breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ความรักของคุณหลุยส์

ถ้าคุณเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คุณจะถูกตัดสินนิสัยจากพฤติกรรมในสนามนั่นหมายความ หลุยส์ ซัวเรซ ในสายตาของแฟนบอลทั่วไป ย่อมเป็นคนที่แย่ๆมาก ทั้งเหยียดผิว กัดชาวบ้าน เจตนาทำแฮนด์บอล หัวโขกใส่ฝ่ายตรงข้าม เรียกว่าครบสูตรโหด ดิบ เถื่อนวีรกรรมของดาวถล่มประตุอุรุกวัยเป็นที่เลื่องลืออย่างมาก อยู่ในโหมดแบดบอยแท้จริงหากเราพลิกปูมของ ซัวเรซ แล้ว มันมีน้ำหนักเหตุผลพอ ที่จะทำให้เขาแสดงออกบางอย่างออกมาด้วยความก้าวร้าว ไม่เคารพคนอื่นนอกจากเกิดที่ซัลโต้ ในครอบครัวที่ขัดสน พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ เป็นเพียงแค่พนักงานทำความสะอาดแล้ว ยังแยกทางกันตั้งแต่ ซัวเรซ อายุได้แค่ 9 ขวบเท่านั้นทีนี้ลองนึกดูสภาพจิตใจของเขาแล้วกัน ต้องแบกรับอะไรไว้มากขนาดไหนในวัยเดียวกันเป็นเด็กอื่นอาจสนุกสนานครื้่นเครงไปตามประสา มันช่างแตกต่างจาก ซัวเรซ อย่างสิ้นเชิงแค่นึกว่าแต่ละวันจะหาอะไรกิน ประทังชีวิตให้อยู่รอดกับพี่น้องอีก 6 คนก็แสนลำเค็ญแล้วด้วยความที่ต้องคิด เพื่อเอาตัวรอดจากความอดอยากปากหมองเช่นนี้ ฟุตบอลจึงดูเป็นทางออกที่ดีสุดเขาก็เหมือนเพื่อนฝูงละแวกนั้น เติบโตมากับลูกหนังแบร์ฟุตหรือเล่นเท้าเปล่าจนเคยชิน ไม่ได้อินกับการสวมสตั๊ดรุ่นใหม่สีสันสวยงามหรอก"เชื่อหรือเปล่า ผมไม่เคยมีโอกาสแม้จะอ้าปากบอกพ่อแม่เพื่อขอสตั๊ดหรอก มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เราต่างกันลิบลับกับพวกเด็กแถวยุโรป"ครั้งหนึ่งหัวหอกฟันจอบเคยเล่าถึงเรื่องราวอันน่ารันทดเมื่อยังเยาว์ตอนอายุครบ 7 ขวบลมแห่งโชะตาพัดพาให้ครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่มอนเตวิเดโอ เมืองหลวงและใหญ่สุดของประเทศ นั่นจึงเป็นโอกาสให้เขาได้เข้าไปอยู่กับทีมเยาวชน อูร์เรต้า สโมสรเล็กๆกระทั่งฉายแววดีมีอนาคต นาซิอองนาล หนึ่งในยักษ์ใหญ่ลีกลูกหนังอุรุกวัย ก็เปิดประตูต้อนรับในวัย 14 ปีเขารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับโอกาสเช่นนั้น พร้อมกับให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่า ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อหลุดพ้นจากชีวิตอันแร้นแค้นแล้วพอครบ 15 ปีเต็ม จุดเปลี่ยนหรือการหักเหครั้งสำคัญของชีวิตก็มาถึง เมื่อ ซัวเรซ ได้รู้จักกับ โซเฟีย บัลบี เด็กสาวหัวทองรูปร่างบอบบางอย่างบังเอิญ แล้วกามเทพก็แผลงศรทันทีจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันปลูกต้นรัก สานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นลึกซึ้งยิ่งขึ้นโซเฟีย นั้นเกิดมาครอบครัวชั้นกลาง พ่อทำงานธนาคาร จึงถูกสั่งสอนให้อยู่ในกรอบระเบียบ ซึ่งต่างจาก ซัวเรซ อย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคบั่นทอนความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันเลยแรกๆแม้ครอบครัวทางหญิงสาวจะไม่ชอบใจนัก เพราะเห็นว่าอายุยังน้อยแค่ 12 -13 ปีเท่านั้น แต่ ซัวเรซ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ ทุกวันเขาจะนั่งรถจากสนามซ้อมไปยังบ้านโซเฟีย ซึ่งอยู่ละแวกชานเมืองหลวงห่างเกือบ 40 กิโลเมตร โดยไม่ย่นย่อท้อแท้เลยเจอเข้าอย่างนี้ทางบ้านสาวน้อย ก็ค่อยๆเปิดใจตอบรับ ให้คบกันแบบอยู่ในสายตาแต่แล้ววันหนึ่งก็เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางกบาล ซัวเรซ เมื่อแฟนสาวเดินมาบอกว่าครอบครัวต้อวย้ายไปบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เพราะพ่อต้องย้ายไปทำงานแบงค์ที่นั่นมันไม่มีทางเลือกอย่างอื่น โซเฟีย ต้องย้ายไปด้วยตอนนั้นกองหน้าฟันจอบเจ็บแปลบอย่างมาก จิตใจสับสนไปหมด ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี จับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่นอนก่ายหน้าผากร้องไห้ออกมา กลัวเหลือเกินว่าระยะทางจะกลายเป็นอุปสรรคทำลายความรักส่วน โซเฟีย เองก็ใจสลายไม่แพ้กัน ปรึกษากับแม่ว่าจะทำอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเลือกเรียนในสายวิชาที่คิดว่าจบเร็วที่สุด ต่อให้ไม่ชอบช่างเสริมสวยหรือทำผม ก็ต้องลงเรียน จบแล้วจะได้กลับมาเจอกันอีกจากที่สภาพจิตใจมีปมพื้นฐานครอบครัว ทำให้มันย่ำแย่ลงอีก เขาขาดสมาธิในการเล่นและซ้อม อีกทั้งพร้อมจะปลดปล่อยระบายอย่างเต็มที่มีอยู่เกมโดนผู้ตัดสินว่ากล่าวตักเตือน ด้วยความฉุนเฉียวไม่พอใจ เลยเดินไปเอาหัวกระแทกเข้าที่หน้าเต็มๆ จนถูกแบนและเกือบขับออกจากทีมเยาวชนของนาซิอองนาลเท่านั้นไม่พอ เขายังหันไปดื่มเหล้าและปาร์ตี้อีกด้วย หวังจะให้ช่วยเยียวยาแผลใจดีขึ้นมาบ้าง จนบางครั้งไม่เหลือสภาพที่จะลงเล่นได้เลยเขาอยากบินไปหา โซเฟีย ใจจะขาด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เงินเก็บหรือติดตัวก็แทบไม่มีช่วงนั้นหัวใจมันร้าวรานเหลือเกิน------------------วันหนึ่งเขาเกิดไอเดียบางอย่าง จึงเดินไปขอยืมเงิน เปโดร พี่ชายที่เป็นนักเตะอาชีพเหมือนกัน 60 ยูเอสดอลลาร์ เพื่อบินไปหาแฟนสาว เพราะทนความคิดถึงไม่ไหวแล้วซัวเรซ ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเดินทางข้ามประเทศครั้งแรกในชีวิต พร้อมเศษเงินติดตัวไปอีกเล็กน้อยพลันที่เครื่องลงจอดที่สนามบินบาร์เซโลน่า เขาโดตตม.กักตัวไว้ ขอดูหลักฐานต่างๆ เพราะไม่เชื่อว่าจะมาแค่ชั่วคราว ช่วงนั้นผู้คนหลายประเทศในแถบละติน มักจะชอบหลบเลี่ยงมาตายเอาดาบหน้าที่สเปนเยอะด้วยซัวเรซ เครียดหนักมาก ทำอะไรไม่ถูกเลย เด็กวัยแค่ 16 ยังไม่ประสีประสาอะไรทั้งสิ้น แล้วสำเนียงการพูดก็ผิดเพี้ยน แม้จะสปีกสแปนิชเหมือนกันก็ตามเลือดกำเดา ซัวเรซ ทะลักออกมา อยากจะร้องไห้อีกครั้ง กระทั่งโดนค้นกระเป๋า แล้วเจ้าหน้าที่เห็นหมายเลขโทรศัพท์กับบ้านเลขที่ของโซเฟียเข้า เลยยอมปล่อยทันทีที่ได้เห็นหน้าแฟนสาวมารับที่นั่น แล้วรอด้วยความกระวนกระวายใจกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งสองก็โผเข้ากอดกันแน่น สมอยากกับที่คิดถึงมานานนับปีอ้อมกอดและความรักอันอบอุ่นของโซเฟีย เหมือนเชื้อเพลิงที่เติมให้พลังชีวิต ซัวเรซ อย่างแท้จริงเขากลับมายังอุรุกวัยอีกครั้งด้วยความกระชุ่มกระชวย พร้อมต่อสู้ในสนามอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรจะมาขวางได้อีกต่อไปแล้วไม่นานนักแมวมอง โกรนิงเก้น มาเห็นฟอร์มเข้าโดยบังเอิญก็สนใจ ก่อนจะได้เซ็นสัญญาย้ายมายังฮอลแลนด์ในวัยแค่ 19 ปีซัวเรซ เนื้อเต้นร่า แม้จะยังไม่รู้หรอกว่าเมืองนี้อยู่ตรงไหนของแผนที่โลก แต่เชื่อว่ามันน่าจะใกล้กับบาร์เซโลน่า โอกาสที่จะได้เจอ โซเฟีย แบบต่อเนื่องก็มากขึ้นเรื่อยๆรับใช้ โกรนิงเก้น ได้เพียงปีเดียว อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็ทาบทามไปร่วมทีม เพราะเชื่อว่าไอ้หนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาช่วงปักหลักอยู่ฮอลแลนด์ แทบทุกสัปดาห์หลังจบเกมลีก เขาจะบินไปบาร์เซโลน่า ได้เจอกันคราวใดความสุขจะล้นปรี่เสมอ โซเฟีย เหมือนเป็นความรักและที่พึ่งทางจิตใจ ราวกับว่าชีวิตนี้เขาไม่เหลือใครแล้วเมื่อเดินทางมาบาร์เซโลน่า บ่อยครั้งเข้า ทำให้เขารู้สึกว่านี่เหมือนบ้านหลังที่สอง จึงสัญญากับตัวเองไว้ว่า หากมีโอกาสจะย้ายมาเล่นที่นี่แน่แต่ ซัวเรซ เองก็ไม่คาดคิดว่า มันจะเกิดขึ้นจริง---------------------"เขาไม่ได้เป็นคนสมองทึบหรอก เขาฉลาดมากๆ แต่ไม่ใส่ใจสักเท่าไร อย่างไรก็ตามฉันไม่สนหรอก เพราะไม่ว่าในวันไหน เขาก็เป็นคนเดิมตลอด"โซเฟีย เล่าถึงสามีตัวเองไว้เช่นนี้ ในวันที่ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล แล้วได้มาต่อยอดกับบาร์เซโลน่า ตามที่ตั้งใจไว้จากแฟนสาว เปลี่ยนสถานะเป็นภรรยา ความรักของทั้งคู่ที่มอบให้กัน มันไม่ได้น้อยลงเลย กลับทวีขึ้นเรื่อยๆส่วนพฤติกรรมของ ซัวเรซ ในสนาม คนที่ใกล้ชิดมาตลอดจะรู้ว่ามันเป็นแค่การแสดงออก เพราะคุมตัวเองไม่ได้ กระหายเป็นผู้ชนะมากเกินไป จนดูก้าวร้าวรุนแรงอย่างไม่สมควรที่สำคัญ โซเฟีย นี่แหล่ะย้ำกับ ซัวเรซ ตลอดว่าให้รู้จักคอนโทรลตัวเอง เลิกต่อล้อต่อเถียงกับผู้ตัดสินหรือฝ่ายตรงข้าม ไม่อย่างนั้นจะไม่พาลูกๆ เข้าไปดูเกมในสนามอีกไม่ผิดนักหรอกหากจะบอกว่า เพราะความรักนี่แหล่ะ ทำให้ชีวิตของ ซัวเรซ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงอานุภาพของมันยิ่งใหญ่มากพอที่จะทำให้เด็กมีปัญหาคนหนึ่ง กลายเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของโลกได้นี่คือตัวอย่างด้านสวยงามของความรัก หากว่าคุณรู้จักที่จะปรับนำมาใช้กับชีวิตส่วนถ้าใครอยากที่สกอร์ที่สวยบวกเน้นๆเต็มๆ พร้อมกับมีโปรโมชั่นงามๆมาตลอดไม่ขาดสายลองมาใช้บริการ MYSBOBET ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ความแค้นแสนสาหัส

ช่วงชีวิตในวัยเด็กของ อังเคล ดิ มาเรีย ถือว่าสาหัสสากรรจ์ไม่น้อยเขาเกิดที่ โรซาริโอ เมืองใหญ่อันดับสามอาร์เจนตินา แต่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยอาชญากรรมและยาเสพติดตอน 3 ขวบแม่พาไปหาหมอ แล้วได้รับคำแนะนำว่าไอ้หนูคนนี้โตขึ้นควรเป็นนักฟุตบอล เพราะดูกระฉับกระเฉงผิดกับเด็กรุ่นเดียวกันแม่ก็เลยตอบไปว่า อาจจะได้ดีเอ็นเอหรือสืบสายเลือดมาจากพ่อ ซึ่งเคยคิดจะยึดอาชีพค้าแข้งเมื่อสมัยวัยหนุ่ม แต่เกิดบาดเจ็บหนักจนไม่อาจไปต่อบนเส้นทางที่ฝันไว้จากนักฟุตบอลเลยต้องเปลี่ยนมาเป็นคนงานเหมืองถ่านหินโตจำความได้หน่อย ดิ มาเรีย เองก็เคยไปช่วยงานพ่อกับแม่ที่ลานถ่านหินเช่นเดียวกัน หารายได้เสริมจุนเจือครอบครัวพร้อมกับพี่สาวอีกสองคนเงินส่วนหนึ่งแบ่งให้ที่บ้าน อีกส่วนหนึ่งนำไปเก็บออมไว้ เพื่อซื้อสตั๊ดสวยๆใส่ไปอวดเพื่อนฝีเท้าเจ๋งอย่างเดียวไม่พอ รองเท้าก็ต้องคอยสนับสนุนเป็นหน้าเป็นตาด้วยเขาเข้าไปเป็นสมาชิกของ โตริโต้ สโมสรเล็กๆแถวบ้าน ตั้งแต่แค่ 4 ขวบเท่านั้น ก่อนจะเข้าไปอยู่ศูนย์ฝึกของ โรซาริโอ เซนทรัล สโมสรใหญ่ระดับประเทศด้วยพรสวรรค์ สกิลลูกหนังที่ไม่ธรรมดา บวกความปราดเปรียวคล่องแคล่ว ทำให้เขาถูกยอมรับมากขึ้น โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายคนปี 2005 จึงได้เซ็นสัญญานักเตะอาชีพสมใจ โดยเงินรายได้เล็กๆน้อยๆก้อนแรก เขานำไปให้ครอบครัวด้วยซ้ำ บอกว่าอยู่ที่สโมสรไม่ต้องใช้เงินอะไร มีข้าวกินมีที่นอนพร้อมหลังจากโชว์ฟอร์มเปรี้ยงกับทีมชาติอาร์เจนตินาในทัวร์นาเมนต์ 2007 FIFA U-20 World Cup ที่แคนาดา ชื่อของเขาจึงไปอยู่ในลิสต์ของแมวมองหลายคนอาร์เซน่อล แสดงความสนใจจะกระชากตัวไปร่วมด้วย หลังจาก อาร์แซน เวนเกอร์ ได้รับรายงานจากทีมสเกาท์และดูเทปแล้วเกิดความประทับมากๆแต่ติดปัญหาเรื่องเวิร์คเพอร์หรือใบอนุญาต ทำให้แผนย้ายไปพรีเมียร์ลีกต้องค้างไว้อย่างนั้นโบคา จูเนียร์ส มหาอำนาจลูกหนังของลีกฟ้าขาว ก็ยื่นข้อเสนอ 6.5 ล้านยูเอสดอลลาร์มาให้ด้วยเหมือนกันแต่สุดท้าย ดิ มาเรีย เลือก เบนฟิก้า หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของโปรตุเกส เพื่อมาแทนที่ของ ซิเมา ซาโบรซ่า ซึ่งย้ายไป แอตเลติโก้ มาดริดค่าเหนื่อยที่หาได้จากน้ำพักน้ำแรง ดิ มาเรีย ส่งมาให้ที่บ้านเกือบทั้งหมด เหลือไว้กินใช้ที่นั่นนิดหน่อย เขาซื้อบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว พี่สาวสองคน รวมทั้งขอร้องให้พ่อออกจากงานอีกด้วยผู้คนแถวบ้านจึงยกย่องเทิดทูน ดิ มาเรีย บอกลูกบอกหลานของตนให้ดูเป็นแบบอย่างเข้าไว้แม้รูปร่างจะผอมบางและยิงประตูได้ค่อนข้างน้อย แต่ ดิ มาเรีย มีบทบาทกับเกมรุกของเหยี่ยวแห่งลิสบอนมาก ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แทบไม่เคยเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บเลยดีเอโก้ มาราโด่า โคตรตำนานอาร์เจนตินา ฟันธงเปรี้ยงแบบไม่กลัวหน้าแตกเลยว่า เขาจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่อย่างไม่ต้องสงสัยฤดูร้อนปี 2010 ความฝันขั้นต่อไปของเขาก็เป็นจริง เมื่อได้เซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวร่วม 35 ล้านยูโรซูเปอร์สตาร์เกิดขึ้นอีกคนแล้ว เหมือนกับที่ มาราโดน่า เคยทำนายเอาไว้---------------------แม้การแข่งขันที่มาดริดจะดุเดือดเลือดพล่าน ไม่มีทางการันตีว่าจะได้ลงเล่นทุกนัด แต่ ดิ มาเรีย ก็สู้อย่างไม่หวาดหวั่นเหมือนอย่างที่เขาเคยบอกไว้ถึงคุณสมบัติตัวเองอย่างหนึ่งว่า เป็นพวกนักสู้ ไม่ล่าถอยหรือยอมแพ้อะไรง่ายๆเขาผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนของแนวรุก อย่างไรก็ตามยังถูกรัศมีนักเตะบางคนกลบกลืนเอาไว้ จนดูแล้วคงยากที่จะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือนักเตะที่ห้ามแตะต้อง คาริม เบนเซม่า ก็มักจะมีอภิสิทธิ์พิเศษ หรือแม้กระการมาของ แกเร็ธ เบล ในปี 2013 ยิ่งทำให้ ดิ มาเรีย หมองลงหนักกว่าเดิมอีกในหัวสมองจึงเริ่มมีความคิดจะย้ายทีมบอลโลกปี 2014 อาร์เจนตินา หักด่านผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ เดิมพันแชมป์กับ เยอรมันช่วงเวลาเดียวกันนั้น ดิ มาเรีย ที่กรำศึกมาต่อเนื่อง แทบๆไม่ได้พักเกิดบาดเจ็บที่ขา อาการยัง 50-50 ว่าจะลงไหวหรือเปล่าเขาเล่าให้ฟังว่าเช้าวันก่อนลงชิงดำ ซึ่งกำลังฉีดยาเข้าที่กล้ามเนื้อต้นขา เพื่อระงับอาการปวด จะได้ฝืนโม่แข้งไหว กลับได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากเรอัล มาดริด ที่จริงมันมีปัญหามาตั้งแต่รอบควอเตอร์ไฟนั่ลแล้ว ซึ่งทีมแพทย์ของอาร์เจนตินาก็ใช้วิธีฉีดยานี่แหล่ะช่วยมาตลอดเนื้อความในจดหมายส่งมายังทีมงานของทัพฟ้าขาว เพื่อขอร้องแกมบังคับอย่าส่ง ดิ มาเรีย ลงเล่น เพราะอาจทำให้เจ็บหนักได้เขารู้ดีว่าสโมสรไม่ได้ห่วงใยอะไรนักหรอก แท้จริงแล้วถ้าเดี้ยงหนักขึ้นมา จะทำให้ราคาตกหรือขายไม่ได้ ซึ่งมันน่าเจ็บใจยิ่งนักสุดท้าย ดิ มาเรีย ก็ไม่ได้ลงเล่นและอาร์เจนตินาก็พลาดแชมป์ พ่ายอย่างน่าเสียดายในช่วงต่อเวลาพิเศษซัมเมอร์นั้นเอง ราชันชุดขาวทุบคลังคว้า ฮาเมส โรดริเกซ ดาวดังตอนบอลโลกเข้ามาอีกราย จึงเข้าทางขอย้ายทีมให้สิ้นเรื่องสิ้นราวซะเลยลึกลงข้างในเขาอยากไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แต่ติดเงื่อนไขเรื่องไฟแนนเชี่ยลแฟร์เพลย์ ซึ่งทีมดังฝรั่งเศสใช้เงินเกินเพดานทีกฎกำหนดไว้แล้วดังนั้น แมนฯยูไนเต็ด จึงเป็นป้ายต่อไป มาดริด ฟันเงินค่าตัวถึง 59.7 ล้านปอนด์ด้วยกันแทบไม่มีใครรู้หรอกว่าปีศาจแดง ไม่ใช่ความฝันของเขาเลย------------------"หลุยส์ ฟานกัล ทำให้ผลงานในสนามผมมีปัญหา"ดิ มาเรีย โยนความผิดให้กับอดีตเจ้านายตัวเอง หลังจากถูกถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ฤดูกาล 2014/15 ดิ มาเรีย โดนเสียงวิจารณ์ถล่มอย่างหนักหน่วง เพราะแทบไม่ได้ช่วยอะไร แมนฯยูไนเต็ด เป็นชิ้นเป็นอันเลย ทั้งที่ค่าตัวก็แพงเป็นสถิติสโมสรในเวลานั้นเขาดูเหยาะแหยะ เล่นแบบไม่เต็มที่ กลายเป็นพวกบอบบางสำอางเกินไป ขัดกับพื้นฐานนิสัยเป็นพวกใจสู้บู๊ไม่ถอยแล้วก็โทษ ฟานกัล ว่าทำเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นของตนจนสับสนไปหมด นัดก่อนหน้านี้ยิงประตูได้ แทนที่จะให้เล่นแบบเดิม กลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาจุดลงตัวไม่เจอสถานการณ์หลายต่อหลายอย่างบีบให้ แมนฯยูไนเต็ด ต้องยอมขายให้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แบบขาดทุนกระเป๋าฉีก 15 ล้านปอนด์ ทั้งที่ใช้งานได้แค่ซีซั่นเดียวที่ปารีสเขาดูสดชื่นมีความสุข สอดคล้องกับผลงานในสนาม สถิติ 18 แอสซิสต์ในฤดูกาลแรก ย่อมรับประกันได้อย่างดีมันยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำใจให้กับเร้ด อาร์มี่ทั้งหลาย ซึ่งมองว่า ดิ มาเรีย ไม่ตั้งใจทุ่มเทอย่างจริงจัง เล่นเหมือนประท้วงอยากย้ายทีมเป็นเรื่องปกตินักเตะประเภทนี้ เมื่อกลับมาเหยียบถิ่นเก่าอีกครั้ง จะต้องเจอการต้อนรับด้วยเสียงด่าและโห่ขับไล่ดาวเตะอาร์เจนไตน์เจอทุกครั้งที่ได้บอล แถมบางจังหวะมีขวดน้ำหรือเบียร์แถมมาให้อีกต่างหากแต่แล้วเมื่อตัวเองทำ 2 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมบุกมาคว้าชัย ก็เลยจัดการเอาคืน ด้วยการเยาะเย้ยและแจกฟักแฟงแตงไทยเข้าให้บ้างแน่นอนว่าในความเป็นผู้ชนะ ดิ มาเรีย จะต้องสะใจ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้วอย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่ตอบโต้ไปนั้นมันไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง เขาต้องควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ดีกว่านี้ การตอบโต้แฟนบอล มันยิ่งนำความเสียเปรียบมาให้แทนที่จะนิ่งไว้ ขอชนะอย่างหล่อๆ ดิ มาเรีย จึงกลายเป็นไอ้ตัวร้ายในสายตากองเชียร์ แมนฯยูไนเต็ด ที่ชาตินี้คงไม่เผาผีแน่ อีกทั้งน่าจะขีดเส้นแดงไว้ใต้ชื่อของเขาอีกด้วยจากที่มีมลทินอยู่เป็นทุนแล้ว ในสายตาแฟนบอล เขายิ่งแปดเปื้อนหนักกว่าเก่าอีกไฟแห่งความแค้นจึงไม่น่าจะดับลงง่ายๆ ตรงกันข้ามย่อมลุกโชนขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัยได้แต่รอวันชำระสะสางบัญชีเอาคืนกันต่อไปเท่านั้นเองสุดท้ายแล้วไม่ว่าความแค้นจะแสนสาหัสแค่ไหน เชื่อเลยว่านัดต่อไปที่ทั้งสองทีมต้องดวลกัน จะดุเด็ดเผ็ดมันส์อย่างแน่นอน ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิ รับรองมอบความตื่นเต้นสนุกเร้าใจ บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ไม่มีอะไรน่าเสียดาย

ถนนแถวบ้านเกิดคือสังเวียนลูกหนังแรกของ อลัน เชียเรอร์แม้มันจะไม่สะดวกสบายเหมือนฟลอร์หญ้าสีเขียว แต่ฟุตบอลหนึ่งลูกกับเด็กชายกว่า 10 คน ก็ช่วยสร้างความสนุกสนาน เป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งที่เหล่าลูกพนักงานตามโรงงานจะหาได้เขาเกิดที่ กอสฟอร์ธ ย่านหนึ่งในนิวคาสเซิ่ล จึงมีความเป็นจอร์ดี้อย่างเต็มขั้น พร้อมทั้งวาดฝันไว้ว่าอยากจะเล่นให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด สักครั้งเมื่อมีโอกาสมิดฟิลด์คือตำแหน่งในตอนนั้นของ เชียเรอร์ โดยให้เหตุผลของการเลือกว่า อยากจะเป็นศูนย์กลางของทีมไม่นานนักเข้าไปอยู่ในทีมสมัครเล่นเล็กๆชื่อ วอลล์เซนด์ บอยส์ คลับ ก่อนโค้ชจะปรับให้เล่นกองหน้า เพราะยิงประตูได้คมกริบดุจมีดโกนวันหนึ่งระหว่างโชว์ลีลาล่าตาข่าย แจ็ค ฮิกซั่น แมวมองของ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่เดินทางสอดส่ายหาเด็กมีแววจากทั่วประเทศมาเห็นเข้าก็ปิ๊งทันทีเมื่อฤดูร้อนมาถึง เขาจึงได้ไปทดสอบกับทีมเยาวชนของเดอะ เซนต์ส จากนั้นยังได้ไปเทสต์กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน , แมนฯซิตี้ และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดอีกที่จริงโอกาสงามๆมาถึงแล้ว มีสิทธิ์จะสานฝันให้เป็นจริงเลือก "เดอะ แม็คพายส์" แต่สุดท้าย เชียเรอร์ จิ้มไปที่ เซาธ์แฮมป์ตัน จากเหตุผลที่ว่าให้โอกาสก่อนใครแม้จะต้องลงใต้ไปไกลจากบ้านหลายร้อยไมล์ แต่เขายึดมั่นในความจริงจังที่สโมสรแห่งนี้มอบให้เป็นหลักก่อนบอกกับครอบครัวว่า "ถ้าผมเก่งจริง ยังไงก็ต้องได้มาเล่นที่นี่อยู่ดี"--------------สไตล์การถล่มประตูอันดุดันเหี้ยมเกรียม ทำให้เขาอยู่ในทีมเด็กได้เพียงแค่ 2 ปี ก็ได้รับการโปรโมตขึ้นชุดใหญ่ของทัพนักบุญเปิดหัวด้วยการเป็นตัวสำรองเผชิญหน้า เชลซี ในเกมลีก ก่อนจะได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงต่อหน้าแฟนบอลที่เดอะ เดลล์ รับศึก อาร์เซน่อลไม่มีใครคาดคิดว่าจากเกมนี้ เจ้าหนูวัยแค่ 17 ปีกับอีก 240 วัน จะขโมยทุกซีน ขึ้นพาดหัวใหญ่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเซาธ์แฮมป์ตัน โชว์ฟอร์มหักกระบอกปืน 4-2 เชียเรอร์ จัดการสังหารแฮตทริก ชื่อของเขาดังเปรี้ยงขึ้นมาทันทีและสโมสรไม่รีรอที่จะเจรจามอบสัญญาอาชีพให้กลางปี 1991 ทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีส่งเทียบเชิญให้ร่วมทัพ เชียเรอร์ เลยตอบแทนความไว้ใจซัดกระเจิง 7 ประตูจาก 4 เกมในทัวร์นาเมนต์ที่ตูลง ไม่นานนักก็ขยับขึ้นสู่ชุดใหญ่นัดตัดริบบิ้นให้ตัวเอง ยังฉลองด้วยการจัดประตู ฝรั่งเศส คู่อุ่นแข้งอีก 1 ตุงจากนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่จับตาดูมานาน ก็รุกคืบเดินหน้าไปยัง เซาธ์แฮมป์ตัน เพื่อเปิดฉากเจรจาคว้าตัวให้ได้ ก่อนที่จะโดนทีมอื่นปาดหน้าไปเฟอร์กี้ ต่อสายหา เอียน แบรนฟุต ผู้จัดการทีมนักบุญในเวลานั้น ได้คำตอบว่ารอให้ เชียเรอร์ กลับจากแคมป์ทีมชาติอังกฤษซะก่อนเมื่อถึงเวลาคิดว่าทาง แบรนฟุต จะส่งสัญญาณให้พูดคุยเรื่องย้ายทีมได้ แต่เปล่าเลย ทุกอย่างเงียบกริบ แล้วยังไปเจอพาดหัวในหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์บางเล่มอีกด้วยว่า แจ็ค วอล์คเกอร์ เสี่ยใหญ่เจ้าของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งใช้วิธี "เงินล้อมป่า" พร้อมจะทุ่มสุดตัวแย่งไปเท่านั้นเอง เฟอร์กี้ อยู่ไม่ได้รีบต่อต่อกับ มัวริซ วัตกิ้นส์ นักกฎหมายของทีม จัดการคุยกับ เมล สไตน์ เอเยนต์ของ เชียเรอร์ ด่วนเลยสไตน์ คนนี้แหล่ะคือตัวแทนของ พอล แกสคอยน์ ซึ่งเคยสร้างความอกหักให้กับ เฟอร์กี้ มาแล้ว เมื่อนักเตะเลือก สเปอร์ส แทนที่จะเป็น แมนฯยูไนเต็ด ที่แสดงความจริงใจอยากได้มาตลอดช่วงนั้น เฟอร์กี้ เริ่มจะหวาดหวั่นใจแล้ว แต่ก็ยังลุยต่อเนื่อง พอได้คุยกับเอเยนต์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือตั้งโต๊ะถกกับนักเตะได้เลยแต่มีข่าวลือว่า วันรุ่งขึ้น เชียเรอร์ พร้อมจะให้คำตอบแบล็คเบิร์น แล้วเวลางวดเข้ามาเหลือน้อยเต็มที เฟอร์กี้ เลยต้องเสียมารยาทโทรหาไอ้หนูจอมถล่มประตูแทน ทั้งที่เรื่องอย่างนี้ควรคุยกันต่อหน้ามากกว่าพอรับสาย เชียเรอร์ ถามกลับมาประมาณว่า ก่อนหน้านั้นทำไมไม่ได้แสดงความสนใจตัวเขาเลยสักนิด แล้วจู่ๆวันนี้จะมาขอคุยด้วยนายใหญ่ "ปีศาจแดง" ตอบว่า ติดต่อไปกับสโมสรของคุณตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ไม่มีใครแจ้งเลยหรือไง"ไม่มีเลย" -- เชียเรอร์ ตอบอย่างฉะฉานชัดเจนแล้วยังสำทับมาด้วยว่า เคนนี่ ดัลกลิช ผู้จัดการทีมกุหลาบไฟโทรหามาคุยเป็นประจำการสนทนามาถึงตรงนี้ เฟอร์กี้ รู้แล้วว่าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงงัดไม้ตายมาสู้ ถามหยั่งเชิงไปว่า"ถ้าตอนเป็นนักเตะ เคนนี่ ได้รับการติดต่อจากแบล็คเบิร์นและแมนฯยูไนเต็ด คิดว่าเขาจะเลือกทีมไหน?"มันเป็นคำถามจิตวิทยา พยายามจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองสโมสรนี้ เผื่อจะทำให้ เชียเรอร์ หวั่นไหวจิตใจเฉไฉได้บ้าง"นี่มันคือความต้องการของผม ไม่เกี่ยวอะไรกับ เคนนี่"แค่ประโยคนี้ เฟอร์กี้ ก็เข้าใจได้แล้วว่า ไม่มีทางได้ เชียเรอร์ อย่างแน่นอนไอ้หนุ่มจอมถล่มประตูตัดสินใจเลือก แบล็คเบิร์น สโมสรที่อยู่ในเมืองเล็กๆของแลงคาเชียร์ แถมไกลปืนเที่ยง เพียงเพราะความจริงใจไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลยจริงๆ------------------ชีวิตที่เมืองในหุบเขาอย่าง แบล็คเบิร์น ทำท่าจะไปได้ดีเชียเรอร์ เปรียบเสมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญอย่างแท้จริง ยิงระเบิดจนช่วยกุหลาบไฟบันทึกประวัติศาตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองในฤดูกาล 1994/95 พร้อมทั้งผงาดดาวซัลโวสูงสุดของลีก ได้เกียรติยศส่วนตัวด้วยแถมยังเป็นการชี้ชะตาในนัดสุดท้ายของซีซั่นกับปีศาจแดงอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นแชมป์ที่สมบูรณ์แบบมากๆหลังศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพปิดฉากลง เชียเรอร์ ไม่อาจพาสิงโตคำรามครองเจ้ายุโรปได้ แต่สุดท้ายก็ยังมีรองเท้าทองในฐานะดาวยิงสูงสุดของทัวร์นาเมนต์มาปลอบใจแล้ว แมนฯยูไนเต็ด ก็ทาบทามมาอีกครั้ง เพราะ เฟอร์กี้ ยังคงมั่นใจว่า เชียเรอร์ จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยทีมกอบโกยความสำเร็จได้แต่ดาวยิงเจ้าของฉายา "ฮอตชอต" ก็ปฏิเสธอีกครั้งเช่นกัน แล้วเลือกไป นิวคาสเซิ่ล ด้วยค่าตัวเป็นสถิติ 15 ล้านปอนด์ในเวลานั้นเบื้องหลังนอกจาก แบล็คเบิร์น ไม่อยากขายให้ "ปีศาจแดง" แล้ว ตัวนักเตะก็อยากจะสานฝันในวัยเยาว์เช่นกันเป็นชาวจอร์ดี้เลือดเข้มข้น มันต้องได้มีโอกาสรับใช้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด สักครั้งในชีวิต------------------สองครั้งสองคราวที่ แมนฯยูไนเต็ด ต้องอกหัก แต่มันเกิดจุดเปลี่ยนอย่างไม่น่าเชื่อครั้งแรกหลังจาก เฟอร์กี้ พลาดหวัง เชียเรอร์ เลยไปติดต่อขอซื้อ เอริก คันโตน่า มาแทน แล้ว "เอริก เดอะ คิง" นี่เองที่เป็นผู้แผ้วทางนำความสำเร็จมาสู่สโมสรมากมายครั้งสองเมื่อ "ฮอตชอต" หลุดมือ ก็เบนหัวไปหากองหน้าโนเนมจากนอร์เวย์ที่ชื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาแม้ เฟอร์กี้ จะไม่ได้ตั้งใจดึงมาแทน เพียงแต่เผื่อไว้เป็นอะไหล่เสริม แต่ โซลชา กลับสร้างผลงานได้ดีเกินคาด ก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งตำนานของ แมนฯยูไนเต็ดเราอาจพูดไม่ได้หรอกว่า หาก เฟอร์กี้ ไม่พลาดหวังได้ เชียเรอร์ มาจริงๆ สถานการณ์ของ แมนฯยูไนเต็ด จะเป็นอย่างไรแต่อย่างน้อยเรื่องราวนี้มันสะท้อนให้เห็นเลยว่า หากคุณพลาดหวังในครั้งแรก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้แพ้เสมอไป โลกยังไม่ได้แตกสลาย โอกาสและจังหวะยังเปิดกว้างอยู่เสมอในขณะที่ เชียเรอร์ ก็ยืนกรานว่า ไม่เคยรู้สึกเสียดายที่เชิดใส่ แมนฯยูไนเต็ด ถึง 2 ครั้ง อย่าว่าอย่างนั้นเลย บาร์เซโลน่า ก็เคยโดนบอกปัดมาแล้วเช่นกันมันเป็นความต้องการของเขา แม้สุดท้ายแล้วจะไม่อาจช่วยให้สาลิกงคว้าแชมป์เลยสักรายการเช่นกันหลายคนบ่นว่าน่าเสียดายหาก เชียเรอร์ มาสวมยูนิฟอร์มปีศาจถือสามง่าม คงจะกวาดความสำเร็จร่วมกันอย่างยิ่งใหญ่แต่เอาเข้าจริงไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก ตัวนักเตะเองก็บอกอย่างนั้นส่วน เฟอร์กี้ เองก็ไม่เสียดายอย่างแน่นอน เพราะ คันโตน่า และ โซลชา คือสองแข้งแห่งประวัติศาสตร์สโมสรอย่างแท้จริงแล้วบางทีทั้งคู่อาจมาร่วมกันต่อยอดในบทบาทใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ก็ได้ไม่ว่าคุณจะผิดหวังสักกี่ครั้ง ขอแค่อย่ายอมแพ้ ยังมีหนทางอีกมากมายที่จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จ MYSBOBET อยากให้คุณประสบความสำเร็จ มาใช้บริการเราสิ รับรองไม่ผิดหวัง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

คนไม่สำคัญมันก็ต้องไป

"นี่มันไม่ใช่ฟุตบอลแบบผมเลยสักนิด ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น"บางประโยคของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่คุยกับสื่อ หลังเกม แมนฯซิตี้ ปูพรมบอมบ์ เชลซี ของเขาหมดสภาพไม่เหลือเค้าแชมป์เก่าเมื่อ 2 ซีซั่นที่แล้ว30 มกราคมที่ผ่านมาหรือเมื่อ 10 วันก่อน ซาร์รี่ เองก็เพิ่งเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาล หลังเจอ บอร์นมัธ ซัดกระเจิง 4-0 เป็นที่ขายหน้าของสาวกสิงห์น้ำเงินยิ่งนัก ถึงกับบ่นด่ากันยกใหญ่แล้วพอมากู้หน้าถล่ม ฮัดเดอร์สฟิลด์ สำเร็จ สถานการณ์ค่อยผ่อนคลายขึ้น อย่างน้อยพอจะสะท้อนว่าลูกทีมยังเคารพให้ความนับถือเจ้านายคนนี้อยู่ความมุ่งมั่น เล่นเพื่อชัยชนะ มันก็ไม่ต่างจากเล่นเพื่อบอสนั่นแหล่ะเพราะก่อนหน้านี้มีกระแสเชี่ยวมากๆว่า ซาร์รี่ กำลังเจอลูกทีมบางคนเลื่อยขาเก้าอี้ ซึ่งสโมสรแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่านักเตะเฮี้ยนเหลือเกินอย่างไรก็ตามชัยชนะ 5-0 เหนือทีมจมบ๊วยตารางพรีเมียร์ลีกมานานติดต่อกันหลายสัปดาห์ มันก็ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไรเลยลองเทียบกับ 2 นัดที่แพ้หลุดลุ่ย เจอเจาะตาข่ายไป 10 ตุงดู มันไม่น่าจะทดแทนความรู้สึกอะไรได้เลยฉะนั้นประเด็นเรื่อง "เตะเลื่อยขา" ยังคงเป็นที่คลางแคลงใจกันต่อไปก่อนหน้านี้ โชเซ่ มูรินโญ่ ช่วงคุมทีมรอบสองกับ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ต่างเคยพาทีมครองแชมป์พรีเมียร์ลีก ก็มีข่าวลือว่าโดนลูกน้องตัวเองกะซวกข้างหลังซะแผลเหวอะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็น่าสนใจไม่น้อยว่าทำไมจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในแคมป์ที่เดอะ บริดจ์ขนาดผู้จัดการทีมที่นำพาเกียรติยศความสำเร็จมาสู่ทีม ก็ไม่อาจยึดเก้าอี้ตัวนี้ได้แบบยาวๆยิ่งเคส คอนเต้ ด้วยแล้ว 2 ฤดูกาลของเขามีโทรฟี่ลีกสูงสุดกับเอฟเอคัพ ลำเลียงมาประดับไว้ที่ตู้โชว์ ควรจะได้ทำทีมต่อจนครบเทอม หากวัดกันที่ผลงานแบบเพียวๆ แม้จะหลุดวงโคจรยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในรอบหลายปีก็ตามวัฒนธรรมหรือการบริหารภายในทีมคือตัวทำลายจริงหรือไม่เรื่องนี้เราต้องมานั่งตีความและวิเคราะห์ไปทีละจุดเลยจริงๆ------------------------"ถ้าเขาต่อสายมาคุยหรือติดต่อจริง ผมจะดีใจมากๆเลยนะ เท่าที่ผ่านมาแทบไม่ได้คุยกันโดยตรงเลย""คนพูดคือ ซาร์รี่ ส่วน "เขา" หมายถึง โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสร ผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของ เชลซี ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมากุนซืออิตาเลี่ยนเหมือนน้อยใจ ที่ไม่ได้รับความสนใจอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เขาไม่ใช่พวกกะโหลกกะลาโนเนมที่ไหน สร้างชื่อมาจากกัลโช่ เซเรีย อาจนเป็นที่ยอมรับในแวดวงถ้าเป็นอย่างที่ ซาร์รี่ ว่าเอาไว้ เราก็น่าจะคาดเดาวิธีการบริหารแบบคร่าวๆของ เชลซี ได้ไม่ยากอบราโมวิช อยากได้อะไรหรือต้องการส่งถึง ซาร์รี่ ก็จะบอกผ่านกับผู้บริหารที่มีตำแหน่งรองลงมา ไม่ว่าจะเป็น กาย ลอว์เรนซ์ หรือ มาเรียน่า กรานอฟสกาย่า ซึ่งบทบาทเหมือนมือขวาและซ้ายเช่นเดียวกันหาก ซาร์รี่ ต้องอะไร ก็จะต้องคุยกับสองคนนี้ก่อน แล้วเรื่องจะค่อยแทงไปยังท่านประธานมันเป็นการทิ้งช่องว่างที่ห่างมากๆ อบราโมวิช แทบไม่สนใจจะสื่อสารกับคนเป็นผู้จัดการทีมเลย ซึ่งดูผิดปกติมากสำหรับทีมฟุตบอลทั่วไปส่วน คอนเต้ ก่อนจะตกเก้าอี้ ก็เคยมีข่าวว่า อบราโมวิช ไม่ยอมคุยโดยตรงเช่นเดียวกัน เวลามีอะไรต้องสั่งการจริงๆ มักจะผ่านไปทาง คาร์โล คูดิชินี่ อดีตนักเตะเก่าของทีม ซึ่งทำหน้าที่อยู่ในกลุ่มสต๊าฟฟ์แทนมันดูเหมือน อบราโมวิช ไม่ให้เกียรติหรือเคารพผู้จัดการทีมน้อยไป ทั้งที่มันเป็นตำแหน่งสำคัญชี้เป็นชี้ตายอนาคตสโมสรได้เลยถ้าตามธรรมเนียมของสโมสรฟุตบอลอังกฤษแล้ว ประธานกับผู้จัดการทีมมักจะต้องมานั่งลงปรึกษากันในแทบทุกเรื่อง ไล่ตั้งแต่ใหญ่โตระดับวาระทีม ไปจนถึงเรื่องขี้ประติ๋วการจับเข่าคุยกันเช่นนี้ เป็นเหมือนปรึกษาหารือ ฟังความคิดเห็นจากอีกด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำจริงอยู่ เชลซี ขยายใหญ่ขึ้นมากจากแต่ก่อน รูปแบบหรือโครงสร้างการบริหารก็ย่อมเปลี่ยนไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าของทีมจะต้องทำตัวห่างหรือแบ่งชั้นวรรณะกับผู้จัดการทีมซาร์รี่ เลยกลายเป็นคนไม่สำคัญในความรู้สึกของคนทั่วไปถ้าคุณมีเจ้านายที่เป็นอย่างนี้บ้างล่ะ จะมีปฎิกิริยาอย่างไร?----------------กล้องในอุโมงค์หรือทางเดินเข้าสู่ห้องแต่งตัวที่ เอติฮัต สเตเดี้ยม บันทึกเหตุการณ์ที่น่าจะตอกย้ำความจริงบางอย่างได้ดีนักเตะ เชลซี หลายต่อหลายคนดูเหมือนไม่ได้อนาทรร้อนใจกับความปราชัยอันย่อยยับสักเท่าไรทักทายผู้เล่น แมนฯซิตี้ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โอบกอดกันราวกับว่านี่คือเกมอุ่นเครื่องหรือแลกเสื้อด้วยก็มีบางคนอาจแย้งว่าไม่เห็นแปลกเลยนี่ ก็ในเมื่อแข้งดังทั้งนั้น เล่นทีมชาติด้วยกันก็มี เคยร่วมเล่นระดับสโมรอีก จะทักทายกันตามประสาไม่ได้เลยหรือไงจริงๆมันไม่ผิดอะไรหรอก แต่ในความเป็นมืออาชีพคุณต้องสำนึกไว้บ้าง กับความพ่ายแพ้ขนาดนี้ อย่างหนึ่งที่ฟ้องเลยก็คือคุณไม่มีแพสชั่นในสนามไม่สู้ ไม่มุ่งมั่น ขาดความกระหายเหมือนอย่างที่ ซาร์รี่ ว่าไว้ แถมหลังจบแเกมยังทำตัวตามสบายอีกต่างหากเรื่องนี้กุนซือขี้ยาเคยตำหนิต่อหน้าสื่อไปแล้ว แต่ดูเหมือนลูกทีมของเขาจะไม่ใส่ใจ หูทวนลมไม่ได้รู้สึกกับสิ่งที่ได้ทำลงไปก่อนหน้านี้ อันเดรียส คริสเตนเซ่น กองหลังที่นั่งสำรอง แล้วเห็นทีมเปลี่ยนตัวครบแล้ว จะไม่ได้ลงอีกก็หายไปจากข้างสนามดื้อๆ ในเกมกับ อาร์เซน่อลทั้งที่ด้วยมารยาทและสปิริต เขาควรจะนั่งอยู่อย่างนั้น แล้วค่อยเข้าห้องแต่งตัวเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายนี่ทำราวกับบอสเป็นหัวหลักหัวตอ นึกจะเดินออกก็ไปแบบดื้อๆ ไม่ได้คิดจะให้เกียรติกันบ้างเลยโดนบอร์ดบริหารมองข้ามหัวไม่พอ นี่ลูกน้องตัวเองยังไม่เคารพอีกด้วยทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้?-------------------26 นัดในลีกผ่านไป จอร์จินโญ่ ได้ลงเป็นตัวจริงถึง 25 เกมด้วยกัน ขาดเพียงแค่นัดเดียวเขาคือนักเตะที่ ซาร์รี่ ไว้เนื้อเชื่อมืออย่างมาก ลากกันมาจาก นาโปลี ปาดหน้า แมนฯซิตี้ ซึ่งกำลังคั่วอยู่ได้สำเร็จเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาแรกๆกองกลางสายเลือดบราซิเลี่ยน สร้างผลงานหรือความแตกต่างในแผงมิดฟิลด์ได้อย่างดี เป็นเหมือนเซนเตอร์ตัวคุมจังหวะ แล้วดันเอา เอนโกโล่ ก็องเต้ ขึ้นไปเล่นสูงขึ้นกว่าเดิมแต่นานวันเข้าฟอร์มแผ่ว คู่ต่อสู้อ่านขาด เพราะรู้แล้วว่า จอร์จินโญ่ ไม่มีพิษสงนัก สถิติการจ่ายบอลเยอะสุดไม่อาจการันตีอะไรได้ เพราะไม่ออกข้างก็คืนหลัง มันเปล่าประโยชน์ชัดเจนเกมล่าสุดยังเจอกองเชียร์ตัวเองสวดยับ จากจังหวะแข้งเรือใบโต้กลับเร็ว แทนที่จะรีบสปีดลงไปช่วยเกมรับตามหน้าที่ แต่วิ่งเหยาะๆซะอย่างนั้นแต่จนแล้วจนรอด ซาร์รี่ ก็ยังไม่ยอมถอด จอร์จินโญ่ ออกจากทีมตัวจริง แล้วถอย ก็องเต้ มาทำหน้าที่เหมือนเคยอาจจริงตรงประเด็นที่ว่า ซาร์รี่ มั่นใจแข้งรายนี้ เพราะตอนทำ นาโปลี เวิร์คมาก แต่นี่คือ เชลซี และมันเล่นในพรีเมียร์ลีก ซึ่งมีข้อปลีกย่อยต่างกันไปความดื้อด้านและยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมากเกินไป อาจเป็นเหมือนจุดเล็กๆ ที่ลุกลามให้มันบานปลายไปเรื่อยก็เป็นได้แล้วแข้ง เชลซี ได้ขึ้นชื่อว่าชอบพยศอยู่แล้ว หลังเคยแผลงฤทธิ์กดดันกุนซือชื่อดังทั้งหลายตกเก้าอี้กันมาก่อนบอร์ดก็มองข้าม นักเตะก็เมินใส่ไม่นับถือแบบทดสอบนี้ยากเหลือเกินที่ ซาร์รี่ จะฝ่าด่านไปได้ง่ายๆแบบสบายตัวไม่น่าแปลกเลยว่าทำไมบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย ถึงตีโจทย์ว่า คนที่เหมาะสมจึงเป็น แฟร้งค์ แลมพาร์ด ซึ่งไปได้สวยในเส้นทางสายผู้จัดการทีมกับ ดาร์บี้ ในเวลานี้แลมพ์ส คือคนรุ่นใหม่ตามกระแส อีกทั้งคือเด็กเก่าสร้างความสำเร็จมามากมาย แฟนบอลเองก็ชื่นชอบ รู้จัก เชลซี ดีมากๆ บารมีจึงเหลือล้นประเมินจากสถานการณ์ ไม่น่าผิดไปจากนี้เลยจริงๆไม่ว่าปัญหาภายในจะมากมายแค่ไหน ทางเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ เชลซี ต่อสู้ทั้งในและนอกสนามและก้าวไปสู่ช่วงเวลาที่ดี Sbobet777 ขอร่วมเป็นกำลังใจให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" มาร่วมเป็นกำลังใจไปพร้อมกับเรา กดลิ้งตรงนี้เลย https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ราชันไม่มีวันตาย (ตอนจบ)

เดวิด เบ็คแฮม เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติเล่มแรกของตัวเองไว้อย่างน่าสนใจว่าแรกทีเดียว เอริก คันโตน่า จะบอกศาลาเลิกอาชีพนักเตะหลังจบฤดูกาล 1994/95 เพราะเบื่อสังคมจอมปลอม ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง มันทำลายความรู้สึกศิลปินของตัวเองยิ่งมาเจอคดีโดนลงโทษแบนยาว 8 เดือน ทั้งที่ต้องการปกป้องชื่อเสียงเกียรติยศตัวเองและครอบครัว มันทำให้รู้สึกท้อหนักเข้าไปอีกแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เสมือนผู้มีพระคุณและเป็นคนที่ ก็องโต้ นับถือมากกว่าใครทั้งหมด หว่านล้อมเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทาง โดยเฉพาะอยากจะให้เป็น "พี่เลี้ยง" คอยดูแลแข้งจากทีมเยาวชนที่ถูกดันขึ้นมาหลายต่อหลายคนก่อนนอกจากนี้ในซัมเมอร์ 1995 ทีมยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ เสียผู้เล่นหลักไปพร้อมกัน 3 คนไล่ตั้งแต่ มาร์ค ฮิวจ์ส , อันเดร แคนเชลสกี้ และ พอล อินซ์หาก คันโตน่า จะเปิดหมวกอำลาอีกคน คงสั่นคลอนไม่ใช่น้อยแน่ดาวเตะเฟร้นช์ขอเวลากลับไปชั่งใจ ตวงน้ำหนักก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ก่อนตอบกลับมาว่า -- โอเคบอสเท่านั้นเองบรมกุนซือสก๊อตติชหัวใจพองโตอย่างมาก รีบบอกกับกล่องดวงใจตัวเองเลยว่า ความสำเร็จกำลังจะกลับมาหาเราอีกครั้ง คอยดูให้ดี นายกับขุมกำลังเด็กๆ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกฟังดูเหมือนเรื่องราวขายฝัน เอาตัวรอดเฉพาะหน้าไปวันๆแต่นั่นมันคือความจริง----------------1 ตุลาคม 1995 เอริก เดอะ คิง คัมแบ็กสนามอีกครั้ง แถมเหมือนมีเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า เพราะคู่ต่อสู้ในเกมนี้คือ ลิเวอร์พูลก่อนแดงเดือดเที่ยวนั้นจะเปิดฉาก รอย อีแวนส์ ผู้จัดการทีมหงส์แดง พูดติดตลกไว้ว่าพวกสื่ออย่ามัวแต่สนใจ การกลับมาของ คันโตน่า มากเกินไป โฟกัสทีมของเขาบ้าง มาเยือนครั้งนี้รับรองจะปล่อยของให้ชมเป็นขวัญตาจริงๆ อีแวนส์ อาจจะพูดไปไม่ได้คิดอะไรมากนัก เล่นมุกเพื่อให้เกิดผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดมากเกินไปแต่พอ ก็องโต้ เห็นข่าวเข้า ราวกับว่ามีพลังฮึดขึ้นมาทันทีเพียงแค่สัมผัสบอลแรก ก็โชว์คลาสอันเหนือชั้นขั้นเทพ ผ่านบอลอย่างหมดจดให้ นิคกี้ บัตต์ หลุดไปกระดกบอลข้ามหัว ฟิล บ๊าบบ์ ก่อนสังหารผ่าน เดวิด เจมส์ อย่างเยือกเย็นแม้อาคันตุกะจะไม่ย่นย่อท้อแท้กวดตามมา ก่อนบดแซง 2-1 สุดท้ายเมื่อ ไรอัน กิ๊กส์ โดนดึงร่วงในเขตโทษ ก็องโต้ เองนี่แหล่ะที่สังหารจุดโทษเข้าไปอย่างนิ่งไร้ที่ติดูเหมือนว่านี่คือหนึ่งในเกมที่ปลุกกระตุ้นให้กลุ่มลูกนกหัดบินทั้งหลาย กระหายที่จะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้ร่มปีกของพญาอินทรีอย่าง คันโตน่าหลังผ่านคริสต์มาสและปฎิทินเปลี่ยนเป็นปี 1996 แมนฯยูไนเต็ด สร้างผลงานได้ร้อนแรงต่อเนื่อง ท่ามกลางกลุ่มแข้งยังบลัดที่ดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนและมี คันโตน่า เป็นศูนย์กลางนับจากวันที่ 22 มกราคมเป็นต้นมา ปีศาจแดงคว้าชัยชนะวาบหวิว 1-0 ถึง 7 นัดด้วยกันและ ก็องโต้ นี่แหล่ะยิงประตูชัยถึง 5 เกม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยก่อนบุกเซนต์ เจมส์ พาร์คในเกมที่มีความหมายกับ นิวคาสเซิ่ล ซึ่งกำลังนำโด่งเป็นจ่าฝูงมาตลอด ทีมของ เฟอร์กี้ อยู่ในช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก โมเมนตัมสวิงมาหาครึ่งแรก ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ต้องเซฟหลายช็อต แต่พอครึ่งหลังดาวเตะเฟร้นช์ก็แผลงศร กดประตูชัยสำเร็จด้วยสกอร์ 1-0 อีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้บีบหัวใจหนักมากหลังความพ่ายแพ้คาบ้านไม่นาน เควิน คีแกน กุนซือสาลิกาดงน็อตหลุดอย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ฟอร์มลุ่ยกระจุยตามไปด้วย ก่อนปีศาจแดงจะแซงเข้าป้ายในเกมตัดสินนัดสุดท้ายฉลองกันไม่ทันไร ก็ต้องลุกขึ้นมาเตรียมพร้อมไว้สำหรับนัดชิงเอฟเอ คัพที่เป็นศึกแดงเดือดภาคพิเศษของจริงแต่เกมไม่เดือดสมราคา ต่างฝ่ายต่างกดดันเกร็งหนักด้วยกัน ช่วงพักครึ่งที่สกอร์ตรึงนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เฟอร์กี้ เดินมากระซิบกับ คันโตน่า ว่า"ช่วยยิงให้ฉันสักประตูสิ จะเป็นพระคุณอย่างมาก""ได้เลยบอส" -- เสียงตอบกลับมาอย่างนี้ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นอาจจะใช้คำว่าจะพยายาม แต่นี่คือการสัญญาแล้ว คันโตน่า ก็ทำได้อย่างที่พูดไว้ ท้ายครึ่งหลังจากลูกเตะมุมบอลกระเด้งมาเข้าทาง เขาถอยหนึ่งจังหวะ ก่อนจะเลือกยิงไปทางช่องที่โล่ง เพราะ เดวิด เจมส์ เสียตำแหน่ง บอลเลี้ยวเข้าประตูไปดับเบิ้ลแชมป์อันยิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมทั้งตอกกลับเสียงวิจารณ์มากมาย เพราะ เฟอร์กี้ ใช้เด็กหลายคนขึ้นมาเป็นแกนทีมชุดนี้อย่างไรก็ตามมันยิ่งทำให้กุนซือสก๊อตติช รักและไว้เนื้อเชื่อใจ ก็องโต้ มากยิ่งขึ้นจนไม่คิดว่าวันหนึ่งเรื่องไม่คาดฝัน จะมาเร็วเกินไป-----------------ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1997 แมนฯยูไนเต็ด ที่หวังจะเขย่ายุโรป กลับหยุดเส้นทางแค่รอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังไม่อาจต้านทาน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้วันต่อมา คันโตน่า เดินมาเคาะประตูห้อง เฟอร์กี้ แล้วโพล่งออกมาว่าจะแขวนสตั๊ดหลังจบซีซั่นได้ยินดังนั้น มันทำให้เขาเกือบหยุดหายใจชั่วขณะ ราวกับว่ามีใครสักคนมาชกท้องน้อยจนจุกเสียดไปหมดก็องโต้ อธิบายว่าใช้เวลาใคร่ครวญมาอย่างดีแล้ว มีเหตุ 2 ข้อที่ทำให้อยากจะตัดสินใจหันหลังให้การเล่นบอลอย่างแรกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนสินค้าชิ้นหนึ่ง ที่ช่วยสร้างผลกำไรให้กับสโมสร ในแผนกเมกกะสโตร์นอกจากเสื้อหมายเลข 7 ที่ยอดขายถล่มทลายมาตลอดแล้ว หน้าของเขายังไปอยู่ตามแก้วน้ำ สมุด หนังสือหรือปากกาสารพัด ตามแต่จะสรรหากันมาดึงดูดเงินจากกระเป๋าแฟนบอลอย่างสองคือมองว่าสโมสรไม่มีแรงจูงใจ ไร้ความกระหาย ไม่ทุ่มทุนซื้อนักเตะดัง ทั้งที่ความจริงเวลานั้นติดต่อ โรนัลโด้ , กาเบรียล บาติสตูต้า หรือ มาร์กแซล เดอไซยี่ ไปแล้ว แต่นโยบายเพดานค่าจ้างไม่อาจโน้มน้าวให้พวกนี้ย้ายมาด้วยความที่ ก็องโต้ มีเลือดศิลปิน ช่างฝัน มีจินตนาการที่สำคัญหนักแน่นในความเชื่อมั่น จึงยากที่จะยับยั้งอีกทั้ง เฟอร์กี้ เคยขอไว้ครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้เข้าใจและคงไม่คิดจะทำอีกตอน คันโตน่า จากไปใหม่ๆ เบ็คแฮม เล่าให้ฟังว่าเจ้านายของตนซึมไปมาก แทบไม่ยิ้มหรือหัวเราะเลย แล้วก็ไม่เคยมีนักเตะคนไหนได้อภิสิทธิ์พิเศษอีกเลย แม้กระทั่ง รอย คีน กัปตันทีมนี่คือหลักฐานยืนยันได้ดีว่า ก็องโต้ สำคัญกับ เฟอร์กี้ มากแค่ไหน----------------------"ผมบอกอะไรคุณไม่ได้หรอก แต่เชื่อว่าถ้ารู้เข้าคุณต้องหลงรักมันแน่"6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็องโต้ โพสต์ข้อความนี้ พร้อมรูปตัวเองยืนหันหลังในอินสตราแกรมเกิดการคาดเดาไปต่างๆนานา และมันมีความเป็นไปได้จะต้องเชื่อมโยงกับ แมนฯยูไนเต็ดแล้วนี่คือช่วงเวลาที่สโมสรกำลังสรรหาผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอล เพื่อมาช่วยงาน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข่าวกับพวกมือดีหลายราย แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเสียงนินทาดังขึ้นว่า คันโตน่า อาจได้รับการทาบทามมานั่งเก้าอี้ผอ. ร่วมกันรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ให้กับ แมนฯยูไนเต็ด อีกหนหลัง โซลชา เข้ามาและสำแดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ตอกย้ำเลือดเนื้อจิตวิญญาณหรือความเป็นดีเอ็นเอแห่งปีศาจแดงอันเข้มข้นด้วยแล้ว ตำแหน่งใหม่เอี่ยมอ่องนี้ ก็ควรจะเป็นเด็กเก่าที่ผูกพันกันด้วยไม่ใช่หรือเราต่างพอรับรู้กันได้ว่า เฟอร์กี้ เองคือผู้อยู่เบื้องหลังการมาของ โซลชา คอยอุ้มชูสนับสนุนเต็มที่ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกหาก ก็องโต้ จะได้รับการทาบทามให้มาเป็นผู้อำนวยการ ประสานพลังกันไปสู่ความสำเร็จโซลชา เองเคยร่วมกับ คันโตน่า มาแล้วในฤดูกาลสุดท้ายก่อนแขวนสตั๊ด น่าจะพอรู้จักมักคุ้นกันบ้างพอสมควร อีกอย่างถ้ามี เฟอร์กี้ เป็นศูนย์รวม คงไม่เป็นปัญหาอะไรถ้า ก็องโต้ หวนกลับมาอีกครั้งในรอบ 22 ปี ฝีมือการทำงานเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ จะช่วยสร้างความแตกต่างในเรื่องของกำลังใจผู้เล่น อีกทั้งปลุกกระตุ้นแฟนบอลได้อีกทางบารมีความยิ่งใหญ่ของเขายังไม่เสื่อม แม้จะร้างลาห่างจากฟลอร์หญ้ามากว่า 20 ปีก็ตามหรืออาจเป็นการกลับมาของราชันที่จะทำให้แผ่นดินลูกหนังสะเทือนอีกครั้ง? ความมันส์แวดวงลูกหนังทำให้ผืนดินสะเทือนได้.... แต่ที่นี่นำความตื่นเต้นมาให้คุณได้ใจเต้นไม่หยุดกันมานานแล้วกับ MYSBOBET ที่นี่รวมคลังความสนุกตื่นเต้นไว้มากมาย บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177ติดตามอ่านตอนแรกได้ที่ : http://cheerball.com/news/talk/62969

ราชันไม่มีวันตาย (ตอนที่ 1)

ปี 1991 เอริค คันโตน่า เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทางออกจาก โอลิมปิก มาร์กเซย เพื่อไปเล่นกับ นีมส์ใช่ว่า "ก็องโต้" จะไร้น้ำยาจนต้องโดนถีบส่งออกมา แต่ความเจ้าอารมณ์ควบคุมยากทำให้ โอแอ็ม ยอมขายทอดตลาด เพราะไม่อยากเก็บเอาไว้เป็นสายล่อฟ้า ส่งผลกระทบเสียหายกับทีมระยะยาวแม้เปลี่ยนสีเสื้อแล้ว คันโตน่า ยังไม่เปลี่ยนนิสัย แปรปรวนเกรี้ยวกราดตลอดเวลาและได้แผลงฤทธิ์อีกครั้งในเกมที่เผชิญหน้ากับ แซงต์ เอเตียนเขาโดนเตะโดนตอดแทบทุกๆ 5 นาที แล้วผู้ตัดสินไม่ให้ฟรีคิก เลยหงุดหงิดปาบอลใส่หน้า ฌอง ปิแอร์ บลูเอต ท่านเปาทันที ก่อนเดินออกจากสนามโดยไม่ต้องรอใบแดง"คนทำคือผมและผมจะรับผิดชอบเอง" เขากล่าวไว้อย่างนี้หลังอารมณ์เย็นลงในวันที่พิจารณาโทษ พอรู้ว่าตัวเองโดนแบน 4 นัด คันโตน่า เดินวนไปรอบห้องแล้วชี้หน้าด่าคณะกรรมการพิจารณาว่า "ไอ้พวกโง่"จากโทษ 4 นัดเปลี่ยนเป็น 2 เดือนและคล้อยหลังจากนั้น 5 วัน ก็ประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 25 ปีอย่างไม่อีนังขังขอบอะไรทั้งสิ้นแต่เป็น มิเชล พลาตินี่ ที่ตอนนั้นคุมทีมชาติฝรั่งเศสเกลี้ยกล่อมให้กลับมาเล่นอีกครั้ง รวมถึงได้รับคำแนะนำจาก เชราร์ อุลลิเยร์ ย้ายไปเล่นในอังกฤษแทนแรกทีเดียว พลาตินี่ บอกไปยัง แกรม ซูเนสส์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลว่าให้ซื้อไปเถอะ รับรองไม่ผิดหวังแน่แต่ "ซูอี้" โบกมือปฏิเสธ เพราะเวลานั้นมีตัวรุกทะลักทีมแล้ว ไม่ว่าจะ เอียน รัช , จอห์น บาร์นส์ , ดีน ซอนเดอร์ส และ รอนนี่ โรเซนธาล ไหนเตรียมจะดึง พอล สจ๊สร์ต มาร่วมทีมอีกคันโตน่า จึงต้องระเห็จไปทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 1 สัปดาห์ ก่อนถูกปฏิเสธเป็นคำรบสอง เพราะ เทรเวอร์ ฟรานซิส กุนซือบอกว่าไม่มีงบพอจ่ายค่าตัวและค่าจ้างกระทั่งเบนหัวมายัง ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้บทสรุปค่าตัว 900,000 ปอนด์นั่นแหล่ะคือจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล...-----------------"ก็องโต้" อาจจะมาทันช่วยยูงทองระหว่างซีซั่น แต่ก็มีส่วนสำคัญนำความสำเร็จคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิมในฤดูกาล 1991/92 หรือศักดิ์ศรีเทียบเท่าพรีเมียร์ลีกปัจจุบันด้วยสไตล์การเล่นที่ฉีกออกไป ทั้งทำประตู ทั้งแอสซิสต์ ย่อมสร้างความแตกต่างไปจากแนวทางเดิมลูกหนังผู้ดีก่อนซีซั่นใหม่จะเปิด ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ชิพ ทัพยูงทองต้องทำศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์กับ ลิเวอร์พูล แชมป์เอฟเอคัพตามธรรมเนียม ปรากฏว่า ลีดส์ เชือด เร้าใจ 4-3 โดย คันโตน่า สังหารแฮตทริก..ตัดภาพกลับกลับมายังออฟฟิศของ แมนฯยูไนเต็ด มันเป็นวันพุธในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่อากาศขมุกขมัวตามปกติเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังนั่งคุยกับ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสร ถึงความเป็นไปได้เรื่องซื้อกองหน้าใหม่มาเสริมเขี้ยวเล็บความดุดัน เพื่อลุ้นแชมป์ลีก หลังจากประสบความสำเร็จได้เอฟเอ คัพและคัพ วินเนอร์ส คัพมาแล้ว หวังจะต่อยอดความสำเร็จก่อนหน้านั้นเล็งไว้ 2 คนคือ อลัน เชียเรอร์ ที่ยังเล่นอยู่กับเซาธ์แฮมป์ตัน รวมทั้ง เดวิด เฮิร์ส์ท ดาวถล่มประตูเชฟฯเว้นส์เดย์แต่เพราะความผิดพลาดในการสื่อสาร ทางนักบุญซึ่งตอนแรกไม่กีดขวางไม่ปล่อยให้ เฟอร์กี้ คุยกับ เชียเรอร์ เอง แต่กลับไฟเขียวยอม แบล็คเบิร์น สุดท้ายก็เลยวืดไปเชียเรอร์ มองว่าทางกุหลาบไฟที่เพิ่งได้ เคนนี่ ดัลกลิช มาเป็นกุนซือ แสดงท่าทีจริงใจกว่า โทรมาหาเป็นประจำ ซึ่งนั่นทำให้ตัดสินใจเลือกไม่ยากเลยต้องหันมาหา เฮิร์ส์ท เปิดฉากเจรจากับ เทรเวอร์ ฟรานซิส กุนซือนกเค้าแมว แต่ทางโน้นรู้แกว ไม่คุยด้วย เฟอร์กี้ ยอมเสียมารยาทส่งแฟ็กซ์ไป มีแต่เสียงเงียบกลับมา นั่นมั่นใจเลยว่าไม่ต้องการขายสุดท้ายต้องไปเซ็นกองหน้าที่ค่อนข้างโนเนมอย่าง ดิออน ดับลิน มาแทน ซึ่งกำลังฉายแววว่าจะไปได้สวย แต่ชะตากรรมเล่นตลก บาดเจ็บในเกมเจอกับ คริสตัล พาเลซ ต้องปิดเทอมยาวเกินครึ่งปี นำความปวดหัวมาให้ เฟอร์กี้ ยิ่งนักระหว่างหารือกับ เอ็ดเวิร์ดส์ ว่าจะทาบทาม ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ที่ไปได้ไม่ค่อยสวยกับ เอฟเวอร์ตัน มาช่วยไปพลางๆก่อนจะดีหรือเปล่า เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นต้นสายคือ บิลล์ ฟอร์เธอร์บี้ ผู้บริหารของ ลีดส์ ซึ่งถามถึงความเป็นไปได้จะซื้อตัว เดนิส เออร์วิน แบ็กอเนกประสงค์เล่นได้ทั้งสองฝั่งท่านประธานตอบปฎิเสธ แล้วพอรู้ว่าคุยกับทางฝั่งยูงทอง ไหวพริบ เฟอร์กี้ ก็ทำงานขึ้นมาทันที รีบชอร์ตโน้ตสั้นๆ ส่งให้ เอ็ดเวิร์ดส์ ว่าพอจะขาย คันโตน่า ให้ได้หรือเปล่าเฟอร์กี้ จำได้แม่นว่าตอนเผชิญหน้ากับ ลีดส์ เมื่อซีซั่นที่แล้ว สตีฟ บรู๊ซ และ แกรี่ พัลลิสเตอร์ 2 ปราการหลังต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความน่าเกรงขามของ ก็องโต้ทางโน้นลังเลนิดหน่อย ก่อนได้บทสรุปไว้ค่อยว่ากัน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ดีเลยทีเดียวพอจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ ท่านประธานหันมาถาม เฟอร์กูสัน ว่า ทำไมต้องเลือก คันโตน่า เพราะกิตติศัพท์ขึ้นชื่อมากว่าร้ายกาจ ชอบอาละวาดปั่นป่วนทีมเป็นประจำเฟอร์กี้ เลยบอกว่าเดี๋ยวขอดูข้อมูลอีกหน่อย แล้วจะมาแจ้งอีกทีว่าควรจะดึงมาหรือเปล่าไม่นานจึงต่อสายคุยกับ เชราร์ อุลลิเยร์ ซึ่งรู้จักหัวหอกเฟร้นช์ไม่น้อยกว่าใคร ก่อนทางโน้นจะเชียร์แบบสุดๆ บอกมีโอกาสให้รีบเลยทาง ลีดส์ เรียกมา 1.3 ล้านปอนด์ ขอกำไรจากที่คว้ามาจาก นีมส์ นิดหน่อย แต่สุดท้ายเคาะกันที่ราว 1 ล้านปอนด์แล้วประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของปีศาจแดงก็ถูกเขียนขึ้นมา..----------------------คันโตน่า ประเดิมสีเสื้อ แมนฯยูไนเต็ด ใส่เบอร์ 12 ลงเป็นสำรองในเกมกับ แมนฯซิตี้ ก่อนเข่นชัย 2-1 ในช่วงปลายปี 1992แล้ว ก็องโต้ ก็เป็นหนึ่งในแกนหลักช่วยยุติการรอคอยอันยาวนาน 26 ปี พาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดสำเร็จหลังจากสำรองในเกมแรก เขาลงตัวจริงในลีก 21 นัดรวด ซัดไป 9 ประตู พร้อมแอสซิสต์และมีส่วนกับเกมรุกอย่างมากแมนฯยูไนเต็ด จบฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ ขึ้นแป้นแชมป์หนีห่าง แอสตัน วิลล่า ที่ตามมาอันดับ 2 ถึง 10 แต้มด้วยกัน เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหลือเกินก็องโต้ ได้รับการยกย่องอย่างมาก สำแดงให้เห็นมิติใหม่ในการเล่นเกมรุกของ แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเดิมเน้นแต่ความดุดัน หนักไปทางพลัง พอได้ความอ่อนช้อยงดงามเข้ามาเติม ก่อให้เกิดความสมดุลอย่างน่าทึ่งจากนั้นฤดูกาลรุ่งขึ้น เขาตอกย้ำให้เห็นชัดกว่าเดิม เป็นพลังขับเคลื่อนที่โดดเด่นกว่าใคร ตะบันในลีก 18 ประตู เอฟเอคัพอีก 4 ประตูแมนฯยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานผงาดครองดับเบิ้ลแชมป์อย่างอาจอาจ อีกทั้งได้ชิงลีกคัพด้วย แต่น่าเสียดายพ่าย แอสตัน วิลล่า ไปชื่อของ ก็องโต้ ระบือไปไกล พร้อมประกาศศักดาคว้านักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลมาครองทั้ง 2 สถาบัน ไม่ว่าจะเป็นพีเอฟเอที่เลือกโดยนักเตะอาชีพด้วยกันหรือของนักข่าวโหวตอย่างไรก็ตามในซีซั่น 1994/95 ถัดมา ก็องโต้ ทำเรื่องบันลือโลกด้วยการ โดดสองเท้าหรือ "กังฟูคิก" ใส่ แม็ทธิว ซิมม่อนส์ กองเชียร์ คริสตัล พาเลซ ที่ตะโกนด่าอยู่ขอบสนามเขาโดนลงโทษหนักแบนยาวลืมตาย 8 เดือนด้วยกัน มันทำให้ เฟอร์กี้ พล่านมากกว่าใครทั้งหมดกว่าจะคัมแบ็กอีกครั้งก็ต้องรอถึงเดือนตุลาคมปี 1995 เลย แน่นอนว่า แมนฯยูไนเต็ด ที่กำลังไปได้สวยบนเส้นทางแห่งความสำเร็จเสียหายอย่างมากแม้จะเดินหน้าไล่ล่าโทรฟี่ที่มีลุ้นทั้งลีกและเอฟเอคัพ หวังจะบันทึกสถิติอันหรูหราครองดับเบิ้ลแชมป์ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน แต่ฝันก็สลายพังพินาศลงมาจากดับเบิ้ลแชมป์ที่ลอยอยู่ตรงหน้า เปลี่ยนเป็นดับเบิ้ลช้ำอย่างรวดร้าวจิตใจในลีกก็ได้แค่รองแชมป์ เสียท่าให้กับ แบล็คเบิร์น ชนิดต้องมาวัดกันนัดสุดท้ายของซีซั่นส่วนเอฟเอ คัพที่ทะลุไปถึงชิง ป้องกันแชมป์ไม่สำเร็จ โดน เอฟเวอร์ตัน เผาเครื่องไปไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีเอฟเฟ็คต์มาจากการขาดหายไปของ คันโตน่า ด้วยแต่บุคคลพิเศษ ที่มักมีบางอย่างเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ปิดฉากตัวเองง่ายๆหรอกพรุ่งนี้ยังมีต่อกันอีกตอนเรื่องราวที่น่าสนใจของ "เอริก เดอะ คิง" ครับวันนี้ได้อ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นของ คันโตน่า บนเกาะอังกฤษ ตอนแรกกันแล้ว พรุ่งนี้มารอติดตามตอนจบกันได้เลยครับ ถ้าใครใจร้อนและต้องการจะเริ่มต้นในทันทีนั้นขอแนะนำ Sbobet777 ที่พร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

โรแมนติกแดงเดือด

หลังการสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 1958 แมนฯยูไนเต็ด ไม่ใช่บอบช้ำทางความรู้สึกอย่างเดียวแต่เมื่อชีวิตที่เหลือยังมีลมหายใจ ความเป็นสถาบันเลือดเนื้อจิตวิญญาณของสโมสรยังไม่ได้หายไปไหน ก็จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ต่อแมตต์ บัสบี้ อาจยังมีลมหายใจ แต่อาการก็หนักหนาเอาเรื่องอยู่ ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลยาวนานกว่า 2 เดือน ไม่อาจทำหน้าที่ผู้จัดการทีมได้จิม เมอร์ฟี่ ในฐานะผู้ช่วยและบุญรักษาไม่ได้เดินทางไปเบลเกรดด้วย เพราะต้องทำหน้าที่คุมทีมชาติเวลส์ที่รับอีกจ๊อบอยู่ เลยรับบทนายใหญ่แทนปัญหาคือแข้งแกนหลักที่ยังมีลมหายใจ ต่างก็บาดเจ็บกันทั้งหมด ไม่มีทางที่ลงเล่นได้เลย ไม่ต้องนับ 8 ชีวิตที่จากไปทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษไฟเขียวให้เลื่อนเกมลีกไปชั่วคราว ลากยาวไปถึงเดือนเมษายน เพื่อมีเวลามากพอสำหรับภารกิจฟื้นตัวเองขึ้นมาใหม่สถานการณ์จึงบีบให้ เมอร์ฟี่ ต้องดันแข้งสำรองที่ไม่ได้เดินทางไปด้วย รวมถึงเด็กจากชุดเยาวชนขึ้นมาเล่นในเกมเอฟเอ คัพกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ซึ่ง บัสบี้ เองก็ยังให้คำปรึกษาอะไรไม่ได้มากนักช่วงนั้นเองน้ำมิตรจิตใจมากมายก็ไหลหลั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จดหมายให้กำลังใจ เงินที่องค์กรใหญ่ต่างๆและแฟนบอลร่วมกันบริจาควูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งตอนนั้นถือเป็นทีมที่ขับเคี่ยวห้ำหั่นช่วงชิงความเป็นหนึ่งในลีก เอ่ยปากให้ความช่วยเหลือเต็มกำลังทุกรูปแบบนอกจากนี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ก็เสนอไอเดียว่าจะให้ยืมผู้เล่นบางส่วนไปใช้งานพลางๆก่อนแต่ที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูล ต่อสายมาว่าพร้อมจะให้ยืม 5 แข้งไปช่วยก่อน พอทุกอย่างคลี่คลายหรือจบฤดูกาลนั้นแล้วค่อยคืนกลับมา โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดขอรับผิดชอบเองด้วยหมายความว่าค่าจ้างหรือโบนัสต่างๆ ที่เคยตกลงกับผู้เล่นไว้ ทาง "หงส์แดง" ยินดีจัดการเอง แมนฯยูไนเต็ด ไม่ต้องกังวลใจอะไรเลยเมอร์ฟี่ กล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตัน เขาชั่งใจอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะปฎิเสธ ลิเวอร์พูล อย่างนุ่มนวล หวังจะสร้างทีมแบบระยะยาวด้วยทีมเยาวชน ตามแนวทางของ บัสบี้ ที่เคยทำให้เห็นไว้แล้วขณะเดียวกันก็ไม่ขอรับความช่วยเหลือเรื่องนี้จาก ฟอเรสต์ ด้วยตามข้อมูลระบุว่า 5 นักเตะที่หงส์แดงเสนอมาให้เป็นตัวจริงที่เล่นค่อนข้างสม่ำเสมอถึง 3 รายด้วยกัน ตอกย้ำให้เห็นน้ำใจอย่างแท้จริงของสโมสรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่อริกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ในทางฟุตบอลอย่างเดียวในความขัดแย้งระหว่าง แมนเชสเตอร์ กับ ลิเวอร์พูล ก่อตัวขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคเฟื่องของอุตสาหกรรมทอผ้า สมัยที่การเดินเรือเพื่อการค้าเติบโตพรวดพราดมันลามบานปลายไปยังเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน จนไปถึงเรื่องชิงดีชิงเด่นในแง่ฟุตบอล ซึ่งภายหลังเด่นชัดสุดแล้วจากนั้นไม่นานปีศาจแดงกลับมาเล่นตามปกติ แต่จากการที่ยืนหยัดศักดิ์ศรี ไม่ตอบรับความช่วยเหลือหรือไปขอร้องใครในเรื่องขุมกำลัง ทำให้ชนะในลีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น ก่อนฤดูกาลจะปิดฉากก่อนบินไปเบลเกรดทำศึกยุโรปยังไล่ล่า วูล์ฟแฮมป์ตัน อย่างดุเดือด สุดท้ายจบแค่อันดับ 9 เท่านั้น ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามสภาพที่เห็นอย่างไรก็ตามในศึกเอฟเอคัพยังบลัดและเหล่าสำรองที่ไร้ประสบการณ์ กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าทึ่ง เหมือนมีพลังบางอย่างแฝงเร้นเอาไว้ทีมของ เมอร์ฟี่ ผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่น่าเสียดายต้านทานความแกร่ง โบลตัน ไม่ไหวพ่ายไป 2-0 ที่เวมเบลีย์ส่วนในเกมยุโรปที่เข้าถึงตัดเชือกก็ยังคงเดินหน้าต่อ เพียงแต่คงไปไม่ได้ไกลกว่านั้นแล้ว เมื่อคู่ต่อกรคือ เอซี มิลาน นัดไปเยือนพ่ายอย่างไม่มีทางสู้ถึง 4-0 ด้วยกันเอาเข้าจริงผลลัพธ์ที่ออกมาไม่มีอะไรน่าเสียใจเลย ตรงกันข้ามควรภาคภูมิด้วยซ้ำความสำเร็จเกียรติยศในเวลาเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไปแต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือยามวิกฤต ยังพร้อมจะลุกขึ้นมาสู้ กล้าเดินหน้าฝ่าฟันต่อไป แม้รู้ว่ามันจะยากแค่ไหนเช่นเดียวกับความช่วยเหลือต่างๆ ที่ยื่นเข้ามาให้ แม้จะไม่ได้รับทั้งหมด ทว่านี่คือกำลังใจอย่างดีเยี่ยม ที่มีพลังผลักดันและรับรู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวลำพังทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แหล่ะที่ช่วยอุ้มชูต่อยอดให้ แมนฯยูไนเต็ด กลับมาผงาดยิ่งใหญ่อีกครั้งใครจะไปคิดว่าหลังผ่านความเศร้าสะเทือนใจครั้งใหญ่ พวกเขาจะคืนสู่บัลลังก์ยุโรปในเวลา 10 ปีต่อมา ด้วยการนำทัพของ แม็ตต์ บัสบี้ห้วงเวลา 10 ปีนั้น เป็นการลุกมาสู้ด้วยหัวใจอันห้าวหาญและเกิดจากการวางแผนต่างๆทั้งสิ้น ไม่ได้มีนายทุนข้ามชาติที่ไหนมาหนุนหลังเลยสักนิดเดียวนี่คือหนึ่งในความมหัศจรรย์และโรแมนติคอย่างน่าทึ่ง---------------ปี 1989 ลิเวอร์พูล ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สโมสรบ้างเกมเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศที่พวกเขาโคจรมาเจอกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ กำลังโม่กันตามปกติแต่จากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการแข่งขัน ที่ปล่อยให้กองเชียร์เข้ามาเกินความจุของสนาม ก่อเกิดความโกลาหลวุ่นวาย แฟนบอลที่ถูกอัดมาจากด้านหลัง หายใจไม่ออก พยายายจะปีนป่ายหนีเอาตัวรอด เหยียบกันจ้าละหวั่นเกมจำต้องยุติลงชั่วคราว เพื่อระดมกำลังมาให้ความช่วยเหลือ สุดท้ายมีเหยื่อจากความสะเพร่าครั้งนั้นต้องสังเวยไปทั้งสิ้น 96 คน ซึ่งเป็นเดอะ ค็อปในสนามทั้งสิ้นไม่นับที่บาดเจ็บอีกหลายร้อย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นฝั่งลิเวอร์พูลอย่างที่รู้กันแม้จะต่างจาก แมนฯยูไนเต็ด ตรงที่ไม่มีนักเตะเสียชีวิต แต่ในความเจ็บปวดนั้นย่อมไม่ต่างกันเลยเวลาที่ต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ สิ่งสำคัญสุดที่จะช่วยเยียวยาให้อาการดีขึ้น หนีไม่พ้นกำลังใจว่ากันว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ยังไม่มีบรรดาศักดิ์ "ท่านเซอร์" นำหน้าชื่อ ยกหูต่อสายเข้ามาก่อนใครเพื่อนเขาโทรมาหา เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือและควบผู้เล่นลิเวอร์พูลในเวลานั้น ซึ่งลึกๆแล้ว มีรอยร้าวในความสัมพันธ์กันมาก่อนด้วยซ้ำเฟอร์กี้ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมทั้งสำทับไปว่า หากต้องการความช่วยเหลืออะไรให้ ดัลกลิช นึกถึงเขา แล้วโทรบอกได้เลย 24 ชั่วโมง-------------------ฟุตบอลโลก 1986 เฟอร์กี้ ต้องทำหน้าที่คุมทีมชาติสก๊อตแลนด์สู้ศึก หลัง จ็อค สตีน บรมกุนซือเสียชีวิตกะทันหันเขาทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง หั่นชื่อ อลัน แฮนเซ่น ปราการหลังคนสำคัญจากลิเวอร์พูลออกจากทีมชุดสุดท้าย ด้วยเหตุผลว่าถอนตัวถี่มากเกินไป แล้วควรให้โอกาสคนอื่นที่มีความมุ่งมั่นทุ่มเทมากกว่าก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการ ได้โยนหินถามทางโทรไปหา ดัลกลิช เป็นเชิงปรึกษาก่อน โดยดาวเตะหงส์แดงบอกสั้นๆว่า แฮนเซ่น คือกองหลังยอดเยี่ยมมากๆ ถ้าจะให้ดีควรนำไปด้วย"แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของคุณนะ" -- คิง เคนนี่ ตบท้ายมาเช่นนี้หลังโผออกเป็นไปอย่างคาดไว้ ชื่อ แฮนเซ่น ตกสำรวจ ไม่นานนัก ดัลกลิช ก็ต่อสายมาหา เฟอร์กี้ ขอถอนตัว ด้วยเหตุผลว่ามีปัญหาเจ็บที่เอ็นเข่าจำเป็นต้องเข้าผ่าตัด ตามคำแนะนำของหมอแน่นอนเสียงวิจารณ์ดังแซดไปหมด แทบทุกคนเชื่อว่า ดัลกลิช แค้นที่ เฟอร์กูสัน มองข้ามเพื่อนสนิทของตนส่วน ดัลกลิช ยืนกรานเสียงแข็งว่านี่คือความจริง ถ้าคนพูดว่าเจตนาจงใจถอน นั่นหมายความว่าดูถูกศัลยแพทย์ที่บอกให้ต้องผ่าอย่างไรก็ตามวงในพอรู้กันบ้างว่า อาการของ ดัลกลิช ไม่ได้รุนแรงนัก หลังจบบอลโลกค่อยจัดการขึ้นเขียงก็คงทัน แล้วปกติไม่มีนักเตะคนไหนอยากพลาดการเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายหรอกนับจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ง่อนแง่นมาตลอด มาหนักข้อถึงขั้นมึนตึงไม่พูดจาปราศรัยกันเลยก็ตอนปลายปี 1986 หลังเวิล์ด คัพจบไม่เท่าไร เฟอร์กี้ ได้รับการแต่งตั้งให้คุม แมนฯยูไนเต็ด ส่วน ดัลกลิช ควบผู้เล่น-กุนซือของหงส์แดงมาตั้งแต่ปี 1985 แล้ว เท่ากับตอกย้ำความเป็นขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจนที่สุดแล้วช่วงนั้น ลิเวอร์พูล เกรียงไกรไร้เทียมทาน กวาดความสำเร็จปีต่อปี แมนฯยูไนเต็ด ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่ได้แอ้มแม้แต่น้ำใต้ศอกด้วยซ้ำแต่เมื่อเห็น ดัลกลิช กำลังเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่ เฟอร์กี้ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เหมือนที่ แมนฯยูไนเต็ด เคยได้รับน้ำใจจาก ลิเวอร์พูล มาก่อนนี่คือ "เนื้อแท้" ของเกมลูกหนัง เพราะจะสอนให้เข้าใจและตระหนักว่า เรื่องราวระหว่างเกมกับข้างนอก มันแตกต่างกันอย่างไรสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นคู่รักคู่แค้นกันสักแค่ไหน น้ำใจและมิตรไมตรีสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิ รับรองมอบความตื่นเต้นสนุกเร้าใจ บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

นาฬิกาที่หยุดเดิน

แม้จะผ่านกาลมายาวนาน 61 ปี แต่ไม่มีใครลืมโศกนาฎกรรมที่มิวนิคเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 1958 ได้เลยนี่คือการสูญเสียใหญ่สุดครั้งหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนัง ถือเป็นวันมหาวิปโยคอย่างแท้จริงของ แมนฯยูไนเต็ดเพราะอะไร? -- เราลองไปรื้อฟื้นอดีตกันดู...เข้าสู่ทศวรรษที่ 1950 ไฟจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมอดลง แม้สถานการณ์จะคลี่คลาย ความสงบสุขเริ่มคืนมา แต่ในขณะเดียวกันผลกระทบก็ยังคงมีร่องรอยความบอบช้ำเจ็บปวดฟุตบอลกลับมาเป็นลมหายใจของชาวอังกฤษอีกครั้ง แม็ตต์ บัสบี้ ดาวเตะที่เคยประสบความสำเร็จกับ แมนฯซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ไม่น้อย เข้ามากุมบังเหียนปีศาจแดงตั้งแต่ปี 1945 ตอนนั้นวัยเพิ่งแค่ 34 ปี เพิ่งเลิกราค้าแข้งมาหมาดๆไม่ได้เขียนผิดหรอก บัสบี้ เคยรับใช้ 2 สโมสรที่เป็นอริตัวฉกาจของ แมนฯยูไนเต็ด จริงๆ เพียงแต่ช่วงนั้นความเป็นศัตรูคู่อาฆาตยังไม่เกรี้ยวกราดขนาดนี้5 ปีแรกที่นำนาวาพาขุนพลปีศาจแดง ได้แค่เฉียดเท่านั้น คือเข้าป้ายในฐานะรองแชมป์ถึง 4 ฤดูกาล กระทั่งกรำจนกล้าแกร่งอย่างเต็มที่ จึงมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมื่อฤดูกาล 1951/52แต่ซีซั่นรุ่งขึ้นก็ทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงและพากันอึ้งไปตามๆกัน นั่นคือโละนักเตะชุดแชมป์หลายคนออกไป โดยเฉพาะแข้งเก๋าทั้งหลาย ซึ่งดูจะมีอิทธิพลมากเรื่อยๆแล้วก็ซื้อแข้งที่คิดว่าไว้เนื้อเชื่อมือมาบางส่วนเพื่อทดแทน พร้อมกับรับบทป๋าดันเข็นยังบลัดขึ้นมาจากทีมเยาวชน โดยหวังจะลบคำสบประมาทถากถาง เพราะที่ผ่านมาเน้นซื้อดาวดังเสมอ แถมยังคอนโทรลยากอีกนิสัย บัสบี้ ที่เด่นชัดคือ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมา มันมากพอที่จะรู้ได้ว่าระบบที่วางไว้ ตอบรับกับพวกแข้งลูกกรอกคะนองได้ไม่ยากนอกจากนั้นยังมั่นใจในความสามารถของ จิมมี่ เมอร์ฟี่ ผู้ช่วยของเขา รวมถึงทีมสต๊าฟฟ์ซึ่งร่วมงานกันมาหลายปีตอนนั้นวงการลูกหนังผู้ดีเหมือนถูกเขย่าอย่างแรง เพราะเด็กชุดนั้นหลายคนต้องบอกว่าหัวนมเพิ่งแตกพาน ผ่านเส้นสู่ความเป็นผู้ใหญ่มาไม่เท่าไรไม่ว่าจะเป็น บิล โฟคส์ , มาร์ค โจนส์ , เดวิด เพ็กก์ , เลี่ยม วีแลน , ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ หรือ แจ็คกี้ บลันซ์ฟลาวเวอร์ ซึ่งล้วนอยู่ในวัยแรกแย้ม 17-18 ปีทั้งสิ้นอานิสงส์จากที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ เพิ่มรายการเอฟเอยูธคัพเข้าไปด้วย เพื่อสร้างเวทีให้กับลูกนกหัวบินทั้งหลาย ทำให้เด็กผีไม่น้อยได้ปล่อยของ โชว์ให้เห็นความสามารถและต่อยอดขึ้นมายังชุดใหญ่แรกๆไม่มีอะไรง่ายนัก ประสบการณ์ กระดูกบอล สภาพจิตใจต่างๆ ล้วนแต่เป็นรองนักเตะจากทีมอื่น แม้จะถูกทดแทนด้วยความกระหาย สดยกกล่อง วิ่งบ้าเป็นม้าศึก ก็ยังไม่เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ได้3 ปีแรกได้อันดับ 8 , 4 และ 5 ซึ่งว่าไปแล้วไม่ได้แย่อะไรเลย สไตล์การเล่นก็เร้าใจ ดุดันจนเป็นเอกลักษณ์และนั่นจึงที่มาของสมญา "บัสบี้ เบ๊บส์" หรือเด็กๆของบัสบี้ ในเวลาต่อมาวิธีการผ่าเหล่าผ่าฝูงเช่นนี้ของ บัสบี้ จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้า ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าอีกไม่นานจะต้องประสบความสำเร็จมาถึงฤดูกาล 1955/56 ซึ่งทุกอย่างสุกงอมเต็มที่ เด็กๆของบัสบี้ ก็ก้าวครองแชมป์ลีกอย่างองอาจผ่าเผย โดยมีอายุเฉลี่ยแค่ 21 ปีเศษเท่านั้นเองแล้วทีมชุดยังบลัดปลัดไม่ต้องบอกนี่แหล่ะ ที่เขียนประวัติศาสตร์ไว้ว่าเป็นขบวนแรกจากอังกฤษ เข้าร่วมศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่า ผุดแนวคิดขึ้นมา คัดเอาทีมแชมป์ลีกแต่ละประเทศมาโม่กันตอนแรกสมาคมฟุตบอลอังกฤษไม่ขอร่วมวงด้วย เพราะคิดว่าเปล่าประโยชน์ แถมยังอีโก้เยอะ ยึดมั่นในความเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างสุดติ่งแต่ บัสบี้ ไม่สนใจ ต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าเหล่ากุมารทองที่ฟูมฟักอุ้มชูกันมา แกร่งขนาดทำให้ยุโรปสะเทือนได้เลยฝืนคำสั่งของเอฟเอ ส่งทีมร่วมสัประยุทธ์ทันทีในซีซั่น 1956/57 เบิกร่องในฐานะสโมสรแรกจากเมืองผู้ดีเจออย่างเข้าเอฟเอแทบคลั่ง ถือว่าท้าทายอำนาจบาตรใหญ่ เลยยื่นคำขาดจะไม่เลื่อนโปรแกรมให้กับ แมนฯยูไนเต็ก ทุกกรณี หากมัวแต่ไปตระเวณเตะถ้วยยุโรป แล้วมาเล่นในลีกไม่ทันจะปรับแพ้เลยเป็นที่รู้กันว่าการเดินทางข้ามประเทศสมัยเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เทคโนโลยีเรื่องการบินยังไม่ทันสมัย เครื่องจึงมักดีเลย์ประจำแม้รู้ว่ามีความเสี่ยงสูง แถมยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรตัวเองแท้ๆ แต่คนอย่าง บัสบี้ ลองตั้งใจ ยังไงก็ไม่มีเลิกล้ม พร้อมลุยรายการยูโรเปี้ยน คัพในระบบเล่นแบบเหย้า-เยือนเหมือนปัจจุบัน นัดแรกไอ้แอ้ดปีศาจแดงออกไปเยือน อันเดอร์เลทช์ ยักษ์ใหญ่แห่งเบลเยี่ยม แล้วยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้เจ้าบ้านก่อน 2-0กลับมาเปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดโซ้ยเกม 2 คราวนี้บดขยี้แผลให้เละไปกว่าเดิม ด้วยการปูพรมถล่มราบคาบ 10-0 เดนนิส ไวโอเล็ต กับ ทอมมี่ เทย์เลอร์ ช่วยกันซัลโวจนระบมหัวแม่เท้าปีนั้นเอง บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ได้รับการโปรโมตสู่ชุดใหญ่ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บ ช่วยศึกรอบด้าน ให้มีความพร้อมมากกว่าเดิมยังบลัดบัสบี้สำแดงความร้ายกาจอย่างคาดไม่ถึง กรุยทางไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะยืดเยื้อเสียดสีไม่ไหวพ่าย เรอัล มาดริด อย่างน่าเสียดาย ด้วยผลรวม 2 นัด 5-3แต่ในลีกยังป้องกันบัลลังก์เอาไว้ได้ พร้อมทั้งเข้าชิงเอฟเอคัพอีกต่างหาก แม้จะได้รองแชมป์ก็ตามแค่นี้ก็เขย่าโลกลูกหนังด้วยความแรงระดับ 10 ริคเตอร์แล้ว---------------ความฝันของบัสบี้คือต้องพิสูจน์ให้ แมนฯยูไนเต็ด เป็นที่ยอมรับในยุโรปแม้จะเหน็ดเหนื่อยกับศึกภายใน แต่ในยูโรเปี้ยนคัพหรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปัจจุบัน ก็ไม่ทิ้งเป็นอันขาด ฝ่าด่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เผชิญหน้ากับ เร้ดสตาร์ เบลเกรดนัดแรกเปิดโรงละครแห่งความฝันเข่นไปก่อน 2-1 อีกเกมที่ไปเยือนแค่เจ๊าก็จะคว้าตั๋วรอบรองชนะเลิศเลยช่วงต้นปีนั้นทั้งทวีปยุโรปถูกปกคลุมด้วยหมอกและหิมะที่ขาวโพลนไปหมด คิวแข่งมีวันที่ 5 กุมภาพันธ์ แต่ทาง แมนฯยูไนเต็ด บินกันตั้งแต่วันที่ 3 เพื่อได้ปรับตัวกันทัศวิสัยแย่มากๆ กว่าเครื่องจะลงสู่สนามบินเบลเกรดได้ก็ต้องวนอยู่กลางอากาศหลายรอบด้วยกัน เรียกว่าลุ้นกันจนเหนื่อยทั้งลำเกมดุเดือดพลิกไปมาอย่างสนุก ก่อนจบลงด้วยผลเสมอระทึก 3-3 รวมสองนัดปีศาจแดงฝ่าเข้าตัดเชือกได้อีกครั้งด้วยสกอร์ 5-4วันรุ่งขึ้นจึงบินกลับด้วยความชื่นบานหัวใจ ทีมงานนักบิน เจ้าหน้าที่สโมสร นักเตะ นักข่าว ช่างภาพ อีกทั้งภรรยาและญาติรวมแล้ว 38 ชีวิตอยู่ในเครื่องบินเหมาลำนั้นเครื่องบินของสายการบิน บริติช ยูโรเปี้ยน แอร์เวย์ส รุ่นที่ใช้เดินทางนั้นคือ แอร์สปีด แอมบาสดอร์ 2 และจำเป็นจะต้องหยุดพักเพื่อทำการเติมเชื้อเพลิงที่มิวนิคในเยอรมันเสียก่อน เหมือนตอนขามาก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้านแมนเชสเตอร์ หลายคนแหงนมองทองฟ้าต่างหวาดหวั่นพรั่นพรึงใจไปตามๆกันบ่ายสามกับอีก 3 นาทีหรือ 15.03 น. ตามเวลาของอังกฤษ เครื่องบินเชิดหัวขึ้นฟ้า ทิ้งไว้แค่เสียงเครื่องครางหึ่มแว่วมา แล้วก็จากไป -- แต่ไม่ถึงบ้าน21 คนเสียชีวิตที่เกิดเหตุ อีก 2 คนจากไปในเวลาต่อมา เป็นนักเตะ 8 คน/เจ้าหน้าที่ 3 คน/นักข่าวกับช่างภาพ 8 คน/เจ้าหน้าที่สายการบิน 2 คน/ผู้โดยสารอื่น 2 คนนับจากนั้นมานาฬิกาเรือนหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดก็ไม่เดินอีกเลยเข็มสั้นเลยเลข 3 มานิดหน่อย ส่วนเข็มยาวเกือบถึงเลข 1และจะคงไว้อย่างนี้ เพื่อรำลึกถึงตลอดไปมีเรื่อง "นาฬิกาที่หยุดเดิน" ให้อ่านกันแล้ว ก็อย่าลืมมาลองแวะชมเว็บไซต์น่าสนใจอย่าง MYSBOBET กันสักหน่อย รับรองมอบความตื่นเต้น บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ช้างศึกสไตล์กิมจิ

เสร็จภารกิจในเอเชียน คัพ กันไปหลายวัน แต่หนึ่งในคำถามหลักที่แฟนบอลไทยอยากรู้คือ "ใครจะมาเป็นเฮดโค้ช (ถาวร) คนต่อไป?" สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยยังไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนในการสรรหากุนซือใหม่มาทำหน้าที่ต่อจาก มิโลวาน ราเยวัช ซึ่งโดนปลดกลางทัวร์นาเมนต์ที่ยูเออี เนื่องด้วยตลอดปีนี้ไม่ได้มีรายการใหญ่ที่ต้องลงเล่น โปรแกรมอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ในเดือนมีนาคมที่ทัพช้างศึกตอบรับเข้าร่วมแข่ง "4 เส้า" ที่ประเทศจีนร่วมกับยอดทีมอย่าง อุรุกวัย, โคลอมเบีย และเจ้าภาพจีน ก็ยังจะเป็น "โค้ชโต่ย" และ "โค้ชโชค" ขัดตาทัพต่อไป โค้ชโชค เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตัวผู้เล่นหลักๆ ที่จะลองแข้งแดนมังกรยังเป็นชุดเอเชียน คัพ นั่นหมายความว่ากุนซือคนคู่คงได้รับการต่อใบอนุญาตในการทำงานจากส.บอลอีกอย่างน้อย 2 เดือน แต่หลังจากนั้นไม่ช้าก็เร็ว ส.บอลควรต้องเร่งพิจารณาตัวกุนซือที่จะเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการเพราะการทำทีมฟุตบอลคือการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เร่งมือเอาเฉพาะไม่กี่สัปดาห์ก่อนรายการสำคัญ มีหลายชื่อโผล่มาเป็นแคนดิเดตที่จะขึ้นขี่คอช้างศึก แต่ชื่อที่น่าสนใจสุดคือ "ชิน แต-ยัง" อดีตกุนซือทีมชาติเกาหลีใต้ผู้คุมทีมในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา เกาหลีใต้อาจตกรอบแรกแต่ก็ฝากผลงานน่าประทับใจลากเอา "แชมป์เก่า" อย่างเยอรมันกระเด็นตามกันไปด้วยชัยชนะ 2-0 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ชิน แต-ยัง แยกทางกับทัพโสมขาวหลังจบทัวร์นาเมนต์ที่รัสเซียโดยมี เปาโล เบนโต้ กุนซือชาวโปรตุกีสรับช่วงต่อ ข่าวของ ชิน แต-ยัง กับ ส.บอลไทยไม่มีแค่ลือ แต่บริษัทโกเบิล บริดจ์ โคเรีย ซึ่งประจำอยู่ในประเทศไทยได้เปิดเผยว่ามีการพูดคุยกับ "บิ๊กโจ" คุณพาทิศ ศุภะพงษ์ ไปแล้วรวมถึงการส่งโปรไฟล์ไปให้พิจารณา "ผมอยู่เมืองไทยมาหลายปีเห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนโอกาสที่ชิน แต-ยอง จะได้คุมทีมชาติหรือไม่ได้คุมทีมนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงทั้งสองฝ่าย" "อย่างหนึ่งที่เชื่อมั่นคือกุนซือรายนี้มีประสบการณ์มากมายพร้อมที่จะช่วยทีมชาติไทยได้ และยืนยันว่าบ.โกเบิล บริดจ์ โคเรีย ที่เกาหลีใต้ได้มีการประสานกับกุนซือรายนี้มาโดยตลอด" ตัวแทนจากบ. โกเบิล บริดจ์ เปิดเผย เรียกได้ว่าเสนอตัวกันอย่างเป็นทางการพร้อมรับงานคุมทีมชาติไทย รอเพียงแค่ว่าส.บอลที่นำโดย "บิ๊กอ๊อด" พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง จะเห็นดีเห็นงามหรือไม่ "บิ๊กอ๊อด" คงได้บทเรียนมาไม่มากก็น้อยกับการเลือก มิโลวาน ราเยวัช มาคุมทีมเพราะแม้คุณสมบัติเบื้องต้นจะตรงตามที่ใจต้องการ แต่ผลงานในสนามฟ้องทนโท่ว่า "ล้มเหลว" ทั้งผลการแข่งขันและสไตล์การเล่น หยุดมองไกลชั่วคราวว่าสเป็กต้องกุนซือยุโรปหรืออเมริกาใต้ แล้วชายตาไปในละแวกเอเชียด้วยกันบ้างอาจเจอตัวเลือกที่เหมาะสมอยู่ก็ได้ ชิน แต-ยัง อาจไม่ได้มีโปรไฟล์เหมือน ราเยวัช แต่ก็เป็นตัวเลือกที่สนใจเพราะมีประสบการณ์พอตัวทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ ยิ่งกับทีมชาติยิ่งมีสเต็ปที่โอเคคือเริ่มจากชุดเล็ก่อนไต่เต้าขึ้นชุดใหญ่ อีกทั้งก็ผ่านฟุตบอลโลกมาเหมือนกัน แถมเป็นบอลโลกหนล่าสุดด้วย ไม่ใช่ 8-9 ปีก่อนแบบราเยวัช กลิ่นอายเครดิตดีๆ ยังมีอยู่ และค่าจ้างก็ไม่ได้สูงเวอร์เดือนละ 1.5 ล้านบาทแบบที่จ่ายให้ ราเยวัช แน่นอน ส.บอลเองพูดเสียงดังฟังชัดอยู่ว่าโค้ชคนต่อไปต้องไม่เรียกค่าเหนื่อยมากเกินไป ต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสมพอรับได้ แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่แฟนบอลไทย "อยากลอง" กุนซือสไตล์กิมจิอย่าง ชิน แต-ยัง ก็คือการเป็นโค้ชเอเชียนี่แหละเพราะน่าจะเข้าใจและรู้วัฒนธรรมของฟุตบอลไทยมากกว่าพวกฝรั่งมังค่า เรามองตรงกันว่า นักฟุตบอลไทยที่เก่งๆ ควรเริ่มค้าแข้งในลีกท็อปของเอเชียก่อนคิดถึงการเล่นในยุโรปเพราะระดับการเล่นไม่ก้าวกระโดดจนเกินไป ตัวอย่างแบบ "เจ" ชนาธิป ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันอย่างการเลือกกุนซือบ้างจะได้หรือไม่? ไปทีละระดับกับโค้ชเอเชียอย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยคิดถึงโค้ชยุโรปก็คงไม่สาย จะบอลไทยสไตล์กิมจิหรือปลาดิบก็ไม่มีอะไรที่ทำให้คุณห่างหายจากความมันส์ ขอแค่คุณมาติดตาม Sbobet777 ทุกวินาทีความตื่นเต้นจะมาหาคุณ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99