breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ขอแค่ชนะตัวเอง

10 ปีก่อนหรือฤดูกาล 2008/09 ลิเวอร์พูล มีโอกาสดีที่จะยุติ 19 ปีที่รอคอยนานมากแล้วที่ไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดอีกเลย จนบรรยากาศเมื่อครั้งอดีตแทบจะเป็นสีจางเข้าไปทุกทีกระทั่ง ราฟา เบนิเตซ ที่เข้ามากุมบังเหียนตั้งแต่ปี 2004 และพาหักด่านไปถึงนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ครั้ง จุดประกายความหวังอันยิ่งใหญ่หงส์แดงออกซองได้อย่างเยี่ยมยุทธ 10 นัดแรก คว้าชัยไปถึง 8 ด้วยกัน หลังจากนั้นก็ยึดหัวหาดเรื่อยมา จนปฎิทินเปลี่ยนปีเรียบร้อย สถานะก็ยังคงเดิมอย่างไรก็ตาม แมนฯยูไนเต็ด ที่เครื่องร้อนช้ากว่าก็ค่อยๆ ตามบี้ จนช่องว่างถูกบีบเหลือ 7 คะแนนเท่านั้นเองก่อนหน้านั้น เฟอร์กี้ ไม่ได้ทำอะไรมาก เมื่อถูกถามถึง ลิเวอร์พูล กับโอกาสผงาดครองเจ้าลูกหนังลีกผู้ดี ก็ตอบไปเพียงว่าเป็นทีมที่ดีนะ แต่ยังขาดประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ลักษณะนี้พอกุนซือสแปนิชได้ยินเข้า ก็เดือดดาลทันที เพราะมองว่าตัวเองก็ผ่านศึกเหนือใต้น้อยใหญ่มาเจ็ดย่านน้ำ สร้างปรากฏการณ์พา บาเลนเซีย งาบแชมป์ลาลีกา รวมไปเข็นหงส์แดงชุดที่ไม่น่ามีอะไรผงาดยุโรปได้ไม่นานนักเขาก็ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงเปิดแถลงข่าว แฉเรื่องราวว่า เฟอร์กี้ มีเส้นสายใหญ่โตข้างใน สนิทกับพวกผู้ตัดสิน อีกทั้ง เดวิด กิลล์ ซีอีโอปีศาจแดงก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษด้วยขนาด เจมี่ คาร์ราเกอร์ ยังไม่เข้าใจเจ้านายตัวเองว่า อยู่ดีๆทำไมต้องไปเปิดศึกกับคนอย่าง เฟอร์กี้ ควรจะตั้งหน้าตั้งตามุ่งมั่นเก็บแต้มเพื่อแชมป์นี้ที่รอคอยมากกว่านั่นหมายความว่าสมาธิ ราฟา เริ่มแกว่งและคิดว่าการจะใช้จิตวิทยามาสั่นประสาทเขย่าขวัญคู่แข่ง น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นดีคนอย่าง เฟอร์กี้ ที่เจนจัดบนเวีทีนี้มากกว่า น่าจะพอเดาเกมออก ไม่ได้ตอบโต้อะไรมากมายนัก เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งการ์ดตก มีโอกาสเพลี่ยงพลั้งได้ง่าย มาแบบจิกแซะบางโอกาสน่าจะสวยกว่า2 นัดสุดท้ายของซีซั่นที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด หงส์แดงทำได้แค่เสมอ ในขณะที่ปีศาจแดงเยือกเย็นไม่ตื่นเต้นไปตามสถานการณ์อันตึงเครียดเลยเข้าวินอีกสมัย หนีห่างถึง 4 แต้มราฟา จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่กุมความได้เปรียบมาตลอด แล้วไปเล่นใหญ่ หวังจะบดทำลายฝ่ายตรงข้ามให้แหลกละเอียดบางทีการอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปตอบโต้ มันกลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อนอกจากจะทำให้อีกฝั่งร้อนรุ่มแล้ว ยังไม่ต้องเสียสมาธิกับภารกิจตัวเองอีกด้วยดังนั้นถ้าจะเปิดสงครามสั่นประสาทกับใคร ก็ควรย่อมรู้พื้นฐานนิสัยก่อน------------------บิดเข็มนาฬิกาไปไกลกว่าเดิมยังฤดูกาล 1995/96 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ได้ เควิน คีแกน คุมมาตั้งแต่ปี 1992 รีแบรนด์สร้างแนวทางใหม่ ด้วยการเล่นเกมรุกอันน่าตื่นเต้นดุดัน พร้อมกับกวาดต้อนแข้งดังมาร่วมทีม กำลังไปได้สวยเหลือเกินบนเส้นทางพรีเมียร์ลีกทัพแม็กพายส์ระเบิดตาข่ายคู่ต่อสู้กระจุยมานับไม่ถ้วน ขึ้นแท่นเป็นจ่าฝูงจนพ้นปีใหม่ไปแล้ว เข้าสู่กลางเดือนมกราคม 1996 ก็ยังทิ้ง แมนฯยูไนเต็ด 12 แต้มด้วยกันช่วง 15 แมตช์สุดท้าย จังหวะปะเหมาะ เอริก คันโตน่า พ้นโทษแบนยาวจากกังฟูคิกใส่กองเชียร์คริสตัล พาเลซ กลับมาช่วยปีศาจแดงได้ เลยเก็บชัยชนะสะสมมาเรื่อย4 มีนาคม 1996 ก็องโต้ นี่เองที่ซัลโวประตูชัยให้ ปีศาจแดงบุกไปฉก 3 คะแนนออกมาจาก เซนต์ เจมส์ พาร์ค แพ้ในเกมที่สำคัญให้กับศัตรูคู่แค้นเข้า มันบั่นทอนจิตใจสาลิกาดงไม่น้อยจังหวะนั้นเอง เฟอร์กูสัน ก็งัดไม้เด็ด "ไมนด์เกม" หรือสงครามจิตวิทยาขึ้นมา ไม่ต้องอะไรมากแค่พูดไปประมาณว่า ทุกทีมที่เจอ แมนฯยูไนเต็ด ล้วนตั้งใจเล่นทั้งนั้นแหล่ะ หวังจะโค่นแชมป์ให้ได้แต่เมื่อเจอกับทีมอย่าง นิวคาสเซิ่ล กับลดดีกรีความจริงจังมุ่งมั่น มันทำให้ คีแกน น็อตหลุดอย่างไม่น่าเชื่อ ออกมาโวยกุนซือรุ่นพี่ทางสกาย สปอร์ตส์ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่"ผมหมดสิ้นความนับถือเขาแล้ว เพราะที่นี่คือลีกที่จริงใจ ซื่อสัตย์ คุณไปพูดที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ที่นี่เด็ดขาด""บอกเลยว่าผมจะสะใจมากๆเลย ถ้าพวกเราเอาชนะพวกเขาได้!" พูดเสร็จก็ออกแอ็คติ้งปึงปังขึงขัง ราวกับว่ามันจะช่วยสั่นสะเทือน เฟอร์กี้ ได้แต่เปล่าเลย ยิ่ง "คิงเคฟ" ร้อนเท่าไร ก็ยิ่งเข้าทางบรมกุนซือสก๊อตติชมากขึ้นเท่านั้นนัดสุดท้ายเงื่อนไขคือ นิวคาสเซิ่ล ต้องปราบ สเปอร์ส ให้ได้สถานเดียว แล้วลุ้นให้ แมนฯยูไนเต็ด เสียท่า มิดเดิ้ลโบรช์ เท่านั้นสาลิกาดงฮึดไม่ขึ้นได้แค่เสมอ 1-1 ตรงกันข้ามกับปีศาจแดงบุกไปบอมบ์ 3-0 แบบไร้ความกดดัน จบซีซั่นด้วยการทิ้งห่าง 4 แต้ม ฉลองกันแบบชื่นมื่น ขยี้แผลให้ คีแกน เจ็บปวดกว่าเดิมแล้วเขาเองนี่แหล่ะที่ตกเป็นเหยื่อไมนด์เกมและเป็นฝ่ายเดินหนีจากไปเพราะแพ้ภัยตัวเองแท้ๆ--------------ว่ากันว่าช่วงเวลาจะเปิดศึกสงครามสั่นประสาทคือท้ายฤดูกาล ที่ภาพต่างๆจะชัดเจนมากขึ้นซีซั่นนี้เคลื่อนมาถึง 25 นัด ลิเวอร์พูล ยังยืนหยัดยึดบังลังก์ต่อไป แต่หลายคนมองว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเจอร์เก้น คล็อปป์ เพิ่งออกอาการหัวเสียอย่างสุดๆกับการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน หลังเกมบุกไปเสมอ เวสต์แฮม เพราะมองว่าครึ่งหลังเป่าเอื้อเจ้าถิ่นเหลือเกิน เหมือนมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เอากันตามตรง คล็อปป์ เองน่าจะมองอีกด้านว่า ได้ประโยชน์จากผู้ตัดสินมาแล้ว เพราะประตูขึ้นนำ 1-0 ชัดเจนว่า เจมส์ มิลเนอร์ ล้ำหน้า รวมไปถึงทดเวลานาทีสุดท้าย ดิว็อก โอริกี้ หลุดไปเดี่ยวแต่ยิงติดเซฟ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ซึ่งภาพช้าฟ้องว่าออฟไซด์ แต่ธงในมือผู้ช่วยผู้ตัดสินกลับไม่เด้งขึ้น2 จังหวะนี้มันชัดมากๆ ชนิดไม่ต้องเถียง แต่กุนซือเยอรมันยังมองเข้าข้างตัวเองอีกสถานการณ์เริ่มร้อน มานูเอล เปเยกรินี่ ผู้จัดการทีมขุนค้อน ต้องออกมาเบรกว่า จำได้หรือเปล่าคุณเจอกับผมแล้วได้ประโยชน์จากความผิดพลาดตัดสินล้ำหน้ามาแล้ว 2 หนตอนคุณคุม ดอร์ทมุนด์ ผมเป็นกุนซือ มาลาก้า ทำให้ทีมผมต้องตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่างน่าเจ็บใจแน่นอนด้วยความที่เป็นคนใจร้อน มักถ่ายทอดความรู้สึกทางอารมณ์มาตลอด ทำให้ คล็อปป์ ถูกจับตามากเป็นพิเศษแล้วก่อนหน้านี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯซิตี้ เพิ่งจะโยนความกดดันก้อนใหญ่มาให้ จากคำพูดที่ว่า ลิเวอร์พูล ได้เปรียบเห็นๆจากโปรแกรมเป็นใจมากกว่าขณะเดียวกันลูกทีมของ เป๊ป แต่ละคนก็ออกมาช่วยอีกแรงสองแรง ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์ หรือ เควิน เดอ บรอยน์ เป็นการตอกลิ่มให้อารมณ์ขุ่นมัวได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เฟอร์กี้ บอกว่าหากเกิดความผิดพลาด เขาจะพูดกับลูกทีมโดยตรงว่าเกิดอะไรขึ้น ปลอบใจก็ส่วนปลอบใจ สั่งสอนก็ส่วนหนึ่งต้องแยกให้ออกที่สำคัญการแสดงออกของผู้จัดการทีม ต้องช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะด้วยสิ่งสำคัญในช่วงไคลแม็กซ์เช่นนี้ กุนซือต้องเยือกเย็นให้มากที่สุด อย่าไปนอตหลุดตีโพยตีพายจนเกินไปเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว เป๊ป ดูสุขุมคัมภีรภาพกว่า ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบอยู่พอสมควรอย่าลืมว่า คล็อปป์ ไม่ได้มีแค่ แมนฯซิตี้ ที่เป็นคู่ขับเคี่ยวทั้งนั้น สเปอร์ส ที่ค่อยๆไล่ตามมาบีบช่องว่างน้อยลง ก็ยังอยู่ในข่ายประเด็นที่น่าสนใจคือพุธนี้ ซึ่งหมายถึงคืนนี้แหล่ะ เรือใบสีฟ้าจะบุกไปกูดิสัน พาร์คของ เอฟเวอร์ตัน หากควักชัยออกมาได้ จะแซงนำจ่าฝูงทันที แม้จะแข่งมากกว่า 1 นัดก็ตามแต่ศัตรูหมายเลขหนึ่งของ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่ แมนฯซิตี้ หรอกมันคือตัวเองต่างหาก พวกเขาต้องสะท้อนผ่านความรู้สึกข้างใน แล้วกอดคอกันเดินฝ่าห้วงเวลาอันกดดันไปให้ได้ต้องไม่ลืมว่า ลิเวอร์พูล มีมากกว่า 3 แต้ม ยังไงก็ได้เปรียบชัดๆ กุมชะตาตัวเองไว้ ไม่ต้องไปพึ่งจมูกใครหายใจเลยสักนิดกระนั้นด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทำให้ถูกมองว่าพวกเขาจะพลาดท่าเสียทีอีกทั้งที่ มันยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำทั้ง คล็อปป์ และแข้งหงส์ทุกคน ไม่ต้องไปมองคนอื่นเลยส่องกระจกจ้องมองตัวเอง แล้วเอาชนะให้ได้เท่านั้น29 ปีอันยาวนานจะยุติลงทันทีหากท่านยุติจากที่อื่นด้วยความเบื่อหน่ายและไม่เที่ยงตรงเราขอแนะนำ MYSBOBET ที่เต็มไปด้วยทีมงานมืออาชีพ บริการรวดเร็วว่องไวสบายหายห่วง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

หัวโขนที่ถูกถอด

ริโอ เฟอร์ดินานด์ เซ็นสัญญาเข้าทีมเยาวชนของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ค่าจ้าง 29 ปอนด์ต่อสัปดาห์นอกจากลงฝึกซ้อมตามปกติแล้ว หน้าที่อีกอย่างที่ต้องทำประจำคือ ขัดรองเท้าและจัดการเรื่องชุดแข่งให้กับ โทนี่ ค็อตตี้ หัวหอกหุ่นมะขามข้อเดียวด้วยคริสต์มาสปีนั้นเอง เขาได้ค่าทิปหรือเงินพิเศษจาก ค็อตตี้ 40 ปอนด์ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด เพื่อนร่วมรุ่นที่โตมาด้วยกันและขัดรองเท้าให้ จูเลี่ยน ดิกส์ กองหลังจอมระห่ำ ได้ไปถึง 100 ปอนด์ ต่างกันเกินเท่าตัวด้วยความที่อยู่สถาบันลูกหนังเดียวกัน เป็นเด็กขัดรองเท้าเหมือนกัน เล่นทีมชุดเดียวกันบ่อยครั้ง มิตรภาพจึงก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆแทบทุกวันหลังซ้อมเสร็จ สองคนนี้จะแอบไปซื้อเบอร์เกอร์ในร้านดังกินเป็นประจำ แม้จะมีคำเตือนจากโค้ชว่า อย่ากินบ่อยเพราะไม่มีประโยนช์ต่อร่างกายก็เถอะกินเสร็จก็ควงกันกลับไปนอนที่ศูนย์ฝึก แทบจะเป็นกิจวัตรไปเลยแม้จะแนบแน่นในความเป็นเพื่อน แต่สองคนนี้โตมาจากพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงริโอ มาจากแพ็คแฮมในลอนดอน ซึ่งเป็นย่านถูกขีดเส้นใต้สีแดงว่าอันตรายมากๆ เป็นหนึ่งในแหล่งซ่องสุมพวกอาชญากรและยาเสพติดผิดจาก แลมพาร์ด ที่พ่อคือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ อดีตนักเตะดังขึ้นหิ้งเป็นแบ็กซ้ายตำนานของขุนค้อน รวมถึงเคยติดทีมชาติอังกฤษมาก่อนแล้วตอนนั้นยังมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเวสต์แฮม เคียงข้าง แฮร์รี่ เรดแนนป์ ซึ่งเป็นกุนซืออีกต่างหากที่สำคัญคือ แฮร์รี่ ซึ่งเป็นพ่อของ เจมี่ เร้ดแนปป์ มีศักดิ์เป็นลุงของ แลมพาร์ด อีกต่างหากฐานะทางการเงินที่เป็นปึกแผ่นของครอบครัวนี่เอง ที่ทำให้ แลมพาร์ด เข้าศึกษาที่โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ซึ่งมีค่าเทอมมหาศาลแทบทุกครั้งหลังจบเกมระดับเยาวชนในวันเสาร์ ริโอ จะขอไปเที่ยวบ้านของ แลมพ์ส ซึ่งเป็นแมนชั่นหรูหราขนาดใหญ่ แค่ห้องครัวยังกว้างพอๆกับสนามฟุตซอลริโอ เล่าให้ฟังว่าไม่เคยเห็นแมนชั่นที่ไหนอลังการอย่างนี้ แทบทุกห้องจะมีทีวีติดอยู่ มันช่างสะดวกสบายเหลือเกินห้องนอนของ แลมพาร์ด ก็มีขนาดใหญ่และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ ในตู้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของ ราล์ฟ ลอเรน ซึ่งเป็นที่นิยมและราคาแพงมากในยุคนั้นแลมพ์ส ช่างเป็นเด็กที่โชคดีเหลือเกิน -- ริโอ เคยคิดอย่างนี้เป็น แลมพ์ส นั่นแหล่ะที่ชักนำ ริโอ เข้าวงการท่องราตรีกับกลุ่มก้อนแข้งดาวรุ่งในยุคนั้น รวมถึง เจมี่ เรดแนปป์ ที่หล่อเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วในยามเข้าไนท์คลับ ไปดื่มเหล้าเคล้านารีจริงๆ ริโอ ไม่อยากไปหรอก เพราะกลัวว่าจะแต่งตัวไม่เข้าพวก ล้าสมัยเชยเฉิ่มเป็นที่น่าอับอาย แต่ แลมพาร์ด คะยั้นคะยอ ด้วยเหตุผลว่า นี่คือสิ่งที่นักเตะอาชีพในอนาคตต้องเรียนรู้ไว้บ้าง การสังสรรค์และเข้ากลุ่มเพื่อนมันสำคัญเงินวีกละ 29 ปอนด์ของ ริโอ จึงแทบจะละลายภายในคืนเดียว ต้องขอแม่ใช้เพิ่มประจำ จนโดนบ่นโดนตำหนิอยู่เสมออย่างไรก็ตามสองคนนี้สัญญาเอาไว้ว่าจะมุ่งมั่นกับการซ้อมและเล่นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้เซ็นสัญญาเป็นแข้งอาชีพ เวสต์แฮม ด้วยกันอายุครบ 17 ปี ทางขุนค้อนก็ยื่นสัญญามาให้ ริโอ จากที่เคยรับแค่ 29 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ก็เปลี่ยนเป็น 400 ปอนด์ แถมยังได้ค่าเซ็นอีก 4,000 ปอนด์ ทำให้ลิงโลดใจคิดว่าเป็นเสี่ยในชั่วข้ามคืนแลมพ์ส ก็ได้เซ็นไล่เลี่ยกัน ทั้งสองคนตื่นเต้นมากที่จะได้ร่วมเดินบนเส้นทางเดียวกัน ยิ่งความเป็นวัยรุ่นแล้วมีเพื่อนสนิทอยู่ข้างๆ มันช่วยปลุกให้ฮึกเหิมได้เสมอมันน่าภาคภูมิอย่างมากที่สองคนนี้เติบใหญ่ ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นยังบลัดที่ถูกโฟกัสของวงการ อีกทั้งในปี 1997 ยังติดทีมชาติอังกฤษชุดยู 21 ด้วยกันต่างหากกลายเป็นบัดดี้ที่แน่นแฟ้นอย่างยิ่ง ถ้าใครเห็น ริโอ ก็จะต้องเห็น แลมพ์ส อยู่ใกล้ด้วยเสมอมาดูเหมือนว่าจังหวะของ ริโอ จะก้าวพรวดไปเร็วกว่าด้วยซ้ำ หลังเล่นทีมชุดเล็กสิงโตคำรามไม่เท่าไร ก็ได้รับจดหมายเชิญจาก เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ผู้จัดการทีมตอนนั้น ให้มาร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่อายุแค่ 19 ปีกับอีก 8 วัน ก็ได้ลงเต็มเกมนัดอุ่นเครื่องกับ แคเมอรูน สร้างความเกรียวกราวไปทั้งวงการแลมพ์ส อาจจะตวมเตี้ยมกว่า แต่อีก 2 ปีให้หลังก็มีชื่ออยู่ในโผสิงโตคำรามด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีแกนหลักผลักดันขุนค้อนคว้าแชมป์ อินเตอร์ โตโต้ คัพในปี 1999 คว้าสิทธิ์ไปเล่นในรายการยูฟ่า คัพอีกต่างหากก่อนหน้านั้นไม่นาน ริโอ เพิ่งได้เห็น แมนฯยูไนเต็ด สร้างประวัติศาสตร์ผงาดทริปเปิ้ลแชมป์อย่างเกรียงไกร เขาเองฝันว่าอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยกับบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นเช่นนั้นแต่พอปี 2000 เขาย้ายไป ลีดส์ ยูไนเต็ด ส่วน แลมพ์ส ยังอยู่ที่เดิมจากนั้นในซัมเมอร์ปี 2001 เชลซี ก็กระชาก แลมพาร์ด ไปร่วมก๊วนบ้าง เส้นทางของทั้งสองคนเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ได้ย่ำก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยกันอย่างที่คิดไว้ความห่างเหินเริ่มเกิดขึ้น แม้จะมีการโทรคุยกันบ้างหรือส่งข้อความหากัน แต่ระยะทางเป็นอุปสรรค บวกกับเพื่อนใหม่ ในบรรยากาศของสโมสรแห่งใหม่ก็เป็นตัวแปรแล้วพอปี 2002 ความสัมพันธ์ก็ดูย่ำแย่หนักกว่าเดิม------------------ริโอ ครองสถิติกองหลังค่าตัวแพงสุดในเกาะอังกฤษเมื่อปี 2002 หลังย้ายจาก ลีดส์ สู่ แมนฯยูไนเต็ด 30 ล้านปอนด์"พอผมย้ายไปยูไนเต็ดและเขาอยู่กับเชลซี เชื่อหรือเปล่าว่าเราแทบไม่ได้คุยกันอีกเลย""เมื่อความห่างเหินก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากพูดจากันเลย"ริโอ ย้อนอดีตให้ฟังและเมื่อ เชลซี เปลี่ยนสถานะไปหลังจากได้นายทุนใหญ่อย่าง โรมัน อบราโมวิช เข้ามาฮุบกิจการ ก็ผงาดขึ้นมาท้าทายบัลลังก์พรีเมียร์ลีกเต็มตัวแน่นอนว่าย่อมเป็นคู่แข่งสำคัญ ที่ต้องขับเคี่ยวกับปีศาจแดงขณะเดียวกัน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็มีกฎเหล็กที่ชื่อว่า "Silence Code" หรือคำสั่งเงียบ ไม่ให้ลูกทีมนำเรื่องภายในสโมสร ไปเล่าให้คนนอกฟังเด็ดขาด หลีกเลี่ยงได้เป็นดีที่สุดจากที่เคยนอนห้องเดียวกันเมื่อครั้งติดทีมชาติใหม่ๆ ก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว โดยเพื่อนอีกหลายคนไม่รู้มาก่อนว่าสองคนนี้เคยตัวติดเป็นปาท่องโก๋สมัยอยู่ เวสต์แฮมมันทำให้ใครต่อใครเชื่อว่าทั้งคู่ไม่ลงรอยกันจริง ชิงชังขี้หน้ามาก เต็มที่แค่ทักทายตามมารยาทเท่านั้นกาลเคลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่ามิตรภาพจะฟื้นคืนมาอีก กระทั่งปี 2014 ริโอ ย้ายไป ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส ช่วงท้ายของการค้าแข้ง แล้วมีโครงการออกหนังสืออัตชีวประวัติเล่มสองของตัวเองในชื่อ Rio Ferdinand 2sides มันทำให้สายลมแห่งอดีตพัดพาความรู้สึกกลับมาเขาตัดสินใจจะตีแผ่เรื่องนี้ลงในหนังสือด้วย ก่อนตีพิมพ์เลยกลั้นใจส่งไปให้ แลมพ์ส ดูก่อน แล้วมีข้อความว่า"ถ้าฉันจะเขียนเรื่องเราสองคนลงหนังสือ นายจะว่าไง?""ถ้าฉันจะมีหนังสือตัวเอง ก็คงเขียนไม่ต่างจากนายหรอก"ไมน่าเชื่อแค่สองประโยคสั้นๆนี้ จะทำให้ความเป็นเพื่อนกลับมาอีกครั้ง12 ปีเต็มๆที่เพื่อนเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างเหยียบอดีตไว้เหมือนไม่ต้องการให้ใครรู้หลังจากนั้นสองคนได้มาร่วมกันอีกครั้ง เป็นกูรูวิเคราะห์เกมของ บีที สปอร์ตส์ พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นทางหน้าจอทีวีกระทั่งฤดูร้อนที่แล้ว แลมพ์ส เบนหัวไปเป็นผู้จัดการทีม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งก่อนจะตัดสินใจรับงานก็มีปรึกษา ริโอ ด้วยกำแพงที่ก่อตัวขึ้นมาขวางไว้ ถูกทั้งสองคนใช้ค้อนปอนด์ทุบทลายลงมาเรียบร้อย แม้จะต้องแลกกับ 12 ปีที่เสียไปก็ตามอย่างน้อยมิตรภาพก็งอกงามขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีคำว่าสาย หากทั้งคู่พร้อมจะเปิดใจรับสิ่งที่เป็นไปของกันและกัน"ไม่น่าเชื่อว่าฟุตบอล มันจะทำให้เราต้องมาแตกแยกกัน ไม่อยากเชื่อจริงๆ"ริโอ ว่าเอาไว้เช่นนี้ ในวันที่ถอดหัวโขนเรียบร้อย ไม่ได้แก่งแย่งแข่งกันเป็นที่หนึ่งอีกต่อไปแต่ถ้าใครต้องการจะเป็นที่หนึ่งบวกกับมีผลที่งอกงามล่ะก็ลองมาใช้โปรโมชั่นเด็ดๆที่ MYSBOBET ได้เลยครับรับรองว่ามีความเป็นมืออาชีพจริงอะไรจริง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

เมื่อเหลืองฟ้ากลับมาเจิดจ้า

เนวิโอ สกาล่า ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทรนเนอร์ของ ปาร์ม่า ในปี 1989เพียงแค่ปีเดียวก็สามารถฉุดทีมจากเซเรีย บีไปสู่เซเรีย อาหรือลีกสูงสุดลูกหนังอิตาลีได้สำเร็จนั่นคือจุดเริ่มต้นสู่การเขียนประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสรเล็กๆ จากแดนเหนืออย่างคาดไม่ถึงบวกกับการเข้ามาสนับสนุนทางด้านการเงินของ คาร์ลิสโต้ ทานซี่ เข้าของกิจการผลิตภันฑ์ด้านอาหารปาร์ม่าลัต ยิ่งช่วยให้ "จัลโล่บลู" แปลงร่างเป็นพยัคฆ์ติดปีกช่วงเวลา 1992 - 2002 หรือ 10 ปีเต็ม ปาร์ม่า เปลี่ยนสถานะขยับขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้า ประสบความสำเร็จมากมาย คว้ามาได้ 8 โทรฟี่สำคัญโคปปา อิตาเลีย 3 สมัย / ยูฟ่า คัพ 2 / ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ 1 / คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 / ซูเปอร์โคปปา 1 ขาดเพียงแค่ กัลโช่ เซเรีย อาซึ่งเข้าใกล้เต็มที่แค่รองแชมป์ภาพจำแข้งชั้นนำอย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน , ฟาบิโอ คันนาวาโร่ , เซบาสเตียน เวรอน , ดิโน่ บัคโจ , เอร์นาน เครสโป , เอ็นริโก้ เคียซ่า , อันโตนิโอ เบร์นาริโว่ , อเลสซานโดร เนสต้า , อัลแบร์โต้ ดิ คิอาร่า , ลิลิยอง ตูราม , ลุยจิ อปอลโลนี่ , เนสเตอร์ เซนซินี่ ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์พวกเขาช่วยเรียกคะแนนนิยมให้กับ ปาร์ม่า อย่างมาก กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลทั่วโลก ด้วยความสามารถและสไตล์การเล่นที่เร้าใจน่าตื่นตาแต่แล้วปี 2003 สัญญาณเตือนแห่งหายนะก็ดังขึ้น ปาร์มาลัตเผชิญหน้ากับมรสุมทางการเงินอย่างหนัก เพราะพยายามจะขยายธุรกิจไปยังทั่วโลก มีการแตกแต่งบัญชีและทุจริตในรูปแบบต่างๆไม่นานนักศาลก็ตัดสินให้ล้มละลาย มีผลให้ ปาร์ม่า ต้องแบกหนี้สินถึง 54 ล้านยูโรด้วยกัน นึกดูเอาแล้วกันกว่า 15 ปีก่อน เงินจำนวนนี้มากแค่ไหนทางออกเบื้องต้นคือการผ่องถ่ายขายนักเตะคนสำคัญออกไปเรื่อยๆ เพื่อลดภาระหนี้อันรุงรัง อีกทั้งยังต้องปรับโครงสร้างหลายอย่างภายในทีม จนผลงานย่ำแย่ตามไปด้วยจนในปี 2007 ตอมมาโซ่ กิราร์ดี้ ก็ควัก 30 ล้านยูโรฮุบกิจการไปบริหารเอง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะปัญหาฝังรากลึกเรื้อรังไปแล้วเมื่อแบกต่อไม่ไหว จะทำอย่างไรได้ นอกจากขายต่อไปอีก คนที่ซื้อไปก็ต้องรับภาระหนี้เกือบ 90 ล้านยูโร หนักหนาสาหัสขนาดที่ว่าเคยมีการซื้อ "จัลโล่บลู" ในราคาเพียงแค่ 1 ยูโรเท่านั้นลองนึกถึงสโมสรที่เคยเกรียงไกร เต็มไปด้วยแข้งขั้นเทพมากมาย แล้วต้องมาตกอยู่ในสภาพกระเป๋าฉีก ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างนักเตะและพนักงานไม่มีเงินจ้างการ์ด จนเกมต้องเลื่อนออกไป ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอะไรต่อมิอะไรล้วนแต่ต้องติดค้างทั้งหมดฤดูกาล 2013/14 ปาร์ม่า ที่ยังฝืนสู้ ดิ้นรนสุดชีวิต จบอันดับ 6 ของตารางเซเรีย อา ควรจะได้โควต้าไปเล่นฟุตบอลยุโรปตามสิทธิ์อันชอบธรรม แต่กลับถูกปรับห้ามร่วมสังฆกรรม เพราะไม่ยอมจ่ายหนี้ภาษีอีกกระทั่งมีนาคม 2015 ปาร์ม่า มีหนี้ก้อนโตถึง 218 ล้านยูโร สุดท้ายต้องถูกยึดกิจการ เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างอย่างเต็มตัวเท่านั้นไม่พอยังเจอบทลงโทษหนัก ปรับลงไปเล่นในเซเรีย ดีหรือลีกอันดับ 4 ของประเทศ รวมทั้งต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น ปาร์ม่า กัลโช่ 1913 อีกด้วยเจอขนาดนี้ เป็นสโมสรอื่นอาจล้มหายตายจาก ไม่มีทางฟื้นได้อีกแต่ความรักและภักดีนี่เอง ที่ช่วยหล่อเลี้ยงอุ้มชู ให้พวกเขากลับมายืนในจุดเดิมได้อย่างน่าทึ่ง----------------------แม้จะต้องหล่นมาไกลถึงเซเรีย ดี แต่แฟนบอลจัลโล่บลูยังเหนียวแน่นกลมเกลียว พร้อมช่วยเหลือสนับสนุนเต็มที่กลุ่มกองเชียร์ท้องถิ่นที่นำโดย นูโอโว่ อนิซิโอ ยอมเสียสละระดมทุนมาซื้อไปบริหารเอง พร้อมทั้งแต่งตั้ง เนวิโอ สกาล่า อดีตกุนซือที่สร้างทีมจนยิ่งใหญ่ในอดีต มารั้งตำแหน่งประธานสโมสรขณะเดียวกันยังให้ ลุยจิ อปอลโลนี่ อดีตกัปตันทีมชุดนั้น มาเป็นกุนซือ หวังจะใช้ความเป็นตัวตนและจิตวิญญาณกระชากศักดิ์ศรีกลับมาอีกมันน่าเหลือเชื่อมากที่ตั๋วปี 9,000 ใบขายเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นสถิติสูงสุดของลีกระดับ 4 แม้นักเตะคนอื่นจะเผ่นหนีไปอยู่คนละทิศละทาง แต่ยังมีบางคนที่พร้อมปักหลักช่วยทีมต่อไป โดยไม่สนใจเรื่องเงินค่าตอบแทนหนึ่งในนั้นคือ อเลสซานโดร ลูคาเรลลี่ กัปตันทีมที่พร้อมจับมือกับสโมสรเดินหน้าไปด้วยกันเขาผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายกับจัลโล่บลูมาตลอด รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ วิกฤตถึงขนาดช่วยไม่มีน้ำดื่มให้นักเตะหรือต้องซักเสื้อผ้ากันเองก็เคยมาหมดแล้วหรือเข้าขั้นร้ายแรงขนาดว่า ต้องเอาโทรฟี่แชมป์ต่างๆในตู้โชว์มาประมูลขาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายปี 2015 ลูคาเรลลี่ วัยปาเข้าไป 37 ปีแล้ว จึงถูกมองว่าไม่มีทางเลือกอื่นหรอก สโมสรใหญ่คงไม่ต้องการแข้งอายุมากเกินอย่างนี้แน่แต่เมื่อเขายอมลดค่าจ้างถึง 10 เท่า เหลือเพียงแค่สัปดาห์ละ 2,000 ยูโร ทำให้น่าจะพอเข้าใจได้ว่า นี่คือการเสียสละเพื่อสโมสรอันเป็นที่รักอย่างแท้จริงมันอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างแรงฮึด อีกทั้ง อปอลโลนี่ ใช้สูตรหาแข้งท้องถิ่นเข้ามาสู่ทีมให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจแล้วร่วมกันต่อสู้อย่างเต็มที่ปรากฏว่าซีซั่นนั้น ปาร์ม่า จบแบบไร้พ่ายในลีก กวาดไป 94 แต้มจาก 38 นัด ทะยานขึ้นสู่เซเรีย ซีอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามมันไม่ง่ายนักในช่วงแรก ผลงานของทีมซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบี ซึ่งแยกกันตามภูมิภาค พ่ายรวดหลายนัดติดต่อกัน เลยต้องมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจาก อปอลโลนี่ มาเป็น โรแบร์โต้ ดาแวร์ซ่า แล้วเร่งเครื่องตั๋วเพลย์ออฟเลื่อนชั้นสำเร็จปาร์ม่า ต้องเริ่มจากรอบสองในการเพลย์ออฟ ฝ่าด่านมาเรื่อยๆ ด้วยความมุ่งมั่น จนมาถึงรอบชิงชนะเลิศดวลกับทีมเต็งอย่าง อเลสซานเดรียนัดนั้น เครสโป มานั่งให้กำลังใจด้วย มันปลุกเร้าให้นักเตะหลายคนมีความกระหายที่จะเป็นผู้ชนะ ต่อหน้าฮีโร่ของพวกเขา ก่อนจะคว้าชัยอย่างหมดจด 2-0 ขึ้นสู่เซเรีย บีอย่างรวดเร็วแล้ว เจียง หลี่ซาง นายทุนใหญ่ซึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจของตัวเองด้วยวัยเพียงแค่ 36 ปี เข้ามาช้อนซื้อหุ้นไปถือในกำมือเกิน 60 เปอร์เซนต์ ทำให้เขามีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารอย่างเต็มที่แต่ไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำลายหรือกอบโกย อย่างน้อยการแต่งตั้ง เครสโป เป็นรองประธานก็ซื้อใจแฟนบอลได้อีกเพียบนอกจากนี้ยังใช้เงินเสริมกำลังพลอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เขารอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมมากเกินไปด้วยความที่เป็นน้องใหม่ ต้องเจอกับความหินโหดจากคู่แข่งมาตลอด โอกาสสู่แชมป์ไม่ง่ายเลย อีกทั้ง เอ็มโปลี ก็แกร่งทั่วแผ่น โกยแต้มต่อเนื่องจองบัลลังก์ไว้แล้วเป้าหมายอยู่ที่รองแชมป์เพื่อเลื่อนขึ้นอัตโนมัติ ในนัดสุดท้ายต้องลุ้นให้ โฟรซิโนเน่ ที่เบียดแย่งตั๋วกันมาพลาดเองปาร์ม่า เผด็จศึก สเปเซีย ลงได้อย่างไม่ยาก แม้ต้องไปเยือน สกอร์ขาดลอยไปก่อนหมดเวลาแล้ว ทีนี้เหลือแค่ลุ้นอีกสนาม พอรู้ว่า โฟรซิโนเน่ นำอยู่ 2-1 จนกระทั่งเข้าสู่นาทีสุดท้าย จิตใจกองเชียร์ก็กระสับกระส่ายแต่แล้วเสียงเฮก็กระหึ่มสังเวียนแข้ง อัลแบร์โต้ ปิซโซ่ ไปหมด เมื่อได้ยินผล ฟอจจา ตามทวง 2-2 ก่อนจบด้วยสกอร์นี้งานฉลองยิ่งใหญ่จึงเกิดขึ้น ภายใน 3 ปีจากเซเรียดี พวกเขาปีนป่านขึ้นสู่เซีย อาได้อย่างน่าทึ่งที่สุดคนที่ภูมิใจไม่น้อยกว่าใครคือ ลูคาเรลลี่ แม้วัยจะเหยียบ 40 ปี เขาก็ยังเป็นแกนหลักอยู่ในแผงหลัง"ลูคาเรลลี่ คือตัวแทนของเรา จะมีใครมาอยู่ในวันที่วิกฤตบ้างล่ะ เขาไม่เคยหนีไปไหน คือตำนานอย่างแท้จริง"แฟนบอลคนหนึ่งของ ปาร์ม่า ว่าไว้อย่างนี้-------------เป้าหมายบนลีกสูงสุดของ ปาร์ม่า คืออยู่รอดปลอดภัย ไม่มีอะไรมาแผ้วพานแม้จะเป็นรองพวกทีมใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ ปาร์ม่า อาศัยสปิริต ความเป็นเลือดนักสู้และศักดิ์ศรีแห่งจัลโล่บลู เดินหน้าชนอย่างไม่หวาดหวั่นเกมล่าสุดคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง เมื่อตามหลัง ยูเวนตุส มหาอำนาจของลีก 3-1 แต่ช่วยกันจนตามทวงกลับมา 3-3 แบ่งแต้มอย่างสะใจผ่านมาถึง 22 นัด ปาร์ม่า เกาะอยู่กลางตาราง ห่างจากโซนแดงหรือตกชั้นถึง 14 คะแนนด้วยกัน หากไม่มีอะไรผิดพลาด น่าจะยืนหยัดในเซเรีย อาได้อีกในฤดูกาลหน้าไม่ผิดนักหากจะบอกว่า ปรากฏการณ์ "ลุ้มแล้วลุกเร็ว" ของ ปาร์ม่า คือสิ่งที่น่าทึ่งของโลกลูกหนังในรอบหลายสิบปีจำไว้ว่าถ้าคุณมีใจและรักจริง ทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะช่วงเวลาจะดีหรือแย่สักแค่ไหน เวลาล้มขอแค่เราลุกขึ้นมาสู้ใหม่ด้วยใจรัก ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิ รับรองมอบความตื่นเต้นสนุกเร้าใจ บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ปีศาจของกุนซือ

ถ้าถามว่าผู้จัดการสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ เกลียดใครมากที่สุด?คำตอบที่น่าจะออกมาเหมือนกันคือ "นักข่าว" อย่างไม่ต้องสงสัยกุนซือแต่ละคน โดยเฉพาะพวกคุมทีมใหญ่ ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสื่ออยู่เป็นประจำ ประเด็นสำคัญคือมักจะเจอคำถามจี้ใจดำหรือเข้ามาในลักษณะเสี้ยมเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เล่าให้ฟังว่าสมัยคุม แมนฯยูไนเต็ด เวลาจะเข้าห้องแถลงข่าวหรือเพรส คอนเฟอเรนซ์ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างดีอย่างแรกเลยเป็นเรื่องของจิตวิทยา แม้สโมสรจะอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด บรรยากาศในทีมไม่ค่อยดีนัก ก็จะไม่แสดงอาการวิตกทางสีหน้าอย่างเป็นอันขาด เพราะจะทำให้พวกสื่อได้ใจ อัดแหลกคามือใบหน้าจะบ่งบอกอารมณ์ ฉะนั้น เฟอร์กี้ จึงนิ่งเฉยเข้าไว้ ยิ้มบ้างบางจังหวะหรือถ้าจะให้ดีโยนมุกเล่นหัวไปเลย บางทีอาจจะทำให้พวกนี้ไปต่อไม่เป็นจากนั้นก็จะคุยกับผู้จัดการฝ่ายสื่อสารหรือที่คลุกคลีอยู่กับนักข่าว ว่าจะต้องเจอคำถามอะไรบ้างเพราะพวกสื่อนั้นแม้จะมาจากคนละค่าย กระจัดกระจายไปทั่ว แต่จะสุมหัวกันวางแผนเรื่องคำถามก่อน เพื่อให้ผู้ถูกถามขุ่นเคือง ซึ่งนั่นจะเข้าทางทันที เพราะมีเรื่องให้เอาไปขายแล้วแต่หากว่าทนไม่ไหวจริง ก็ประกาศตัดขาดเลยทันที ไม่ต้องมีเยื่อใยอันดีกันอีกต่อไปอย่างเช่น เฟอร์กี้ เคยแบนไม่คุยกับ BBC สื่อใหญ่เมืองผู้ดี รวมถึงไม่เกี่ยวข้องกับรายการลูกหนังชั้นนำอย่าง Match of the day ตั้งแต่ปี 2004เรื่องของเรื่องมาจาก BBC จัดทำสารคดีเรื่อง Fergie and son ซึ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ เจสัน ลูกชาย ซึ่งประกอบอาชีพเอเยนต์ แล้วมักจะเอี่ยวกับการซื้อขายของ แมนฯยูไนเต็ด ด้วยแต่สิ่งที่สื่อเจ้านี้นำเสนอคือ ด้านลบที่ไม่ตรงกับความจริง พยายามจะบิดเบือนและชี้ช่องให้เห็นว่า เจสัน นั้นมีส่วนได้เสียหรือรับสินบน เงินใต้โต๊ะ จากการขายผู้เล่นอย่าง ยาป สตัม กับ มัสซิโม ตาอิบี้ ไปยังอิตาลีร้องเรียนไปแล้วทาง BBC ก็ยังนิ่งเฉย เฟอร์กี้ เลยประกาศไม่ยุ่งกับสื่อเจ้านี้ทุกกรณี เป็นการสั่งสอนให้รู้จักเข็ดหลาบเขาไม่ต้องการเล่นงานทางกฎหมาย เพราะนอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายมากมาย เสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล พอทางโน้นแพ้แล้ว ออกมาจ่ายเงินชดเชยที่ไม่คุ้มและลงข้อความขอโทษล้อมกรอบเล็กๆแต่พอลงข่าวกันนี่ เล่นทั้งหน้าหลัง พาดหัวใหญ่ ให้ผู้คนรับรู้เห็นกันทั้งสิบคุ้งน้ำ7 ปีเต็มที่ เฟอร์กี้ แบน BBC ก่อนจะมาเคลียร์ใจกันภายหลัง ทั้งที่ความจริงแล้วมีนักข่าวอาวุโสหลายคนจากสำนักนี้ที่สนิทกัน ตั้งแต่ยังอยู่ในสก๊อตแลนด์ด้วยซ้ำการเป็นผู้จัดการทีมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการต้องรับมือกับคำถามสื่อ รวมถึงการถูกนำเสนอข่าวที่มักจะบิดเบือนหรือเป็นเท็จนี่แหล่ะอารมณ์ สติ การเตรียมพร้อมคือหัวใจสำคัญอย่างแท้จริง---------------------โชเซ่ มูรินโญ่ จัดอยู่ในโหมดกุนซือเบอร์ต้นๆ ที่สื่อผู้ดีชอบอย่างมาก"ชอบ" ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่ารักใคร่เอ็นดูอะไรหรอก แต่มันคือเอาไปละเลงข่าวขายได้เสมอ ไม่ว่าจะพูดอะไรออกมา มักถูกขยายประเด็นเล่นใหญ่ประจำเพราะกุนซือโปรตุกีส เข้าข่ายพวกจอมโว โอ้อวด ฝีปากตีคู่ไปกับฝีมือ ยิ่งพวกนักข่าวถามอะไรลงไปแล้ว เขาหงุดหงิดงุ่นง่านก็จะไล่บี้ต่อทันที ไม่มีให้หยุดหายใจหลายครั้งที่มักจะล่อให้ มูรินโญ่ พูดถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ เพราะรู้ว่าไม่ชอบคำถามแบบดูถูกหมิ่นแคลนมูรินโญ่ เองก็รู้แหล่ะว่า จะต้องเจออะไรบ้าง เมื่ออยู่ต่อหน้ากองทัพนักข่าว แต่หลายครั้งที่คุมอารมณ์ไม่อยู่ บางทีถึงกับไปพาดพิงบุคคลที่สามหรือลูกทีมตัวเองด้วยซ้ำไปเอาเข้าจริงไม่มีกุนซือคนไหนอยากต่อว่าตำหนินักเตะตัวเองต่อหน้าสาธารณะหรอก แต่ว่าไม่อาจคอนโทรลความรู้สึกข้างในได้ โมโหเกรี้ยวกราดเป็นทุนเดิมกับผลที่ออกมาไม่ได้ดั่งใจอยู่แล้วเฟอร์กี้ เองเคยโทรเคลียร์กับ มูรินโญ่ หลังจากสื่อเอาคำพูดไปตีความแบบผิดไปจากเจตนา แล้วไปพาดหัวใหญ่ ซึ่งกุนซือโปรตุกีสบอกว่าเข้าใจดี เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องโทรบอกก็ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสื่ออังกฤษตอนนี้ มูรินโญ่ ไม่อยู่แล้ว พวกสื่อจึงเหงากันไม่น้อย เพราะคนมาแทนอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นคนเรียบร้อย ควบคุมอารมณ์ดีเยี่ยม น่ารักน่าชังจนไม่รู้จะถามจี้อย่างไร เพื่อให้ตกหลุมที่ขุดดักเอาไว้เป้าใหญ่จึงเบนไปที่ใครบางคนที่น่าสนใจกว่า--------การขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกที่กำลังเข้มข้นเข้าไคล ส่งให้ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯซิตี้ อยู่ในโฟกัสนักข่าวอย่างมากผลของเกมจะส่งตรงไปยัง บรรยากาศในทีมหรืออารมณ์ของผู้จัดการทีมอย่างไม่ต้องสงสัยอย่างมิดวีกที่ผ่านมา เมื่อสองแคนดิเดตคั่วแชมป์ ไม่อาจคว้าชัยได้ตามความคาดหมาย ดราม่าเลยบังเกิดขึ้นเป๊ป กวาร์ดิโอล่า พยายามข่มอารมณ์ตัวเองอยู่เสมอ มักจะพูดจาดี ไม่พาดพิงคนอื่น หากอดรนทนไม่ไหว ก็จะด่าลูกทีมหมดแบบเทกระจาด ไม่เจาะจงคนใดคนหนึ่งให้ทีมสปิริตสั่นคลอนเมื่อเป็นอย่างนี้การจะจับ เป๊ป มาเล่นเป็นเหยื่ออันโอชะ มันเลยไม่ง่ายอย่างที่คิดในขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็พูดจาดีเช่นเดียวกัน แต่บางครั้งยังเผยจุดอ่อนให้เห็น เมื่อโดนคำถามหนามแทงใจหรือลากบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง จะของขึ้นทันทีด้วยความเป็นเป็นกุนซือจอมแอ็คติ้ง แสดงออกจากท่าทางและสีหน้าอยู่เสมอ จึงสามารถเดาอารมณ์กุนซือเยอรมันได้ไม่ยากนักล่าสุดจากประเด็นหิมะที่ถล่มปกคลุมแอนฟิลด์อย่างหนัก ตอนพักครึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่สนามเคลียร์หิมะ ทางกรอบเขตโทษที่ ลิเวอร์พูล จะต้องบุกใส่อยู่ข้างเดียว โดยไม่ยอมทำเหมือนกันกับอีกฝั่งเจอนักข่าวถามอย่างนี้ คล็อปป์ ก็โวยเลยว่า สาบานเลย ไม่มีการวางแผนอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้คุยกับทีมงานมาก่อน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเขาอยู่แล้วก่อนจะตอบว่าถ้าดูเปอร์เซนต์การครองบอล ไม่ว่าหิมะจะอยู่ส่วนไหนของสนาม ก็ย่อมทำให้ ลิเวอร์พูล เสียเปรียบทุกประตูอยู่ดีแต่อีกคำถามที่ทำให้เขาหงุดหงิดไม่แพ้กันคือ หลังทำได้แค่เสมอกับ เลสเตอร์ ทั้งที่เตะทีหลังและอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ แมนฯซิตี้ ที่ปราชัยมาก่อนคือ ข้อความที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ โพสต์ไว้ในทวิตเตอร์ของตัวเองนั่นแหล่ะข้อความที่คล้ายว่า ลิเวอร์พูล ผิดหวังที่ไม่อาจทิ้งห่าง 7 แต้มได้ไม่พอ ยังลงรูป แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กองหลังจิ้งจอกสยาม ซึ่งเป็นผู้ยิงประตูตีเสมอท้ายครึ่งแรกอีกต่างหากแม้จะลบไปภายในครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ทันซะแล้ว โดนแคปหน้าจอไว้เรียบร้อยคล็อปป์ ตอบโต้ทันทีว่า ในหัวสมองของเขาไม่เคยมีความคิดจะแซวหรือถากถางฝ่ายตรงข้าม หากว่าทำแต้มหล่น ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้นเพราะมันเป็นเรื่องของมารยาท ฟุตบอลคือเกมกีฬาที่แสดงออกและสะท้อนถึงน้ำใจ สปิริตต่างๆอยู่แล้ว เรื่องอย่างนี้ควรรู้กันเป็นสากลแน่นอนการลบโพสต์นั้น ย่อมบอกได้ว่า วอล์คเกอร์ สำนึกแล้ว รู้สึกผิดที่ทำลงไป ในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรแต่เมื่อสื่อเอาไปถามกุนซือเยอรมัน ก็ทำให้เขาหัวเสียได้ไม่น้อยเช่นเดียวกันคล็อปป์ มาลงหลักปักฐานอยู่อังกฤษตั้งแต่ปี 2015 น่าจะรู้ฤทธิ์สื่อที่นี่เป็นอย่างดี พักหลังไม่ค่อยพยายามพูดอะไรที่เข้าทางหรือแสดงท่าทีชัดเกินไปอย่างไรก็เถอะความที่เป็นคนชอบปลดปล่อย มีอารมณ์ร่วมอยู่เสมอ ทำให้นักข่าวพอจะคาดเดาอารมณ์หรือความรู้สึกต่างๆ ได้อย่างดีหรือประเด็นการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน คล็อปป์ ก็พยายามเหลือเกินที่จะเลี่ยงวิจารณ์ แต่บางคราวอดไม่ได้"คุณไปถามผู้ตัดสินเองสิ ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น"พอประโยคนี้หลุดออกไปมีหรือที่นักข่าวจะหยุดถาม จึงไล่บี้ขยี้ตามสูตรสำหรับผู้จัดการทีมแล้วสื่อจึงเหมือนปีศาจที่คอยตามหลอกหลอน แต่จะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น เพราะพวกนี้ไม่กลัวพระหรือไม้กางเขนอะไรทั้งสิ้นกลัวอย่างเดียวคือคุณคุมอารมณ์ได้เท่านั้นเอง หลังจากเมามันอารมณ์กับเรื่องสื่อแดนผู้ดีไปแล้ว อย่าลืมมาสนุกกันต่อกับ Sbobet777 รับรองสนุกให้ติดตามไม่แพ้บทความเลย บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

เด็กยกเปียโน

เกือบ 40 ปีในบทบาทผู้จัดการทีม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประทับใจนักเตะที่เคยร่วมงานหลายต่อหลายคนหนึ่งในนั้นคือ นิคกี้ บัตต์ มิดฟิลด์จอมทุ่มเท ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแมนเชสเตอร์แท้ๆเฟอร์กี้ ผูกพันกับนักเตะชุดคลาส ออฟ 92 อย่างมาก สำหรับ บัตต์ ในความรู้สึกไม่ได้เป็นแค่ลูกน้อง แต่เหมือนญาติสนิทมิตรที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันช่วงไหนที่เห็นเด็กคนนี้เริ่มนอกลู่นอกทางแตกแถว เสียงเตือนจาก เฟอร์กี้ ก็จะดังขึ้นทันที คอยปรามไว้ไม่ให้เตลิดไปไกลบัตต์ เด่นกว่าเพื่อนอีกหลายคนเมื่อตอนสมัยเล่นทีมเยาวชน คือพลังขับเคลื่อนสำคัญพาทีมครองแชมป์เอฟเอ ยูธคัพเมื่อปี 1992เขาวิ่งพล่านเป็นม้าบ้า ไล่ล่าไม่มีหยุด บอลอยู่ตรงไหน จะต้องเห็น บัตต์ ไม่ห่างเกิน 5 เมตรนอกจากนี้ยังเป็นที่ชื่นชอบของกองเชียร์อีกด้วย ใจสู้บู๊สะบั้นไม่พอ แถมเป็นเด็กท้องถิ่น เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆบุคลิกภายนอกยังเรียบง่าย ติดดิน ไม่หรูหรา ใช้ฝีเท้าทำงานมากกว่าคำพูด ตรงนี้แหล่ะที่ทำให้ เฟอร์กี้ เอ็นดูอย่างมากไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาจึงมีชื่ออยู่บนม้าสำรอง ตั้งแต่ฤดูกาล 1992/93 ที่เจอกับ โอลด์แฮม แม้จะไม่ได้ลงแต่ถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าได้ร่วมทีมชุดใหญ่ แถมผงาดขึ้นมาก่อนเพื่อนอีกหลายคนความขยันขันแข็งไม่ใช่เครื่องหมายการค้าของ บัตต์ อย่างเดียวเท่านั้น ยังเก่งกาจในการทำประตู ถึงขนาดที่ แกรี่ เนวิลล์ ยกย่องว่าเจ๋งสุดในรุ่นน่าเสียดายในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ที่ต้องปักหลักบนพื้นที่จำกัดไปหน่อย ทำให้ไม่ค่อยมีอิสระในเกมรุกมากนักแต่เขาไม่เคยไปขอร้อง เฟอร์กี้ หรือพูดอะไรเพื่อจะเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นตัวรุกเลย คำพูดที่ติดปากอยู่เสมอเวลาถูกถามคือ "เล้วแต่บอสครับ"ปี 1999 ที่ปีศาจแดงสร้างประวัติศาสตร์ฟาด 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ บัตต์ นี่แหล่ะคือฟันเฟืองสำคัญ แม้จะไม่ได้ลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในเกมนัดชิงที่ทั้ง รอย คีน กับ พอล สโคลส์ ติดโทษแบน เขาได้รับโอกาสแล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวังอาจมีอยู่ 2 อย่างที่ทำให้ใครต่อใครหรือแฟนแมนฯยูไนเต็ดเอง ไม่ค่อยจดจำ บัตต์ ได้เท่าไรนัก1. ความเป็นคนเงียบเรียบง่าย ไม่สนใจออกสื่อหรืออะไรทั้งสิ้น2. การมาของ รอย คีน ในปี 1993ในวันที่ บัตต์ เดินมาเคาะประตูห้องเพื่อขอย้ายทีม เพราะอยากลงเล่นให้มากขึ้น เฟอร์กี้ ทำใจลำบากอย่างมากภาพทรงจำแรกๆ หนุ่มน้อยหน้าคล้ายตัวการ์ตูน กระเต็มใบหน้า ฟันจอบซี่ใหญ่ ซุกซน ชอบแกล้งเพื่อน ผุดขึ้นมาทันที ยิ่งทำให้ เฟอร์กี้ สะเทือนใจทุกครั้งที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตตัวเอง บัตต์ จะต้องวิ่งมาปรึกษาเจ้านายตลอด ตั้งแต่จะซื้อรถ จะคบสาว จะแต่งงาน นั่นสะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมากเฟอร์กี้ เองก็บอกกล่าวพร่ำสอนเหมือนเป็นพ่อคนหนึ่งและดีใจทุกครั้งที่ บัตต์ มาปรึกษายกเว้นครั้งนี้แหล่ะที่มาขอย้ายทีมสีหน้า บัตต์ เรียบง่ายเก็บงำความรู้สึกเหมือนอย่างเช่นเคย ก่อนเจ้านายจะยิงคำถามว่าแน่ใจแล้วหรือเขาพยักหน้าช้าๆ ซึ่งกุนซือที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย อีกทั้งรู้จักลูกน้องคนนี้ของตัวเองดีมากๆ ย่อมเข้าใจอะไรไม่ยากนั่นจึงเป็นที่มาของการปล่อยให้ นิวคาสเซิ่ล ในปี 2004 ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 2.5 ล้านปอนด์ทางสโมสรและ เฟอร์กี้ รู้ดีว่าไม่ควรขายราคาแค่นี้ แต่เพื่อตอบแทนนักเตะที่ปักหลักอยู่กันมานาน ไม่อยากทำให้การเจรจายุ่งยาก รวมไปถึง บัตต์ จะสามารถเรียกค่าจ้างที่น่าพอใจได้ด้วยแม้จะลำบากใจที่จะบอกลา แต่ เฟอร์กี้ ก็พูดมันออกไป"ขอให้โชคดีไอ้ลูกชาย แล้วสักวันแกจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งแน่"--------------------บัตต์ ทำผลงานได้น่าประทับใจภายใต้ยูนิฟอร์มเดอะ แม็กพายส์ แม้จะมีบางช่วงไม่ราบรื่นเท่าไรนักแรกทีเดียวเขาได้รับความไว้วางใจจาก บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซือของทีมมาตลอด กระทั่งไม่นานนัก แกรม ซูเนสส์ ได้รับการแต่งตั้งทำหน้าที่แทน แล้วไปดึง ออมดี้ ฟาย กองกลางเซเนกัลเข้ามา นอกจากนี้ยังมี สก๊อตต์ พาร์คเกอร์ และ เอ็มเร่ เบโรโซกลู คอยแย่งโควต้าอยู่แล้วดังนั้นเมื่อ สตีฟ บรูซ เพื่อนรุ่นพี่ที่เคยร่วมสร้างความสำเร็จด้วยกันสมัยอยู่ แมนฯยูไนเต็ด ทาบทามยืมตัวไปร่วมงานที่ เบอร์มิ่งแฮม ซึ่งตัวเองเป็นกุนซืออยู่ บัตต์ เลยไม่ปฎิเสธอย่างไรก็ตาม แม้จะรู้จักและนับถือ บรู๊ซ มากพอ แต่ต้นปี 2006 เขาประท้วงไม่ยอมซ้อมและลงเล่น เพราะโมโหที่ บรู๊ซ ไม่แฟร์สนับสนุน อเล็กซ์ บรู๊ซ ลูกชายตัวเอง ซึ่งเป็นผู้เล่นในทีมด้วยมากเกินไปบัตต์ ถูกปรับเงิน 2 สัปดาห์ แล้วทันที่ เบอร์มิ่งแฮม หล่นไปยังเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เขาก็กลับมายัง นิวคาสเซิ่ล อีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ได้ลงเล่นต่อเนื่องอย่างที่ต้องการ6 ปีเต็มกับสาลิกาดงมันมากพอจะตอบโจทย์ชีวิตได้ ก่อนจะแขวนสตั๊ดเลยตัดสินใจไปเก็บประสบการณ์กับ เซาธ์ ไชน่า สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกฮ่องกงมันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ก่อนจะบอกลาค้าแข้งอย่างเป็นทางการ เบนหัวไปเรียนโค้ชตามสเต็ปแล้วสักวันแกต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง -- ประโยคนี้ยังดังก้องในหัวอยู่เสมอบัตต์ เล่าให้ฟังว่าตอนย้ายไปอยู่ นิวคาสเซิ่ล ใหม่ๆ กระสับกระส่ายนอนไม่ค่อยหลับ ต่างจากช่วงเล่นให้ แมนฯยูไนเต็ด เหลือเกินต้องใช้เวลาปรับตัวไม่น้อยกว่า ระบบชีวิตต่างๆจะจูนลงตัวฉะนั้นถ้าอยากหลับให้สบาย นอนสนิทตลอดคืน ก็คงต้องกลับไปที่บ้าน เตียงนุ่มหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ อบอุ่นมากนั่นเองเขาจึงตัดสินใจกลับบ้านอีกครั้ง---------------ปี 2012 บ้านหลังเก่าเปิดอ้อมแขนรอรับ จังหวะที่ พอล แม็คกินเนส ลาออกจากโค้ชทีมสำรองพอดี บัตต์ เลยได้รับการแต่งตั้งให้กุมบังเหียนแทนไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะต้องปรึกษากับ เฟอร์กี้ ก่อนรับงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ค่อยๆเรียนรู้บทบาทใหม่ พัฒนาความสามารถของตัวเองไป อาศัยความขยันมุ่งมั่นเป็นแรงขับเคลื่อน นั่นจึงไม่มีอะไรขวางเขาได้ง่ายๆรับหน้าที่อยู่ 4 ปี จน ไบรอัน แม็คแคลร์ ลาออกจากการเป็นหน้าโค้ชอะคาเดมี่ดูแลศูนย์ฝึก บัตต์ จึงถูกโปรโมตให้ทำหน้าที่แทนไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็ก้าวขึ้นมาทีมชุดยู -23 หลังจาก วอร์เรน จอยซ์ ไปรับงานกุนซือใหญ่ของ วีแกนแล้วเมษายน 2014 เดวิด มอยส์ โดนเชือดกลางอากาศจากผู้จัดการทีม แมนฯยูไนเต็ด เขาเลยได้รับบทขัดตาทัพในฐานะผู้ช่วยของ ไรอัน กิ๊กส์ ช่วงท้ายฤดูกาล ถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าอย่างยิ่งอย่างไรก็ตาม บัตต์ คิดเสมอว่า เวลานี้เหมาะกับงานดูแลทีมเยาวชนตามขั้นตอนมากกว่า ควรเสริมสร้างกระดูกให้แกร่งอย่างมีระบบซะก่อนบัตต์ ได้รับคำชมจาก เฟอร์กี้ ว่ามีสายตาแหลมคม รวมทั้งมีแนวทางจัดการบริหารที่ดี จนปั้นเด็กจากชุดเยาวชนส่งขึ้นมาชุดใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพเจสซี่ ลินการ์ด กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด คือผลงานมาสเตอร์พีซของเขา ที่ควรได้รับการยกย่องอย่างมากบัตต์ นี่แหล่ะที่บอกกับ หลุยส์ ฟานกัล ว่าควรให้โอกาสและใช้งาน แรชฟอร์ด อย่างจริงจัง เพราะเด็กคนนี้ปังอย่างแน่นอนในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคลาส ออฟ 92 ส่วนใหญ่ไปมีชื่อเสียงตามวิถีทางของตัวเองหลังเลิกเล่น เขาดูจะเงียบเชียบที่สุดแล้วสโคลส์ กับ แกรี่ เนวิลล์ สองเพื่อนเลิฟไปโด่งดังทางนักวิเคราะห์เกมทางทีวี ไรอัน กิ๊กส์ ได้รับบทกุนซือทีมชาติเวลส์ ส่วน เดวิด เบ็คแฮม ขยับไปทางไหนก็มีเสียงว๊ายกรี๊ดต้อนรับเสมอแต่ บัตต์ ไม่สนใจตรงนั้น ทุกวันนี้ยังติดต่อเกลอเก่าทุกคนไม่มีขาดหาย แถมยังมีหุ้นอยู่ใน ซัลฟอร์ด ซิตี้ สโมสรเล็กๆ ที่รอโอกาสขึ้นสู่ลีกอาชีพอย่างเต็มตัวอยู่ด้วยกันทั้งหมดนอกจากกลุ่มก้อนเพื่อนรุ่นดังเปรี้ยงแล้ว เขายังมักไปเจอเพื่อนวัยเด็กในย่านกอร์ตอน ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งเสื่อมโทรมแถวบ้านเกิดด้วยไม่ว่าจะร่ำรวย มีลาภยศชื่อเสียงขนาดไหน บัตต์ ไม่เคยลืมตัวตนหรือรากเหง้าของตัวเองผับแถวนั้นจะได้ต้อนรับเขาเสมอ ยามที่มาเลี้ยงข้าวเลี้ยงเบียร์เพื่อนฝูงนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยลืม แมนฯยูไนเต็ด ไม่เคยโกรธ ไม่เคยเสียใจ แม้จะรู้สึกว่าได้รับโอกาสน้อยเกินไปตอนเป็นนักเตะก็ตามหรือแม้กระทั่งถูกเรียกว่า "เด็กยกเปียโน" ที่เปรียบถึงพวกใช้แรงงาน ทำงานหนักอยู่ข้างหลังนี่คือทัศนคติอันยอดเยี่ยม ที่จะผลักดันให้ บัตต์ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เลือกเดินเชื่อเถอะว่าหากคุณศรัทธาจริง ต่อให้ปิดทองหลังพระ ก็จะมีคนเห็นคุณค่าเสมอการอดทนทำงานหนักบวกทัศนคติที่ดีเยี่ยม สักวันมันจะนำคุณไปหาความสำเร็จ MYSBOBET อยากให้คุณประสบความสำเร็จ มาใช้บริการเราสิ รับรองไม่ผิดหวัง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysboหรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

แค่ขอโทษก็ไม่ติดค้าง

ฤดูร้อนปี 2000 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จัดการส่ง มาร์ติน น้องชายไปส่องฟอร์มกองหน้าที่ร้อนแรงคนหนึ่งของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น สโมสรในลีกสูงสุดฮอลแลนด์มาร์ติน กลับมารายงานว่าเด็กรายนี้ฉายแววเปล่งปลั่ง มีโอกาสดังเปรี้ยงปร้างได้ ซึ่งจริงๆเขาติดตามมาตั้งแต่เล่นอยู่ ฮีเรนวีน แล้วด้วยซ้ำน้องชายพูดมาอย่างนี้ พี่ชายจะไม่เชื่อก็กระไรอยู่ ว่าแล้ว เฟอร์กี้ จึงหาโอกาสไปดูด้วยกับตาตัวเองแน่นอนมันสร้างความประทับใจให้กับ เฟอร์กี้ เช่นเดียวกัน จึงรีบบอกทีมงานให้จัดการปิดดีลซะ แม้ตอนนั้น พีเอสวี จะเจ้าเล่ห์ขยายสัญญาเพื่อโก่งราคาก็ตามตกลงกันเบื้องต้นเรียบร้อย เฟอร์กี้ เดินทางไปยังสเปน เก็บตัวช่วงปรีซีซั่น แล้วก็มารู้ข่าวว่า เด็กคนนี้ตรวจร่างกายไม่ผ่าน เพราะมีปัญหาที่เอ็นเข่าพีเอสวี พยายามคะยั้นคะยอบอกว่าอาการอย่างนี้เจ็บไม่หนักหรอก เดี๋ยวไม่นานก็หายกลับมาวิ่งปร๋อแต่เมื่อตามไปดูเกมอุ่นเครื่องอีกนัดแล้ว ความจริงก็ปรากฏ เพราะไอ้หนุ่มกองหน้ารายนี้ วิ่งได้หน่อยเดียวก็ล้มลงแล้วร้องจ๊ากออกมาด้วยความเจ็บปวดสแกนอีกทีจึงรู้ว่าอาการหนักถึงขั้นเอ็นฉีกขาด ต้องใช้เวลารักษาร่วมๆ 9 เดือนด้วยกัน การเซ็นสัญญาจึงไม่เกิดขึ้นด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 25 กำลังวังชาดีเยี่ยม ร่างกายแข็งแรงแกร่งทั่วแผ่น บวกกับบินไปให้หมอมือดีที่สหรัฐอเมริการักษา เขาจึงกลับมาซ้อมได้ตามกำหนดและฟื้นตัวอย่างรวดเร็วท้ายซีซั่น 2000/01 เขาคัมแบ็กสนามได้สำเร็จ เฟอร์กี้ เลยแอบไปส่องในบิ๊กแมตช์ พีเอสวี โขยกแข้งกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แล้วเห็นตำตาเลยว่าฟอร์มยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมความเร็ว คล่องตัว สัญชาตญาณการเป็นนักล่าตาข่าย แทบไม่ได้หายไปเลย ทั้งที่พักยาวหลายเดือนบรมกุนซือสก๊อตติชซื้อใจด้วยการไปเยี่ยมไอ้หนุ่มดาวถล่มประตูถึงบ้าน บอกว่ายังไงก็ไม่เปลี่ยนใจ พร้อมจะคว้าไปร่วมทีมอยู่ด้วยกันเจอความจริงใจในสไตล์นี้เข้า ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องไปปฎิเสธ เขาสะบัดปากกาเซ็นสัญญากับ แมนฯยูไนเต็ด 5 ปีเต็ม ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์แล้ว รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็ได้มาเขย่าพรีเมียร์ลีกสมใจ---------------------"เก่งจริงก็ไปฟ้องพ่อนายสิวะ"ประโยคนี้ รุด ตะโกนลั่นใส่หน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังปะทะกันตอนซ้อม แล้วดาวเตะโปรตุกีสโวยวายว่าเล่นแรงเกินนั่นทำให้อารมณ์ โรนัลโด้ พลุ่งพล่านอย่างมาก หวังจะเล่นงานคืน เพราะพ่อบังเกิดเกล้าป่วยหนักด้วยโรคร้าย รักษาตัวอยู่โปรตุเกส ซึ่งช่วงนั้นก็เศร้าใจมากอยู่แล้วอย่างไรก็ตาม "พ่อ" ในความหมายของ รุด คือ คาร์ลอส เคยรอช มือขวาคนที่ เฟอร์กี้ ไว้ใจมากที่สุดเพราะมาจากโปรตุเกสบ้านเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง อีกทั้ง เคยรอช คือผู้อยู่เบื้องหลังใช้สายสัมพันธ์ดึง โรนัลโด้ มาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ฉะนั้นจึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษจริงๆ ก่อนหน้านั้น รุด เคยตำหนิ โรนัลโด้ ในทางลบให้กับ เคยรอช ฟังอยู่บ่อยหน ซึ่งออกจะน่ารำคาญอยู่ไม่น้อย สำหรับคนเป็นหัวหน้า ต้องมาเจอกับลูกน้องเยี่ยงนี้เท่านั้นไม่พอหอกดัตช์ยังลามปามไปตอแยกับ แกรี่ เนวิลล์ ซึ่งไม่ยอมลงรอยให้ใครง่ายๆ อีกต่างหาก รวมไปถึงใช้ความอาวุโสหาเรื่อง ดาวิด แบลลิยอง กองหน้าดาวโรจน์ด้วย เหตุการณ์จึงทำท่าจะบานปลายซีซั่น 2004/2005 แมนฯยูไนเต็ด ทะยานผ่านเข้าไปชิงเอฟเอคัพกับ อาร์เซน่อล ซึ่งฟอร์มของ รุด แกว่งอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ เฟอร์กี้ ต้องชั่งใจในการจัด 11 ขุนพลแต่ไม่นานนัก เดวิด กิลล์ ซีอีโอของทีมเดินมาบอก เอเยนต์ของ รุด มาหา แจ้งว่านักเตะร้องขอย้ายทีม ด้วยเหตุผลว่าปีศาจแดงไม่น่าจะไปไกลได้กว่านี้แล้ว โดยเฉพาะความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจากนั้นก็สาธยายต่ออีกว่า ไม่เชื่อมั่นที่สโมสรไว้วางใจเด็กไร้เดียงสาอย่าง เวย์น รูนี่ย์ หรือ โรนัลโด้ ฉะนั้นจึงตัดสินใจขึ้นบัญชีชิ่งหนีดีกว่าอย่างไรก็ตาม เฟอร์กี้ ใช้วาทศิลป์ ซึ่งเป็นจุดเด่นเกลี้ยกล่อมให้ รุด อยู่ต่อไปอีกปีแต่สถานการณ์ไม่ได้กระเตื้องไปกว่าเดิม ดาวถล่มตาข่ายดัตช์หัวรั้นอย่างมาก ไม่พร้อมจะเปิดใจฟังใครหรือเชื่อมั่นในคนอื่นอีกต่อไปตลาดหน้าหนาวของฤดูกาล 2005/06 แมนฯยูไนเต็ด สร้างเซอร์ไพรส์ เมื่อกระชากกองหลังมาพร้อมกัน 2 คนคือ เนมานย่า วิดิช กับ ปาทริช เอฟร่า เพื่อขันนอตให้แน่นยิ่งขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปีศาจแดงสามารถฝ่าด่านไปถึงนัดชิงชนะเลิศลีกคัพได้ โดยเจอกับ วีแกน ที่ดูชื่อชั้นอ่อนกว่าหลายขั้นอยู่ปกติรายการนี้ เฟอร์กี้ เปิดโอกาสให้ หลุยส์ ซาฮา เล่นอยู่ตลอด เพราะไม่ค่อยได้เล่นในพรีเมียร์ลีก ดังนั้นไม่แฟร์แน่ถ้าจะเข็น รุด ลงเป็นตัวจริงแมนฯยูไนเต็ด เป็นฝ่ายครองเกมรุกใส่ คอนโทรลทุกอย่างไว้ในกำมือ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้น่ากังวลแล้ว เฟอร์กี้ จึงคิดว่าควรส่ง วิดิช กับ เอฟร่า ที่นั่งสำรองให้ลงสัมผัสเกมนัดชิงในบรรยากาศเช่นนี้บ้างแล้วโควต้าเปลี่ยนตัวเหลืออีก 2 คน จึงหันไปบอกกับ รุด ว่าจะให้โอกาสเด็กใหม่ 2 นี้นะ นั่นหมายความว่า ดาวยิงดัตช์จะมีสถานะ "สำรองไม่ได้ใช้งาน"พอได้ยินเจ้านายพูดมาอย่างนี้ รุด กับสบถออกมาเสียงดังชนิดทุกคนแถวนั้นได้ยินกันหมด - "ไอ้แก่เอ๊ย"เคยรอช นั่งอยู่ใกล้ๆ ต้องหันไปตวาดในเชิงปรามไว้ เพื่อนร่วมทีมบางคนก็บอกให้ทำตัวดีๆ หน่อยเฟอร์กี้ ไม่พูดอะไรอีกเลย นั่นหมายความว่าชะตาของ รุด ขาดผึงเรียบร้อยจบฤดูกาลนั้น แมนฯยูไนเต็ด ยอมขายแบบขาดทุนไปให้ เรอัล มาดริด แค่ 11 ล้านปอนด์แค่ประโยคเดียวนั้นเอง ทำให้สัมพันธ์ที่สร้างมานานพังครืนลงมาทันที--------------ความจริง รุด คือดาวยิงที่เลือดเย็นมากแต่นั่นมันเรื่องทำประตู เพราะนิสัยจริงๆ เขาเลือดร้อนต่างหากปี 2003 ในเกมพรีเมียร์ลีก เขาปะทะกับ มาร์ติน คีโอวน์ มาตลอดทั้งเกม แล้วเมื่อยิงจุดโทษพลาด จึงโดนผู้เล่นอาร์เซน่อลรุมเข้ามาเยาะเย้ยถากถางแต่แล้ว 2 ปีต่อมาช่วงที่ปืนโตกำลังเฟื่องไม่แพ้ในลีกมา 49 นัดติด รอทำสถิตินัดที่ 50 ต้องมาเผชิญหน้ากับ แมนฯยูไนเต็ด พอดีเหมือนมีสคริปต์ปีศาจแดงได้จุดโทษ เป็น รุด นี่เองที่ส่องเข้าไปไม่พลาดเป็นคำรบสอง คราวนี้วิ่งฉลองดีใจอย่างบ้าคลั่งเป็นการเอาคืนอย่างเจ็บแสบในทีมชาติฮอลแลนด์ ตอนทำศึกคัดยูโรปี 2004 ก็ขัดแย้งกับ แพทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าเพื่อนร่วมทีมที่ต้องเล่นคู่กัน ด้วยเหตุผลว่าตัวเองต้องมาแบกภาระคนเดียวความยโสโอหัง ฝังอีโก้ไว้ในความรู้สึก มันเลยทำให้หลายครั้งที่เขาปลดปล่อยออกมา กลายเป็นนักเตะที่ก้าวร้าว ทั้งที่ความจริงเป็นคนเรียบง่าย โลว์โปรไฟล์ ชอบอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่ ต่างจากแข้งดังคนอื่นมันอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาย้ายไปเล่นถึง 7 สโมสร ตลอดอาชีพค้าแข้ง ทั้งที่ความจริงมีสถิติยิงประตูที่ยอดเยี่ยม น่าจะอยู่ได้แบบยาวๆ----------------------มกราคมปี 2010 มีข้อความส่งมาหา เฟอร์กี้ ก่อนจะรู้ในอีกไม่กี่นาทีต่อมาว่าต้นทางคือ รุด ฟาน นิสเตลรอยเมื่อรู้ว่าอดีตเจ้านายสะดวกจึงโทรมาคุยด้วย แรกทีเดียว เฟอร์กี้ คิดว่าคงมาปรึกษาเรื่องย้ายทีมหรือไปเล่นต่างแดน แต่จริงๆ คุยเรื่องทั่วไปมากกว่ากระทั่ง เฟอร์กูสัน ถามย้ำว่ามีอะไรกันแน่ นั่นแหล่ะจึงได้ยินคำว่า "ผมขอโทษ" ออกมารุด รู้สึกผิดบาปกับการกระทำในวันนั้น สำนึกอาจจะเกาะกินในใจมาพักใหญ่ แล้วเมื่อไม่สบายใจมากเข้า จึงต้องโทรมาขอโทษเฟอร์กี้ ไม่โกรธอยู่แล้ว เขาผ่านอะไรมาเยอะมากพอเข้าใจพื้นฐานนิสัยของนักเตะแต่ละคนได้ไม่ยากเมื่อกลางปีก่อนที่ เฟอร์กี้ อาการหนักเลือดคั่งในสมองจนต้องเข้ารับการผ่าตัด รุด เป็นหนึ่งในอดีตลูกน้องที่ส่งแรงใจมาให้และภาวนาให้ฟื้นตัวไวๆคนใกล้ตัวบอกว่ากองหน้าดัตช์ตกใจมาก ถึงขนาดอยากเดินทางมาเยี่ยมถึงอังกฤษเลยด้วยซ้ำเขาอาจจะรู้สึกดีที่เอ่ยปากขอโทษไปก่อนแล้ว ไม่มีอะไรต้องติดค้างคาใจคนบางคนมักจะสำนึกผิดกับสิ่งที่เคยทำไว้ แต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมา เก็บงำอย่างนั้น จนตายจากกันแล้วไม่มีโอกาสเฟอร์กี้ คงไม่คาดคิดหรอกว่าคนอีโก้เยอะ หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่าง รุด จะทำเช่นนี้แต่ในที่สุดเขาก็ได้ยินคำว่าขอโทษกับหูตัวเอง ซึ่งน่าจะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลาย หายข้องใจ อภัยกันหมดสิ้นจนถึงวันนี้ไม่น่าจะมีอะไรต้องติดค้างกันอีกแล้วรับชมคลิปวีดีโอ #แปลซับไทย ตำนานพรีเมียร์ลีก : รุด ฟาน นิสเตลรอย#พาร์ท1 : www.facebook.com/Cheerball2/videos/783590605359954#พาร์ท2 : www.facebook.com/Cheerball2/videos/221088365443834ส่วนใครที่ชอบแบบไม่ติดค้าง รับไวสบายใจหายห่วงล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ที่มีทีมงานมืออาชีพพร้อมบริการเสมอ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ใจแลกใจนำไปสู่ผู้ชนะ

ถ้าจะมีผู้จัดการทีมคนไหน เข้าใจหัวอกนักเตะตัวสำรองมากที่สุด หนึ่งในนั้นย่อมมี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา รวมอยู่ด้วยหากยังจำกันได้ฤดูร้อนปี 1996 โซลชา ย้ายมาใหม่หมาดๆ แต่แทบไม่ได้รับความสนใจจากสื่อหรือแฟนแมนฯยูไนเต็ดเลยตอนนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หัวเสียอย่างมากเมื่อพลาดได้ อลัน เชียเรอร์ กองหน้าดีสุดคนหนึ่งบนเกาะอังกฤษ ซึ่งไปเลือกซบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แทนมาร์ค ฮิวจ์ส ก็ชิ่งหนีย้ายไป เชลซี เพราะความหวังจะได้ลงเล่นมากขึ้นกว่าเดิมหมายความว่าเหลือกองหน้าเพียงแค่ 2 รายคือ เอริก คันโตน่า อับ แอนดี้ โคลเท่านั้น จำต้องหาใครสักคนมาสแตนบายด์ เผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้แวบแรกที่ เฟอร์กี้ เห็นกองหน้านอร์วีเจี้ยนรายนี้ เขานึกถึงชาวประมง เพราะท่วงท่านั้นให้อย่างมาก เมื่อดูถึงถิ่นกำเนิดรูปร่างก็ผอมเกร็ง แววตาสดใสดูไร้เดียงสา แต่ถือว่าทะมัดแทมงแข็งแรงดีหลังจากที่ตวัดปากกาเซ็นสัญญากันเรียบร้อย เฟอร์กี้ บอกกับลูกน้องคนใหม่ว่า จะต้องลงไปซ้อมและเล่นกับทีมสำรองก่อนสัก 6 เดือน เพื่อให้ปรับตัวและเสริมกระดูกให้แข็งแรงกว่านี้สักหน่อยโซลชา ไม่หือไม่อือ พร้อมน้อมรับปฎิบัติตามที่เจ้านายสั่ง แค่ได้ย้ายมาเป็นแข้งปีศาจแดงก็เนื้อเต้นระริก หัวใจพองโตอยู่แล้วแต่ยังไม่ทันลงไปเล่นกับทีมสำรองครบกำหนด ความที่ขาดแคลนกองหน้า เฟอร์กี้ ต้องเรียกตัวมาใส่ไว้บนม้าข้างสนามก่อนมันเป็นเกมลีกต้นซีซั่นเปิดบ้านรับการมาเยือน แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส หลังผ่านชั่วโมงแรกมาไม่เท่าไร แมนฯยูไนเต็ด ตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2-1เกมนี้ คันโตน่า ยืนเป็นหัวหอกร่วมกับ ไบรอัน แม็คแคลร์ ซึ่งช่วงหลังมักจะเปลี่ยนบทบาท ถอยไปเล่นมิดฟิลด์มากกว่า ส่วน โคล มีปัญหาบาดเจ็บลงไม่ได้เหลือบไปดูม้าข้างสนามมีชื่อ คาร์เรล โพบอร์สกี้ กับ พอล สโคลส์ เป็นอีก 2 ตัวรุกไว้ช่วยแก้สถานการณ์ แต่ เฟอร์กี้ อยากได้กองหน้าประเภทโป้งปิดบัญชีมากกว่า เลยจิ้ม โซลชา อย่างเซอร์ไพรส์พอสั่งให้วอร์มอัพร่างกายได้ที่แล้ว ก็ปล่อยประเดิมสนามไปแทน เดวิด เมย์ เซนเตอร์ฮาล์ฟของทีมในนาทีที่ 64หัวใจ โซลชา เต้นโครมคราม ต้องพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ตื่นไปกับบรรยากาศและสิ่งเร้ารอบข้างเขาใช้เวลาอยู่ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแค่ 6 นาที ก็ซัดตูมเดียวบอลหายซุกก้นตาข่าย ช่วยให้ทีมตีเสมอและแบ่งคะแนนสำเร็จหลังจบเกม เฟอร์กี้ บอกกับนักข่าวว่าเห็นลีลา โซลชา เล่นแล้วน่าตื่นตาจริงๆ ให้เวลาปรับจูนสักพักน่าจะเปรี้ยงแน่จากนั้นก็พูดกับคนใกล้ตัวว่า สงสัยจะได้เพชรเม็ดงามมาร่วมทีมแล้ว ลงทุนไปนิดหน่อยถือว่าคุ้มค่ามหาศาลโซลชา ตอบแทนความไว้วางใจในซีซั่นแรกด้วยจำนวน 18 ประตูจาก 34 เกมในลีก โดยที่ลงตัวจริงถึง 25 นัดด้วยกันดูตัวเลขต่างๆแล้ว เขาน่าจะได้รับมอบตำแหน่งกองหน้าตัวหลักของปีศาจแดงแต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย--------------------ซีซั่นรุ่งขึ้น คันโตน่า ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงเมื่อประกาศแขวนสตั๊ดยุติการเป็นนักเตะอาชีพด้วยวัยแค่ 30 ปี สร้างความปวดเศียรให้กับ เฟอร์กูสัน ยิ่งนักจึงต้องแก้เกมไปดึง เท็ดดี้ เชอริงแฮม มาทดแทนในส่วนที่หายไปและ โซลชา จะกลายเป็นตัวเลือกอันดับ 3 รองจาก เชอรี่ และ โคล เหมือนเช่นเคยแล้วพอเข้าสู่ฤดูกาล 1998/99 แมนฯยูไนเต็ด จ่ายเกือบ 13 ล้านปอนด์ กระชาก ดไวท์ ยอร์ค มาเสริมแสนยานุภาพในเกมรุกอีกคนเผอิญ ยอร์ค เล่นเข้าคู่เข้าขากับ โคล อย่างมาก เหมือนมองตาก็รู้ซึ้งไปก้นบึ้งข้างใน โซลชา เลยแทบจะกลายเป็นตัวเลือกอันดับ 4 ในความรู้สึกของใครหลายคนเอาเข้าจริงตลอด 11 ปีที่ค้าแข้งกับ แมนฯยูไนเต็ด นั้น โซลชา เป็นตัวจริงมากกว่าตัวสำรองแหล่ะแต่หากมองว่าในเกมสำคัญหรือมีความหมายมากจริงๆ เขาจะกลายเป็นอะไหล่คอยไว้แก้ไขยามฉุกเฉินที่ข้างสนามซะมากกว่าด้วยความที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ผ่านประสบการณ์ในลักษณะนี้ไม่น้อย ย่อมจะเข้าใจความรู้สึกลูกทีม ในวันที่ตัวเขาต้องก้าวขึ้นมาเป็นเจ้านาย8 นัดแรกในฐานะกุนซือรักษาการณ์ นำนาวาพาทีมคว้าชัยมาได้ทุกนัด ด้วยผู้เล่นชุดเดิมๆ เกือบทั้งหมด ยามออกศึกพรีเมียร์ลีก จะมีเปลี่ยนบ้างก็ต้อนโม่แข้งเอฟเอคัพเท่านั้นเองอย่างไรก็ตามทันทีที่สาวกแมนฯยูไนเต็ด เห็นรายชื่อ 11 คนแรกเกมล่าสุดที่ซด เบิร์นลี่ย์ ต่างหวั่นใจไปตามๆกัน เพราะหลักๆ ปรับเปลี่ยนถึง 3 ตำแหน่ง ซึ่งล้วนสำคัญทั้งสิ้นแล้วพอเกมเริ่มได้สักพัก ความไม่สบายใจกระวนกระวายก่อตัวมากกว่าเก่า เห็นได้ชัดว่าเลยว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลชัดเจนกระทั่งจบเกมต้องไล่ตามตีเสมอรอดตายอย่างระทึกขวัญ 2-2 จึงได้โล่งใจกันบ้าง ทว่าความคลางแคลงใจสงสัยยังคงอยู่โซลชา ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่า มีจุดผิดพลาดที่ต้องแก้ไขและได้เรียนรู้กับบทเรียนนี้ ถือว่าพูดออกมาได้ดีเพราะหากเขาบอกตามตรงว่าผิดพลาดจากการปรับเปลี่ยนไลน์อัพ นั่นหมายความว่าจะต้องโยนความผิดให้ อันเดรียส เปเรยร่า , โรเมลู ลูกากู และ ฆวน มาต้า ด้วยทั้งที่เห็นได้ชัดว่า 3 คนนี้ มีส่วนทำให้สมดุลที่ดีจากเดิมหายไป ลูกากู กับ มาต้า สปีดช้า เคลื่อนไหวไม่คล่อง บอลไม่พุ่งไปข้างหน้าอย่างเคย ต่างจากตอนมี อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เจสซี่ ลินการ์ด หรือกระทั่ง อเล็กซิส ซานเชซส่วน เปเรยร่า ก่อความผิดพลาดในประตูแรก ที่ครองบอลนานเกินไม่รีบคาย แม้ ฟิล โจนส์ จะมีเอี่ยวด้วยในฐานะที่เปิดบอลยัดมาตอนที่เพื่อนโดนบีบพื้นที่ก็ตามเขาเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ โดยบอกเหตุผลคร่าวๆว่า จำเป็นต้องโรเตชั่นหรือหมุนเวียนทีมบ้าง ไม่มีกุนซือคนไหน ใช้นักเตะชุดเดิมอยู่ได้ตลอดหรอกตอน เปเรยร่า เดินเซ็งออกมา โดนเปลี่ยนออกนั้น โซลชา ยังเข้าไปตบหัวตบไหล่ปลอบใจในทำนองว่า ไม่เป็นไร เอาใหม่เว้ยน้อง คนเราพลาดกันได้มันสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารของ โซลชา ที่ต้องการจะปกป้องลูกทีม ถ้าใครจะผิดจริงต้องเป็นตัวเขามากกว่า ทั้งกำหนดแท็คติกและจัดตัวผู้เล่นทั้งหมดเขาเป็นคนพลิกฟื้นบรรยากาศดีๆในทีมขึ้นมา ฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้รักษาไว้เช่นกัน-----------------หลายคนยังน่าจะจำได้ที่ โซลชา เล่าความรู้สึกนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 1999ในฐานะตัวสำรองที่เฝ้ารอโอกาสด้วยใจจดใจจ่อ เขารู้สึกกระวนกระวายมาก จำนวนประตูก็ฟ้องอยู่แล้วว่า ผลงานเจ๋งแค่ไหน แต่สุดท้ายยังได้ลงทีหลัง เชอริงแฮม ด้วยซ้ำแต่ท้ายสุดยิ่งกว่าคือ เขากลายเป็นฮีโร่ ช่วยบันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ให้ แมนฯยูไนเต็ดเพราะเคยตกที่นั่งอย่างนี้มานับครั้งไม่ถ้วน โซลชา จึงเข้าใจว่า พวกสำรองทั้งหลายก็ควรได้รับโอกาสเช่นกันเกมนี้เจอ เบิร์นลี่ย์ ที่ดูชื่อชั้นไม่น่าจะสร้างความลำบากใจอะไรมากนัก จึงยื่นโอกาสให้กับนักเตะบางคน ซึ่งตอนซ้อมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเสมอมาอีกทั้งกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป แมนฯยูไนเต็ด จะต้องเผชิญกับโปรแกรมโหดหินต่อเนื่อง ดังนั้นการพักผู้เล่นบางคน จึงถือเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้บางครั้งการเป็นผู้จัดการทีม มันต้องคำนึงถึงวันข้างหน้าด้วย ไม่ใช่ชนะแค่วันนี้ แล้วทุกอย่างจะจบกันไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิธีการบริหารหรือแนวทางเช่นนี้ เขาซึมซับจาก เฟอร์กี้ มา ซึ่งมันไม่เคยตกยุค นำมาใช้ได้ตลอดอยู่แล้วเมื่อ โซลชา ไม่เคยโทษลูกทีมต่อหน้าสื่อ อีกทั้งมักจะปกป้องอยู่เสมอ ลองคิดดูสิว่าถ้าคุณเป็นลูกทีมจะรักเทิดทูนเจ้านายคนนี้มากแค่ไหนสั่งมาคำเดียวก็พร้อมสู้ตายถวายชีวิตสิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ ตามหลังอยู่ 2-0 กระทั่งนาทีที่ 87 แล้วสามารถร่วมแรงร่วมใจยิงกลับคืนมา 2-2 น่าจะพอบอกได้ว่านักเตะชุดนี้มีบุคลิกและจิตใจของความเป็นนักสู้จริงๆสาวกยูไนเต็ดหลายคนเสียดายมาก โซลชา ก็เหมือนกันคงเสียดายไม่น้อยไปกว่าใคร เผลอๆอาจมากสุดด้วย เพราะถ้าได้ 3 แต้มเกมนี้ จะถูกจารึกชื่อเป็นกุนซือคนแรกในพรีเมียร์ลีกที่ออกตัวชนะรวด 7 นัดทว่าเขาเลือกที่จะแคร์ความรู้สึกของลูกทีมบางคนและต้องการทำเพื่ออนาคตมากกว่าในโลกของฟุตบอล คุณไม่มีทางชนะในเกมตลอดหรอกแต่ในโลกความจริง คุณสามารถเอาชนะใจลูกน้องได้ตลอดไปส่วนถ้าใครอยากลองดูว่าจะเอาชนะได้หรือไม่ และต้องการจะร่วมสนุกแบบเร้าใจไปด้วยกันกับเราลอง MYSBOBET สิครับที่พร้อมให้คุณร่วมสนุกตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ฟาสซิสต์ชีวิตเปลี่ยน

ถ้าคุณเห็น เปาโล ดิ คานิโอ ตอนอายุ 4-5 ขวบ จะไม่มีทางเชื่อว่า โตขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพที่มีชื่อเสียงได้เลยเขารูปร่างอ้วนฉุจนน่าเกลียด ติดน้ำอัดลมอย่างหนัก ต้องกินวันละหลายขวด จนเพื่อนๆเรียกว่า "ไอ้น้ำมันหมู"หัวเข่าเขามีปัญหา เพราะน้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้ต้องใส่ที่ล็อกไว้ รวมถึงรองเท้าก็ใช้แบบพิเศษที่พื้นนุ่มและหนา เพื่อช่วยให้เดินเหินสะดวก ไม่มีอาการเจ็บจากน้ำหนักตัวกดทับแต่ ดิ คานิโอ ไม่ใส่ใจใครจะมองอย่างไร โนสน โนแคร์ อย่างสิ้นเชิงแล้ววันหนึ่งที่รู้สึกเบื่อรูปร่างอันเทอะทะ รวมทั้งชักรำคาญสายตาของคนแถวบ้าน ก็เลยเปลี่ยนตัวเองซะเปลี่ยนตัวเองมันอาจยากสำหรับหลายคน แต่ไม่ใช่ตัวเขาแน่ เพราะลองมีความมุ่งมั่น ตั้งใจแล้ว จะต้องทำให้ได้ว่าแล้วก็หันมาออกกำลังกายมากขึ้น หย่าขาดน้ำอัดลม ซดน้ำเปล่าและนมสดแทน ไม่นานนักรูปร่างก็เริ่มผอมเพรียว จึงได้เข้าแก๊งเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆย่านบ้านเกิดของ ดิ คานิโอ ที่กรุงโรม ส่วนใหญ่แล้วเป็นกองเชียร์ โรม่า ทั้งนั้นแหล่ะ แต่ตัวเขาผ่าเหล่าผ่าพวก สถาปนาตนเป็นสาวกลาซิโอ ศัตรูคู่แค้นแห่งเมืองหลวงเหตุผลไม่มีอะไรมากกว่า ลาซิโอ มีแฟนประเภทเดนตายมากมาย พร้อมใช้ร่างกายปะทะกับฝ่ายตรงข้ามนั่นเองจึงทำให้ ดิ คานิโอ ค่อยๆแทรกซึมไปอยู่ในกลุ่มอุลตร้า ซึ่งมีกิตติศัพท์เลื่องลือเกี่ยวกับความโหดเหี้ยม ชอบตีรันฟันแทงอย่างมาก ยิ่งเจออัลตร้าของอีกฝั่งด้วยแล้ว ต้องขอท้าดวลประจำพอได้เข้าไปอยู่แล้วก็ติดใจลุ่มหลง ยิ่งแสดงออกแบบรุนแรงมากขึ้นเท่าไร ก็มักจะได้รับการยอมรับเท่านั้นดิ คานิโอ เล่าให้ฟังว่า เคยร่วมกับชาวแก๊งใช้อิฐกับหินปาใส่กองเชียร์อีกฝั่ง จนกระเจิงล่าถอยมาแล้ว รู้สึกภูมิใจในวีรกรรมนี้มากจากนั้นความเป็นขวาจัดก็ค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่สายเลือดและความรู้สึก เขาศรัทธาในลัทธิฟาสซิสต์ เชื่อมั่นในอาณาจักรโรมันที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เหมือนกับ เบนิโต้ มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการในอดีตเคยกล่าววาจาอันเป็นอมตะเอาไว้ท่า "โรมัน สลุต" ที่คล้ายกับสวัสดิกะของลัทธินาซี ภายใต้ผู้นำจอมโหด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ด้วยการยกมือขวาไปข้างหนาราว 45 องศา คือท่าประจำที่เขาใช้ทักทายเมื่อเจอคนพันธุ์เดียวกันนอกจากหัวที่เอียงขวาแบบสุดโต่ง เท้าสองข้างของ ดิ คานิโอ ก็สุดขั้วเช่นกัน เมื่อได้สัมผัสบนฟลอร์หญ้าความสามารถในเชิงลูกหนังต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นชัดเจน ไม่นานก็ทำตามฝันไปอยู่ในทีมเยาวชนลาซิโอ ก่อนขยับขึ้นชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 1985 มีส่วนสำคัญช่วยฉุดมาสู่เซเรีย อาได้สำเร็จในปี 1988สำหรับ ดิ คานิโอ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าการระเบิดตาข่าย โรม่า ได้สำเร็จในศึกโรมัน ดาร์บี้อีกแล้วจากนั้นเขาได้โยกตัวเองไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสำเร็จกับ ยูเวนตุส , นาโปลี และ เอซี มิลานกระทั่งปี 1996 ก็ตัดสินใจมาหาความท้าทายยังเกาะอังกฤษ ซึ่งน่าจะเปลี่ยนชีวิตเขาอยู่ไม่น้อย---------------------กลาสโกว์ เซลติก คือป้ายแรกของ ดิ คานิโอ การได้ใช้ชีวิตที่สงบในสก๊อตแลนด์ อาจไม่ใช่เป็นแนวที่ต้องการสักเท่าไรแม้จะตะบันไปถึง 12 ประตูจาก 26 เกม แต่ปีรุ่งขึ้นก็ย้ายลงใต้ไปอยู่ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทันที เมื่อมีข้อเสนอมาให้ด้วยฟอร์มเร่าร้อนซัดไปถึง 14 ประตูในพรีเมียร์ลีกปีแรก เขาจึงขึ้นทำเนียบเป็นขวัญใจสาวกนกเค้าแมวอย่างแท้จริงแต่แล้วปี 1998 กลับทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง ระหว่างนำทัพลงดวล อาร์เซน่อล แล้วเกิดไปมีปากเสียงกับ มาร์ติน คีโอวน์ ก่อน พอล อัลค็อก ผู้ตัดสินจะเข้ามาเตือน ด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่เลยผลักกลิ้งหงายท้องไปหลายตลบนอกจากโดนไล่ออก ยังโดนแบนมาราธอนถึง 11 นัดอีกต่างหากกระทั่งมกราคม 1999 คราวนี้ย้ายลงไปสัมผัสสีสันที่ลอนดอนบ้าง เมื่อ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ผู้จัดการทีมเวสต์แฮม ไม่สนใจว่ายังมีโทษแบนอยู่ ยื่นขอเสนอแค่ 1.5 ล้านปอนด์คว้ามาร่วมทีมก่อนจะกลายเป็นตำนานของสโมสร พร้อมทั้งคุณงามความดีที่สร้างกลบภาพเก่า ด้วยการใช้มือจับบอล เมื่อเห็น พอล เจอร์ราร์ด ผู้รักษาประตูเอฟเวอร์ตันบาดเจ็บล้มลง ทั้งที่สามารถเล่นต่อและมีโอกาสทำประตูได้เลยในสายตาของกองเชียร์ขุนค้อนทั้งหลาย เขาจึงเป็นฮีโร่ที่ได้รับการเทิดทูนอย่างมาก ยิ่งมารู้ภายหลังว่าปฎิเสธย้ายไปร่วมงานกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนฯยูไนเต็ด ด้วยแล้ว ความรักนับถือยิ่งทวีขึ้นอีกหลังจบกับ เวสต์แฮม ไปต่อกับ ชาร์ลตัน ช่วงสั้นๆแค่ซีซั่นเดียว แล้วจึงหันหัวกลับมายัง ลาซิโอ ตามแผนที่จะใช้ชีวิตค้าแข้งบั้นปลายที่นี่แล้ววีรกรรมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง----------------------เมื่อกลับคืนสู่อ้อมกอด ได้เจอพรรคพวกคอเดียวกัน คลั่งไคล้ฟาสซิสต์เอียงขวาแบบสุดโต่งเหมือนกัน ยิ่งเป็นชนวนจุดเชื้อให้ ดิ คานิโอ แสดงออกแบบระห่ำมากขึ้นในเกมเจอ ลิวอร์โน่ และ ยูเวนตุส เขาเดินไปหากลุ่มอุลตร้าลาซิโอ แล้วทำท่า "โรมัน สลุต" ที่คล้ายกับสวัสดิกะทักทายเพิ่อนฝูง จนกลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วถึงความไม่ดีไม่งาม ก่อนจะโดนปรับไป 7 พันปอนด์แล้ว ดิ คานิโอ ก็ไม่คาดฝันว่า ลมชะตาจะพัดพากับมาอังกฤษอีกครั้ง หลังจากแขวนสตั๊ดแล้วข้อเสนอตำแหน่งผู้จัดการทีม สวินดอน ทาวน์ ที่เพิ่งหล่นตุ้บไปอยู่ลีกทูในปี 2011 มันเย้ายวนชวนตอบรับ แต่นั่นต้องแลกกับการถอนตัวของ GMB union ที่ไม่สนับสนุนทีมอีก เพราะประวัติฟาสซิสต์ของ ดิ คานิโออย่างไรก็ตามมันน่าจะคุ้มค่า เมื่อเขาพาเลื่อนขึ้นสู่ลีกวัน ภายในฤดูกาลเดียวเท่านั้นช่วงที่สโมสรโดนวิกฤตการเงินจนอ่วม ดิ คานิโอ เคยยื่นเงิน 30,000 ปอนด์เพื่อช่วยเหลือให้ไปจ่ายค่ายืมผู้เล่นบางคน นอกจากนี้วันที่หิมะถล่มสนามจนขาวโพลนและทำท่าเกมจะต้องเลื่อน เขาเคยชวนอาสาสมัครซึ่งก็คือแฟนบอล 200 คน มาช่วยกันเคลียร์จนหวดได้ตามปกติแล้วจัดการควักกระเป๋าซื้อพิซซ่ามาเลี้ยงเป็นการตอบแทน แต่การมีเรื่องชกต่อยกับ ลีออน คล้าร์ก ลูกทีมของตัวเองในอุโมงค์ ทำให้ภาพติดลบไม่น้อยเช่นกันมีนาคม 2013 เขาเซ็นสัญญา 2 ปีครึ่งกับ ซันเดอร์แลนด์ แทน มาร์ติน โอนีล แต่แล้วก็ต้องสังเวย เดวิด มิลิแบนด์ ซึ่งไม่พอใจสโมสรแต่งตั้งคนฝักใฝ่ฟาสซิสต์มาเป็นผู้จัดการทีม เลยขอลาออกจากบอร์ดสโมสรจากที่อยู่กลางตาราง แมวดำ จบอันดับ 17 หวิดตกชั้น แล้วซีซั่นรุ่งขึ้นอยู่ได้อีไม่นาน ดิ คานิโอ ก็ถูกปลดความตึง ความเขี้ยว ไม่ประนีประนอม ทำให้นักเตะหลายคนไม่พอใจอย่างมาก กฎห้ามหัวเราะหยอกล้อกันตอนซ้อม รวมถึงไม่ให้กินซอสมะเขือเทศ มายองเนส น้ำอัดลม กลายเป็นดาบย้อนมาลงโทษเขาเองหลังถูกปลดเขาเคยมาสัมภาษณ์งานกับ เซลติก , โบลตัน และ ร็อทเธอร์แฮม แต่วืดหมด ด้วยเหตุผลคลั่งฟาสซิสต์นั่นแหล่ะดิ คานิโอ พยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นฟาสซิสต์จริง แต่ไม่ได้นิยมเหยียดผิว ไม่อย่างนั้นตอนมาค้าแข้งในอังกฤษ คงไม่มี เทรเวอร์ ซินแคลร์ กับ คริส พาวล์ ซึ่งผิวสีทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทหรอกพอกลับไปอิตาลีบ้านเกิด ได้งานที่ สกาย อิตาเลีย เป็นนักวิเคราะห์เกม แต่เผอลใส่เสื้อแขนสั้นไปออกรายการ ทำให้เห็นรอยสักคำว่า DUX ที่ต้นแขนขวา ซึ่งในภาษาละตินมีความหมายว่า "ท่านผู้นำ" ซึ่งสะท้อนถึง เบนิโต้ มุสโสลินี และ ฮิตเลอร์ เผด็จการผู้เหี้ยมโหดปรากฏว่าเขาโดนทาง สกาย อิตาเลีย สั่งปลดทันที แบบไม่ต้องไต่สวนให้เสียเวลาทุกวันนี้ ดิ คานิโอ ยังตกงาน ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นอัน อาจเพราะภาพที่เป็นพวกคลั่งไคล้ขวาจัดแบบสุดขั้ว อีกทั้งยังนิยมความรุนแรง ควบคุมอารมณ์ตัวเองยากแม้จะรู้ดีว่าผู้คนไม่น้อยเสียชีวิตจากความทารุณของพวกฟาสซิสต์ ในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเราควรตระหนักถึงความไม่เหมาะสมอย่างมาก ถึงการแสดงออกต่างๆแต่ ดิ คานิโอ เลือกที่จะเปิดเผยให้โลกเห็นในสิ่งที่คิดและศรัทธา ซึ่งย่อมไปกระทบกับความรู้สึกของอีกหลายต่อหลายที่เคยสูญเสียมา"แด่อาณาจักรโรมันอันเกรียงไกร" นี่อาจเป็นวรรคทองของ มุสโสลินี ที่ ดิ คานิโอ ภูมิใจเหลือเกิน ทว่าเบื้องหลังของความคลั่งชาติ ได้ทำลายชีวิตคนไปมากมายถ้า ดิ คานิโอ จะเพิกเฉยไม่รู้ไม่เห็น คนอื่นก็จะเพิกเฉยต่อเขาด้วยเช่นเดียวกันได้อ่านเรื่อง ดิ คานิโอ กับลัทธิฟาสซิสต์แล้ว อย่าลืมมาลองแวะชมเว็บไซต์น่าสนใจอย่าง MYSBOBET กันสักหน่อย รับรองมอบความตื่นเต้น บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

"จีน-ยูโกสลาเวีย ความสัมพันธ์เชิงลูกหนัง"

อู๋ เล่ย กลายเป็นนักเตะจีนรายล่าสุดที่ได้โบยบินไปค้าแข้งยังลีกใหญ่ยุโรป โดยมี เอสปันญ่อล ทีมดังใน ลา ลีกา สเปน เป็นจุดหมายปลายทางดาวเตะเบอร์ 7 แดนมังกร ในเอเชี่ยน คัพ หนนี้ เดินตามรอยรุ่นพี่มีชื่อหลายรายที่เคยท่องยุทธภพพวกตาน้ำข้าวมาแล้วหลี่ เถีย, หลี่ เหว่ยเฟิง, ฟาน จือยี่, เจิ้ง จื่อ และ ซุน จีไห่ เป็นต้น ครั้งหนึ่งเมื่อสินค้าด้านโทรคมนาคมของจีน ไม่ได้มี หัวเหว่ย หรือ เซี่ยวหมี่ เป็นแบรนด์ชื่อดัง แต่เป็น เค่อเจี้ยน (Kejian) ซึ่งได้เข้าไปสนับสนุน เอฟเวอร์ตัน ภายใต้หน้าอกเสื้อที่ปะอยู่นั้น เค่อเจี้ยน ได้มีข้อกำหนดในสัญญาว่า เอฟเวอร์ตัน จะต้องยืมนักเตะจีนไปใช้งานอย่างน้อย 1 ฤดูกาลเดวิด มอยส์ ในฐานะนายใหญ่แห่งกูดิสัน พาร์ค จึงต้องบินไปเช็กฟอร์มของทีมชาติจีนในฟุตบอลโลกปี 2002 และตัดสินใจขอยืม หลี่ เถีย มิดฟิลด์ตัวนรับและ หลี่ เหว่ยเฟิง กองหลังเข้ามาร่วมทีมจีน เพิ่งเข้าร่วมฟุตบอลโลกหนนั้นเป็นครั้งแรก กุนซือของพวกเขาคือ โบร่า มิลูติโนวิช เทรนเนอร์ชาวเซอร์เบีย หรือถ้าจะพูดให้ถูก คือ ยูโกสลาเวียย้อนไปในปลายุค 70s ต่อด้วย 80s เป็นช่วงที่ จีน กำลังเร่งพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับยูโกสลาเวีย ที่ยังปกครองในระบบสังคมนิยมโดยประธานาธิบดี ติโต้ (สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย)ฟุตบอล จึงถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชื่อมโยงสหายสองประเทศ เรียกว่าเป็นการ "แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม"เบลเกรด เมืองหลวงของยูโกสลาเวีย มีทีมดังอยู่ 2 ทีม หนึ่งคือทีมดาวแดง "เร้ด สตาร์ เบลเกรด" หรือเซอร์เวน่า ซเวซด้า ในปัจจุบันสองคือทีมขาวดำ เอฟเค ปาร์ติซานปาร์ติซาน นี่เองจะเป็นจุดหมายปลายทางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในตอนต้นปี 1988 แต่พวกเขาก็ทำเหมือนที่ เดวิด มอยส์ เคยทำเมื่อเอฟเวอร์ตัน ได้รับการสปอนเซอร์จาก เค่อเจี้ยน นั่นคือ ต้องเลือกผู้เล่นที่พอจะเป็นโล้เป็นพายบ้าง เวลานั้นฟุตบอลจีนยังไม่ได้เป็นที่นิยม หรือเป็นที่รู้จักกันอย่างทุกวันนี้ที่มี ไชนีส ซูเปอร์ ลีก กว้านนักเตะดังจากทั่วโลกไปเล่นด้วยค่าเหนื่อยมหาศาลพอดีช่วงเวลานั้น จีน ได้ไปแข่งเอเชี่ยน คัพ 1988 รอบคัดเลือกที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ไทยอยุ่ร่วมกลุ่มด้วย)หลังการเตะครบ 5 นัด จีน ได้เข้ารอบสุดท้าย นักเตะที่ทำผลงานได้น่าพึงพอใจคือ เจีย ซิ่วฉวน ปราการหลังกัปตันทีมผู้บัญชาเกมรับให้ทีมเสียแค่ประตูเดียว กับ หลิว ไห่กวง กองหน้าตัวเก่งปี 1988 เป็นปีอธิกสุรทิน วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พวกเขาทั้งสองคนก็เดินทางจากปักกิ่งสู่ เบลเกรด เข้าร่วมทีมปาร์ติซาน ระหว่างฤดูกาลทั้งคู่กลายเป็นนักเตะนอกยุโรปคนแรกของสโมสร และยังเป็นนักเตะจีนแผ่นดินใหญ่คนแรกที่ได้ค้าแข้งในลีกใหญ่ยุโรปอย่างเป็นทางการแม้ว่าในปี 1987 เซี้ยะ อวี๋ซิ่น จะได้รับสัญญาฝึกซ้อมกับซโวลล์ในฮอลแลนด์แต่ยังไม่ได้ลงเล่น ขณะที่ กู้ กวงหมิง ไปอยู่เยอรมัน หลังจากขาหัก จนได้เซ็นสัญญากับ ดาร์มชตัดท์ ในเยอรมัน แต่นั่นเป็นเพียงลีกรองคือลีกา 2เจีย ซิ่วฉวน กับ หลิว ไห่กวง เผชิญกับวัฒนธรรมใหม่ ภาษาที่พวกเขาไม่เคยพูดมาก่อน และยุคนั้น คนจีนในกรุงเบลเกรดมีน้อยชนิดนับหัวได้ พวกเขาต้องไปหาสถานทูต เพื่อแนะนำคนจีนให้รู้จักบ้างทั้งคู่ ทำงานหนักจนได้โอกาสลงสนาม โดยเฉพาะ เจีย ซิ่วฉวน ที่เล่นได้อย่างหนักแน่นในตำแหน่งกองหลัง มีโอกาสโชว์ฟอร์มถึง 16 นัด ส่วน หลิว ไห่กวง แม้จะลงเล่นแค่ 6 นัดในลีก แต่ยิงได้ 3 ประตู โดยหนึ่งในนั้นเป็นสถิติยิงเร็วสุดของลีก ยูโกสลาเวีย ที่ 45 วินาทีแม้สถานการณ์เรื่องของฟุตบอล ปาร์ติซาน จะเป็นรอง เร้ด สตาร์ อริร่วมเมืองในช่วงดังกล่าว แต่ทั้งคู่ก็มีส่วนช่วยให้ ปาร์ติซาน จบด้วยอันดับ 2 ในลีกฤดูกาล 1987/88 ตามหลังทีมดาวแดงแค่คะแนนเดียวเท่านั้นผลงานของทั้งคู่น่าพอใจจน ปาร์ติซาน ตัดสินใจต่อสัญญาของพวกเขาออกไปเดือนกันยายนมาถึงพร้อมกับ โอลิมปิก เกมส์ 1988 กรุงโซล สโมสรยินยอมปล่อยให้พวกเขาไปช่วยทีมชาติจีน เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลจีนได้ผ่านเข้าสู่โอลิมปิกพร้อมๆ กับเพื่อนร่วมทีมปาร์ติซาน เปแดร็ก สปาซิช, ดราโกลยุบ เบอร์โนวิช และ วลาดิสลาฟ ยูคิช ในฐานะนักเตะทีมชาติยูโกสลาเวียน่าเสียดายที่ทั้งจีน และ ยูโกฯ ต่างตกรอบแรกพร้อมกัน นักเตะปาร์ติซาน ทั้ง 5 จึงกลับสโมสรเร็วกว่าที่คาดหวังไว้วันที่ 26 ตุลาคมปีนั้น ปาร์ติซาน มีคิวรับมือโรม่า ในศึก ยูฟ่า คัพ รอบ 2 ในเกมเลกแรก เจีย ซิ่วฉวน ได้ลงสนามในนาทีที่ 46 กลายเป็นนักเตะจีนคนแรกที่ได้ลงเล่นในรายการสโมสรยุโรป เขาช่วยปาร์ติซาน ชนะโรม่า 4-2น่าเสียดายที่ทั้งคู่ไม่มีชื่อในเกมเลกสอง ที่ไปเยือนกรุงโรม ปรากฏว่า ปาร์ติซาน พ่ายกลับมา 0-2 ตกรอบด้วยกฏอเวย์โกลฤดูกาล 1988/89 ผลงานในลีกของปาร์ติซาน น่าผิดหวัง แต่พวกเขาปลอบใจด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วย ด้วยการถล่ม เวเลซ มอสตาร์ ในนัดชิงชนะเลิศ 6-1 เมื่อพฤษภาคม 1989 ทว่าถึงตอนนั้น สองแข้งจีนก็โดนปล่อยกลับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ลงเล่นเพียงรอบแรกๆ ของรายการนี้เท่านั้นไม่ใช่ว่า ปาร์ติซาน ไม่เห็นคุณค่าของพวกเขา เนื่องจากตอนเดือนธันวาคม 1988 ในศึก เอเชี่ยน คัพ รอบสุดท้าย สโมสรไม่ยอมให้ทั้งคู่ไปร่วมเล่น เพราะต้องการเก็บไว้ใช้งานอย่างไรก็ดี ในปี 1989 รอบคัดเลือกฟุตบอลโลกมาถึง และจีน ในเวลานั้น ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เอเชี่ยน คัพ 1988 อีก มุมมองในเวลานั้นคือ ชาติ ต้องมาก่อนสโมสรเจีย ซิ่วฉวน กับ หลิว ไห่กวง ได้ค้าแข้งใน ยูโกสลาเวีย ได้ไม่ถึงปี ถูกตัดตอนลงอย่างน่าเสียดาย และหากพวกเขายังคงเล่นอยู่ที่นั่น ไม่แน่ว่าจะเป็นใบเบิกทางให้นักเตะรุ่นหลังได้ไปโลดแล่นบนยุทธจักรยุโรปได้มาก และต่อเนื่องกว่านี้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในครั้งกระโน้น ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมวงการฟุตบอลจีน เข้ากับยูโกสลาเวีย ต่อเนื่องมาจนเป็นเซอร์เบีย ในปัจจุบันอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญอเล็กซานดาร์ ซิฟโควิช, มิโอแดร็ก พานเทลิช, ดาร์โก้ มาติช กลายเป็นชื่อคุ้นหูของแฟนบอลจีนขณะที่ผู้จัดการทีมเลือดเซิร์บมากมายพาทีมคว้าแชมป์ไชนีส ซูเปอร์ ลีก สโลโบดาน ซานทรัช พาชานตง ลู่เหนิง ได้แชมป์ เขาเป็นอดีตนักเตะปาร์ติซานมิโลรัด โคซาโนวิช ประสบความสำเร็จซิวแชมป์ 3 สมัยซ้อนกับ ต้าเหลียน ชื่อเต๋อ เช่นเดียวกับ วลาดิเมียร์ เปโตรวิช ที่ทำดับเบิ้ลแชมป์ในปี 2005จากนั้นก็เป็นอดีตนักเตะปาร์ติซาน ผุ้ผันมาเป็นกุนซืออีกรายอย่าง ลิวบิซ่า ทุมบาโควิช คุมชานตง ได้แชมป์ 2 ครั้งใน 3 ปีแม้แต่โบร่า มิลูติโนวิช เองก็เคยเล่นให้กับ ปาร์ติซาน มาก่อน ครั้งที่ เจีย ซิ่วฉวน เล่นในกรุงเบลเกรด เมื่อปี 1988 โน้น เขาไม่ได้่มีส่วนร่วมในดาร์บี้มหากาฬ ระหว่างปาร์ติซาน กับ เร้ดสตาร์ ทำให้อดดวลกับหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดตลอดกาลของประเทศอย่าง ดราแกน สตอยโควิชแต่เมื่อปี 2015 เจีย ซิ่วฉวน ซึ่งได้กลายมาเป็นกุนซือด้วยตัวเอง เขาคุมเหอหนาน เจียนเย่ ก็ได้ปะทะฝีมือกับตำนานอย่าง สตอยโควิช เข้าจนได้ในฐานะกุนซือของ กว่างโจว อาร์แอนด์เอฟเรื่องราวความสัมพันธ์เชิงฟุตบอลระหว่าง จีน กับ ยูโกสลาเวีย จึงแทบแยกกันไม่ออกมาตลอดระยะเวลา 30 ปีมานี้โดยมี เจีย ซิ่วฉวน และ หลิว ไห่กวง เป็นผู้บุกเบิก ซึ่งแม้แต่พวกเขาทั้งคู่ก็อาจไม่นึกไม่ฝันเช่นกันและถ้าหากใครอยากลองรุก บุกเบิกอะไรใหม่ๆที่มีอะไรไม่คาดคิดคาดฝันมาก่อนนั้นขอแนะนำ Sbobet777 ครับที่มีโปรโมชั่นจนทำให้คุณตกใจติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99