลายคนเริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น คงโยนความผิดให้กุนซือฝ่ายเดียวไม่ได้แล้ว บรรดานักเตะก็ต้องแบ่งเอาไปด้วย ไม่ว่าเปลี่ยนผู้จัดการทีมกี่คนต่อกี่คน ไม่กระเตื้องขึ้นเลย ย้อนไปดูเกมแรกของ รังนิก ประเดิมคุมดวลคริสตัล พาเลซ ปรากฏว่าแข้งแมนฯยูไนเต็ดโชว์กันน่าประทับใจ เปลี่ยนแปลงชัดเจน เพรสซิ่งมากขึ้น ขยับวิ่งขยันขันแข็ง แล้วเอาแย่งบอลกลับมาได้เร็วอีกต่างหาก คำถามคือทำไมเกมเปิดตัวเจ้านายคนใหม่ เล่นกันรูปแบบนั้นได้ แทบไม่มีปัญหาอะไรเลย แล้วนัดถัดมา ฟอร์มอย่างว่ามันหายไปไหน แล้วก็ไม่เคยได้เห็นกันอีกเลย เราพอจะเชื่อได้ว่า นักเตะสามารถเล่นตามแท็คติกของ รังนิก ในเมื่อมีพยานหลักฐานชัดเจน แต่ดูเหมือนไม่อยากจะทำมากกว่า ปัญหาตกมาที่กุนซือเยอรมัน ปล่อยให้ลูกทีมเล่นกันสะเปะสะปะ ไม่อาจคอนโทรลได้ คำสั่งที่บอกไว้ ไร้การตอบสนองคืนมา ไม่น่าแปลกใจเลย สื่อถึงประโคมกันใหญ่โตเกี่ยวกับประเด็น นักเตะหลายคนไม่เชื่อฟัง รังนิก ทำหูทวนลม สะท้อนทัศนคติอันย่ำแย่มาก ช่วยไม่ได้ที่เราจะนึกถึงสิ่งที่ รอย คีน เคยวิจารณ์เอาไว้อย่างดุเดือด ผู้จัดการทีมคนก่อนถูกนักเตะเลื่อยขาเก้าอี้ มีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน เมื่อพวกเขาโยน โชเซ่ มูรินโญ่ เข้าใต้ท้องรถบัสได้ แล้วทำไมจะทำอย่างนั้นกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่ได้ล่ะ ส่วน รังนิก กำลังเผชิญหน้าอยู่ โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ตอนนี้นักเตะแมนฯยูไนเต็ดอยู่นอกเหนือการควบคุม ขาดความเข้าใจ ไร้ซึ่งสปิริตที่ควรมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ระเบิดโทสะออกมาด้วยการปัดสมาร์ทโฟนแฟนบอลรุ่นเยาว์เอฟเวอร์ตันตกพื้น เป็นพฤติกรรมที่แย่มาก โดยเฉพาะนักเตะที่ถูกยกย่องให้เป็นซูเปอร์สตาร์แห่งยุค ไม่นานนักเมื่ออารมณ์เย็นลง ออกมาขอโทษขอโพย ยืนยันว่าสถานการณ์ยามนี้ มันเกินกว่าจะคุมอารมณ์ให้อยู่ในร่องในรอยได้จริงๆ เหมือนพยายามจะบอกว่า เท่าที่ผ่านมาไม่เคยอยู่ทีมไหนที่มันห่วยเท่าแมนฯยูไนเต็ดชุดปัจจุบันจริงๆ เพราะไม่เคยเจ็บปวดผิดหวังขั้นรุนแรง พอโดนเข้าก็ขาดสตินั่นแหล่ะ เรื่องทำท่าไม่จบง่ายๆ เมื่อตำรวจเมอร์ซี่ย์ไซด์เตรียมหาข้อมูลและหลักฐาน ทำการสอบสวนเพื่อเอาผิด โรนัลโด้ อาจเป็นคดีเจตนาทำลายข้าวของผู้อื่นเสียหาย ตัวเขาเองเสียงอ่อยลงไปมาก ยินดีจะขอโทษเด็กคนนั้น อยากจะพามาชมเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเป็นการไถ่บาป ไม่รู้ว่า โรนัลโด้ จะตัดสินใจเรื่องอนาคตอย่างไร หากเป็นอย่างนี้บางทีฤดูกาลหน้า มีโอกาสไม่น้อยย้ายออก ในเมื่อให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่า ยังคงกระหายความสำเร็จ ไม่มีแพลนจะรีไทร์ในเร็ววันนี้ แต่จะโทษเพื่อนร่วมทีมเลยก็คงไม่ได้ ในเมื่อตัวเขาเองก็ฟอร์มดร็อปลงไปมาก วัยที่โรยลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเรื่องของความมั่นใจลดน้อยถอยลง นอกจาก โรนัลโด้ ที่พลาดท่าพาตัวเองลงหลุม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็กำลังทรุดหนักลงทุกวัน เนมานย่า วิดิช ในฐานะที่เคยสวมบทบาทเหมือน แม็กไกวร์ ไม่ว่าจะเป็นกัปตันทีมหรือเซ็นเตอร์แบ็ก เพิ่งออกมาแสดงความเห็นไว้อย่างน่าฟัง มันถึงเวลาที่ รังนิก ควรจะพัก แม็กไกวร์ ได้สักทีแล้ว ไม่ใช่ปล่อยลงไปเล่นเรื่อยๆ นั่นเหมือนกับการฆ่าลูกทีมอย่างไม่รู้ตัวเลย แม็กไกวร์ ขาดความเชื่อมั่นสุดๆ เกมที่กูดิสัน พาร์ค ยังโชคร้ายซ้ำเติม ประตูชัยจาก แอนโธนี่ กอร์ดอน ยังแฉลบเขาเปลี่ยนทางอีก แฟนบอลส่วนใหญ่เข้าใจช็อตนี้ แต่ในโลกโซเชี่ยลต่างก็นำไปล้อเลียนกัน ยังไงก็ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจไม่ต้องสงสัยเลย วิดิช ย้ำว่า แม็กไกวร์ ไม่อยู่ในสภาพรับมือกับเกมที่หนักหนาสาหัส เต็มไปด้วยความกดดันอีกต่อไป ทางออกเดียวคือดร็อปซะก่อนจะแย่กว่าเดิม มันคงเป็นเรื่องยากมากๆที่ รังนิก จะจัดการแก้ไขในช่วงเวลาที่เหลือ โดยที่แฟนผีส่วนมากล้มเลิกความหวังจะได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว ได้แต่ทำใจเท่านั้นเอง ที่ต้องติดตามก็คือผู้จัดการทีมคนใหม่จะเป็นใคร เอริก เทนฮาก หัวเสียมากที่นักข่าวถามแต่เรื่องโอกาสคุมแมนฯยูไนเต็ด ไม่ได้สนใจสถานะปัจจุบันของเขาที่คุมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมเลย แต่หาก เทนฮาก เห็นแมนฯยูไนเต็ดที่ฟอนเฟะเละเทะ คงต้องชั่งใจไม่น้อยเลยว่าจะยอมเสี่ยงมาคุมหรือเปล่า บอร์ดบริหารจะให้อำนาจมากแค่ไหน สนับสนุนเต็มที่หรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ร้องขอ ก็มีสิทธิ์จะปฏิเสธ ข่าวล่าสุดจากฝั่งเยอรมัน ยืนยันว่าแอร์เบ ไลป์ซิกยื่นข้อเสนอมาหากุนซือดัตช์ เพื่อดึงไปกุมบังเหียนฤดูกาลหน้าด้วย แม้จะไม่บื๊กเนมเท่าแมนฯยูไนเต็ด แต่สิ่งที่ไลป์ซิกเหนือกว่าก็คือ แนวทางหรือนโยบายที่ชัดเจนมาก มีแนวทางของตัวเอง โครงสร้างก็แข็งแกร่ง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้น่าจะเป็นสโมสรที่เหมาะกับ เทนฮาก มากเลย ยิ่งทางบอร์ดปีศาจแดงชักช้า ไม่เคลียร์ให้เรียบร้อย มัวแต่ยื้อเวลาอย่างนี้ มีโอกาสหลุดมือได้เหมือนกัน อย่าคิดว่าเป็นของตายหรือแบเบอร์เด็ดขาด ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาให้เรียบร้อย ทีนี้ลองนึกภาพหาก เทนฮาก ไม่เลือกแมนฯยูไนเต็ดหรือตกลงกันไม่สำเร็จขึ้นมา เชื่อได้เลยว่า สถานการณ์จะหนักหน่วงน่าเป็นห่วงไม่รู้จบ ซึ่งยากจริงๆว่าจะแก้ไขจุดไหนก่อน มองไปไหนก็เห็นแต่ปัญหาเต็มไปหมดเลย เรื่องดีๆแทบไม่มีให้เห็น ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ซ้ำๆย้ำรอยแผล ]

หากไม่มีอะไรผิดไปจากที่คาดไว้ ฤดูกาลนี้ปิดฉากลง เอดินสัน คาวานี่ ก็คงเปิดหมวกลาแมนฯยูไนเต็ด ตามที่ตกเป็นข่าวมาตลอด ต้องยอมรับว่าเท่าที่ผ่านมา สายตาแฟนๆเริ่มมอง คาวานี่ เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อยเลย จากที่เคยเป็นแข้งคนสำคัญ เป็นขวัญใจ ถูกยกย่องว่ามีความมุ่งมั่นทุ่มเท แพสชั่นมาเต็มทุกวินาทีที่อยู่ในสนาม จนถึงขั้นมีข้อความมากมายส่งไปหาในช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว เพื่ออ้อนวอนขอให้อยู่ต่ออีกสักฤดูกาล อย่าเพิ่งรีบย้ายไปไหน นอกจากแฟนบอล บรรดาเพื่อนร่วมทีม รวมทั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมก็ต้องการให้เขาอยู่ต่อเช่นเดียวกัน ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ยิงระเบิดท้ายซีซั่น ไหนจะทัศนคติ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกแข้งดาวรุ่ง อย่างไรก็ดีมาฤดูกาลนี้ เกิดเรื่องคาดไม่ถึง การมาของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แบบกะทันหัน ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากเบอร์ 7 ที่หลังเสื้อของเขา จะปลิวไปอยู่ที่เสื้อของ โรนัลโด้ แทนแล้ว สถานะความสำคัญก็ลดลงฮวบฮาบ จากที่เคยได้รับคำมั่นว่าเป็นกองหน้าตัวเลือกแรก ก็ต้องถอยให้ โรนัลโด้ เข้ามาสวมสิทธิ์ อาจเป็นไปได้ว่าแรงจูงใจ ความมุ่งมั่นต่างๆที่เคยมีจะหายตามไปด้วย ประกอบกับอาการบาดเจ็บที่คุกคามมากขึ้น เล่นได้ไม่กี่นัดก็ต้องขึ้นเตียงพยาบาล ไม่เคยได้ลงต่อเนื่องเลย บางครั้งยังมีข่าวว่า หากเกมไหนที่รู้สึกไม่ค่อยดี คิดว่าไม่ฟิตเต็มร้อย คาวานี่ จะเดินไปแจ้งว่า ไม่พร้อมลงเล่น เช่นเดียวกับตอนกลับไปรับใช้ทีมชาติอุรุกวัยรอบที่แล้ว พอจบภารกิจ ไม่ยอมบินกลับมารายงานตัวตามกำหนด แต่ขอพักเพิ่มอีกสักหน่อย ไหนๆได้มาเจอครอบครัวแล้ว อยากใช้เวลาให้คุ้ม จากนั้นเมื่อกลับมา เล่นได้แค่ไม่กี่นาทีก็เดี้ยงกินอีก ส่วนเที่ยวล่าสุด ก็ยังเดินทางกลับไปเล่นทัพจอมโหด โดยที่ก่อนไปไม่ได้ลงให้แมนฯยูไนเต็ดเลย แล้วพอมาถึงก็หนังม้วนเก่า บาดเจ็บอีกตามเคย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำถามจากแฟนบอลเริ่มมีมากขึ้น มันกังขาน่าสงสัย คาวานี่ คนเดิมหายไปไหนกัน ราวกับว่าเขาเริ่มหมดไฟ ไม่รู้สึกท้าทายกับการเล่นให้แมนฯยูไนเต็ดอีกต่อไป เมื่อผสมกับผลงานของทีมอันย่ำแย่ โดนวิจารณ์อย่างหนัก เกิดปัญหาภายในมากมาย ฉะนั้นจึงเหมือนนับถอยหลัง รอเวลาสัญญาหมด แล้วค่อยเดินจากมา นั่นแหล่ะคือฉากต่อไปของ เอดินสัน คาวานี่ ------------------------ บนหน้าประวัติศาสตร์ของปารีส แซงต์ แชร์กแมงชื่อของ เอดินสัน คาวานี่ ถูกวางไว้ในฐานะผู้เล่นคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง ตลอด 7 ฤดูกาลที่อยู่ใต้ชายคา ซัดไปทั้งสิ้น 200 ประตู จากทั้งหมด 301 นัดในทุกรายการ ไม่มีแข้งคนไหนยิงได้มากเท่านี้อีกแล้ว นับตั้งแต่เปแอสเชก่อตั้งมา 50 ปี คาดว่าสถิตินี้จะกินเวลาอีกพอสมควร กว่าจะมีใครมาโค่นทำลายลงได้ นักเตะแห่งความคาดหวังอย่าง คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็ต้องยิงอีกนับร้อยประตู กว่าจะทาบรัศมีได้ ในขณะที่ เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์คนปัจจุบันก็ยังยิงไม่ทะลุหลักร้อยเลย แทบไม่มีทางไล่ทัน ส่วน ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คือเจ้าของสถิติคนเก่า 156 ประตูจาก 180 เกม หากคิดแบบเฉลี่ยย่อมเหนือกว่า แต่ถ้าดูที่จำนวนก็กิน คาวานี่ ไม่ลงอยู่ดี เหตุผลหนึ่งในการย้ายมาเปแอสเชของ คาวานี่ คือเรื่องของเงินค่าตัวและค่าจ้าง ซึ่งสามารถจ่ายได้ในระดับสูง ย้อนกลับไปฤดูร้อน 2013 สถานะของ คาวานี่ คือดาวยิงเนื้อหอมสุด สโมสรใหญ่ในยุโรปต่างมาเคาะประตูบ้านนาโปลีตลอดเวลา 16 กรกฎาคม 2013 มีการยืนยันว่า คาวานี่ เซ็นสัญญา 5 ปีกับปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยค่าตัว 64 ล้านปอนด์ แพงสุดอันดับ 6 ของสถิติโลกในช่วงดังกล่าว อย่างที่รู้กัน เปแอสเชมีเมกกะโปรเจคต์หวังจะครองเจ้ายุโรปให้ได้ เพราะก่อนหน้าเพียงแค่ปีเดียวเพิ่งกระชาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาร่วมทีม คาวานี่ จึงไม่ได้มีอิสระเล่นหน้าเป้าอย่างที่ต้องการ บางครั้งต้องถ่างออกไปตัวริมเพื่อเปิดทางให้ อิบรา ยึดครองพื้นที่กรอบเขตโทษ แม้จะยิงประตูได้ต่อเนื่องก็จริง แต่ต้องทนเป็นเบอร์สองอยู่ถึง 3 ฤดูกาลด้วยกัน กระทั่งในปี 2016 อิบรา โยกไปแมนฯยูไนเต็ด ล็อกที่ตรึงมานาน ก็เหมือนถูกปลดปล่อย สิ่งที่ยืนยันคือซีซั่น 2016/17 คาวานี่ ถล่มไปถึง 49 ประตูจาก 50 เกมทุกรายการ ประกาศศักดาก้าวมาเป็นเบอร์หนึ่งเต็มขั้น ตัวเลขเหล่านี้สามารถยืนยันได้ชัดเจนดีแล้ว เพียงแต่มันยังไม่น่าพอใจสำหรับผู้บริหารของเปแอสเช ที่ต้องนำสโมสรไปสู่ความเป็นเลิศ โดยต้องดึงซูเปอร์สตาร์ดังมารวมตัวกัน แทนที่จะปล่อยให้ คาวานี่ เป็นศูนย์กลางในแนวรุก ยังลงทุนทุบสถิติโลก 222 ล้านยูโร กระชาก เนย์มาร์ จากบาร์เซโลน่า เล่นเอาวงการสั่นสะเทือนเลือนลั่นกันเลยทีเดียว ไม่ต้องสงสัยว่า ความสำคัญของ คาวานี่ จะลดลงด้วย ผู้บริหารดูแลเทคแคร์เอาใจใส่ดาวดังบราซิเลี่ยนมากเป็นพิเศษ เกินกว่านักเตะทั่วไปอย่างที่รู้กัน แล้วนิสัยเสียอย่างร้ายกาจของ เนย์มาร์ คืออีโก้สุดๆ หลงตัวเองมาก ยิ่งมีค่าตัวมหาศาล ยิ่งกระตุ้นให้ต้องการสำแดงมากตามลำดับ เราจึงได้เห็นช็อตไปแย่ง คาวานี่ ยิงจุดโทษหรือพยายามขอซัดฟรีคิกเอง จนกลายเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวของ อูไน เอเมรี่ กุนซือที่ทำท่าจะคุมไม่อยู่ แม้จะซัดรวมทั้งสิ้น 40 ประตู แต่สื่อหรือผู้คนกลับพูดถึง เนย์มาร์ ซึ่งบาดเจ็บไม่ค่อยได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องมากกว่า คาวานี่ เคยรู้สึกหงุดหงิดกับนโยบายของผู้บริหารเปแอสเช ที่พยายามจะดึงซูเปอร์สตาร์มามากเกินจำเป็น ดูเหมือนเขาไม่ได้รับความไว้วางใจ ทั้งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าดีพอ ไม่นับต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บ แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสโมสร เหมือนถูกลืมหรือโดนทิ้งขว้าง สัญญาที่กำลังจะหมดลงไม่มีความคืบหน้า เลโอนาร์โด้ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ยื่นเงื่อนไขแบบกดทุกอย่างลง เหมือนมองไม่เห็นค่าเลย เมื่อตัดสินใจไม่ขยายอยู่ต่อ ป้ายถัดมาคือแมนฯยูไนเต็ดในซัมเมอร์ 2020 ซึ่งซีซั่นแรกไปได้อย่างสวยงาม กดไป 17 ประตูจาก 39 เกม ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแมตช์สำคัญ แต่พอขึ้นฤดูกาลที่สองก็อย่างที่เห็นกัน เหตุการณ์ซึ่งเคยเจอที่เปแอสเช ย้อนมาหลอกหลอนอีกจนได้ เขาต้องเสียสละหลายต่อหลายอย่างให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เหมือนที่ต้องต่อสู้รักษาสถานะของตัวเองเมื่อต้องร่วมงานกับ เนย์มาร์ ด้วยบุคลิกที่เรียบง่าย ไม่ชอบชิงดีชิงเด่น หลงไหลในธรรมชาติ คาวานี่ จึงคิดถึงบ้านเกิดเสมอ อยากกลับไปให้เร็วที่สุด ทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมงหรือแมนฯยูไนเต็ด ไม่น่าจะเหมาะกับเขาสักเท่าไรในระยะยาว ล่าสุดแม้จะมีข่าวโยงย้ายสู่เรอัล โซเซียดาดในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ แต่ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าเขาจะเลือกที่ไหน แต่ที่แน่ๆคือ คงไม่อยู่ให้เจ็บปวดใจ เสียความรู้สึกอีกแล้ว --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เส้นคั่นในความเป็นเพื่อน ]

รายการมันเดย์ ไนท์ฟุตบอลทางสกาย สปอร์ตส์ ซึ่งถ่ายทอดสดในคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา กลายเป็นกระแสที่ถูกโหมอย่างแรง ไฮไลต์อาจจะอยู่ที่เกมประจำค่ำคืน เป็นศึกลอนดอน ดาร์บี้ ก่อนคริสตัล พาเลซหักปากกาเซียนเฆี่ยนอาร์เซน่อลหลังลาย 3-0 เวย์น รูนี่ย์ เป็นแขกรับเชิญในรายการดังกล่าว มาร่วมวิเคราะห์เกมและแสดงความคิดเห็น โดยมีทาง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ขาประจำคอยเป็นพิธีกร ยิงคำถาม ตั้งประเด็นตามสไตล์ นอกเหนือจาก รูนี่ย์ ได้พูดถึงพาเลซของ ปาทริค วิเอร่า อดีตแข้งอาร์เซน่อล ที่เคยเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดมาแล้วสมัยเป็นนักเตะ แบบชื่นชมผลงานอันน่าทึ่งและวิธีการทำทีมที่ได้ผลลัพธ์น่าพอใจแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่ผู้ชมทางบ้านอยากรู้ก็คือ คอมเมนต์เกี่ยวกับแมนฯยูไนเต็ดในเวลานี้ ในฐานะอดีตผู้เล่นระดับตำนาน ยิงกระจุยจนขึ้นแท่นครองสถิติ อยู่กับยาวถึง 13 ปี ย่อมถูกโฟกัส รูนี่ย์ เชื่อว่ามีแข้งระดับซูเปอร์สตาร์ 2-3 คน ที่ไม่จำเป็นสำหรับแมนฯยูไนเต็ดต่อไป เริ่มจาก ปอล ป็อกบา ซึ่งต้องยอมรับความจริงอย่างซื่อสัตย์ ไม่โกหกตัวเองว่า นับตั้งแต่ย้ายกลับมาในปี 2016 ไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกเลย นานวันเข้าเราต่างก็ได้เห็น กองกลางเฟร้นช์ไม่อาจก้าวขึ้นเป็นแกนหลักได้อย่างที่หวังกัน เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่แฟนๆต่างผิดหวัง เพราะค่าตัวแพงค่าแรงก็มหาศาล แต่ผลตอบแทนไม่ได้คุ้มค่าเอาเลย ฉะนั้นก็ควรจะปล่อยให้หมดสัญญา โดยไม่ต้องขยายต่อ ทางใครทางมันในซัมเมอร์ที่จะถึง จากนั้นก็ชำแหล่ะ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อดีตเพื่อนร่วมทีม อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา "คุณต้องพูดว่าไม่ใช่ในตอนนี้ " -- รูนี่ย์ เกริ่นนำอันหมายถึง โรนัลโด้ ไม่ได้เป็นคนสำคัญอีกต่อไป ชี้ช่องทางให้ไว้อยากขายออกก็ได้เลย ไม่มีปัญหาแน่ "เขายิงประตูได้เยอะจริง เกมสำคัญในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซัลโวแฮตทริกนัดดวลท็อตแน่ม แต่อนาคตของสโมสรต้องมีแข้งหนุ่มๆ ที่มีความกระหายเพื่อพาทีมก้าวไปข้างหน้าในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้" "เขาไม่เหมือนตอนอายุ 20 ต้นๆแล้ว นี่คือความจริงของฟุตบอล เขาน่ากลัวตรงปากประตู แต่เราต้องการเด็กที่ทำได้มากกว่านี้" ในความหมายที่ รูนี่ย์ สื่อถึง คงไม่ใช่ขนาดว่า โรนัลโด้ แก่เกินแกง ไม่ไหวไร้น้ำยาจริงๆ เพียงแต่ในมุมมองของเขา นี่คือกองหน้าที่ยิงประตูได้มาก แต่สำหรับอนาคตข้างหน้าไม่ใช่คำตอบ ด้วยวัยที่ทะลุ 37 ปี ถึงเวลาเหมาะสมแล้ว หากต้องปล่อยตัวออกไป หลายคนน่าจะเห็นด้วยกับมุมมองของ รูนี่ย์ ซึ่งอธิบายไว้พอจะเข้าใจได้ดี สิ่งที่น่าห่วงคือสภาพร่างกาย วัยที่โรยลงเยอะ ไม่มีทางเลยที่จะดึงวันเวลาในอดีตกลับคืนมาได้ หลังจากรายการจบลงไม่นานนัก รูนี่ย์ โพสต์ภาพที่ทำรายการมันเดย์ ไนท์ฟุตบอล ซึ่งในเฟรมมี เจมี่ คาร์ราเกอร์ ร่วมด้วย อัพลงทางอินสตาแกรม พร้อมแคปชั่นว่า "ค่ำคืนที่สุดเจ๋งทางมันเดย์ ไนต์ ฟุตบอล #MNF @23_carra @davidbgjones" มีแฟนบอลมากมายมาคอมเม้นต์ เป็นเรื่องจริงบ้าง ตลกขบขันบ้างตามประสา ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจนัก กระทั่งแอคเคาท์อย่างเป็นทางการของ โรนัลโด้ มีเครื่องหมายถูกบนพื้นสีฟ้า ยืนยันตัวตนที่แท้จริง มาแสดงความเห็นสั้นๆ "Two Jeolous" พร้อมใส่อิโมจิเป็นรูปลูกตาถลนออกมาเหมือนตกใจ ในความหมายของประโยคนี้คือ "สองคนขี้อิจฉา" ซึ่งว่าใครไม่ได้เลย นอกจาก รูนี่ย์ กับ คาร์ร่า เท่านั้นเอง พอบรรดาแฟนบอลผ่านมาเห็นเข้า ก็มีเสียงวิจารณ์ไปต่างๆนานา บ้างบอกว่า โรนัลโด้ โกรธจริงหรือคงไม่พอใจ แต่บางคนมองโลกในแง่ดีเป็นสีชมพู คงหยอกล้อกันตามประสาเพื่อน สองคนนี้ร่วมงานกันนานพอสมควร ตั้งแต่ปี 2004-2009 ยาวเหยียด 5 ปีเต็ม แถมวัยไล่เลี่ยกัน เป็นเสาหลักแนวรุกยุคเฟื่องของแมนฯยูไนเต็ดมาด้วยกัน โรนัลโด้ คงอยากจะบอกว่า พวกแกอิจฉาฉันนะสิ ที่ยังเล่นฟุตบอลไหว ยืนหยัดในระดับสูงได้ ไม่ต้องรีบรีไทร์ แม้วัยขนาดนี้ก็ตาม แต่อย่าลืมว่าความสัมพันธ์ระหว่าง โรนัลโด้ กับ รูนี่ย์ ไม่ได้แน่นแฟ้นอย่างที่คิดกัน ตรงกันข้ามเคยเกิดรอยร้าวขึ้นและไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ แผลดังกล่าวจะหายดีแล้วหรือยัง? ---------------- ฟุตบอลโลก 2006 มีหลายเกมที่ถูกพูดถึง ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องรวมรอบควอเตอร์ไฟนั่ลระหว่างอังกฤษกับโปรตุเกสไว้ด้วยแน่นอน มันเป็นเกมที่ต่อกรกันอย่างสูสีมากในครึ่งแรก แต่ยังไม่เด็ดขาดทั้งคู่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือตัวความหวังของโปรตุเกส ส่วนทางฝั่งสิงโตคำรามก็ต้อง เวย์น รูนี่ย์ ผู้เคยประกาศศักดามาแล้วในยูโรเมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นพักครึ่งเสร็จ กลับมาสู้กันต่ออีกยก เกมผ่าน 60 นาทีมาได้ไม่เท่าไร รูนี่ย์ เบียดแย่งบอลกับ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ อย่างเอาเป็นเอาตาย จังหวะที่ปราการหลังโปรตุเกสเสียหลักล้มลงนั่นเอง รูนี่ย์ มีแถมย่ำไปที่น่องด้วย แน่นอนว่า คาร์วัลโญ่ ลงไปนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดตามเชิง ผู้เล่นทั้งสองฝั่งกรูหาผู้ตัดสิน โรนัลโด้ พยายามกดดันมิสเตอร์โฮราซิโอ เอลิซอนโด้ ผู้ตัดสินจากอาร์เจนตินาให้แจกใบแดง รูนี่ย์ เห็นอย่างนั้นก็เลยผลักเพื่อนร่วมทีมแมนฯยูไนเต็ดออกไป แล้วโวยด้วยความไม่พอใจ แต่ โรนัลโด้ ยังไม่รามือง่ายๆ พูดบางอย่างกับผู้ตัดสิน แล้วไม่นานนักใบแดงก็ถูกล้วงมาจากกระเป๋า รูนี่ย์ จึงจำยอมเดินคอตกออกไป อังกฤษเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน นาทีสำคัญกว่านั้นอยู่ตรงที่ โรนัลโด้ ขยิบตาให้เพื่อนร่วมทีมโปรตุเกส เหมือนทุกอย่างเป็นไปตามแผน ซึ่งกล้องทีวีจับได้อย่างชัดเจน แม้จะยันได้ยาวจนถึง 120 นาที แต่เมื่อตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ สิงโตคำรามก็พลาดกันเกือบหมด 3 จาก 4 คน ตกรอบอย่างเจ็บปวดใจ เพราะขุมกำลังชุดนั้นแข็งแกร่งมากๆ ถูกคาดหวังว่ามีโอกาสไปไกลถึงแชมป์ รุ่งขึ้นสื่ออังกฤษเล่นงาน โรนัลโด้ จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ ประมาณว่าใช้กลอุบาย จนทำให้ รูนี่ย์ โดนไล่ออก นี่มันเข้าข่ายเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดนี่นา ก่อนโปรตุเกสเล่นเกมตัดเชือกกับฝรั่งเศส โรนัลโด้ บ่นกับเพื่อนร่วมทีมว่า อึดอัดไม่น้อยจากปฏิกิริยาของคนอังกฤษ แม้กระทั่งกองเชียร์แมนฯยูไนเต็ดเองก็ตั้งแง่ด้วย ความคิดย้ายทีมจึงผุดขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้นในซัมเมอร์นั้นหรอก รอไปจนถึงปี 2009 หลังอกหักในเกมชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จึงย้ายสู่เรอัล มาดริดตามที่ต้องการ ส่วนความบาดหมางของทั้งสองคน ถูกเคลียร์เรียบร้อยโดย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จนเหมือนไม่มีอะไรติดค้างกันอีก ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด กระนั้นลึกลงไป ไม่รู้ว่า รูนี่ย์ ยังรู้สึกแย่หรือมีผูกใจเจ็บบ้างหรือเปล่า จากเหตุการณ์ในครั้งดังกล่าว แล้วล่าสุด "2 คนขี้อิจฉา" มันทำให้มีการย้อนเวลากลับไปยังอดีต พูดถึงเกมในรอบควอเตอร์ไฟนั่ล ซึ่งกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์เรียบร้อย รูนี่ย์ ให้คำตอบมาแล้วว่า เป็นใครก็ต้องอิจฉา โรนัลโด้ ทั้งนั้นแหล่ะ ทั้งความสำเร็จ เงินทอง ซิกแพ็กอันสวยงามหรือบอดี้ที่ดูเพอร์เฟ็คต์ เหมือนกับดาวเตะระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ อีกคน เขาได้รับคำชมว่าตอบคำถามได้ดี ไม่ได้แสดงถึงร่องรอยความขัดแย้งอะไรเลย และเราไม่อาจล่วงรู้เจตนาของ โรนัลโด้ แต่การตอบคอนเมนต์ในลักษณะกำกวมเป็นปริศนายากต่อการตีความเช่นนี้ มันไม่ควรเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องราวระหว่างทั้งสองคน มันมีอดีตไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไร ถูกตอกตรึงฝังแน่นอยู่แล้ว ในความสัมพันธ์ สองคนนี้คือเพื่อนกัน แต่น่าจะเฉพาะในสนาม ที่สวมเสื้อเดียวกันเท่านั้นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ที่เหลือคือโบนัส ]

หลังเรอัล มาดริดบุกต้อนเชลซี 3-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบควอเตอร์ไฟนั่ลเลกแรก ลูก้า โมดริช เพื่อนร่วมทีมอัพรูป คาริม เบนเซ่ม่า พร้อมทวีตข้อความว่า "What a player!" หมายถึงนี่คือนักเตะเจ๋งได้อะไรอย่างนี้ ปรากฏว่ามีคนกดปุ่มรูปหัวใจซึ่งคือการไลค์เกือบ 3 แสน ในช่วงเวลา 3 ชั่วโมงเศษเท่านั้น แน่นอนว่าในโซเชี่ยลแพลตฟอร์มต่างๆ มีแต่แฟนบอลทั่วทุกมุมโลก แห่มาสดุดี เบนเซม่า ที่กระหน่ำแฮตทริกอย่างสวยงามที่เดอะ บริดจ์ จนช่วยให้มาดริดแหย่เท้าหนึ่งข้างสู่รอบตัดเชือกไปแล้ว แล้วไม่ใช่เพิ่งมาโชว์ฟอร์มร้อนแรง ทว่ามันสะสมมาเรื่อยๆ หลายซีซั่นต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะฤดูกาลนี้ ซัลโวรวมไปแล้ว 37 ประตูในทุกรายการกับราชันชุดขาว จนพาคั่วทั้งลาลีกาและยูซีแอล เพียงแต่ก่อนหน้านั้น เขาอาจยังโดดเด่นไม่พอ บางปีโดนพวกซูเปอร์สตาร์ดังกลบแสง ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี่ , คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลูก้า โมดริช หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมที่สนิท แต่มาเที่ยวนี้ พวกเจ้าประจำร่วมกันผูกขาด นัดกันดร็อปอย่างชัดเจน คงยากที่ก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตได้อีก ดังนั้นแสงจึงสาดมายัง เบนเซม่า เต็มๆ น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ธันวาคมที่จะถึงนี้ เบนเซม่า จะอายุครบ 35 ปีเต็มแล้ว หากวัดตามกราฟของแข้งอาชีพ มันควรจะเป็นช่วงขาลง ใกล้เวลาได้เกษียณตัวเองเต็มที แต่สำหรับเขามันกลับตรงกันข้าม ยังคงรักษาช่วงเวลาพีก ราวกับว่าเป็นหนุ่มแน่นวัยเบญจเพสไม่มีผิด ส่วนหนึ่งมาจากการดูแลร่างกายอย่างดีเยี่ยม ใส่ใจเรื่องการฝึกซ้อมอย่างหนักต่อเนื่อง เข้ายิมเสริมกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ ให้ความสำคัญกับโภชนาการและรักษาความกระหายอยู่ตลอดเวลา ข้อหลังนี่น่าสนใจมาก เบนเซม่า พยายามเหลือเกินที่จะทำให้ตัวเองได้ลงเล่นแบบนันสต๊อป จนถึงขั้นยอมเสียสละไม่ผ่าตัดมือขวาที่บาดเจ็บมาก่อน เราจะเห็นเขามีผ้าพันไว้ที่มือขวาทุกเกมที่ลงเล่นนับตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน เพราะได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัดตามแพทย์แนะนำ อาจทำให้ต้องพักยาว 2 เดือน เมื่อไม่ต้องการนั่งดูเพื่อนๆลงเล่น ก็ต้องใช้เลือกวิธีดังกล่าว พันผ้าเพื่อช่วยป้องกันเอาไว้ ซ้ำร้ายเกิดบาดเจ็บซ้ำอีกครั้ง จึงต้องรักษาเยียวยาไปตามอาการ กินยาบ้าง พันผ้าบ้าง ถ้าเข้ารับการผ่าศัลยกรรมจริง คงต้องเสียเวลาพักใหญ่ น่าจะมากกว่า 2 เดือนซะอีก จะว่าไปนี่คือการเสียสละเพื่อเรอัล มาดริดด้วย หากไม่มีเขาอยู่ในทีมจริงๆ พลังรุกคงคลายความดุดันลงไปเยอะเลย ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายออกไปเมื่อปี 2018 ภาระหนักตกอยู่ที่หน้าตักของ เบนเซม่า อย่างแท้จริง แทบไม่มีใครมาช่วยแบ่งเบาเลย ในขณะเดียวกันช่วงประสานงานกับ โรนัลโด้ ก็ไม่เคยเกี่ยงงอน ยืนตำแหน่งไหน เล่นอย่างไรในแนวรุกได้หมด ตามผังสูตรการเล่นอาจขึ้นมาเป็นกองหน้าตัวเป้า แต่ไม่น้อยต้องถ่างไปด้านข้าง กลายเป็นว่านั่นคืองานถนัดของ เบนเซม่า อีกด้วย เวลาที่โยกไปยืนด้านนอก จะอันตรายมากกว่าเดิมซะอีก อย่างที่เราเห็นกัน เบนเซม่า ไม่ได้ปักหลักอยู่ในกรอบเขตโทษเท่านั้น มักขยับตัวเองอยู่เสมอ เป็นการดึงแนวรับฝ่ายตรงข้ามให้ตามมา เพื่อเปิดพื้นที่ด้านใน เสียกระบวนการเล่นเกมรับอีกด้วย แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ มักจะมาเหมือนนัดไว้เลย ครบเครื่องเรื่องการเข้าทำ ไม่ว่าจะเป็นซัลโวด้วยเท้าทั้งสองข้าง รวมทั้งลูกกลางอากาศที่แม่นยำเด็ดขาดมาก ผลงาน 3 ประตูที่เดอะ บริดจ์ ยังส่งให้ เบนเซม่า ขึ้นแท่นเป็นผู้เล่นอายุมากสุดที่ทำแฮตทริกสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกต่างหาก ที่สำคัญกว่านั้นไม่ได้ยิงใส่ทีมรองบ่อนในรอบแบ่งกลุ่ม แต่บุกไปทำได้ถึงรังของเชลซีแชมป์เก่า นี่จึงเป็นความยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ดังนั้นตามฟีดข่าวต่างๆทางโซเชี่ยล เราได้เห็นแต่ข้อความยกย่อง เบนเซม่า ทั้งสิ้น ซึ่งมันก็สมควรด้วยประการทั้งปวง ---------------------------- นี่คือช่วงรอมฎอนหรือการถือศีลอดของชาวมุสลิม นั่นคือห้ามดื่มหรือกินอาหารในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ต้องรอจนกว่าจะตกดิน คาริม เบนเซม่า จัดว่าเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นชาวแอลจีเรีย ก่อนอพยพย้ายมาฝรั่งเศสตั้งกลางทศวรรษ 50 นั่นหมายความว่าช่วงนับตั้งแต่งแสงอรุณเบิกฟ้า จนกว่าจะร่วงลงดินลง เขาจะต้องอดอาหารจริงจัง อาจอนุโลมดื่มน้ำได้บ้าง เพราะต้องทำการฝึกซ้อม มีรายงานว่า เบนเซม่า ออกจากถือศีลอดประจำวัน เพียงแค่ 13 นาที ก่อนลงโม่แข้งกับเชลซี ถ้าเป็นอย่างว่า หมายความว่าก่อนหน้าแทบไม่ได้กินอาหารเลย อาจมีกินเจลของเหลวก่อนเกมเริ่มเท่านั้นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาต้องอดทนและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา ในขณะเดียวกัน เบนเซม่า ต้องเผชิญหน้ากับคดีเซ็กส์เทปอันฉาวโฉ่ของ มาติเยอ วัลบูเอน่า มาตั้งแต่ปี 2014 โดยกลุ่มเพื่อนสนิทของเขาเข้าไปพัวพันแบล็คเมล จนติดร่างแหไปด้วย เบนเซม่า ตกเป็นหนึ่งในจำเลย โดนศาลสั่งปรับเงินก้อนโตเกือบ 80,000 ยูโร ข้อหาพยายามแอบไกล่เกลี่ยเจรจา เหมือนสนับสนุนเพื่อนตัวเองที่เป็นฝ่ายผิด ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส จึงต้องตัดสินใจหั่นชื่อ เบนเซม่า ออกจากทัพเลส์เบลอส์ตั้งแต่ปลายปี 2015 เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมไว้ก่อน ไม่ให้เกิดผลกระทบภายในแคมป์ นั่นทำให้ เบนเซม่า พลาด 2 ทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ ยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งตราไก่ผลงานเปรี้ยงมาก คว้ารองแชมป์และแชมป์มาครองได้ตามลำดับ จนกระทั่งกระแสของคดีซาลง แล้วศาลได้ทำการตัดสินเรียบร้อย แม้เขาจะมีความผิดจริง แต่เป็นเรื่องที่สาธารณชนพอจะเข้าใจได้บ้าง ดังนั้นจึงได้รีเทิร์นทีมชาติอีกครั้ง มีส่วนร่วมในยูโร 2020 ซึ่งหวดกันเมื่อกลางปีที่แล้ว แม้จะผิดหวังจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างพลิกล็อกก็ตาม ไม่แน่ใจว่า หลังจากคดีความต่างๆที่เกาะติดเป็นมนทินมาหลายปี ได้ถูกเคลียร์เรียบร้อย ผู้คนได้รับรู้ความจริง มันเหมือนช่วยผลักดันให้ เบนเซม่า หลุดพ้นจากพันธนาการหรือเปล่า ยามที่รู้สึกสบายใจ ไร้ความกังวล ก็เลยระเบิดฟอร์มร้อนแรงในสนามด้วย เบนเซม่า อาจกำลังเป็นอย่างนั้นก็ได้ ตอนนี้จึงเริ่มมีการพูดถึงความเป็นได้สำหรับบัลลง ดอร์ในครั้งต่อไป หากว่าเขายังคงรักษามาตรฐานเช่นนี้ไว้ได้อยู่ นอกจากผลงานส่วนตัวที่ยิงเป็นไฟพะเนียง แถมมาในเกมสำคัญ รวมทั้งสถิติแอสซิสต์อันยอดเยี่ยม 13 ครั้งแล้วในฤดูกาลนี้ อย่าลืมว่ามาดริดต้นสังกัดเอง ก็ผุดผาดเปล่งปลั่งเช่นกัน โอกาสคว้าแชมป์ลาลีกาแทบจะแบเบอร์ รวมถึงน่าจะเข้ารอบลึกในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก จากนี้ต้องลุ้นว่าฝรั่งเศสจะทำได้ดีแค่ไหนในฟุตบอลโลกปลายปีที่จะถึง หากว่าน่าประทับใจไปไกลถึงตัดเชือกอย่างน้อย เบนเซม่า ก็มีสิทธิ์เชยชมบัลลง ดอร์ แม้ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตค้าแข้ง อาจเกิดในโค้งสุดท้าย แต่ในทางตรงกันข้าม มันน่าภาคภูมิใจอย่างมาก สำหรับการยืนหยัดต่อสู้มาอย่างยาวนาน ผ่านอุปสรรคมาสารพัด ก่อนจะเดินทางมายังจุดหมาย และถึงจะไม่ได้บัลลง ดอร์จริง สำหรับเขาไม่มีอะไรน่าเสียใจเลย ทุกอย่างผ่านการพิสูจน์มาหมดแล้ว รางวัลส่วนตัวที่ตามมาคือโบนัสเท่านั้นเอง ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117