breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

แรงสั่นจาก อเล็กซิส

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สะบัดลายเซ็นลงในเล่มสัญญาผู้จัดการทีมถาวรของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเรียบร้อยตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แฟนผีไม่น้อยต่างโล่งอกไปตามๆกัน เพราะได้เห็นความชัดเจนไม่คลุมเครืออีกต่อไปและมองว่ากุนซือนอร์วีเจี้ยน นี่แหล่ะเหมาะสุดแล้วในเวลานี้ แม้เรื่อง โซลชา จะคลี่คลาย แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์อื่นๆที่เขม็งเกลียวจะผ่อนตามไปด้วย ตรงกันกันข้ามกับตึงเครียดกว่าเดิมด้วยซ้ำ นักเตะแกนหลักหลายต่อหลายคนมีปัญหาเรื่องขยายสัญญา คุยกันแล้วแต่ยังหาจุดที่พอใจของทั้งสองฝ่ายไม่ได้ เลยค้างคาเรื่อยมา อันเดร เอร์เรร่า มิดฟิลด์ห้องเครื่องที่สัญญาปัจจุบันจะหมดลงในเดือนมิถุนายน ที่จะถึง ก็ยังไม่มีการยืดออกไป หมายความว่านักเตะจะเป็นอิสระย้ายฟรีได้ทันที โดยที่ต้นสังกัดไม่ได้ค่าตัวสักแดงเดียว บอร์ดแมนฯ ยูไนเต็ด เปิดฉากเจรจาหลายรอบแล้ว แต่ปมอยู่ที่เรื่องของเงินค่าตอบแทนและระยะเวลา ซึ่งเห็นไม่ตรงกัน ค่าจ้างเดิมของกองกลางเลือดบาสก์ เหยียบ 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เลยขอเที่ยวนี้ 200,000 แต่สโมสรต่อรอง 170,000 แล้วให้สัญญาแค่ 2 ปี ซึ่งนักเตะอยากได้ 3 ปีอย่างน้อย พอชะงักปุ๊บ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง รีบสอดมือเข้ามายุ่งทันที เสนอมาเลย 200,000 ปอนด์ ไม่มีปัญหา พร้อมทั้งประเคนสัญญายาวๆ 5 ปี อยู่กันยัน เอร์เรร่า แทบจะแขวนสตั๊ดเลย ด้วยวัย 29 ปี เป็นธรรมดาของแข้งอาชีพที่วิถีเหมือนสุนัขล่าเนื้อ พอใกล้ร่วงโรยจำต้องมองถึงความมั่นคงหลังเลิกเล่น เอร์เรร่า ย่อมจะลังเลในการตัดสินใจครั้งนี้ ต่อให้รักสโมสรและแฟนบอลอย่างที่บอก แต่ก็ต้องนึกถึงตัวเองกับครอบครัวด้วย ปัญหาอยู่ตรง เอ็ด วู้ดเวิร์ด หัวหน้าผู้บริหาร ไม่อาจโอนอ่อนตามที่นักเตะเรียกร้องมาได้ เพราะพยายามจะยึดนโยบายของสโมสรที่ตั้งไว้ ไม่ให้เป็นแค่เสือกระดาษ อย่างที่เรารู้กัน แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ให้สัญญานักเตะที่อายุเกิน 30 ปีมากกว่า 1 ปี ถ้าจะมีการขยายต้องแบบปีต่อปี ซึ่งยากเหลือเกินที่แข้งคนไหนจะรับได้ เพราะต่างก็ต้องการความมั่นคงในชีวิตทั้งสิ้น นโยบายนี้ไม่ผิดอะไรหรอก แต่มันใช้ได้กับเมื่อก่อนเท่านั้น ในสถานการณ์เช่นนี้จำต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมด้วย ในวันที่พีกสุดขีดมี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยืนตระหง่านเป็นผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด คือสถาบันลูกหนังอันยิ่งใหญ่ ดึงดูดผู้เล่นเข้าหาได้จากทั่วทุกมุมโลก แต่มาวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป จากทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก มายาวนานนับสิบปี เหลือแค่แย่งโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบทุลักทุเล ความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังลดดีกรีลง อีกทั้งไม่มีบารมี "เฟอร์กี้" มาคอยค้ำหนุน จำต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมาะสม นักเตะไม่ได้ง้อหรือกระหายอยากสวมยูนิฟอร์ม"ยูไนเต็ด"เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว อย่าได้แปลกใจถ้า เอร์เรร่า จะเลือกตีจากไปซบตัก "เปแอสเช" แทน ซึ่งจะโทษใครไม่ได้เลย เขาแสดงให้เห็นความซื่อสัตย์ภักดีมาตลอด ไม่เคยพูดเรื่องย้ายหรือตีรวน เป็นมืออาชีพของแท้ ดังนั้นสโมสรก็ต้องตอบแทนให้ดี เมื่อทำไม่ได้ก็ควรโทษตัวเองด้วย ----------------- ดาบิด เด เคอา เป็นอีกนักเตะที่ยังเล่นชักเย่อกับสโมสรในเรื่องต่อสัญญา ฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในฤดูร้อนนี้เหมือน เอร์เรร่า แต่มีระบุติดติ่งไว้ว่าสามารถใช้อ็อปชั่นต่อได้อีก 1 ปี ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมใช้แน่ เพราะจนถึงตอนนี้นายด่านสุดท้ายที่ถูกยกย่องว่าดีสุดคนหนึ่งของโลก ยังไม่ยอมขยายออกไปและปมใหญ่อยู่ที่เรื่องเงินเช่นเดียวกัน ตอนนี้รับราว 220,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สโมสรจะให้เพิ่มเต็มที่คือ 350,000 ปอนด์ แต่ จอร์จ เมนเดส เอเยนต์นักเตะเคาะเปรี้ยงที่ 500,000 ปอนด์ เจอแรงอย่างนี้เข้า วู้ดเวิร์ด ถึงกับถอยรูด พับโต๊ะเจรจาไว้ก่อน ขอไปชั่งใจใคร่ครวญกันใหม่ บอร์ดต้องพิจารณาให้ดี เพราะถ้าจะขายก็ต้องซัมเมอร์นี้ แต่ถ้าไม่ขายแล้วขยายไม่ได้อีก หมายความว่าฤดูร้อนจะเสียฟรีไปทันทีเลย เป็นสถานการณ์ที่ช่างน่าอึดอัด กลืนไม่เข้า คายก็ไม่ออก บอกไม่ถูกยิ่งนัก พอมีบทเรียนแล้วว่าปล่อยให้ล่าช้าเกินไปจะมีปัญหา ดังนั้นเลยรุกคุยกับ ปอล ป็อกบา ที่สัญญาจะหมดลงในปี 2021 ถือเป็นการกันไว้ก่อน เพราะนี่คือนักเตะที่มีมูลค่ามากสุดของทีมในเวลานี้ ราคาในท้องตลาดไม่น้อยกว่า 120 ล้านปอนด์แน่ๆ แต่พอนั่งคุยกันแล้วเกิดสะดุดอีก มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์อ้วนแสบขอมาที่ 500,000 ปอนด์ รวมโบนัสด้วยต้องทะลุกว่าตัวเลขนี้แน่ สุดท้ายก็เลยยังไม่คืบหน้าไปไหน คุยแล้วก็เสียเวลาเปล่า เพราะตกลงกันไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดทุกเคสติดที่เรื่องเงิน ไม่นับ โรเมลู ลูกากู ที่ให้เอเยนต์ออกมาเขย่าด้วยเช่นกันว่า อนาคตไม่ได้ฝากไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างที่คิดกัน นี่คือสิ่งที่น่าปวดหัวสำหรับบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งนัก ครั้นจะโทษ วู้ดเวิร์ด คนเดียวก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเจ้าของเงินตัวจริงพวกเกลเซอร์ต่างหากที่น่าจะอยู่เบื้องหลัง แต่ความจริงจุดเริ่มของแรงกระเพื่อมมันมีที่มาต่างหาก --------------------- ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา อาร์เซน่อล วุ่นวายกับเรื่องขยายสัญญา อเล็กซิส ซานเชซ มาตลอด แต่ดิ้นรนเต็มที่แล้วก็รั้งไม่ไหว แล้วถ้ารอให้ถึงฤดูร้อนปี 2018 จะต้องเสียฟรีไม่ได้ค่าเลี้ยงดูฟูมฟักเลยสักเพนนีเดียว เลยต้องปล่อยไปให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงมกราคม แม้จะไม่ได้เงินสักก้อน แต่ทางโน้นก็ส่ง เฮนริค มคิทาร์ยาน สลับมาให้เป็นการตอบแทน ซึ่งมูลค่าจะตกราว 30 ล้านปอนด์ หากย้อนกลับก่อนหน้านั้น อเล็กซิส แข็งขืนแสดงออกให้เห็นเลยว่าจะไม่ต่อสัญญากับ "ปืนโต" อย่างเด็ดขาด ทำให้หลายสโมสร รุมทึ้งกันเข้ามา หวังจะได้ของดีราคาถูกหรืออาจฉวยฟรีมาเลย แมนฯ ซิตี้ คือตัวเต็งเบอร์ต้นๆ เหนือกว่าสองยักษ์ใหญ่ฝั่งสเปนรวมถึงบางสโมสรจากอิตาลี คาดกันว่าหากดาวเตะทีมชาติชิลีได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาติวเข้มเค้นฟอร์มให้จะมีศักยภาพดีกว่านี้อีกและน่าจะช่วยเพิ่มมิติเกมรุกให้กับ "เรือใบ" ด้วย แต่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มาทีหลังแต่แรงกว่าใครปิดดีลนี้ได้สำเร็จ ทว่าเบื้องหลังคือต้องจ่ายค่าจ้างซึ่งรวมทุกอย่างแล้วเบ็ดเสร็จอยู่ที่ 500,000 ปอนด์ต่อวีกด้วยกัน ซึ่งมากสุดในพรีเมียร์ลีกและติดท็อปของโลก ว่ากันว่าตอนนั้น"ปีศาจแดง" ต้องการนักเตะเกมรุกมาเสริมอย่างมากและอยู่ในสถานการณ์หลังพิงฝา ถ้าจะแย่งได้จริงคือต้องใช้เงินทุ่มอย่างเดียว สื่อโหมประเด็นเรื่องค่าเหนื่อยกันอย่างเกรียวกราว แล้วมีหรือที่นักเตะในทีมคนอื่นจะไม่รับรู้ ค่าจ้างของ อเล็กซิส จึงกลายเป็นข้อเปรียบเทียบให้ผู้เล่นคนอื่นเรียกร้องขึ้นบ้างหากมีการต้องขยายสัญญาขึ้น ซึ่งมันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ทุกองค์กรต่างก็ต้องเจอกับเรื่องอย่างนี้ทั้งสิ้น ผมทำงานเหมือนกัน หนักกว่าด้วย แล้วทำไมได้เงินน้อยกว่า เอร์เรร่า , เด เคอา หรือ ป็อกบา ล้วนมีสิทธิ์จะตั้งคำถาม ที่น่าเจ็บปวดคือผลงานของ อเล็กซิส นั้นเข้าขั้นใช้คำว่าห่วยแตกได้เลย ไม่ได้คุ้มค่าเลยสักนิดกับค่าแรงมหาศาลที่ได้รับไป ยิ่งทำให้การเปรียบเทียบต่างๆเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นอีก ซึ่งบอร์ดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีทางปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ เพราะความที่อยากได้มากเกินไป บุ่มบ่ามเดินเข้าหาแบบซุ่มซ่าม ใช้เงินฟาดหัวอย่างเดียว ถือเป็นการเดินหมากที่พลาดอย่างมากของ แมนฯ ยูไนเต็ด และกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบมายังวันนี้ด้วย วู้ดเวิร์ด ต้องมาเจอความยากลำบากในการเกลี้ยกล่อมเจรจากับนักเตะที่อยากให้ต่อสัญญาด้วย ครั้นจะใช้เงินฟาดหัวเหมือนเดิมคงไม่ได้ งบประมาณบานปลายกันหมดแน่และระบบโครงสร้างต่างๆมีหวังพังครืน ครั้นจะใช้ชื่อเสียงบารมีเก่าๆมาเป็นตัวฉุดรั้งก็ไม่ได้อีกต่อไป เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ "เฟอร์กี้" วางมือแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่เหมือนเดิม ไม่ผิดนักหากเราจะบอกว่าดีลของ อเล็กซิส คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เอฟเฟ็คต์ที่เจอในเวลานี้ ยังไม่รู้เลยว่าจะแก้ไขรับมือได้อย่างไร ได้รับรู้และอ่านเรื่องราว "แรงสั่นจาก อเล็กซิส" กันแล้ว มาเจอกับเรื่องราวความตื่นเต้นที่ Sbobet777 กันดีกว่า… รับประกันความสนุกตื่นเต้นเร้าใจแน่นอน ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

ความยิ่งใหญ่วัดจากอะไร?

มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ลิโอเนล เมสซี่ จะมีอายุครบ 32 ปีเต็ม สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ ถ้ามองตัวเลขนี้แล้ว เดาไม่ยากเลยว่ากำลังอยู่ในช่วงสไลด์ตัวเองลง บางคนอาจไปเร็วมาก โรยราตามสภาพร่างกายที่ใกล้จะปลดระวางเต็มที ข้อยกเว้นเรื่องวัยนี้ เราแทบไม่ค่อยได้เห็นแข้งคนไหนก้าวข้ามขีดจำกัดได้สักเท่าไร ถ้ามีชัดมากๆต้องยกให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ผ่าน 34 กำลังย่าง 35 แต่ยังยืนหยัดอยู่บนยอด"หอคอยงาช้าง" ได้อย่างน่าทึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ โรนัลโด้ เป็นผลมาจากเรื่องวินัยอันเข้มข้น การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆที่นักเตะสักคนจะปฏิบัติได้ในระดับนี้ ในขณะที่ เมสซี่ ดีกรีไม่สุดโต่ง เพียงแต่ใส่ใจดูแลร่างกายตัวเองอย่างเต็มที่ ให้ความสำคัญกับเรื่องกิน อยู่ หลับ นอน ซึ่งส่งผลอย่างมาก แต่เหนืออื่นใดคือเรื่องจิตใจ ที่ดาวเตะอาร์เจนไตน์ ใช้เป็นใบเบิกทางสำคัญ ช่วยยืดระยะการเป็น"ซูเปอร์สตาร์"ออกไปเรื่อยๆ สำหรับ เมสซี่ ร่างกายดีอย่างเดียวไม่พอ มันต้องจิตใจดีสอดคล้องกันไป แม้จะรู้ตัวดีว่าเป็นดาวดังแห่งโลกลูกหนังปัจจุบัน แต่ในอีกด้าน เมสซี่ กลับโลว์โปรไฟล์มากๆ อีกทั้งไม่เคยทำตัวเด่นเพื่อหวังยึดพื้นที่สื่อเลย เขาไม่เคยเผยเคล็ดลับอย่างเป็นเรื่องราวหรือเคยให้สัมภาษณ์เปิดใจแบบเต็มพิกัดเลยด้วยซ้ำถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แต่ครั้งหนึ่ง เมสซี่ เคยบอกไว้ว่า ก่อนจะลงเล่นทุกเกมจะพยายามทำใจให้สงบเยือกเย็นมีสมาธิมากสุด เพราะถ้าคุณไม่ดิ้นรนเพื่อตกเป็นข่าว ก็แทบจะไม่มีเรื่องมารบกวนจิตใจ จึงไปได้สุดเสมอยามอยู่ในสนาม ใช้ผลงานเป็นเครื่องมือพิสูจน์ ไม่ใช่ใช้คำพูดเพื่อให้คนยกย่อง ตรงนี้แหล่ะที่เป็นคุณสมบัติหรือจุดแข็งของ เมสซี่ จริงๆ ------------------------ หากยังจำกันได้ช่วงรอยต่อทศวรรษ 20 กับ 21 บาร์เซโลน่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพแห่งยุค ถึงขั้นแฟนบอลบ้านเราเรียกติดปากว่า "มนุษย์ต่างดาว" พวกเขาล้ำกว่าทีมปกติ ก้าวไปอีกเลเวลที่สโมสรไหนในโลกนี้ก็ยากที่จะต้านทานหรือเทียบได้ เมสซี่ ผุดผาดเปล่งปลั่งกว่าใครทั้งหมด ด้วยสถิติยิงประตูกระจายหายห่วง บวกด้วยแอสซิสต์และการมีส่วนร่วมยิงได้อีกมากมายนับไม่ถ้วนและลีลาเหลือร้ายในสนาม จนขึ้นแท่นผูกขาดกับ โรนัลโด้ แค่ 2 คน อย่างไรก็ตามมีการตั้งคำถามหรือเกิดคลางแคลงใจว่า แท้จริงแล้ว ชาบี เอร์นานเดซ กับ อันเดรส อีเนียสต้า คือ 2 ตัวหลักที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังความเปรี้ยงปร้างของ เมสซี่ หรือเปล่า สองคนนี้คือพลังขับเคลื่อนในแดนกลาง "บาร์ซ่า" ยุคนั้น นอกจากช่วยปั้นเกมให้ เมสซี่ ระเบิดตาข่ายเป็นกอบเป็นกำแล้ว ยังคอยแนะนำสั่งสอนให้เดินถูกที่ถูกทางอีกต่างหาก ลองถ้าไม่มี ชาบี กับ อีเนียสต้า ดูสิ รับรอง เมสซี่ ง่อยเปลี้ยไม่ปังๆเหมือนอย่างที่เห็นแน่ เสียงเย้ยหยันดังลอยมาประมาณนี้ เพื่อย้ำว่าเก่งกาจแค่ไหน เมสซี่ ก็ต้องพึ่งคนอื่น ไม่ได้เจ๋งด้วยตัวเองเพียวๆ เทียบกับ โรนัลโด้ แล้วต่างกัน ตอนนี้ทั้งคู่ไม่ได้สวมยูนิฟอร์มเลือดหมูน้ำเงินของ "บาร์ซ่า" อีกต่อไปแล้ว ชาบี พาตัวเองไปเล่นกับ อัล ซาดด์ สโมสรชั้นนำในลีกกาตาร์ตั้งแต่ปี 2015 อีเนียสต้า ก็จากไปอยู่กับ วิสเซิ่ล โกเบ ของเจลีก ญี่ปุ่น เมื่อฤดูร้อนปี 2018 แล้วย้อนมองกลับมาดูว่า เมสซี่ เป็นอย่างไรบ้าง ฟอร์มตกจริงหรือเปล่า จำนวนประตูลดลงแค่ไหน จัดจ้านอย่างที่เคยเป็นหรือไม่? เราถึงได้เห็นกันชัดเจนว่า ท้ายสุดแล้วเขาก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง - หลังจากไม่มีเงาร่าง ชาบี อยู่ในทีมเดียวกัน เมสซี่ ซัดไปเหนาะๆ 195 ประตูจาก 194 แมตช์ในทุกรายการ - หลังจากไม่มีเงาร่าง อีเนียสต้า อยู่ในทีมเดียวกัน เมสซี่ กดไป 39 ประตูจาก 42 นัด ซึ่งก็ผลงานซีซั่นปัจจุบันนี่แหล่ะ นอกจากนี้เขายังยิงถึง 35 ประตูเป็นฤดูกาลที่ 11 ติดต่อกันอีกด้วย ยังคงเฉียบขาด คมกริบ เหมือนเดิมทุกกระเบียด แม้ในวันที่ไม่มีรุ่นพี่สองคนนี้คอยประคองก็ตาม ตรงกันข้าม เมสซี่ ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นพี่ใหญ่ในทีมเต็มตัว โดยเฉพาะแนวรุกที่ต้องคอยดูแลเด็กรุ่นหลังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น อุสมาน เดมเบเล่ , มัลคอม , อาร์ตู หรือแม้แต่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ นี่คือคำตอบที่แจ่มชัดเหลือเกิน เมสซี่ คงอยู่ในโหมด "มนุษย์ต่างดาว" เช่นเดิม เพียงแต่หลายคนอาจมองข้ามไป เพียงเพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นช่วงเวลาขาลงแล้ว สถิติส่วนตัวต่างๆพรั่งพรูมาเรื่อยๆ เหมือนจะไม่หยุดลงแค่นี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนัดที่ลงเล่น จำนวนประตูที่ระเบิดตาข่ายได้ จำนวนแอสซิสต์ ยังมีอีกไม่น้อยที่รอวันทำลายอยู่ ถ้า โรนัลโด้ ยังเตะปี๊บดังในวัย 35 จะแปลกอะไรหาก เมสซี่ จะทำได้ในระนาบเดียวกัน ----------------- โรนัลดินโญ่ เคยบอกไว้ว่า สำหรับนักเตะอาชีพการได้รับเสียงปรบมือยกย่องจากแฟนบอลตัวเองว่ายิ่งใหญ่แล้ว เสียงปรบมือหรือตะโกนเรียกชื่อจากกองเชียร์ฝ่ายตรงข้าม ย่อมยิ่งใหญ่กว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนผู้เล่นอย่าง โรนัลดินโญ่ หรือ โรนัลโด้ (บราซิล) ต่างเคยเอาชนะใจแฟนบอลคู่ต่อสู้ได้มาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากๆที่จะเกิดขึ้นในเกม แต่ เมสซี่ คืออีกคนที่ก้าวไปถึงจุดนั้นได้สำเร็จ เกมลาลีกาเมื่อ 18 มีนาคมที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า บุกไปปูพรมถล่ม เรอัล เบติส 4-1 พร้อมกับแฮตทริกของ เมสซี่ ซึ่งไม่น่าแปลกอะไร เพราะการยิง 3 ประตูในนัดเดียวคือวิสัยปกติ สิ่งที่น่าทึ่งคือหลังจบเกม กองเชียร์ "เบติส" ต่างพร้อมใจกัน "สแตนดิ้ง โอเวชั่น" หรือลุกขึ้นยืนตีมือให้ เมสซี่ เพื่อเป็นการสดุดีในความสามารถ เขายอมรับว่าเซอร์ไพรส์มากๆ ที่ได้เห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นกับแฟนบอลฝั่งตรงข้าม ในอีกทางก็ปลาบปลื้มล้นพ้นด้วย มันยากมากๆที่จะทำได้ขนาดนี้ "มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม ผมยินดีมากจริงๆที่แฟนบอล "เบติส" ให้เกียรติขนาดนี้ แต่เรายังต้องเดินหน้าต่อแม้แต้มจะทิ้งห่างก็ตาม เพราะเรายังไม่เป็นแชมป์" จับความระหว่างบรรทัดของการให้สัมภาษณ์ เมสซี่ พยายามจะบอกเพื่อนร่วมทีมว่า อย่าชะล่าใจเด็ดขาด แม้จะโกยแต้มห่างขึ้นหลักสิบ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความกระหาย ที่ยังมีเต็มเปี่ยม เหมือนในวันเฟื่องสุดขีด ต่อให้ไขว่คว้าความสำเร็จมาได้มากมาย จนนับไม่ถ้วนทั้งในระดับสโมสรและส่วนตัว แต่ เมสซี่ ยังมุ่งมั่นตั้งใจที่จะต่อยอดให้ได้เสมอ ตามวิถีของมืออาชีพ บาร์เซโลน่า คงเรียกร้องอะไรมากกว่านี้จาก เมสซี่ ไม่ได้อีกแล้ว --------------------- ในห้องแต่งตัวที่ศูนย์ฝึกแคร์ริงตันหรืออะคาเดมี่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีรูป เมสซี่ แปะอยู่ที่ฝาผนังด้วย รูปนั้น เมสซี่ สวมเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินาและกำลังนั่งขัดรองเท้าอยู่ ทางเจ้าหน้าที่สโมสรให้เหตุผลถึงการนำรูป เมสซี่ ซึ่งกำลังจะนำทัพ "บาร์ซ่า" บุกมาเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันพุธนี้ว่า ภาพนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆของ"ปีศาจแดง" มันคือภาพที่ทรงพลังอย่างมาก สำหรับการเป็นตัวอย่างที่ดี ว่าไปแล้วมีนักเตะชื่อดังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งในอดีตและปัจจุบันมากมายหลายคน ที่สามารถนำรูปขึ้นมาติดบนผนังส่งแรงบันดาลใจ แต่ทำไมต้องเป็น เมสซี่ ด้วย การถูกยอมรับจากแฟนบอลอีกฝั่ง การถูกยอมรับจากสโมสรระดับโลกที่เปรียบเป็นคู่แข่งกัน มันย้อมสะท้อนให้เห็นตัวตนของคุณ ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรในสนามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความประพฤติอันเหมาะสม บุคลิกนิสัยใจคอคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ช่วยเพิ่มดีกรีความยิ่งใหญ่เข้าไปอีก "เขาคือนักเตะที่สามารถทำลายเส้นกั้นต่างๆได้อย่างน่าเหลือเชื่อและเราอยากเห็นเขาอยู่ที่นี่ตลอดไป" โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานบาร์เซโลน่า พูดถึงแผนการเตรียมจับ เมสซี่ ขยายสัญญาอีกรอบ เพื่อให้อยู่โยงกันยาวๆ จนแขวนสตั๊ดกันเลยทีเดียว เขาหวังจะให้ เมสซี่ คือสัญลักษณ์ยุคใหม่ของสโมสร เป็นตัวแทนที่บ่งบอกความเป็นบาร์เซโลน่า แม้จะไม่ใช่เป็นนักเตะกาตาลัน แต่ทุกวันนี้มันก็ไม่ได้แตกต่างกัน ถ้าจะมีอะไรที่เป็นรอยด่างสำหรับ เมสซี่ คงเป็นผลงานในทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ยังไปไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น แต่หากวัดกันระดับสโมสร ต้องบอกว่ามันยิ่งใหญ่เกินกว่าเราคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ หากมุ่งมั่นตั้งใจเต็มที่บวกทัศนคติที่ดีเยี่ยมเหมือน "เมสซี่" สักวันคุณก็จะประสบความสำเร็จ MYSBOBET อยากให้คุณประสบความสำเร็จ มาใช้บริการเราสิ รับรองไม่ผิดหวัง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

เมื่อความเป็นคนโดนย่ำยี

ปัญหาของ ยูเวนตุส ในฤดูกาลนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ความล้มเหลวของผลงานในสนาม พวกเขากำลังควบเข้าป้ายคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา หรือ "สคูเด็ตโต้" สมัยที่ 8 ติดต่อกัน รวมทั้งทะลุถึงรอบควอเตอร์ไฟนั่ล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นที่เรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าความขัดแย้งแตกแยกภายในทีม กำลังค่อยๆก่อตัวขึ้น ท่ามกลางมุมมองความเห็นที่ต่างกันออกไป ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทัพ"ไอ้ม้าลาย"ยกพลไปยังเกาะซาร์ดิเนีย เพื่อหวดเกมลีกกับ กายารี่ ไม่มีเหตุการณ์พลิกล็อกเกิดขึ้น แต่ประเด็นดราม่าซึ่งกลายเป็นที่โจษจันหนีไม่พ้นเรื่องเก่าคือการเหยียดผิว ระหว่างกำลังโม่แข้งกันตามปกตินั้น แฟนบอล กายารี่ กลุ่มหนึ่งได้ตะโกนและทำสัญลักษณ์ที่ฟ้องถึงเจตนาหวังจะเหยียดผิว มอยเซ่ คีน หัวหอกยังบลัดของ ยูเวนตุส ที่มีเชื้อสาย ไอวอรี่ โคสต์ คีน อดทนอดกลั้นมาตลอดราว 85 นาที กระทั่งยิงประตูตอกหัวหมุดขึ้นนำ 2-0 แทนที่จะไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีม กลับเลือกวิ่งไปหากองเชียร์กายารี่กลุ่มดังกล่าว ก่อนจะทำท่ากางมือออกมาเป็นการตอบโต้เอาคืน เหมือนว่าเขาได้หัวเราะทีหลังดังกว่า สร้างความสาแก่ใจให้ยิ่งนัก -- แต่เรื่องไม่ได้ยุติลงแค่นั้น หลังจบเกมมีการขยายประเด็นนี้ให้กว้างกว่าเดิม พวกสื่อต่างๆให้ความสนใจมากกว่าผลที่ไม่มีเซอร์ไพรส์และส่งให้ ยูเวนตุส ทิ้งห่าง 18 แต้ม ใกล้เต็มแก่จะได้เถลิงแชมป์ มักซ์ อัลเลกรี ในฐานะกุนซือยูเว่ ทุบโต๊ะเปรี้ยงว่าควรกำจัดพวกเหยียดผิวให้สิ้นซากไปจากวงการฟุตบอล เพราะมันแปดเปื้อนไม่พอ ยังกัดเซาะทำลายมาตลอด แต่ก็ไม่ว่ายตำหนิ คีน ลูกทีมตัวเองว่าไม่ควรไปแสดงท่าทียั่วยุอย่างนั้น อาจบานปลายเกิดความวุ่นวายเสียหายตามมาได้ สอดรับกับ เลโอนาร์โด โบนุชชี่ แข้งอาวุโสของทีมที่ให้ความเห็นเหมือนเจ้านาย แต่ก็มีทิ้งท้ายไว้ว่าผิดด้วยกันทั้งคู่ ถ้าต้องรับโทษจริงก็ต้องแบ่งไปคนละครึ่งคือ 50-50 ถึงจะแฟร์ดี ทันทีที่บทสัมภาษณ์ของกองหลังรายนี้กับ สกาย อิตาเลีย แพร่ออกไปก็เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับมามากมายอย่างไม่น่าเชื่อ มาริโอ บาโลเตลลี่ บอกว่าถ้าหากเขาอยู่ในสนามด้วย เรื่องคงไม่จบแบบนี้หรอก รับรองเลยว่าพวกที่เหยียดจะต้องเจอตอบโต้สมน้ำสมเนื้อกว่านี้แน่ ด้วยความที่ บาโล ถือสัญชาติอิตาลีและเป็นพวกผิวสี พ่อแม่เป็นชาวกานา จึงเข้าใจความรู้สึกดีว่า ยามเมื่อโดนเหยียดหยามมันเจ็บปวดมากแค่ไหน เขาเผชิญหน้ามาตั้งแต่จำความได้ การเป็นเด็กนักเรียนผิวสีดอกถ่านคนเดียวจากเด็กอีกนับร้อย แค่รับมือกับสายตา เสียงซุบซิบและหัวเราะ มันก็หนักหนามากพอ ไม่ต้องมาขยี้ซ้ำด้วยถ้อยคำวาจาต่างๆหรอก ส่วน ราฮีม สเตอร์ลิง ที่เคยโดนมาไม่น้อยไปกว่ากัน ออกมากางปีกปกป้องรุ่นน้องผิวสีด้วย ซูเปอร์สตาร์ของ แมนฯ ซิตี้ โพสต์ข้อความในอินสตราแกรมของตัวเองว่า มันน่าขำซะเหลือเกิน 50-50 นี่นะ แน่นอนว่าต้องโยงไปถึงการให้สัมภาษาณ์ของ โบนุชชี่ ซึ่ง ราฮีม ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในเมื่อเจอเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ขนาดนั้น แล้วจะไม่ให้เอาคืน แถมยังมาบอกว่าผิดคนละครึ่งอีก นี่มันตลกร้ายชัดๆ ราฮีม เองผ่านประสบการณ์เลวร้ายในเรื่องนี้มา ปลายปีก่อนเพิ่งเจอกองเชียร์ เชลซี เหยียดใส่ ก่อนแฟนบอล 4 คนที่เป็นตัวต้นเหตุจะโดนลงโทษหนักห้ามเข้าสนามอีก เช่นเดียวกันเมื่อสวมยูนิฟอร์มทีมชาติอังกฤษไม่นานมานี้ ลงทำศึกคัดยูโร 2020 ก็เจอกับการเหยียดใส่จากแฟนบอล มอนเตเนโกร ในสนามด้วย เขาเคยกล่าวโทษสื่อว่าเป็นตัวการหรือชนวนสำคัญที่มักจะยั่วยุชี้นำให้เกิดพฤติกรรมเหยียดขึ้น เพราะถ้ากระบอกเสียงเป็นซะเอง จะไปกำจัดให้หมดได้อย่างไรกัน ------------------ มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ท่ามกลางความไม่เข้าใจกันของฝั่ง ยูเวนตุส เองทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ แบลส มาตุยดี้ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส พยายามจะเดินไปข้างสนาม บอกกับ อัลเลกรี เจ้านายตัวเองว่าให้เปลี่ยน คีน ออกซะ ดีกว่าปล่อยให้นักเตะตกเป็นเป้าเหยียดไม่หยุดหย่อน เขาทนไม่ได้ที่เห็นความเป็นคนโดนย่ำยี มิดฟิลด์แชมป์โลกไม่มีสมาธิในเกมเลย จนทาง จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กัปตันทีมต้องออกมาเตือนให้สงบสติอารมณ์หน่อย เกือบบานปลายมีปากเสียงกัน คิเอลลินี่ เองก็เจตนาดี ไม่อยากให้ลุกลามจนเกมต้องยกเลิก จึงเดินไปหาผู้ตัดสิน เพื่อให้ทำอะไรสักอย่าง แต่ท่านเปาก็ได้แค่เดินไปคุยกับกุนซือทั้งสองฝั่ง ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขให้สถานการณ์คลี่คลายลงสักเท่าไร ฝั่ง ลูก้า เซปปิเตลลี่ กัปตันทีม กายารี่ เดินไปที่หลังประตูที่มีกองเชียร์ตัวเองอยู่และเป็นต้นเสียง เพื่อปรามให้หยุดตะโกน แต่ก็ได้แค่ชั่วครู่เท่านั้น แล้วก็กระหึ่มขึ้นมาอีก ผิดไปจาก ตอมมาโซ่ จิอูลินี่ ประธานสโมสรชาวเกาะ ที่ลงความเห็นว่าแฟนบอลทีมตนไม่ได้ตั้งใจเหยียด แค่มีพฤติกรรมการเชียร์และเปล่งเสียงที่ดูดุดันเท่านั้นเอง มาตุยดี้ ได้ยินอย่างนี้เข้าถึงกับอ่อนอกอ่อนใจ หากย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2018 ในเกมลีกซึ่ง ยูเวนตุส มาเยือนสนามแห่งนี้ มาตุยดี้ ต้องเจอกับเสียงเหยียดและดูถูกตลอดเวลา สุดท้ายทาง กายารี่ ต้องแถลงขอโทษ หรือถอยหลังไปยังปี 2017 ซัลลี่ย์ มุนตารี่ ซึ่งเวลานั้นเล่นให้กับ เปสคารา ประสบกับพฤติกรรมเหยียบย่ำความเป็นคนของแฟนกายารี่ จึงเดินไปฟ้องผู้ตัดสิน ซึ่งไม่มีอะไรดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเดินออกจากสนามดื้อๆ กลายเป็นว่าต้องรับโทษแบนย้อนหลังอีก 1 นัด ซึ่งมันไม่เป็นธรรมเลยสักนิดเดียว ใช่หรือไม่ว่ากลุ่มแฟนบอลกายารี่ คือหนึ่งในสโมสรที่นิยมการเหยียดผิว เป็นพวกขวาจัดที่เชื่อมั่นในชาติพันธุ์ของตนและมองข้ามความเป็นคนไป เอาแค่ 3 กรณีก็ชัดเจนมากพอแล้ว -------------------- ไม่ใช่ ราฮีม สเตอร์ลิง คนเดียวที่ประกาศตัวผ่านสื่อยืนเคียงข้าง คีน บรรดาแข้งผิวสีต่างตบเท้าพรึ่บร่วมปกป้องด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เมมฟิส เดอปาย หรือ คริสติยอง เบนเตเก้ ที่โพสต์ผ่านไอจีของตัวเอง อย่างน้อยที่สุดนี่คือการให้กำลังใจ ตบบ่าตีไหล่ในวันที่เพื่อนร่วมอาชีพถูกกระทำย่ำยีความเป็นคน สำคัญเหนืออื่นใดคือ พวกเขาย่อมเข้าใจความรู้สึกกันดี เพราะเป็นคนผิวสีที่มักโดนกระทำอยู่เสมอ ขณะที่ผิวขาวอย่าง อัลเลกรี , โบนุชชี่ หรือ คิเอลลินี่ ถูกมองอยู่คนละฝั่ง ทั้งที่สวมเสื้อสีเดียวกัน ในขณะที่นักเตะผิวสีอื่นมอง คีน ว่าเต็มไปด้วยความกล้าหาญที่เลือกจะตอบโต้อย่างนั้น เป็นการปกป้องตัวเองและแก้เผ็ดคืนบ้าง แต่พวกผิวขาวกลับเห็นอีกอย่างและเชื่อว่า ไม่ควรแสดงท่าทีอย่างนั้น เพราะอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดเหตุวิวาทวุ่นวายตามมาได้ แน่นอนว่านี่คือมุมมองของความเป็นกลางและหวังดี หวั่นว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น จึงพูดออกมาอย่างที่ได้ยินกัน พวกเขารู้ดีว่าการเหยียดผิวควรถูกเตะออกไปจากสนามฟุตบอล ออกไปจากเกม ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ทว่าก็อย่างที่เห็นกันนั่นแหล่ะ มันรณรงค์ได้แค่เปลือกเท่านั้น สรรหาแคมเปญหรูหราเท่ๆมาก็ไม่อาจยับยั้งฆ่าให้หมดไปได้เลย ยังมีออกมาให้เห็นกันเรื่อยๆ ราวกับตะโกนให้คนหูตึงฟัง ครั้งหนึ่ง ราฮีม เคยตั้งคำถามน่าสนใจว่า ในเมื่อพวกคุณไม่ได้เป็นคนผิวสีที่ถูกเหยียดหยามความเป็นคน ก็คงไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าข้างในความรู้สึกมันเจ็บปวดแค่ไหน คุณรับรู้จริง เห็นใจจริง แต่ไม่เคยได้สัมผัสรสชาติตัวตนจริงๆ แล้วจะมาบอกไม่ให้เราลุกขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองหรือ? ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ คีน สวมเสื้อทีมชาติอิตาลีและยิงให้ทีมชุดใหญ่ 2 ประตูในเกมคัดยูโรล่าสุด เขาเลือกที่จะเล่นให้ประเทศที่เกิดเพื่อตอบแทนบุญคุณ ไม่ใช่เลือก ไอวอรี่ โคสต์ ประเทศพ่อแม่ แล้วยังต้องมาเจอกับเรื่องอย่างนี้อีก "บ้านเราจน แทบไม่มีเงินเลย แล้วตอนตีห้าครึ่งวันหนึ่ง มอยเซ่ โทรมาหาฉันแล้วบอกว่า แม่ผมมีเซอร์ไพรส์ ฉันเลยถามไปว่าอย่าบอกนะได้เซ็นสัญญากับ ยูเวนตุสแล้ว เขาสวนกลับว่าเปล่าหรอกแม่ แต่พรุ่งนี้ผมจะได้ลงตัวจริง แม่รีบลางานไปดูเลยนะ" เท่านั้นเองแม่ของ คีน น้ำตาหยดแหมะอย่างไม่รู้ตัวด้วยความปลาบปลื้มอย่างที่สุด ถามจริงๆ คุณยังกล้าเหยียบย่ำความเป็นคนกับเด็กหนุ่มวัย 19 ปีนี้อีกหรือ จิตใจทำด้วยอะไรกัน ไม่ว่าคุณจะเจ็บปวดสักกี่ครั้ง ขอแค่อย่ายอมแพ้ ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุด ยังมีหนทางอีกมากมายที่จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จ MYSBOBET อยากให้คุณประสบความสำเร็จ มาใช้บริการเราสิ รับรองไม่ผิดหวัง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

สับสนจนลืมตัวเอง

ชีวิตบนถนนสายลูกหนังของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เคยล้มเหลวและต้องต่อสู้อย่างหนักมาแล้ว สมัยย้ายมา แมนฯยูไนเต็ด เมื่อฤดูร้อนปี 1996 เขาแทบไม่อยู่ในสายตา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่แม้กระทั่งจะใกล้เคียงเป็นตัวแทน อลัน เชียเรอร์ ซึ่งพลาดหลุดมืออย่างน่าเสียดาย เฟอร์กี้ เห็น โซลชา ครั้งแรกแล้วบอกว่าให้ลงไปเล่นในทีมสำรองก่อน เตรียมพร้อมร่างกายให้แกร่งขึ้นสัก 6 เดือน จากนั้นค่อยมาทดสอบกับทีมชุดใหญ่ แต่เมื่อไม่มีกองหน้ามากนัก เฟอร์กี้ จึงถูกนำชื่อหอกไวกิ้งไปใส่ไว้ข้างสนามในเกมกับ แบล็คเบิร์น ก่อนจะเปลี่ยนลงมาแล้วใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาทีก็ยิงประตูได้ เมื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ๋งพอ ไม่ต้องลงไปซ้อมหรือเล่นกับทีมสำรองแล้ว โซลชา ยังต้องเจอด่านทดสอบอีกมากในเวลาต่อมา ในยุคที่ แมนฯยูไนเต็ด มีกองหน้าพระกาฬทั้ง ดไวท์ ยอร์ค , แอนดี้ โคล และ เท็ดดี้ เชอริงแฮม อยู่ในทีมด้วย เขาเหมือนเป็นตัวเลือกลำดับสุดท้าย ทั้งที่จำนวนประตูที่ยิงได้ไม่ด้อยไปกว่าใคร แต่ โซลชา ก็อดทนที่จะรอคอยโอกาสตัวเองและเชื่อเสมอว่าเมื่อได้รับแล้ว จะไม่พลาดให้หลุดลอยเป็นอันขาด แม้จะถูกขนานนามว่า "ซูเปอร์ซับ" ที่ดีสุดคนหนึ่งของโลกลูกหนัง แต่ความจริงแล้วเขาได้ลงเล่นตัวจริงมากกว่าสำรองด้วยซ้ำ เพียงแต่คนไปติดภาพการเป็นสำรองแล้วทำผลงานได้ดีมากกว่า เพราะถูกจดจำในฐานะผู้บันทึกประวัติศาสตร์ 3 แชมป์ปี 1999 ให้กับ แมนฯยูไนเต็ด หลังลุกมาจากม้านั่งข้างสนามแล้วสร้างปาฎิหาริย์ได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามเมื่อผันมาเป็นโค้ช ก็ต้องโดนความล้มเหลวพุ่งชนอย่างสะบักสะบอมตอนรับงานผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์ในปี 2014 มันเป็นบาดแผลที่สาหัสสุดในจิตใจของเขากระทั่งทุกวันนี้ ----------------- แมนฯยูไนเต็ด พลาดท่าให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน อีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ด้วยสกอร์เดียวกันกับศึกเอฟเอคัพ แค่นัดที่สองในบทบาท "ผู้จัการทีมถาวร" ก็โดนท้าทายซะแล้ว ทั้งที่ก่อนจะเซ็นสัญญา สามารถพาทีมกวาดชัยในทุกรายการได้ถึง 14 จาก 19 นัด พวกสื่อต่างพูดไปในทำนองเดียวกันว่า ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของกุนซือนอร์วีเจี้ยนหมดลงแล้ว จากนี้ไปจะต้องเจอแต่โลกแห่งความจริง ซึ่งมันโหดร้ายกว่าเยอะ โซลชา ประเดิมสัญญาถาวรด้วยการเชือด วัตฟอร์ด 2-1 เมื่อวันเสาร์ ท่ามกลางความอึดอัดใจของ เร้ด อาร์มี่ ทั้งหลาย เพราะกว่าจะคว้า 3 คะแนนล้ำค่าได้ ก็ต้องลุ้นกันลิ้นห้อย อีกทั้งยังโดนวิจารณ์หนักด้วยว่า แท้จริงแล้วสไตล์ของเขาไม่ได้ผิดไปจาก โชเซ่ มูรินโญ่ สักเท่าไร นั่นคือเอารถบัสมาจอดขวางให้แน่น แล้วอาศัยจังหวะสวนกลับจู่โจมอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต่างกันคือ การเข้าทำที่มีประสิทธิภาพได้ผลดีเยี่ยมกว่า ไม่ต้องมาสนใจครองบอลกันนานเกินไป นอกจากนี้ยังมีกระแสว่าเป็น "หุ่นเชิด" ของ เฟอร์กี้ อีกต่างหาก โดยเชื่อว่ารับงานและแท็คติกการทำทีมมาจากอดีตเจ้านายทั้งสิ้น แม้จะรัก เคารพและนับถือมากแค่ไหน แต่ไม่ว่าใคร เจอข้อกล่าวหาเช่นนี้ ต่างก็ต้องการจะสลัดให้หลุด หวังจะก้าวขึ้นมาด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ใช่ไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ แล้วเกมที่โดน วูล์ฟส์ ขย้ำซ้ำแผลเก่า โซลชา ก็จัดผู้เล่นและวางแท็คติกที่ขัดแย้งกับสายตากองเชียร์ปีศาจแดงอย่างมาก จากที่คุ้นเคยและประสบความสำเร็จด้วยหมาก 4-3-3 มาก่อน เที่ยวนี้เปลี่ยนเป็นเล่นเซนเตอร์แบ็ก 3 คน มอบหมายให้ แอชลี่ย์ ยัง กัปตันทีมรับบทร่วมกับ คริส สมอลลิ่ง และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ นอกจากนั้นยังไร้ชื่อ อันเดร เอร์เรร่า กับ เนมานย่า มาติช โดยมีเพียงแค่รายหลังเป็นตัวสำรองเท่านั้น ก่อนจะวาง เฟร็ด กับ สก๊อตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำงานร่วมกับ ปอล ป็อกบา อาจเป็นไปได้ว่า โซลชา มีบทเรียนมาแล้วจากความปราชัยหมาป่าในเกมเอฟเอคัพ เลยเชื่อว่าต้องปรับใหม่เพื่อให้สมดุลสอดคล้องมากขึ้น แต่เมื่อมันไม่เวิร์คและต้องพ่ายอีก จึงต้องยอมรับว่าแท็คติกไม่ดีพอและในฐานะผู้จัดการทีมต้องรับผิดชอบ ความปราชัยที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแท็คติกนี้ ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ทำให้หลายคนนึกถึงช่วงที่เขากุมบังเหียนคาร์ดิฟฟ์ขึ้นมา ------------------- คาร์ดิฟฟ์ เพิ่งขยับเลื่อนจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพสู่พรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2013/14 ด้วยความหวังที่แสนเจิดจ้างดงามว่าจะยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดได้ มัลกี้ แม็คคาย นายใหญ่ชาวสก๊อตติชที่พาทีมมาถึงจุดนี้ ได้รับความชอบธรรมให้นำนาวาต่อ อย่างไรก็ตามการขับเคี่ยวต่อสู้บนเวทีใหญ่ มันแตกต่างไปจากลีกข้างล่างเยอะ ผ่าน 18 นัดเกือบครึ่งทาง เดอะ บลูเบิร์ดส์ จมอยู่อันดับ 16 หมิ่นเหม่จะหลุดไปยังโซนแดง วินเซนต์ ตัน เจ้าของสโมสรชาวมาเลเซียเห็นท่าไม่ดี เลยจัดการปลด แม็คคาย แล้วไปจิ้ม โซลชา ซึ่งประสบความสำเร็จพอตัวกับ โมลด์ มาทำหน้าที่แทน นอกจากพาสโมสรขนาดกลางของลีกครองแชมป์ลีกสูงสุดนอร์เวย์ 2 สมัยติดต่อกันแล้ว ยังคุ้นเคยกับฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะในฐานะนักเตะหรือโค้ช ซึ่งเคยทำหน้าที่ในทีมสำรองมาก่อน แล้วชื่อเสียงสมัยอดีต โดยเฉพาะการยิงประตูสำคัญๆทั้งที่เป็นแค่ตัวสำรองลงมา ก็น่าจะช่วยปลุกเร้า สร้างบรรยากาศให้นักเตะเกิดความฮึกเหิมพร้อมสู้อย่างเต็มที่ได้ นาทีนั้นโลกของแฟนบอลคาร์ดิฟฟ์เปี่ยมไปด้วยความหวังและสวยงาม อย่างน้อยภารกิจหนีตกชั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหา เผลอๆฉีกตัวเองไปครึ่งตารางได้เลย อย่างไรก็ตามสัญญาณหายนะดังขึ้นตั้งแต่นัดแรก เมื่อโดน สวอนซี บอมบ์ราบ 3-0 ตามด้วย ลิเวอร์พูล ถล่ม 6-3 จากนั้นมาก็ปราชัยพ่ายรูดแบบไม่เหลือลายอะไรทั้งสิ้น คริสตัล พาเลซ กับ นิวคาสเซิ่ล ต้อนด้วยสกอร์เดียวกัน 3-0 ก่อน ฮัลล์ และ ซันเดอร์แลนด์ ทุบดิ้น 4-0 เหมือนเป๊ะ 6 นัดเจอกะซวกไส้ไป 23 ประตู ก่อนจะค่อยๆจมดิ่งสู่ข้างท้ายตารางและตกชั้นในที่สุด แต่แม้จะหล่นไปเดอะ แชมเปี้ยนชิพ บารมีชื่อเสียงที่ทำไว้ยังแผ่ใบบุญมาให้อยู่ โซลชา ได้คุมต่อ ก่อน วินเซนต์ ตัน จะหมดความอดทนอีกต่อไป เมื่อร่วงท้ายตาราง อยู่อันดับ 17 ผิดเป้าหมายที่ต้องเลื่อนชั้นในปีเดียวมาก นั่นแหล่ะจึงประกาศปลดอย่างเป็นทางการ ต้องรีบเปลี่ยนแปลงเป็นการด่วน เงื่อนปมที่ทำให้ โซลชา เหลวเป๋วกับ คาร์ดิฟฟ์ มาจากความสับสนหรือบางทีอาจจะคิดมากเกินไป เขาสลับสับเปลี่ยนนักเตะแทบทุกนัด ใช้ไม่เคยซ้ำกันเลยใน 11 คนแรก เต็มที่มีเหมือนกันแค่นัดเดียว อีกทั้งบางคนเล่นได้น่าประทับใจ ควรจะยึดตัวจริงต่อเนื่อง ก็ถูกปรับไปนั่งข้างสนาม หมากกลที่ควรจะมีรูปแบบชัดเจน เพื่อไม่สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับลูกทีมก็เปลี่ยนเรื่อยๆ โดยเขาคำนึงถึงคู่ต่อสู้เป็นหลัก มากกว่าที่จะส่องกระจกมองตัวเอง แล้วพอดีเหลือเกินมันมาสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ โซลชา กำลังเผชิญหน้าล่าสุด แน่นอน โซลชา ต้องมีเหตุผลอยู่แล้วที่ทำลงไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร หลังจบเกมเขาเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ยอมรับความผิดพลาดตัวเองและให้เครดิตคู่ต่อสู้ อย่างไรก็ตามความสับสนในคราวนี้ อาจได้รับแรงส่งมาจากความกดดันของการเป็นกุนซือถาวรด้วย ตอนยังมีคำห้อยท้ายแค่ "รักษาการณ์" นั้น เขาอาจไม่เจอกับมวลมหาความกดดัน หลายอย่างสบายๆ ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่เมื่อเซ็นสัญญา 3 ปีแล้ว มันไม่เหมือนเดิม มีอำนาจและการตัดสินใจเต็มที่ อาการเกร็งย่อมพุ่งเข้าปะทะได้ เขาควรแสดงให้เห็นความชัดเจนมากขึ้นในเวลานี้ เพื่อเติมเชื้อความเชื่อมั่นลงไปเหมือนสมัยเข้ามาคุมแรกๆ ที่สำคัญเลยต้องรีบลืมฝันร้ายซะ จำไว้เป็นเพียงแค่บทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขเท่านั้นเอง จากที่เคยใช้ 11 ผู้เล่นเดิมแทบทั้งหมด เปลี่ยนแปลงเพราะความจำเป็น รวมถึงแท็คติกก็คงเดิม ซึ่งมันได้ผลดีอย่างมาก ก็ไม่น่ามีเหตุผลที่จะต้องไปแก้อะไรอีกเยอะแยะไม่ใช่หรือ ก้าวต่อไปของ โซลชา จึงน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีกที่ต้องติดท็อปโฟร์หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในรอบคอวเตอร์ไฟนั่ลกับ บาร์เซโลน่า อย่าให้ความคิดมากซับซ้อน มาทำลายแนวทางของตัวเองเด็ดขาด และสำหรับใครที่ไม่ชอบความซ้ำซ้อน กฏนั่นนี่โน่นเยอะแยะล่ะก็ลองมาใช้งาน Sbobet777 ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สะดวกสบายมีทีมงานมืออาชีพให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

แตกต่างและแตกแยก

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2018 การเผชิญหน้าระหว่าง กาลาตาซาราย กับ เฟเนร์บาห์เช่ เต็มไปด้วยความระอุดุเดือดสมราคาอย่างมาก แม้จะเป็นแค่ "เตอร์กิช" ลีกหรือเกมลีกสูงสุดธรรมดา แต่ในความเป็นจริงนี่คือการห้ำหั่นเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีในชื่อที่รู้จักกันว่า "อิสตันบูลดาร์บี้" ก่อนจะสิ้นเสียงนกหวีดยาวสัญญาณจบเกมไม่กี่นาที เกิดเหตุชุลมุนอลหม่านบริเวณกลางสนาม ทั้งผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ของทั้งสองทีมกรูกันลงมามีทั้งห้ามและขอร่วมวงกว่า 30 ชีวิต พอจับแยกกันเรียบร้อย ปรากฏว่าใบแดงว่อนไปถึง 3 ใบ ด้วยกัน ของเจ้าถิ่นคือ บาดู เอ็นดิยาย ส่วน เฟเนร์ ผู้มาเยือนเป็น เยลสัน กับ โรแบร์โต้ โซลดาโด้ ที่ต้องเข้าห้องแต่งตัวไปอาบน้ำก่อน เกมนี้หวดกันที่ อาลี ซามี เยน สังเวียนแข้งซึ่งในความรู้สึกของอาคันตุกะคือนรก มันยิ่งขับบรรยากาศให้สยองขวัญสั่นประสาทมากไปกว่าเดิมอีก อย่างไรก็ตาม 3 ใบแดงรวมทั้งความวุ่นวายในช่วงท้ายเกมอย่างนี้ มันธรรมดาเหลือเกิน ไม่ใช่รุนแรงเกินพิกัดหรือประหลาดอะไรเลย ปูมหลังฟ้องอยู่แล้วว่าหลายเกมที่ กาลาตาซาราย เชิดฉิ่งกับ เฟเนร์บาห์เช่ มันต้องเซ่นสังเวยด้วยเลือดเนื้อเลยทีเดียว จึงจะสาสมกัน จริงๆแล้วใน อิสตันบูล เมืองหลวงของตุรกี มีสโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดหรือซูเปอร์ลีกไม่น้อย นอกจาก 2 ทีมดังกล่าวแล้ว ชื่อของ เบซิคตัส , อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ และ คาซิมพาซ่า ก็รวมอยู่ด้วย และแม้เวลานี้ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ กำลังพุ่งแรงสุดขีด ยึดหัวหาดตารางทิ้งห่าง กาลาตาซาราย ถึง 6 คะแนนมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์กับแชมป์ครั้งแรกสูงลิบ รวมไปถึง เฟเนร์บาห์เช่ ทำกองเชียร์แทบช็อคตาค้าง เพราะฟอร์มรูดมหาราชอย่างไม่น่าเชื่อ จมอยู่ข้างท้ายตารางอันดับ 13 จาก 18 ทีม ห่างโซนตกชั้นแค่ 4 คะแนน หมิ่นแหม่จะตกชั้นได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรศึกนี้ที่ถูกเรียกเฉพาะอีกชื่อว่า อินเตอร์คอนติเนนทัล ดาร์บี้ หรือ "ดาร์บี้แมตช์ 2 ทวีป" ก็ยังคงถูกโฟกัสจากสายตากองเชียร์ทั่วประเทศเสมอ เพราะ 100 เปอร์เซนต์ของคอลูกหนังเติร์ก แบ่งเป็น 35 เปอร์เซนต์ที่เชียร์ กาลาตาซาราย อีก 34 เปอร์เซนต์ เป็นของ เฟเนร์บาห์เช่ ที่เหลืออีกราว 31 แบ่งเป็นสัดส่วนกระจัดกระจายไปยังสโมสรอื่นๆ นี่คือช่องว่างที่ถ่างกว้างมากกับความนิยมของทั้งสองสโมสรที่เหนือกว่าชัดเจนมากๆ หลายคนน่าจะพอรู้อยู่ว่า ตุรกี มีพื้นที่อยู่ในทั้งสองทวีปคือยุโรปและเอเชีย แต่พื้นที่ในยุโรปมีเพียงแค่ 3 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งก็อยู่ใน อิสตันบูล เกือบทั้งหมด ที่เหลืออีก 97 เปอร์เซนต์คือฝั่งเอเชียหรือที่ถูกเรียกว่าอนาโตเลีย อิสตันบูล จึงเป็นเมือง 2 ทวีปโดยมีช่องแคบบอสฟอรัส กั้นเอาไว้ ซึ่งไม่ได้กั้นแค่ผืนแผ่นดินอย่างเดียว แต่ยังกั้นความรู้สึกของชาวเติร์กไว้ด้วย แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า วัฒนธรรม เชื้อชาติ ความเชื่อศรัทธาต่างๆ มันต้องลามมายังเกมลูกหนังแน่ๆ กรณีของ กาลาตาซาราย กับ เฟเนร์บาห์เช่ ก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน ------------------ กาลาตาซาราย วางตัวอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองหลวง มีจุดกำเนิดจากนักเรียนมัธยมทางฝั่งยุโรป โดยประธานคนแรกคือ อาลี ซามี เยน ซึ่งก็ถูกนำมาตั้งชื่อสังเวียนแข้งในเวลาต่อมานั่นแหล่ะ ใช่หรือไม่หากเราจะบอกว่า กาลาตาซาราย คือตัวแทนของชนชั้นสูง ที่มีการศึกษา อีกทั้งอิงไปทางยุโรป ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเปิดฉากขึ้น 1 ปี ทาง กาลา ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องนักฟุตบอลไปเจรจากับ เฟเนร์ เพื่อขอยืมนักเตะ แต่คุยไปสักพักเกิดไอเดียรวมทีมกันขึ้น อย่างไรก็ตามพอสงครามมาถึง ตุรกีซึ่งเป็นชัยภูมิสำคัญของมหาอำนาจทั้งสองขั้ว ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการเอาตัวรอด ฟุตบอลลีกจึงต้องเบรกตัวเองลง อย่างไม่มีทางเลือก ผลพวงจากสงครามที่ยาวนาน ทำให้เกิดผลกระทบตามมามากมายและแม้ไฟจะมอดแล้ว แต่กว่าที่ฟุตบอลในตุรกีจะยืนหยัดช่วยเหลือตัวเองได้อีกครั้งก็ปาเข้าทศวรรษที่ 60 โน่นเลย ด้วยความที่ เฟเนร์ ถูกทำคลอดออกมาโดยชนชั้นแรงงานเป็นหลักและอยู่ทางฝั่งเอเชีย ซึ่งดูจะเคร่งครัดในเรื่องการนับถือศาสนาอิสลามมากกว่า ทำให้เกิดความแปลกแยกแตกต่างไปจาก กาลา ชัดเจน เมื่อแตกต่างกัน มันก็ขัดแย้งกันและใช้ฟุตบอลนี่เองเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อย จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นตั้งแต่เกมกระชับมิตรในปี 1934 แล้ว เพราะผู้เล่นทั้งสองทีมซัดกันนัวเนีย ไม่สนใจเล่นตามเกม จนสุดท้ายผู้ตัดสินเห็นท่าไม่รอดแน่ เลยยุติการแข่งขัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าความวุ่นวายจะจบลงเท่านั้น แต่ถ้าจะเอาบรรยากาศที่คุกรุ่นที่มีหลักฐานและพยานปากต่างๆ บันทึกไว้ก็ต้องเกมนัดชิงเตอร์กิช คัพปี 1996 ซึ่งตอนนั้นระบบไม่ได้เป็นการตัดสินนัดเดียว แต่หวดกันแบบเหย้า - เยือน เกมแรกห้ำหั่นกันที่ อาลี ซามี เยน อย่างเข้มข้นเร้าใจกองเชียร์ ก่อน กาลา เจ้าบ้าน เข่นตุนไว้ก่อน 1-0 พอกลับมาดวลกันที่ ซูครู ซาราโคกลู ของฝั่ง เฟเนร์ บ้างผลออกมาเหมือนกันเจ้าบ้านเฮ 1-0 รวมแล้วเสมอ 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป 30 นาที แล้ว ดีน ซอนเดอร์ส อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล ก็มากดประตูชัยได้สำเร็จ ท่ามกลางความสะใจของกองเชียร์กาลาตาซาราย หลายพันคน เพราะการได้ครองแชมป์และฉลองที่นี่ เหมือนได้เย้ยอริตัวฉกาจ อย่างไรก็ตามโมเมนต์ที่ทำให้ทุกคนในสนามตื่นตะลึงก็คือ แกรม ซูเนสส์ กุนซือ กาลา ซึ่งหอบหิ้ว ซอนเดอร์ส มาร่วมงานด้วยกัน เกิดอาการคลุ้มคลั่งคอนโทรลตัวเองไม่อยู่ ฉวยธงตราสัญลักษณ์ของทีมตัวเอง แล้ววิ่งไปปักไว้ที่กลางสนาม พอกองเชียร์เจ้าบ้านตั้งสติได้ ก็รีบแจ้นลงไปทำลายธงของ กาลาซาราย ทันที ซูเนสส์ คุมตัวเองได้แล้วก็เผ่นแนบเข้าห้องแต่งตัว ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยตามประกบติดมากมาย พิธีการรับโทรฟี่แชมป์ต้องรีบเร่ง เพราะหวั่นว่ากองเชียร์ เฟเนร์ จะเหลืออดทนไม่ได้ จุดชนวนจลาจลขึ้นมาอีก ไม่มีเวลามาฉลองชื่นมื่นอะไรนัก จบฤดูกาลนั้น ซูเนสส์ กับ ซอนเดอร์ส อยู่ไม่ได้ ต้องย้ายออกมาทันที ด้วยเหตุผลความปลอดภัยของครอบครัวและรู้ซึ้งกิตติศัพท์ความบ้าคลั่งของแฟนบอลเติร์กนั้นน่ากลัวเกินกว่าจะเอาชีวิตไปเสี่ยง ------------------ ปัจจุบันสองทีมนี้เจอกันบนฟลอร์หญ้าทีไร ก็ยังคงความเข้นข้นไม่เปลี่ยนแปลง ฟุตบอลคือตัวแทนของทั้งสองฝั่ง ที่แตกต่างกันคือในเรื่องของที่ตั้ง ความศรัทธา ความเชื่อ เลยจริงๆ กองเชียร์ของ กาลาตาซาราย ไม่น้อยเปรียบเหมือนเสมือนพวกหัวสมัยใหม่ ที่อิงไปทางยุโรปตะวันตก พวกวัยรุ่นหรือคนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษา ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องศาสนาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาไม่ได้ละหมาดตามธรรมเนียมปฎิบัติ ไม่ได้เข้าสุเหร่า เพื่อประกอบพิธีกรรมศักด์สิทธิ์ต่างๆ หลายคนบอกว่าตัวเองไม่มีศาสนา พร้อมจะทำอะไรก็ได้ตามความต้องการ หากไม่ลำบากคนอื่น มีบางคนกล้าที่จะฝืนจารีตด้วยการกินเนื้อหมูก็มี ทั้งที่นี่คือข้อห้ามที่หนักหนาอย่างมาก ส่วนฝ่าย เฟเนร์ นั้นค่อนไปทางหัวเก่าอนุรักษ์นิยม หลายต่อหลายคนยังคงศรัทธา เชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ไม่ละเลยในเรื่องศาสนกิจที่จำเป็น แน่นอนพวกเขาจะมองอีกฝั่งด้วยสายตาที่ดูแคลนและเจ็บแค้น เพราะไม่เคารพยึดถือรากเหง้าแห่งจิตวิญญาณที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้ จนกลายเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตามแฟนบอล กาลาตาซาราย ก็มองในมุมกลับกัน ว่าโลกหมุนไปไกล เวลาเคลื่อนผ่านมานานแค่ไหน แต่ยังยึดติดอยู่กับวิถีเดิมๆ ไม่ได้ตอบรับกระแสดิจิตอลเลยสักนิด ความคิดที่แตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านี้แหล่ะที่มันสะท้อนได้จากเกมฟุตบอล จนบางคราวต้องบูชายัญด้วยเลือดเนื้อและชีวิตกันเลย สำหรับ กาลาตาซาราย และ เฟเนร์บาห์เช่ ความสำเร็จในสนามไม่ใช่เป้าหมายของพวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่มันยังหมายถึงชัยชนะในเรื่องความคิดความเชื่ออีกด้วย ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมทั้งสองสโมสรจึงพยายามทุ่มสุดชีวิต ไม่ว่าแรงกายหรือพลังเงิน เพื่อจะประกาศตนเป็นผู้ชนะเหนืออีกฝั่งให้ได้ แทบจะไม่มีคำว่า "มิตรภาพ" ตกตะกอนหลงเหลือให้กันอีกเลย ความมันส์แวดวงลูกหนังทำให้ผืนดินสะเทือนได้.... แต่ที่นี่นำความตื่นเต้นมาให้คุณได้ใจเต้นไม่หยุดกันมานานแล้วกับ MYSBOBET ที่นี่รวมคลังความสนุกตื่นเต้นไว้มากมาย บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

เหยื่อจากผู้ลี้ภัย

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เคยบอกไว้ว่าชาวสวีดิชเป็นมิตรมากๆ ถ้าคุณไปเที่ยวที่นั่นแล้วต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ พวกเขาจะกุลีกุจอช่วยเหลือเต็มที่ ไม่มีอิดออดหรือแสดงท่าทีรังเกียจเลยสักนิดเดียว แม้จะมีเชื้อสายบอสเนียนตามครอบครัวที่อพยพหนีสงครามและความอดอยาก แต่เพราะได้สัมผัสกับคนสวีเดนมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ อิบรา เข้าใจได้ดี อย่างไรก็ตามไม่ใช่ครอบครัวของ อิบรา เท่านั้นที่อพยพมายังประเทศแห่งนี้ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยเสรีภาพและเคารพสิทธิมนุษยชน ยังมีอีกมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา ไม่ใช่แค่พวกยุโรปตะวันออกที่ทะลักแบบไม่หยุดหย่อน แต่ฝั่งแอฟริกาก็กระหน่ำกันมามากมาย เราจึงได้ยินชื่อนักเตะทีมชาติสวีเดน แต่ฟังแล้วแปร่งๆ ไม่น่ามีสายเลือดสวีดิชอยู่บ่อยครั้ง นอกเหนือจาก อิบรา ที่เรารู้จักดีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อนตอนฟุตบอลโลก 2018 หลายคนพอจะจำ จิมมี่ ดูร์มาซ ได้ กองกลางเคราดกรายนี้ได้เป็นพลเมืองของสวีเดนก็จริง แต่ครอบครัวเป็นชาวอัสซีเรีย อพยพมาจากทางตอนใต้ของตุรกี ก่อนตัวเขาจะมาเกิดที่นี่ ในเกมรอบแรกที่ สวีเดน เจอกับ เยอรมัน เกมกำลังเข้าไคลเสมอกัน 1-1 ก่อน ดูร์มาซ จะกลายเป็นต้นตอสำคัญทำให้เสียประตูที่สอง ทำให้ทัพไวกิ้งต้องปราชัย โอกาสเข้ารอบยังต้องลุ้น หลังจบเกมเท่านั้นเอง ดูร์มาซ เหมือนเป็นผู้ร้ายราวกับไปฆ่าใครตาย เพราะในโซเชี่ยลมีแฟนบอลชาวสวีดิชมากมาย แห่กันมาโพสต์ด่าเขาและไม่น้อยเลยที่ลากเรื่องเชื้อชาติไปเกี่ยวข้อง มือระเบิดพลีชีพ/ไอ้ก่อการร้ายตาลีบัน/ไอ้ปีศาจอาหรับ เหล่านี้คือบางส่วนที่ถล่ม ดูร์มาซ อย่างหนัก เหมือนจงเกลียดจงชังกันมาแต่ปางไหน อย่างไรก็ตามหากมองอีกมุม มันก็สะท้อนเรื่องความรู้สึกของชาวสวีดิชได้ไม่น้อย สมัยก่อนนี่คือประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีอัตราความปลอดภัยสูงมาก ดึกดื่นค่ำคืนเดินไปไหนมาไหนคนเดียวได้สบายๆ ไม่ต้องกลัวโจรผู้ร้ายหรืออันตรายต่างๆ แต่หลังจากรัฐบาลมีนโยบายเปิดรับผู้อพยพเป็นเรื่องเป็นราวหลายสิบปีก่อน จากนั้นไม่นานนักความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น คดีปล้นฆ่าอาชญากรรมต่างๆพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสวีเดนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มัลโม ซึ่งเป็นแหล่งรวมของผู้อพยพ เพราะมีศูนย์อยู่ที่นั่น ขึ้นชาร์ตเมืองอันตราย 1 ใน 10 ของยุโรปมาแล้ว ใครได้ยินเข้าแทบไม่อยากจะเชื่อ แล้วผลสำรวจจากชาวสวีดิชเมื่อ 3 ปีก่อน มีถึง 48 เปอร์เซนต์ที่เชื่อว่าผู้อพยพคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาชญากรรมในประเทศมากขึ้น ก่อนหน้านี้ เอมี โฮโรวิตซ์ นักข่าวชาวอเมริกัน ผู้ผลิตสารคดีเกี่ยวกับความรุนแรงจากผู้ลี้ภัยในสวีเดนในปี 2016 ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่าน ฟ็อกซ์ นิวส์ ว่า ผู้ลี้ภัยคือเหตุผลหลักของอาชญากรรมที่พุ่งสูงและทางการพยายามปิดบัง ไม่นานนัก โดนัลด์ ทรัปป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เอาประเด็นนี้มาสนับสนุนนโยบายของตนเองที่พยายามจะจำกัดการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพลี้ภัยทั้งหลาย แล้วก็ชี้ให้ดูสวีเดนเป็นตัวอย่าง รวมถึงเยอรมันสองประเทศที่แบกรับภาระผู้อพยพมากสุด ส่งผลร้ายต่อผู้คนของตัวเองมากแค่ไหน ทีนี้พอคนสวีเดนกลุ่มที่หวาดผวาผู้ลี้ภัยได้ยินเข้า ก็ยิ่งหวาดหวั่นเข้าไปอีก จากนั้นก็โยนผิดบาปให้กับรัฐบาลตัวเองที่ใจดีเกินไป ปล่อยให้คนต่างเผ่าพันธุ์ต่างเชื้อชาติทะลักมามากเกินไป นอกจากนี้พวกเขายังมองว่าภาษีที่จ่ายไปแต่ละปีจำนวนมาก ตามรูปแบบรัฐสวัสดิการ นำไปช่วยเหลือผู้อพยพโดยไม่จำเป็น ฉะนั้นเลยเริ่มมองรัฐบาลเป็นศัตรูและเชื่อว่าน่าจะปิดบังอะไรอยู่ แม้ฝั่งรัฐจะนำรายงานบางส่วนมาเปิดเผยให้สบายใจว่า คดีทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ ปล้นฆ่าต่างๆ รวมถึงก่อการร้ายลดลง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผู้คนที่ต่อต้านมองด้วยสายตาที่ไว้ใจอีกต่อไป นี่จึงเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงของสวีเดน แล้วช่วยไม่ได้ที่จะลุกลามมายังเกมในสนามด้วย -------------------- เกมล่าสุดที่ แมนฯยูไนเต็ด คว้าชัยเหนือ วัตฟอร์ด 2-1 ปรากฏว่าปราศจากชื่อ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ปราการหลังคนสำคัญ แข้งสวีดิชรายนี้ขึ้นไปนั่งบนบ็อกซ์วีไอพีแทน ซึ่งมันต้องมีเรื่องไม่ปกติซ่อนอยู่แน่ นักข่าวสงสัยเลยไปถาม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เพิ่งประเดิมคุมทีมในฐานะผู้จัดการแบบถาวร ก็ได้รับคำตอบแบบไม่ค่อยชัดเจนนัก ภายหลังถึงมารู้ว่า ลินเดอเลิฟ ถูกแฟนบอลสวีเดนขู่ฆ่า โซลชา เห็นแล้วว่าลูกทีมอาจเกิดความสับสนไม่สบายใจ ก็เลยตัดสินใจไม่ใช้งาน ให้พักไปก่อน แม้นี่จะเป็นคีย์แมนในแนวรับก็ตาม ปมเรื่องนี้มาจากศึกคัดยูโร 2020 ของ สวีเดน ที่ผ่านมามีคิวดวลกับ โรมาเนีย และ นอร์เวย์ ก่อนชนะ 2-1 และ เสมอ 3-3 หลักใหญ่ใจความไม่ได้อยู่ที่เรื่องผลอย่างเดียวเท่านั้น แต่แฟนบอลบางส่วนไม่พอใจที่เห็นว่า ลินเดอเลิฟ ถอนตัว ซึ่งพวกเขาเชื่อกันว่าเจตนาจะถนอมสภาพร่างกายให้ฟิตเพื่อไว้ช่วย แมนฯยูไนเต็ด ต้นสังกัดมากกว่า หรือประเด็นอาจจะอยู่ที่บรรดาแข้งดังในทีมชาติหลายคน ไม่พอใจ ยานเน่ อันเดอร์สสัน กุนซือที่ตัดชื่อ จอห์น กุยเด็ตติ หัวหอกตัวหลักออกจากขบวนนี้ เพราะ ลินเดอเลิฟ เองมีความสนิทแนบแน่นกับ กุยเด็ตติ อยู่แล้ว เมื่อเห็นเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนโดนกลั่นแกล้ง ก็เลยตอบโต้คืน ข้อความสาปส่งว่า ลินเดอเลิฟ เป็นคนทรยศ ไม่ให้ความสำคัญกับชาติบ้านเกิดหรือหนักถึงขั้นมีขู่ฆ่า มันทำให้เรื่องชักจะบานปลายไปกันใหญ่ แม้จะมีการเปิดเผยว่า ลินเดอเลิฟ ขอไม่เล่นให้ทีมชาติ เพราะต้องไปเฝ้า มาย่า นิลส์เซ่น ภรรยาที่ให้กำเนิดลูกคนแรกก็ตาม ความโกรธแค้นเกรี้ยวกราดของแฟนบางคนยังไม่ลดลง หากกรณีนี้เกิดขึ้นในประเทศแถบอเมริกาใต้หรือแอฟริกา อาจจะยังไม่น่าแปลกใจเท่าไร แต่มันเกิดขึ้นที่สวีเดน ดินแดนแห่งเสรีภาพ ศิวิไลซ์ และผู้คนมีพัฒนาการทางด้านจิตใจ ยิ่งคิดให้มากเท่าไรก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากเรายกตัวอย่างทีมชาติอังกฤษ ซึ่งนักเตะหลายคนถอนตัวแล้วอ้างอาการบาดเจ็บ ทั้งที่บางเคสอยู่ในข่ายน่าสงสัย แต่แทบไม่มีเสียงต่อว่าจากแฟนบอลสักเท่าไร ทั้งที่มีพวกกลุ่มหัวรุนแรงอยู่ไม่น้อย ความรุนแรงในสวีเดน ที่ถูกกล่าวหาว่ามีต้นตอจากผู้อพยพลี้ภัย รุกคืบมายังเกมฟุตบอลแล้วจริงหรือ? --------------- การปล่อยให้ผู้อพยพเข้าประเทศมากขึ้นเท่าไร โอกาสที่รัฐบาลสวีเดนจะต้องมานั่งปัดกวาดปัญหาก็ย่อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เห็นได้ชัดว่าช่วงหลังนี่คือประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยงเรื่องก่อการร้าย ทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น หากมองย้อนไปที่อดีตซึ่งความปลอดภัยสูงมากประเทศหนึ่งของโลก มันจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับผู้คนจำนวนมากในประเทศ แม้กระทั่งคนรุ่นใหม่ก็ปักใจเชื่อว่าผู้อพยพนี่แหล่ะคือตัวการสำคัญจะทำให้สวีเดนตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องอะไรมากความรุนแรงต่างๆ สะท้อนได้จากฟุตบอลนี่เอง จากที่ดูเพื่อความเอนเตอร์เทน แฟนบอลมีสปิริต รู้จักแพ้ชนะอภัย แต่เวลานี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ยอดอาชญากรรมที่พุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของผู้คน จากที่อาจเคยละเอียดอ่อนใจดี ก็เริ่มหยาบและดูรุนแรงแกร่งกล้าขึ้น แค่กรณีของ ดูร์มาซ กับ ลินเดอเลิฟ มันก็น่าจะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เชื่อว่า สวีเดนเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ หากถามว่าสาเหตุหลักมาจากผู้อพยพจริงหรือไม่ มันอาจจะตอบลำบาก เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างข้อมูลที่ดูจะไม่ตรงกัน เพื่อสนับสนุนความคิดฝั่งตน แล้วถ้าเราบอกว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซึ่งคือผลผลิตของผู้อพยพที่มาอาศัยในสวีเดนและนิยมความรุนแรงล่ะ? แต่แน่นอนว่า อิบรา คือแข้งระดับโลกในยุคพีกสุดขีด ช่วยสร้างชื่อเสียงและยกระดับผลงานให้กับสวีเดนไม่น้อย จนบางคนมองข้ามเรื่องความเป็นผู้ลี้ภัยของเขา รวมถึงพฤติกรรมที่มักแสดงออกด้วยการใช้ความรุนแรง แม้กระทั่ง ดูร์มาซ ยังเคยบ่นว่า ในทางกลับกันถ้าเปลี่ยนจากผมเป็น อิบรา คงไม่มีแฟนบอลคนไหนกล้ามาต่อว่าหรือเหยียดเชื้อชาติเช่นนั้น เรื่องนี้มันละเอียดอ่อนเกินกว่าจะมาสรุปแบบฟันโชะลงไปได้ เพียงแต่ฟุตบอลไม่ควรมาแปดเปื้อนมนทิลด้วยเรื่องแบบนี้เลยจริงๆ ใช่ครับฟุตบอลไม่ควรแปดเปื้อน ฟุตบอลควรที่จะเป็นเรื่องของความสนุกตื้นเต้นและเร้าใจในสนามมากกว่าและถ้าหากเพื่อนๆต้องการจะร่วมลุ้นตัวโก่งไปกับฟุตบอลล่ะก็ลองมานี่เลย Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

บุหรี่กับฟุตบอล

"ผมว่าปัญหาของ แจ็ค วิลเชียร์ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องสูบบุหรี่หรอก แต่อยู่ที่ความตั้งใจพัฒนาตัวเองมากกว่า" "เอาจริงๆนะ สมัยก่อนในวันมีแมตช์ ก่อนเริ่มเตะนี่ ผมไปห้องซักรีดทีไรมักจะได้กลิ่นบุหรี่เสมอ ผู้เล่นอย่าง โลร็องต์ บลองก์ หรือ ฟาเบียง บาร์กเตซ อาจจะต้องขอกันคนละปื้ด เพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉง" นี่คือคำบอกเล่าของ พอล สโคลส์ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังจาก วิลเชียร์ โดนจับได้คาหนังคาเขาว่าแอบดูดบุหรี่และทำให้ใครต่อใครเชื่อว่าคือสาเหตุสำคัญบั่นทอนสภาพร่างกายของเขา แม้จะเต็มไปด้วยพรสวรรค์ชั้นเชิงลูกหนัง ต่างไปจากแข้งอังกฤษทั่วไป แต่ วิลเชียร์ มักมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเท่าไรนัก วินัยหย่อนยานอย่างมาก นอกจากชอบสูบบุหรี่แล้ว ยังข้องเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงเมินเรื่องโภชนาการ อยากกินอะไรใส่ไม่ยั้ง โดยเฉพาะ ดับเบิ้ลชีส เบอร์เกอร์ อันโตๆนี่โปรดนักแหล่ะ ไม่นับคดีเมาหัวราน้ำ แล้วไปโบกแท็กซี่ พอโชเฟอร์บ่ายเบี่ยงไม่รับ เลยถุยน้ำลายใส่ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมาอีก เพราะทัศนคติเช่นนี้เอง ทำให้ วิลเชียร์ ไม่ทะลุถึงขีดสุดในการเป็นนักเตะอาชีพ ทั้งที่อายุแค่ 20 ปีก็ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่แล้ว แถมได้ลงเล่นอีกต่างหาก ทุกวันนี้ขวบวัยเพิ่งจะแค่ 27 ซึ่งปกติแล้วนี่คือช่วงเวลาพีกของแข้งอาชีพทั่วไป ที่ดูแลร่างกาย รักษาเนื้อรักษาตัวอย่างดี ทว่าไม่ใช่ วิลเชียร์ ที่ล้างผลาญไปเยอะ จนต้องตามมาชดใช้ในวันนี้ -- วันที่อยู่บนเตียงพยาบาลมากกว่าในสนามฟุตบอล เขาเสียงอ่อยสารภาพว่า ผิดไปแล้ว จากนี้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เลิกหมดทุกอย่าง รวมถึงบุหรี่ด้วย มันคือความจริงที่ว่าบุหรี่คือตัวทำลายสุขภาพและนักกีฬาทั้งหลายควรหนีห่างเข้าไว้ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูแล้ว บุหรี่อาจไม่ใช่สาเหตุหลักทำลายอาชีพค้าแข้ง วิลเชียร์ ซะเลยทีเดียว เพราะยังมีนักเตะชั้นเซียนอีกมากที่ติดบุหรี่ แต่ยังยืนหยัดบนเส้นทางสายนี้ได้อย่างผ่าเผย ---------------- ทุกคนรับรู้ดีถึงความอันตรายของบุหรี่หรือ "ไอ้มวนมะเร็ง" แต่ในบางคราวก็เลือกที่จะใช้มัน เพื่อผ่อนคลายตัวเอง สงบอารมณ์อันฟุ้งซ่านหรือเดือดดาล ซึ่งมันช่วยได้อย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตามสรรพคุณของใบยาสูบนั้น มันไม่เหมาะกับนักกีฬาอย่างแท้จริง ยิ่งนักฟุตบอลที่ต้องใช้พละกำลังมหาศาลในแต่ละเกม ควรเลี่ยงอย่างเด็ดขาด ย้อนกลับไปหลายสิบปี นักเตะอาชีพหลายคนสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ บางคนติดจริงจำต้องเสพ แต่บางคนรู้สึกว่าช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้น เพราะยังไม่รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของ "ไอ้ปีศาจมวน" ในขณะที่เกมลูกหนังได้รับความนิยมแบบพรวดพราด บุหรี่เองก็เติบโตเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน เพราะเป็นทางเลือกที่ดีราคาถูกกว่าซิการ์หรือการสูบผ่านไปป์ ถึงวันหนึ่งเส้นทางจึงมาตัดกัน เกิดการ์ดบุหรี่เพื่อเอาไว้สะสม มาร์คุส แอนด์โค บริษัทในเมืองแมนเชสเตอร์ เป็นผู้ผลิตการ์ดบุหรี่ในวงการฟุตบอลเจ้าแรกเมื่อปี 1896 และเพียงไม่นานก็มีโรงงานผลิตใหญ่ๆ ทำการปรินต์การ์ดด้วยตัวเอง ตอนนั้นลูกเด็กเล็กแดงต่างไปยืนต่อคิวซื้อบุหรี่เพื่อแลกกับการ์ดสะสมนักเตะกันเกร่อ เพราะมันยังไม่มีกฎหมายห้ามอะไรทั้งสิ้น ฟุตบอลกับบุหรี่จึงน่าจะมีจุดเริ่มต้นเกี่ยวกัน จากนั้นก็โยงใยกันมาเรื่อยๆ จนโลกเริ่มรู้ถึงความน่ากลัวนั่นแหล่ะ มาตรการต่างๆเลยถูกงัดมาใช้ พี่น้องตระกูลชาร์ลตัน ผู้ยิ่งใหญ่ผลักดันอังกฤษ ผงาดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ต่างก็ติดบุหรี่งอมแงมด้วยกันทั้งคู่ สมัยวิ่งปุเลงหวดลูกหนังอัดกันมันวันละนับสิบมวนด้วยกัน กระนั้นทุกวันนี้ แจ็คกี้ ในวัย 83 และ บ็อบบี้ 81 ต่างยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเจ็บกระปอดกระแปด แต่ก็เป็นไปตามสังขารที่ร่วงโรย หลายคนบอกว่าสองคนนี้โชคดีมาก ที่ไม่ต้องผจญกับโรคร้ายต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็ง ผิดไปจาก โยฮัน ครัฟฟ์ ดาวเตะเทวดาผู้สร้างสตอรี่และบันทึกประวัติศาสตร์มากมาย ไว้ให้คนรุ่นหลังชื่นชมบูชา เมื่อครั้งยังหนุ่มยังแน่นเขาดูดบุหรี่วันละ 20 มวน เลิกเล่นบอลเป็นกุนซือก็ยังไม่ยอมเลิกบุหรี่อยู่ดี กระทั่งต้องเข้ารับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจหรือบายพาสในปี 1991 ถึงกลั้นใจยอมเลิกเด็ดขาด พอหย่าขาดกับบุหรี่ได้ไม่เท่าไรก็พา บาร์เซโลน่า ครองเจ้ายุโรปสมัยแรกทันที อย่างไรก็ตามในปี 2015 เขาต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งปอดอย่างหนักด้วยการใช้ เคมีบำบัดช่วย ก่อนที่ในปี 2016 มันจะลุกลามไปถึงสมอง จนคร่าชีวิตเมื่อ 24 มีนาคม 2016 "ฟุตบอลให้ทุกอย่างกับผมและบุหรี่มาเอามันไปเกือบหมด" -- อีกหนึ่งวรรคทองอันคลาสสิกที่ ครัฟฟ์ เคยลั่นเอาไว้ โซคราเตส ตำนานขึ้นหิ้งผู้เคยลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการบราซิล ทศวรรษที่ 80 เคยทำสถิติ 40 มวนต่อวันมาแล้ว ทั้งที่ตัวเขารู้ถึงอันตราย เพราะเรียนจบหมอมา แต่นี่คือเส้นทางที่เลือกเอง มันทำให้เขาหายใจบนโลกใบนี้ได้เพียงแค่ 57 ปีเท่านั้น "ผมชอบเพราะมันช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ผมไม่เคยบอกให้ใครต้องทำตามและพูดเสมอว่ามันไม่ดี คุณเล่นบอลให้เก่งหรือเป็นนักการเมืองที่ช่วยเหลือผู้คนดูเท่กว่ามาก" โซคราเตส เคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออิตาเลี่ยน ไว้ทำนองนี้ ยืนยันไม่เคยสนับสนุนให้ใครต้องมาสูบตาม ยังมีแข้งเวิล์ดคลาสอีกมากที่ออกมายอมรับเองว่า ติดบุหรี่รุนแรงในช่วงยังเล่นอยู่ ออสซี่ อาร์ดิเลส ห้องเครื่องทีมชาติอาร์เจนตินาชุดแชมป์โลก 1978 จัดหนักวันละ 2 ซอง ในระนาบเดียวกับ โรเบิร์ต โปรซิเนชกี้ จอมทัพของ ยูโกสลาเวีย ยุคเกรียงไกร ในวันที่ยังไม่แตกออกเป็นเสี่ยงๆเหมือนตอนนี้ ส่วนพวกกุนซือ ซึ่งเป็นอาชีพต้องเผชิญหน้ากับความเครียดอยู่เกือบตลอดเวลา หลายต่อหลายคนต้องขอวันละหลายปื้ดเลยทีเดียว สมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยมีการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่กันสักเท่าไรนัก เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กุนซือผู้พาอาร์เจนตินาผงาดแชมป์โลกสมัยแรก ถูกสื่อกีฬาบ้านเราตั้งฉายาให้ว่า "สิงห์ขี้ยา" เช่นเดียวกัน เอ็นโซ แบร์ซอต นายใหญ่ทีมชาติอิตาลีที่สร้างชื่อมาในยุคไล่เลี่ยกัน ก็มีพฤติกรรม "มวนต่อมวน" เรียกว่าวัดกันไปเลย ใครปอดแกร่งกว่า พวกเขาคิดแค่ว่ามันเครียดและบุหรี่เท่านั้นที่ฆ่าความเครียดได้ แต่หารู้ไม่ว่ามันจะฆ่าคุณด้วย ------------------ ปัจจุบัน บุหรี่กับฟุตบอล อยู่คนละโลกกันแล้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ทั้งหลายยังอาจมาเป็นผู้สนับสนุนหรือเกี่ยวข้องได้ ตามตัวบทกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่นเดียวกับเว็บไซต์พนันที่มีมากมายหลายยี่ห้อ ก็ไม่ได้เป็นที่ต้องห้ามเหมือนบุหรี่ ฟุตบอลโลกสองหนหลังสุด 2014 และ 2018 ไม่มีสปอนเซอร์บุหรี่ ไม่มีการขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวพันกับยาสูบ และไม่มีการสูบบุหรี่ภายในบริเวณอาณาเขตสังเวียนแข้ง แม้ ฟุตบอลกับบุหรี่ จะถูกแยกจากกันอีกครั้งและโชคชะตาคงไม่อาจนำพามาพบกันได้อีก แต่ความจริงก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการยาสูบที่ผลิตบุหรี่มากมายในแต่ละปี ยังคงฟันกำไรมหาศาลจาก "สิงห์อมควัน" ทั้งหลาย แล้วยอดจำหน่ายไม่ได้มีแนวโน้มจะตกลงอีกต่างหาก ลองไปถาม ฟิลลิป มอร์ริส ดูได้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะการรณรงค์หรือสอนให้ผู้คนรู้ถึงอันตรายมันช้าไปก่อนไหวตัวทันหรือเปล่า กระนั้นก็ดีนับวันบางคนเริ่มจะเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบุหรี่อยู่ไม่น้อย จนกลายเป็นรังเกียจและไม่อยากคบค้ากับคนที่สูบบุหรี่อีกต่อไป บุหรี่ไม่ใช่กลายเป็นปีศาจอย่างเดียว คนที่ใช้มันก็เสมือนวายร้ายด้วยเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้คนในวงการที่ชัดเจนกว่าใครคือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ สมัยอยู่ นาโปลี พ่นควันคุ้งอยู่ข้างสนามเสมอ แต่พอย้ายวิกมาเป็น พรีเมียร์ลีก ก็ต้องยอมพ่ายแพ้ ไม่เคี้ยวหมากฝรั่งก็เอาก้นบุหรี่มาดมๆ หรือเผลอกินแทนไป แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทุกวันนี้บุหรี่แทบจะหายไปจากหน้าฉากแล้ว แทบไม่มีให้เห็นในสนามหรือยามถ่ายทอดสดเกม แล้วหลังฉากล่ะ ยังมีมากน้อยแค่ไหนกัน? นักฟุตบอลกลัวบุหรี่หรือกลัวสังคมรับรู้กันแน่ ประเด็นนี้แหล่ะที่ต้องติดตาม ได้อ่านเรื่องราวที่เราอาจไม่เคยรู้ของ ฟุตบอลกับบุหรี่ กันแล้วก็อย่าลืมมาลองแวะชมเว็บไซต์น่าสนใจอย่าง MYSBOBET กันสักหน่อย รับรองมอบความตื่นเต้น บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

แค่เส้นบางๆคั่นไว้

ลีดส์ ยูไนเต็ด หลุดจากวงโคจร พรีเมียร์ลีก มาตั้งแต่ฤดูกาล 2003/04 จากวันนั้นยันวันนี้ 15 ปีเข้าไปแล้ว ที่ไม่เคยย่างกรายมาอยู่บนลีกสูงสุดอีกเลย สร้างความเจ็บช้ำให้กับกองเชียร์อย่างมาก นี่คือสโมสรเบอร์ต้นๆของแคว้นยอร์คเชียร์ มีประวัติศาสตร์เข้มขลัง ผ่านการห้ำหั่นต่อสู้บนฟลอร์หญ้ามาอย่างโชกโชน แฟนบอลของ ลีดส์ ซึ่งบ้านเราเรียกว่า "ยูงทอง" ตามชื่อเล่น The Peacocks มีความศรัทธาและเชื่อมั่นในสโมสรอันเป็นที่รักของตัวเองมาก แม้จำนวนโทรฟี่จะเป็นรองอีกหลายทีม แต่พวกเขาเชื่อว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันต้องควักหัวใจมาพิสูจน์กันด้วยว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน นี่แหล่ะคือเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของของสาวก "ยูงทอง" ลีดส์ คือหนึ่งในสโมสรที่มีกิตติศัพท์เรื่องแฟนบอลหัวรุนแรงหรือจำพวกฮูลิแกนสูงมากๆ พร้อมเสมอที่จะดวลกับฝ่ายตรงข้าม แม้จะไม่มีคู่ต่อสู้แถบละแวกเดียวกันไว้วัดศักดิ์ศรีในแบบฉบับ ดาร์บี้แมตช์ เพราะโซนนั้นไม่มีทีมบอลพอสมน้ำสมเนื้อ พวกลีดส์ เลยไปเลือกเอา แมนฯ ยูไนเต็ด มาเป็นศัตรูตัวเอ้ โดยไปหยิบเอาความขัดแย้งแตกหักเมื่อครั้งอดีตหลายร้อยปีหรือที่เรียกว่า "สงครามดอกกุหลาบ" มาเป็นสตอรี่มันซะเลย มันเป็นสงครามชิงบัลลังก์ระหว่างสองตระกูลและเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ผู้สร้างซีรี่ย์ดัง Game of Thornes อีกต่างหาก (ไว้ค่อยมาคุยกันเรื่องนี้อีกทีครับ) จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องสงครามในอดีตอย่างเดียวเท่านั้น แต่ช่วงหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด มักจะรังแกข่มเหง ลีดส์ ใช้เงินฟาดหัวกวาดซื้อผู้เล่นตัวเก่งไปไม่น้อย นั่นเลยยิ่งสร้างความโกรธให้กับเหล่าแฟน"ยูงทอง" มาก ถึงขั้นประกาศเลยว่าอย่าให้เจอหน้าแล้วกัน จะเอาให้น่วมเลยทีเดียว ดีกรีความเกลียดชังมากแค่ไหนนะหรือ? ก็แค่ เจมส์ มิลเนอร์ ซึ่งเป็นคนลีดส์โดยกำเนิด เล่าให้ฟังว่าพ่อของเขาออกคำสั่งห้ามใส่เสื้อสีแดงให้เห็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมีเรื่องกันแน่ เสื้อผ้าแขวนเรียงรายในตู้ของ มิลเนอร์ จึงมีแต่สีขาวหรือโทนนั้น กระทั่งย้ายมาเล่นกับ ลิเวอร์พูล นี่แหล่ะถึงได้สวมสีแดง ซึ่งพ่อคงเข้าใจว่ามันเป็นหน้าที่การงาน แฟนบอลลีดส์ จึงเต็มไปด้วยลูกบ้าลูกคลั่งไม่น้อยไปกว่าทีมอื่น ฉะนั้นจึงเหมาะเหม็งลงตัวกับ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า กุนซือคนปัจจุบันอย่างมาก แม้จะไม่เคยมีการจัดอันดับความบ้าในวงการกุนซือลูกหนัง แต่เราเชื่อว่า บิเอลซ่า ไม่เป็นรองใครเด็ดขาด ---------------------- กุนซืออาร์เจนไตน์รายนี้ เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมลีดส์เมื่อฤดูร้อนที่แล้วเอง ก่อนหน้านั้นทัพ"ยูงทอง" แทบไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้โอกาสเลื่อนสู่ พรีเมียร์ลีก เลย แถมยังเคยเคราะห์หนักตกไปลีกวันอีกต่างหาก ก่อนจะกลับขึ้นมาได้ภายในปีเดียว แต่พอได้ บิเอลซ่า มากุมบังเหียน ความหวังกลับเจิดจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ไม่ได้ทุ่มทุนผลาญงบประมาณเสริมผู้เล่นอะไรมากมาย เขานำ"ยูงทอง" บินสูงเกาะอยู่กลุ่มนำตลอด นับตั้งแต่ปฏิทินเปลี่ยนปีเป็นต้นมา ไม่เคยหลุดจากท็อปทรีหรือ 1 ใน 3 เลย อย่างไรก็ตามราวกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา บิเอลซ่า สร้างเรื่องฉาวขึ้น เมื่อถูกจับได้ว่าส่งทีมงานไปสอดแนมที่สนามซ้อมของ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนเจอกันใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ผลเกมนั้น ลีดส์ เข่น 2-0 ไม่ลำบากอะไรนัก แต่สร้างความฉุนเฉียวให้กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ"แกะเขาเหล็ก" ไม่น้อย แต่น่าแปลกใจคือ บิเอลซ่า ไม่ปฏิเสธเลยสักนิดเดียว แถมยังยอมรับว่าทำจริงเพราะมันไม่ได้ผิดกฎอะไร หนักกว่านั้นคือยังสำทับอีกว่า ทุกสโมสรที่อยู่ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เขาล้วนแต่ส่งสายสืบของตัวเองไปส่องฟอร์มด้วยกันทั้งสิ้น เพราะนี่คือกลยุทธ์ในการทำงานอย่างหนึ่ง ที่น่าตลกคือตอนแรกสื่ออังกฤษพยายามกดดัน บิเอลซ่า อย่างหนัก โดยยกประเด็นที่ว่าไร้มารยาทขาดการเคารพ สมควรที่จะต้องพิจารณาตัวเอง บิเอลซ่า ก็บ้ายอตามเล่นด้วยอีก เพราะคล้อยหลังไม่นานปล่อยข่าวว่าจะแถลงข่าวสำคัญ แต่พอพวกสื่อไปถึงจริง กลับฉายสไลด์ให้ดูกันจะๆเลยว่ามีทีมไหนบ้างที่เคยตกเป็นเหยื่อ "ถ้ำมอง" ของเขามาแล้ว แม้จะเจอเสียงวิจารณ์ถล่มอย่างหนักหน่วง แต่เขายักไหล่ไม่แคร์ เพื่อความสำเร็จอย่าไปมัวแต่ต้องคำนึงถึงโน่นนี่เสมอไป ที่สำคัญคือสิ่งที่ทำไม่ได้ผิดกติกาเลย แม้จะผิดมารยาทอยู่ก็เถอะ อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับกุนซืออาร์เจนไตน์รายนี้เลย มันปกติมากถึงมากที่สุด แล้วสมญา "เอล โลโก้" หรือที่แปลว่า "คนบ้า" ไม่ได้มาจากความบังเอิญจริงๆ --------------------- ครั้งหนึ่งสมัยยังเป็นกุนซือ แอธเลติก บิลเบา นักข่าวถาม อีเคร์ มูเนียอิน ลูกทีมว่า ตกลงเจ้านายคุณบ้าจริงหรือเปล่า.. มูเนียอิน ตอบไปว่าอย่าเรียกพฤติกรรมที่พวกคุณเห็นว่าบ้าเลย เพราะมัน "โคตรบ้า!!" ต่างหากเล่า จุดเริ่มต้นมาจากความบ้างาน ที่ควรใช้คำว่าคลั่งต่างหาก บิเอลซ่า สามารถจดจ่ออยู่กับงานตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมงราวกับว่าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ร่างกายแกร่งดุจเครื่องจักร นอกจากขับรถนับสิบชั่วโมงเพื่อไปส่องฟอร์มนักเตะแถบถิ่นไกลปืนเที่ยงแล้ว เขายังฝักใฝ่อ่านและศึกษาตำราลูกหนังมากมาย ราวกับว่าหิวกระหายเหมือนหนอนแทะกระดาษ แล้วเคยส่งเด็กวัยรุ่นน้ำหนักตัวน้อยๆ ปีนไปบนต้นไม้ แล้วลงมาบอกว่าคู่ต่อสู้ซ้อมวิธีการเล่นอย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใช้กลอุบายนี้มานานมากแล้ว บางทีก็นั่งวิเคราะห์วิดีโอยันค่ำมืดดึกดื่น กรอวนไปมาอย่างนั้นหลายรอบ ปากกาในมือก็ขีดฆ่าหรือจดยิกลงบนกระดาษอย่างไม่หยุดหย่อน ความบ้าถูกยกระดับขึ้นอีก เมื่อเกมที่ต้องเจอกับ บียาร์เรอัล มีคนสังเกตว่าช่วงที่ "บิลเบา" โดนบุก บิเอลซ่า จะเดินนับก้าวอยู่ใน "เทคนิคัล แอเรีย" หรือเขตสำหรับกุนซือที่ข้างสนามให้ครบ 13 ก้าว เพื่อเป็นการเอาเคล็ดหรือจะเรียกว่าเล่นของก็ได้ทั้งนั้น ดีกรีไม่ได้มีแค่นั้น เพราะวันดีคืนดีเขาเดินไปยังโบสถ์แล้วบอกกับแม่ชีว่าคุณน้าเขาบวชที่นี่ ก่อนขอร้องให้แม่ชีสวดอวยพรให้ทีมของเขาคว้าชัยสำเร็จด้วยเถิด แล้วมันก็น่าทึ่งว่าช่วงนั้นฟอร์มของ "บิลเบา" พีกมากๆ ถึงขั้นได้เข้าชิง ยูฟ่า ยูโรปาลีก ในปี 2012 โดยรอบก่อนหน้านั้นเคยบุกไปล้ม แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกด้วย แต่อย่าเพิ่งไปเย้ยหยันดูถูกว่า บิเอลซ่า เป็นคนบ้าแบบไร้คลาส ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย -------------------- หากคุณถาม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ 2 กุนซือหนุ่มยอดฝีมือในยุคนี้ว่า มีใครเป็นต้นแบบในการทำงาน คำตอบที่ได้คือ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า นั่นเอง ด้วยวิถีการทำงานหนักและแน่นทฤษฎี รวมทั้งมีหลักจิตวิทยายอดเยี่ยม นั่นทำให้ทั้งคู่นับถือ บิเอลซ่า อย่างมาก ตอน บิเอลซ่า โดนอัดหนักเรื่องสปายสอดแนม แล้ว แลมพาร์ด กุนซือ ดาร์บี้ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยเห็น เป๊ป หรือ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยใช้วิธีแบบนี้มาก่อนเลย ให้หลังไม่นานกุนซือ แมนฯ ซิตี้ ออกมาสวนกลับมาว่า เขาเองก็เคยยืมแนวทางนี้มาใช้เช่นเดียวกัน นอกจากเลียนแบบไอดอลตัวเองแล้ว การออกมาพูดในลักษณะนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการปกป้องอีกต่างหาก กระนั้นในอีกทางแม้จะสร้างความเคารพนับถือให้กับนักเตะหลายราย แต่มีไม่น้อยเหมือนกันที่หวาดหวั่นเมื่อต้องอยู่ใกล้กับ บิเอลซ่า หลังจากแยกทางกับ "บิลเบา" แล้ว กุนซืออาร์เจนไตน์ ผันมารับงาน โอลิมปิก มาร์กเซย แล้วเข้าไปเปลี่ยนแปลงล้างไพ่ทันทีทันใด เล่นเอาแต่ละคนปรับตัวไม่ทัน เขาประกาศเลยจากนี้วัฒนธรรมที่คุ้นเคยของ "โอแอ็ม" จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ที่สำคัญเขาไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น แม้กระทั่งผู้ช่วย บางทีอาจต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ใครที่เคยใกล้ชิดหรือร่วมงานในฐานะมือขวา น่าจะรู้จัก บิเอลซ่า ดีพอสมควร บางทีตอนตี 4 ระหว่างคุณกำลังหลับสนิทบนที่นอนแสนสบาย อาจมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าจากเขาดังขึ้น แล้วชวนคุยหรือปรึกษาเรื่องงาน แค่มโนไปว่าซีซั่นหน้าใน พรีเมียร์ลีก จะมี บิเอลซ่า มาเป็นผู้จัดการทีมเติมสีสันขับเคี่ยวเน้นความมันอีกคนก็แทบรอไม่ไหว เฮฟวี่เมทัลอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ นี่แทบจะหลบจนตกขอบเลยทีเดียว เพราะสำหรับ บิเอลซ่า ระหว่างอัจฉริยะกับความบ้า มันมีเส้นบางๆคั่นไว้แค่นั้นเอง ได้อ่านเรื่องราวของความบ้าของ บิเอลซ่า กันแล้ว มาเจอกับเรื่องราวความตื่นเต้นที่ Sbobet777 กันดีกว่า… รับประกันความสนุกตื่นเต้นเร้าใจแน่นอน ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

กรุณาอย่าฆ่าตัวตาย

ความจริงมันน่าสนใจว่าทำไม จึงมีเสียงเชียร์มากมายยกให้ อันเดร เอร์เรร่า เหมาะสมสวมปลอกแขนกัปตันทีม แมนฯ ยูไนเต็ด คนต่อไป ภาพที่เราเห็นคล้ายๆกันคือ ยามอยู่ในสนาม เขาจะมุ่งมั่น ทุ่มเท วิ่งพล่านในแดนกลางไม่มีหยุด มีส่วนช่วยเต็มที่ทั้งเกมรุกและรับ จนกลายเป็นขวัญใจแฟนบอล อีกทั้งยังตะโกนโหวกเหวกโวยวายสั่งการเพื่อนเสมอ หากใครจำได้นัดชิง ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในปี 2017 เขาบอกให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน ขึ้นไปเล่นในจังหวะเตะมุม เดี๋ยวเรื่องเกมรับจะจัดการเอง แล้วนาทีถัดมา "มิคกี้" ก็ยิงให้ แมนฯยูไนเต็ด ฉีกหนี อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 2-0 ก่อนชนะด้วยสกอร์นี้ ครองถ้วยใบเล็กยุโรปสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีม ช็อตนี้เองมีการพูดถึงอย่างมาก เพราะหาก เอร์เรร่า ไม่บอก มคิทาร์ยาน ให้ขึ้นไป โอกาสที่จะได้ประตูที่สองจริงคงลำบาก แต่ขยันขันแข็ง ทุ่มสุดพลังขนาดนี้ ก็ยังแทบไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากเจ้านายสักเท่าไร ตั้งแต่ย้ายมาในปี 2014 ยุคที่ หลุยส์ ฟานกัล กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลงเล่นกระปริดกระปรอย เข้าออกระหว่างม้านั่งสำรองกับตัวจริงเป็นปกติ มาถึงช่วง โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก เขาเป็นตัวเลือกในแดนกลางรองจาก ปอล ป็อกบา และ มารูยาน เฟลไลนี่ ไหนจะมี เนมานย่า มาติช อีก อย่างไรก็ตามเป็นคนอื่นอาจท้อแท้ห่อเหี่ยว ไม่มีกระจิตกระใจอยากจะเล่นหรืออยู่กับสโมสรต่อไป แต่ไม่ใช่กับ เอร์เรร่า เขามีความอดทนเป็นเลิศ ในวันที่ต้องก้นด้านบนม้านั่งข้างสนาม ก็ไม่เคยปริปากบ่น ยอมรับการตัดสินใจของผู้จัดการทีม ชะเง้อคอ รอคอยโอกาสตามชะตากรรมตัวสำรอง ขณะเดียวกันก็แทบไม่ใส่ใจกับข่าวย้ายทีมด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ไอ้หนุ่มจากแคว้นบาสก์ ถูกจับโยงกับ เอซี มิลาน และ บาร์เซโลน่า ทว่าเขาบอกแค่ขอโฟกัสอยู่ที่การเป็นนักเตะ "ปีศาจแดง" และทำหน้าที่ให้ดีสุดเท่านั้น หรือแม้แต่ แอธเลติก บิลเบา อู่ข้าวอู่น้ำเก่าจะทาบทามมา ก็ไม่ได้มีทีท่า วอกแว่ก อยากจะหวนคืนสู่อ้อมกอดเดิมเลย เหตุผลนอกเหนือไปจากมืออาชีพ ที่ต้องมุ่งมั่นกับสโมสรปัจจุบันแล้ว เขายังเคยบอกว่าการได้เล่นใน พรีเมียร์ลีก คือความฝันและ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือทีมที่ใช่ จึงอยากจะสู้อย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ให้มันเจอทางตัน ไปต่อไม่ไหวแล้วโน่นแหล่ะ ค่อยมานั่งทบทวนอนาคตกันใหม่ คุณสมบัติเหล่านี้เองที่ผลักดันให้แฟน "ยูไนเต็ด" ไม่น้อย เชียร์เย้วๆ ให้รับบทกัปตันทีมไปเลย เพราะตั้งแต่หมดยุค เนมานย่า วิดิช แล้ว ไม่มีนักเตะคนไหนคาแร็คเตอร์ใกล้เคียงมาก่อนเลย เอร์เรร่า จึงน่าจะเป็นคนที่ใช่มากสุด -------------------- ในสนามบากบั่นมุ่งมั่นไม่มีท้อ แต่เวลาอยู่ข้างนอก เอร์เรร่า เป็นคนสนุกสนานร่าเริง เขาเป็นขวัญใจเพื่อนร่วมทีมเมื่อครั้งยังอยู่ "บิลเบา" ใครๆต่างก็รักใคร่ชอบพอ โดยเฉพาะความเป็นคนซื่อที่สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา อีเคร์ มูเนียอิน หนึ่งในเพื่อนที่แนบแน่นกันมากสุดคนหนึ่ง นิยาม เอร์เรร่า ไว้ว่า อย่าไปอยู่ใกล้เด็ดขาด คุณอาจจะหลงชอบเขาแบบไม่รู้ตัว ครั้งหนึ่ง มูเนียอิน เห็นว่า เอร์เรร่า ไม่ค่อยสบายเป็นหวัดบ่อย ก็เลยบอกให้ไปกิน สปาเก็ตตี้ เยอะๆ แล้วจะหายเอง ปรากฏว่า เอร์เรร่า เชื่อสนิทใจ รีบหา สปาเก็ตตี้ กินคนเดียวไม่พอ ยังไปบอกคนอื่นด้วยอีกต่างหาก กว่าจะรู้ว่าโดนอำก็ซัดไปหลายจานแล้ว แทนที่จะโกรธหรือไม่พอใจที่โดนแกล้งหนักขนาดนี้ แต่ เอร์เรร่า ไม่เคยโมโหร้ายหรือเกรี้ยวกราดใส่คนใกล้ตัวเลย แม้กระทั่งในสนามก็ไม่เคยแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ แล้วถ้ามีการเปรียบเปรยว่า "คำพูดคือเจ้านายเรา" เอร์เรร่า ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่เคยพูดจาว่าร้ายเพื่อนร่วมทีม ไม่เคยพูดถึงสโมสรในแง่ลบ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดก็ตาม แม้กระทั่งผู้จัดการทีมซึ่งมีฐานะเป็นเจ้านาย ก็ไม่เคยวิจารณ์ออกสื่อด้วยเช่นเดียวกัน ตรงกันข้ามกลับให้เกียรติและแสดงความเคารพเสมอมา อย่างเคส มูรินโญ่ ที่มักจะโดนเพื่อนร่วมทีมบางคน แขวะแซะหรือจิกกัด เอร์เรร่า ยังออกมาพูดว่ามันไม่เหมาะสมที่จะมาเปิดโปงเรื่องในทีม ที่สำคัญไม่ว่าอย่างไร มูรินโญ่ ก็เคยเป็นผู้จัดการทีม ต้องให้เกียรติต่างหากถึงจะถูก การออกมาตอบโต้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากไม่เป็นผลดีกับสโมสรแล้ว ยังดูแย่กับตัวเองอีกต่างหาก เพราะเรื่องจะไม่จบง่ายๆและกลายเป็นเครื่องมือของพวกสื่อ ที่ต้องการอย่างนี้ ความคิดแบบ เอร์เรร่า สะท้อนถึงวุฒิภาวะอย่างแท้จริง นี่เป็นอีกข้อคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดี -------------------------- "ผมขอทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด การทุ่มเทในสนามจะเป็นตัดชี้วัดและพิสูจน์ว่าผมดีพอหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เดี๋ยวสโมสรก็ยื่นข้อเสนอมาให้คุณเองแหล่ะ" สองเดือนก่อน เอร์เรร่า เคยตอบไว้เช่นนี้ เมื่อถูกนักข่าวถามเกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่ อย่างที่เรารับรู้กันสัญญาฉบับปัจจุบันของกองกลางเลือดนักสู้จากบาสก์ จะหมดลงในฤดูร้อนที่จะถึงนี้ หลังใช้อ็อปชั่นขยายตามเงื่อนไขไปแล้ว 1 ปีเรียบร้อย หมายความว่าหากไม่มีการยืดออกไป พอซีซั่นปิดฉาก ปีกอิสระจะถูกเสียบทันที เขาสามารถโบยบินไปไหนก็ได้ทั้งสิ้น แน่นอนเขาทำตามที่พูดไว้คือใช้ผลงานเป็นเครื่องชี้วัด แล้วตั้งแต่ได้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มากุมบังเหียน ก็ยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม เบียดแทรกขึ้นมาเป็นตัวหลักในแผงกลางสำเร็จ ความจริงคือมีการตั้งโต๊ะคุยกันไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่อาจตกลงกันได้ มันมีเงื่อนไขบางอย่างที่ต้องทำให้กลับไปใคร่ครวญกันใหม่ สิงหาคม ที่จะถึงนี้ เอร์เรร่า จะครบ 30 ปีเต็ม ซึ่งตามนโยบายของ แมนฯ ยูไนเต็ดแล้วจะไม่ให้สัญญาใหม่เกินกว่า 1 ปีกับนักเตะที่อายุขึ้นเลขสาม จึงเป็นปมหลักที่ยังถกกันไม่จบ นักเตะต้องการไม่น้อยกว่า 2 ปีหรืออาจทะลุถึง 3 อีกทั้งควรมีการปรับค่าจ้างตามความเหมาะสม ในเมื่อกุมความได้เปรียบเรื่องย้ายฟรีอยู่ จึงขอแตะเกือบ 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ด้วยกัน เมื่อเกิดชะงักไม่อาจเดินไปข้างหน้าต่อได้ จึงมีมือที่สามสอดยื่นมาเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ปารีส แซงต์ แชร์กแมง หรือ อาร์เซน่อล สื่อจากฝรั่งเศสและสเปนต่างอ้างไปในทิศทางเดียวกันว่า "เปแอสเช" ปิดดีลกับ เอร์เรร่า เรียบร้อย รอแค่แถลงชูเสื้อเปิดตัวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้น กระนั้นตราบเท่าที่ ยังไม่มีคำว่า "อย่างเป็นทางการ" ก็ไม่อาจปักใจเชื่อได้ทั้งหมด อนาคตของ เอร์เรร่า ยังคลุมเครือและเต็มไปด้วยคำถามเช่นเดิม ------------------ หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่ โซลชา ต้องรีบจัดการหลังได้รับสัญญาถาวรคือเรื่อง เอร์เรร่า นี่แหล่ะ แม้นักเตะแทบทุกคนจะรู้แล้วว่ามีกุนซือ"นอร์วีเจี้ยน" เป็นเจ้านายในฤดูกาลหน้า แต่อยากจะเห็นความชัดเจนแน่นอนไปเลย ตอนนี้แจ่มชัด 100 เปอร์เซนต์ จึงอาจจะมีการคุยกันอีกยกเพื่อความเป็นไปได้ในเรื่องสัญญาใหม่ ว่าไปแล้วมันอาจเป็นการเจรจาต่อรองครั้งประวัติศาสตร์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ เพราะถ้าไม่สำเร็จคือต้องเสียไปฟรีๆ ไม่ได้สักเพนนีเดียวตอบแทน ทั้งที่ซื้อมา 24 ล้านปอนด์เมื่อ 5 ปีก่อน ประเด็นนั้นอาจไม่สำคัญเท่า เอร์เรร่า คือแข้งขวัญใจแฟนบอล แล้วสโมสรไม่อาจรั้งเอาไว้ได้ นี่แหล่ะจะน่ากลัวกว่า เสียงโวยวายฟูมฟายด้วยความไม่พอใจจะดังกระหึ่มแน่ บอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะตกเป็นผู้ต้องหาอย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ ถ้าดีลปิดไม่ลงด้วยเหตุผลเรื่องของอายุและค่าจ้างแล้วล่ะก็ มันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรหรอก แต่เมื่อสถานการณ์มันลากยาวไหลมาขนาดนี้ บอร์ดก็ควรต้องยอมถอยและรับข้อเสนอของนักเตะ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เสียแค่ เอร์เรร่า อย่างเดียวเท่านั้น แต่บอร์ดยังเสียความน่าเชื่อถือไปจากแฟนบอลด้วย ทั้งที่ความตึงเครียดกำลังจะผ่อนคลายลง ถ้าจะเสี่ยงจริงก็ต้องกล้ายอมรับผลที่ตามมาด้วย เพราะนี่คือ "ว่าที่กัปตัน" ของพวกเขาเลยทีเดียว มันจะเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าการเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับ "พี่น้อย" จะดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ทางเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ "ปีศาจแดง" สมหวังกับสิ่งที่ต้องการและหาทางออกให้ได้เร็วที่สุด Sbobet777 ขอร่วมเป็นกำลังใจให้กับ " เร้ด เดวิลส์" มาร่วมเป็นกำลังใจไปพร้อมกับเรา กดลิ้งตรงนี้เลย https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------