breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

'ผี' บุกแค่เจ๊า 'นักบุญแดนใต้'

แมนฯ ยูไนเต็ด พ.ศ. นี้ ยังทำตัวเป็นกรรมกรเหมือนเดิม คือกว่าจะได้สักแต้ม ต้องได้มาจากทุกหยาดเหงื่อแรงกายจริงๆ เมื่อกลางสัปดาห์ แมนฯ ยูไนเต็ด ลิ้นห้อยตลอด 90 นาที กว่าจะได้ประตูชัยจาก มารูยาน เฟลไลนี่ ก็ต้องจนเข้าช่วงทดเจ็บ ศรัทธาของเหล่าแฟนผีที่มีต่อ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มลดน้อยลงไปอีก เพราะแม้ว่ากำชัยได้ก็จริง แต่มันไม่ได้จากฟอร์มการเล่นอันน่าประทับใจใดๆ เลย มาถึงช่วงสุดสัปดาห์ มูรินโญ่ รวมถึงขุนพลผีแดงได้โอกาสที่จะกอบกู้ศรัทธา แถมมันก็ไม่ใช่เกมยากด้วยเพราะ เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นหนึ่งในทีมที่ทำผลงานเลวร้ายที่สุดใน พรีเมียร์ลีก เวลานี้เลย ถึงขั้นที่ มาร์ค ฮิวจ์ส อาจโดนปลดถ้าพบความปราชัยในนัดนี้ แต่กลายเป็น มูรินโญ่ ทำเอาแฟนผีปวดหัวกันอีกครั้งกับการจัดทัพในเกมมาเยือน เซนต์ แมรี่ส์ สเตเดี้ยม ในไลน์อัพที่ปรากฎ แมนฯ ยูไนเต็ด มาในระบบ 4-4-2 ไดมอนด์ ผู้รักษาประตูเป็น ดาบิด เด เคอา แนวรับต้องปรับเพราะ คริส สมอลลิ่ง เดี้ยงตามไปสมทบกับ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ และ เอริก ไบยี่ แต่แม้ว่ามีชื่อ มาร์กอส โรโฮ ทว่า สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ถูกส่งไปจับคู่กับ ฟิล โจนส์ แบ็กขวา-ซ้ายเป็น แอชลี่ย์ ยัง กับ ลุค ชอว์ เนมานย่า มาติช ปักหลักตัดเกม คู่มิดฟิลด์เชื่อมเกมกลางสนามเป็น มารูยาน เฟลไลนี่ กับ อันเดร์เรร่า ส่วน ปอล ป๊อกบา รับบทมิดฟิลด์ตัวรุกสนับสนุนคู่หน้า โรเมลู ลูกากู กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด แต่พอลงไปในสนาม รูปแบบการยืนของแข้ง ยูไนเต็ด กลับเป็นระบบ 3-5-2 โดยแนวรับประหลาดเพราะถอย แม็คโทมิเนย์ กับ มาติช มายืนขนาบข้าง โจนส์ มูรินโญ่ เคยพูดไว้ว่าตนอยากให้ลูกทีมลงสนามด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือตั้งแต่ได้ยินเสียงนกหวีดเริ่มเกม แต่มันดูไม่เหมือนว่านักเตะของ ยูไนเต็ด ทำได้เลย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าปัญหาตรงนี้ต้องแก้ยังไง เพราะ ยูไนเต็ด ยังคงเนิบนาบเหมือนเคย และเป็นอีกครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนคู่แข่งขึ้นนำก่อน หากให้นับจริง นี่เป็นครั้งที่ 8 แล้วใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง ตะบันประตูเบิกร่องให้ เซาธ์แฮมป์ตัน จากในเขตโทษฝั่งซ้าย เดากันไม่ยาก มันเป็นความผิดพลาดในการจัดระเบียบเกมรับของทีมเยือน พื้นที่ตรงนั้นเป็นความรับผิดชอบของ มาติช แต่กลายเป็นเจ้าตัวขยับไปยืนตรงกลางมากเกินไปจนเปิดช่องให้ อาร์มสตรอง ได้สับไกเน้นๆ เกมรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงแพ็คแน่นกันตรงกลางมากเกินไป เหมือนหลายๆ นัดก่อนหน้านี้ มาติช ยืนเป็นตัวรับแต่ถอยตัวเองมาเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวที่ 3 จนเปิดพื้นที่หน้าเขตโทษโล่งอยู่บ่อยๆ ผ่านไปอีกไม่กี่นาที เซาธ์แฮมป์ตัน ทิ้งห่าง 2-0 จากฟรีคิกของ เซดริก โซอาเรส ปั่นโค้งข้ามกำแพงเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม ตรงนี้ต้องให้เครดิตความยอดเยี่ยมของแบ็กขวา "นักบุญ" ไปเต็มๆ หลังถูกทิ้งห่าง 2-0 ตากล้องเลยจับภาพไปที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มานั่งชมเกมนี้ด้วย เพื่อที่นั่งข้างๆ ตบไหล่ปลอบใจ แต่ "เฟอร์กี้" กลับมีรอยยิ้ม เหมือนไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ หรือว่ามั่นใจว่าขุนพลผีแดงชุดนี้จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้อีกครั้ง? ใน นาที 33 ทีมเยือนได้ประตูจุดประกายความหวัง แรชฟอร์ด จิ้มให้ ลูกากู ได้ดวลเดี่ยวกับ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ ก่อนยิงเสียบตาข่ายเข้าไป โดยมันเป็นประตูแรกของ ลูกากู ในรอบ 981 นาทีรวมทุกรายการ จากนั้น แรชฟอร์ด แผลงฤทธิ์อีกครั้งหลัง ลากเข้าเขตโทษฝั่งขวาจนถึงสุดเส้นหลังแล้วตบไปหน้าประตู เอร์เรร่า สอดเข้ามายิงไขว้หลังเสียบตาข่ายเป็นประตู 2-2 ตรงจุดนี้น่าคิดว่า แรชฟอร์ด อาจทำได้ดีกว่าหากได้ยืนเป็นกองหน้าคู่กับใครสักคน เพราะก่อนหน้านี้ถูกจับไปยืนริมเส้น บางจังหวะถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวเกินไปจนต้องฝืนเล่นและสุดท้ายไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ตลอดทั้งเกม มูรินโญ่ ไม่ได้ปรับเกมอะไรเลย แม้กระทั่งตอนนำ 2-0 แนวรับ 3 ตัวยังคงยืนหยัดต่อไป แต่มันเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เริ่มตั้งเกมได้ดีขึ้นต่างหากก่อนทวงประตูคืนจาก "นักบุญ" ได้สำเร็จ ขณะที่เจ้าบ้านได้ 2 ประตูจากจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังจัดระเบียบตัวเองกันไม่ได้ ทีมเยือนเร่งเครื่องจนไล่ตีเสมอ 2-2 สำเร็จก่อนผ่อนเครื่องไปเอง โดยในช่วง 45 นาทีหลัง แทบไม่ได้สร้างโอกาสลุ้นประตูแซงชนะเลย หลังจบเกม มูรินโญ่ บอกว่าหนึ่งในเหตุผลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอเป็นเพราะขาดนักเตะพันธุ์หมาบ้าบนสนาม ลองคิดภาพ รอย คีน สวมปลอกแขนกัปตันทีมชุดนี้ดูสิ ในสถานการณ์ที่ถูกนำ 2-0 รับรองเพื่อนๆ โดนเรียกมาด่ารายตัวไปแล้ว หันมาดูกองกลางชุดนี้ เจอแต่ตัวเนิบๆ ไม่ว่าจะ ป๊อกบา หรือ เฟลไลนี่ รวมถึงผู้เล่นคนอื่นๆ ที่แทบไม่มีความเป็นผู้นำที่พร้อมจะปลุกเร้าเพื่อนๆ ได้เลย ความดุดันก็เลยขาดหายไปอย่างช่วยไม่ได้ นอกจากนี้ มูรินโญ่ ยังบอกว่าพวกเขาเสียบอลกันง่ายๆ แถมการต่อบอลสั้นๆ ก็ทำกันได้ไม่ดี แต่จุดนี้ต้องไปดูที่การซ้อมมากกว่า เพราะมันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะว่าไปก็ตั้งแต่ มูรินโญ่ มารับงานในโรงละครแห่งความฝันนั่นแหละ ดูไปยังไงก็ไม่มีพัฒนาการ เล่นกันได้เท่านี้ เป้าหมายท็อป 4 ที่ มูรินโญ่ บอกว่าจะพา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับขึ้นไปให้ได้ก่อนเริ่มต้นปีใหม่ คงจะเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะมันคงไม่มีทีมหัวแถวที่ไหนปล่อยให้คู่แข่งนำก่อนแล้วค่อยไล่ตีเสมอหรือแซงชนะกันทุกนัด การทำแบบนั้นได้ถือเป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติของทีมแชมป์ แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้มันพร่ำเพื่อ เพราะถ้าคุณเจอสถานการณ์นี้ตลอดเวลา มันแปลว่าคุณนั่นแหละที่ยังไม่ดีพอเอง ยังไงก็ได้แต่พูดว่า มูรินโญ่ นับถอยหลังสู่การโดนตะเพิดพ้นเก้าอี้จริงๆ เพราะมองไม่เห็นวี่แววว่าจะได้ลุ้นความสำเร็จอะไรเลย ช่วงนี้ แฟนผีก็อดทนกันไปก่อนก็แล้วกัน แล้วมารอกุนซือคนใหม่ช่วงซัมเมอร์หน้ากันดีกว่า แต่ถ้าใครอยากได้ความสนุกแบบไม่โดนตะเพิด เราขอแนะนำ Sbobet777 ที่พร้อมบริการทุกท่านอย่างสะดวกและรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 รอทุกท่านอยู่นะจ๊ะ!!

เมื่อยอมแลก ก็ต้องยอมเจ็บ

ระหว่างฟุตบอลกับดนตรี โรนัลดินโญ่ รักอะไรมากกว่ากัน?คำถามนี้แม้กระทั่งตัวเขาเองก็อึกอัก อาจตอบลำบาก เพราะหลงไหลคลั่งไคล้ทั้งสองอย่างฉะนั้นก็เลยเอามาผสมกัน แถมมิกซ์ได้อย่างลงตัวอีกต่างหากยามเขาอยู่บนฟลอร์หญ้าสีเขียว แฟนลูกหนังทั่วโลกจะตื่นตากับท่า "ฟลิป-แฟลป" ที่ใช้ข้อเท้าเกี่ยวบอลเบี่ยงเบนทิศทางหลอกล่อฝ่ายตรงข้ามให้หลงกลจนหัวหมุนบางคนนี่ถึงกลับหงายหลังตึง ทรงตัวไม่อยู่ เพราะมัวแต่จ้องลูกบอลอย่างเดียวมันคล้ายกับลีลาท่าแดนซ์อย่างมาก แถมยากที่ใครจะลอกเลียนแบบได้ กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของแข้งแซมบ้าที่คอลูกหนังบ้านเราเรียกกันติดปากว่า "เหยินน้อย"ความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ของเขา หาใครทาบได้ยากมาก ลิโอเนล เมสซี่ อาจจะมีสเต็ปการเลี้ยงที่แคล่วคล่องว่องไวปานวอก สกิลก็ล้ำลึกไร้เทียมทาน แต่ก็ปราศจากรอยยิ้มหวานๆ อย่าง โรนัลดินโญ่ไม่ผิดนักหากจะบอกว่านี่คือดีเอ็นเอของชาาวบราซิเลี่ยนทั่วไป ฟุตบอล เต้นรำและรอยยิ้ม ซึ่งเจ้าเหยินน้อยมีครบไม่ขาดตกเลย"ถ้าคุณเกิดเป็นคนบราซิล แล้วไม่หลงรักการเต้นกับเกมลูกหนัง ผมว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่เลย"คำกล่าวของ โรนัลดินโญ่ ไม่ผิดเลยสักนิด หากจะผิดไปบ้างก็ตรงที่การเป็นนักเตะอาชีพมันดูตึงเกินไปสำหรับคนที่ผ่อนคลายสบายๆ อย่างนี้เคล็ดลับหรือคัมภีร์แห่งความสำเร็จของแข้งดังทั้งหลาย คือความมุ่งมั่น พยายาม ขยันฝึกซ้อมพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ เหล่านี้คือทัศนคติที่ดีเยี่ยมอย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่สำหรับ โรนัลดินโญ่ เลยสักนิดเขารักแสงสียามราตรีมากกว่าสนามซ้อม รักปาร์ตี้ดื่มดิ้นกินเที่ยวมากกว่าเข้าห้องยิมอีกทั้งไม่ปฏิเสธเครื่องดื่มมึนเมาและอาหารขยะ อันเป็นศัตรูตัวฉกาจของนักฟุตบอลอาชีพโรนัลดินโญ่ เคยเล่าไว้แล้วว่า ไม่ต้องการใช้ชีวิตในกรอบเป๊ะๆ อย่างนั้น มันไม่ใช่เนื้อแท้และตัวตนแน่นอนเขายอมแลกมันกับความสำเร็จระยะยาว โดยไม่แคร์เลยว่าร่างกายจะเสื่อมทรุดมากขนาดไหนบางคนมองว่าคิดสั้น มองอะไรตื้นๆ แต่ความจริงแล้วเขาเข้าใจดีทุกอย่าง นี่เป็นทางที่เลือกจะเดินแล้วแถมในอีกด้าน โรนัลดินโญ่ ยังฉลาดล้ำลึกจนหลายคนต้องทึ่งไปตามๆ กันมีอยู่ครั้งตอนอยู่ บาร์เซโลน่า ก่อนลงโซ้ยเอล กลาสิโก้กับ เรอัล มาดริด บรรยากาศในทีมเต็มไปด้วยความตึงเครียดเขม็งเกลียวไม่น้อย เพราะไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายแพ้โรนัลดินโญ่ ต่อสายหา อันเดรส อิเนียสต้า แล้วบอกความในใจว่ากำลังจะย้ายไปอยู่กับราชันชุดขาว เพราะได้รับข้อเสนอค่าแรงที่งดงามกว่า ก่อนจะวางหูก็ย้ำอีกรอบ อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะปรากฏว่าเขาทำอย่างนี้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคน แล้วที่น่าสนใจคือทุกคนที่ได้รับสายปิดปากเงียบ ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียวก่อนเขาจะมาเฉลยทีหลังว่าแท้จริงแล้วอำเล่น เพื่อจะทดสอบว่าเพื่อนร่วมทีมยังเหนียวแน่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือเปล่าก่อนที่ต้องเจอเกมสำคัญมันเป็นปฏิกิริยาชั้นยอดที่กุนซือบางคนก็คาดไม่ถึง...----------------------โรนัลดินโญ่ ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในช่วง 5 ปีกับ บาร์เซโลน่าหากเทียบกับฤดูกาลแรกที่ย้ายมาแล้วชนะแค่ 6 จาก 18 เกมในลีกนั้น นี่ถือว่าเยี่ยมยอดหากมองโทรฟี่ที่หลั่งไหลตามมาหลังจากนั้น โดยเฉพาะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2005/06 ซึ่งเจ้าบุญทุ่มโหยหามานานแต่ลือกันว่าเพราะพฤติกรรมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ปาร์ตี้หนักยันดึกดื่น แถมเกี่ยวหญิงเข้าโรงแรมเป็นเรื่องปกติ จนร่างกายเสื่อมถอยแล้วส่งผลกระทบกับผลงานในสนาม เหตุผลนี้มีน้ำหนักมากพอที่ บาร์ซ่า จะปล่อยเขาไปยัง เอซี มิลานในปี 2008อีกทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ ก็พุ่งแรงเหลือเกิน เชื่อกันว่าจะก้าวมาทดแทนในส่วนที่หายไปของเจ้าเหยินน้อยได้แต่ โรนัลดินโญ่ โต้กลับว่าไม่เป็นความจริงเลย ทำตัวเหลวแหลกก็ไม่ใช่ เมสซี่ มาแทนก็ไม่ถูกอีกความจริงเขาต้องการย้ายไปหารสชาติแปลกใหม่ แล้วเมืองมิลานก็เย้ายวนน่าสนใจมาก เพราะก่อนหน้านั้นก็เพิ่งปฏิเสธข้อเสนออันงดงามที่ฝั่ง แมนฯซิตี้ ยื่นมาให้ด้วยอาจเป็นไปได้ว่า เขาไม่ได้รังเกียจเงินของซิตี้ที่ประเคนให้ปีละเกือบ 10 ล้านปอนด์ แต่เพราะอังกฤษไม่น่ามีพลังดึงดูดต่างหากภาษา อาหาร อากาศ วัฒนธรรม ล้วนแต่เป็นอุปสรรคหลักใหญ่ ส่งผลต่อชีวิตเริงร่าปาร์ตี้อย่างไม่ต้องสงสัยมิลานน่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีมากกว่าแน่หลายคนที่เคยสัมผัสหรือรู้จัก โรนัลดินโญ่ ต่างก็รู้ดีว่าเสพติดปาร์ตี้มากขนาดไหน มันเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตไม่ได้เลยสมัยเล่นอยู่กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่วัยยังไม่พ้นเบญจเพส เขายึดคาถาซ้อมน้อยปาร์ตี้ให้เยอะ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในกิตติศัพท์ข้อนี้เพื่อนคนหนึ่งนินทาว่าเจ้าเหยินน้อยจะซ้อมจริงจังแค่วันเดียวเท่านั้นคือก่อนแข่ง ที่เหลือเหยาะแหยะมาก ซ้อมเหมือนเล่นมากกว่า ไม่ได้เน้นอะไรเลยเขาเชื่อว่าพรสวรรค์ที่อัดแน่นอยู่ข้างในมันมากพอที่จะยืนหยัดต่อสู้อย่างสบายๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้พรแสวงเบียดเข้ามาอีกเหมือนที่เขาเคยบอก ฟุตบอลมันคือศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเข้าถึงมัน ก็ย่อมเข้าใจมันบางครั้งคุณต้องให้มันวิ่งมาหาเองด้วย ไม่ใช่วิ่งหาแต่ฝ่ายเดียว..---------------------------หลังเปิดหมวกอำลา เอซี มิลาน พร้อมแชมป์กัลโช เซเรีย อา 1 สมัย เขาก็กลับบ้านไปอยู่กับ ฟลาเมงโก้ ตามด้วย อัตเลติโก้ มิเนโร่ รวมไปถึงฟลูมิเนนเซ่ แถมมี เกเรตาโร่ ของเม็กซิโกมาคั่นด้วยการกลับบราซิลทำให้เขาได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการสบายขึ้น รับเงินไปเรื่อยๆ ไม่ลำบากอะไร ชื่อเสียงครั้งก่อนๆ ก็ยังขายได้ เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าแต่ละทีก็ได้เงินก้อนโตมาจับจ่ายเงินหาง่ายสำหรับ โรนัลดินโญ่แต่เมื่อหาง่ายก็สุรุ่ยสุร่ายจ่ายไม่ยั้ง เพราะออกเที่ยวปาร์ตี้ทุกคืน ใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ บำเรอความสุขตัวเอง ยิ่งมีนิสัยใจใหญ่เป็นต้นทุน เพื่อนฝูงรุมล้อมเพียบด้วยแล้ว ต้องควักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวไม่ใช่แค่เพื่อนๆเท่านั้น สาวๆก็ทึ้งกันเข้ามาเหมือนฝูงแร้งลงชำเราเหยื่อ แย่งกันกิน แย่งกันแทะปีที่แล้วเคยมีข่าวว่า โรนัลดินโญ่ โชว์ความเป็นเหยินเสน่ห์ย่องวิวาห์กับเจ้าสาวพร้อมกันทั้งสองคน เพื่อแสดงให้ประจักษ์เลยว่าข้าเจ๋งแค่ไหน ควงเป็นคู่แบบเปิดเผยเลยแถมยังป๋าสุดๆ ให้เงิน 2 สาวกินใช้คนละ 1,500 ปอนด์ต่อเดือนด้วย ไม่นับข้าวของที่ต้องซื้อให้อีกเขาวิ่งไล่ตามความสนุกจนเพลิดเพลินลืมเวลาวัยก็โรยลง ร่างกายก็เสื่อมตามด้วย บางนัดลงเล่นด้วยฟอร์มที่ห่วยแตก ไม่มีสปีด ไม่มีพลัง โดนแฟนบอลตัวเองโห่ไล่ก็เคยมาแล้วพอหยุดวิ่งแล้วกลับมาดูตัวเองอีกที ถึงได้รู้สัจธรรม เงินก็ร่อยหรอ ร่างกายก็ร่วงโรย แล้วทีนี้จะทำอย่างไรกันจากสัญญาเดิมกับ ฟลูมิเนนเซ่ 18 เดือน เขาเล่นได้แค่ 2 เดือนก็บอกศาลาเลิก เพราะรับไม่ได้ที่โดนกองเชียร์ตั้งแง่รังเกียจคราบไคลซูเปอร์สตาร์ซึ่งมีแต่คนคอยตะโกนเรียกชื่อ ปรบมือต้อนรับกึกก้อง กลายเป็นเพียงแค่อดีตเท่านั้นเองอินเดียคือป้ายต่อไปของ โรนัลดินโญ่ ไปเล่นฟุตซอลกับพวกอดีตดาวดังอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ , พอล สโคลส์ และ เอร์นาน เครสโป ช่วงสั้นๆ ตามคำเชิญ แล้วกลับมารับงานทูตพาราลิมปิคซึ่งเมืองริโอ เดอ จาเนโร เป็นเจ้าภาพ แทน คาฟู ซึ่งขอสละสิทธิ์ไปจากนั้นคัมแบ็กแดนภาระตะไปเล่นฟุตซอลอีกยก แล้วประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เองล่าสุดมีข่าวว่าถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ หลังจากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าปรับจำนวน 8.5 ล้านเรอัลบราซิล (ราว 73 ล้านบาท) ได้ทันเวลา จากคดีที่เขาและพี่ชายถูกฟ้องในคดีก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและแพตกปลาในเขตอนุรักษ์ทะเลสาบกุไอบ้าซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015มีการเปิดเผยเพิ่มอีกว่า เขามีเงินในบัญชีแค่ 6 ยูโรเท่านั้นเอง เลยโดนยึดหมด ไม่ว่าจะรถหรู 3 คัน, ภาพวาดของจิตรกรชาวบราซิลที่ชื่อ อังเดร เบอราร์ดู, โต๊ะสนุกเกอร์ รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ที่มีมูลค่าพอชดเชยแทนเงินค่าปรับยังมีการสันนิษฐานว่าก่อนหน้าไม่นานที่เขามาเยือนเมืองไทย เพราะถังแตกต้องการเงินก้อนอยู่พอดี เลยยอมบินมาไกลๆแม้ โรนัลดินโญ่ จะไม่ถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตรอก ชื่อเสียงที่สั่งสมไว้น่าจะพอมีช่องทางหาเงินได้อีกมากแต่มันสะท้อนการใช้ชีวิต ที่ยืนอยู่บนความประมาท หลงไปกับสิ่งยั่วยวนมากเกินไปเมื่อเขายินดีเลือกเอง ก็ต้องยอมรับเองไม่โอดครวญไม่มีใครบังคับให้เราใช้ชีวิตได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือก แต่เลือกแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง Sbobet777 ให้สิทธิ์ทุกท่านมาร่วมสนุกกับเรา ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

แบดบอยที่หายไป

เพื่อนรักของ มาร์โก อาร์เนาโตวิช มีชื่อว่า มาริโอ บาโลเตลลี่สองคนนี้แนบแน่นกันมากตั้งแต่ปี 2009 ที่ อาร์เนาโตวิช โดนยืมตัวจาก ทเวนเต้ ไปอยู่ อินเตอร์ มิลาน ลมแห่งโชคชะตาจึงพัดพาให้ทั้งสองคนมาเจอกันดีเอ็นเอของความห่ามระห่ำ เลือดร้อน และสุดเกรียนที่มีอยู่คล้ายๆ กัน ย่อมทำให้ทั้งคู่เข้ากันง่ายขึ้นอีก ไม่นับวัยไล่เลียกันเมื่อเด็กนรกต้องมาอยู่ในทีมเดียวกัน คิดดูเอาเถอะว่าคนเป็นกุนซือจะหัวหมุนหรือเหนื่อยใจมากขนาดไหนกันแต่นายใหญ่พญางูเวลานั้นคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เห็นแววของยังบลัดออสเตรียน เลยขอยืมมาทดสอบดูก่อนว่าจะพอเจียระไนให้เป็นเพชรเม็ดงามได้ไหมและเชื่อว่าน่าจะกำราบอยู่หมัดอย่างไรก็ตามเชื่อกันว่า เพราะเสีย ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไปให้ บาร์เซโลน่า ช่วงฤดูร้อนปี 2009 นั่นเอง เลยทำให้ มูรินโญ่ ต้องหาตัวแทนก่อนจะมาจิ้ม อาร์เนาโตวิช มองจากบุคลิกภายนอกและฝีเท้าแล้วจะเรียกว่า "อิบราน้อย" ก็คงไม่น่าเกลียดอะไรผลงาน 14 ประตูจาก 41 เกมในศึกเอเรดิวิซี่หรือลีกสูงสุดของฮอลแลนด์ พาต้นสังกัดเข้าป้ายอันดับ 2 อย่างเซอร์ไพรส์ มากพอที่จะเอาชนะใจ มูรินโญ่ ในเบื้องต้นได้ความฉลาดปราดเปรื่อง มีไอเดียครีเอตที่ดี คือจุดแข็งของ อาร์เนาโตวิช ซึ่งอายุยังน้อยมากในเวลานั้นและน่าจะเรียนรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยากพอรู้ข่าวว่าจะได้ไป อินเตอร์ มิลาน แบบยืมตัว 1 ฤดูกาลเขาเนื้อเต้นระริก เพราะจะได้ร่วมงานกับแข้งชั้นนำหลายต่อหลายคนแต่ อาร์เนาโตวิช เสียดายอย่างมากที่ต้องคลาดกับ อิบรา ที่ตนเองเทิดทูนเป็นไอดอลเขามีดาวถล่มประตูทีมชาติสวีเดนเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต รวมไปถึงพฤติกรรมบางด้านด้วย เช่นท่าเดินหรือทรงผมที่เคยไว้ยาวมาก่อนนอกจากนี้ชีวิตวัยเด็กที่แสบเข้าขั้นแบดบอย ก็ยังคล้ายกันอีกด้วย ไหนจะมีสายเลือดมาจากอดีตยูโกสลาเวียเหมือนกันอีกอิบรา นั้นเป็นบอสเนี่ยน ส่วน อาร์เนา มีพ่อเป็นคนเซอร์เบียจริงๆ ช่วงยังเยาว์นี่ อาร์เนาโตวิช มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าฮีโร่ในดวงใจของเขาด้วยซ้ำ ฐานะทางบ้านไม่ได้ยากลำบากปากกัดตีนถีบ แต่เลือกที่จะไปเข้าแก๊งอันธพาลเองพ่อแม่เตือนเท่าไรก็ไม่ฟัง ยังหนีไปขลุกอยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้ ที่มักจะมีเรื่องตีรันฟันแทงกับพวกแก๊งอื่นเสมอ บ่อยครั้งที่ อาร์เนาโตวิช กลับบ้านมาพร้อมกับบาดแผลที่มาจากร่องรอยของการต่อสู้เขายอมรับว่าโชคดีมหาศาลที่ได้ฟุตบอลมาฉุดไม่ให้ชีวิตเตลิดออกนอกลู่ไปไกลกว่านั้นบางทีถ้าโลกนี้ปราศจากเกมลูกหนัง อาร์เนาโตวิช อาจได้ไปอาศัยกินนอนหลังลูกกรงเหล็กแล้ว...---------------------------มูรินโญ่ รู้ดีว่าหากในทีมมีทั้ง อาร์เนาโตวิช และ บาโลเตลลี่ ย่อมสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไม่น้อย จึงปรามไว้ตั้งแต่ตอนมาถึงใหม่ๆ ห้ามสร้างปัญหาอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเจอโทษหนักแน่แต่เขาเชื่อว่าเป็นเรื่องดีที่สองคนนี้สนิทกัน อย่างน้อยก็ไม่ปวดหัวเท่าเขม่นกันเองคู่นี้ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋และ อาร์เนาโตวิช บอกเลยว่าอย่างน้อยมันสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นพวกชอบเหยียดผิว หลังเคยถูกกล่าวหาว่าทำเช่นนี้กับ อิบราฮิม คาร์กโบ กองหลังชาวเซียร์ร่า เลโอน ของวิลเลม ทเวถ้ามีนิสัยเหยียดจริง คงไม่มาคบค้ากับ บาโลเตลลี่ แน่สองคนนี้กลัว มูรินโญ่ ก็จริง แต่เกรงใจ ซามูแอล เอโต้ ที่ยกให้เป็น "ลูกพี่"เอโต้ เพิ่งย้ายมาจาก บาร์เซโลน่า เช่นเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของดีล อิบราฮิโมวิช แล้วด้วยสไตล์การใช้ชีวิตที่เน้นเฮฮาปาร์ตี้ ทำให้เข้ากับเพื่อนรุ่นน้องสองคนอย่างสบายๆนอกจากคอยตักเตือน ให้คำแนะนำ ยังช่วยเหลืออีกต่างหากมีอยู่วันหลังสอบจนได้ใบขับขี่ที่อิตาลีเรียบร้อย อาร์เนาโตวิช เอามันไปอวด ก่อนลูกพี่จะสอนน้องว่า ไม่ต้องไปซื้อรถหรูหราราคาแพงมาซิ่งหรอก ประหยัดไว้ดีกว่ายังเด็กอยู่พูดจบก็ส่งกุญแจรถเบนท์ลี่ย์ให้ -- "เอาไปใช้ซะ"ตอนแรก อาร์เนาโตวิช คิดว่าพี่ต้องอำเล่นแน่ๆ แต่ เอโต้ ย้ำเลยว่าให้ยืมใช้งานจริงๆ นั่นแหล่ะทำให้เขาลิงโลดจนตัวลอยมิลานคือเมืองแห่งแฟชั่น เต็มไปด้วยความทันสมัย การได้ขับเบนท์ลี่ย์โก้ๆ ไปอวดสาวย่อมสร้างความพึงใจให้กับไอ้หนูอาร์เนายิ่งนักแต่แล้วมีอยู่วันเขาขับมันไปกินข้าวที่ร้านแห่งหนึ่ง หายไปไม่ถึงชั่วโมงกลับออกมาอีกทีปรากฏว่ารถเจ้ากรรมอันตรธานหายไปแล้วแวบแรกคิดว่าจอดรถผิดที่ผิดทางโดนเจ้าหน้าที่เอารถมายกไปเก็บไว้ รอให้ไปจ่ายค่าปรับสืบไปสืบมาถึงได้รู้ว่าหายไปจริงๆใจ อาร์เนาโตวิช หลุ่นตุ้บไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก่อนจะปล่อยโฮออกมา เพราะกลัว เอโต้ ด่าเอา ไหนจะต้องหาเงินมาใช้อีก ราคาไม่ใช่น้อยๆค่อยๆ ละล่ำละลักบอกกับ เอโต้ ทางโทรศัพท์ แต่ได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า ไม่เป็นไร ของมันหากันได้ แล้วอีกอย่างมันไม่ใช่ความผิดใครเลย นอกจากไอ้โจรห้าร้อยที่ปล้นไปนั่นแหล่ะต่อให้พี่ขับไป มันตั้งใจจะขโมยก็คงทำเหมือนกันนี่เองที่ทำให้ อาร์เนาโตวิช นับถือซูฮก เอโต้ อย่างมาก แม้จะไม่ยกเป็นไอดอลเท่า อิบรา แต่เขาบอกว่าได้เรียนรู้ทั้งในและนอกสนามมาเยอะกระนั้นแม้ปากจะบอกว่าเรียนรู้มาอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองสักเท่าไรนักเขาได้ลงสนามน้อยมากๆ กว่าจะได้ประเดิมนัดแรกในลีกก็ต้องรอกว่าครึ่งปี อีกทั้งไม่อาจเค้นฟอร์มอย่างที่ มูรินโญ่ ต้องการได้สไตล์การเล่นเพื่อตัวเอง อยากจะโชว์อยากจะปล่อยของ ไม่ได้เน้นทำเพื่อทีม สร้างความขุ่นเคืองให้กุนซือโปรตุกีสอย่างยิ่งจบซีซั่น อาร์เนาโตวิช ได้ลงเล่นกัลโช เซเรียอาแค่ 3 นัด แถมเป็นสำรองไปอีก 2 ยิงไม่ได้เลยสักประตูร่างสัญญายืมตัวนั้นระบุไว้ว่า เขาสามารถเซ็นถาวรกับ อินเตอร์ มิลาน ได้เลย ถ้าผลงานผ่านเกณฑ์ แต่หากสอบตกก็ต้องถูกส่งกลับ ทเวนเต้ปรากฏว่าคืออย่างหลังมูรินโญ่ ให้คำจำกัดความของ อาร์เนาโตวิช ว่าความสามารถเฉพาะตัวเยี่ยม แต่ทัศนคติโคตรแย่ ไม่ต่างจากเด็กน้อยไร้เดียงสาเลยคิดว่าไม่ใช้อ็อปชั่นซื้อขาดดีกว่า เสียเวลาต้องมานั่งขัดเกลาอีกนาน...------------------------โดนงูใหญ่ปฏิเสธก็จริง แต่ แวร์เดอร์ เบรเมน ผายมือต้อนรับ อาร์เนาโตวิช ในซัมเมอร์ปี 2010เมื่อได้รับโอกาสได้ลงอย่างต่อเนื่อง เขาก็พิสูจน์ให้เห็นเนื้อแท้ในความสามารถฝีเท้าแต่อีกนั่นแหล่ะ ความห่ามห้าวยังไม่ได้ลดดีกรีลงสักเท่าไร ก่อเรื่องให้สโมสรต้องปวดหัวอยู่ร่ำไปปลายปี 2002 เขากับ เอลเยโน่ เอเลีย เพื่อนร่วมทีมขับรถซิ่งแข่งกัน จนถูกตรวจจับความเร็ว เล่นเอาทาง เบรเมน ยั๊วะมากจัดการลงโทษแบนทั้งสอง ไม่ให้ลงเล่นในนัดเจอ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทันทีก่อนหน้านั้นก็เพิ่งเฟอะฟะไม่ดูแลตัวเอง วิ่งเล่นกับหมาท่าไหนไม่รู้ จนเอ็นหัวเข่าบอดต้องพลาดลงเล่นอีก 6 สัปดาห์กันยายน 2013 ก่อนเส้นตายตลาดซื้อขายผู้เล่นมาถึงไม่กี่ชั่วโมง เบรเมน ตัดความรำคาญรับข้อเสนอ 2 ล้านปอนด์จาก สโต๊คใครหลายคนคาดเลยว่า อาร์เนาโตวิช จะต้องมาสร้างความปั่นป่วนในพรีเมียร์ลีกแน่แต่ผิดคาดเขาแทบเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง เพราะลูกสาวสองคนนี่เองที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติ จนร่องรอยแบดบอยไม่หลงเหลือเปลี่ยนนิสัยแล้ว ผลงานในสนามก็เปรี้ยงปร้างตามด้วย ให้หลัง 4 ปีค่าตัวเขาพุ่งทะลุ 20 ล้านปอนด์เมื่อย้ายไป เวสต์แฮมและกำลังจะแตะ 50 ล้านปอนด์ หาก แมนฯยูไนเต็ด ควักจ่ายให้จริงตามที่ตกเป็นข่าวอย่างที่บอก มูรินโญ่ ชื่นชอบ อาร์เนาโตวิช เป็นการส่วนตัวนานแล้ว เมื่อยิ่งเห็นปรับพฤติกรรมไม่เกเร ไม่เล่นเพื่อตัวเอง ไม่โชว์พร่ำเพรื่อ ใช้สมองเป็นพลังขับเคลื่อนเลยคิดจะดึงมาร่วมงานอีกครั้งเขาเองก็ยอมรับว่าตื่นเต้นที่อดีตเจ้านายอยากได้ตัว แต่ไม่อยากพูดอะไรมาก อย่างน้อยต้องเคารพขุนค้อนต้นสังกัดด้วยจริงเท็จอย่างไรต้องรอดูกัน แต่ที่แน่ๆ เมื่อ อาร์เนาโตวิช เปลี่ยนตัวเองแล้ว ทุกอย่างดีขึ้นทันตาเห็นต้องขอบคุณลูกสาวทั้ง 2 คนจริงๆ ที่ช่วยฟอกคราบไคลแบดบอยให้หมดไปเมื่อถึงจุดอิ่มตัว คุณจะระลึกได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือครอบครัว MYSBOBET เป็นเหมือนครอบครัวที่พึ่งได้ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

รอยยิ้มที่กลับมา

3 พฤษภาคม 2017 ริมถนนแห่งหนึ่งในซัลฟอร์ด ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถตระเวนดูความเรียบร้อย ได้พบชายคนหนึ่งเดินอยู่ เขามีท่าทางแปลกๆ หลังจากได้เข้าไปพูดคุยด้วยจึงรู้ว่าเขาอยากฆ่าตัวตายชายคนนั้นคือ อารอน เลนนอนตอนนั้นตำรวจเองก็ตกใจระคนแปลกใจอย่างมาก เพราะนี่คือแข้งแถวหน้าของพรีเมียร์ลีก เคยพีกถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษ มีรายได้จากการเป็นนักเตะอาชีพที่งดงาม แล้วทำไมจึงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เมื่อปีก่อน เลนนอน ยังอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน และแทบไม่ได้ลงเล่นเลย อีกทั้งยังโดนอาการบาดเจ็บตามรังควาน จนสูญเสียความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบกับจิตใจที่เปราะบางเป็นทุนเดิมเลนนอน ร้างสนามไปนานถึง 4 เดือนทำให้เครียดมาก หวั่นว่าจะโดนยกเลิกสัญญาหรือขายทิ้ง กลัวจะหมดอนาคตบนถนนลูกหนังโรนัลด์ คูมัน ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันตอนนั้น บอกว่าสภาพร่างกายของปีกร่างเล็ก ไม่พร้อมสำหรับลงเล่น ต้องไปเรียกความฟิตให้กลับมาแกร่งกว่านี้ก่อนแต่หารู้ไม่ว่าสภาพจิตใจทรุดหนักกว่าร่างกายซะอีกปัญหาที่สำคัญคือ เขาชอบเก็บงำปมในใจเอาไว้ ไม่ยอมระบายให้ใครฟังแม้กระทั่งคนใกล้ตัวเขาแยกทางกับแฟนสาวที่คบกันมาหลายปี เหมือนอยู่ตัวคนเดียวโดดเดี่ยว บางครั้งก็ปลีกตัวเองออกมาจากเพื่อนฝูง หากใครจำกันได้เราแทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มฉาบใบหน้าเลยสีหน้าที่นิ่งเงียบ กลายเป็นเอกลักษณ์ของ เลนนอน เสมอมาทันทีที่ตำรวจตรวจสอบเรียบร้อย ได้ส่งเขาไปโรงพยาบาลเลย เพราะอาการอย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาดและไม่ควรจมกับตัวเองคนเดียวทอฟฟี่สีน้ำเงินในฐานะต้นสังกัดประกาศสนับสนุนดูแลอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกมากมาย ที่แห่ส่งกำลังใจผ่านโซเชี่ยลเพราะหลายคนเข้าถึงลึกซึ้งกับโรค "ซึมเศร้า" ที่เป็นอันตรายแห่งความเงียบดีเลนนอน ไม่ใช่นักเตะคนแรกที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคนี้ มีหลายแข้งเจอมาก่อนและไม่อาจผ่านมันไปได้ ต้องจบชีวิตลงในที่สุด7 ปีที่แล้วเกิดข่าวสะเทือนใจวงการ เมื่อ แกรี่ สปีด อดีตนักเตะชั้นนำและผู้จัดการทีมเวลส์ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในบ้านพักทั้งที่ในชีวิตจริงทุกคนมองว่า สปีด ไม่น่ามีปัญหาอะไร ทุกอย่างดูสมบูรณ์พูนสุขเหลือเกิน ไม่ว่าความสำเร็จตอนเป็นผู้เล่นหรือความก้าวหน้าเมื่อผันตัวมาเป็นกุนซืออีกทั้งยังไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ข้องแวะการพนัน มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักตามสไตล์แต่เพราะปมบางอย่างที่เขาเก็บงำซ่อนเร้นเอาไว้ ไม่ยอมบอกใคร เหมือนอย่างที่ เล็สลี่ย์ พี่สาวเล่าให้ฟังสปีด เลือกที่จะสู้กับตัวเองเท่านั้น กระทั่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มันหากเขาเปิดปากเปิดใจกับใครสักคนบางทีเราอาจไม่ต้องสูญเสียบุคลากรฟุตบอลที่สำคัญโรเบิร์ต เอ็งเค่ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันที่อยู่ในชุดฟุตบอลโลก 2006 ก็จากไปอย่างน่าสลดด้วยวิธีการไม่ต่างกันนักแต่ของ เอ็งเค่ ดูจะหนักหน่วงกว่า ตรงที่ขับรถไปให้รถไฟชนเพื่อจบชีวิตในปี 2009เอ็งเค่ นั้นเป็นคนซีเรียสเครียดหนักมาตลอด นับตั้งแต่ลูกสาวที่เกิดมามีปัญหาเรื่องสุขภาพ เขาพยายามเหลือเกินที่จะผ่านมันให้ได้ แม้จะมีภรรยาปลอบประโลมอยู่ข้างๆ แต่มันก็ไม่อาจฝืนใจเดินหน้าต่อไปในรอบหลายปีที่ผ่านมามีหลายแข้งที่ต้องรับมือกับโรคซึมเศร้านี้ อย่างที่เราพอจำได้ก็คือ เซบาสเตียน ไดส์เลอร์ ที่เคยได้รับการยกย่องเป็นไอ้หนูมหัศจรรย์ของลูกหนังเยอรมัน แต่เพราะแบกรับความคาดหวังและแรงกดดันมากเกินไป เลยทำให้เขาเลือกที่จะแขวนสตั๊ดอย่างรวดเร็วเดวิด เบนท์ลี่ย์ ซึ่งเคยก้าวไปไกลถึงติดทีมชาติอังกฤษ ก็บอกลาค้าแข้งก่อนวัยสมควรเช่นเดียวกัน เพราะเจอโรคซึมเศร้าตามคุกคามเบรโน่ กองหลังดาวรุ่งพุ่งกระฉูดติดทีมชาติบราซิลตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 แล้วย้ายไป บาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะบาดเจ็บไม่ได้เล่นจนความเครียดรุมเร้า แล้วตัดสินใจเผาบ้านเพื่อฆ่าตัวตายเมื่อปี 2011ยังโชคดีที่ว่ามีคนมาช่วยได้ทัน ไม่อย่างนั้นอาจจะสำลักควันเสียชีวิตไปแล้วเหมือน เลนนอน หากว่าไม่มีตำรวจมาเห็นก่อน เขาอาจตัดสินใจชนิดช็อคความรู้สึกใครหลายคน...---------------“Aaron : We’re with You”นี่คือป้ายผ้าหรือแบนเนอร์ขนาดใหญ่ติดไว้ที่กูดิสัน พาร์คสังเวียนแข้ง เอฟเวอร์ตัน หลังเกิดเรื่องไม่เท่าไรอย่างที่รู้กันพอข่าวแพร่ออกไป กำลังใจมาสู่ เลนนอน ก็ล้นหลาม ทางสโมสรและแฟนทอฟฟี่ประกาศพร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้สแตน คอลลีมอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษและลิเวอร์พูลก็เคยประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน เขาแนะนำเลยว่าถ้ารู้สึกจิตใจมันย่ำแย่เมื่อไร อย่าอยู่คนเดียวเป็นอันขาด ให้คุยกับใครสักคนที่ไว้ใจได้การได้ปลอดปล่อยหรือระบายจะช่วยลดความตึงเครียด ดึงคนที่เป็นโรคนี้กลับสู่ภาวะที่ปกติได้ แม้จะชั่วคราวก็ยังดีสมัยก่อนผู้คนยังไม่เข้าใจทำไมคนบางคนที่มีพร้อมทุกอย่างถึงต้องมาเป็นโรคนี้ มันน่าจะเหมาะกับคนที่ลำบากปากกัดตีนถีบมากกว่าแต่ความนึกคิดของจิตใจ เราไม่อาจบังคับอะไรได้เลยที่สำคัญคนเป็นโรคนี้ต้องไม่อายหรือเก็บไว้ พูดออกมาให้มากที่สุด อย่างเคสของ เลนนอน ยังสามารถเป็นแบบอย่างช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นอีกด้วยอย่าดื่มเหล้า อย่าใช้ยาช่วย อย่าอยู่คนเดียว นี่คือสามอย่างสำคัญยามจิตใจหดหู่ เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดพอเริ่มเข้ารับการบำบัด เลนนอน อาการก็เริ่มกระเตื้องขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจ จนกลับมาเล่นบอลได้ตามปกติอีกครั้งต้องขอบคุณเอฟเวอร์ตันและกำลังใจจากเพื่อนในวงการ แฟนบอล รวมทั้งความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ ที่ทะลักกันเข้ามามากมายอย่างน้อยมันทำให้ เลนนอน สะท้อนใจได้ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่..-----------------------"เบิร์นลี่ย์ ช่วยให้ผมกลับมารักฟุตบอลอีกครั้ง"เลนนอน เปิดใจไว้ล่าสุดอย่างนี้ หลังย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มายัง เบิร์นลี่ย์ โดยเซ็นสัญญาสองปีครึ่งเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาเขาไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมของทอฟฟี่สีน้ำเงิน แต่ก็เข้าใจดีทุกอย่างตามสถานการณ์ อีกทั้งสโมสรเปิดทางให้ย้ายและไม่น่าจะมีค่าตัวอะไรด้วย ต่อให้ไม่เปิดเผยรายละเอียดก็ตามตั้งแต่ย้ายมานี่ เลนนอน ได้ลงสนามแบบต่อเนื่อง แม้ผลงานสโมสรจะไม่ได้ดีอะไรนัก อยู่โซนท้ายตารางและอาจต้องดิ้นรนหนีตายเมื่อเข้าสู่ปลายซีซั่น แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเครียดความสุขที่แท้จริงของเขาคือได้ทำในสิ่งที่ต้องการ นั่นก็คือเล่นฟุตบอลเลนนอน ยอมรับว่าตัดสินใจถูกมากๆ ที่ย้ายนี่ มันเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อไปหาความท้าทายใหม่เขาแสดงให้เห็นว่ายังมีพาสชั่นหรือความกระหายอย่างเต็มที่ โดยพร้อมจะพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลงานในสนามทุกคนที่เบิร์นลี่ย์ให้ความช่วยเหลือ เลนนอน อย่างดี รวมไปถึง ฌอน ไดช์ ผู้จัดการทีม ซึ่งเวียนมาคุยตลอดเวลา สร้างความอุ่นใจและเชื่อมั่นให้อย่างมากเราได้เห็นเขาหัวเราะเริงร่าและยิ้มมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เงียบขรึมตีสีหน้านิ่งเหมือนสมัยก่อนอีกหลายอย่างได้ปลดปล่อยออกมา เลนนอน ไม่ต้องแบกมันต่อไป เมื่อไม่ถือไว้ก็ไม่หนัก นั่นคือวิธีแก้และทางออกที่ดีสุดในการต่อสู้กับโรคนี้เหนืออื่นใด ทุกคนคงยินดีมากๆ ที่ เลนนอน กลับมาแทบจะปกติแล้วรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้กลับคืนสู่หัวใจของขาอีกครั้ง..ไม่มีความสำเร็จใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้รู้จักกับ "ตนเอง" Sbobet777 อยากช่วยให้ทุกคนค้นหาตัวเองให้เจอ ติดต่อมาที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

นักเตะที่ไม่มีใครเกลียด

ชายหนุ่มผิวสี ตัวเล็กสูงแค่ 168 เซนติเมตรและไม่สนใจโลกโซเชี่ยลหรือชอบออกสื่อ ผมทรงเดิมไม่เคยเปลี่ยนแต่กลับเป็นนักเตะของเชลซีที่ได้ค่าจ้างสูงสุดจากสัญญาฉบับปัจจุบันเอ็นโกโล่ ก็องเต้ ทำได้อย่างไรกัน?ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูพื้นๆ ไม่มีสิ่งเร้าใดดึงดูดความน่าสนใจได้เลยสักนิด เขาจึงดูธรรมดามากๆ เมื่อครั้งย้ายมาพรีเมียร์ลีกครั้งแรกและเปิดตัวกับ เลสเตอร์ ช่วงซัมเมอร์ปี 2015แถมตำแหน่ง ก็องเต้ คือมาทดแทนการขาดหายไปของ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยฉุดทีมรอดจากการตกชั้นหวุดหวิดแล้ว ก็องเต้ ซึ่งรับมอบภารกิจมาจะทำได้ดีแค่ไหนกัน นั่นคือคำถามจากสาวกจิ้งจอกสยาม โดยหลายคนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขาเลยด้วยซ้ำคำถามทุกอย่างที่ทุกคนข้องใจ เขาใช้ผลงานเป็นการตอบทั้งหมด แถมตอบแบบชัดเจนแจ่มแจ้งเหนืออื่นใดเลยก็คือ "การทำตัว" ของ ก็องเต้ กลับช่วยขับให้แสงสปอร์ตไลต์ส่องมาอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดอ่อนน้อมถ่อมตน น่ารักเป็นกันเอง เคารพผู้อื่น ซื่อสัตย์ และส่งรอยยิ้มให้เสมอ สิ่งเหล่านี้หนุนส่งให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ ชนิดที่ว่าไม่ต้องไปเปลี่ยนสีผมหรือโพสต์เรื่องรูปตัวเองลงในโซเชี่ยลเลยด้วยซ้ำเราอย่าถามเลยว่าใครบ้างไม่รัก ก็องเต้ควรถามในโลกนี้มีคนเกลียด ก็องเต้ ด้วยหรือเปล่า?------------------------ครอบครัว ก็องเต้ มาจากมาลี พ่อแม่อพยพหนีความอดอยากมาอาศัยอยู่ในแฟลตเล็กๆ ที่ปารีสตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 แถมมีลูกถึง 9 คน ต้องปากกัดตีนถีบไม่น้อยเพื่อเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาก็องเต้ ชอบฟุตบอลและมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่า เกมลูกหนังนี่แหล่ะที่จะเป็นแสงส่องนำทางให้กับชีวิตในอนาคต อีกทั้งยังช่วยให้พ่อแม่พี่น้องกินดีมีสุขด้วยเริ่มต้นเล่นกับทีมท้องถิ่นเหมือนเด็กทั่วไป จากนั้นพอฉายแววตอน 11 ขวบก็ได้ย้ายไปอยู่บูโลญจน์สโมสรที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยแม้ตัวจะเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเยอะ แต่ ก็องเต้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพละกำลังอันแข็งแกร่ง วิ่งพล่านราวกับว่ามี 10 ปอด จนเพื่อนๆ ต่างแปลกใจไปตามๆ กันช่วงทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ก็องเต้ เป็นที่หนึ่งเกือบตลอด คนอื่นหยุดวิ่งไปนานแล้ว แต่เขายังไปได้เรื่อยๆ ไม่มีหมดก็องเต้ ยึดคำว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" เป็นไบเบิ้ลแห่งชีวิต ไม่จำเป็นจะไม่เอ่ยปากขอร้องใคร ตั้งแต่เด็กแล้วจะขี่สกูตเตอร์ไปซ้อมเสมอ แม้หนทางจะลำบากต้องขึ้นเนินชันๆ ก็มาซ้อมไม่เคยขาดหรือสาย ใครอาสาไปส่งก็ไม่ยอมนอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ ทำตามที่โค้ชหรือครูสอนตลอด ไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักครั้งสิ่งเหล่านี้คือบันไดที่ช่วยให้ ก็องเต้ ไต่ขึ้นทีละขั้น แม้จะไม่รวดเร็วเหมือนขึ้นลิฟต์ แต่เต็มไปด้วยความมั่นคงแข็งแรงใครจะไปคิดว่านักเตะคนนี้จะคว้าตำแหน่งแข้งยอดเยี่ยมของเลสเตอร์ในซีซั่นแรกที่ย้ายมา ไม่นับเป็นกระดูกสันหลังช่วยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกแม้จะกลายเป็นคนสำคัญและขวัญใจแฟนบอล แต่ ก็องเต้ ยังคงเดิม เป็นอย่างไรก็อย่างนั้น ประหยัดอดออมทำงานหนักด้วยคาถาที่ว่า ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทุกครั้งเขายังขับรถมินิ คูเปอร์คันเล็กๆ ที่ทางเลสเตอร์มอบให้ ไม่เคยเปลี่ยนไปซิ่งสปอร์ตคาร์หรูๆ เหมือนอย่างแข้งอื่นหลังคว้าแชมป์ลีกสูงสุด วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรตบรางวัลด้วยบีเอ็มดับบลิวคันงามให้กับนักเตะชุดใหญ่ทุกคน ก็องเต้ ก็เอาไปขาย โดยให้เหตุผลว่าเงินก้อนนี้ครอบครัวเขากินใช้ได้ทั้งปีบ้านที่ทางสโมสรจัดให้ ก็องเต้ ก็ใช้แค่ซุกหัวนอนอย่างเดียว ภายในไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรูหราอะไรเลย แม้แต่ทีวีสักเครื่องก็ไม่มี เขาบอกแค่ว่าไม่ชอบดูรายการหรือภาพยนตร์ ซ้อมมาหนักๆ พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทนิทราสบายพอย้ายไป เชลซี ในฤดูกาลรุ่งขึ้นด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ รับค่าจ้างเพิ่มเป็น 150,000 ปอนด์ ก็ยังทำตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมินิคันเดิมก็ยังเป็นรถคู่ใจขับไปซ้อมตามปกติ ใช้ชีวิตติดดินเช่นเคย ที่สำคัญทำงานหนักเสมอ เต็มที่ทุกครั้งไม่ว่าจะซ้อมหรือลงแข่งจริงเขายังวิ่งพล่านทะยานไปทุกที่ทั่วสนาม แย่งบอลได้เก่ง ครองบอลเหนียวแน่น ขนาดทำให้เพื่อนทุกคนอุ่นใจได้เสมอหากเห็นยืนอยู่ข้างๆ ด้วยเชลซี ผงาดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2016/17 โดยมี ก็องเต้ ยืนทะมึนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ก่อนที่ตัวเขาจะคว้าเกียรติยศใหญ่รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งซีซั่นมาครองทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นพีเอฟเอ เอฟดับเบิลยูเอ และพรีเมียร์ลีกอีกครั้งที่ ก็องเต้ ไม่ได้เหลิงหรือตัวลอยไปกับสิ่งเหล่านี้เลย ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ยกเว้นฝีเท้าที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากความพยายามเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่งในสนามก็ทำให้ทุกคนรักมากพอแล้วความรักยิ่งทวีอีกเมื่อรู้จักเขานอกสนาม-------------------------18 กันยายนที่เพิ่งผ่านไป หลังเกม เชลซี ทุบ คาร์ดิฟฟ์ 4-1 ที่เดอะ บริดจ์ เรียบร้อย ก็องเต้ จะจับรถไฟยูโรสตาร์เพื่อเดินทางกลับปารีสไปหาครอบครัว แต่ปรากฏว่ามาเลตไปนิดเดียวเลยตกรถซะระหว่างที่ต้องรอขบวนต่อไปอีกหลายชั่วโมงนั้น เขาไม่มีอะไรทำเลยเดินเข้าไปห้องละหมาดบริเวณคิง ครอสส์สเตชั่น ซึ่งจัดไว้ให้มุสลิมทั้งหลายได้ทำศาสนพิธีของพวกเขาปรากฏว่าแฟนบอลอาร์เซน่อลคนหนึ่งเหลือบไปเห็นเข้าแล้วจำได้ เลยไปทักทาย ก็องเต้ จากนั้นเชื้อเชิญไปกินเข้าที่บ้านตามธรรมเนียมของคนที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วไปเป็นดาวเตะดังอื่นคงปฏิเสธ แต่ไม่ใช่ ก็องเต้ ซึ่งพยักหน้าตกลงตามไปง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรองอะไรแฟนบอลปืนโตรายนี้ถึงกับประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็ดีใจสุดๆ อัพรูปและโพสต์ลงโซเชี่ยล โดยระบุว่า ก็องเต้ ไม่กินข้าวกะหรี่ไก่ด้วยซ้ำ ดื่มแต่ชา เพราะว่ากำลังไดเอต"ไดเอต" ในความหมายนี้ ไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยและมืออาชีพของ ก็องเต้ อย่างแท้จริงความน่ารักน่าชังอ่อนน้อมถ่อมตนแบบนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นกับแข้งระดับสูงในพรีเมียร์ลีกอย่างเด็ดขาดกองเชียร์อาร์เซน่อลรายนี้ถึงกับประทับใจมาก ยืนยันว่าแม้จะไม่เชียร์เชลซีแต่เขาจะเชียร์ ก็องเต้ ตลอดไป..------------------------------ค่ำคืนที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกมาครองเป็นสมัยที่ 2 ในขณะที่ผู้เล่นอื่นสลับสับเปลี่ยนกันมาชูโทรฟี่ชักภาพกันอย่างชื่นมื่น ก็องเต้ กลับหลบอยู่ด้านหลัง ไม่กล้าออกมาเหมือนเพื่อนๆสตีเว่น เอ็นซอนซี่ เหลือบไปเห็นเข้า เลยจัดการดึงเข้ามาแล้วบอกคนอื่นว่า ลัดคิวให้ ก็องเต้ หน่อยนี่คือแข้งสำคัญของเรานะเว้ย ซึ่งเพื่อนๆ ก็เปิดทางให้ด้วยความยินดี เขาเลยได้ฉีกยิ้มอันเป็นสัญลักษณ์คู่กับถ้วยเวิล์ด คัพแน่นอน ก็องเต้ ขี้อาย แม้ในวันที่เป็นแชมป์โลกก็ยังเหมือนเดิม ทั้งที่ควรจะเดินอาดๆ ยืดอกด้วยความภาคภูมิในฐานะเป็นแกนหลักของทีมมาตลอดทัวร์นาเมนต์พอคลิปนี้แพร่ออกไป ทุกคนก็ยิ่งหลงรัก ก็องเต้ มากขึ้นกว่าเดิมอีกไม่นานมานี้ มีเดียพาร์ท สื่อของฝรั่งเศสออกมาเปิดเผยว่า ก็องเต้ ปฏิเสธวิธีการเลี่ยงภาษีเหมือนอย่างนักเตะดังค่าจ้างแพงอื่นๆ ด้วยการไปเปิดบริษัทบังหน้าตามเกาะต่างๆเขายอมจ่ายเพิ่มมากกว่าเดิมถึง 20 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลในขณะที่ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังทั้งหลายหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันเป็นข่าวเลี่ยงภาษี แต่ไม่ใช่ ก็องเต้ ที่จ่ายอย่างตรงตรงมา การทำทุกอย่างตามกฏมันคือพื้นฐานนิสัยเขาอยู่แล้วนักเตะรุ่นใหม่ควรยกย่อง ก็องเต้ และยกเป็นแบบอย่างเดินตามรอยด้วยซ้ำ--------------------------------สัญญาฉบับใหม่ที่เขาขยายกับ เชลซี จะเพิ่มค่าจ้างเท่าตัวเหยียบ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ มากสุดของสโมสร มันคู่ควรไร้ข้อกังขาอย่างยิ่งแม้จะได้เงินมากกว่าใคร แต่ยังขับมินิคันเดิมราคาถูกสุดไปสนามจอดเทียบกับรถหรูของเพื่อนคนอื่นๆ เป็นปกตินี่คือนักเตะที่ไม่มีความเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่คือซูเปอร์สตาร์เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยจริงๆไม่จำเป็นต้องทำตัวให้เด่นดัง ขอแค่เป็นคนดี ไม่ว่าใครก็จะหลงรักคุณทั้งนั้น MYSBOBET เว็บไซต์ดีๆที่อยากให้ทุกคนได้มาลองใช้ ลองติดต่อไปเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ก่อนบุกถิ่นเสือเหลือง

มิโลวาน ราเยวัช พาทัพช้างศึกเสร็จภารกิจเบื้องต้นในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ กับผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกหลังคว้าแชมป์กลุ่ม บี ด้วยการมี 10 คะแนนจากผลงานชนะ 4 เสมอ 1 ไม่แพ้ใครในรอบแบ่งกลุ่มในรอบตัดเชือกต้องพบงานหนักกับ "เสือเหลือง" มาเลเซีย โดยทีมชาติไทยต้องยกพลไปเยือนก่อนที่สนามบูกิตจาลิล ในวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม ก่อนกลับมาเล่นในบ้านวันพุธที่ 5 ธันวาคมนี้4 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ไทยทำผลงานได้ตามเป้าในเรื่องผลการแข่งขันเพราะเกมในบ้าน 3 นัดเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ส่วนการไปเยือนฟิลิปปินส์ก็ได้ผลเสมอกลับออกมาซึ่งถือว่าโอเคเพราะอย่าลืมว่าเรามีปัญหาในการเดินทางไม่น้อยภาพรวมใน 4 นัดของรอบแบ่งกลุ่มมีหลายอย่างที่ทำได้น่าประทับใจไม่ว่าจะเป็นการเล่นเน้นผลการแข่งขันได้ดี แต่ก็ทำประตูได้เยอะทั้งที่เล่นค่อนข้างรัดกุม เช่นการยิงอินโดนีเซียและสิงคโปร์รวมกัน 7 ประตูถือว่าเกินคาดขณะที่ "กอล์ฟ" อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ได้โอกาสในตำแหน่งหน้าเป้าก็ตอบแทนความไว้วางใจได้เยี่ยม เป็นการเรียกความมั่นใจที่ดีทั้งก่อนเกมตัดเชือก และเอเชียน คัพ ในต้นปีหน้าในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์เอเชีย เราจะได้ "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา กลับมาช่วยทีม แต่การที่ "กอล์ฟ" เค้นฟอร์มถล่มประตูได้แบบนี้ก็ทำให้มีอาวุธในแดนหน้ามากขึ้น สามารถเป็นอะไหล่ที่ดีหรือเพิ่มทางเลือกให้กับโค้ชนอกจากนี้ยังมีหลายคนทำผลงานเข้าตา เช่น "แคมป์" สรรวัชญ์ เดชมิตร, "มิ้ง" กรกช วิริยอุดมศิริ รวมถึงดาวรุ่งอย่าง "อาร์ม" ศุภชัย ใจเด็ด ที่ยิงไปแล้ว 3 ประตูและยิ่งเล่นยิ่งดูเก๋าเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีเลยด้วยซ้ำรายการนี้เราไม่มี 4 ตัวหลักทั้ง "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา, "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์, "อุ้ม" ธีราทร บุยมาทัน และ "ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ แต่คนที่ได้รับโอกาสแทนในตำแหน่งที่ตัวหลักขาดหายไปต่างทำผลงานดีทั้งหมด"กอล์ฟ" ยิงไป 8 ประตูซึ่งทำลายสถิติยิงสูงสุดในครั้งเดียว และมีโอกาสสูงมากที่จะคว้าตำแหน่งดาวซัลโว ส่วน "แคมป์" ก็แอสซิสต์ไปถึง 5 ประตูกับการเล่นเป็นตัวปั้นเกมแทนชนาธิป ขณะที่ "มิ้ง" ก็แจ้งเกิดได้เต็มตัวในนามทีมชาติ เปิดบอลได้ลุ้นตลอดแถมมียิงประตูจากเตะมุมได้อีกตำแหน่งผู้รักษาประตูซึ่ง 2 นัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มใช้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ส่วน 2 นัดสุดท้ายเป็น ฉัตรชัย บุตรพรม ยังไม่เห็นการเจอบททดสอบที่หนักหน่วงมากนัก แต่ก็ไม่ได้ผิดพลาดอะไร โดยในรอบตัดเชือกหรือรอบชิงฯ ที่อาจต้องว่ากันถึงการดวลจุดโทษ ฉัตรชัย ตอบโจทย์มากกว่าจุดเด่นที่เห็นชัดในรอบแรกที่ผ่านมาคือ เราฉกฉวยโอกาสในความผิดพลาดของคู่แข่งได้ดีมาก กองหลังเล่นพลาดเสร็จเราเลยหรือไม่ก็บุกเพลินๆ จนหลังบ้านเปิด เราเล่นโต้กลับทำกัน 3-4 ทีจบที่ยิงประตูแต่จุดที่ไม่ค่อยได้เห็นและน่าเสียดายกับโอกาสในการลองแท็กติกคือ การเล่นเกมรุกในเกมที่ควรต้องเล่นมากขึ้นอย่างการเจอติมอร์ เลสเต้ ในราชมังฯ ของเราเองแท้ๆ ก็ไม่ใช่เกมที่เราขึงเกมรุกเข้าใส่โอเคว่าฟุตบอลทัวร์นาเมนต์แบบนี้ต้องเน้นผลเป็นสำคัญซึ่งราเยวัชทำได้ตามเป้า แต่ในเกมที่คู่ต่อสู้มาตรฐานการเล่นเป็นรองเยอะ ก็ควรปรับโหมดเกมรุกบ้างเพื่อสร้างความหลากหลายในการเล่นและไม่ให้นักเตะ "ชิน" กับการเล่นเกมรับไปตลอดธรรมชาติฟุตบอลหากการเล่นและการซ้อมในรูปแบบเดิมๆ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เกมรับเราทำได้ดีขึ้นกว่ายุคที่ผ่านมาๆ แต่หากวันใดวันหนึ่งที่เราต้องบุกใส่คู่แข่งมากขึ้นทั้งด้วยสถานการณ์บีบบังคับหรือเสียประตูไปก่อน มันจะทำให้บุกไม่ค่อยเป็นธรรมชาติตรงนี้ถือว่าได้บอกว่าเสียดายโอกาสที่ผ่านไป และทุกเกมที่เหลือต่อจากนี้ทั้งรอบตัดเชือกหรือรอบชิงฯ หากเราเข้าถึง รวมถึงไปรอบสุดท้าย เอเชียน คัพ เราอาจจะไม่มีโอกาสได้ลองแท็กติกอื่นเพราะมีแต่เกมยาก และคงเซตสไตล์เกมรับต่อเนื่องจริงๆ แล้วในรอบแบ่งกลุ่มที่ผ่านมา เกมรับของเราก็มีจุดผิดพลาดเยอะพอสมควรเช่นกัน เพียงแต่คู่แข่งไม่สามารถฉวยโอกาสในแบบที่เราทำได้ ส่วนใหญ่ยิงทิ้งยิงขว้างไปเสียเองตรงนี้คือสิ่งที่ ราเยวัช ต้องปรับอีกหน่อยเพื่อลดผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด ทุกเกมต่อจากนี้เป็นงานที่ยากและอาจถูกลงโทษได้ทุกเมื่อหากยื่นหอกให้คู่แข่งแบบไม่จำเป็นเริ่มจากนัดต่อไปที่ต้องเยือนมาเลเซียซึ่งมีสถิติไม่น่าเชื่อคือ "ช้างศึก" ชุดใหญ่ไม่สามารถบุกชนะที่แดน "เสือเหลือง" ได้เลยนานถึง 32 ปีเอาใจช่วยทีมชาติไทยไปด้วยกันSbobet777 ที่มีพร้อมทุกอย่างรวมถึงข้อเสนอเด็ดมากมายติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

สีเสื้อและเลือดเนื้อ

เจมส์ มิลเนอร์ เกิดที่ลีดส์เมืองใหญ่แห่งแคว้นยอร์คเชียร์ทั้งเมืองนี่มีสโมสรใหญ่เป็นที่เชิดหน้าชูตาแห่งเดียวเท่านั้นคือ ลีดส์ ยูไนเต็ดไม่ว่ารวยร้นฟ้ามหาศาลหรือยากจนแร้นแค้น คนที่นี่ต่างก็เป็นกองเชียร์ "ยูงทอง" ด้วยกันทั้งสิ้น สโมสรแห่งนี้ไม่มีแบ่งแยกฐานะและวรรณะอย่างเด็ดขาดมิลเนอร์ เกิดในครอบครัวดีมีความมั่นคงแทบจะครบด้าน เข้าเรียนสถาบันชั้นนำระดับเฟิร์สคลาสของเมืองและแน่นอนว่าเขาถูกปลูกฝังให้เป็นเป็นสาวกลีดส์ตั้งแต่ยังเล็กๆพอ 7 ขวบความทรงจำยิ่งแจ่มชัดขึ้นเมื่อได้เห็นแข้งไอ้แอ้ดของยูงทองครองแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ ในปี 1993 นั่นยิ่งเป็นการจุดประกาย มิลเนอร์ ขึ้นมาทันทีไม่ใช่แค่สถาปนาตนเป็นกองเชียร์เท่านั้น แต่ยังขีดเส้นความฝันไว้ด้วยว่าจะต้องเป็นนักเตะ ลีดส์ ยูไนเต็ด ให้ได้ในสักวันหนึ่งทั้ง ปีเตอร์ และ เลสลี่ย์ พ่อแม่ของเขาต่างก็เป็นกองเชียร์แบบสุดขั้ว เป็นขาประจำเข้าเอลแลนด์ โร้ดในฐานะผู้ถือซีซั่นทิคเก็ตหรือตั๋วปีมายาวนาน ย่อมสนับสนุนลูกชายคนนี้อย่างเต็มที่ยามเล่นเกมเหย้า มิลเนอร์ เองจึงได้เข้าไปดูไม่เคยขาด จนถึงขั้นได้รับเลือกให้เป็นมาสค็อตที่เดินลงสนามมากับนักเตะ รวมไปถึงบทบาทเด็กเก็บบอลหรือบอลบอยด้วยสำหรับแฟนบอลเลือดเข้มแล้ว การได้เป็นเด็กเก็บบอลนี่คือได้รับเกียรติอย่างมาก ถือเป็นความภาคภูมิของ มิลเนอร์ และครอบครัวในขณะเดียวกันบรรยากาศที่ เอลแลนด์ โร้ด ก็เต็มไปด้วยมนต์ขลัง หากคุณเข้าไปครั้งแรกได้ซึมซับจะต้องขนลุกขนพองไปกับมันเสียงเชียร์ดังรอบทิศทางจากแฟนบอลเจ้าบ้านกว่า 3 หมื่นคน ที่กู่ร้องเพลง Marching On Together ด้วยประโยคที่ดังลั่น "Leeds! Leeds! Leeds!" ก็ปลุกเร้าให้คุณรู้สึกอยากมีส่วนร่วมอย่างมากปีเตอร์ รีด ตำนานของเอฟเวอร์ตันบรรยายให้ฟังว่า เข้าสนามบอลมากว่า 30 ปีไม่เคยเห็นแฟนบอลทีมไหนยอดเยี่ยมอย่างนี้มาก่อนส่วน เดวิด โอเลียรี่ ที่เคยเป็นทั้งนักเตะและผู้จัดการลีดส์ บอกเลยว่าหนึ่งสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้เขาอยู่สโมสรแห่งนี้ เพราะแฟนบอลอันน่ามหัศจรรย์นี่เองหลังจากผ่านการเป็นเด็กเก็บบอลไม่เท่าไร อายุได้ 10 ขวบ มิลเนอร์ ก็เริ่มแผ้วทางสู่ฝันด้วยการเข้าไปฝึกลูกหนังในอะคาเดมี่ของยูงทอง เขาจึงมุ่งมั่นซ้อมและเรียนรู้อย่างหนัก เพื่อขึ้นชุดใหญ่ให้ได้เวลาที่ได้เห็นแข้งรุ่นพี่อย่าง อลัน สมิธ ทุ่มเทให้กับทีมแบบไม่กลัวเจ็บกลัวตาย มันทำให้เลือดในกายของเขาแล่นพล่านมากยิ่งขึ้นใช่ , เลือดในกายของเขาย่อมเป็นสีแดง แต่เลือดในใจเขาคือสีขาวของลีดส์และเขาถูกฝังหัวให้เกลียดสีแดง...--------------------------10 พฤศจิกายน 2002 หรือถอยหลังกลับไป 16 ปีก่อน พ่อแม่มิลเนอร์ เนื้อเต้นระริกและตื้นตันอย่างมากที่ได้เห็นลูกชายคนนี้สวมยูนิฟอร์มลีดส์ลงโม่ในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเป็นเกมดวลกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และเขาลุกจากม้าสำรองมาแทน เจสัน วิลค็อกซ์ ในนาทีที่ 84แน่นอนมันเป็น 6 นาทีแห่งความทรงจำที่เขาและครอบครัวไม่มีทางลืมเด็ดขาดตอนนั้น มิลเนอร์ ยังถูกจารึกชื่อว่าเป็นนักเตะอายุน้อยสุดอันดับ 2 ที่ได้เล่นพรีเมียร์ลีก 16 ปีกับอีก 306 วันในเวลานั้นไม่นาน มิลเนอร์ ก็ได้บันทึกสถิติใหม่ คราวนี้ขึ้นแท่นวัยน้อยสุดที่ยิงประตูได้ในลีกสูงสุดผู้ดี 16 ปีกับอีก 356 วัน ปริ่มๆ 17 ปีเต็มที ทุบของเดิมที่ เจมส์ วอห์น หอกดาวรุ่งเอฟเวอร์ตันทำไว้ในปี 2005 ลงได้"ถ้าคุณเป็นแฟนลีดส์มาตั้งแต่จำความได้ แล้วได้มาเล่นชุดใหญ่และยิงประตูได้ในวัยไม่ถึง 17 ปี มันย่อมเป็นสิ่งดีสุดในชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย"มิลเนอร์ เคยพรรณนาไว้อย่างนี้ เป็นใครก็ย่อมเก็บงำความดีใจไว้ไม่อยู่อย่างไรก็ตามจากวิกฤตการเงินที่รุมเร้าสโมสรอย่างหนัก ทำให้ต้องหาทางปลดหนี้สินอันพะรุงพะรังและมหาศาล ปีเตอร์ ริดส์เดล ประธานสโมสรในเวลานั้น จึงหาทางออกด้วยการขายแข้งหลักหวังผ่อนหนักให้เป็นเบาเมื่อสิ้นฤดูกาล 2003/2004 ลีดส์ ต้องหล่นไปเดอะ แชมเปี้ยนชิพอย่างน่าเศร้าและ มิลเนอร์ เป็นอีกแข้งที่ต้องถูกปล่อยให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แลกกับเงิน 3.6 ล้านปอนด์มิลเนอร์ ร้องไห้โฮเมื่อรู้ว่าจะต้องย้ายไปอยู่ทีมอื่น แต่เพื่อช่วยพยุงการเงินสโมสรอันเป็นที่รัก มันจำเป็นต้องไป ไม่มีทางอื่นอีกแล้วไม่ว่าจะสวมเสื้อทีมไหนเขาจะไม่ลืมทีมนี้อย่างเด็ดขาด..------------------------------แม้ว่าเส้นทางของ มิลเนอร์ กับ ลีดส์ จะเป็นเส้นขนาน จากวันนั้นถึงตอนนี้ไม่ได้ตัดมาบรรจบกันอีกเลย แต่ความรักและศรัทธาไม่ได้เหือดแห้งลงเลย“ใช่เลย มันเป็นเรื่องจริง แฟนบอลของ ลีดส์ โตขึ้นมาด้วยความเกลียด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฐานะที่เป็นทีมศัตรู เพราะฉะนั้นเสื้อสีแดงคือสิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเรา"“ผมไม่เคยมีเสื้อสีแดงหรืออะไรก็ตาม และครั้งแรกที่ผมสวมใส่เสื้อแดงนั่นเป็นเพราะผมติดทีมชาติอังกฤษ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน"“พ่อของผมเล่นมุขไว้ตอนที่ผมเซ็นสัญญากับ ลิเวอร์พูล ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกมีความสุขที่จะได้เห็นผมสวมเสื้อสีแดงเป็นประจำ”ไม่นานมานี้ มิลเนอร์ ฟื้นความหลังตอกย้ำความเป็นลีดส์แบบสุดลิ่มและเกลียด แมนฯยูไนเต็ด มากขนาดไหนแล้วยิ่งในวันที่ยูงทองตกต่ำอย่างหนักและอริรายนี้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดยิ่งทวีที่น่าสนใจคือการที่เขาเลือกย้ายมา แมนฯซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ในเวลาต่อมา ย่อมจะพอเป็นเครื่องยืนยันถึงความจริงข้อนี้ให้มีน้ำหนักอีกนี่คือสองสโมสรที่นับเอา แมนฯยูไนเต็ด เป็นคู่ปรับสำคัญตลอดกาล ไม่มีทางญาติดีกันได้ในชาตินี้มิลเนอร์ จึงต้องสาแก่ใจเสมอเมื่อได้เห็นทีมที่เขาเล่นเป็นฝ่ายคว้าชัยเหนือ แมนฯยูไนเต็ดจนทุกวันนี้ก็ไม่ได้ลดดีกรีลงเลยด้วยซ้ำ...-----------------------------ไม่นานมานี้ แกรี่ เนวิลล์ เปลือยใจผ่านทางทีวีถึงตอนที่เขาไม่ยอมจับมือกับ ปีเตอร์ ชไมเคิล เพื่อนร่วมทีม แมนฯยูไนเต็ด สมัยลงเรือลำเดียวกันไล่ล่าความสำเร็จเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปี 2002 เป็นเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้และ ชไมเคิล เพิ่งย้ายจาก แอสตัน วิลล่า มาเล่นให้กับ ซิตี้ แล้วระหว่างอยู่ในอุโมงค์กำลังจะลงสนาม เจ้ายักษ์เดนส์เดินมาหาจะจับมือด้วย แต่เนวิลล์ผู้พี่ตีสีหน้าบึ้งใส่และไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น"ตอนนี้ผมอายุ 43 และมองกลับไปถึงสิ่งที่ผมเคยทำกับ ปีเตอร์ มันมี 2 เหตุผล หนึ่งคือ เขาย้ายออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ตอนอายุ 35 และบอกกับทุกคนว่าจะเลิกเล่น แต่เขาก็ย้ายไปเล่นต่างแดนกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน จากนั้นเขาก็กลับมาที่ อังกฤษ มาเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งคุณไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาด“ผมเป็นแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด และผมไม่สามารถเล่นให้ แมนฯ ซิตี้ ได้ ไม่สามารถเล่นให้ ลีดส์ ได้ และไม่สามารถเล่นให้ ลิเวอร์พูล ได้ เขาคว้าทริปเปิ้ลแชมป์กับ ยูไนเต็ด ในปี 1999 และก็บอกว่าพอแล้วจะแขวนถุงมือ แต่ก็อย่างที่เห็น เขาไม่ได้ทำตามที่พูด"ฉะนั้นเขาควรจะเล่นให้ ยูไนเต็ด ต่อไปอีก 2 หรือ 3 ปี เพราะเราเจอปัญหามากมายในตำแหน่งผู้รักษาประตู ในช่วงรอยต่อระหว่างเขากับ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์”แกรี่ พรั่งพรูความแค้นออกมาอย่างไม่สนใจอดีตแต่หนหลังและไม่ประนีประนอมตามนิสัยที่จริงจังของตนไม่ใช่แค่ ซิตี้ เท่านั้น หาก ชไมเคิล ไปเล่นให้กับ ลีดส์ หรือ ลิเวอร์พูล ก็ไม่แตกต่างกันเลยนี่คือตัวอย่างของความเกลียดชังในโลกของฟุตบอล ที่บางครั้งมันดูเกินลิมิตเกินขอบเขต แต่มันเป็นธรรมเนียมและสิ่งที่ปลูกฝังกันมาในดีเอ็นเอ เปรียบไปก็คือศักดิ์ศรีแห่งชีวิตเลือดในกายทุกคนคือสีแดง แต่เลือดในใจนั้นมันแตกต่างกันไปมันคือเสน่ห์อีกทั้งยังเป็นวิถีของการเชียร์บอลแบบอังกฤษ ซึ่งหลายคนอาจไม่ได้รู้สึกมีอินเนอร์ขนาดนั้น รวมถึง ชไมเคิล ด้วยแล้วความเกลียดนี้จะถูกถ่ายทอดสู่ลูกหลานของทั้ง แกรี่ และ มิลเนอร์ แน่นอน..บางสิ่งก็เหมือนน้ำกับน้ำมัน แม้จะมีลักษณะเป็นของเหลวเหมือนกัน แต่ก็เข้ากันไม่ได้ MYSBOBET ไม่มีปัญหานั้นแน่นอน เราเหมาะและเข้าได้กับทุกคน ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ถ้ายังกัดกัน ฉันจะขายแกทิ้ง

ปรัชญาแห่งความสำเร็จในการเป็นผู้จัดการทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีหลายข้อด้วยกันหนึ่งในนั้นเลยคือสร้างความกลมเกลียวเป็นปึกแผ่นให้กับทีม ซึ่งนักเตะต้องสามัคคีรักใคร่กันแต่ เฟอร์กี้ ก็ออกตัวไว้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ "ทุกคน" เป็นอย่างนั้นความอิจฉาริษยา เกลียดขี้หน้า ไม่ชอบนิสัยเป็นการส่วนตัว เหล่านี้คือปมสำคัญที่ทำให้เกิดความชิงชังกันในทีม ซึ่งไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนอยากให้เป็น เพราะมันย่อมส่งแรงกระเพื่อมไปยังผลงานในสนามด้วยอย่างไรก็ตามเรื่องของความรู้สึกมันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ บางทีเกลียดกันโดยไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับด้วยซ้ำเหมือนอย่างเคสของ แอนดี้ โคล กับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม สองศูนย์หน้ายุคเฟื่องที่ เฟอร์กี้ ก็รู้ดีคู่นี้ไม่กินเส้นกัน เขม่นเป็นประจำ แต่เขาต้องพยายามหาวิธีการที่จะทำให้เล่นด้วยกันได้และไม่ใช่เล่นด้วยกันได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องเล่นด้วยกันได้ดีด้วย...------------------บิดเข็มนาฬิกาไปยังปี 1995 แอนดี้ โคล ซึ่งย้ายมายัง แมนฯยูไนเต็ด ได้ไม่เท่าไร ถูกเรียกเข้าสู่ทำเนียบทีมชาติอังกฤษครั้งแรก ก่อนได้ประเดิมสนามในฐานะตัวสำรองเกมอุ่นแข้งกับอุรุกวัย"คิง โคล" ที่นั่งอยู่ข้างสนาม เนื้อเต้นระริกเมื่อ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ สั่งให้เขาถอดเสื้อวอร์มออกแล้วไปยืนรอหลังเส้นสีขาวพอรู้ว่าจะได้แทน เชอริงแฮม ก็ขยับตัวเตรียมพร้อมจะสัมผัสมือ ในใจคิดว่าเดี๋ยวกองหน้ารุ่นพี่จะต้องอวยพรให้เขาโชคดีแน่กับเกมเปิดซิงสิงโตคำรามที่ไหนได้อย่าว่าแต่จับมือเลย เชอรี่ ไม่แม้แต่จะมองหน้า เดินดุ่ยๆ ออกจากสนามราวกับว่าไม่มีใครมาลงแทนด้วยซ้ำโคล ไม่ได้เกลียด เชอริงแฮม เลย แต่เมื่อถูกปฎิบัติเช่นนี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดอาการเหม็นขี้หน้าขึ้นมาทันที ครั้งต่อไปเจอกันอีกอย่าหวังเลยว่าจะได้เห็นรอยยิ้มหรือยินเสียงทักกันแต่ใครจะไปคิดว่าฤดูร้อนปี 1997 เชอริงแฮม จะย้ายมา แมนฯยูไนเต็ด ตามแผนงานของ เฟอร์กี้ ที่ต้องการดึงมาแทนส่วนที่พร่องหายไปของ เอริก คันโตน่าพอรู้ข่าวเข้า โคล ตกใจไม่น้อย เพราะจากที่เป็นแค่เพื่อนร่วมทีมกันชั่วคราวเมื่อรับใช้ชาติ นี่ต้องมาสังกัดสโมสรเดียวกัน เจอหน้ากันแทบทุกวัน มันจะเป็นอย่างไรจริงๆ แล้วตอน โคล ย้ายมาใหม่ๆ สื่อก็ไปเสี้ยมละเลงข่าวกันอย่างสนุกว่าไม่ถูกกับ คันโตน่า ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างเป็นคนเงียบขรึม ยิ้มยาก พูดน้อย แล้วต้องมาประสานงานกันในแนวรุก คนก็เลยพูดกันไปเองถึงปฎิสัมพันธ์ของทั้งคู่ส่วน เชอริงแฮม นั้นคนละเรื่อง ไม่ชอบขี้หน้ากันเป็นทุนจากวันนั้นและพอมาเล่นด้วยกันก็ไม่ลงรอยกันอีกโคล เล่าให้ฟังเพิ่มว่าตอนปี 1998 ในเกมเจอกับ โบลตัน ซึ่งกำลังกระเสือกกระสนหนีตกชั้น แล้วเป็นฝ่ายโดนทีมท้ายตารางยิงนำก่อน จากนั้นเขาพลาดโอกาสทองยิงตีเสมอ เชอริงแฮม ก็เลยหันมาตวาดลั่น ประมาณว่ามันความผิดของแกเว้ยนำความไม่พอใจมาสู่ โคล อย่างมาก เพราะเชื่อว่าตัวเองเต็มที่แล้ว ทุกครั้งที่ก้าวลงในสนามจะใส่แบบเต็มสูบไม่มีเม้ม ทำไมต้องมาตำหนิกันต่อหน้าคนอื่น ของอย่างนี้มันก็ย่อมพลาดกันได้ตอนนั้น โคล คิดในใจว่าสงสัยจะอยู่ร่วมทีมกันไม่ได้แล้วแต่ใครจะไปคิดว่า 4 ฤดูกาลที่สองคนนี้ได้ลงเล่นร่วมกันในสนามยิงเบ็ดเสร็จรวมถึง 54 ประตู อีกทั้งยังเป็นแกนหลักผลักดันผงาดทริปเปิ้ลแชมป์ประวัติศาสตร์ในปี 1999 อีกต่างหากแกรี่ พัลลิสเตอร์ ปราการหลังร่างโย่งเพื่อนร่วมทีม แมนฯยูไนเต็ด ในเวลานั้น ยังเดินเข้ามาถามแบบสงสัยเคลือบแคลงใจเลยว่า นายสองคนไม่ถูกกันแล้วทำไมผลงานถึงได้ดีขนาดนี้ เมื่อเล่นด้วยกันเรื่องนี้มันมีเบื้องหลังอยู่...-------------------------เฟอร์กี้ เล่าไว้ให้ฟังผ่านหนังสือ Leading ซึ่งเกี่ยวกับการจัดการบริหารในบทบาทกุนซือของตน โดยมีอยู่ตอนที่บอกถึงความเป็นมืออาชีพ ซึ่งนักเตะทุกคนในความดูแลของเขาห้ามมองข้ามเรื่องนี้เป็นอันขาดเดิม เฟอร์กี้ ระแคะระคายมาแล้วว่า โคล กับ เชอริงแฮม ไม่ลงรอยกัน มีรอยร้าวในความสัมพันธ์มานาน แต่เขาไม่สนเรื่องส่วนตัว เพราะเข้าใจดีเรื่องแบบนี้ สมัยเป็นผู้เล่นก็เคยผ่านมาก่อนจะเหม็นขี้หน้ากันแค่ไหน ก็เชิญเลย มันเรื่องของพวกแก แต่อย่าเอาไปปะปนกับงานในสนามกระทั่งวันหนึ่งระหว่างจบเกมครึ่งแรก นักเตะปีศาจแดงทยอยเดินเข้าห้องแต่งตัว โคล กับ เชอรี่ เดินตีคู่กันมาต่างฝ่ายต่างถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง โทษกันไปมา เหมือนเด็กไม่ยอมโตเฟอร์กี้ เห็นเหตุการณ์พอดี หลังจบเกมเลยเรียกสองคนนี้ไปที่ห้องทำงาน ก่อนจะว้ากใส่ไปว่า หากแกทั้งคู่ยังเป็นอย่างนี้อีก จะขายทิ้งให้หมดเรื่องหมดราว โดยเฉพาะถ้ากระทบกับผลงานในสนามกิตติศัพท์อย่างหนึ่งของ เฟอร์กี้ คือไม่เคยขู่ ที่พูดมานั้นคือเรื่องจริง เตือนแล้วไม่ฟังจะต้องโดนเล่นอย่างที่บอกไว้แน่ตั้งแต่นั้นมาสองคนนี้ก็ไม่ทะเลาะกันให้เจ้านายเห็นอีก ในขณะที่การผนึกกำลังกันบนฟลอร์หญ้าก็ดีขึ้นเรื่อยๆจากที่แทบไร้สัมพันธ์กันในสนาม ก็เริ่มมีให้เห็นประปราย อย่างน้อยเมื่อ โคล ซัลโวประตูได้ เชอริงแฮม ก็วิ่งไปแสดงความยินดีด้วยหลายคนที่รู้มาก่อนต่างแปลกใจที่เห็นทั้งคู่กอดกันกลม ราวกับว่าไม่เคยบาดหมางกันภายหลังสองคนนี้มีโอกาสได้เจอกันบังเอิญในผับ โคล เห็น เชองริงแฮม นั่งอยู่จึงเดินไปเขย่ามือทักทาย คราวนี้ไม่มีการปฏิเสธอีกต่อไป แถมยังสิ่งยิ้มให้กันอีกต่างหากแม้ว่าจะจับมือกันช้าไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสายเกินอย่างน้อยทั้งคู่ก็ได้เคลียร์กันในระดับหนึ่ง ไม่ต้องมาค้างคาใจกันอีกส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ เฟอร์กี้ กับคำพูดประโยคเดียวว่า "ถ้าแกสองคนยังเป็นอย่างนี้ จะโดนขายทิ้ง!"---------------------------คำพูดของ เฟอร์กี้ ดูเหมือนง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงศักดิ์สิทธ์ได้ขนาดนี้ด้วยวิธีการปกครองของเขากับลูกทีมนั้น อาจดูโบร่ำโบราณไม่เหมือนใคร แต่มักได้ผลที่น่าพอใจอยู่เสมอทุกคนถึงลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นักเตะคนไหนที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ เป็นซูเปอร์สตาร์ แต่หากได้เป็นลูกน้อง เฟอร์กี้ แล้ว รับรองจะถูกจัดการให้อยู่ในกรอบ ไม่มีแตกแถวเกเรเด็ดขาดเพราะถ้าใครหืออือ คือเตือนแล้วไม่ทำตาม จะโดนขับออกจากทีมทันทีแบบไม่มีประนีประนอม นั่นคือแนวทางที่ชัดเจนมาตลอดและมันมักจะแสดงให้เห็นว่าได้ผลอยู่เสมอพอล แม็คกรัธ , นอร์แมน ไวด์ไซด์ , กอร์ดอน สตรั๊คคั่น , พอล อินซ์ , เดวิด เบ็คแฮม หรือ รอย คีน ล้วนแต่คือตัวอย่างของการโดนโละออกไป โดยไม่สนใจชื่อเสียงหรือฝีเท้าเฟอร์กี้ เชื่อว่าสิ่งสำคัญของผู้จัดการทีมคือต้องควบคุมทุกอย่างให้ได้ ห้ามสูญเสียไปอย่างเด็ดขาด ยิ่งกับนักเตะด้วยแล้ว คุณต้องกล้าพอที่จะสั่งเข้มเด็ดขาดในเมื่อมีอำนาจอยู่กับตัวไม่มีใครอยากเจอ "ไดร์เป่าผม" อันลือลั่นสะท้อนยุทธจักรลูกหนังหรอกสมญานามแฮร์ไดร์เออร์หรือไดร์เป่าผมนี่ มาร์ค ฮิวจ์ส เป็นคนตั้งให้ ขนาดที่คนที่ห้าวหาญระห่ำเต็มสูบ ไม่มีเกรงใครหน้าไหน แต่เมื่อเจอ เฟอร์กี้ ก็ยังต้องยอมลงให้นั่นจึงธรรมดามากที่ โคล กับ เชอริงแฮม ถึงกับหงอไม่กล้าทะเลาะกันอีกต่อไป หลังเจอตวาดทีเดียวแต่จริงๆแล้วมันไม่ง่ายเลยที่จะทำได้อย่างนี้ นอกจากต้องมีบุคลิกที่แข็งกร้าว ไม่กลัวใคร ไม่ไร้เหตุผลแล้ว คุณยังต้องสั่งสมบารมีชื่อเสียง ให้คนอื่นนับถือยอมรับด้วยกว่า เฟอร์กี้ จะผ่านมายังจุดนี้ได้ ต้องเจอสถานการณ์ล่อแหลมสาหัสมามาก เจียนอยู่เจียนไปหลายรอบ มีบาดแผลที่ได้รับจากสองข้างทางมากมายแค่พูดออกมาคำเดียวแล้วทำให้คนสองคนที่เต็มไปด้วยอีโก้ยอมเชื่อง่ายๆคุณจะต้องเป็น "ยอดคน" อย่าง เฟอร์กี้ เท่านั้นแหล่ะ...ความเคารพมันบังคับเอาจากกันไม่ได้ มันต้องพิชิตเอง Sbobet777 ไม่เคยบังคับ อยากเล่นก็เข้ามา ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ถ้าย้อนกลับไปเลือกได้...

ตอนอายุ 12 ขวบ ไมเคิ่ล โอเว่น โดนทีมดังรุมทึ้ง เทียวไปเทียวมาบ้านหัวกระไดไม่แห้งไบรอัน คิดด์ ซึ่งเวลานั้นยังเป็นมือขวา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม แมนฯยูไนเต็ด บุกมาหาด้วยตัวเอง เพื่อเปิดฉากคุยกับพ่อแม่นอกจากนี้สองยักษ์ใหญ่จากลอนดอน เชลซี กับ อาร์เซน่อล ก็ตรงดิ่งมาด้วยเหมือนกันอย่างไรก็ตาม สตีฟ ไฮเวย์ ผู้อำนวยการอะคาเดมี่ลิเวอร์พูล เขียนจดหมายหา เทอร์รี่ พ่อของ โอเว่น ซึ่งเป็นนักเตะในยุคเดียวกันซะหวานหยดย้อย"ผมเห็น ไมเคิล แล้วเหมือนรักแรกพบ มันช่างน่าประทับใจมากๆ"อาจด้วยเพราะสมัยเป็นขุนศึกหงส์แดงนั้น ไฮเวย์ ประสบความสำเร็จคว้าโทรฟี่มากมายหลายใบ แชมป์ลีกสูงสุด 4 สมัย ยูโรเปี้ยนคัพกับยูฟ่า คัพอีกอย่างล่ะ 2 เอฟเอคัพกับลีกคัพก็กวาดมาด้วยเช่นกันน้ำหนักคำพูดจึงน่าเชื่อถือและโน้มน้าว เทอร์รี่ ได้เมื่อพ่อซึ่งอาบน้ำร้อนมีประสบการณ์บนฟลอร์หญ้ามาก่อนเห็นคล้อยด้วย ลูกชายก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอะไร แม้ตัวเองจะเคยเล่นกับ เอฟเวอร์ตัน และผูกพันมาไม่น้อยก็เถอะนั่นคือสัมพันธ์แรกระหว่าง โอเว่น กับ ลิเวอร์พูลเขาแกร่งกล้าขึ้นตามลำดับ ถล่มตาข่ายเป็นว่าเล่น จนขึ้นมาทีมสำรองตั้งแต่อายุ 16 ปี ต่างจากเด็กรุ่นเดียวกันที่ส่วนใหญ่แล้วต้อง 18ชื่อเสียงเปรี้ยงปร้างเป็นที่รู้จักมากขึ้นก็ตอนจัดแฮตทริกใส่ แมนฯยูไนเต็ด ในศึกเอฟเอยูธคัพ รอบควอเตอร์ไฟนั่ล ก่อนเข่นชัย 4-2 เมื่อฤดูกาล 1995/96 แล้วมากดเบิ้ลพาหงส์น้องครองแชมป์อย่างยิ่งใหญ่เสียงพูดถึง โอเว่น แบบปากต่อปากดังขึ้นเรื่อยๆ เดอะ ค็อปหลายคนตื่นเต้นถูมือรออยากเห็นขึ้นมาเล่นชุดใหญ่เต็มทีเขาฉลองครบรอบ 17 ปีด้วยสัญญาการเป็นนักเตะอาชีพอย่างเต็มตัวที่ ลิเวอร์พูล ยื่นมาให้ ถึงเวลาสุกงอมพร้อมปลิดจากขั้วแล้ว"เชื่อเถอะว่าเขาพร้อมแล้ว ถ้ามีกุนซือคนไหนมาถามคำแนะนำจากผมว่า นักเตะคนไหนควรซื้อไปร่วมทีมมากสุด ผมจะบอก ไมเคิล นี่แหล่ะ"ไฮเวย์ เปิดใจด้วยความภาคภูมิหลังเห็นความก้าวหน้าของ โอเว่น ที่ลงทุนปลุกปั้นด้วยความเชื่อมั่นมาตลอด17 ปีเศษๆ ก็พุ่งขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ นัดแรกเจอกับ วิมเบิลดัน สอยตาข่ายเลยทันที กลายเป็นขวัญใจกองเชียร์ตั้งแต่ยังวัยโจ๋กราฟชีวิตค้าแข้งทะยานเชิดหน้าขึ้นอย่างพรวดพราด ต้นปี 1998 ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ แล้วได้ลงลับเกือกกับ ชิลี ในวัยเพียงแค่ 18 ปีอีก 59 วัน ทำสถิติอายุน้อยสุดในศตวรรษ 20พีคสุดขีดก็ตอนถูกหนีบไปเวิล์ด คัพ 1998 ที่ฝรั่งเศส ทุบสถิติละอ่อนสุดสิงโตคำรามในบอลโลกรอบสุดท้ายอีกต่างหาก แล้วมากระหึ่มด้วยช็อตลากโซโล่ครึ่งสนามแล้วกดโครมเดียวพาทีมนำ อาร์เจนตินา 2-1 ก่อนเสมอ 2-2 แล้วมาแพ้ในการดวลจุดโทษตัดสิน หลุดวงโคจรแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างน่าเจ็บใจแต่นาทีนั้นแทบไม่มีอะไรมาหยุด โอเว่น ได้อีก เจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่เกิดขึ้นในโลกลูกหนังแล้ว...--------------------------------สิ่งเดียวที่สกัดความแรงของ โอเว่น ได้ น่าจะเป็นปัญหาอาการบาดเจ็บที่รุมเร้ามาตลอดสำหรับนักเตะอาชีพแล้ว เมื่อกายแย่ ใจก็พลอยทรุดด้วย อีกทั้งเมื่อเหลือบมองเกียรติยศความสำเร็จก็ดูเหมือนจะห่างไกลเข้าไปทุกทีเขามีความสุขดีกับ ลิเวอร์พูล นั่นแหล่ะ ได้เป็นขวัญใจเบอร์ต้นๆ แต่งตัวหล่อๆ รอเข้าฮอล ออฟ เฟม ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า -- แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการรางวัลบัลลงดอร์เมื่อปี 2001 อาจเป็นเหมือนสิ่งที่คอยหลอกหลอนทำให้ โอเวน จิตกระวนกระวาย กลายเป็นพันธะที่บีบเขาให้ต้องมีความสำเร็จมาประดับชีวิตมากขึ้นให้ได้ก่อนออกสตาร์ตซีซั่น 2003/04 เดอะ ค็อปคาดหวังว่างทีมรักของตัวเองจะสร้างผลงานได้น่าประทับใจ เพราะดูปัจจัยแวดล้อมแล้วพร้อมพอสมควร นักเตะชั้นนำก็มีอยู่เพียบขณะเดียวกันสโมสรก็พยายามเปิดโต๊ะคุยกับ โอเว่น เพื่อขยายสัญญาฉบับใหม่ เพราะของเดิมจะหมดลงในฤดูร้อนปี 2005 ปล่อยช้าไว้ไม่ดีอย่างแน่นอนแต่ โอเว่น นิ่งเฉยขอดูสถานการณ์ก่อน แล้วเมื่อเห็นว่าหงส์แดงจบด้วยอันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ ตามตูด อาร์เซน่อล เจ้าของแชมป์ 30 แต้มและยังห่างจาก แมนฯยูไนเต็ด หลายสเต็ป ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นพอ เรอัล มาดริด นำสินสอด 8 ล้านปอนด์มาสู่ขอ ลิเวอร์พูล จึงไม่มีทางเลือกมากไปกว่าต้องยอมกลั้นใจขายออกไป หากปล่อยให้งวดจนเกลี้ยง หมายความว่าจะต้องเสียไปฟรีๆ ไม่ได้ค่าข้าวค่าน้ำที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาอย่างดีในฐานะที่เป็นนักเตะอาชีพ คุณต้องย่อมมีความกระหายในความสำเร็จแล้วในมุมของความรักและภักดีล่ะนี่คือคำถามของเดอะ ค็อปทั้งโลก ที่อยากให้ โอเว่น ตอบมา เพราะทำอย่างนี้มันย่ำยีความรู้สึก ไม่ต่างจากโดนเยี่ยวรดหัวใจกันเลยทีเดียวเด็กหงส์บางคนบอกว่า โอเว่น ไม่ได้เกิดมาเพื่อลิเวอร์พูล ไม่ได้ผูกพันลึกซึ้ง ไม่ได้หลงใหลคลั่งไคล้แบบ สตีเว่น เจอร์ราร์ด มองแค่เป็นทางผ่านเท่านั้นเองนั่นคือ "เจ็บแรก" ที่ว่ากันว่าไม่แสบทรวงเท่าอีกเจ็บ...อายุงานกับราชันชุดขาว ช่างแสนสั้นนัก ไม่ใช่ว่าผลงานห่วยจนต้องปล่อยออกมา 16 ประตูใน 45 นัดทุกรายการ โดยเป็นตัวจริง 26 นัด ไม่ได้แย่อะไรนัก แถมเป็นปีแรกอีกต่างหากกระนั้นดูเหมือนว่า โอเว่น จะไม่ได้มาตรฐานตามแผน กาลาคติกอสพลันที่ นิวคาสเซิ่ล ประเคนมาให้ 16.8 ล้านปอนด์เพื่อขอซื้อกลับไปพรีเมียร์ลีกอีกรอบ มาดริด ดีดลูกคิดแล้วก็ไม่ปฏิเสธเลย ฟันกำไรเท่าตัวในเวลาแค่ปีเดียวภายใต้ยูนิฟอร์มขาวดำของสาลิกาดงเต็มไปด้วยความลุ่มๆ ดอนๆ เหลือเกิน ไหนจะภาพรวมของผลงานสโมสร ไหนจะอาการบาดเจ็บที่พุ่งโจมตีแบบไม่ปราณีพอสาลิกาหล่นชั้นในฤดูกาล 2008/09 บวกกับสัญญาหมดลงพอดี จึงได้ฤกษ์หาบ้านใหม่อีกครั้งโอเว่น อ้างว่างว่าตัวเลือกแรกคือ ลิเวอร์พูล ที่หวังจะไปรื้อฟื้นความหลังกันอีกครั้ง แต่ทางโน้นไม่สนใจ แม้จะได้แบบฟรีๆ ไม่เสียสักแดงเดียวก็ตามช่วงเดียวกันมีข้อเสนอจาก ฮัลล์ , เอฟเวอร์ตัน และ แมนฯยูไนเต็ด เข้ามาตอนแรกเขาสนใจจะไป ฮัลล์ เพราะประเมินแล้วน่าจะได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แถมยังไม่ต้องเสียความรู้สึกเดอะ ค็อปทั้งหลายอีกทว่าเขายอมที่จะย่ำยีหัวใจแฟนหงส์เป็นครั้งที่ 2 ด้วยการเลือก แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งหนักหนากว่าไป เอฟเวอร์ตัน ด้วยซ้ำ แถมรับค่าจ้างแค่วีกละ 20,000 ปอนด์ ทั้งที่ฟรีเอเยนต์มันควรต่อรองได้มากกว่านี้แฟนหงส์ทั้งโลกต่างไม่เข้าใจว่า โอเว่น คิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมไม่นึกถึงหัวหอกกันบ้างพอจะเข้าใจว่าอยากประสบความสำเร็จ หวังจะเล่นกับสโมสรมีระดับ แต่น่าจะคิดให้มากกว่านี้หน่อยไม่ใช่หรือนอกจากโดน โอเว่น ขยี้ความรู้สึกแล้ว ยังเจอแฟน แมนฯยูไนเต็ด หยามเย้ยอีกต่างหาก อย่างหลังนี่เจ็บปวดไม่แพ้กันยิ่งได้เห็นภาพเขาคล้องเหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีกและชูโทรฟี่อย่างมีความสุขในฤดูกาล 2010/11 แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้วสำหรับเดอะ ค็อปเกือบทั้งหมด โอเว่น ไม่ต่างจากอากาศธาตุที่ไร้ความหมาย ไม่มีความรักและหวังดีมอบให้เลย..------------------------แม้ภายหลังทางสโมสรจะตอบแทน โอเว่น ด้วยการมอบตำแหน่งทูตให้ แต่แฟนหงส์แทบไม่ได้มีอินเนอร์ตรงนี้สักนิดเมื่อปีที่แล้ว โทนี่ บาร์เร็ตต์ นักข่าวท้องถิ่นที่ควบตำแหน่งฝ่ายประสานงานระหว่างลิเวอร์พูลกับแฟนบอล แสดงอาการเกรี้ยวกราดจี้ให้ปลด โอเว่น ออกจากการเป็นทูตซะเพียงแค่ โอเว่น เผลอพูดถึง แมนฯยูไนเต็ด แล้วใช้แทนตัวเองว่า "เรา"จริงๆ แล้วไม่น่ามีอะไร เขาพูดไปในฐานะที่เคยเล่นกับสโมสรแห่งนี้ อาจไม่มีเจตนาสักนิด แต่วันนี้ทำอะไรก็ต้องถูกเพ่งเล็งจับผิดเป็นธรรมดาเหมือนคุณเคยอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งและเมื่อต้องเอ่ยถึงก็ย่อมหลุดพูดไปแบบนั้นได้จำนวนประตู ความมุ่งมั่นทุ่มเทที่เคยสร้างไว้กับ ลิเวอร์พูล มันคงเทียบไม่ได้กับตอนเลือกย้ายไป แมนฯยูไนเต็ดเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเคยรักและคาดหวังมากเท่าไร พอเจ็บแล้วก็ยากเกินกว่าจะให้อภัยไม่รู้เหมือนกันว่าหากให้ย้อนเวลากลับไป เขายังจะทำอย่างนี้หรือเปล่าที่แน่ๆ ในสายตาเดอะ ค็อปจำนวนมาก โอเว่น คือคนทรยศหักหลังสโมสร ที่ไม่อาจยกโทษได้..เราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ สิ่งที่เราทำได้คือทำตัวเองให้ดีที่สุด MYSBOBET จะทำให้คุณพอใจ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177