breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

เดิมพันบ้านใหม่

"ถ้าคุณคิดจะสร้างบ้านสักหลัง ควรเตรียมเงินไว้เผื่อบานปลายด้วย" คนที่มีประสบการณ์ปลูกบ้านเองมาก่อน มักจะพูดกันในทำนองนี้ทั้งสิ้น บ้านหลังยิ่งใหญ่มากเท่าไร งบก็จะทะลุเพดานที่วางไว้มากเท่านั้น สนามฟุตบอลก็คงไม่ต่างไปจากบ้านหรอก ซึ่งนี่คือปัญหาที่ ท๊อตแน่ม ฮ็อท สเปอร์ กำลังเผชิญหน้าอยู่ บ้านหลังใหม่ของไก่เดือยทองควรจะได้เปิดต้อนรับอาคันตุกะก่อนเปิดฤดูกาลนี้ ตามแผนเดิมที่วางเอาไว้อย่างชัดเจน แต่การก่อสร้างสังเวียนแข้งที่มีความจุถึง 65,000 คน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ แล้วเป็นไปอย่างที่คาด เกิดความล่าช้าขึ้น โดยเฉพาะเรื่องระบบความปลอดภัย ซึ่งต้องเน้นหนักมากกว่าส่วนใด ซึ่งสนามใหม่นี้มีโครงสร้างและการออกแบบที่ฉีกแนวไปจากเดิมมาก แล้วสนามบอลไม่เหมือนกับบ้านอีกอย่างตรงที่ ยิ่งช้าเท่าไร ก็เหมือนยิ่งโยนฟ่อนเงินเข้ากองไฟมากขึ้นเท่านั้น เพราะเสร็จไม่ทันเลยต้องเช่า เวมบลีย์ ใช้งานเป็นรังเหย้าเหมือนเดิมต่อไป ค่าเช่าแต่ละเกมตกหลายแสนปอนด์ ต้องควักเนื้อจ่ายอยู่แล้ว นอกจากนี้คิวที่วางเอาไว้ว่าจะใช้จัดศึกคนชนคนเอ็นเอฟแอล ซึ่งจะสัญจรกันมาโชว์ในเดือนตุลาคม ก็ต้องล้มเลิกอย่างไม่มีทางเลือก แทนที่จะทำเงินได้อีกมหาศาลจากการนี้หลายล้านปอนด์ ก็หายวับไปกับตาอีกตามเคย จริงๆแล้วทางคลับไก่หมายมั่นว่าจะเลตแค่ระยะสั้นเท่านั้น แพลนที่วางเอาไว้คือ 15 กันยายนที่จะโซ้ยเกือกกับ ลิเวอร์พูล ในเกมพรีเมียร์ลีกได้เปิดใช้งานสำแดงความอลังการเลย แต่แล้วฝันของบรรดา ยิด อาร์มี่ ก็สลาย เพราะเลื่อนออกไปอีก คราวนี้ไม่มีกำหนดแน่ชัดด้วย ซึ่งคาดว่าน่าจะยาวไปจนถึงฤดูกาลหน้า มูลค่าของ ท๊อตแน่มฮ็อท สเปอร์ สเตเดี้ยมนั้นมากกว่า 800 ล้านปอนด์ด้วยกัน แต่ต้องมาบานปลายอย่างน่าใจหาย เพราะจ่ายค่าล่วงหน้าคนงานก่อสร้างเพิ่มไม่พอ ค่ามัดจำต่างๆที่เก็บจากผู้เช่าที่จะมาเปิดร้านภายในตัวอาคารก็ต้องคืนทั้งหมด อีกทั้งความเสียหายแทนที่จะได้ขายตั๋วเอาเงินเข้ากระเป๋า ซึ่งจะได้เพิ่มจากเมื่อครั้งยังเป็น ไวท์ ฮาร์ท เลน 3 เท่าตัว ก็ต้องร้องเพลงรอไปพลางๆ ก่อน ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า สเปอร์ส กู้เงินจากธนาคาร 2 แห่งรวม 500 ล้านปอนด์ด้วยกัน แล้วควักเองจากที่มีอยู่แล้วราวๆ 250 ล้าน โดยทาง ENIC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นมอบให้ก่อนอีก 50 ล้าน ตัวเลขกลมๆ เลยตกประมาณ 800 ล้านปอนด์ แต่ประเมินแล้วกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ใช้งานได้เป็นเรื่องเป็นราว น่าจะต้องถมไปอีกเกือบๆ 100 ล้านปอนด์ ความล่าช้านี้ส่งแรงกระเพื่อมไปป่วนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่เว้นกระทั่ง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือใหญ่ไฟลุกโชน ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อาร์เซน่อล เริ่มวางเสาเข็ม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในปี 2004 ก่อนจะใช้เวลากว่า 2 ปี เสร็จใช้ในฤดูร้อนปี 2006 ปืนโตทุ่มทุนไปตอนนั้นเกือบ 400 ล้านปอนด์ เป็นการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคตอันยิ่งใหญ่ ก่อนโปรเจ็คต์นี้จะคลอด บอร์ดบริหารได้คุยกับ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือมือฉมังในเวลานั้นแล้วด้วย ย้ำเลยว่าคงใช้เงินฟุ่มเฟือยในเรื่องซื้อผู้เล่นไม่ได้แน่ ตอนนั้นนายใหญ่เฟร้นช์ตกปากรับคำอย่างไม่อิดออดอะไรนัก เพราะคุ้นเคยถนัดในเรื่องซื้อมาถูก ขายไปแพงอยู่แล้ว แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นฟุตบอลอังกฤษกำลังถูกปฏิวัติในแง่การบริหารทีม เมื่อมีนายทุนข้ามชาติเข้ามาฮุบกิจการ ตัวอย่างเห็นได้ชัดคือ โรมัน อบราโมวิช เทคโอเวอร์ เชลซี แล้วหว่านเงินมหาศาลปรับเปลี่ยนขุมกำลัง จนทำให้แกร่งขึ้นมาทันตาเห็น จากนั้น แมนฯซิตี้ ก็ได้ทุนใหญ่จากอาบูดาบีเข้ามาอีกทีมและดูเหมือนว่าจะทุบคลังเพื่อเสริมผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์หนักกว่าสิงห์น้ำเงินด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันปืนโตเองแทบไม่ได้ใช้เงินซื้อผู้เล่นดีๆเลย เวนเกอร์ ต้องทำตามนโยบายแผนรัดเข้มขัดจนเอวแทบกิ่ว เท่านั้นไม่พอ แข้งไหนที่ปั้นจนเปรี้ยงแล้ว ก็มักจะต้องขายออกเพื่อนำเงินไปโปะหนี้ที่กู้แบงค์มาสร้างสนามด้วย ตอนสร้างสนามปี 2004 ปืนโตเพิ่งครองแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ หลังจากนั้นไม่เคยสัมผัสโทรฟี่ลีกสูงสุดอีกเลย ได้แค่เฉียดหรือลุ้น แล้วก็ค่อยปรับโหมดไปเน้นบอลถ้วยอย่างเอฟเอ คัพแทน นอกจากนี้เป้าหมายหลักคือติดท็อปโฟร์ เพื่อไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกโกยเงินส่วนแบ่งและค่าลิขสิทธิ์ ก็เปลี่ยนไป มา 2 ปีหลังสุดปืนโต เหลือเพียงแค่ได้โม่แข้งในยูฟ่า ยูโรปา ลีกเท่านั้น อย่างที่เห็นกัน แม้ อาร์เซน่อล จะผ่าตัดใหญ่ หวังอุดอาการเลือดไหลให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะกล้าทุ่มสู้คว้าผู้เล่นดังๆ อีกทั้งถึงขั้นเปลี่ยนผู้จัดการทีม ยอมแยกทางกับ เวนเกอร์ ผู้มีพระคุณ แต่ดูเหมือนว่าจะรักษาให้อาการดีกว่าเดิมไม่ได้ เราไม่อาจบอกได้เต็มปากเต็มคำก็จริงว่า นี่คือผลพวงโดยตรงจากการสร้าง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แต่มันน่าจะมีส่วนพอสมควร สเปอร์ส เองอาจจะดูศัตรูคู่แค้นแห่งลอนดอนเหนือนี้เป็นเคสศึกษา สร้างสนามตามก็จริง แต่จะไม่ขายแข้งหลักหวังนำเงินมาจ่ายหนี้ธนาคารให้เร็วที่สุด เพราะอาจทำให้ทีมล้มแบบลุกขึ้นมายากได้ ดาเนี่ยล เลวี่ และผู้บริหารคุยกันแล้วว่าจะพยายามอย่างสุดฤทธิ์ รักษาแข้งกล่องดวงใจ 4-5 คนให้ได้ แล้วก็ทำได้อย่างแผนที่วางไว้นั่นแหล่ะ นักเตะดาราแม่เหล็กไม่ว่าจะ แฮร์รี่ เคน , เดเล่ อัลลี่ , คริสเตียน เอริคเซ่น , ซน ฮึง มิน หรือ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ยังปักหลักอยู่ที่เดิม ไม่ย้ายไปไหน แต่ในทางตรงกันข้าม โปเช็ตติโน่ ก็ไม่ได้ซื้อหามาใหม่เช่นเดียวกัน สเปอร์ส เป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ซึ่งหน้าร้อนที่ผ่านมาไม่ได้เสริมใครในส่วนกำลังพล และผลต่อเนื่องที่กระทบกันมานี้เอง ตกอยู่ตรงหน้าตักของ โปเช็ตติโน่ ปฎิทินเปลี่ยนปีมาไม่เท่าไร แฮร์รี่ เคน ก็ต้องขึ้นเตียงพยาบาล ไปนอนเยียวยาอาการบาดเจ็บ จากเดิมที่คาดว่าเบรก 1 เดือน พอแพทย์เช็คอีกรอบปรากฏว่าเพิ่มระยะเวลาเป็น 2 เดือนหรือ 8 สัปดาห์เลยทีเดียว สรุปคร่าวๆแล้ว ดาวถล่มประตูทีมชาติอังกฤษน่าจะพลาดช่วยคลับไก่ 14 เกมด้วยกัน ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ เกมสำคัญก็อย่างเยือน เชลซี ตัดเชือกลีก คัพนัดสอง/เจอ ดอร์ทมุนด์ ไปกลับศึกยูซีแอล/รวมถึงเปิดบ้านโม่ปืนโตเกมพรีเมียร์ลีก แล้วหากผ่านเข้าไปชิงลีกคัพสำเร็จ ก็จะเป็นได้แค่คนดูด้วย ไม่ใช่ เคน แค่แผลเดียวเท่านั้น ไก่เดือยทองยังโดนขยี้เพิ่มความเจ็บปวดอีก เพราะ ซน ฮึง มิน หนึ่งในกระดูกสันหลังแนวรุกก็ต้องกลับไปช่วยเกาหลีใต้ในซึกเอเชียน คัพ 2019 ด้วย หากว่าทัพโสมขาวทะลุถึงรอบชิง จะต้องเขียนใบลากับสโมสรเกือบหนึ่งเดือนด้วยกัน ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ผู้จัดการทีมทุกคนต่างทำใจกับเรื่องอาการบาดเจ็บของลูกทีมอยู่แล้ว เพราะมันห้ามหรือควบคุมอะไรไม่ได้เลย แต่พอมีทางที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบาบ้าง ก็ตรงที่เตรียมพร้อมเสริมขุมกำลังไว้ เป็นอะไหล่สแตนบายด์ อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเงินของคลับไก่ ไม่เอื้อให้ทำอย่างนั้นเลย แค่เก็บแข้งสำคัญไว้ให้ได้พร้อมหน้าพร้อมตา ก็ต้องต่อสู้กับอำนาจเงินตราแบบสุดชีวิต ขนาดของทีมเลยไม่ใหญ่สอดคล้องกับศึกที่ต้องรบรอบด้าน ซึ่งควรมีขุนพลไว้พร้อมรับมืออย่างเต็มพิกัด หากจะบอกว่าบ้านหลังใหม่ส่งแรงกระแทกเข้ากลางลำเรื่องนี้ด้วย คงไม่เกินเลยไปนักหรอก ต้องยอมรับว่าแม้ สเปอร์ส จะวางแผนเพื่ออนาคตมาดี หวังจะยืนหยัดระยะยาว ยอมกลืนเลือดไม่ขายผู้เล่นหลักที่ย่อมได้ค่าตัวทะลุ 100 ล้านปอนด์ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจหนีสถานการณ์เช่นนี้พ้น ทำได้ดีที่สุดแค่ภาวนาไม่ให้แข้งหลัก เจ็บหนักหรือขาดหายไปนานๆ ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่เป็นไปอย่างหวัง บางทีจากที่ลุ้นแชมป์แบบเต็มตัว อาจต้องลดธงเป้าหมายมาเหลือแค่รักษาท็อปโฟร์เอาไว้ เมื่ออยากมีบ้านหลังใหม่ใหญ่โตอลังการ มันก็ต้องแลกกันด้วยบางอย่างนี่แหล่ะ สนามใหม่ย่อมมาพร้อมกับความตื่นเต้น แต่ที่นี่บ้างหลังเก่ายังคงนำพาความตื่นเต้นให้กับทุกท่านเหมือนเคยกับ Sbobet777 มาลองสัมผัสความสนุกกันต่อเรื่องกันได้ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

จากคนที่ถูกมองข้าม (ตอนจบ)

ตอนได้ยินข้อเสนอให้เป็นนายใหญ่ทีมชาติอังกฤษนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต แทบจะหยิกตัวเองเลยทีเดียว นอกจากประหลาดใจมากๆแล้ว เขายังไม่อยากเชื่อ แล้วมันก็เกิดขึ้นแบบฉุกละหุกมาก แรกทีเดียว เซาธ์เกต ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ให้เหตุผลว่าอยากจะทำทีมชุดเล็กให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมก่อน แต่ทางผู้บริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ให้เหตุผลกลับมาว่าทำไมต้องเป็นเขาเช่นเดียวกัน เอฟเอนั้นวางนโยบายระยะยาวไว้แล้ว จะใช้คนอิงลิชเป็นผู้จัดการทีมชาติเท่านั้น ที่ผ่านมาผิดหวังกับพวกกุนซือนอกพอแล้ว ไม่ได้ดีไปกว่าคนในเลย นอกจากเรื่องของศักดิ์ศรี ความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรม ภาษา สิ่งแวดล้อมต่างๆก็ยังเอื้อด้วย ไม่ต้องไปปรับตัวปรับใจกันใหม่ให้เสียเวลา ทีนี้ลองเหลือบมองคนอังกฤษที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้สิ จะเหลือใครบ้าง เพราะส่วนใหญ่ที่พอจะได้ก็ติดต้นสังกัดหมดแล้ว การเจรจาต่างๆไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งต้องกินเวลานานมากแน่ เท่านั้นไม่พอบอร์ดยังมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า คราวนี้ควรหาคนรุ่นใหม่ไฟโชติช่วง ดูซื่อสัตย์และสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้ จากความผิดหวังในตัว แซม อัลลาร์ไดซ์ ที่เจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัด ใช้ตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้หาเงินเข้ากระเป๋าดื้อๆ ความซื่อสัตย์จึงต้องถูกเพิ่มไปในสเป็คด้วย แล้ว เซาธ์เกต เองก็ทำงานกับเอฟเอมาหลายปี รู้นิสัยใจคอมากพอแล้วว่าเป็นคนเช่นไร ดังนั้นนี่แหล่ะจึงเหมาะสมที่สุด เจอเหตุผลอันยาวเหยียดเสียดเมฆเข้าอย่างนี้ บวกกับน้ำเสียงขอร้องวิงวอน เซาธ์เกต จึงยอมขึ้นขี่หลังสิงโตคำราม แต่ขอว่าเป็น "รักษาการณ์" ไปพลางๆ ก่อน เผื่อจะมีคนที่ใช่มากกว่าโผล่มาให้เห็นภายหลัง หรือบางทีหากผลงานไม่เป็นใจ ภารกิจพาทีมไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ล้มเหลว ก็ควรให้คนอื่นมาแทน เขารู้อยู่ก่อนแล้วจะต้องโดนเสียงซุบซิบนินทาว่าไม่เหมาะ ชื่อชั้นไม่ถึง คลาสไม่ได้ เหมือนตอนยิงจุดโทษพลาดจนทำให้อังกฤษชวดเข้าชิงยูโร 1996 แต่เมื่อเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว สรุปบทเรียนได้ดีและพร้อมจะรับมือกับเรื่องทำนองนี้อีกครั้ง ที่สำคัญบางทีอาจเป็นโอกาสดีให้ เซาธ์เกต อาจได้ล้างอาถรรพ์จุดโทษที่เกาะกินจิตใจมานานก็ได้ ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ เซาธ์เกต กลับทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม เขาพาสิงโตคำรามกวาดชัยเรื่อยมา กระทั่งปริ่มๆ จะได้เข้ารอบสุดท้ายที่รัสเซียแล้ว เอฟเอเล็งว่านี่เป็นเวลาเหมาะมากจะตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษอย่างถาวร เพราะจะได้เตรียมตัวกันแบบพร้อมเต็มที่ก่อนศึกใหญ่ที่แดนหมีขาวจะมาถึง 30 พฤศจิกายน 2016 เซาธ์เกต ก็ได้รับการแต่งตั้งคุมถาวร ด้วยสัญญายาว 4 ปีและเสียงยี้ที่แผ่วเบาลงไป หลังเซ่นชัยเหนือ สโลวีเนีย 1-0 สิงโตตังนี้ก็คำรามก้องประกาศศักดาผ่านไปโม่แข้งในรอบสุดท้ายสำเร็จ แต่ดีกรีความคาดหวังจากอิงลิชชนก็ไม่ได้สูงอะไรนัก มองว่าให้โอกาสคนรุ่นใหม่มากกว่าที่ไปไกลถึงแชมป์หรือรอบลึกๆ อย่างไรก็ตามเมื่ออังกฤษโชว์ผลงานได้ดีมีมาตรฐานและแนวทางที่ชัดเจน จากสไตล์การทำทีมของ เซาธ์เกต ไฟแห่งความหวังก็โชนขึ้นมา รอบแรกฉลุยมาได้ไม่ลำบากอะไรนัก หลุดไปเจอกับ โคลอมเบีย ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้จะมาโดนตีเสมออย่างน่าเจ็บแสบในนาทีที่ 93 สกอร์จบ 1-1 ต่อเวลาแล้วก็ยังยิงเพิ่มกันไม่ได้ เลยต้องซัดจุดโทษตัดสิน เชื่อแน่ว่าฝันร้ายเมื่อครั้งยูโร 1996 จะต้องตามมาหลอกหลอนทันที ไม่ใช่แค่ เซาธ์เกต เท่านั้นที่จะระลึกถึง แต่คนอังกฤษส่วนใหญ่ก็ไม่วายหวั่นใจไปในทางเดียวกัน เพราะจริงๆควรจะคว้าชัยในเวลาปกติไปแล้ว พลาดเพียงนิดเดียวเท่านั้นโดนตีเสมอ แล้วยังต้องมาฏีกากันด้วยจุดโทษอีก ซ้ำร้ายไปกว่านั้นมือปืนคนที่ 3 คือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิงพลาดด้วย ภาพหลอนเลยใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ เซาธ์เกต เตรียมพร้อมในเรื่องจุดโทษมาดีมากๆ มีการซักซ้อมวิธียิงและรับมือกับสถานการณ์ภายใต้ความกดดันลักษณะนี้ แล้วเมื่อ คีแรน ทริปเปียร์ กับ เอริก ดายเออร์ ไม่พลาดในอีก 2 คนที่เหลือ บวกกับแข้งโคลอมเบียซัดหลุดกันเอง เซาธ์เกต เลยสมหวังลบความทรงจำอันเลวร้าย 22 ปีก่อนได้ไม่น้อย สิงโตพลังหนุ่มเดินไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ แล้วจบด้วยอันดับ 4 ในเวิล์ดคัพฉบับหมีขาว ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ เซาธ์เกต มากมาย สายตานับล้านคู่ที่มองมาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแทบทุกคนเชื่อว่าเขาคือคนที่ใช่ในเวลานี้จริง มันได้ถูกพิสูจน์เรียบร้อยแล้ว อย่างที่บอกไว้ เซาธ์เกต มีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เฉพาะอย่างยิ่งความเยือกเย็น สุขุม สุภาพเพื่อรับมือกับสื่อผู้ดี ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าพร้อมจะเล่นงานคุณได้ทุกเมื่อ หากไม่ชอบขี้หน้าขึ้นมา เหมือนอย่าง "บิ๊กแซม" นั่นปะไร โดนหลุมพรางจนติดกับ กลายเป็นชนักติดหลัง หมดสิ้นทั้งชื่อเสียง เงินตรา บารมี ความที่เป็นคนพูดจาดี ไม่โวยวายยามได้ยินคำถามไม่เหมาะสมหรือถูกจี้ในบางเรื่อง ตอบด้วยวาทะอันยอดเยี่ยมชาญฉลาด ทำให้นักข่าวหลายต่อหลายคนชมชอบและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ในความสุขุมคัมภีรภาพ เซาธ์เกต ยังฉายให้เห็นความกล้าและลงมือเปลี่ยนแปลงอีกด้วยการดึงผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมายังชุดใหญ่และให้ลงเล่นอย่างไม่มีหวาดหวั่นคือสิ่งที่ทุกคนเห็นกันชัดเจนอยู่แล้ว จอร์แดน พิคฟอร์ด , ไมเคิ่ล คีน , แฮร์รี่ แม็คไกวร์ , รูเบน ลอฟตัส ชีค , โจ โกเมซ หรือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ล้วนแต่กลายเป็นเพชรเม็ดงาม ที่พวกต้นสังกัดอาจต้องขอบคุณนายใหญ่สิงโตคำรามด้วยซ้ำ อานิสงส์และโอกาสจากการได้ผ่านเกมในระดับชาติมา ช่วยหล่อหลอมให้ยังบลัดเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม แข้งอังกฤษขบวนบอลโลก 2018 มีค่าเฉลี่ยอายุน้อยเป็นอันดับ 2 เทียบท่า ฝรั่งเศส แชมป์ในทัวร์นาเมนต์นี้ อายุน้อยประสบการณ์ไม่มาก แต่นักเตะทุกคนถูกปรับเปลี่ยนทัศนคติจากเจ้านายคนนี้ ให้มีความกล้า ให้มีความกระหาย ลดอีโก้คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครลง หลายคนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือสิ่งที่ เซาธ์เกต มอบให้ ความสดใหม่เปล่งปลั่งที่มาพร้อมกับความหาญกล้าเด็ดเดี่ยว ส่งให้อังกฤษประสบความสำเร็จกว่าที่หลายคนคิดไว้ แล้วทุกอย่างมาฉายชัดขึ้นอีกเมื่อ เซาธ์เกต สามารถผลักดัน ให้ผ่านไปสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายยูฟ่า เนชั่นส์ คัพสำเร็จ เกมบุกไปเชือด สเปน คาบ้าน 3-2 สร้างความประทับใจให้กับกองเชียร์อย่างมาก นานแล้วที่ไม่ได้เห็นเล่นแบบเร้าใจ แถมยังตบมหาอำนาจลูกหนังลงได้อีก ด้วยวัยเพียงแค่ 48 แต่ความสามารถราวกับว่าผ่านชั่วโมงบินมานาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะตกเป็นข่าวโยงกับ แมนฯยูไนเต็ด จริงเท็จอย่างไร วงในว่ากันแบบไหน เราไม่อาจล่วงรู้ได้ในเรื่องนี้ แต่อย่างหนึ่งคือสะท้อนได้ดีเลยว่า สิ่งที่ เซาธ์เกต ได้สร้างและแสดงไว้ ถูกยอมรับเป็นที่เรียบร้อย ความจริงยิ่งกว่าคือเขายังเหลือสัญญากับเอฟเอถึงปี 2022 โน่นเลย เพราะมีการขยายกันเพิ่มอีกรอบ เพื่อต่อยอดทำทีมแบบระยะยาวให้ถึงเวิล์ดคัพครั้งต่อไปที่กาตาร์ มันอาจเป็นแค่ข่าวลือธรรมดา ในสถานการณ์ที่สโมสรยักษ์ใหญ่กำลังมองหาผู้จัดการทีม เพียงแต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีเศษๆ ในวันที่ เซาธ์เกต ได้รับการโปรโมตขึ้นมา แล้วหันมาดูเวลานี้ อย่างน้อยนี่เคสนี้เป็นการยืนยันว่าเราไม่อาจสรุปอะไรด้วยรูปลักษณ์และโปรไฟล์แบบฉาบฉวยได้เลย เซาธ์เกต เอาชนะทุกอย่างด้วยบุคลิกและแนวทางของตัวเองจริงๆ อ่านกันมาสองวันเมามันถึงตอนจบ สุดท้ายต้องขอฝากกับ Sbobet777 บริการได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

จากคนที่ถูกมองข้าม (1)

แกเร็ธ เซาธ์เกต ได้แค่นั่งดูเกมนัดชิงเอฟเอ คัพปี 1990 อยู่บนอัฒจันทร์ คริสตัล พาเลซ ต้นสังกัดของเขาทะลุมาชิงดำกับ แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกมชี้ชะตา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างแท้จริง ผลคือเสมอกันอย่างระทึกขวัญ 2-2 ใน 90 นาที กฎกติกาเก่าคือยังไม่มีต่อเวลาหรือยิงจุดโทษตัดสิน ต้องไปรีเพลย์นัดสองตามเอกลักษณ์ของบอลถ้วยรายการนี้ อีก 4 วันต่อมาที่เวมบลีย์สังเวียนเดิม ลี มาร์ติน กลายเป็นฮีโร่ของปีศาจแดงยิงพาคว้าชัย 1-0 เช่นเดียวกัน เซาธ์เกต ยังได้เป็นแค่คนดูบนอัฒจันทร์ เขาถูกบรรจุชื่อไว้ในทีมชุดใหญ่ของดิ อีเกิ้ลส์ ตั้งแต่ปี 1988 กระนั้นแทบไม่ได้ลงเล่นในลีกหรือเกมสำคัญๆเลย ไม่แม้กระทั่งมีชื่อสำรอง เพราะยังอยู่ในโหมดดาวรุ่ง สองนัดที่ว่าจึงเป็นได้แค่สักขีพยานในสนาม รวมถึงจดจำจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของ แมนฯยูไนเต็ด ภายใต้การคอนโทรลของ เฟอร์กี้ ด้วย ว่าไปแล้วถ้าไม่อาจกระชากแชมป์เอฟเอคัพมาครองได้ เฟอร์กี้ น่าจะถูกเชือดพ้นตำแหน่ง เพราะทำทีมมาตั้งแต่ปี 1986 ยังไม่เคยได้เกียรติยศใดเลย จริงๆ เซาธ์เกต ได้ลงนัดแรกในทีมชุดใหญ่ในเดือนเมษายนปี 1990 เกมลีกที่ พาเลซ เจอกับ ลิเวอร์พูล โดนเปลี่ยนลงมาช่วงท้าย แต่พอฤดูกาล 1990/91 เซาธ์เกต ได้รับโอกาสอย่างเป็นเรื่องราว ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักร่วมกับแข้งรุ่นพี่อย่าง เอียน ไรท์ , มาร์ ไบรท์ , เจฟฟ์ โธมัส , จอห์น ซาลาโก้ , คริส โคลแมน , เอ็ดดี้ แม็คโกลดริช รวมถึง สแตน คอลลีมอร์ ที่เป็นยังบลัดทะลุขึ้นมาพร้อมๆกัน อลัน พาร์ดิว กุนซือจอมแดนซ์ก็อยู่ในทีมพาเลซชุดนั้นด้วยเหมือนกัน ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในทีมที่ดีสุดชุดหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ของดิ อีเกิ้ลส์ เพราะจบด้วยอันดับ 3 บนตารางลีกสูงสุด รวมถึงเข้ารอบลึกบอลถ้วย แถมเล่นด้วยสไตล์ที่เร้าใจ บุกแหลกแลกหมัดไม่เกรงใครหน้าไหน แล้วคุณสมบัติเด่นของ เซาธ์เกต คือเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง แจ้งเกิดมาจากแบ็กขวา ก่อนถูกจับมายืนมิดฟิลด์ตัวรับ แล้วยังเคยถอยไปเล่นเซนเตอร์แบ็กด้วย การอ่านทางที่แม่นยำ เข้าสกัดเด็ดขาด มีทั้งบู๊และบุ๋นผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ทำให้เขาได้รับมอบปลอกแขนกัปตันทีมตั้งแต่ซีซั่น 1993/94 เขาปักหลักเป็นกระดูกสันหลังให้กับ พาเลซ 4 ฤดูกาลด้วยกัน 191 นัดกับ 22 ประตูในรายการ คือผลงานอันยอดเยี่ยมที่ฝากเอาไว้ ก่อนจะย้ายไป แอสตัน วิลล่า ในปี 1995 ด้วยค่าตัว 2.5 ล้านปอนด์ ตอนนั้นถูกจับโยงกับ แมนฯยูไนเต็ด ด้วยเหมือนกัน หลังจาก เฟอร์กี้ ทำทีมมือขึ้นไล่กวาดแชมป์อย่างสนุกสนานและอยากได้ เซาธ์เกต ไปเป็นส่วนหนึ่ง เพียงแต่ไม่ต้องการจ่ายราคาที่แพงเกินไป ไม่อย่างนั้นเขาอาจได้สวมยูนิฟอร์มของปีศาจแดงไปแล้ว จากที่เคยเล่นหลากหลายตำแหน่ง พอย้ายมา แอสตัน วิลล่า โดน ไบรอัน ลิตเติล กุนซือในเวลานั้นจิ้มให้ยืนเซนเตอร์แบ็กอย่างถาวร แล้วปลายปี 1995 เซาธ์เกต ได้รับเทียบเชิญจาก เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ให้เข้าร่วมทีมชาติอังกฤษ โดยลงเป็นตัวสำรองเกมลับแข้งกับ โปรตุเกส จากนั้นก็ติดเรื่อยมา เพราะผลงานกับสโมสรก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม มั่นคงแน่นอน เต็มไปด้วยมาตรฐาน อีกทั้งมีความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยม ไม่แปลกที่เขาจะติดเป็น 1 ใน 23 ขุนพลสิงโตคำรามสู้ศึกยูโร 1996 ในรอบสุดท้ายที่อังกฤษรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพเอง แต่แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องจดจำไปชั่วชีวิต แม้จะอยากลบเมมโมรี่นี้ออกมากแค่ไหนก็ตาม อังกฤษ โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ กรุยทางถึงรอบรองชนะเลิศ ไปดวลกับ เยอรมัน คู่ปรับสำคัญ ในรอบควอเตอร์ไฟนั่ลนั้น สิงโตคำรามผ่านมาได้จากยิงจุดโทษตัดสิน หลังเข่น สเปน ไม่ลงแม้กระทั่งต่อเวลาพิเศษออกไปแล้ว 30 นาที พอมาตัดเชือกโซ้ยไป 90 นาทีเสมอกับอินทรีเหล็ก 1-1 ยื้อไปอีกครึ่งชั่วโมงก็ยังกินกันไม่ได้ เลยต้องซัดเป้าพิพากษากันอีกหน ซ้ำรอยในรอบ 8 ทีมสุดท้าย 5 คนแรกของทั้งสองทีมต่างฉมังมั่นใจ ยิงเข้ากันเรียบวุธ ต้องมาซัดเด้นเดธตัดสินกันแบบตัวต่อตัว อังกฤษนั้นเป็นฝ่ายยิงก่อน ส่ง เซาธ์เกต มายิงคนที่ 6 ปรากฏว่าพลาดเป้า อันเดรียส โมลเลอร์ กองกลางจอมเทคนิคคือคนที่ 6 ของอีกฝั่ง ก่อนจะกดผ่านมือ เดวิด ซีแมน จมตาข่าย ฝันร้ายจึงมาเยือน เซาธ์เกต อย่างไม่ต้องสงสัย สิงโตคำรามอดสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เพราะเท้าบอดของเขาล้วนๆ เซาธ์เกต เล่าให้ฟังว่าช่วงนั้นเจ็บปวดใจอย่างมาก เดินไปทางไหนก็มีแต่คนซุบซิบนินทาพูดกันประมาณว่า นี่ไงคนที่พลาดจุดโทษ "ผมต้องเจออย่างนี้แทบทุกวัน ผู้คนยังคงซุบซิบกันเช่นนี้เมื่อเจอหน้าผม คุณทำดีมา 15 ปีไม่มีใครพูดถึงหรอก แต่จำเพียงแค่ 15 วินาทีที่เคยพลาด" เขาเล่าย้อนอดีตด้วยความน้อยใจ ตั้งแต่นั้นมาก็หมายมั่นไว้ว่าจะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการยิงจุดโทษอีกเด็ดขาด แม้จะพยายามลืมเรื่องนี้ไปบ้าง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถลบไปจากความรู้สึกได้เลย ฤดูกาล 1998/99 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสุดในฐานะนักเตะอาชีพของ เซาธ์เกต สภาพร่างกายสมบูรณ์มาก ลงเล่นทุกนัด ทุกนาทีในพรีเมียร์ลีกกับสิงห์ผยอง ในลีกคัพฤดูกาลรุ่งขึ้นเขามีส่วนพาทีมหักด่านผ่านเข้าถึงรอบตัดเชือก แต่ในเกมรีเพลย์รอบ 8 ทีมสุดท้ายกับ เวสต์แฮม ก็ยังยิงจุดโทษพลาดอีก ดีที่ว่า วิลล่า ไม่ตกรอบยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทาง ความทรงจำเรื่องจุดโทษลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งจนได้ เขาจำเป็นต้องหาทางที่จะล้างความรู้สึกเรื่องนี้ให้สำเร็จ จะปล่อยให้ตามหลอกหลอนอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด เซาธ์เกต ประกาศแขวนสตั๊ดอำลาค้าแข้งเมื่อปี 2006 แล้วก็ขึ้นนั่งแท่นผู้จัดการทีม มิดเดิลโบรช์ สโมสรสุดท้ายของเขาเลยทันที ฤดูกาลแรกพาทีมจอดป้ายที่อันดับ 12 ไม่เลวเลยทีเดียว อีกทั้งยังถล่ม แมนฯซิตี้ ให้ชมเป็นเป็นขวัญตา 8-1 อีกต่างหาก อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่อาร์เซน่อลถึงกับเอ่ยปากราวกับว่ารู้ล่วงหน้า -- นี่คือตัวเลือกที่ดีของกุนซือทีมชาติอังกฤษ พอซีซั่นถัดมา โบโร่ ไม่ธรรมดาจบด้วยอันดับ 8 ของตารางพรีเมียร์ลีก ถือว่ามีพัฒนาการที่ชัดเจนมากๆ นั่นทำให้แฟนบอลเริ่มเห็นแสงความหวังจะได้ไปตะลุยในเกมยุโรปบ้าง ดีมา 2 ฤดูกาลพอม่านซีซั่น 3 เปิดขึ้นมา หายนะเริ่มบุกเข้ามาประชิดตัว สิงห์แดงแห่งแดนอีสานจมปลักอยู่ท้ายตารางและใน 18 นัดสุดท้ายคว้าชัยเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ท้ายที่สุดคว้าอันดับ 19 ต้องกระเด็นหล่นไปเดอะ แชมเปี้ยนชิพ แม้ผลงานจะแย่ลงอย่างน่าใจหาย แต่ สตีฟ กิ๊บสัน ประธานโบโร่ไม่ปลดจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลว่าคงไม่มีอะไรดีขึ้น สู้อยู่ช่วยกันเข็นขึ้นมาจุดเดิมดีกว่า มิดเดิลโบรช์ ครองอันดับ 4 เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ได้เล่นเพลย์ออฟ แต่ชวดการโปรโมตสู่พรีเมียร์ลีก นั่นเองที่ เซาธ์เกต เห็นว่าถึงเวลาเหมาะสมต้องแยกทางกันแล้ว เขาเว้นวรรคบทบาทผู้จัดการทีมไปถึง 4 ปีด้วยกัน โดยเมินข้อเสนอหลายสโมสรที่ยื่นมาให้ ด้วยเหตุผลว่าอยากจะศึกษากลยุทธ์ต่างๆ เพิ่มเติม ไว้พร้อมเมื่อไรจะกลับมาอีกครั้ง กระทั่งปี 2013 เอฟเอทาบทามให้ไปนั่งเก้าอี้กุนซือทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งเขาเห็นดีเห็นงามด้วย เลยตกปากรับคำไป เซาธ์เกต สามารถฝ่าด่านรอบคัดเลือก ฉุดสิงโตน้อยไปโม่ศึกยูโร 2015 ได้สำเร็จ แม้จะตกรอบแรกด้วยบ๊วยของกลุ่ม แต่เขายังคงได้รับความไว้วางใจ เพื่อสร้างทีมระยะยาวและปลุกปั้นเด็กขึ้นชุดใหญ่ ด้วยความที่มีนิสัยเงียบขรึม เยือกเย็น เขาจึงไม่ค่อยตกเป็นข่าวนัก จนปี 2016 ที่เอฟเอตัดสินใจเลือก เซาธ์เกต ให้อัพเลเวลขึ้นมาคุมทีมชาติชุดใหญ่แทนที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ ซึ่งแอบไปทำผิดใช้ตำแหน่งรับสินบนและไม่มีทางเลือกดีกว่าต้องปลดเท่านั้น เสียงคัดค้านดังระงมไปทั่ว แฟนบอลไม่น้อยตำหนิเอฟเอว่าเลือกกุนซือแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง หวังจะปั้นแต่เด็กสร้างของตัวเองอย่างเดียว รับรองได้เลยว่าสิงโตคำรามจะถอยหลังลงคลองแน่และศักดิ์ศรีของทรีไลออนส์จะถูกทำลาย แต่ทุกอย่างพลิกตาลปัตรอย่างคาดไม่ถึง จากกุนซือที่เจอแต่เสียงยี้ใส่ กลายเป็นว่าแม้กระทั่งยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯยูไนเต็ด ยังสนใจให้ไปคุม คงต้องไปว่ากันพรุ่งนี้อีกตอนครับ ก่อนจะไปอ่านกันต่อวันพรุ่งนี้ มาพักชมสิ่งที่น่าสนใจกันก่อนกับ MYSBOBET มืออาชีพ บริการเยี่ยม สะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ยิ่งกว่าชีวิต

ช่วงทศวรรษ 70 เกมลูกหนังเพิ่งตั้งไข่ในญี่ปุ่น แทบไม่มีใครรู้จัก ไม่ได้รับความนิยมเลยสักนิดต่างจากเบสบอลซึ่งเป็นกีฬามหาชนของชาวอาทิตย์อุทัยอย่างแท้จริงอย่างไรก็ตามมีเด็กชายคนหนึ่งคลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างมาก เขาติดตามทีมชาติบราซิลมาตลอด ได้ทันเห็นฟอร์มอันเร่าร้อนของ เปเล่ บนหน้าจอทีวีและเขียนฝันเอาไว้ว่าสักวันต้องไปเป็นนักเตะอาชีพที่แดนแซมบ้าให้ได้ว่าแล้วในปี 1982 ตอนอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เขาก็ตัดสินใจหิ้วสตั๊ดเดินทางไกลครั้งแรกไปยังบราซิล เมกกะลูกหนังอันยิ่งใหญ่ ด้วยหวังแค่ว่าจะได้ฝึกปรือวิทยายุทธ์ลูกหนังให้เก่งกาจกว่าเดิมเขาบินไปคนเดียวตามลำพัง ติดต่อชาวญี่ปุ่นที่พอรู้จักในเซา เปาโลไว้ โดยที่ครอบครัวก็ไม่อาจทัดทานได้ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน การเดินไกลอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว ไหนจะอุปสรรคเรื่องภาษาและประสบการณ์ที่ไม่เคยนั่งเครื่องบินข้ามประเทศมาก่อนอีกแค่คิดหลายคนยังไม่กล้า แต่เขาเชื่อว่าถ้าจะสานฝันมันก็ต้องลงมือทำเลยทันทีหนุ่มน้อยได้รับความช่วยเหลือให้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของ คลับ แอตเลติโก้ ยูเวนตุส สโมสรเล็กๆ ที่เน้นการพัฒนาเยาวชนในเมืองเซา เปาโลแล้วในปี 1986 ความฝันก็วิบวับอยู่เบื้องหน้า เมื่อได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ ซานโตส หนึ่งในสโมสรชั้นนำบราซิลชื่อของ คาซูโยชิ มิอูระ ถูกบรรจุไว้ในสารบบฟุตบอลลีกแดนแซมบ้าแล้ว-----------------ชีวิตจริงไม่ใช่นิยายหรือละคร เพราะมันไม่มีตอนจบที่สมบูรณ์แบบคาซู สมมาตรปรารถนาได้เซ็นสัญญาก็จริง แต่ไม่ง่ายเลยที่จะถูกยอมรับแม้ญี่ปุ่นจะมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับบราซิล มีผู้คนย้ายมาลงหลักปักฐานที่นี่ไม่น้อย แต่ในเรื่องของฟุตบอลแล้วนี่พวกเขาไม่ให้ใครผ่านเข้ามาล่วงล้ำเด็ดขาด หากว่าคุณไม่เจ๋งจริงไม่ต้องสงสัยเลยว่า คาซู จะโดนเจ้าถิ่นทั้งหลายมองด้วยสายตาหยามเหยียด เอ็งจะรู้เรื่องฟุตบอลสักเท่าไรกัน ไม่มีจิตวิญญาณในเรื่องนี้เหมือนพวกข้าหรอกเขาจึงไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากเพื่อนมากนัก ไม่ว่าจะในตอนซ้อมหรือลงแข่งจริง นักเตะบางคนได้บอลเงยหน้าขึ้นมาเห็น คาซู ก็เปลี่ยนเป้าหมายในการส่งทันทีมันสร้างความเจ็บปวดไม่น้อย แต่ คาซู ไม่ยอมแพ้ง่ายๆแน่ เลือดนักสู้ในใจยังแล่นพล่านเขาได้เล่นเพียงแค่ 2 นัดในสีเสื้อ ซานโตส ก่อนโยกไป พัลไมรัส ซึ่งได้ลงเกมมากขึ้น ก่อนระเบิดตาข่ายไป 2 ตุงตอนนั้นผลงานเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว แต่ยังไม่มีความคิดที่จะคืนสู้เหย้า เพราะฟุตบอลในญี่ปุ่นยังต้วมเตี้ยมไม่ได้เติบโตสักเท่าไรนักคาซู เลยพเนจรย้ายทีมไปเรื่อยจาก พัลไมรัส ไปยัง มัตซูบาร่า , ซีอาร์บี , เอสปอร์เต้ เดอ โนเวมเบอร์ , กอริติบ้า ก่อนจะโผซบอก ซานโตส อีกครั้งซึ่งเที่ยวนี้ได้เล่นในลีกไป 11 เกมและสังหารได้ 2 ประตู8 ปีในการผจญภัยตามล่าหาความฝันที่ลีกบราซิล มากพอที่จะทำให้เขาคิดกลับยังมาตุภูมิแล้ว คาวาซากิ เวอร์ดี้ หรือชื่อปัจจุบัน โตเกียว เวอร์ดี้ ก็พร้อมต้อนรับแข้งประวัติศาสตร์ของประเทศจากนั้นกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญพาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดหรือเจลีก 4 ปีติดต่อกัน เช่นเดียวกับเจลีก คัพหรือบอลถ้วยของประเทศใช่แล้ว , มันคือดับเบิ้ลแชมป์ 4 สมัยรวดอันเกรียงไกรในแดนปลาดิบคาซู ปักหลักอยู่นี่ยาวยันปี 1998 จึงบันทึกเรื่องราวใหม่ให้กับวงการลูกหนังญี่ปุ่นอีกครั้งในวัย 31 เขาย้ายไปเล่นในกัลโช เซเรีย อากับเจนัว หลังจากระเบิดตาข่ายในเจลีกไปครบ 100 ประตูบางคนบอกว่าเป็นแผนโปรโมตหรือขยายตลาด แต่ คาซู ไม่สนใจ แม้จะเล่นในอิตาลีช่วงสั้นๆ เขาก็ยังซัดได้หนึ่งประตู ที่สำคัญเป็นเกมดาร์บี้แมตช์กับ ซามพ์โดเรีย ด้วยชื่อของ คาซู จึงอยู่ในความทรงจำของกองเชียร์เจนัวอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเขาก็เหมือนคนเปิดประตูให้แข้งรุ่นน้องชาติเดียวกันหลั่งไหลมาค้าแข้งที่นี่ด้วยเขาเริ่มติดใจกลิ่นอายยุโรป จึงตัดสินใจไปเล่นกับ ดินาโม ซาเกร็บ สโมสรชั้นนำของโครเอเชีย โดยที่ไม่ได้หวั่นเกรงว่าดินแดนแห่งนี้สงครามกลางเมืองเพิ่งจะยุติไป"ผมไปอยู่ในบราซิลได้เกือบ 10 ปี ทุกคนบอกว่ามันอันตราย แต่ถ้าคุณไม่กลัวและพร้อมรับมือตลอดเวลา คุณก็อยู่ได้ไม่ยากหรอก""สำหรับผมสิ่งสำคัญสุดคือฟุตบอล ถ้ามีฟุตบอล ผมอยู่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะ"แม้จะยิงไม่ได้เลย 12 นัดที่เล่นให้ ซาเกร็บ แต่ คาซู เก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่ากลับมายังเจลีกอีกครั้งด้วยวัยปริ่มๆ 33 เวลานั้น เขาคิดไว้แล้วว่าคงเหลือเวลาค้าแข้งอีกไม่นานและจะทุ่มเทให้สุดพลัง ก่อนจะแขวนสตั๊ดตอนแรกวางไว้สัก 36-37 ปีค่อยเลิกรา หันไปเอาดีทำอย่างอื่น อาจจะรับบทโค้ชนั่นแหล่ะ เพราะชีวิตขาดเกมลูกหนังไม่ได้อยู่แล้ว แทบจะเสพติดทุกลมหายใจแต่ต่อให้มีแผน คนเราก็ไม่อาจรู้อนาคตตัวเองได้หรอกคาซู เองก็เช่นกัน---------------------ว่าไปแล้ว คาซู น่าจะเป็นแรงบันดาลใจและผู้บุกเบิกให้กับฟุตบอลในญี่ปุ่นบูมขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นเดียวกันที่เขาจะถูกเรียกติดธงรับใช้ชาติมาตลอดตั้งแต่ปี 1990 อีกทั้งเคยเป็นแกนหลักพาทีมครองแชมป์อาเซียนคัพหรือชิงแชมป์เอเชียในปี 1992อีกหนึ่งฝันที่เขาวางเอาไว้ก็คือ การได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เหมือนนักเตะอาชีพอีกหลายๆคนในรอบคัดเลือกเพื่อแย่งตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้าย 1998 ที่ฝรั่งเศสนั้น คาซู หมายมั่นปั้นมืออย่างมากว่าจะต้องมีส่วนร่วมกับทัพซามูไร บลูให้ได้12 ประตูในรอบคัดเลือก พร้อมทั้งผลักดันให้ญี่ปุ่นได้สิทธิ์ไปเล่นรอบสุดท้ายสำเร็จ ทำให้หัวใจเขาลิงโลดมากแต่แล้วด้วยความอาวุโสและเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ทำให้ไปเปิดศึกงัดข้อกับ ทาเคชิ โอกาดะ หัวหน้าโค้ชในเวลานั้น จนต้องถูกยัดเครื่องบินส่งตัวกลับมาบ้านเกิด เป็นได้แค่คนดูถ่ายทอดสดเขาไม่ร้องไห้ออกมาหรอก แต่หัวใจหลั่งน้ำตาแทน ด้วยความเจ็บช้ำใจอย่างมากทุ่มทุนบากบั่นเพื่อช่วยชาติให้คว้าเกียรติยศสำคัญ แต่ 12 ประตูของเขากลับไร้ค่าไปเลยเป็นคนอื่นอาจจะประกาศอำลาไปแล้ว อยู่ไปก็เท่านั้น แต่สำหรับ คาซู ไม่มีทางก้มหัวให้ง่ายๆ เด็ดขาดเมื่อทีมชาติยังให้โอกาสและไม่มี โอกาดะ เป็นกุนซือต่อไป เขาก็ตอบรับด้วยความยินดีแต่สังขารที่ร่วงโรยลงไป แม้จะแสดงให้เห็นว่ายังแข็งแรงขนาดไหน ด้วยวัยเลย 35 มาแล้ว คงยากจะได้เล่นฟุตบอลโลกที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมในปี 2002เขาทิ้งผลงาน 89 นัดกับอีก 55 ประตูไว้อยู่ในความทรงจำพร้อมทั้งยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดว่า อีกไม่นานน่าจะได้เวลาหย่าขาดจากการเป็นนักเตะอาชีพแล้วแต่แล้วการเซ็นสัญญากับ โยโกฮาม่า เอฟซี ทีมในเจทู ตอนอายุ 38 คือจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างแท้จริงนอกจาก ซิดนี่ย์ เอฟซี ทีมในลีกสูงสุดออสเตรเลีย จะเห็นความสำคัญยืมไปช่วยงานในช่วงสั้นๆ แล้ว คาซู ยังมีส่วนช่วยให้ โยโกฮาม่า ผงาดครองแชมป์เจทู ได้เลื่อนไปเล่นในลีกสูงสุดอีกต่างหากแม้จะต้องกลิ้งตกชั้นอีกในเวลาต่อมา แต่สโมสรก็ยื่นข้อเสนอให้เรื่อยๆ ปีต่อปี ตามผลงานอันน่าทึ่ง ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงวัยที่ควรร่วงโรยเลยสักนิดในวัย 48 , 49 กระทั่ง 50 มันก็น่าทึ่งแล้ว เพราะกินเนสส์เวิล์ดเรคคอร์ดและฟีฟ่ายังต้องร่วมกันบันทึกไว้ว่านี่คือแข้งอาชีพที่อายุมากสุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกที่เคยมีมากุมภาพันธ์นี้เขาจะครบ 52 ปี แต่เส้นทางที่เลือกคงยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆคาซู ถูกจารึกว่าอายุมากสุดยิงได้ 50 ปีกับอีก 14 วัน ทุบสถิติของ เซอร์ แสตนลีย์ แม็ทธิวส์ ที่ทำเอาไว้ 50 ปีกับอีก 5 วันเมื่อช่วงทศวรรษ 50 โน่นมันน่ามหัศจรรย์ตรงที่ เขาไม่ใช่ผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ที่ไม่ต้องใช้พลังเยอะ แต่คือหัวหอกคอยมีหน้าที่ล่าตาข่ายตอนนี้ คาซู เองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจะเลิกเล่นเมื่อไร เพราะแผนที่วางไว้คลาดเคลื่อนมานานแล้ว จนล้มเลิกที่จะวางแพลนอะไรอีกบางทีอาจเป็นการชดเชยความผิดหวังเมื่อครั้งโดนถีบส่งตอนบอลโลก 2002 ก็ได้ ฉะนั้นอยากจะเล่นให้มากที่สุด พิสูจน์ให้คนที่เคยมองข้ามเห็นชัดๆหรือไม่ฟุตบอลอาจจะยิ่งกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตเพราะสำหรับ คาซู มาถึงตรงนี้ ควรใช้คำว่า "ยิ่งกว่าชีวิต" เลยทีเดียวและถ้าใครมีฟุตบอลที่ยิ่งกว่าชีวิตเหมือนกัน พร้อมกับอยากร่วมสนุกไปด้วยล่ะก็ต้อง Sbobet777 เลยครับที่มีพร้อมทุกอย่างให้คุณลุยตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ไม่สามารถแยกจากกัน

15 กรกฎาคม 2516 เกิดเหตุวุ่นวายถึงขั้นจลาจลที่ตุรกีทหารกลุ่มหนึ่งพยายามจะก่อกบฎทำรัฐประหารรัฐบาลของ ตายยิป เออร์โดอาน ประธานาธิบดีที่ครองอำนาจ มีผู้คนบาดเจ็บเสียชีวิตไม่น้อยแต่ฝ่ายต่อต้านกระทำการไม่สำเร็จ ก่อนจะโดนไล่เช็คบิลจับกุมพวกตัวการสำคัญถูกยัดใส่คุกหลายคนรัฐบาลเติร์กมีรายชื่อแกนนำกบฎ 350 คนด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ ฮาคาน ซูเคอร์ อดีตกองหน้าระดับตำนานของประเทศซูเคอร์ ร่วมมือกับ เซอร์เม็ต ซูเคอร์ พ่อของเขาในปฎิบัติการครั้งนี้ด้วย ปรากฏว่าพ่อหนีไม่ทันถูกจับควบคุมตัวได้หลังจากก่อเหตุไม่เท่าไร ระหว่างละหมาดอยู่ในมัสยิดแห่งหนึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไล่ล่า ซูเคอร์ ด้วย ไปค้นบ้านทั้ง 2 หลังที่อิสตันบูล และ ซาการ์ยา แต่ปรากฏว่าไหวตัวทันพาครอบครัวที่เหลือ หนีไปอยู่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาแบบหวุดหวิด แต่ก็ต้องถูกอายัดทรัพย์สินมูลค่าถึง 60 ล้านยูโรถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงอย่างนี้ จะขยับทำอะไรก็ลำบากทั้งนั้นแหล่ะคอลูกหนังรุ่นเก่าไล่ลงไปรุ่นกลาง พอน่าจะจำกิตติศัพท์ของ ซูเคอร์ ได้ เพราะนี่คือแข้งขึ้นหิ้งของวงการฟุตบอลตุรกีอย่างแท้จริงเคยเป็นแกนนำสำคัญพาทัพเติร์กคว้าอันดับ 3 เวิล์ดคัพฉบับเอเชียเมื่อปี 2002 นอกจากนี้ยังครองสถิติยิงมากสุดในนามทีมชาติ 51 ประตูด้วยกัน จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีกองหน้าคนไหนโค่นลงได้เท่านั้นไม่พอยังรับใช้ชาติทั้งสิ้น 112 นัดมากเป็นอันดับ 2 บนหน้าประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียงแค่ รุสตู เร็คเบอร์ ผู้รักษาประตูจอมเหินหาวส่วนผลงานในระดับสโมสรก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจด้วย โดยเฉพาะช่วงล่าตาข่ายให้ กาลาตาซาราย เคยคว้าแชมป์ซูเปอร์ลีกาหรือลีกสูงสุดของตุรกี 8 สมัย เตอร์กิช คัพอีก 5 สมัยได้ไปค้าแข้งในกัลโช่ เซเรียอากับ โตริโน่ , อินเตอร์ มิลาน และ ปาร์ม่า ในพรีเมียร์ลีกก็เคยมาสร้างชื่อกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์สช่วงท้ายของอาชีพ ซูเคอร์ โผกลับถิ่นเก่า กาลาตาซาราย ก่อนจะประกาศแขวนเกือกในปี 2008หากเป็นนักบอลอื่นคงหันไปเอาดีทางด้านโค้ช แต่ ซูเคอร์ เปลี่ยนจากลงไปเล่นบนฟลอร์หญ้าโจนสู่เวทีการเมืองปี 2011 ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเขาลงเลือกตั้งในนามพรรคเอเคพี ซึ่งอยู่คนละขั้วกับ เออร์โดอานซูเคอร์ มีบทบาทอยู่ในสภาได้ 2 ปีก็ตัดสินใจลาออก มาเดินแผนใต้ดินเพื่อโค่นล้มอำนาจฝ่ายตรงข้ามให้ได้ว่ากันว่าเขาและพ่อเป็นสมาชิกองค์กรลับของ เฟตฮูลเลาห์ กูเลน นักศาสนา ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารครั้งล่าสุดนั่นแแหล่ะจริงๆแล้ว ซูเคอร์ ไม่ได้มีสายเลือดเติร์กเลยสักนิดเดียว พ่อเป็นชาวอัลแบเนี่ยนที่อาศัยอยู่ในเขตโคโซโวเดิม สมัยอาณาจักรยูโกสลาเวียยังไม่แตกออกเป็นเสี่ยงๆแม่ก็มาจาก มาซิโดเนีย แล้วทั้งคู่ก็หอบหิ้วลูกๆ หนีพิษการเมืองและสงครามมาพึ่งในบุญตุรกีตอนเขาแต่งงานกับ เอสร่า เอลเบอร์ลิค ภรรยาคนแรกนั้น มีการถ่ายทอดสดพิธีวิวาห์ไปทั่วประเทศด้วย รวมไปถึง ตานซู ซิลเลอร์ นายกรัฐมนตรีสาวและ เออร์โดอาน ซึ่งตอนนั้นครองตำแหน่งนายกเทศมนตรีของอิสตันบูลมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยลองคิดดูเอาแล้วกันว่า ชื่อเสียง บารมีของ ซูเคอร์ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆกระทั่งมาขัดแย้งอยู่คนละฝั่งกับ เออร์โดอาน นี่หล่ะ ถึงได้กลายเป็นศัตรูกันในเวลาต่อมาซูเคอร์ นั้นหลงไหลคลั่งไคล้การเมืองมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว เหมือนกับ เซอร์มิต ผู้พ่อ ว่ากันว่าพรรคพวกเคยเชิดชูไว้เลยว่ามีโอกาสจะไปไกลถึงประธานาธิบดีเลยทีเดียวแต่จะด้วยความผลีผลามหรือเดินหมากผิดพลาดก็แล้วแต่ ทำให้ชีวิตต้องพลิกผันไปอีกทางจากความฝันจะเป็นดาวบนเวทีการเมือง มีบทบาทในการขับเคลื่อนตุรกีตามแนวทางของตัวเอง พอหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่สหรัฐฯ ก็ต้องยอมทิ้งฝัน เพราะต้องคิดถึงเรื่องกินอยู่ปากท้องก่อนนั่นจึงเป็นที่มาทำให้ ซูเคอร์ เปิดร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Tuts ขายขนมปังสไตล์เติร์กนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีไส้กรอกที่ว่ากันว่าอร่อยถูกปากอย่างมาก รวมไปถึงเพนเค้กที่ดัดแปลงมาจากของกรีซก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยจากนัการเมืองดาวรุ่งพุ่งแรง ต้องมากลายเป็นพ่อค้าขายขนมปังต่างบ้านต่างเมืองนี่คือสิ่งที่ ซูเคอร์ ต้องยอมรับ เมื่อเสี่ยงที่จะลงมาเล่นการเมืองและยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลที่มีอำนาจความจริงเขาได้รับข้อเสนอจากสโมสรในสหรัฐฯ ให้มาเป็นโค้ชหรือใช้ความรู้เกี่ยวกับฟุตบอลมาทำงานด้านนี้ แต่ ซูเคอร์ ปฏิเสธไป เพราะยังรอคอยเวลาที่จะกลับมาสู่เวทีการเมืองอีกซูเคอร์ เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองของตุรกีเปลี่ยนแปลงได้เสมอหากฟ้าเปลี่ยนสีเมื่อไร เขาอาจกลับมาได้แต่การเมืองนี่แหล่ะที่ทำให้เขายอมทิ้งฟุตบอลและกล้าเดิมพันกับแผ่นดินเกิดของตัวเอง--------------------27 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ฮาคีม อัล อาไรบี อดีตนักเตะทีมชาติบาห์เรน เดินทางมายังกรุงเทพแล้วถูกตำรวจสากลล็อคตัวไว้ได้เขามีหมายจับที่ทางรัฐบาลบาห์เรนแจ้งให้กับอินเตอร์โปล เพราะมีความผิดที่น่าจะโยงกับขบวนการล้มล้างรัฐบาล จนต้องเผ่นออกนอกประเทศ แล้ว ออสเตรเลีย อ้าแขนรับพร้อมกับมอบสถานะ "ผู้ลี้ภัย" ให้ระหว่างพึ่งใบบุญออสเตรเลีย เขาก็ใช้ความสามารถในเชิงลูกหนังหาเลี้ยงตัวเอง ด้วยการเล่นกับสโมสรในลีกรองที่นั่นวันดีคืนดีอยากพักผ่อนเลยชวนแฟนสาวบินมายังเมืองไทย หารู้ไม่ว่าอิสรภาพของเขากำลังจะถูกยึดไปสาเหตุที่ ฮาคีม ต้องลี้ภัยเพราะไปเปิดปากวิจารณ์ ซัลมาน บิน อัลเคาะลีฟาห์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียปัจจุบันแถมยังเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือพระญาติกับกษัตริย์บาห์เรนอย่างเผ็ดร้อนความเป็นเผด็จการในหลายเรื่องๆ รวมทั้งลิดรอนสิทธิมนุษยชนทำให้ ฮาคีม รับไม่ได้เท่านั้นไม่พอน้องชายของเขายังถือเป็นแกนนำหวังจะล้มล้างการปกครองอีกในช่วงอาหรับสปริงกำลังคุกรุ่นเมื่อปี 2012น้องของ ฮาคีม เคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่เป็นประจำและตั้งตนเป็นปฎิปักษ์กับผู้มีอำนาจเรื่อยมาเมื่อน้องคือหนึ่งในตัวการสำคัญแล้วไม่อาจกวาดล้างจับมาลงโทษได้ง่ายๆ ตามนิสัยของเผด็จการก็ต้องไปจับพ่อแม่พี่น้องมาเป็นตัวประกัน ยัดเยียดความผิดให้ทางไทยเราเมื่อจับ ฮาคีม ได้ก็พยายามจะส่งตัวกลับบาห์เรน แต่ฝ่ายออสเตรเลียที่ออกหน้าให้สถานะผู้ลี้ภัยไม่ยอม ถึงกับให้รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางมาเจรจาเลยทีเดียวจนถึงตอนนี้เขายังคงถูกควบคุมตัวต่อไป โดยที่เสียงร้องขอวิงวอนให้ปล่อย ฮาคีม กลับออสเตรเลียดังมากขึ้นเรื่อยๆในฐานะที่มีความผิดขั้นรุนแรงจนถึงต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ลองนึกดูเอาแล้วกันว่าถ้าส่ง ฮาคีม กลับสู่บาห์เรนจริง จะโดนเล่นงานหนักแค่ไหนฮาคีม อาจไม่ได้มีบทบาทเคลื่อนไหวด้านการเมืองเท่า ซูเคอร์ ก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่มำให้ทั้งคู่เหมือนกันคือไม่อาจอาศัยอยู่ในประเทศตัวเองได้จากนักเตะที่ควรมีอนาคตสดใสในบ้านเกิดตัวเอง ได้ค้าแข้งกับสโมสรชั้นนำ สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อเขาเลือกที่จะพูดในสิ่งที่ถูกต้องและคนอื่นไม่กล้าพูด กลับต้องตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้เช่นเดียวกันถ้าเขาเลือกไปเที่ยวที่อื่น ก็อาจไม่ต้องแลกด้วยอิสรภาพของตัวเองอย่างที่รู้กันนับตั้งแต่ความสัมพันธ์ของไทยกับซาอุดิอาระเบียเริ่มมีปัญหา บาห์เรน นี่แหล่ะที่สอดมือเข้ามากลายเป็นคู่ค้าสำคัญ แถมยังแนบแน่นกันมากขึ้นทุกวันดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทางเราพร้อมจะส่ง ฮาคีม กลับคืนไปให้ฮาคีม จึงเหมือนเหยื่อทางการเมือง ที่ถูกนำมารับใช้การต่อรองอำนาจ ซึ่งตัวเขาเองไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องเลยเรามักได้ยินกันจนชินแล้วว่า กีฬากับการเมืองหรือฟุตบอลกับการเมืองควรแยกออกจากกัน องค์กรใหญ่ทั้งหลายต่างก็รณรงค์ จนถึงขั้นมีกฏข้อบังคับออกมาในแต่ละทัวร์นาเมนต์ใหญ่แต่ความจริงแล้ว ยังไงก็แยกออกจากกันไม่ได้ หนักกว่านั้นคือยิ่งพยายามแยกให้ห่างกันเท่าไร ก็เหมือนผลักไปให้ใกล้มากขึ้นเท่านั้นฟุตบอลกับการเมืองอาจจะคนละเรื่องกันก็จริง แต่เมื่อถูกบางคนนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มันก็อาจทำให้เราคล้อยตามไปด้วยว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวกันไม่เชื่อลองไปถาม ซูเคอร์ กับ ฮาคีม ดูได้..มีเรื่องน่ารู้มาให้อ่านกันแล้วก็อย่าลืมมาลองแวะชมเว็บไซต์น่าสนใจอย่าง MYSBOBET กันสักหน่อย รับรองมอบความตื่นเต้น บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

แผลใจใหญ่กว่าแผลเป็น

อายุยังไม่ทันครบ 2 ขวบดี ฟร้องค์ ริเบรี่ ก็ต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ใบหน้าเขาอาบนองไปด้วยเลือด จนครอบครัวคิดว่าอาจจะต้องสูญเสียลูกชายคนนี้ไปแล้ว แต่จิตใจ ริเบรี่ แข็งแกร่งอย่างมาก ต่อสู้กับความตาย จนกลายเป็นผู้ชนะ แต่ต้องแลกด้วยรอยแผลเป็นอย่างชัดเจนที่หน้า ซึ่งเกิดจากรอยเย็บถึง 100 เข็มด้วยกัน ลองนึกดูเด็กยังไม่ถึง 2 ขวบ ต้องเจอมาขนาดนี้ มันจะสาหัสแค่ไหนกัน ริเบรี่ ต้องกลายเป็น "ไอ้หน้าบาก" และตัวตลกของเพื่อนฝูงตั้งแต่ยังตัวกระเปี๊ยก แน่นอนว่าสำหรับเด็กในวัยนี้มันต้องเป็นปมด้อย การโดนเพื่อนล้อทุกวัน อำเรื่องหน้าตาที่บิดเบี้ยวผิดปกติ โตขึ้นมาย่างเข้าวัยรุ่น คนอื่นเค้าไปจีบหญิงชิงดีชิงเด่นในเรื่องความหล่อ ริเบรี่ ต้องคอยฉากหลบลี้หนีหน้า ชอบใครสักคนก็ไม่กล้าเดินเข้าไปคุย เพราะกลัวว่าหน้าตาอันอัปลักษณ์จะทำให้สาวเจ้ารังเกียจ แต่แทนที่เขาจะฟูมฟายร้องไห้หรือน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง บาดแผลบนใบหน้ากลับทำให้จิตใจแกร่งตั้งแต่เด็ก กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง แม้จะเจ็บปวดไม่น้อยก็ตาม ครอบครัวที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับอุบัติเหตุยิ่งเจ็บปวดมากกว่า เมื่อมองรอยแผลนี้ มันเหมือนเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายในครั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยเคี่ยวกรำให้ ริเบรี่ เติบโตขึ้นมาต่างจากเด็กคนอื่น แล้วฟุตบอลนี่เองที่ทำรอยบากบนใบหน้า เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเล็กๆของชีวิต เพราะความสามารถในเชิงลูกหนังของเขาคือปมเด่น ที่แทบจะกลบปมด้อยซะสนิทเลย แต่นั่นอาจเป็นแค่ภายนอกที่เราได้รับรู้กันเท่านั้น ช่วงปีใหม่ที่ซึ่งบุนเดสลีกายังเบรกพักหนีหนาว ริเบรี่ หอบหิ้วครอบครัวไปหาหาดทราย สายลม แสงแดดที่ดูไบ เมืองซึ่งเต็มไปด้วยความหรูหราและเป็นที่นิยมของนักฟุตบอลดังๆ ทัพ บาเยิร์น มิวนิค ก็ยกขบวนกันมาเข้าแคมป์ที่นี่เช่นเดียวกัน ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนอารมณ์ก่อนสู้ศึกในครึ่งฤดูกาลหลัง ว่าแล้วเขาเลยสบโอกาสก็เลยแวะไปที่ร้านของ นูสเรต โกเช เชฟชาวตุรกีที่โด่งดังมาจากท่าโรยเกลือหรือ "ซอลต์ เบ" และมาเปิดสาขาอยู่นี่ด้วย ความจริงทั้งคู่เคยรู้จักกันมาก่อน ตั้งแต่ยุคแรกการเป็นแข้งอาชีพของ ริเบรี่ ซึ่งเคยไปเล่นอยู่กับ กาลาตาซาราย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมาเจอกันนอกรอบ ริเบรี่ สั่งสเต็กเนื้ออย่างดีที่หุ้มด้วยฟอยด์สีทอง สนนราคาราว 1,200 เดอร์แฮม ซึ่งเป็นสกุลเงินสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกแล้วก็ประมาณ 11,000 บาทบ้านเรา ใครได้มากินเนื้อสเต็กฝีมือของเชฟรายนี้ ต่างก็มักโพสต์ลงโซเชี่ยลโชว์หน่อยว่า เคยไปมาแล้ว เพราะไม่ง่ายเลยที่นัดจองคิวได้ ต่อให้ร่ำรวยคนอวยแค่ไหนก็ตาม ดาวเตะหน้าบากก็เลยโพสต์ลงอินสตราแกรมหรือไอจีของตัวเองบ้างตามประสา ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น หลังจากลงได้ไม่นานโพสต์นี้ของเขาก็ร้อนฉ่าทันที เพราะมีผู้ติดตามไม่น้อย โดยเฉพาะที่เป็นชาวฝรั่งเศส ต่างวิจารณ์ไปในทิศทางคล้ายๆกันว่าเอาเงินจำนวนนี้ไปช่วยเหลือคนอื่นที่ขัดสนจะเป็นประโยชน์มากกว่า ริเบรี่ อ่านแล้วก็เดือดของขึ้นสุดขีด เลยโพสต์ตอบโต้ไป หากค้านด้วยเหตุผลมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประมาณว่านี่คือเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงการค้าแข้งและอยากจะหาความสุขส่วนตัวบ้าง ก็ไม่น่าจะผิดอะไร ส่วนเรื่องบริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรการกุศล เขาก็ทำเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นพวกแล้งน้ำใจ ปฎิเสธให้ความช่วยเหลือเจือจาน โพสต์แนวนี้น่าจะดูดีกว่าและทำให้เขาจะกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบทันที แต่ ริเบรี่ กลับใช้คำหยาบคาย ด่ากราดชุดใหญ่ว่าเป็นพวกขี้อิจฉา แล้วก็ลามหนักไปว่าเกิดมาได้เพราะถุงยางอนามัยขาด ก่อนจะหนักถึงขุดโคตรเหง้ามามั่วไปหมด "แม่งมึงสิ" -- ประโยคนี้แหล่ะที่ทำให้เขาตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพลั้งทันที เรื่องดูรุนแรงขึ้นเมื่องานนี้มี ออเดรย์ ปุลวาร์ นักข่าวและพิธีกรจาก sport24 มาร่วมวงด้วย โดยโพสต์ว่าผู้คนขัดสนอดอยากทั่วโลก น่ากำลังต้องการเงินจาก ริเบรี่ อยู่ แล้วตัวรุกจาก บาเยิร์น มิวนิค ก็เปิดฉากฟาดฟันกันในโซเชี่ยลอย่างดุเดือดกับนักข่าวสาว ซึ่งเขาเชื่อว่ามีความริษยาเป็นทุนเดิม อย่างที่บอกนั่นแหล่ะ หาก ริเบรี่ ใจเย็นใช้สติตรึกตรองสักหน่อย แล้วคัดค้านสู้กันด้วยเหตุผลน่าจะจบสวยกว่ามาก เพราะความจริงอีกด้านที่เราไม่รู้เลยคือมื้อนี้เพื่อนเขาเป็นเจ้ามือเลี้ยงต้อนรับ แต่ไปโต้ด้วยอารมณ์อยากจะเอาชนะ ว่านี่เงินของตน จะเอามาทำอะไรก็ได้ไม่ผิด ประกอบกับใช้คำหยาบมากๆ ด่าไปถึงพ่อแม่ด้วยวาจาที่ไม่เหมาะสม โดยอาจลืมไปว่าตัวเองคือนักเตะชั้นนำของสโมสรยิ่งใหญ่สุดในเยอรมัน ควรระมัดระวังเรื่องอย่างนี้มาก นี่คือต้นทุนของการเป็นคนมีชื่อเสียง เขาไม่ใช่ตาสีตาสาหรือโนบอดี้ที่ไหนเลย ข้อคิดที่ควรเคร่งครัดอย่างหนึ่งของบุคคลมีชื่อเสียงก็คือ จำไว้ว่าปากเป็นนายเรา จะพูดอะไรออกไปต้องใคร่ครวญให้ดีก่อน เพราะพูดไปแล้ว เราจะต้องกลายเป็นทาสและรับผิดชอบทันที แม้ของ ริเบรี่ จะเป็นการพิมพ์ก็ตาม แต่เมื่อออกสู่สายตาคนอื่นไปแล้ว มันก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ได้พูดไปหรอก บิลด์ ไซตุ้งสื่อแถวหน้าของเยอรมัน ตามติดเล่นประเด็นนี้ไม่เว้นแต่ละวัน พยายามจะฉายภาพด้านลบของ ริเบรี่ ให้คนอื่นได้รับรู้ อีกทั้งยังเป็นตัวจุดชนวนให้ บาเยิร์น ในฐานะเป็นต้นสังกัดออกมาแสดงความรับผิดชอบทำอะไรสักอย่างด้วย จะปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปตามกระแสไม่ได้อย่างเด็ดขาด ด้วยความเป็นสื่อที่ปราดเปรื่อง บิลด์ เลยจุดประเด็นว่าเสือใต้คงไม่กล้าทำอะไรแข้งรายนี้หรอก เพราะนอกจากมี อูลี่ เฮอเนส ผู้บริหารตัวดีคอยหนุนหลังให้ท้ายแล้ว อีกทั้งฟอร์มในช่วงหลังกลับมาพีกอีกครั้ง 4 ประตูจาก 4 เกม คงต้องประคบประหงมเอาใจกันน่าดู นอกจากนี้ยังมีการนำรายได้ของดาวเตะเฟร้นช์มาเปิดเผยอีกต่างหาก ระบุว่าทุกวันนี้ฟันนิ่มปีละ 14 ล้านยูโร สูงเป็นแถวหน้าของบุนเดสลีกา ถ้าจะลงดาบปรับเงินสักหลักแสนคงไม่สะเทือนอะไรอยู่แล้ว จริงๆนี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่ ริเบรี่ ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ตัวเอง ไม่ยอมควบคุมให้ได้ ทั้งที่ผ่านบทเรียนมาไม่น้อย เพราะสุดท้ายสำหรับเขา บทเรียนก็คืออดีตธรรมดา หากคุณไม่คิดว่าจะนำมาเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ อย่างที่ ริเบรี่ เล่าชีวิตอันแสนรันทดในวัยเด็กให้ฟังนั่นแหล่ะ นอกจากจะเฉียดตายจากอุบัติเหตุแล้ว การต้องมีรอยบากอันน่าเกลียดติดแหมะอยู่ที่ใบหน้า จากรอยเย็บ 100 เข็ม มันก็ทรมานจิตใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน เขาจึงต้องพยายามเข้มแข็งเข้าไว้ ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นด้วยการร้องไห้เป็นอันขาด อาจจะจริงที่ว่าหลายต่อหลายครั้งที่เผชิญกับเสียงล้อเลียน สายตาหมิ่นแคลนดูถูกเขาอาจจะพอรับมือได้ แต่ก็มาในแบบ "เก็บเอาไว้ข้างใน" เพื่อให้ยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ ริเบรี่ จึงต้องทำตัวให้ปกติมากสุด ไม่ให้ใครรู้ถึงความเจ็บปวด เพราะเชื่อว่าจะทำให้คนอื่นสงสารเขามากกว่าเดิม ซึ่งเขาไม่ต้องการ ต่อให้ฟุตบอลจะเข้ามีมีบทบาทช่วยเยียวยาได้ไม่น้อย โดยเฉพาะทำให้เขามีตัวตน มีชื่อเสียงเปรี้ยงปร้าง เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แต่ลึกๆแล้วบาดแผลบนใบหน้าก็ยังสร้างความเจ็บปวดให้เสมอมา การแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่ก้าวร้าว หยาบคาย ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆเช่นนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งจากบาดแผลฉกรรจ์นั้น เขาอาจจะเก็บมันไว้มากเกินไป แล้วรอวันที่จะปลดปล่อยระเบิดออกมา ชนิดที่ว่าไม่อาจคอนโทรลได้เลย เราไม่รู้เลยว่านี่จะเป็นระเบิดโทสะครั้งสุดท้ายของ ริเบรี่ หรือไม่ บางทีเรื่องอย่างนี้ก็พูดลำบาก ถ้าเราไม่เคยประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อน เราไม่มีทางเข้าใจความรู้สึก ริเบรี่ ได้หรอก แผลในใจนี้ใหญ่กว่าแผลเป็นที่ใบหน้าไม่พอ ยังยากที่จะรักษาให้หายขาดด้วย หากใครอดรนทนไม่ไหวจะระเบิดโทสะ มาลองพบกับความตื่นเต้นดับความโกรธดีกว่าที่ MYSBOBET คุณจะสบายใจกับการบริการที่ยอดเยี่ยมแน่นอน ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

สิ้นมนต์พ่อมดน้อย

ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เคยเล่าให้ ฟาบินโญ่ ฟังถึงบรรยากาศอันชวนขนลุกและน่าหลงใหลที่แอนฟิลด์เสียงเชียร์ เสียงเพลงอันกระหึ่มอย่างพร้อมเพรียง มันจะปลุกเร้าให้นักเตะสู้อย่างเต็มที่ ไม่เกรงกลัวผู้มาเยือนได้ฟังอย่างนี้เข้า ฟาบินโญ่ ย่อมคล้อยตามและมันง่ายขึ้นต่อการตัดสินใจย้ายมา ลิเวอร์พูลไม่ต้องสงสัยเลยว่า คูตี้ เองก็ประทับใจบรรยากาศที่แอนฟิลด์เช่นเดียวกัน สโมสรแห่งนี้แหล่ะที่ช่วยเปลี่ยนเขาจากนักเตะที่แทบจะเอาชื่อไปทิ้งกับ อินเตอร์ มิลาน ให้กลายเป็นดาวดังระดับโลกในเวลาต่อมาฤดูร้อนปี 2013 คูตี้ โผล่มาเปิดตัวกับหงส์แดง ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 8.5 ล้านยูโรเท่านั้น หลังล้มเหลวกับงูใหญ่ แล้วคงมีเดอะ ค็อปไม่กี่คนที่คาดหวังว่าเขาจะมาเปล่งประกายที่นี่รูปร่างผอมเกร็ง ตัวเล็กบอบบาง หน้าตาดูเจี๋ยมเจี้ยม ต้องมาเจอบอลอังกฤษที่เร็วและปะทะกันดุเดือดหนักหน่วง ไม่น่าจะไปได้ไกลสักกี่น้ำแต่แล้ว คูตี้ ก็สยบทุกเสียงวิจารณ์ ด้วยผลงานอันเร่าร้อน ลูกยิงจากแถวสองหรือนอกกรอบที่ฉมังเด็ดดวงจนเป็นเครื่องหมายการค้าไหนจะการให้บอลแบบ "คิลเลอร์พาส" จ่ายเข้าช่องแต่ละครั้งได้ลุ้นตลอดเวลาทั้งทำประตู ทั้งครีเอท ทำให้ดาวเตะบราซิเลี่ยนจ้ำพรวดพราดขึ้นมาจนกลายเป็นเสาหลักในแนวรุกของทีมจากนั้นก็ถีบตัวเองเป็นขวัญใจเบอร์ต้นๆของสาวกหงส์แดงนานวันยิ่งทำให้เขาปลาบปลื้มอย่างมาก จากนักเตะที่กำลังจะหมดอนาคตถูกเจียระไนให้เป็นแข้งเวิล์ดคลาส ฉะนั้นย่อมอยากจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ยาวๆอย่างไรก็ตาม คูตี้ ถูก บาร์เซโลน่า เทียวไล้เทียวขื่อตามจีบเรื่อยมา กระทั่งคุกคามอย่างหนักช่วงซัมเมอร์ปี 2017ข้อเสนอกว่า 100 ล้านปอนด์ยื่นมาให้ แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ขายทุกราคาต่างจาก คูตินโญ่ ที่จิตใจลอยไปยังแคว้นกาตาลันแล้ว ไม่ปิดบังอำพรางเลยว่าอยากจะย้าย เพราะมันคือความฝันบาร์เซโลน่า คือฝันอันบรรเจิดของแข้งแซมบ้าแทบทุกคน หากใครได้ย้ายมานี่จะถือว่าบรรลุขั้นสุดของการเป็นนักเตะอาชีพแล้วปฎิกิริยาที่ออกมาเช่นนี้ สร้างความขุ่นใจให้กับเดอะ ค็อปทั้งหลายอย่างยิ่ง เพราะมองว่า คูตี้ ไม่ให้เกียรติสโมสรแห่งนี้ ต่อให้อยากจะย้ายแค่ไหน ก็ควรปิดป้องรักนวลสงวนตัวบ้างก่อนตลาดฤดูร้อนปิดตาย บาร์ซ่า เข้าเกียร์ห้าลุยหนักเต็มพิกัด แต่ทาง คล็อปป์ ก็ต้านสุดฤทธิ์ โดยถือไพ่ได้เปรียบตรงที่บอร์ดบริหารโยนอำนาจการตัดสินใจให้กับเขายกแรก คล็อปป์ เป็นฝ่ายชนะอย่างจวนเจียนส่วน คูตี้ ที่เพื่อนๆ เรียกว่า "เบลน" ซึ่งมาจากนักมายากลชื่อก้องโลก เดวิด เบลน ผิดหวังอย่างแรง แต่ก็ยืนยันว่าจะกลับมามีสมาธิมุ่งมั่นกับทีมเช่นเดิมอย่างไรก็ตามความรัก ความหวังดีที่สาวกหงส์ทั้งหลายเคยมีให้ก็เจือจางลงไป สายตาที่มองมา ความรู้สึกที่มีให้ไม่เหมือนเดิมแล้วนักเตะเองก็ดูจะจิตใจแกว่งไกวไปมา สมาธิไม่อยู่กับเนื้อตัวสักเท่าไรสุดท้ายเพื่อให้สมประโยชน์กับทุกฝ่าย พอมกราคม 2018 มาถึง คล็อปป์ คุยกับบอร์ดแล้วให้ขายไปเถอะเงินจำนวน 142 ล้านปอนด์ โดยจ่ายก้อนแรกก่อน 105 ล้าน ถือว่าน่าพอใจสำหรับ ลิเวอร์พูล อย่างมาก เพราะซื้อมาแค่ 6 ล้านปอนด์เท่านั้นเองคล็อปป์ ยอมรับว่าเมื่อใจนักเตะไม่อยู่กับที่นี่แล้ว ไม่อยากจะฝืนหรือดึงดันต่อไปอีก ซึ่งแฟนๆเองก็เริ่มเข้าใจ แต่ลึกๆแล้วยังแค้นอยู่เช่นเดียวกันความฝัน คูตี้ เป็นจริง แต่โลกแห่งความจริงไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้-----------------ช่วงฮันนีมูนมันย่อมหวานปานดูดดื่มเสมอระยะแรกที่ บาร์เซโลน่า ก็เช่นเดียวกัน ทุกอย่างดูดีไปหมด อีกทั้ง คูตินโญ่ ไม่ต้องปรับจูนอะไรนัก สามารถสอดประสานกับเพื่อนใหม่ได้อย่างลงตัวการได้เล่นร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ กับ หลุยส์ ซัวเรซ ในแผงรุก ไม่ทำให้เขาเคอะเขินเลย ตรงกันข้ามกลับช่วยกระชากความเชื่อมั่นอีกต่างหาก10 ประตูจาก 22 นัดในครึ่งหลังของซีซั่น 2017/18 นับว่าน่าพอใจอย่างมาก คูตี้ ถูกวางเอาไว้ว่าจะต้องเป็นแกนหลักระยะยาวของทีมอย่างไรก็ตามแท็คติกของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง หันมาใช้การโจมตีจากริมเส้นมากขึ้น เพื่อเพิ่มมิติและสร้างความสับสนให้กับคู่ต่อสู้ มันทำลายความเป็นตัวตนของ คูตี้ ไปด้วยเขาไม่ถนัดการเล่นเป็นปีก ชอบที่จะหุบเข้ามาข้างในมากกว่า นั่นจึงเข้าทาง อุสมาน เดมเบเล่ รุ่นน้องที่เป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งในแนวรุกโดยตรงแม้ยังบลัดเฟร้นช์รายนี้จะมีทัศนคติและพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่สามารถตอบสนองแท็คติกของ บัลเบร์เด้ ได้ดีกว่า เลยได้รับความไว้วางใจมากขึ้นตรงกันข้ามกับ คูตี้ นอกจากจะต้องสู้กับอาการบาดเจ็บแล้ว ยังต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเบียดแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงให้ได้22 นัดในลีกที่ได้ลงเล่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวสำรอง เขายิงไปแค่ 5 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ พร้อมทั้งหูชากับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบจากแฟนบอลเจ้าบุญทุ่มเกมลาลีกาเข่น เซลต้า 2-0 เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา "พ่อมดน้อย" ถูกเปลี่ยนลงไปแทน เดมเบเล่ แล้วผลงานแย่เหลือกำลังส่งให้แฟนบาร์ซ่าบางคนเริ่มหมดความอดทน ทั้งตำหนิทั้งตั้งคำถามมากขึ้นตามโซเชี่ยลต่างๆจากที่ไม่ค่อยได้ลงอย่างต่อเนื่อง มันกระทบต่อสภาพจิตใจด้วย ความเชื่อมั่นเริ่มสูญหาย ฟอร์มในสนามก็เงอะงะตาม จากที่มีจุดแข็งในเรื่องการจ่ายบอลอันแม่นยำเด็ดขาด ก็ตัดสินใจผิดพลาดบ่อยครั้งปกติ คูตี้ ได้ขึ้นชื่อว่าทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายแค่พริบตาเดียว กลายเป็นทำเรื่องง่ายให้เป็นยากซะอย่างนั้นแฟนบางรายถึงกับขับไล่ไสส่ง บอกให้ย้ายไปเถอะ ไม่ต้องมาอยู่เกะกะลูกตาอีกแล้วเหมือนกับว่าที่นี่ไม่ต้องการเขา แม้ทาง บาร์ซ่า จะออกมายืนยันว่าอยู่ในแผนการสร้างทีมไม่ปล่อยตัวก็ตามสำหรับนักเตะสักคนที่ย้ายมาอยู่กับสโมสรซึ่งเป็นความฝัน ทำทุกอย่าง แลกทุกสิ่ง ยอมกลายเป็นคนทรยศในสายตาแฟนบอลทีมเก่า แล้วต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ลองนึกดูเอาแล้วกันว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหนไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีเดอะ ค็อปบางคนสะใจลึกๆอยู่ข้างในหรือไม่ก็กำลังสมน้ำหน้าอยู่------------------สองวันมานี้เราน่าจะได้เห็นข่าว แมนฯยูไนเต็ด ให้ความสนใจ คูตินโญ่ พร้อมจะทาบทามมาร่วมขบวนในเดือนมกราคมที่ตลาดหน้าหนาวกำลังอ้าบานรอรับอยู่เท็จจริงแค่ไหนไม่รู้ แต่สื่อผู้ดีอ้างว่าเริ่มมีการกางโต๊ะคุยกันบ้างแล้วถึงความเป็นไปได้และค่าตัวอาจอยู่ที่ราว 100 ล้านปอนด์ย้อนไปในยุคที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังคุมปีศาจแดงอยู่ จะต้องมีนักเตะประเภทมันสมอง สร้างสรรค์เกมอย่างสวยงามอยู่ในทีมด้วยเสมอตอนนี้ในทีมไม่มีแข้งในข่ายนี้อยู่เลย ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่พร้อมจะเดินรอยตาม เฟอร์กี้ ก็ย่อมอยากจะได้เช่นเดียวกันแน่นอนการย้ายในช่วงหน้าวหนาวอย่างนี้ไม่ง่ายอยู่แล้ว ไหนจะเป็นนักเตะชั้นนำมีค่าตัวที่แพงมากๆ ความยากยิ่งทวีเข้าไปอีกอย่างไรก็ตามหาก คูตินโญ่ ต้องตัดสินใจจริงๆขึ้นมา จะเลือกไปทางไหน?แม้จะยังอยากพิสูจน์ตัวเองกับ บาร์เซโลน่า แต่ตอนนี้อายุย่าง 27 ปีแล้ว เวลามีเหลือไม่มากนักอาจต้องบีบให้เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะเอาอย่างไรก็ชีวิต หากยังต้องการยืนหยัดอยู่ในระดับสูงสุดต่อไปลองมโนว่าหาก คูตี้ ย้ายมา แมนฯยูไนเต็ด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะตกเป็นผู้ต้องหาในสายตาของสาวกหงส์แดงทั้งหลายโทษฐานเป็นคนทรยศ ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่นี่ซ้อนกันถึงสองหนตอนกระดี๊กระด๊าย้ายหนีไปบาร์ซ่าก็หนักพอแล้ว เที่ยวนี้เปลี่ยนมาสวมยูนิฟอร์ม แมนฯยูไนเต็ด ศัตรูคู่อาฆาตของ ลิเวอร์พูล มาช้านานพนันได้เลยว่าเสียงสาปแช่งก่นด่าจะต้องกระหึ่มไปทั่วแน่คิดแล้วก็น่ารันทดใจไม่น้อย จากนักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าขึ้นชั้นเวิล์ดคลาส เป็นที่รักของแฟนบอล คือพ่อมดน้อยผู้คอยร่ายมนต์ในสนามคูตี้ แทบไม่มีค่าในสายตาอีกต่อไป ไม่ว่าจะฝั่งกองเชียร์หงส์หรือบาร์ซ่าไม่ต้องนึกข้ามไปไกลถึงย้ายไป แมนฯยูไนเต็ด เลยด้วยซ้ำแค่นี้ก็ช้ำเกินกว่าจะเยียวยาได้เลยสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะช่วงเวลาที่ดีหรือแย่สักแค่ไหน คนเราก็ควรเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิ รับรองมอบความตื่นเต้นสนุกเร้าใจ บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ความมั่นใจที่แตกต่าง

สตีเฟ่น คอนสแตนติน มีหนังสือของตัวเองชื่อ “FROM DELHI TO THE DEN” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตการเป็นกุนซือของเขาDELHI คือเมืองหลวงของ อินเดียส่วน THE DEN เป็นชื่อสนามของ มิลล์วอลล์เพราะแก่นแท้ของชีวิต คอนสแตนติน นอกจากฟุตบอลที่ช่วยหล่อเลี้ยงดูแลแล้วคือการเดินทางนี่แหล่ะคืออีกหนึ่งสิ่งที่คอยประคับประคองในฐานะที่ยึดอาชีพหัวหน้าผู้ฝึกสอนหากินมานานหลายปี เขาจึงได้เดินทางไปรับหน้าที่ถึง 4 ทวีปด้วยกันระดับทีมชาติก็ล้วนแต่โลกที่สามทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เนปาล , มาลาวี , ซูดาน , รวันดา และ อินเดีย ซึ่งคุมถึง 2 ช่วยด้วยกันส่วนสโมสรเคยไปไกลยังไซปรัส แถมรับงานทีมในระดับดิวิชั่น 4 ด้วยดังนั้นกุนซือชาวอังกฤษจึงได้ซึมซับและเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้รู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอย่างเดียว แต่การไปอาศัยอยู่ในประเทศไกลปืนเที่ยงอย่างนี้ ยังสอนความอดทนอุตสาหะให้ด้วย“FROM DELHI TO THE DEN” ได้รับรางวัลหนังสือฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 ซึ่งมอบกันไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ด้วยมุมมองอันยอดเยี่ยม ผ่านการเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง จึงแทบไม่มีใครปฏิเสธหนังสือเล่มนี้เลยคอนสแตนติน คุมทีมลูกหนังภารตะยุคแรกในช่วงปี 2002 - 2005 รวมแล้ว 3 ปีด้วยกันเขาห่างหายไปเก็บเกี่ยวเลเวลที่อื่นอีก 10 ปี ก่อนกลิ่นโรตีจะยั่วยวนจนต้องหวนกลับมาลิ้มลองอีกครั้งคราวนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป เป็นช่วงขาขึ้นของวงการลูกหนังอินเดีย แม้ระบบลีกจะแตกแยกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง แต่จากความมุ่งมั่นจริงจังที่รัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณ เพื่อหวังเดินตามรอยความยิ่งใหญ่อย่างคริกเกตปัจจัยเหล่านี้ย่อมเกื้อหนุนให้ คอนสแตนติน ทำงานได้อย่างเต็มกำลัง เค้นความสามารถได้ชนิดไม่ต้องเม้มอีกต่อไปเริ่มแรกเขาปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับผู้เล่นที่เรียกเข้ามาสู่ทำเนียบทีมชาติ เพราะถือว่านี่คือสิ่งที่สำคัญสุด สำหรับการปูทางไปสู่ความสำเร็จแล้วก็ไม่ง้องอนวิงวอนนักเตะคนใดก็ตามที่คิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ ซึ่งเขาชี้เลยว่าคนประเภทนี้มักจะคิดทำเพื่อตัวเองมากกว่าทีม ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องนำมาใช้งานจากนั้นก็พยายามทำให้ลูกทีมรู้ว่าเขาต้องการอะไรและมีเป้าหมายอย่างไหนร่วมกัน เพราะเป้าหมายก็เหมือนธงชัยที่ถูกปักไว้และเราต้องดิ้นรนต่อสู้เต็มที่เพื่อไปให้ถึงตามด้วยขบวนการทางกายภาพต่างๆ จิตใจได้แล้ว ร่างกายก็ต้องแกร่งตามไปด้วย วิทยาศาสตร์การกีฬาที่สามารถช่วยเสริมศักยภาพถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับโภชนาการที่ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบเก่าอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยให้นักเตะกินอาหารแบบตามใจปากในลักษณะบุฟเฟ่ต์ คือตักได้เรื่อยๆ กี่รอบตามสบายจนกว่าจะรู้สึกอิ่มหมีพลีมันมาใช้จัดเป็นเซตเมนคอร์ส ตามแต่นักโภชนาการของทีมจะวางโปรแกรมให้เหมาะสมกับพลังงานที่ใช้ไปการทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยไดเอตหรือควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังทำให้ร่างกายฟิตอยู่ตลอดเวลาด้วยไดเอตนี่ไม่ใช่เป็นการลดน้ำหนักอย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่มันคือ "ควบคุม" ให้อยู่ในภาวะเหมาะสมตามสภาพร่างกายของแต่ละคนหากใครยังจำได้เมื่อกลางปีก่อน เอนโกโล่ ก็องเต้ กองกลางหนูถีบจักรตกรถไฟ ไม่ทันขบวนกลับปารีส เขาเลยต้องรอเที่ยวต่อไป ระหว่างนั้นเลยไปเข้าสุเหร่าใกล้ๆ สถานีเพื่อทำละหมาดตามกิจของอิสลามิกชนแล้วเจอกับแฟนอาร์เซน่อลโดยบังเอิญ เลยเชื้อเชิญไปกินข้าว - ดื่มชาที่บ้านตามธรรมเนียม สาวกปืนรายนี้เล่าว่า ได้ตระเตรียมข้าวหน้ากระหรี่ไก่ไว้ให้แล้ว แต่แข้งเชลซีปฎิเสธเพราะไดเอตอยู่ทุกวันนี้ ก็องเต้ วิ่งพล่านได้ไม่มีหยุดทั้งเกม ราวกับว่ามีสิบปอด ส่วนหนึ่งมาจากความมีวินัยในเรื่องการกินอย่างนี้นี่แหล่ะฉะนั้นโภชนาการจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกสโมสรและนักเตะทุกคนที่คิดว่าจะเป็นผู้ชนะปี 2015 อินเดีย ยังเป็นเพียงโนบอดี้ไม่มีตัวตนในโลกของฟุตบอล แรงกิ้งฟีฟ่าจัดอยู่ในโหมดเดียวกับ ลาว , ภูฐาน , เปอร์โตริโก, เมียนมาร์ หรือ มาเก๊า ชาติที่ไม่ค่อยประสีประสากับเกมลูกหนังนัก173 คืออันดับของทีมภารตะเมื่อปี 2015 ต่ำสุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนคอนสแตนติน ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีผลักดันขึ้นมาให้อยู่ที่ 97 ในปัจจุบันแม้ตัวเลขแรงกิ้งฟีฟ่าจะไม่สามารถชี้วัดอะไรได้ทั้งหมดก็ตาม แต่การที่ อินเดีย ก้าวพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันสะท้อนพัฒนาการอันยอดเยี่ยมได้เป็นอย่างดีเกมถล่มไทย 4-1 จนทำให้ มิโลวาน ราเยวัช กระเด็นหลุดจากเก้าอี้ย่อมรับประกันได้ไม่มีฟลุคหรือบังเอิญอย่างเด็ดขาด ผลลัพธ์มาจากการทำงานหนัก มุ่งมุั่น บากบั่นอย่างแท้จริงเราสังเกตท่าทีของกุนซือหัวเกลี้ยงรายนี้ได้ดี ทุกประตูที่ยิงช้างศึกได้ แล้วกล้องทีวีจับมาที่เขาแทบไม่ได้แสดงอาการลิงโลดดีใจอะไรมากมายเลย ทั้งที่เปิดหน้าเสื่อมาเป็นรองอยู่ไม่น้อย"ผมบอกลูกทีมเลยว่ามันก็แค่ชัยชนะนัดเดียว ซึ่งเราทำได้ตามเป้าหมาย อย่าเพิ่งชะล่าใจอย่างเด็ดขาด"คอนสแตนติน ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าต้องโค่นทีมชาติไทยลงให้ได้ไม่ใช่หลงหรือเหลิงตัวเอง แต่เพราะพวกเขาเตรียมพร้อมมาอย่างดีต่างหากในขณะที่เราคิดว่าการได้ 3 แข้งแห่งเจลีก ซึ่งล้วนแต่มีดีกรีไม่ธรรมดาตอนไปเล่นแดนปลาดิบกลับมาช่วย โดยเฉพาะ ชนาธิป สรงกระสินธิ์ ที่คว้า 11 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี น่าจะทำให้แข็งแกร่งขึ้นอีกเป็นกองตรงกันข้ามกลับทำให้ อินเดีย เน้นมากขึ้น มีสมาธิ มีความกระหายที่จะเก็บ 3 คะแนนประเดิม นักเตะทุกคนแสดงให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจความเป็นนักสู้ มีสมาธิแน่วแน่อยู่ตลอดเวลาก่อนเกมต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะต้องมีชัยด้วยกันเรามั่นใจด้วยปัจจัยที่ว่าคุณภาพนักเตะเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด มีซูเปอร์สตาร์นำเข้ามาจากเจลีกเวทีลูกหนังชั้นนำระดับเอเชียถึง 3 รายแถมมองอินเดียว่าไม่น่าจะเก่งกาจในเรื่องฟุตบอลเท่าไรนัก หากเป็นฮอกกี้หรือคริกเกตที่ได้รับความนิยมอย่างมากก็ว่าไปอย่างดังนั้น "บลู ไทเกอร์ส" จึงเป็นเพียงแค่ทางผ่านของเราเท่านั้น เพื่อกรุยทางสู่รอบนอคเอาท์ต่อไปส่วนทัพอินเดียมั่นใจจากความพร้อมที่ตระเตรียมกันมาอย่างดี นอกจากแท็คติกที่ศึกษาเรามาอย่างเข้มข้น วิธีการจับตายไม่ให้ 3 ทหารเสือจากเจลีกคายพิษสง การโต้กลับเร็วเจาะแผงหลังที่มีรูโหว่แล้วพละกำลังและความฟิตของพวกเขายังเปรี๊ยะอีกต่างหาก เห็นได้ชัดจากการวิ่งและเพรสซิ่งแบบดุดัน ชนิดแทบไม่มียุบไม่มีหมด โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่เล่นงานไทยจนต้องยอมศิโรราบแม้จะเตรียมตัวมาในระดับหนึ่ง แต่เชื่อเถอะว่าแข้งไทยคงไม่คาดคิดว่าทัพ "บลู ไทเกอร์ส" จะมาดีเกินคาดขนาดนี้นี่คืออีกเกมที่จะเป็นบทเรียนของเราแต่ ราเยวัช คงไม่มีโอกาสได้นำมันมาใช้อีกแล้ว---------------เมล็ดพันธุ์แห่งความมานะ บากบั่น ทำงานหนักและจริงจังที่หว่านลงไป เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นก็ผลิดอกออกผลอย่างน่าชื่นใจแต่ คอนสแตนติน จะไม่หยุดความพอใจไว้เพียงเท่านี้แน่ ดอกผลจะต้องเติบใหญ่ขึ้นไปอีก ฉะนั้นต้องทุ่มให้มากกว่าเดิม เพื่อให้โลกลูกหนังรับรู้ว่า อินเดีย เจ๋งแค่ไหนความจริงแล้วไม่อยากจะนำทีมชาติไทยไปเปรียบเทียบเลย แต่มาถึงวันนี้วันที่เราย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลังลงคูคลอง ชาติอื่นกำลังขยับไปข้างหน้าเรื่อยๆ ชนิดที่เราคาดไม่ถึงอย่างที่บอกนั่นแหล่ะ ก่อนจะเริ่มเกมดีกรีความมั่นใจของเรายังเต็มเปี่ยม 3 แต้มแรกไม่น่าหลุดมือ ซึ่งไม่ยากเลยหากจะคิดถึงรอบต่อไป เพราะจะคัดเอาอันดับ 3 ที่ดีสุดอีก 4 ทีมแต่เมื่อแฟนบอลได้เห็นชัดตำตาว่าเล่นได้แค่นี้ แม้จะเหลืออีก 2 เกมกับ บาห์เรน และ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เจ้าภาพ ความหวังทุกคนแทบมอดไหม้เรียบร้อยความมั่นใจเป็นเรื่องดีแน่นอน แต่ในขณะที่หลงติดไปกับความสำเร็จแบบฉาบฉวยและไม่ยอมเดินไปข้างหน้าต่อเรื่อยๆ มั่นใจไปก็เปล่าประโยชน์ถ้าจะมั่นใจต้องแบบ คอนสแตนติน ที่เกิดจากความพร้อมและทำงานหนักมาตลอดนายกสมาคมฟุตบอลไทย ควรจะมั่นใจแบบนี้ ไม่ใช่มั่นใจจากคำพูดไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเช่นไร แค่ทำงานให้หนัก และทุ่มเทให้เต็มที่ แค่นี้ทุกคนก็พอใจแล้ว Sbobet777 ก็ร่วมเป็นหนึ่งกำลังใจที่จะส่งไปให้ทัพช้างศึก มาร่วมเป็นกำลังใจไปพร้อมกับเรา กดลิ้งตรงนี้เลย https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ปราชัยแม้ไม่ราบคาบ

สิ่งที่ อาร์แซน เวนเกอร์ เสียดายมากสุดตลอดชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมคือตอนที่ต้องจำใจปล่อย เชส ฟาเบรกาส ออกจาก อาร์เซน่อลกุนซือเฟรนช์ยอมรับในฤดูร้อนปี 2011 ว่าไม่เคยรู้สึกแย่อย่างนี้มาก่อน แต่ไม่สามารถยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเพราะ เชส ยืนกรานว่าแม้จะผูกพันกับปืนโตมากแค่ไหน แต่เมื่อหัวใจเรียกร้องให้ต้องกลับไป บาร์เซโลน่า ก็คงปฎิเสธความรู้สึกตัวเองไม่ได้เช่นเดียวกันเขาเข้าไปอยู่ ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกอันเลื่องชื่อของบาร์ซ่าตั้งแต่อายุได้แค่ 10 ขวบ ถูกเคี่ยวกรำบ่มเพาะศาสตร์ลูกหนังถึง 7 ปีด้วยกัน ก่อนปืนโตจะมาฉกตัวไปอีกทั้งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของ เชส คือชาวกาตาลุนย่าและ บาร์เซโลน่า เปรียบเสมือนไบเบิลการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ จึงย่อมเป็นความภาคภูมิเสมอยิ่งได้รับการบอกเล่าด้วยว่า เขาจะมาเป็นตัวตายตัวแทนของ ชาบี เอร์นานเดซ โคตรมิดฟิลด์ของทีม ซึ่งกำลังโรยราลงทุกวัน มันย่อมเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างมากนึกถึงการได้สอดประสานบทเพลงแห่งลูกหนังบนฟลอร์หญ้าไปกับ เซร์กี้ บุสเก็ตส์ และ อันเดรส อีเนียสต้า หัวใจก็แทบจะลิงโลดขึ้นมาโดยพลันข้างหน้ายังมี ลิโอเนล เมสซี่ กับ ดาบิด บีย่า คอยรอรับแอสซิสต์อันเด็ดขาดแม่นยำของเขาอีกต่างหากสำหรับนักเตะอาชีพที่เป็นชาวกาตาลันทั้งตัวและหัวใจ มันคงไม่มีอะไรยอดเยี่ยมไปกว่านี้อีกแล้วแถมกว่าดีลนี้จะปิดจ๊อบลงได้ ก็ต้องเข้าข่ายดราม่ามหากาพย์ อย่างที่บอกนั่นแหล่ะ เวนเกอร์ ไม่อยากปล่อยเลยดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อรั้งตัวไว้ เพราะนี่คือกล่องดวงใจของทีมแต่นักเตะมาเคาะประตูห้องอ้อนวอนถึงความต้องการ จนทำให้โต๊ะเจรจากางขึ้น รายละเอียดในเรื่องค่าตัวจึงยิบย่อยหลายซับหลายซ้อน มีแม้กระทั่งเงื่อนไข เชส ต้องจ่ายเงินปีละ 1 ล้านยูโรเป็นเวลา 5 ปีให้กับปืนโตด้วยเบ็ดเสร็จแล้วค่าตัวของเขาจะไม่น้อยไปกว่า 35 ล้านยูโรการได้รีเทิร์นมาสวมยูนิฟอร์มบาร์เซโลน่า จึงเป็นแรงกระตุ้นปลุกเร้าอย่างดีให้กับเขาแค่ซีซั่นแรกก็ระเบิดฟอร์มได้อย่างที่หวังไว้ แม้จะไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เพราะ ชาบี ยังปักหลักอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง จึงต้องสลับกันบ้างบางช่วง แถมเจออาการบาดเจ็บเล่นงานตอนเดือนตุลาคมอีกแต่ 15 ประตู 20 แอสซิสต์ จาก 48 นัดทุกรายการพร้อมกับคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ , ซูเปร์โกปา , ยู่ฟ่า ซูเปอร์คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิล์ด คัพ ก็ย่อมเป็นสัญญาณเตือนที่ดีสำหรับซีซั่นแรกภาพความสำเร็จเปล่งปลั่งเจิดจ้าอยู่ตรงหน้าแล้ว----------------------ฤดูกาลที่สอง เชส น่าจะมีพัฒนาการพร้อมทั้งปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่ง่ายอย่างนั้นจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจเบียดแทรกตัวเองขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมได้ ยังคงกินน้ำใต้ศอก ชาบี ต่อไปหรือเต็มที่คืออะไหล่ชั้นดีเท่านั้นแม้ บาร์ซ่า จะครองแชมป์ลา ลีกาด้วยสถิติเก็บครบ 100 คะแนน ทว่าผลงานโดยรวมของ เชส กลับตกลงไป เหลือเพียงแค่ 14 ประตูกับ 12 แอสซิสต์ในทุกรายการเวลาของเขาที่นี่เหลือน้อยลงทุกที ซีซั่นที่สามจำต้องเค้นตัวเองอย่างสุดกำลังเพื่อจะพิสูจน์ว่าดีพอเป็นทายาท ชาบี ตามแผนนโยบายของเจ้าบุญทุ่มแต่บอลในรูปแบบบาร์ซ่าที่เน้นความปราดเปรียวคล่องตัว การเคลื่อนไหวที่เป็นระบบระเบียบ รวมถึงมีพลังในการวิ่งได้อย่างต่อเนื่องตลอด 90 นาที กลายเป็นอุปสรรคไม่อาจส่งให้ เชส ขึ้นมาได้ลำพังเพียงแค่ไหวพริบปฎิภาณในการอ่านเกมและเปิดป้อนให้เพื่อนได้อย่างแม่นยำไม่พอแน่เขายิงได้แค่ 8 ประตูเท่านั้นและไม่อาจอยู่ได้ครบเทอมตามสัญญาที่เซ็นไว้ 5 ปี12 มิถุนายน 2014 เชส อยู่ในเสื้อของ เชลซี เปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังทีมดังแห่งลอนดอนยอมจ่าย 33 ล้านยูโร พร้อมกับมอบสัญญายาว 5 ปีให้บางทีเขาอาจคิดว่า บาร์เซโลน่า นั้นคือบ้านแต่ลอนดอนคือสถานที่เหมาะสมสำหรับสร้างชื่อในโลกฟุตบอลในเมื่อเขาแจ้งเกิดที่เมืองหลวงลูกหนัง ฉะนั้นจึงต้องย้ายกลับมาอีกครั้ง แม้คราวนี้จะเปลี่ยนสีเสื้อจากแดงมาเป็นน้ำเงินก็ตาม--------------เชส งัดจุดแข้งของตัวเองนั่นคือการแอสซิสต์มาใช้ได้อย่างดีในช่วงแรกแค่เปิดฉากมาก็ฉายทักษะทางด้านการจ่ายให้เพื่อนยิงเป็นว่าเล่น จนได้ลุ้นรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมเขายกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นคนคุมจังหวะในแดนกลางของทีม ทั้งวิ่งไปรับบอลจากแผงหลัง แล้วมาเชื่อมต่อจ่ายง่ายๆให้กับเพื่อนด้วยความที่มีแนวรุกรวดเร็วและดุดันอันหมายรวมถึง ดีเอโก้ คอสต้า ซึ่งเป็นประเภทวิ่งฉีกทำทางหาเหลี่ยมมุมได้ดี ทำให้ประสิทธิภาพในการแอสซิสต์ของ เชส แจ่มกว่าเดิมเข้าไปอีกพอมาถึงปี 2016 กินเนสส์ เวิล์ดเรคคอร์ดก็จารึกชื่อ เชส ฟาเบรกาส เข้าทำเนียบสถิติในฐานะแอสซิสต์ครบ 100 ประตูเร็วสุดในพรีเมียร์ลีก เหนือ ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานระดับห้าดาวของ แมนฯยูไนเต็ดแน่นอนเขาคือเจ้าพ่อแอสซิสต์ ความฉลาดในการเปิดบอลแรกหรือในลักษณะ "คิลเลอร์พาส" คือสิ่งที่ยากจะลอกเลียนก็อปปี้กันง่ายๆแม้ขวบวัยจะมากขึ้น ร่างกายจะอ่อนล้าลง แต่พรรษาบนเวทีนี้ก็กล้าแกร่งสวนทางกลับมาด้วย เขาจึงน่าจะใช้ประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงในเรื่องแท็คติกแบบใหม่ที่รวดเร็วจนใครหลายคนตั้งตัวไม่ทันหรือแม้กระทั่งการเข้ามาของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็ช่วยย้ำขยี้ให้ เชส กลายเป็นเพียงแค่ทางเลือกท้ายๆ ในแผงมิดฟิลด์เท่านั้นจาก "เจ้าพ่อแอสซิสต์" กลายมาเป็นแข้งที่แฟนสิงห์น้ำเงินแทบจะลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่มันย่อมเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว-------------เอนโกโล่ ก็องเต้ , จอร์จินโญ่ , มาเตโอ โควาซิช , รอส บาร์คลี่ย์ และ รูเบน ลอฟตัส ชีคนี่คือชื่อของมิดฟิลด์ตัวกลางที่เป็นทางเลือกก่อน เชส ทั้งสิ้นถ้าจะเหนือกว่าใครก็มีเพียงแค่ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ เท่านั้นเองแม้ในตำแหน่งโดยตรงเขาจะเล่นตรงพื้นที่เดียวกับ จอร์จินโญ่ แต่ในความเป็นจริงของรูปแบบที่แท็คติกที่กลายพันธุ์และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น นักเตะแต่ละคนจึงทดแทนกันได้ไม่ยากความเร็ว ความปราดเปรียว การเคลื่อนไหวและพละกำลังคือสิ่งที่ เชส ขาดหายไป เขาไม่สามารถเค้นตัวเองได้มากกว่านี้อีกแล้วความคิดย้ายทีมจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยที่สัญญาฉบับปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์ที่จะถึงจริงๆแล้ว ซาร์รี่ อยากจะเก็บมิดฟิลด์กระทิงดุไว้ก่อน แต่จากนโยบาย เชลซี ที่ให้นักเตะอายุเกิน 30 ขยายสัญญาได้แบบปีต่อปี นั่นจึงทำให้ เชส ต้องนึกถึงอนาคตแบบชัดเจนแล้วเขาจึงคุยกับบอร์ดบริหารเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมและทุกฝ่ายได้ประโยชน์ด้วยกันเกมเอฟเอคัพกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา จึงเป็นนัดสุดท้ายของ เชส ในนามนักเตะ เชลซีทันทีทีมได้จุดโทษและทุกคนพร้อมใจยกให้เขาเป็นคนยิง แต่น่าเสียดายที่โดนเซฟ ความทรงจำก่อนจากเลยไม่ค่อยสวยหรูนักอย่างไรก็ตามไฮไลต์น่าจะอยู่ช่วง 5 นาทีสุดท้ายที่ เชส โดนเปลี่ยนตัวออก แล้วค่อยๆ เดินออกมาพร้อมปรบมือให้กับแฟนบอลเกือบทั้งสนามที่สแตนดิ้งโอเวชั่นและตะโกนเรียกชื่อสดุดีเป็นการตอบแทนพร้อมกล่าวคำอำลาแม้เวลานี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่หากไม่เกิดเหตุคลาดเคลื่อน ป้ายต่อไปของเขาจะเป็น โมนาโกการได้ร่วมงานอีกครั้งกับ เธียร์รี่ อองรี เกลอเก่าที่เคยร่วมกันสร้างความเกรียวกราวเมื่อครั้งเล่นให้ปืนโตก็น่าสนใจไม่น้อยเลยสำหรับ เชส แล้วนักวิเคราะห์หลายคนเสียดายไอเดียสร้างสรรค์และแอสซิสต์ ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในฟุตบอลยุคโมเดิร์นแต่ท้ายสุดแล้วเมื่อเขาไม่อาจปรับตัวอยู่รอดบนเวทีใหญ่ได้ ก็ต้องถูกยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้เมื่อแพ้แล้วก็ไม่มีทางเลือกมากกว่าเป็นฝ่ายเดินออกมาเองนั่นแหล่ะส่วนถ้าใครกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆหลังจากเบื่อสิ่งเดิมๆกับความไม่เป็นมืออาชีพล่ะก็เราขอแนะนำ MYSBOBET ที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆและความเป็นมืออาชีพของทีมงาน ติดต่อมาที่เราเลย : https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177