breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ผอ.ผู้ไม่อำนวยการ?

แค่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปรยว่าอาจจะไม่เสริมกำลังพล แมนฯยูไนเต็ด ในช่วงตลาดหน้าหนาวเปิด 1 เดือนนี้ ก็เล่นเอาสาวกเซ็งไปตามๆกันกุนซือหน้าอ่อนให้เหตุผลว่าพอใจของที่มีอยู่ในเวลานี้แล้ว ขนาดทีมไม่ได้เล็กเลย เหลือบไปมองข้างสนามมีอะไหล่ชั้นดีมากมายให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมถ้าจะซื้อจริงรอบอร์ดบริหารเสนอชื่อใครมาสักคนและหากใจตรงกัน เขาก็จะกระตุ้นให้จัดการปิดดีลจับความระหว่างบรรทัดหมายความว่า เที่ยวนี้ โซลชา จะไม่วิงวอนหรือขอร้องไปยังเบื้องบนเพื่อซื้อตัวผู้เล่น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้าของเงินว่าจะดึงใครเข้ามาและเขาจะเป็นตัวเสริมเรียกความเชื่อมั่นอีกทีส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าสถานะของเขาเป็นแค่ "รักษาการณ์" จบซีซั่นก็ต้องลุกจากเก้าอี้แล้ว ยกเว้นผลงานสะเด่าเร้าใจ อาจได้นั่งแบบถาวรตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนนัก แม้คว้าชัยมา 5 นัดติดต่อกันในทุกรายการก็ตามเมื่อภาพยังเบลอๆ อนาคตยังมีเครื่องหมายคำถาม จะขยับทำอะไรหรือคิดการใหญ่ก็คงไม่ได้แน่ตัวแปรยังอยู่ที่หากเขาอยากได้นักเตะสักคน ก็คงหวังจะได้ร่วมงานกันแบบยาวๆ เมื่อทุกอย่างยังลักลั่นก็ไม่จำเป็นต้องด่วนใจหาใครมาเสริมอีกแต่ประโยคที่น่าสนใจจากปาก โซลชา จนต้องย้อนกลับมาใคร่ครวญอีกครั้งคือ"ถ้าสโมสรมีเป้าหมายที่เล็งไว้ ระบุคนที่ต้องการมาและเป็นคนที่ผมคิดว่าจะเข้ากับทีมได้ ผมจะอนุมัติการเดินเรื่องคว้านักเตะคนนั้น"พูดอย่างนี้พอจะประเมินได้ว่า อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่บอร์ดบริหาร ซึ่งแตกต่างไปจากยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังกุมบังเหียนนั่นคือลองถ้า เฟอร์กี้ อยากได้แข้งคนไหนเข้ามาเสริมแล้ว แทงเรื่องขึ้นไป จะได้รับการตอบสนองทันที ได้-ไม่ได้ว่ากันอีกรอบเดิมทีในความหมายของ "ผู้จัดการทีม" ของฟุตบอลอังกฤษ ไม่ได้ครอบคลุมแค่เรื่องการคุมทีมซ้อม กำหนดแท็คติก เหมือนในภาคพื้นยุโรปทั่วไปเท่านั้นแต่ยังต้องมาบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ รวมทั้งการซื้อขายผู้เล่นด้วย เข้าข่ายคนซื้อต้องได้ใช้ ไม่ใช่บอร์ดยัดใครเข้าก็ต้องพยักหน้าจำใจรับฝ่ายเดียวอย่างไรก็ตามตอนหลังวิถีลูกหนังผู้ดีเริ่มเปลี่ยนไป บางทีมมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหรือผู้อำนวยการฟุตบอลเข้ามามีบทบาทในเรื่องซื้อขายผู้เล่นด้วยจริงๆแล้วเข้ามาก็เพื่อช่วยเหลือกุนซือนั่นแหล่ะ เพราะปกติงานเยอะล้นมือ วุ่นวายอยู่แล้วยกตัวอย่างก็ เฟอร์กี้ จะมาถึงออฟฟิศซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์ฝึกแคร์ริงตันก่อนใครเสมอบางที 7 โมงเช้าก็ต้องมานั่งจมกับกองเอกสารต่างๆ ไม่ก็ใช้เวลาศึกษาดูเทปนักเตะที่สนใจหรือแท็คติกการเล่นของคู่ต่อสู้แกรี่ เนวิลล์ เล่าให้ฟังว่าอดีตเจ้านายคนนี้ มีพลังอย่างน่าทึ่ง ทำงานได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย ราวกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้วพอ เดวิด มอยส์ เข้ามาสานงานต่อ กลายเป็นว่าล้มเหลวในตลาดซื้อขายอย่างสิ้นเชิงซัมเมอร์ก็ได้มาแค่ มารูยาน เฟลไลนี่ เพียงคนเดียว ปิดเดีลเสร็จแล้วยังต้องเป่าปากโล่งอก เพราะก่อนเดดไลน์ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นส่วนหน้าหนาวคว้า ฆวน มาต้า นักเตะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช้งานเข้ามาช่วยอีกแรง หวังจะแก้ปัญหาเกมรุกที่ไร้ประสิทธิภาพได้จำได้ว่า มอยส์ โวยวายบอร์ดอย่างมาก ที่ไม่ยอมเคาะซื้อผู้เล่นตามที่ตนต้องการ ซึ่งนั่นกลายเป็นข้ออ้างของความล้มเหลว ซึ่งเขายืนยันว่าไม่ได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็นจากนั้นเมื่อแต่งตั้ง หลุยส์ ฟานกัล เข้ามา ก็ได้รับการยืนยันว่านักเตะบางคนเบื้องบนจัดการปิดจ๊อบเอง ไม่ได้ถามความต้องการคนใช้งานโดยตรงเลยสักนิดนั่นอาจเป็นเหตุผลทำให้ อันเดร เอร์เรร่า ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ข้างสนามในช่วงที่กุนซือดัตช์คุมทัพอยู่เมื่อไม้ผลัดส่งต่อมายัง มูรินโญ่ มีข่าวออกมาว่า เขาไม่เคยเรียกร้องอยากให้ไปซื้อ ปอล ป็อกบา เข้ามาเลยสักนิดหลักๆมีเพียงแค่ ซลาตัน อิบราโมวิช เท่านั้นที่ต้องการแล้วได้รับการตอบสนองถ้าเป็นอย่างนี้จริง เราก็พอจะพูดได้ว่าวิธีการได้มาของผู้เล่นใหม่ปีศาจแดงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างแท้จริงเรื่องนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยกระแสการหาผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา เพื่อมาช่วยงาน เอ็ด วู้ดเวิร์ด ในเรื่องเจราซื้อขายผู้เล่นหรือหาดาวรุ่งพุ่งกระฉูดเข้ามายังอะคาเดมี่สโมสรเพราะช่วงหลัง แมนฯยูไนเต็ด เหลวไม่เป็นท่าในการซื้อผู้เล่น ยืดยาดอืดอาดจนเป้าหมายหลุดมือไปหมดฤดูร้อนที่แล้วย่อมสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ามันจริงแค่ไหน ถึงขนาดที่ว่า มูรินโญ่ พุ่งพล่านด้วยความโกรธ มีเพียงแค่ เฟร็ด มาคนเดียวเท่านั้น แถมยังพูดกันปากต่อปากอีกเช่นกันว่า เขาไม่เคยต้องการเลย เพราะกองกลางทรงนี้ไม่ใช่สเป็กไม่ผิดนักหากเราจะบอกว่าความผิดพลาดในตลาดซื้อขายผู้เล่นของ แมนฯยูไนเต็ด ในช่วงหลังมีส่วนฉุดดึงให้ทีมผลงานตกต่ำด้วยต่างไปจากตอน เฟอร์กี้ ยังอยู่ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะมีอำนาจโดยตรงจัดการเอง--------------หลัง เชลซี แต่งตั้ง มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมในฤดูร้อนปี 2004 ปีรุ่งขึ้นก็ดึง แฟร้งค์ อาร์เนเซ่น มากินตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาอาร์เนเซ่น เคยมีส่วนร่วมปั้นนักเตะดังป้อนโลกลูกหนังไม่น้อย ไม่ว่าจะตอนอยู่กับ พีเอสซี ไอนด์โฮเฟ่น หรือโยกมาช่วยงาน สเปอร์สอย่างไรก็ตาม มูรินโญ่ เคยยืนยันกับ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรว่าไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้เลย เขาและทีมงานจัดการส่วนนี้เองได้ แต่เจ้าของสโมสรชาวรัสเซียนไม่สนใจเพราะขอบข่ายการทำงานของ อาร์เนเซ่น จะมาช่วยวิเคราะห์จุดผิดพลาดหรือต้องแก้ไขของกลุ่มสต๊าฟฟ์โค้ช รวมไปถึงมีเอี่ยวเรื่องการเลือกตัวผู้เล่นใหม่แน่นอนฟังดูเนื้องานก็รู้แล้วว่า มูรินโญ่ จะเกรี้ยวกราดแค่ไหน เพราะเชื่อว่าสองส่วนนี้ เขาควรได้รับอิสระอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องผ่านใครลือกันด้วยว่า เหตุผลการแต่งตั้งนอกจากเรื่องงานส่วนหนึ่งแล้ว ประเด็น "คานอำนาจ" ก็เป็นอีกส่วนด้วยเช่นกันระดับ อับราโมวิช คงอ่านรูปเกมออกและไม่ต้องการปล่อยให้กุนซือโปรตุเกสหลงระเริงในอำนาจมากเกินไป หลังประสบความสำเร็จอย่างดงามตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เข้ามาคุมมูรินโญ่ จึงมักมีปัญหาระหองระแหงกับ อาร์เนเซ่น เกือบตลอด ทำงานร่วมกันลำบาก เพราะอีกฝ่ายไม่ต้องการแบบนี้แต่ในซัมเมอร์ปี 2007 หนักกว่า อับราโมวิช หวังจะกำจัด มูรินโญ่ ให้ราบคาบ ส่ง อัฟราม แกรนท์ เข้ามาเป็น "เงา" หรือนั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลอีกแรงหนึ่งแน่นอน แกรนท์ ไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากกดดัน มูรินโญ่ ทุกนัดเขาจะมานั่งอยู่ข้างหลัง แต่แทบไม่มีการพูดจาปรึกษากันแล้วไม่กี่เดือนต่อมา มูรินโญ่ ก็แยกทางกับสิงห์น้ำเงิน แกรนท์ ถูกดันให้มารักษาการณ์แทน ก่อนพาทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสำเร็จ แต่ปราชัยให้ แมนฯยูไนเต็ด อย่างน่าเจ็บใจในการยิงจุดโทษโครงสร้างของฟุตบอลลีกอังกฤษย่อมไม่คุ้นเคยกับผู้อำนวยการฟุตบอลหรือกีฬาที่เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายการทำงานมากเกินไป นี่ไม่ใช่วัฒนธรรมเอาซะเลย เมื่อเทียบเยอรมันหรืออิตาลีที่นิยมกันมาก่อน รวมทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมงานเข้าใจกันได้กระนั้นผู้จัดการทีมในความหมายดั้งเดิมของสโมสรฟุตบอลอังกฤษกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป แบบที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ลงไปดูแลแม้กระทั่งอะคาเดมี่ แทบไม่มีให้เห็นอีกแล้วบทบาทอาจจะเหลือแค่กำหนดเรื่องแท็คติกในแต่ละเกมหรือบริหารการฝึกซ้อมต่างๆ เท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้คนอื่นทำไป แม้กระทั่งอยากได้นักเตะคนไหนก็ต้องมานั่งถกกันก่อนเมื่อต้องมีระบบขั้นตอนที่ซับซ้อนมากขึ้น บางครั้งส่งผลให้ดีลผู้เล่นมันช้าตามไปด้วย จนกลายเป็นผลร้ายมากกว่าดีคำถามคือผู้อำนวยการที่ว่านี้เหมาะกับสโมสรในอังกฤษมากน้อยแค่ไหนกันหรืออาจไม่จำเป็นเลย?แต่ถ้าใครกำลังหาสิ่งที่ไม่เยอะ ไม่ยุ่งยาก สมัครง่ายๆ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้รวดเร็วทันใจล่ะก็จัดไปเลยครับกับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

เกิดมาเพื่อเป็นคนผิด

ตอนเวิล์ดคัพฉบับหมีขาวเมื่อกลางปีก่อน หลายคนน่าจะรู้สึกหมั่นไส้ เดยัน ลอฟเรน ไม่น้อย เพราะหลังพา โครเอเชีย ชาติบ้านเกิดทะลุเข้าชิงสำเร็จ สื่อก็เอาคำพูดของเขาที่ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตนเป็นกองหลังดีสุดในโลกมาโหมเล่นทันที แล้วโซเชี่ยลต่างกันขานรับ ก่อนไปตีความเป็นเรื่องตลกซะอย่างนั้น ลอฟเรน พูดไว้ประมาณว่าเวลานั้นเขาควรได้รับการยกย่องว่าเป็นกองหลังดีสุดคนหนึ่งของโลก เพราะคือกำลังสำคัญพา ลิเวอร์พูล เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกยังไม่พอ บอลโลกก็นำทัพโครแอตไปถึงจุดนั้นอีกด้วย ในเมื่อผลงานมันจับต้องได้อย่างนี้แล้ว เขาก็ควรได้รับเสียงชื่นชมบ้าง เท่าที่ผ่านมามักจะถูกมองข้ามตลอด จริงๆ แล้วถ้าเป็นคนอื่นพูด กระแสคงไม่แรงสักเท่าไร แต่พอเป็น ลอฟเรน ขึ้นมานี่ กลายเป็นประโยคเด็ดแห่งบอลโลก 2018 ทันที เพราะมีแผลเหวอะหวะเป็นแรงเสริมอยู่แล้ว หลายคนยังพอจำได้เกมพรีเมียร์ลีกที่เวมบลีย์เมื่อปลายปี 2017 ลิเวอร์พูล ยกก๊วนไป เยือน สเปอร์ส ก่อนพ่ายยับอัปยศ 1-4 ลอฟเรน กลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ถูกตราหน้าว่าคือความแปดเปื้อนของทีม เพราะพลาดอย่างน่าเกลียดถึง 2 ประตูด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นช็อตยืนประกบห่างหรือขึ้นโหม่งบอลจั่วลม จนเป็นเหตุให้ แฮร์รี่ เคน ระเบิดตาข่ายได้อย่างสบาย แม้กระทั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ เองยังอดไม่ได้ที่จะต้องตำหนิออกสื่อ ในทำนองว่าต่อให้เขาใส่รองเท้าผ้าใบ จังหวะอย่างนั้นก็ควรจะวิ่งถึงก่อน เคน ด้วยซ้ำ ไม่มีทางให้กระชากพรวดเดียวหลุดไปตะบันง่ายๆ หรอก อย่างไรก็ตาม ลอฟเรน เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก บางครั้งมากจนเกินลิมิต ทำให้ถูกมองว่ากลายเป็นคนคุยโตโอ้อวด จากขี้โม้ก็กลายเป็นตัวตลกอย่างที่เห็น โดยเฉพาะเมื่อสุดท้ายแล้วทั้งสองรายที่พูดมาไม่ว่าจะเป็นยูซีแอลหรือเวิล์ดคัพพ่ายมหดท่านัดชิง ได้แค่รองแชมป์เท่านั้น แถมพอกลับสู่สโมสรอีกครั้งก่อนซีซั่นเปิดฉากก็เกิดอาการเจ็บเล่นงาน ซึ่งน่าจะมาจากความบอบช้ำกรำศึกหนักเกินไป แล้วเมื่อ โจเอล มาติป เซนเตอร์แบ็กกระดูกเปราะอาการเจ็บกำเริบอีกคน จึงทำให้ คล็อปป์ ต้องฝ่าวิกฤตด้วยการปรับใช้ โจ โกเมซ ที่ปกติประจำการแบ็กขวาลงเล่นแทน ปรากฏว่าไอ้แอ้ดรายนี้เล่นได้ดีเกินคาด จับคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ได้เหมาะเหม็งลงล็อกดีเหลือเกิน ถึงขั้นที่ว่าถูกเรียกเข้าทำเนียบทีมชาติอังกฤษอย่างไร้ข้อครหา เดอะ ค็อปแทบจะลืมชื่อ ลอฟเรน ไปแล้ว ถ้าปัญหาบาดเจ็บไม่พุ่งเข้าชน โกเมซ เข้า กระทั่งเขาได้คัมแบ็กเป็นตัวหลักอีกครั้ง ซึ่งทุกอย่างกำลังไปได้สวย ลงเล่นในลีกตั้งแต่ศึกแดงเดือดคว้าชัยมา 4 นัดรวด เสียเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น ก่อนจะต้องมาเผชิญหน้า แมนฯซิตี้ ในเกมที่เชื่อกันว่าชี้เป็นชี้ตายแห่งฤดูกาลเกมหนึ่ง แล้วเขาก็ทำให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่ออันโอชะในโลกโซเชี่ยลจนได้ ลอฟเรน เกิดในครอบครัวชาวโครแอต ตั้งแต่สมัยอาณาจักรยูโกสลาเวียยังไม่ล่มสลาย แตกออกเป็นเสี่ยงๆ หลายประเทศเหมือนเวลานี้ แต่ช่วงเขาลืมตาดูโลกใหม่ สงครามกลางเมืองกำลังคุกรุ่นเหลือเกิน พอได้ 3 ขวบพ่อแม่ต้องอพยพหนีตายย้ายไปอยู่ที่มิวนิค ลอฟเรน จึงเติบโตและเรียนหนังสือที่เยอรมันช่วงเริ่มจำความได้ กระทั่งพอย่าง 10 ขวบ ไฟสงครามมอด เสียงระเบิดจางหาย ครอบครัวจึงหอบหิ้วกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดอีกครั้ง ปัญหาคือ ลอฟเรน ต้องมาเรียนรู้ภาษาโครแอตเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งมันยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเด็กที่จำความได้ดีและกำลังคล่องภาษาเยอรมันกับอิงลิช กระนั้นที่นี่ทำให้เขาได้รู้จักเกมลูกหนัง ต่อยอดความต้องการจะเป็นนักเตะอาชีพ แล้วเมื่อฉายแววเปล่งปลั่งจึงได้เข้ามาอยู่ในอะคาเดมี่ของ ดินาโม ซาเกร็บ สโมสรเบอร์หนึ่งของลีกโครเอเชีย อายุเพียงแค่ 17 ก็ถูกผลักดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ แม้จะมีถูกปล่อยยืมไปฝึกวิทยายุทธ์กับ อินเตอร์ ซาเปรซิช 2 ฤดูกาล แต่นั่นไม่อาจหยุดยั้งผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมรับได้ ปี 2010 ลียง ทีมชั้นนำของลีกเอิง ยอมควัก 10 ล้านยูโรกระชากตัวไปร่วมขันนอตหลังบ้านด้วย ลอฟเรน จึงต้องหอบหิ้ว อนิต้า แฟนสาวซึ่งครบกันมาตั้งแต่อายุ 16 มาใช้ชีวิตด้วยกันต่างบ้านต่างเมือง เช่นเดียวกับตอนโยกมายัง เซาธ์แฮมป์ตัน ในปี 2014 เขาก็นำครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันที่อังกฤษด้วย เพียงแต่บางช่วงเวลา อนิต้า ต้องพาลูกๆกลับไปยังโครเอเชีย ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นเองได้เกิดตราบาปกับ ลอฟเรน ขึ้นอย่างคาดไม่ถึง มันหนักถึงขั้นเกือบทำให้ชีวิตเสียศูนย์ด้วยซ้ำไป ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือยูโร 2016 โครเอเชีย ฝ่าด่านรอบคัดเลือก ได้สิทธิ์เข้าไปโม่แข้งในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสสำเร็จ แต่พอกางโผรายชื่อ 23 แข้งออกมา ปรากฏว่าไร้ ลอฟเรน อย่างน่ากังขา ตอนแรกคิดว่ามีปัญหาไม่ลงรอยกับ อันเต้ ซาซิช กุนซือของทัพตาหมากรุกขบวนนั้น เลยโดนถีบหัวส่งตามระเบียบ ข่าวนี้ถูกปล่อยออกมาจากทางฝั่งโครแอต เพื่อลดกระแสและกลบความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ความจริงคือ อินาต้า ภรรสุดที่รักของ ลอฟเรน นี่แหล่ะ ทิ้งลูกชาย 2 คน แล้วแอบไปสานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายคนหนึ่งหรือพูดง่ายๆ คือมีชู้นั่นแหล่ะ แต่ที่ต้องไปหาไออุ่นจากอกชายอื่น ว่ากันว่า ลอฟเรน เองก็บกพร่องในเรื่องบางอย่างด้วย ดังนั้นตัวเขาก็เลยขอสละสิทธิ์ยอมไม่ไปลุยยูโร เพื่อหวังจะใช้ช่วงเวลานั้นเคลียร์ปัญหาหัวใจให้เรียบร้อย เตียงที่หักในตอนแรกเริ่มได้รับการซ่อมแซมจากทั้งสองคน โดยมีลูกชาย 2 หน่อนี่แหล่ะเป็นที่ยึดเหนี่ยวไว้ ไม่ให้อะไรต่อมิอะไรมันลุกลามเลยเถิดไปไกล ภาพ ลอฟเรน พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจออกมาให้เห็นเรื่อยๆ จนคาดว่าไม่น่าจะมีอะไรติดค้างคาใจกันอีก อย่างไรก็ตามความมาปูดภายหลังว่า เหตุที่เตียงหักรักร้าวนั้นเพราะกองหลังหน้าโหดถูกโยงกับมาเฟียขาใหญ่ระดับประเทศที่ชื่อว่า ดาริโอ ทอร์บิช นี่ไม่ใช่นักเลงกระจอกที่ไหน แต่คือผู้ทรงอิทธิพลด้านมืดระดับประเทศ ทำหมดทุกอย่างที่คนดีๆ ไม่สนใจทั้ง ปล้น ฆ่า ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ กรรโชก ขมขู่ อะไรต่อมิอะไรสารพัดเท่าที่จะรีดเงินจากกระเป๋าคนอื่นได้ กระซิบกันมาว่า ทอร์บิช คือตัวการสำคัญทำให้ความรักของ ลอฟเรน มีปัญหา เพราะหากมีการหย่าเกิดขึ้น ฝ่ายหญิงจะได้รับส่วนแบ่งสินสมรสร่วมๆ 4 ล้านปอนด์ ช่วงเวลาเดียวกันแฟลตหรูหรา 3 ห้องนอนในซาเกร็บของ ลอฟเรน เคยถูกวางแกสยานอนหลับ แล้วพวกมิจฉาชีพ กวาดทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยลอยนวลหายจ้อยไปด้วย ลอฟเรน เองเริ่มห่วงลูก 2 คนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นลบข้อมูลต่างๆ ออกจากแอคเคาท์โซเชี่ยลของตัวเองทั้งหลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาะแสแก่พวกประสงค์ร้าย ปัญหาครอบครัวที่ยุ่งตุงนัวพันกันวุ่นนี้เอง มันส่งผลกระทบไม่น้อยกับผลงานในสนามของเขา จนทำให้หลายต่อหลายครั้งดูเหมือนจะสมาธิหลุดดื้อๆ นำไปสู่การเสียประตู ใครที่ต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้เข้ารับรองได้ว่าไม่ต่างจาก ลอฟเรน หรืออาจจะเตลิดไปไกลกว่าด้วยซ้ำ เขายังพยายามสงบจิตใจเพื่อลงเล่นได้ขนาดนี้ ต้องนับถือเลยทีเดียว เกมปราชัยนัดแรกในลีกของ ลิเวอร์พูล ดูเหมือนว่าแสงสปอร์ตไลต์จะส่องมาที่กองหลังโครแอตอย่างช่วยไม่ได้ ประตู 1-0 แมนฯซิตี้ ขึ้นนำจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" หลายคนมองว่า ลอฟเรน ประมาท ประกบห่างเกินไป จนทำให้โดนลงโทษ ขณะเดียวกันช่วงท้ายเกมที่เต็มไปด้วยความเครียดและหงส์แดงตามหลัง 2-1 นั้น จะเห็นได้ว่ามีอยู่จังหวะหนึ่ง ฟาน ไดค์ โวยใส่เพื่อนเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ลนลานรีบโยนบอลมั่วๆ ไร้ทิศทาง แทนที่จะเปิดออกข้างเพื่อให้ตัวริมเส้นครอสเข้าไป ซึ่งน่าจะกดดันได้ดีกว่า ช็อตนี้แหล่ะที่โซเชี่ยลนำมาเล่นกันเยอะ และแน่นอน ลอฟเรน กลายเป็นเหยื่อเหมือนเช่นเคย ถ้าฟุตบอลคือการเล่นเป็นทีมและความพ่ายแพ้ควรต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด อย่างที่เราพูดกันไว้อย่างสวยๆ หล่อๆ นั้น มันคงไม่ยุติธรรมกับ ลอฟเรน เลยใช่ไหม? แต่ไม่ว่าเรื่องไหนยุติธรรมหรือไม่ เว็บไซต์นี้มีความสนุกแบบแฟร์ๆแน่นอนกับ MYSBOBET รับรองความสนุก ตื่นเต้น ซื่อตรง บริการรวดเร็ว ติดต่อมาที่เราเลย : https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ดิโอโก้ จากไปแต่ปราสาทสายฟ้าพร้อมล่าแชมป์ต่อ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต คือกองหน้าต่างชาติที่ดีที่สุดในไทยลีกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ที่เคยมีมานี่คือนักเตะบราซิเลียนที่สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุกหลายคนว่าลีลาของเขาบางครั้งเหมือนกับ Edit มาจากในเกมมาชัดๆดิโอโก้ ย้ายมาค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2015 ลงสนามรวม 159 นัด ซัดไป 132 ประตู กับอีก 45 แอสซิสต์ และยิงได้ถึง 33 ประตูในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาค้าแข้งเมืองไทย เมื่อฤดูกาล 2015 พร้อมหอบความสำเร็จมากมายมาสู่สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตลอด 4 ปีที่เขาสวมยูนิฟอร์ม "ปราสาทสายฟ้า" โดยพาทีมคว้าแชมป์มากถึง 11 รายการและถือเป็น 1 ในกองหน้าไทยลีกที่กองหลังฝ่ายตรงข้ามเกรงกลัวและให้ความเคารพมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งที่ยากจะรับมือ...การย้ายออกจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปซบ “เสือใต้มลายู” ยะโฮร์ ดารูล ทักซิม ทีมยักษ์ใหญ่ของซูเปอร์ลีก มาเลเซีย จึงเป็นประเด็นที่ร้อนที่จะสะเทือนไทยลีกที่สุดในเวลาภายหลังที่ตกเป็นข่าวลือตั้งแต่ช่วงเคาท์ดาวน์ปีใหม่ ที่ไร้เงา ดิโอโก้ ไปร่วมงานที่บุรีรัมย์ ล่าสุดตอนนี้เหลือแค่เปิดตัวเป็นทางการกับทีมมหาเศรษฐีลีกมาเลเซีย ในช่วงสัปดาห์หน้าเท่านั้นเบื้องหลังดีลนี้บอกเลยไม่ธรรมดาเลย ว่ากันว่า “เสือใต้มลายู” แอบเหล่ตาม ดิโอโก้ มานานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่กองหน้าบราซิเลียน ซัดประตูใส่พวกเขาในเกมอุ่นเครื่องที่เจอกันในปี 2017แต่ทาง "ปราสาทสายฟ้า" ก็ไม่มีท่าทีจะขายดาวยิงตัวเก่งรายนี้แต่อย่างใดจนมาล่าสุด ดิโอโก้ ที่เหลือสัญญากับทีมอีกเพียง 1 ปี ลังเลที่จะต่อสัญญากับบุรีรัมย์ ออกไปอีก ทำให้ "ปราสาทสายฟ้า" จำเป็นต้องรับข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้จาก ยะโฮร์ ในทันทีว่ากันว่าค่าเหนื่อยที่ ดิโอโก้ ได้รับในการย้ายทีมครั้งนี้สูงถึงราว 3.2 ล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียวแต่ประเด็นต่อจากนี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียว ต้องมาดูกันว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ของท่านประธาน เนวิน ชิดชอบ จะเดินหน้าหากองหน้าดาวยิงตัวใหม่ที่จะมาแทนที่ ดิโอโก้ ได้อย่างไรแต่ล่าสุดแว่วๆมาว่า "บิ๊กเน" พร้อมจัดหนักใกล้คว้าดาวยิงดีกรีเล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาร่วมทัพ ซึ่งคาดว่าไม่นานคงได้เปิดตัวให้เป็นที่ฮือฮาแน่นอนมั่นใจว่าท่านประธานเนวิน ไม่ทำให้แฟนๆ ทัพปราสาทสายฟ้า ผิดหวังแน่นอนย้อนอดีตไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยปล่อยแข้งตัวเก่งอย่าง ชาช่า โคเอลโญ่, ฟร้อง โอฮองซ่า และ แฟร้ง อาเชียมปง , ออสมาร์ อิบันเญซ , คาเมโล่ กอนซาเลซ, กิลแบร์โต้ มาเชน่า, โก ซุลกิ และล่าสุด ยู จุน ซู ก็ถูกปล่อยออกจากทีมไปแต่พวกเขาก็หาแข้งมามาเติมเต็มสมดุลให้กับทีมได้ตลอดนโยบายการทำทีมของ "บิ๊กเน" ที่ไม่ยึดติดกับนักเตะคนใดมากเกินไป เน้นที่ระบบการเล่นและความสัมพันธ์ในทีมมากว่า นำพามาซึ่งความสำเร็จ คว้าแชมป์อย่างต่อเนื่องนั่นเองถึงแม้ตอนนี้การจากไปของ ดิโอโก้ จะทำให้แฟนๆปราสาทสายฟ้ารู้สึกใจหายบ้าง แต่มั่นใจว่า อีกไม่นาน "บิ๊กเน" จะเปิดตัวแข้งตัวความหวังใหม่กับทีมอีกต่อเนื่องอย่างแน่นอนเชื่อว่าจะเป็นบิ๊กดีลที่ฮือฮาไม่แพ้ดีลของ ดิโอโก้ไม่ต้องห่วงไป ยังไงน้าเนวินก็ไม่มีทางทำให้แฟนๆผิดหวัง MYSBOBET มั่นใจในวิสัยทัศน์ของผู้นำคนนี้ แต่ถ้าใครอยากได้วิสัยทัศน์ดีๆให้ติดต่อมาที่เราเลย : https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

หวังให้รุ่งพุ่งให้สุด

"ถ้านายเซ็นฉันก็เซ็น"ประโยคนี้ เอแด็น อาซาร์ เคยพูดกับ ติโบ กูรก์ตัวส์ เมื่อต้นปี 2018 เรื่องขยายสัญญาฉบับใหม่ออกไปตอนพูดนั้นสถานการณ์หลายอย่างเป็นใจ มีสัญญาณเตือนที่ดีว่าทั้งคู่จะอยู่โยง เชลซี แบบยาวๆ พร้อมเป็นแกนหลักให้ในอนาคตสองคนนี้แนบแน่นเพราะเป็นเบลเจี้ยนเหมือนกัน อยู่ในแคมป์ทีมชาติด้วยกันเสมอ อีกทั้งเห็นหน้าค่าตากันตั้งแต่ระดับเยาวชนแม้ อาซาร์ จะมาจากเขตวาลูนซึ่งผูกพันกับฝรั่งเศส ส่วน กูรก์ตัวร์ เป็นพวกเฟลมมิชที่ใกล้ชิดกับฮอลแลนด์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมีปัญหาอะไรยิ่งมาอยู่ด้วยกันที่ลอนดอนในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แถมวัยไม่ต่างกันมาก มันก็ยิ่งมีแรงผลักดันให้สนิทได้ไม่ยากเลยในวันที่ทุกอย่างไปได้สวย สิงห์น้ำเงินประสบความสำเร็จ อะไรต่อมิอะไรดูราบรื่น ใครก็อยากฝากอนาคตไว้ทั้งนั้นแหล่ะอาซาร์ ตัดสินใจขยายสัญญากับสิงห์น้ำเงินออกไปเมื่อราวๆ 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยจะหมดอายุซัมเมอร์ 2020นั่นหมายความว่าเหลืออีกราวๆ ปีเศษด้วยกัน ซึ่งเหลือบดูปฏิทินคราใด ยิ่งทำให้ เชลซี ร้อนใจมากขึ้นเท่านั้นเมาริซิโอ ซาร์รี่ เล่าให้ฟังเลยว่าสโมสรพยายามเปิดโต๊ะคุยกับเอเยนต์ของ อาซาร์ ทุกสัปดาห์ด้วยกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้แรกทีเดียวคิดว่าเรื่องเงินคือปมใหญ่ที่บีบให้ซูเปอร์สตาร์เบลเจี้ยน ไม่ยอมพยักหน้าโอเคของเดิมเขาฟันที่ 220,000 ปอนด์ต่อวีก ซึ่งมากสุดในทีม กระทั่งมาถูก เอนโกโล่ ก็องเต้ ทำลายไม่นานมานี้ฉบับใหม่ไม่น่าจะน้อยกว่า 350,000 ปอนด์ด้วยกัน ซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของสิงห์น้ำเงินทันทีและหากนับรายได้จากค่าแรงเพียวๆ ก็น่าจะติดท็อปไฟฟ์ของโลกทว่า อาซาร์ เพิกเฉยเหมือนเดิม มันเป็นการตอกหัวตะปูย้ำเลยว่า ตัวแปรสำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินแล้วมันน่าจะอยู่ที่หัวใจของเขาต่างหาก-----------------ครอบครัวของ อาซาร์ ล้วนเกิดมาเพื่อฟุตบอลอย่างแท้จริงนอกเหนือจากน้อง ธอร์กกาน อาซาร์ ที่กำลังสร้างชื่อระบือนามกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในเวลานี้ แคริน กับ เธียร์รี่ แม่กับพ่อบังเกิดเกล้าก็เป็นแข้งอาชีพด้วยเช่นเดียว แม้จะไม่โด่งดังเท่าลูกก็ตามไม่เท่านั้น คีลิยัน น้องอีกคนก็ยึดฟุตบอลเป็นไบเบิลแห่งชีวิต ปัจจุบันมีสัญญากับเชลซี แต่โดนปล่อยให้ เซอร์เคิ่ล บรู๊ค สโมสรในเบลเยี่ยมยืมตัวไปใช้งานพลางๆ ก่อนด้วยความที่พ่อเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับ ส่วนแม่เป็นกองหน้าตีนระเบิด เขาจึงได้เรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังแบบรอบด้าน ต่อให้นิยมเล่นเป็นตัวรุกในแบบที่ถนัดก็ตามพ่อสอนเลยว่าเกมรับคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักเตะทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งคุณจะเป็นซูเปอร์สตาร์หรือมนุษย์ต่างดาวท่ามกลางการฟูมฟักเอาใจใส่อย่างดีจากพ่อและแม่ เขาจึงเติบใหญ่ขึ้นมาด้วยฝีเท้าที่ก้าวข้ามเพื่อนรุ่นเดียวกันแววออกมาตั้งแต่ 5 ขวบ ซึ่งโค้ชคนแรกของ อาซาร์ บอกเลยว่า เด็กคนนี้ทำได้หมดทุกอย่าง ไม่รู้จะจับอะไรยัดใส่สมองอีกแล้ว นี่เป็นสัญชาตญาณอย่างแท้จริง พร้อมทั้งกำชับผู้ปกครองเลยว่าดูแลให้ดีเถอะ จะยิ่งใหญ่บนถนนสายนี้แน่นอนไอดอลที่ อาซาร์ เทิดทูนหลักๆ มีอยู่ 2 คนด้วยกันคนแรกคือ ซีเนดีน ซีดาน ที่เขายอมรับว่านั่งดูเทปได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ โดยเฉพาะเทคนิคอันแพรวพราว บวกกับความฉลาดปราดเปรื่องชนิดหาตัวจับยากคนสองคือ เธียร์รี่ อองรี นักเตะที่ชื่อเหมือนพ่อของเขา ด้วยลีลาพลิ้วไหว เหมือนวิ่งบนยอดหญ้าเหาะเหินเดินอากาศได้จริงๆ ย่อมสะกดให้ อาซาร์ หลงใหลดาวเตะเฟร้นช์รายนี้นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเลือกเชียร์ทีมชาติฝรั่งเศส มากกว่าจะเป็นเบลเยี่ยมประเทศบ้านเกิดตามประสาเด็กๆ นั่นแหล่ะ ในเมื่อชาติตัวเองไปได้ไม่ถึงไหน อีกทั้งยังอยู่ในเขตวาลูนซึ่งใกล้ชิดกับฝรั่งเศส จึงผูกพันถึงขั้นฝากใจให้เลยขนาดสโมสรแรกในระดับอาชีพยังเป็น ลีลล์ เลยด้วยซ้ำ เท่านี้ก็ยืนยันได้แจ่มชัดทุกอย่างแล้วแล้วสโมสรล่ะ อาซาร์ เชียร์ทีมไหนกัน?หากให้สันนิษฐานแล้วในเมื่อเขาชื่นชอบยกย่อง ซีดาน เป็นนักหนา เรอัล มาดริด น่าจะเป็นคำตอบที่น่าสนใจจริงๆ อาซาร์ แทบไม่เคยบอกเลยว่าเอาใจช่วยสโมสรไหนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาเล่นในลอนดอน เขาบอกเพียงแค่ว่ามีความสุขดีกับ เชลซี เท่านั้นเองแต่ก็ไม่ปิดบังเช่นกันว่า เรอัล มาดริด คือทีมยิ่งใหญ่สุดในโลกและมันคงดีไม่น้อยหากได้ย้ายไปร่วมทีมอย่างที่รู้กัน มาดริด เป็นเหมือนปลายทางความฝันของนักเตะหลายต่อหลายคนด้วยกัน การได้สวมยูนิฟอร์มสีขาวของราชันแห่งยุโรปจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจฝันที่เป็นจริง -- นักเตะหลายคนที่ได้ไปถึงจุดนั้นมักจะพูดในทำนองนี้------------ซัมเมอร์ที่ผ่านมา กูร์กตัวส์ ตัดสินใจย้ายไปยืนตระหง่านระหว่างสองเสาประตูให้กับ เรอัล มาดริดว่ากันว่าสร้างความเสียใจให้กับ อาซาร์ ไม่น้อย"ถ้านายเซ็นต่อ ฉันก็จะเซ็น" ประโยคนี้ยังน่าจะดังก้องในโสตประสาทแต่วันนี้ กูร์กตัวส์ ไม่ขยายต่อไม่พอ ยังหนีไปราชันชุดขาวสโมสรที่ อาซาร์ มีความฝันอันบรรเจิดว่าจะได้ไปอยู่ที่นั่้นนายด่านก้านยาวให้เหตุผลว่าไม่ต้องการต่อสัญญา เพราะอยากจะไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่มาดริด แล้วหากปล่อยให้ยืดเยื้อเคลียร์ไม่ได้ หมายความว่า เชลซีจะต้องเสียแบบฟรีๆ ในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ฉะนั้นเลยต้องกลืนเลือดยอมขายให้ มาดริด ในราคาแค่ 30 ล้านยูโรส่วน อาซาร์ ยังปิดปากเงียบ ปล่อยให้พวกสื่อทั้งหลายคาดเดากันไปเองทั้งสิ้นรู้แต่เพียงว่าจะประกาศถึงอนาคตตัวเองในฤดูร้อนนี้แหล่ะ ว่าจะเอาอย่างไรดีแต่ดูเหมือนว่า เชลซี จะประเมินสถานการณ์ไว้แล้วว่า ต้องเสียแข้งแกนหลักรายนี้ไปแน่ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ยอมจ่าย 58 ล้านปอนด์ กระชาก คริสเตียน พูลิซิช มาล่วงหน้าแม้จะไม่มีการยืนยันอะไรเลย แต่เชื่อกันว่า พูลิซิช จะมาเป็นตัวแทนของ อาซาร์ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมากูรูหรือนักวิเคราะห์หลายต่อหลายคนมองว่า น่าจะถึงเวลาที่ดาวเตะเบลเจี้ยนได้ขึ้นมาเป็นเต้ย รับช่วงจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ได้แล้วแต่เอาเข้าจริง อาซาร์ ก็ยังพุ่งไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น ไม่สามารถยืนหยัดรักษาฟอร์มที่พีกของตัวเองได้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสภาพจิตใจที่แบกรับความกดดันในบางสถานการณ์ไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งมัวแต่กังวลกับสิ่งเร้ารอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอนาคตหรือความสัมพันธ์กับผู้จัดการทีมลึกๆ อาซาร์ หวังว่าการได้ย้ายไป เรอัล มาดริด จะช่วยผลักดันให้เป็นแข้งเบอร์หนึ่งของโลกได้เสียที เพราะที่นั่นมีปัจจัยหรือตัวแปรต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนมากกว่าส่วนทางยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุเองก็น่าจะแฮปปี้ไม่น้อยไปกว่ากัน นับตั้งแต่เสีย โรนัลโด้ ไปแล้ว ยังไม่ได้ใครมาทดแทนตามโปรเจ็คต์กาลาคติกอสเลยด้วยซ้ำอยากได้ อาซาร์ มาตลอดก็จริง แต่ราคาก็แพงมหาโหดเกินไป ราชันชุดขาวที่เขี้ยวในเรื่องดีลนักเตะไม่ยอมจ่าย 200 ล้านยูโรตามที่สิงห์น้ำเงินเรียกร้องแน่แต่ถ้า อาซาร์ ประกาศว่าไม่ต่อสัญญาออกไป มันก็บีบให้ต้องขาย โดยทางมาดริดยอมจะควัก 50 ล้านปอนด์ให้เป็นค่าเลี้ยงดู เพราะยังไงนักเตะก็ต้องการจะย้ายมาอยู่แล้วอีกทั้งผลงานของ เชลซี ก็เริ่มจะแผ่วไม่ร้อนแรงเหมือนต้นฤดูกาล มีโอกาสที่จะหลุดจาก 1 ใน 4 อันหมายถึงโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยซ้ำถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็ยิ่งง่ายต่อการตัดสินใจภาพรวมกว้างๆ ถึงอนาคตของ อาซาร์ น่าจะอยู่ในกรอบประมาณนี้แหล่ะมันเหมือนเดิมพันครั้งใหญ่ในชีวิต ไปคราวนี้ก็เพื่อถีบตัวเองให้ก้าวขึ้นมาแบบสุดขีด เป็นหมายเลขหนึ่งของโลก เบียดแย่งกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และ เนย์มาร์ไม่อย่างนั้นชีวิตค้าแข้ง อาซาร์ จะอยู่กับคำว่า "เกือบ" ตลอดไปส่วนใครที่ไม่ชอบคำว่าเกือบแต่ชอบลงมือทำในทันทีล่ะก็อย่ารอช้ากับ Sbobet777 ที่พร้อมให้คุณลุยตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99หรือ ใครยังสงสัย เล่นแทงบอล ให้เพิ่ม ความสนุก ต้อง sbobet คือ อะไร คลิกไปอ่าน ไม่เสียหาย รู้ไว้ ให้เข้าใจ ก็ยังดี เพิ่มความรู้ให้สมอง>> และแนะนำ แหล่งข่าว แหล่งใหม่ รวมใหม่ ล่าสุด ข่าวลิเวอร์พูลคลิกเลย รวบรวมไว้หมดแล้ว

จะเป็น 4 หรือ 10

หลายต่อหลายเกมที่ แมนฯซิตี้ ไล่ถล่มคู่ต่อสู้ยับเยิน แต่เรายังมักจะได้ยินเสียงบ่นมาจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่ามันสะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ละเอียดทุกกระเบียดนิ้วจริงๆที่สำคัญต้องการแสวงหา "ความสมบูรณ์แบบ" แม้ในโลกแห่งความเป็นจริงจะไม่มีอยู่ก็ตามแน่นอนว่านี่คือแนวทางของกุนซือสแปนิชมาช้านาน ชัดเจนด้วยวิธีการ อีกทั้งยังน่าตื่นตาตื่นใจกับคนที่ได้ชมเกมของเขาสองครั้งสองคราวในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2009 และ 2011 ซึ่ง แมนฯยูไนเต็ด พ่ายให้ บาร์เซโลน่า อย่างราบคาบทำให้บรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังต้องยอมรับว่านี่คือการเล่นที่ง่ายแต่งดงาม เกิดมาเป็นตัวเป็นตนอยู่ในวงการลูกหนังมาหลายสิบปีไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อนบางคนบอกว่า เพราะศักยภาพผู้เล่นของบาร์ซ่านั้นล้วนแต่พระกาฬทุกคน โดยเฉพาะแดนกลาง ทำงานกันสอดประสานลงตัวของ ชาบี เอร์นานเดซ , อันเดรส อิเนียสต้า , เซร์กี้ บุสเก็ตส์ จนกระทั่งไปข้างหน้าถึง ลิโอเนล เมสซี่อย่างไรก็ตามเราต้องให้เครดิตกับ เป๊ป ซึ่งอยู่กับทีมขบวนนี้และสร้างให้เกิดความสมดุลตามสไตล์ของตนอย่างแท้จริงการต่อบอลเท้าต่อเท้าอันแม่นยำและเคลื่อนไหวหาตำแหน่งกันแบบกลมกลืนคือลายเซ็นของเขาอย่างแท้จริงนอกจากนี้ยังทำให้ลูกทีมแต่ละคนก้าวข้ามอุปสรรคเรื่องรูปร่างอีกต่างหาก ตัวเล็กแล้วไง ยักไหล่เข้าไว้ ใช้ฝีเท้าอันแท้จริงเป็นสิ่งพิสูจน์เอาพอโยกมาลงเรือใบสีฟ้า ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก ลูกทีมแต่ละคนเหมือนถูกฝังชิปไว้ว่าต้องเล่นแบบนี้อย่างไรก็ตามบางครั้งยิ่ง เป๊ป ต้องการความเพอร์เฟคต์มากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งวิ่งหนีมากขึ้นเท่านั้นเหมือนอย่างที่ต้องเผชิญหน้าในยามนี้...----------------------ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือหนึ่งในผู้ปฏิวัติพรีเมียร์ลีก สามารถฉีกกฏหรือทำลายจารีตเดิมได้อย่างไม่น่าเชื่อปกติแล้วฟุตบอลอังกฤษจะมีรูปแบบหรือแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนชัดเจนมากนี่คือลีกที่เน้นการต่อสู้ด้วยพละกำลัง ไม่ต้องครองบอลกันเยอะนัก อาศัยความเร็วและแข็งแกร่งบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามภาพรวมแบบกว้างอิงลิชฟุตบอลก็น่าจะประมาณนี้แหล่ะ"เฟอร์กี้สไตล์" ช่วยตอกหัวตะปูย้ำความจริงข้อนี้ คุณไม่ต้องครองบอลมาก แต่เข้าทำให้เร็วและเด็ดขาด ก็น่าจะเพียงพอสำหรับชัยชนะตอน เป๊ป รับงานที่อังกฤษ กูรูหรือนักวิเคราะห์ทั้งหลายบอกเลยว่า มันยากที่จะยกเอาฟุตบอลแบบบาร์เซโลน่ามาใช้ในพรีเมียร์ลีก เพราะมีองค์ประกอบและตัวแปรต่างกันมากฉะนั้นหาก เป๊ป ต้องการจะประสบความสำเร็จที่นี่ จำต้องรู้จักปรับตัวหรือเปลี่ยนสไตล์ด้วยกระนั้นการที่เราจะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนที่เคยประสบความสำเร็จตามแนวทางตัวเองมาก่อน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้หรือว่ายากที่สุดแล้วเป๊ป เป็นตัวเขาเองเรื่อยมา ยืนหยัดในวิถีของตน นั่นคือเน้นการครองบอลและส่งกันอย่างแม่นยำ จะโยนยาวเท่าที่จำเป็นหรือคิดว่าชัวร์ร้อยเปอร์เซนต์เขาไม่สนใจเรื่องลดการครองบอล เพราะช่วง 3 ฤดูกาลหลังสุด มันฟ้องอยู่ทนโท่ว่า แมนฯซิตี้ คือเจ้าพ่อในเรื่องนี้ เฉลี่ยแล้วกว่า 60 เปอร์เซนต์ เหนือกว่าคู่ต่อสู้มากนักอีกทั้งการมีงบประมาณให้ใช้จ่ายซื้อผู้เล่นตามต้องการคืออีกแรงสนับสนุนที่ทำให้ เป๊ป ได้ทำในสิ่งตัวเองปรารถนาด้วยความที่โครงสร้างและความคาดหวังตอนมา แมนฯซิตี้ นั้นต่างจากช่วงเขาอยู่สเปน ที่นี่ไม่มีเวลามากนัก คุณต้องรีบกอบโกยความสำเร็จให้เร็วที่สุดเพื่อเซฟเก้าอี้และชื่อเสียงของตัวเองการซื้อเท่านั้นจะเป็นทางออกที่ดีสุดขณะเดียวกันลูกทีมของเขาจะต้องฝึกการใช้เท้าส่งบอลที่แม่นมากๆ ไหนจะเคลื่อนไหวหาที่ว่างหรือช่องการเข้าทำด้วยกระทั่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ จนถึงวันหนึ่งเขาถึงกับหลุดประโยคว่า"หลายคนบอกว่าเราไม่สามารถทำตามแนวทางของ บาร์ซ่า ในลีกอังกฤษได้ แต่ตอนนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้ว"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป๊ป จะเข้ามาเขย่าพรีเมียร์ลีกได้รุนแรงแค่ไหน นอกเหนือจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่งัดระบบเพรสซิ่งแบบเข้มข้นมาใช้แต่บางทีความสมบูรณ์แบบหรือการย่ามใจในวิธีของตัวเองมากเกินไป จนดูเหมือนจะตึงไม่มีผ่อนปรน กลายเป็นผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงเกมรับกับความผิดพลาด บวกกับความไม้เด็ดขาดในแนวรุกเป็นการบ้านกองโตที่เขาต้องรีบสางและลดช่องว่างบนตารางคะแนนจาก ลิเวอร์พูล ให้เร็วที่สุด-------------เท่าที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าฟูลแบ็กคือหนึ่งในจุดแข็งของเรือใบสีฟ้านอกจากเกมรับจะต้องเหนียวแน่น ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาคุกคามพื้นที่อันตรายได้ง่ายๆยังต้องทะลุพรวดพราดเติมเกมรุกได้อย่างดุเดือดอีกต่างหากแต่พักหลังนอกเหนือไปจากพลังรุกตรงตะเข็บจะเริ่มแผ่วลง ไม่เป็นไปอย่างที่เคยแล้วแบ็กทั้งสองข้างยังเผยให้เห็นความผิดพลาดในเกมรับอีกต่างหากด้วย ยืนยันได้จากเกมที่ปราชัยให้ เลสเตอร์ ที่ผ่านมาไคล์ วอล์คเกอร์ หรือ ดานิโล่ ไม่อาจโปะรูรั่วตรงแบ็กขวาได้ บางครั้งขาดสมาธิยืนประกบตัวห่าง บางครั้งอ่านเกมพลาด จนโดนลงโทษอย่างเจ็บปวดส่วนแนวรุกที่เคยจัดจ้านเด็ดดวง รุกฆาตแต่ละทีแทบไม่มีความผิดพลาด ก็เริ่มที่จะเปลี้ยไร้ไอเดีย ผิดไปจากที่เคยผู้เล่นหลายคนดูเหมือนจะมั่นใจตัวเองมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันบางจังหวะกลับดูเกร็งหรือกดดันราฮีม สเตอร์ลิง เริ่มใช้โอกาสเปลืองเช่นเดียวกับ ริยาด มาห์เรซ ที่มักจะเห็นแก่ตัวมากไป จนมองข้ามที่จะเปิดป้อนให้เพื่อนร่วมทีม ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเหม็งกว่าส่วน เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" ก็ไม่ต่างกันนัก จากที่เคยคมกริบดุจมีดโกนอาบยาพิษ ก็มีอาการเป๋ให้เห็น พอคลำเป้าไม่ค่อยเจอหรือทำโอกาสทองหลุดลอยไป ความมั่นใจก็หดหายตามด้วยแล้วเมื่อหลายคนฟอร์มแกว่งพร้อมๆกัน เกมรับกับรุกก็แย่ไปในเวลาเดียวกัน แมนฯซิตี้ เลยโดนทำร้ายอย่างที่เห็นนี่ไม่นับโชคชะตายังเล่นบทโหด พลาดเมื่อไรเป็นต้องโดนลงโทษเมื่อนั้นอีกข้อจากที่สองสัปดาห์ก่อน แมนฯซิตี้ ยังเป็นเต็งหนึ่งในสายตาบุ๊คเมคเกอร์กลายเป็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนรวดเร็ว ชนิดสาวกเรือใบยังตั้งตัวแทบไม่ทันกันเลยด้วยซ้ำตอนนี้อย่าเพิ่งถามหาความสมบูรณ์แบบเลย แค่ก้าวข้ามปัญหาตรงหน้าให้ได้ก่อนน่าจะดีกว่า-----------"ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่เปลี่ยนแนวทางตัวเองเด็ดขาด"เป๊ป ยังยืนยันมั่นคงกับรูปแบบการทำทีมของตน หลังจากเจอกนักข่าวจี้ถามประเด็นว่าสมควรต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นหรือไม่อย่างที่บอกไว้นั่นแหล่ะว่า การจะเปลี่ยนความคิดคนที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลภายในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วัน ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายจริงอยู่คนระดับนี้ ย่อมต้องพยายามรับมือและเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้เชื่อว่าการแก้ส่วนหนึ่งจะจบลงด้วยการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมในตำแหน่งที่คิดว่าขาดและอยากจะเติมลงไปจริงๆอย่างไรก็เถอะกฎไฟแนนเชี่ยลแฟร์เพลย์ที่ตามหลอกหลอนอยู่ตอนนี้ อาจเป็นข้อจำกัดในแนวทางแก้ปัญหาด้วยเงินของเรือใบสีฟ้าปมสำคัญที่ต้องปลอดเปลื้องให้ได้คือเกมวันพฤหัสบดีนี้ที่จะต้องรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล นั่นแหล่ะจาก 7 จะเป็น 4 หรือทวีไปถึง 10 จนทำให้อาจต้องยอมศิโรราบบอกลาการป้องกันแชมป์เป๊ป นี่แหล่ะจะเป็นคนตอบคำถามด้วยตัวเอง----------------------------------แต่กว่าจะเป็น แมนฯซิตี้ ได้เหมือนทุกวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องใช้เวลา มีระบบ มีลำดับขั้นตอน และสิ่งที่สำคัญคือจิตวิทยาการสื่อสารพูดคุยระหว่างโค้ชกับนักเตะในทีม รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆเช่นกัน สามารถติดตามหนังสารคดีซีรีย์ All or Nothing ของ Manchester City (แปลซับไทย) ได้ที่นี่ครับ >> https://goo.gl/F3FdaCส่วนใครอยากลองสิ่งยากๆจากที่อื่นมาพบกับความง่ายๆสบายๆพร้อมกับโปรโมชั่นเด็ดๆต้องมานี่เลย MYSBOBET ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

มากกว่าคำว่ารัก

ถ้าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์ส่งท้ายปีเก่า คงหนีไม่พ้นการกลับสู่อัตลักษณ์เดิมอีกครั้งของ แมนฯยูไนเต็ด นี่แหล่ะ นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ล้างมือในอ่างทองคำเมื่อปี 2013 การเล่นเกมรุกด้วยความเร้าใจและทรงพลังหายตามไปด้วย แทบไม่มีให้เห็นเลย หรือเต็มที่มาให้แฟนผีได้เห็นชื่นใจ 1-2 นัดเท่านั้น กระปริดกระปรอยหาความมั่นคงแน่นอนไม่ได้เลย กระทั่ง 3 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีกที่เพิ่งผ่านไป 3 นัด 12 ประตู 9 แต้มเต็ม เหมือนเราได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปไม่มีผิด ชัดเจนเลยว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้มาใหม่ในฐานะกุนซือรักษาการณ์ เข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศเหมือนชุบชีวิตใหม่ปีศาจแดงขึ้นมาอีกครั้ง แต่อย่างที่เรารู้กัน "ผู้มีบารมีนอกอำนาจ" ซึ่งอยู่ข้างหลังก็สำคัญไม่แพ้ด้วย ราวกับว่าเขาเป็นจอมขมังเวทย์ที่สามารถเสกชัยชนะและความสำเร็จได้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเขาจะต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง... ช่วงที่พา อเบอร์ดีน ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สลายสองขั้วอำนาจแห่งกลาสโกว์ ไม่ว่าจะเป็น เรนเจอร์ส หรือ เซลติก ได้สำเร็จนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีความฝันบางอย่างเกิดขึ้น นั่นคือนำ อเบอร์ดีน ผงาดขึ้นมาเกรียงไกรกว่าใครในเกรต บริเตน ล้มพวกสโมสรอังกฤษที่ชอบคุยโตโอ่ทับมาตลอดให้ราบคาบ เหมือนเมื่อปี 1967 ที่ เซลติก ประกาศศักดาเป็นทีมแรกจากเกาะอังกฤษคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพหรือเทียบเท่ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปัจจุบัน เพราะพวกสก๊อตติชเองตกอยู่ใต้ร่มเงาของอิงลิชมาตลอด แทบทุกอย่าง ยิ่งเรื่องของฟุตบอลด้วยแล้วกลายเป็นปมด้อยคอยรองรับความรู้สึกฝ่ายเดียว ประกอบกับ เฟอร์กี้ เองไม่ปลื้ม มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีสาวเจ้าของสมญา "นางสิงห์เหล็ก" ในเวลานั้นอยู่แล้วด้วย ตอนแม่ของเขาต้องเข้าไปรักษาตัวโรงพยาบาลของรัฐ เฟอร์กี้ รู้สึกว่างบประมาณที่ควรจะสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้คนเข้าถึงการแพทย์ที่ทันสมัยนั้น ถูกฝานแบ่งไปทำอย่างอื่นหมด อีกทั้งการดึงโรงพยาบาลบางแห่งออกมานอกระบบนั้น ถือว่าไม่ยุติธรรมด้วย เรื่องนี้ทำให้เขาแค้นอยู่ในใจอีกด้วย เมื่อบวกกับฟุตบอลที่ต้องตกเป็นรองเรื่อยมา ก็อยากจะช่วยผลักดันให้ อเบอร์ดีน ก้าวขึ้นมาเทียมหน้าเทียมตา ลิเวอร์พูล หรือ เอฟเวอร์ตัน ที่กระหึ่มเหลือเกินในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 ลำพังเคยพา อเบอร์ดีน คว้าแชมป์คัพวินเนอร์ส คัพ ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องการไปให้ไกลกว่านั้นอีก อย่างไรก็ตามปลายปี 1986 ข้อเสนอของ แมนฯยูไนเต็ด ทำให้ เฟอร์กี้ อดรนทนไม่ไหว ในสายตาของเขาปีศาจแดงอาจจะเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย แต่ก็ยังน่าสนใจเสมอ ต่อให้ได้ค่าจ้างน้อยกว่าตอนคุม อเบอร์ดีน ก็ตาม "ผมคิดว่ามันน่าตื่นเต้นนะกับการได้คุมยูไนเต็ด ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็คือสโมสรใหญ่ มีแฟนบอลยอดเยี่ยม แล้วยังกระหายความสำเร็จ" เขาเคยเล่าเอาไว้ถึงเหตุผลที่ยอมลงใต้มายังแมนเชสเตอร์ เมืองที่แทบไม่คุ้นเคยสักเท่าไร ตอนแรกป๋าเชื่อว่าระบบและโครงสร้างต่างๆ ของสโมสรนั้นดีอยู่แล้ว แต่พอเข้าไปสัมผัสเท่านั้นรู้ได้เลยว่าต่างจากที่คิดไว้ราวกับฟ้าเหว นอกจากค่าจ้างที่น้อยกว่าเดิมแล้ว งบประมาณในการซื้อผู้เล่นก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานในสโมสรตอนนั้นยอมรับเองว่ากำลังประสบปัญหาเรื่องการเงิน เครือข่ายหรือทีมงานแมวมองก็มีอย่างจำกัดอีก ที่นี่มีแค่ไม่ถึง 10 คนที่คอยตระเวนไปยังสโมสรอื่นเพื่อส่องฟอร์มผู้เล่น ต่างจากตอนกุมบังเหียน อเบอร์ดีน ซึ่งมีทีมงานสเกาท์มากกว่า 30 คน แล้วยังทำงานเป็นระบบอย่างชัดเจน ไม่ได้กระจัดกระจายจนวุ่นวายอย่างปีศาจแดง เฟอร์กี้ ต้องไปวางรูปแบบกันใหม่อีกที่นั่น ซึ่งมันน่าปวดหัวไม่น้อยสำหรับผู้จัดการทีมซึ่งมาจากสก๊อตแลนด์ แต่ที่หนักหนาสุดเห็นจะเป็นการสืบทอด "มรดกเลือด" จาก รอน แอ็ตกินสัน นี่แหล่ะ แม้ "บิ๊กรอน" จะเป็นกุนซือที่มีฝีมือ เน้นเกมรุกอันเร้าใจ แต่วินัยหย่อนยานมากๆ นั่นมันส่งผลมาถึงนักเตะด้วย นิสัยออกไปทางเพลย์บอย ชอบดื่มเสมอยามว่าง ตอนคุมซ้อมแทบไม่ได้ลงมาดูแลเองเลย ส่วนใหญ่ให้ผู้ช่วยจัดการ ส่วนตัวเองนอนสบายอยู่บนเตียงผ้าใบ ใส่แว่นกันแดด ราวกับมาปิคนิคไม่มีผิด แข้งแกนหลักหลายคนก็หมดสภาพ มีความสามารถแต่ขาดแรงจูงใจ ร่างกายก็ไม่อาจทนไหวกับการเล่นยาวนานตลอด 90 นาที พอล แม็คกรัธ กับ นอร์แมน ไวท์ไซด์ คือ 2 นักเตะที่อยู่ในข่ายอย่างว่า ฝีเท้าไม่ธรรมดา แต่ดื่มหนักทุกวันหลังซ้อมเสร็จ พอดื่มมาก พักผ่อนน้อย ร่างกายก็ต้องผุพัง เล่นไปได้สักพักก็เจออาการเจ็บคุกคาม ซ้อมหนักๆก็ไม่รอด ต่างจาก ไบรอัน ร็อบสัน แม้จะดื่มในปริมาณไม่ต่างจาก 2 คนนั้น แต่กัปตันมาร์เวลล์มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าและมักจะชอบซ้อมหนักๆ เพื่อให้เหงื่อท่วมอาการแฮ้งค์หายไป เฟอร์กี้ ต้องรื้อระบบใหม่ สั่งลูกทีมห้ามดื่มเกินความลิมิต ถ้ารู้เมื่อไรจะโดนโทษแน่ นั่นสร้างความเคืองแค้นให้กับขาใหญ่ในทีมไม่น้อย แต่เรื่องแบบนี้ป๋าเด็ดขาดมาก เมื่อรับนโยบายจากเจ้านายไม่ได้ ก็ต้องแตกหักกันเท่านั้น ทั้งสองคนจึงต้องเป็นฝ่ายไป เหลือไว้เพียงแค่ ร็อบโบ้ ซึ่งเคลียร์แบบเปิดอกกันเรียบร้อย นั่นหมายความว่ากว่า เฟอร์กี้ จะเข้าไปเช็ดถูปัดกวาดให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก็ต้องใช้เวลาอย่างมาก แถมยังต้องยอมเปลืองตัวปะทะกับอีกหลายฝ่ายด้วย ลองนึกสภาพดูว่าปัญหาภายในของ แมนฯยูไนเต็ด เวลานั้นเยอะมากแถมหลากหลาย ระบบต่างๆ แย่กว่าที่คิดไว้ พอต้องทำไปนานมากเข้าก็เริ่มผูกพัน อยู่โยงกับสโมสรแห่งนี้แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เฟอร์กี้ เคยบอกว่าไม่คิดเลยจากวันแรกในเดือนพฤศจิกายน 1986 จะมาถึงหน้าร้อนปี 2013 ยาวนานเกือบ 30 ปีในฐานะบทบาทผู้จัดการทีม นักข่าวก็เคยถามว่าทำไมถึงอยู่มาราธอน เขาตอบไปว่าบางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่ฟุตบอลมันมีพลังงานบางอย่างที่สามารถดึงดูดคุณให้ตรึงติดอยู่ตรงนั้น จนไม่อาจเดินหนีออกมาได้เลย จะบอกว่าหลงก็คงไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นภารกิจก็คงไม่เชิง มันราวกับว่าคุณต้องการอยู่ที่นี่เพื่อนำความสำเร็จมาสู่ทีม เห็นความสวยงามของฟุตบอล เห็นรอยยิ้มของแฟนบอล เท่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้แล้ว เหมือนกับทุกวันนี้ที่บอกเลิกไปหลายปี ก็ยังคงวนเวียนเข้ามาดูเกมของ แมนฯยูไนเต็ด อยู่เสมอ แม้จะอยู่ในฐานะไม่ต่างจากกองเชียร์คนหนึ่ง แต่มันเจ็บปวดเมื่อต้องเห็นผลงานไม่เป็นไปตามคาดหวัง ต่อให้ไม่อยากจะหวนคืนวงการแล้ว เมื่อถึงจุดที่คิดว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ความตกต่ำจะพุ่งเข้าชนในไม่ช้า เฟอร์กี้ คงทนเห็นสิ่งที่ตัวเองเพียรสร้างมา พังต่อหน้าต่อตาไม่ได้แน่ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ที่ศูนย์ฝึกแคร์ริงตัน โซลชา ได้เชิญ เฟอร์กี้ มาปลุกขวัญให้กำลังใจแข้ง แมนฯยูไนเต็ด หน่อย ป๋าอวยพรให้กับนักเตะทุกคน ให้สมหวังดั่งตั้งใจ วงในบอกว่าบรรยากาศชื่นมื่นอย่างยิ่ง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอวลไปหมด เช่นเดียวกับวันที่ โซลชา ได้เจอหน้านักข่าวแล้วบอกว่าบอสฝากความคิดถึงมาให้ นักข่าวเลยว่าบอสคนไหนหรือ? กุนซือรักษาการณ์เลยตอบไปว่า คนที่พวกคุณก็รู้ว่าใครนั่นแหล่ะ "จริงๆนี่ไม่ใช่สโมสรของผมนะ แต่เป็นของแฟนบอลทุกคนและเราต่างก็อยากเห็นความสุขที่เกิดจากเกมไม่ใช่หรือ?" ครั้งหนึ่ง เฟอร์กี้ เคยพูดกับแฟนผีไว้เช่นนี้ สุขสันต์สันเกิดครบรอบ 77 ปี บุคลที่ทรงอิทธิพลสุดบนหน้าประวัตศาสตร์ แมนฯยูไนเต็ด -- เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ฟุตบอลและความตื่นเต้นคือแรงดึงดูด "ป๋าเฟอร์กี้" แล้วคุณล่ะมีแรงจูงใจอะไรที่ดึงดูดคุณบ้าง? มาลองสัมผัสความตื่นเต้นครั้งใหม่กันไดเที่ Sbobet777 รับรองบริการดีสะดวกรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ผู้กระหายความท้าทาย

เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยบอกว่าชอบความท้าทาย เพราะมันช่วยให้ชีวิตมีรสชาติไม่ชืดจนเกินไป ดังนั้นงานที่เลือกก็ต้องเต็มไปด้วยความท้าทายเช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่ายิ่งไปถึงเป้าหมายยากเท่าไรยิ่งถูกอกถูกใจเหลือเกิน ถ้าดูจากเส้นทางของกุนซือเฮฟวี่เมทัลก็น่าจะพอบอกอย่างนั้นได้อยู่ สมัยค้าแข้ง คล็อปป์ เริ่มต้นจากตำแหน่งกองหน้า ระเบิดตาข่ายได้พอสมควร ก่อนจะปรับมาเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งถูกอกถูกใจไม่น้อยเช่นกัน มันท้าทายดี -- เขาเคยพูดไว้เช่นนี้แหล่ะ ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง อ่านเกมแม่น ปราดเปรื่อง อีกทั้งมีหัวใจเป็นนักสู้ ทำให้ไม่มีปัญหาเมื่อเปลี่ยนจากแนวรุกมาเล่นแนวรับ พอจบค้าแข้งกับ ไมนซ์ รับใช้แบบมาราธอน 11 ปี 300 กว่านัด เขาก็ถูกเลือกให้รักษาการณ์เทรนเนอร์คุมทัพเพื่อกูวิกฤติในเวลานั้น จากที่ร่อแร่ทำท่าจะตกไปอยู่ลีกา 3 คล็อปป์ ซึ่งเป็นหนุ่มน้อยมือใหม่ของวงการนี้ ก็เผยให้เห็นฝีมือไม่ธรรมดานำ ไมนซ์ อยู่รอดได้อย่างน่าทึ่ง นั่นจึงเป็นที่มาของการได้รับตำแหน่งแบบถาวรอย่างชอบธรรม คล็อปป์ ทำการเปลี่ยนแปลง ไมนซ์ หลายอย่างตามแนวทางของตน เพราะรู้จักสโมสรแห่งนี้ดี รวมทั้งผูกพันมาตลอด จึงเข้าใจไม่น้อยไปกว่าคนอื่น เท่าที่ผ่านมาการเข้าทำคือปัญหาใหญ่ของ ไมนซ์ มักจะไม่เด็ดขาด มีให้เห็นว่าพลาดแบบไม่สมควรอยู่บ่อยหน พอแก้จุดนี้ได้ 2 ฤดูกาลแรกที่เข้ารับตำแหน่งอย่างถาวร เขาเกือบพาทีมเล็กๆแห่งนี้ขยับสู่บุนเดสลีกาอย่างหวุดหวิด เป็นคนอื่นอาจท้อแท้ถอยออกมา น้อยใจในโชคชะตา แต่ คล็อปป์ ไม่คิดอย่างนั้น เปลี่ยนมุมมองว่านี่คือความท้าทายต้องทำให้ได้สำเร็จ ซีซั่นที่ 3 กุนซือเฮฟวี่เมทัลนำ ไมนซ์ จบด้วยอันดับ 3 บนตารางลีกา 2 สร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสรโนเนมนี้ขึ้นมาร่วมสังฆกรรมบุนเดสลีกาเป็นครั้งแรก เพียงแค่ฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดเมืองเบียร์ ประวัติศาสตร์ของ ไมนซ์ ก็ถูกต่อยอดด้วยการผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าคัพในปี 2005 แม้จะในฐานะได้อานิสงส์จากแฟร์เพลย์ก็ตาม นี่เป็นเวทีใหม่ของ คล็อปป์ อย่างแท้จริง แม้จะหลุดวงโคจรแค่รอบแรก แพ้ เซบีย่า ไปกลับทั้งสองนัดด้วยสกอร์เท่ากัน 2-0 แต่อย่าลืมว่าปีนั้นยอดทีมจากสเปนนี่แหล่ะที่คว้าถ้วยใบเล็กยุโรปไปครอง อย่างไรก็ตามการแข่งขันแย่งชิงในบุนเดสลีกามันไม่ง่ายอย่างที่คิดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นทีมเล็กๆ ฐานแฟนบอลไม่มาก งบประมาณมีจำกัดจำเขี่ยและต้องดิ้นรนทำทีมด้วยเป้าหมายอยู่รอดปลอดภัยเท่านั้น คล็อปป์ พยายามอย่างยิ่งที่จะก้าวฝ่าอุปสรรคหรือตัวแปรเหล่านี้ให้ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ ไมนซ์ มีอายุบนลีกสูงสุดได้ 3 ซีซั่น ก็ต้องมีอันหล่นตุ้บไปอยู่ลีกรองอีกครั้งในปี 2007 โดยที่ คล็อปป์ ยังแข็งใจอยู่ช่วยทีมรักต่อไป แม้ตอนนั้นจะมีข้อเสนอน่าสนใจจากบางสโมสรยื่นมาให้ก็ตาม เขาขอลองอีกสักยก ปักธงไว้เลยว่าปีเดียวต้องคัมแบ็กบุนเดสลีกาให้สำเร็จ แต่แล้วเมื่อฤดูกาล 2007/08 ปิดฉากลง ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นไปตามเป้า คล็อปป์ ก็ตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบลาออก แม้บอร์ดบริหารจะพยายามยับยั้งก็ไม่อาจทัดทานได้ เขาเลือกที่จะไปแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ ที่น่าจะช่วยให้เกิดอรรถรสของชีวิตมากขึ้น ข้อเสนอน่าสนใจจาก ดอร์ทมุนด์ ถูกส่งมายัง คล็อปป์ ตั้งแต่ต้นปี 2008 ตอนนั้นเขายังไม่สนใจะไรนัก บอกไปเพียงแค่ว่าอยากจะมีสมาธิในการพา ไมนซ์ เลื่อนชั้นก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน มันไม่ง่ายที่จะเปิดหมวกลาออกมา เพราะเกือบ 20 ปีทั้งฐานะนักเตะและเทรนเนอร์ ทำให้เกิดสายใยแห่งความผูกพันที่รัดแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เพื่ออนาคตและพิสูจน์ให้เห็นความสามารถบนถนนสายนี้ จำเป็นต้องเดินออกมา ฤดูร้อนปีเดียวกันนั้นเอง คล็อปป์ ตกลงเซ็นสัญญา 2 ปีกับเสือเหลืองแห่งเวสต์ฟาเล่น แม้จะรู้ว่านี่คือเผือกร้อน เพราะซีซั่นก่อนจบอันดับ 13 อย่างน่าผิดหวัง แต่เพราะความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า หากเขาทำทีมประสบความสำเร็จถึงขั้นโค่นอำนาจ บาเยิร์น มิวนิค ที่แทบจะผูกขาดแล้วผงาดครองแชมป์ได้ มันน่าจะดีไม่น้อย นั่นคือเป้าหมายและความท้าทาย ที่ทำให้ คล็อปป์ ตัดสินใจเลือกงานนี้ เท่านั้นไม่พอเขาชื่นชอบกองเชียร์ดอร์ทมุนด์มานานแล้ว "Yellow Wall" คือพลังของแฟนบอลที่เจ๋งสุดทีมหนึ่งของโลก การได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นขนลุกย่อมเป็นสิ่งเย้ายวนอย่างยิ่ง คล็อปป์ เคยบอกกับคนใกล้ตัวว่าจะนำจิตวิญญาณแห่งกำแพงสีเหลืองคืนสู่แฟนดอร์ทมุนด์ให้จงได้ งานนี้หินไม่ใช่น้อย มันต้องใช้เวลาพอสมควร จะสำเร็จปุบปับนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลยเด็ดขาด เขาค่อยๆ ปะผุแก้ไขในสิ่งที่เป็นจุดอ่อน นอกเหนือจากเกมเพรสซิ่งที่นำมาใช้แล้ว การปั้นนักเตะจากโนเนมหลายต่อหลายคนให้เป็นบิ๊กเนมก็เป็นอีกหนึ่งปฎิบัติการที่วางเอาไว้ ซีซั่นแรกเสือเหลืองขยับมาจบอันดับ 6 ต่อมาอัพจบอันดับ 5 ในซีซั่นสองของ คล็อปป์ ทำให้ได้สิทธิ์ไปโม่แข้งในถ้วยเล็กสโมสรยุโรป แล้วฤดูกาลที่ 3 คล็อปป์ พาทีมเบียด ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เถลิงแชมป์บุนเดสลีกาสำเร็จ ความภาคภูมิของการได้ชูถาดอันทรงเกียรตินี่เอง ทำให้ คล็อปป์ เข้าใจแก่นรสชาติความหอมหวานจริงๆ เพราะต้องใช้ความพยายาม บากบั่น ทุ่มเทอย่างมากเพื่อทำให้ได้ 9 ปีแล้วที่ ดอร์ทมุนด์ ไม่อาจเข้าถึงเกียรติยศนี้เลย จนกระทั่ง คล็อปป์ เข้ามานี่แหล่ะ บรรยากาศของการฉลองในซิกนัล อิดูน่า พาร์ควันนั้นอวลไปด้วยแห่งความสุขอย่างแท้จริง อีก 12 เดือนต่อมาเขาได้ออกแรงชูถาดสีเงินใบเขื่องอีกครั้ง ทั้งที่ยังเหลือเกมอีก 2 นัด ซีซั่นยังไม่รูดม่านเก็บฉากอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ คล็อปป์ ยังตอกหัวหมุดย้ำความเป็นเต้ยในยุทธจักรลูกหนังเยอรมันด้วยการปูพรมถล่ม บาเยิร์น มิวนิค 5-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาลมาครองได้อีกรายการ เป็นดับเบิ้ลแชมป์สมบูรณ์แบบ หลังยิ่งใหญ่ในประเทศแล้ว ถึงเวลาต้องปล่อยของโชว์ในยุโรปบ้าง ว่าแล้วปี 2013 คล็อปป์ ก็ทำให้เห็นว่าฟุตบอลสไตล์เฮฟวี่เมทัลให้โลกรู้จัก เมื่อ ดอร์ทมุนด์ ผ่านเข้าไปชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ก่อนหน้านั้นรอบตัดเชือกเสือเหลืองเล่นด้วยความเร้าใจ ดุดัน เปิดเกมแลกหมัดกับ เรอัล มาดริด ไม่มีหวั่นหรือยำเกรง น่าเสียดายนัดชิงที่เวมบลีย์ หลายอย่างไม่เป็นใจนัก ก่อนพ่ายให้ บาเยิร์น มิวนิค ชนิดเจ็บปวดหัวใจ "ทุกอย่างที่ลอนดอนดีหมดเลย ยกเว้นผลการแข่งขั้นนั่นแหล่ะ" คล็อปป์ ยังไม่วายมีอารมณ์ตลก ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนปี 2005 คล็อปป์ กล่าวอำลา ดอร์ทมุนด์ ทั้งน้ำตา ถึงเวลาที่จะต้องจากกันอีกครั้ง แฟนเสือเหลืองเองต่างเสียใจกันถ้วนหน้า แต่ว่าเป็นความต้องการของ คล็อปป์ เองนั่นแหล่ะ เขาพาทีมทะลุเข้าชิงเดเอฟเบ โพคาลเป็นการส่งท้าย แต่พลาดท่าให้ สตุ๊ตการ์ท 1-3 งานเลี้ยงอำลาจึงกร่อยไม่น้อย ความตั้งใจเดิมของ คล็อปป์ คือขอเบรกตัวสักพักเพื่อชาร์ตพลังและมองหาความท้าทายใหม่ในตัว อาจจะสักหนึ่งฤดูกาล แล้วค่อยพิจารณาข้อเสนอจากสโมสรอื่น แต่เขาไม่ได้พักยาวอย่างที่คิด เมื่อความท้าทายใหม่พุ่งชนอีกครั้ง ศรัทธาของเดอะ ค็อปที่มีให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส หมดลงเรื่อยๆ กระทั่งขาดผึงในต้นเดือนตุลาคมปี 2015 คล็อปป์ ซึ่งเคยเป็นข่าวกับ ลิเวอร์พูล ก่อนหน้านั้น ก็เจอกับความท้าทายที่ไม่อาจปฎิเสธได้ เขายอมรับว่าถ้าเปรียบเป็นหญิงสาว หงส์แดงเต็มไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหา แล้วนี่แหล่ะสเป็กอย่างแท้จริง เหมือนอย่างเคยแม้จะรู้ดีว่านี่คือเผือกร้อน แต่ คล็อปป์ ไม่สนใจ ที่ผ่านมาเขาใช้เวลา 3-4 ปีเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะตอนกุมบังเหียน ไมนซ์ หรือ ดอร์ทมุนด์ หรือนี่คือเวลาที่เหมาะสมของ คล็อปป์ ความท้าทายกำลังจะได้รับการตอบสนองอีกครั้งจริงหรือ? ส่วนใครกำลังมองหาความท้าทายก็อย่าลืม MYSBOBET เป็นกำลังใจให้ทุกคนมีชีวิตที่น่าตื่นเต้น เร้าใจ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

จินตนาการอันสนุกสนาน

ปอล ป็อกบา เคยให้สัมภาษณ์ประมาณว่า ตัวเองเป็นนักเตะที่ถูกวิจารณ์มากสุดในโลกไม่ว่าจะขยับทำอะไรก็ต้องเจอทั้งสิ้น ต่อให้ทีมแพ้หรือชนะ ก็ยังสลัดหนีไม่พ้นอยู่ดีส่วนหนึ่งน่าจะมาจากค่าตัวอันมหาศาลเมื่อครั้งย้ายจาก ยูเวนตุส มายัง แมนฯยูไนเต็ด ที่มากถึง 89 ล้านปอนด์ตอนซัมเมอร์ 2016แต่อีกทางน่าจะมาจากพฤติกรรมชอบโชว์เกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นท่าเต้นพิสดาร ทรงผมที่เปลี่ยนทุกสัปดาห์ หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในกระแสจนทำให้หลายสายตาพุ่งมายัง ป็อกบา ในลักษณะที่ว่า ถ้าพลาดขึ้นมาเมื่อไร จะต้องโดนเอาประเด็นนี้หยิบไปโจมตีแน่จะว่าไปกองกลางเฟร้นช์ก็น่าจะพอรู้อยู่บ้างแหล่ะ ในเมื่อทำตัวเป็นเป้าสื่อขนาดนั้นแถมยังมีท่าทีไม่โนสนโนแคร์อีกต่างหากเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งเคยเลี้ยงดูฟูมฟัก ป็อกบา มาก่อนเมื่อครั้งอยู่ในทีมเยาวชน บอกไว้ว่านักเตะคนนี้เสียผู้เสียคนจนเตลิดไม่กลับ เพราะเอเยนต์ที่ชื่อ มิโน ไรโอล่า นั่นแหล่ะเอเยนต์ร่างอ้วนคนนี้ถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังยุแยงให้ ป็อกบา ย้ายหนี แมนฯยูไนเต็ด เข้าสู่อ้อมกอด ยูเวนตุส เมื่อปี 2012 ทั้งที่กำลังพุ่งขึ้นมาได้รับการจับตาไม่น้อยตัวนักเตะอ้างว่าไปอิตาลี เพราะต้องการที่จะลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น แล้วก็ยกตัวอย่างว่าบางเกมปีศาจแดงขาดมิดฟิลด์ตัวกลาง แต่เขากลับถูกมองข้าม เฟอร์กี้ เลือกที่จะใช้งาน ฟิล เนวิลล์ ที่ไม่ได้ถนัดตำแหน่งนี้ลงแทนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่มองว่าไม่อยากทนแล้ว จึงเลือกที่จะขอย้ายดีกว่าแต่หลังฉากการจากไปนั้น ไรโอล่า ได้รับเงินก้อนใหญ่จากไอ้ม้าลายด้วย ซึ่งเรื่องอย่างนี้คนระดับ เฟอร์กี้ รู้ดีเขาจึงหลุดปากเรียกเอเยนต์คนหนึ่งว่า "ไอ้ถุงขี้" แม้จะไม่ได้ระบุชื่อออกมา แต่เป็นที่รู้กันว่าใครพร้อมทั้งประกาศว่าเอเยนต์ตัวแสบจะไม่ได้เข้ามาเหยียบโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดง่ายๆ แน่ หากเขายังมีอำนาจอยู่ป็อกบา โผกลับสู่ถิ่นเก่าอีกครั้งเมื่อฤดูร้อน 2 ปีก่อนอย่างที่บอกไว้ แต่ เซอร์ อเล็กซ์ ไม่มีบทบาทอีกต่อไปแน่นอนแหล่งข่าวจากสื่อบางเจ้ายืนยันว่า ไรโอล่า ได้ค่าน้ำร้อนน้ำชาจากการผลักดันให้เกิดย้ายทีมขึ้นไม่น้อยกว่า 20 ล้านปอนด์ความน่าสนใจอยู่ตรงที่วันนี้ป๋ากลับมามีอำนาจอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เป็นผู้จัดการทีม แต่รู้กันอยู่ว่านี่คือผู้ยืนตระหง่านอยู่ข้างหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมคนใหม่อีกทีอนาคต ป็อกบา จึงมีเครื่องหมายคำถามห้อยท้ายอย่างช่วยไม่ได้--------------------วันที่ โชเซ่ มูรินโญ่ โดนปลดจากกุนซือนั้น ป็อกบา โพสต์รูปตัวเองทำท่ากระหยิ่มเหมือนมีลับลมคมนัยบางอย่างในไอจีหลังจากนั้นไม่นานลบทิ้งไป เพราะเจอกระแสต่อต้านและวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอย่างหนักแกรี่ เนวิลล์ ซึ่งอยู่ทันเล่นกับ ป็อกบา ช่วงสั้นๆ พูดในฐานะนักวิเคราะห์เกมของสกายสปอร์ตส์ โดยยืนยันว่าถ้ามีพฤติกรรมอย่างนี้ก็สมควรที่จะต้องโดนถีบหัวส่งตามไปด้วยอีกคนแบ็กขวาตำนานปีศาจแดงบอกว่า นี่คือสิ่งที่มืออาชีพไม่ควรแสดงออกมา โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นนักฟุตบอล ที่ต้องรู้จักเคารพให้เกียรติ ไม่ใช่อะไรก็โชว์สื่อหมดยันไส้พุงเรื่องมันร้อนขนาดที่ว่าอาดิดาสซึ่งเป็นผู้สนับสนุนส่วนตัวของ ป็อกบา ต้องออกมาแก้ต่างให้ อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ใช้โปรโมตสินค้าตัวใหม่ ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้นอย่างที่คิดกองกลางแชมป์โลกเองก็คงรับรู้ได้กับเสียงด่าหรือตำหนิ แต่เขาผ่านเรื่องแบบนี้มามากพอที่จะไม่ต้องมากดดันอะไรอีกสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือภายใต้การทำทีมของเจ้านายคนใหม่ เขาจะมีบทบาทหรือแสดงให้เห็นว่าทรงอิทธิพลกับทีมมากแค่ไหนกันต่างหากไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ่งที่จะพิสูจน์คุณค่า อยู่ที่ผลงานในสนาม ไม่ใช่ทรงผมหรือท่าเต้นบ้าบออะไรมันเหมือนเป็นพลังฮึดให้ ป็อกบา ต้องการจะโชว์หรือแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาไม่ลงรอยกับ มูรินโญ่ อย่างแท้จริงเขาเคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าขัดแย้งกันแค่เรื่องเล็กน้อย หาได้มีความสำคัญอะไรเลย แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านไป 2 นัดจะไม่ใช่2 ประตู 2 แอสซิสต์ล่าสุด สะท้อนได้ในความแตกต่าง จนหลายคนบอกว่าอย่างนี้เตะไล่โค้ชนี่หว่าอาจจะจริงที่ว่าไม่มีหลักฐานอะไรไปปรักปรำอย่างนั้นได้ คนที่น่าจะรู้ดีมากสุดคือ มูรินโญ่ และ ป็อกบา นั่นแหล่ะก่อนหน้าที่กุนซือโปรตุกีสจะโดนเชือด ป็อกบา หงุดหงิดไม่น้อย คนใกล้ตัวยังบอกเลยว่าถึงกับช็อก เมื่อเจอดร็อปจากเกมพรีเมียร์ลีก ได้ลงเล่นเพียงแค่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ไม่มีผลอะไรแล้ว ก่อนพ่ายบาเลนเซียไป2 นัดที่เขาไร้ชื่อตัวจริง น่าจะพอบอกได้ว่าความสัมพันธ์กับ มูรินโญ่ ไม่เหมือนเดิมแน่แล้วเมื่อถูกส่งเป็นตัวจริงเกมกับ คาร์ดิฟฟ์ และ ฮัดเดอร์สฟิลด์ กลับเจิดจ้าไฉไล ไม่ต่างจากช่วยฝรั่งเศสในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาฟอร์มสะเด่าถึงขนาดติดทีมยอดเยี่ยมทั้งสองนัด คงไม่ต้องเคลือบแคลงใจกันอีกต่อไปเจ้านายนี่แหล่ะคือตัวแปรสำคัญ-----------------โซลชา เองเคยเป็นเจ้านายคนหนึ่งของ ป็อกบา มาก่อนนี้ซะอีกสมัยที่เขานั่งกุนซือทีมสำรองปีศาจแดงได้เจอหรือสัมผัสดาวเตะเฟร้นช์เป็นเรื่องปกติ รู้จักและเข้าใจไม่น้อยไปกว่าคนอื่นดังนั้นจึงน่าจะคุยรู้เรื่อง สำคัญไม่น้อยกว่าคือพอจะมีคู่มือการใช้งานอยู่บ้างป็อกบา เป็นคนร่าเริงสนุกสนาน โปรดปรานการแสดงออกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นั่นหมายถึงว่าต้องชอบอิสระหรือมีจินตนาการอยู่เสมอสำหรับนักฟุตบอลอาชีพแล้วจินตนาการคือสิ่งที่จำเป็นต้องมี เฟอร์กี้ บอกเลยว่าชอบนักเตะประเภทนี้มากความสนุกสนานและจินตนาการของ ป็อกบา ที่เห็นจากตอนซ้อมหรือนอกสนาม สามารถดึงมาใช้ยามอยู่ในสนามได้เช่นเดียวกันโซลชา เลยปล่อยให้ ป็อกบา มีอิสระเต็มที่กับการเล่นในตรงกลาง ให้บัญชาเกมเองเลยพอรู้ว่าเป็นเหมือนพี่ใหญ่ในแผงมิดฟิลด์ ความเป็นผู้นำก็จะตามมา จากที่ชอบเลี้ยงชอบโชว์ท่ายากก็แทบไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว เพราะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เจ้านายคนใหม่เห็นอีก ในเมื่อรู้มือรู้ใจกันความคิดที่จะเอาชนะเพื่อตอบสนองตัวเองไม่มีแล้ว ถูกทดแทนด้วยความรู้สึกต้องการเล่นเพื่อทีมมากกว่าที่สำคัญพร้อมสู้เพื่อเจ้านายคนนี้ด้วยอาจจะจริงที่ว่าช่วงเวลาฮันนีมูนมันต้องหวานจับใจอย่างนี้อยู่แล้ว ผ่านไป 2 นัดเองอย่าเพิ่งพูดอะไรมาก แล้วก็เจอแต่ทีมที่อ่อนชั้นกว่าด้วยตอนนี้ที่สื่อจับตามองไม่แพ้กันคือเมื่อ เฟอร์กี้ มีบทบทาทเป็นถึงขั้นที่ปรึกษาพิเศษ จะช่วยได้ขับเค้นฟอร์มของ ป็อกบา ให้ยืนระยะได้ขนาดไหนแม้จะเกลียด ไรโอล่า เข้าไส้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นมาตลอดเลยก็คือ ป๋าไม่เคยโบ้ยความผิดให้นักเตะเลย ไม่แม้กระทั่งตำหนิผ่านสื่อ เพราะรู้ดีว่าโดนเป่าหูเรื่องจิตวิทยาและวิธีการเอาชนะใจนักเตะป๋ารู้พอที่จะเล่นบทไหนหรือรับมืออย่างไร โดยเฉพาะกับในสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ซึ่งไม่เหมือนเคสอย่างอื่นในทีมชุดนี้มีผู้เล่นชั้นดีหลายคน แต่พอเล่นเหมือนไร้วิญญาณ ไม่ต่างจากซากศพเดินได้ ซึ่งมีปัจจัยบางอย่างเป็นตัวแปรอยู่ตอนนี้ ป็อกบา กำลังคึกคักสุดขีด คลิปที่พูดปลุกเร้ากระตุ้นเพื่อนก่อนดวล ฮัดเดอร์สฟิลด์ คืออีกสิ่งที่ยืนยันได้จากที่เคยเหี่ยวเฉา ไร้แรงบันดาลใจ ราวกับไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง อยู่ไปแบบวันๆถึงตรงนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิงอยู่แค่ว่า โซลชา จะทำอย่างไรเพื่อให้ความสนุกสนานและจินตนาการคงอยู่กับ ป็อกบา ต่อไปเรื่อยๆนั่นแหล่ะคือการบ้านโจทย์ใหญ่เลยทีเดียวส่วนใครที่ไม่อยากเหี่ยวเฉา กำลังมองหาความสนุกสนานและจินตนาการลองมาติดตามกับ Sbobet777 กันเถอะครับ รับรองว่าติดใจแน่นอน ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ความโสมมในสนาม

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาชาตินิยมหรือความเป็นขวาจัดกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุโรปนิยามในความเป็น "ขวาจัด" ก็คือคลั่งชาติ เชื่อว่าพวกตัวเองดีกว่าเผ่าพันธุ์อื่น จนลุกลามไปถึงการเหยียดเชื้อชาติหรือเหยียดผิวหากใครนึกไม่ออกก็ให้ดู อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เคยฆ่าล้างโคตรชาวยิวตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นแหล่ะระบอบนาซีคือหนึ่งในตัวแทนที่สะท้อนความเป็นชาตินิยมระดับรุนแรง บ้าคลั่งเกินกว่าจะแยกแยะความเป็นมนุษย์ด้วยกันออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาตินิยมค่อยๆ ลดอำนาจบทบาทลง เป็นที่น่ารังเกียจของผู้คนทั่วโลก อย่างไรก็ตามพักหลังในยุโรปขวาจัดกำลังได้รับคะแนนนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆหลายประเทศเป็นอย่างนั้นจริงๆ สะท้อนให้เห็นในด้านที่ว่าเมื่อแรงงานต่างด้าวหรือผู้อพยพจากต่างทวีปทะลักกันเข้ามาเยอะ นอกเหนือจากแย่งงานคนท้องถิ่นแล้ว ยังมีปัญหาสารพัดตามมา โดยเฉพาะอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆนี่จึงเข้าทางของพวกขวาจัดที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมาเรียกร้องความสนใจอีกครั้ง ยิ่งพวกคนผิวสีด้วยแล้วตกเป็นเป้าหมายโจมตีมากกว่าใครในอิตาลีดูเหมือนขวาจัดจะผลิบานอย่างรวดเร็วและมันได้ลุกลามไปยังสนามฟุตบอลด้วยทั้งรู้กันอยู่แล้วว่านี่คือสถานที่ต้องห้าม แต่ก็ยังไม่ทำตามกัน--------------กุมภาพันธ์ 2016 นาโปลี ยกพลไปเยือน ลาซิโอ ในศึกกัลโช เซีเรีย อา เกมดำเนินถึงต้นครึ่งหลัง เสียงร้องคล้ายลิงก็ดังขึ้นจากแฟนบอลเจ้าถิ่นกลุ่มหนึ่งเป้าหมายอยู่ที่ คาลิดู คูลิบาลี่ แนวรับของ นาโปลี ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยมัสซิมิลิอาโน่ อิร์ราติ ผู้ตัดสินเกมนี้ ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเป่านกหวีดยาวยุติเกมชั่วคราว แล้วเดินไปคุยกับทางฝั่งทีมงานของลาซิโอ เพื่อขอร้องให้แฟนบอลหยุดการกระทำเรื่องน่าละอายซะเท่านั้นไม่พอยังทำรายงานไปยังสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีด้วย ก่อนอินทรีฟ้าขาวแห่งกรุงโรมจะโดนลงดาบห้ามแฟนเข้าสนาม 2 เกม รวมถึงสั่งปรับอีก 50,000 ยูโรด้วยกันกองเชียร์ลาซิโอมีกิตติศัพท์ในเรื่องนี้อยู่แล้ว เป็นพวกขวาจัดกลุ่มใหญ่และพร้อมจะมาปลดปล่อยระบายในสนาม หาเหยื่อจากผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่เป็นผิวสี แล้วก็จะทำเสียงร้องเหมือนลิงเป็นการล้อเลียนบางทีก็โยนกล้วยลงมา เป็นเชิงสัญลักษณ์บอกว่า เอ็งคือลิงตัวหนึ่งอินเตอร์ มิลาน ก็ใช่ย่อยเช่นเดียวกัน ขึ้นชื่อลือนามมานานในเรื่องมีกองเชียร์นิยมการเหยียดผิวแล้วที่น่าเศร้าคือ คูลิบาลี่ ยังคงตกเป็นเหยื่อสนองความน่าละอายของคนเหล่านี้อีกครั้งเหตุการณ์น่าสะเทือนใจนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เซเรีย อามีหวดกันในบ็อกซิ่งเดย์ แต่ดูเหมือนว่าดีกรีของแฟนงูใหญ่จะเดือดพล่านมาก เมื่อรู้ว่าต้องรับศึกนาโปลี ผู้มาเยือนจากแดนใต้ที่ไม่ลงรอยกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วบรรยากาศระอุมากขึ้น เพราะสองทีมนี้คั่วอันดับสองกันอยู่ กองเชียร์สองฝั่งจึงจัดกันตั้งแต่ก่อนเข้ามายังสังเวียนแข้งจูเซปเป้ เมอัซซ่าฝั่งนาโปลีที่พลพรรคน้อยกว่า โดนทำร้ายร่างกายเจ็บจนถึงขั้นหามส่งโรงหมอ 4 คน ส่วนของงูใหญ่ไม่เจ็บ แต่มีดับสนิท 1 ราย นั่นยิ่งทำให้คลุ้มคลั่งหนักกว่าเดิมจริงๆเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เข้า ฝ่ายจัดการแข่งขันควรจะพิจารณาระงับไม่ให้หวดกันก่อน ค่อยหาคิวเตะกันวันหลัง เพราะเดาไม่ยากว่าจะไม่หยุดแค่นี้แน่เสียงตะโกนด่าเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติใส่ คูลิบาลี่ ดังอยู่เกือบตลอดเวลา ถึงขั้น คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือนาโปลีต้องขอร้องให้ผู้ตัดสินทำอะไรสักอย่าง เพราะทนไม่ได้ที่เห็นลูกทีมตัวเองโดนย่ำยีความเป็นคนเช่นนี้มีการเบรกเกมชั่วคราว แล้วผู้ตัดสินเดินไปบอกกับทางทีมงานเจ้าถิ่น ให้ประกาศขอร้องแฟนบอลตัวเอง หยุดพฤติกรรมอันน่าขยะแขยงนี้ซะ เป็นอย่างนี้ถึง 3 หนด้วยกันแต่ทุกอย่างมันเลยเถิดเกินกว่าจะห้ามปรามหรือควบคุมได้อีกต่อไปแล้วสุดท้าย คูลิบาลี่ กลายเป็นเหยื่อซ้อนเหยื่อเข้าไปอีกเมื่อโดนใบแดงไล่ออกอีกอาจเพราะสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ตึงเครียด ทำให้เขาอัดหนักใส่ผู้เล่นเจ้าถิ่น ก่อนจะเจอใบเหลืองเป็นการตักเตือน แล้วพอได้ยินเสียงโห่ เสียงเหยียดพรั่งพรูเข้ามาอีก เลยปรบมือให้ไปเป็นการตอบโต้ผู้ตัดสินตีความไปก่อนว่าประชดการทำหน้าที่ของตนก็เลยเจอใบเหลืองที่สอง ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนใครเพื่อนแต่อย่างน้อยมันก็ยังดี ไม่ต้องมาทนทรมานถูกหยามความเป็นมนุษย์จนครบ 90 นาทีนาโปลี มาเหลือ 9 คน เมื่อ ลอเรนโซ่ อินซินเย่ โดนตะเพิดด้วย แล้วที่เจ็บแสบคือมาเสียประตูในช่วงทดเวลาพ่ายแพ้ไปแต่ดูแล้วไม่มีใครใส่ใจผลของเกมนี้นัก เพราะหลังจากนั้นอีกไม่นาน จูเซปเป้ ซาลา นายกเทศมนตรีของเมืองมิลาน ต้องออกมาแถลงขอโทษกับพฤติกรรมของแฟนบอลอินเตอร์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นคำถามที่น่าสนใจคือทำไมแฟนบอลบางคนของเจ้าบ้านจึงเมินที่จะเคารพความเป็นคนต่อผู้อื่น โดยเฉพาะนักเตะในสนามซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ต้องมาแบกรับความโกรธแค้นเช่นนี้ยิ่งทำลงไปสโมสรของตัวเองก็เสียหายมากขึ้นเท่านั้น ไหนจะกองเชียร์คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เคยเหยียดก็ยังถูกห้ามชมเกมไปด้วย เพราะโดนสั่งปิดสนามเตะ 2 นัดเอาแค่สนองอารมณ์ สะใจกับการได้ด่าต่อว่าคนอื่น แล้วคิดไปว่าตัวเองเริดกว่าหรูกว่าดูดีมีอารยธรรมภายนอกยังไม่รู้ แต่ภายในบอกได้เลยว่าเน่าเฟะอย่างมาก จิตใจพวกชอบเหยียดเหล่านี้จะไม่มีทางเข้าถึงความเป็นคนเด็ดขาดผิวสีไม่ได้บอกความเป็นคนเท่ากับจิตใจที่สะท้อนออกมาเลยสักนิด------------------คูลิบาลี่ เจ็บปวดกว่าใครทั้งหมดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะอย่างน้อยสุดน่าจะเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ต้องมาเจอกับอะไรที่เลวร้ายเช่นนี้เขาถือสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่นั่นแต่ครอบครัวมาจากเซเนกัลและเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดอีกต่างหากทุกนัดก่อนจะเริ่มเซ้ยแข้ง คูลิบาลี่ จะภาวนาขอพรจากพระเจ้าที่ศรัทธาเสมอมาทันทีที่เหตุการณ์อัปยศนี้แพร่ออกไป บรรดานักฟุตบอลทั้งหลายก็ทะลักกันมาให้กำลังใจอย่างเต็มที่นอกเหนือจาก เมาโร อีการ์ดี้ กัปตันทีม อินเตอร์ มิลาน ที่แสดงท่าทียืนข้างเพื่อนนักเตะด้วยกัน แม้ในเกมจะอยู่คนละฝั่งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะยูเวนตุสก็โพสต์ข้อความเอาใจช่วยด้วยเช่นเดียวกันสองสตาร์ลิเวอร์พูลทั้ง ซาดิโอ มาเน่ กับ โม ซาลาห์ พร้อมร่วมด้วยช่วยกันอีกสองแรงใจ เผื่อจะช่วยเยียวยาให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รู้สึกดีขึ้นบ้างทั้ง มาเน่ และ ซาลาห์ ต่างก็เป็นมุสลิมด้วยกัน รวมไปถึงเข้าใจความรู้สึกในฐานะมาจากประเทศโลกที่สาม ซึ่งมักโดนหยามเย้ยว่าไร้อารยธรรมความเจริญทางวัตถุนี่อาจเป็นการกระตุ้นให้ คูลิบาลี่ ซึ่งกำลังฟอร์มพีคอย่างมากย้ายทีมง่ายขึ้น หลังโดนบรรดาสโมสรใหญ่ทั่วยุโรปตามจีบกันจ้าละหวั่นอย่างน้อย 3 หนแล้วที่เขาเจอกับการย่ำยีจนรู้สึกได้ว่าแทบไม่เหลือศักด์ศรีความเป็นคนแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า หาก คูลิบาลี่ ย้ายหนีไปเล่นประเทศอื่นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าในลีกอิตาลีจะไม่มีการเหยียดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกแคมเปญต่างๆ เพื่อการรณรงค์ที่ผุดมานับไม่ถ้วน ดูเหมือนจะเป็นได้แค่ความสวยงามแบบฉาบฉวย มันแทบไม่ได้ผลอะไรหรือขัดเกลาจิตใจคนบางคนให้ดีขึ้นฟุตบอลคือเกมแห่งสปิริต แสดงถึงความมีน้ำใจ ที่ถูกปลูกฝังกันมา แต่แล้วต้องมาแปดเปื้อนอย่างไม่สมควร เพียงเพราะจิตใจอันคับแคบ มองเห็นคนเราไม่เท่ากันเก็บไว้ไม่เท่าไร แต่นี่ตะโกนออกมา เพียงแค่อยากจะบอกว่าคนที่ต่างไปจากพวกเรา ไม่ใช่คนแค่นั้นเองช่างสกปรก โสมมและน่าละอายเหลือเกินสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นคนขาวหรือคนดำ เราก็คือมนุษย์ สิทธิความเป็นคนย่อมเท่าเทียมกัน ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิ รับรองมอบความยุติธรรม บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177