breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ไม่มีคำว่า "แผนระยะยาว" ]

หลังตลาดขาเข้าพรีเมียร์ลีกประจำฤดูร้อนนี้ปิดลงเรียบร้อย มีแฟน แมนฯยูไนเต็ด บางส่วนหัวเสียไม่น้อย เพราะผิดหวังที่ได้นักเตะใหม่เพียงแค่ 3 คน พวกเขาพร้อมใจกันตั้งแฮชแท็ก #WoodwardOut ในทวิตเตอร์ เพื่อเป็นการขับไล่ เอ็ด วู้ดเวิร์ด หัวหน้าผู้บริหาร ซึ่งบกพร่องในการทำงานอีกแล้ว แม้ปีศาจแดงจะควักจ่ายไปในซัมเมอร์นี้กว่า 140 ล้านปอนด์ คว้ามาทั้ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ , อารอน วาน-บิสซาก้า และ ดาเนี่ยล เจมส์ แต่ยังไม่ตอบโจทย์เท่าไรนัก เพราะเพิ่งขาย โรเมลู ลูกากู ออกไปให้ อินเตอร์ มิลาน ได้เงินก้อนใหญ่ถึง 72 ล้านปอนด์ ควรหากองหน้าตัวเป้ามาทดแทน วันสุดท้ายสื่อโหมข่าวหัวหอกหลายคนที่คาดว่าจะมีโอกาสย้ายมา ไม่ว่าจะเป็น มาริโอ มานด์ซูคิช , เฟร์นานโด ยอเรนเต้ หรือ อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ แต่เอาเข้าจริงแค่หลอกให้ตื่นเต้นเท่านั้น ทั้งที่ มานด์ซูคิช ค่าตัวไม่น่าจะแพง แต่ข่าวว่าไม่ยอมสู้ราคาที่ ยูเวนตุส เรียกมา ส่วน ยอเรนเต้ เป็นฟรีเอเยนต์ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการต่อรองเรื่องค่าเหนื่อยที่ไม่ต้องการจ่ายเยอะเกินอีก อีกทั้งบอร์ดยังวางแผนจะยื่นข้อเสนอให้ โรม่า ยืมตัว อเล็กซิส ซานเชซ ไปใช้งาน โดยจะออกค่าเหนื่อยบวกกับค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ให้ครึ่งหนึ่งหรือราว 250,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แทนที่รู้ว่าขาดแนวรุกไปอีกคน แล้วจะเก็บเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด รวมไปถึงควรพยายามเค้นศักยภาพดาวเตะชิลีให้กลับมาท็อปฟอร์มอีก กลับคิดจะปล่อยเพื่อประหยัดงบ มันยิ่งตอกย้ำเลยว่าสโมสรมองที่ตัวเลขผลประโยชน์มากกว่าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กองเชียร์ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ควรเร่งปรับแต่งกำลังพลให้แข็งแกร่งสุด เพื่อนำความสำเร็จมาสู่ทีมอีกครั้ง ไม่แปลกที่แฟนบอลส่วนใหญ่จึงพร้อมใจกันขับไล่ทั้งตระกูลเกลเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง รวมถึง วู้ดเวิร์ด ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องดีลผู้เล่น ห่วงแต่วิ่งหาสปอนเซอร์เอาเงินเข้ากระเป๋า นอกจากนี้มิดฟิลด์ตัวกลางประเภทบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ก็สำคัญอย่างมาก มีข่าวกับผู้เล่นหลายคน แต่ท้ายสุดวืดวาดจั่วลมเรียบวุธ กระแส บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่มาแรงเหลือหลาย จนทุกคนคิดว่าจะต้องมาชูเสื้อปีศาจแดงเปิดตัว กลับเงียบกริบไม่มีอะไรในกอไผ่เลย เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช , อับดุลลาย ดูกูเร่ , ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ , ฌอน ลองสตาฟฟ์ หรือ จอห์น แม็กกินส์ ก็เป็นแค่ข่าวโคมลอย ไม่สามารถปิดดีลได้ ซึ่งทุกคนเชื่อว่ามัวแต่เกี่ยงเรื่องเงินค่าตัว "ถ้าคุณเข้ามาทำงานให้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และไม่สามารถนำทีมมีลุ้นแชมป์ลีกตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ทำหน้าที่ คุณต้องพิจารณาตัวเอง และยอมรับว่าคุณไม่สามารถทำงานนี้ได้" เร้ด อาร์มี่คนหนึ่งติดแฮชแท็กพร้อมโพสต์ข้อความนี้เอาไว้ ซึ่งมันเหมือนประจานผลงานอันล้มเหลวของ วู้ดเวิร์ด ในฐานะซีอีโอ อาจจะจริงตรงที่นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รีไทร์แล้ว การดำเนินงานหลายอย่างมันไม่ง่ายเหมือนเดิม มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมาก แต่นี่ผ่านมา 6 ปีแล้ว วู้ดเวิร์ด ก็ต้องมองย้อนหรือส่องกระจกดูด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามคงยากที่พวกเกลเซอร์จะปลด วู้ดเวิร์ด เพราะนี่คือซีอีโอมือทองของจริง หาเงินเข้าสโมสรมากมาย แม้ในช่วงที่ผลงานในสนามไม่น่าประทับใจนัก กระนั้นหากปล่อยยืดเยื้อเรื้อรังไว้อย่างนี้ คิดหรือว่าจะมีสินค้าแบรนด์ดังมาสนับสนุนอีก ท่องไว้เลยว่าความสำเร็จคือที่มาของทุกอย่าง แล้วอย่ามาโอดครวญทีหลัง ในวันที่สายเกินไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ----------------------- โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพิ่งเปิดใจให้สัมภาษณ์ก่อนนำ แมนฯยูไนเต็ด จั่วหัวกับ เชลซี ในเกมพรีเมียร์ลีกวันอาทิตย์นี้ นักข่าวส่วนใหญ่จี้ประเด็นเรื่องการซื้อในซัมเมอร์ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งได้รับคำตอบอย่างที่คาดไว้ นั่นคือพอใจกับการปรับปรุงขุมกำลัง ได้มา 3 คนในตำแหน่งหลักๆที่ต้องการทั้งหมด คงไม่อยากเรียกร้องอะไรอีก ส่วนเคสขาย ลูกากู แล้วไม่ได้ใครมาแทนนั้น ให้เหตุผลว่าข้อเสนอจากงูใหญ่มันเย้ายวนน่าพอใจและเห็นว่าดาวรุ่งที่มีอยู่คงจะพอเติมในส่วนที่พร่องหายได้ แน่นอนในยามออกสื่ออย่างนี้ คงไม่เหมาะสมถ้าจะพูดอะไรที่กระทบต่อสโมสรของตัวเอง ลึกๆเราไม่รู้ว่าเขาพอใจมากน้อยแค่ไหนกัน แต่อ้างว่าได้คุยกับแฟนผีเดนตายคนหนึ่ง แล้วบอกว่าแฮปปี้แล้ว เพราะได้ผู้เล่นในตำแหน่งที่อยากได้จริงๆ ซึ่งน่าจะหมายถึง แม็กไกวร์ จากผลงานปรีซีซั่นที่เข้าขั้นยอดเยี่ยม คือตัวแปรหนึ่งทำให้ โซลชา เชื่อมั่นในขุมพลังหนุ่ม อีกทั้งพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว เข้าใจว่าเขาอยากจะพิสูจน์ว่าแนวทางของตนนั้นได้ผลจริง นั่นคือย้อนกลับไปเหมือนยุคคลาส ออฟ 92 ดันเด็กๆมาจากอะคาเดมี่แล้วประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ตามพรีเมียร์ลีกในอดีตกับวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เราคงไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกันได้ ตัวแปรหรือเงื่อนไขต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว โดยเฉพาะการเข้ามาของนายทุนข้ามชาติที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่จะบอกว่าคุณไม่มีทางเป็นแชมป์กับเด็กๆหรอก เพราะไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ปาฏิหาริย์ของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อ 3 ปีก่อน คือตัวอย่างสะท้อนความจริงที่ว่า ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ เพียงแต่เราต้องมองโอกาสของความเป็นไปได้ด้วย ซึ่งมันน้อยเหลือเกิน จนแฟนบอลเองก็ไม่ได้คาดหวัง "ผมเคยบอกไว้ในช่วงต้นปรีซีซั่น หรือตั้งแต่ฤดูกาลก่อน ว่าเราไม่ได้จะเร่งซ่อมแซมหรือสร้างทีม แต่มันคือแผนงานระยะยาว ที่จะเฟ้นหาคนที่ใช่เข้ามา มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทันที ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป" ส่วนหนึ่งในการสัมภาษณ์ของ โซลชา ซึ่งเขายืนกรานเช่นเดิมตามวิถีของตน นั่นคือต้องใช้เวลาค่อยๆปรับเปลี่ยนไป เป็นการทำเพื่ออนาคต เน้นย้ำเรื่อง "แผนระยะยาว" ว่าแต่ โซลชา รู้ตัวหรือเข้าใจบ้างมั๊ยว่า ไม่ได้มีเวลามากมายเพื่อมาวางแผนที่ว่านี้ ความอดทนของแฟนบอล แมนฯยูไนเต็ด มีขีดจำกัด พวกเขาจะไม่มานั่งรอพร่ำเพรื่อแล้วเพ้อฝันว่าวันหนึ่งจะต้องกลับมายิ่งใหญ่ด้วยแนวทางนี้ แล้วถ้ากองเชียร์ไม่อดทนจริง คิดหรือว่าบอร์ดจะอดทนกับ โซลชา ด้วย ----------------------- ล่าสุด สกาย เบท บริษัทรับพนันถูกกฎหมายเจ้าใหญ่ของอังกฤษ ปรับอัตราผู้จัดการทีมคนแรกในพรีเมียร์ลีกที่จะโดนปลด ปรากฏว่าชื่อของ โซลชา โผล่กลับมาเป็นเต็งหนึ่งอีกครั้ง ด้วยราคาที่ถูกหั่นลงต่ำมากๆ ทิ้งห่างเต็งสองสุดกู่ มันหมายถึงนักวิเคราะห์เชื่อว่า โซลชา ไม่น่าจะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ได้นาน หรือพูดง่ายๆเลยก็คือ แทบไม่มีใครเชื่อมือเขา โดยเฉพาะเมื่อตลาดขาเข้าปิดลงเรียบร้อย เห็นหน้าเห็นตาขุมกำลังชัดเจน แน่นอนว่า โซลชา จดจำช่วงเวลาแห่งความสุขเมื่อครั้งเป็นนักเตะที่นี่ได้ แต่พอเปลี่ยนบทบาทแล้ว สถานการณ์จะแตกต่างกันออกไป แผนระยะยาวที่เขาพูดมานั้น ไม่ได้สอดคล้องกับความจริงเลยสักนิดเดียว แฟนบอลอาจจะถามกลับว่า "ระยะยาว" นี่มันนานแค่ไหนกันหรือ รับรองว่าเขาเองก็ตอบคำถามไม่ได้แน่ ตอนสัมภาษณ์กับบอร์ดบริหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนเซ็นสัญญาถาวร โปรเจคต์ที่เขาเสนอไปย่อมได้รับความสนใจ แต่หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ผลงานในช่วงแรกไม่ดี คนที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่พวกเกลเซอร์หรือ วู้ดเวิร์ด แต่เป็น โซลชา นี่แหล่ะ แผนระยะยาวของเขาจึงเป็นแค่มายาหรือเปลือกที่ฟังดูหรูหราเท่านั้นเอง ลองดูเถอะถ้าฤดูกาลใหม่ล้มเหลวเหมือนเดิมอีก จะเกิดอะไรขึ้น อาจจะมากเกินไปหน่อย หากบอกว่า โซลชา ต้องการปาฏิหาริย์เท่านั้นเพื่อเซฟตัวเอง แต่แผนระยะยาวจะไม่มีอย่างเด็ดขาดและความกดดันจะโถมเล่นงานเขาทันทีเมื่อผลงานไม่เป็นใจ บอกได้เลยว่า เขาต้องแก้โจทย์ใหม่ ทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมประสบความสำเร็จเร็วที่สุด บอกลาโปรเจคต์ "แผนระยะยาว" ได้เลย ส่วนใครที่ชอบแน่นอนและไม่ต้องการรอลุ้นระยะยาวมาเริ่มต้นกับ Sbobet777 ได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #ฝีเท้าธรรมดามูลค่าสูงลิบ ]

พอรู้ข่าวระแคะระคายว่า อาร์เซน่อล เตรียมจะปิดดีลเซอร์ไพรส์ดึง ดาวิด ลุยซ์ มาร่วมทีมก่อนเส้นตายมาถึง มาร์ติน คีโอวน์ ก็ปรี่ออกมาเตือนอดีตต้นสังกัดทันที อย่าทำอย่างนี้เด็ดขาด มันเต็มไปด้วยความเสี่ยงสูงมากๆ นี่ไม่ใช่ดีลที่เหมาะสมอย่างแน่นอน แล้วก็ให้เหตุผลว่า ลุยซ์ อาจจะทำผลงานได้น่าพอใจในฤดูกาลที่ผ่านมา หลังได้รับความไว้วางใจจาก เมาริซิโอ ซาร์รี่ ลงประจำการเซนเตอร์ฮาล์ฟ จนมีส่วนพา เชลซี ครองแชมป์ยูโรปา ลีกและไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่นั่นคือภาพลวงตา มันเป็นกับดัก ความจริงก็คือแนวรับของสิงห์น้ำเงินชุดดังกล่าว ได้รับความช่วยเหลือจาก เอนโกโล่ ก็องเต้ คอยทำงานหนักสกรีนก่อนแล้ว หากไร้เงามิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส เชื่อเถอะว่า ลุยซ์ จะไม่มีทางดูแข็งแกร่งเหนียวแน่นเลย ปัญหาในการป้องกันจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ การยืนผิดตำแหน่ง อ่านจังหวะพลาด คืออันตรายที่นำไปสู่การเสียประตูได้ง่ายขึ้น ซึ่งตรงนี้ ลุยซ์ มักจะแสดงให้เห็นอยู่เป็นประจำ ลำพังการครองบอลได้หรือจ่ายขึ้นไปข้างหน้าได้ดี ไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญที่สุดของปราการหลังตัวกลาง การป้องกันต่างหากที่ควรมาอันดับแรก อีกทั้งต้องไม่ลืมด้วยว่าอายุปาเข้าไปตั้ง 32 ปีแล้ว ผ่านจุดพีกมาและรอวันโรยรา ไม่น่าจะเอาตัวรอดในเกมหนักๆอย่างพรีเมียร์ลีก แล้ว คีโอวน์ ก็ตั้งคำถามว่า อูไน เอเมรี่ คิดอะไรอยู่กันแน่ เอาเงิน 8 ล้านปอนด์ไปแลกกองหลังประเภทนี้มา เข้าใจว่า อาร์เซน่อล อยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น ต้องการเซนเตอร์แบ็กมาขันนอต หลังจำยอมปล่อย โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ ไปให้กับ บอร์กโดซ์ แม้จะอยู่ในช่วงใกล้เดดไลน์ แต่ก็น่าจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ไม่ใช่หรือ? ถ้านี่เป็นคำพูดของคนอื่น เอเมรี่ อาจไม่ต้องฟังหรือเพิกเฉยไปก็ได้ แต่นี่คือ คีโอวน์ ซึ่งเป็นเด็กปั้นโตมาจากรั้วอะคาเดมี่ แถมเล่นในทีมชุดใหญ่มา 2 ช่วง รวมแล้วเกือบ 15 ปีด้วยกัน เขาอยู่ในยุค "อินวินซิเบิ้ลส์" ไร้พ่าย 49 นัด เป็นหนึ่งในเบื้องหลังผนังทองแดง กำแพงเหล็กร่วมกับ โซล แคมป์เบลล์ , โคโล ตูเร่ , แอชลี่ย์ โคล หรือ โลร็องต์ เอตาเม่ ฉะนั้นย่อมผ่านประสบการณ์ในการเล่นเกมรับมาอย่างโชกโชนและยังรู้จัก อาร์เซน่อล ดีพอ ความคิดของ คีโอวน์ ยังสอดคล้องกับแฟนบอลปืนโตอีกไม่น้อยด้วย มันอาจดูน่าตื่นเต้นที่เห็นสโมสรคว้าตัวกองหลังดีกรีทีมชาติบราซิลเข้ามา แต่ลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว อย่าเพิ่งดีใจกันไปก่อนเลย แค่นึกภาพ ลุยซ์ ยืนเซนเตอร์แบ็กร่วมกับ ชโคดราน มุสตาฟี่ ความสยดสยองก็มาเยือนแล้ว เดอะกันเนอร์สทั้งหลายยังจำฝันร้ายเมื่อฤดูกาลก่อนได้อย่างดี กองหลังทีมชาติเยอรมันเจ้าของค่าตัวกว่า 30 ล้านปอนด์ เปื่อยยุ่ยราวกับทิชชู่โดนน้ำร้อน เป็นตัวการพาทีมเสียประตูแบบไม่น่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก เชื่องช้าเป็นเต่าคลาน อ่านเกมพลาดถี่ยิบ เข้าสกัดโฉ่งฉ่าง แทบไม่มีริ้วรอยกองหลังแชมป์โลกเลย ไม่นานมานี้เพิ่งมีการซาวด์เสียงในกลุ่มกองเชียร์ด้วยกัน ปรากฎว่าส่วนใหญ่ยุให้รับขาย มุสตาฟี่ ทิ้งไปซะ อย่าเก็บไว้ให้เป็นหอกย้อนมาทิ่งแทงตัวเองเลย นี่นอกจากไม่ขายแล้ว ยังไปเสี่ยงซื้อ ลุยซ์ มายืนคู่กันอีก เป็นการกวักมือเรียกหายนะให้มาเยือนชัดๆ ---------------------- อย่างที่หลายคนรู้ ลุยซ์ เล่นอยู่กับ เชลซี ถึง 2 ช่วงด้วยกัน ระหว่างปี 2011-14 ก่อนไปโกยเงินกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2 ปีแล้วกลับสู่อ้อมกอด เดอะ บริดจ์ อีกในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน ตอนย้ายไป เปแอสเช ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์นั้น แพงเป็นสถิติโลกกองหลังในเวลานั้นเลยทีเดียว พร้อมกับเกิดคำถามขึ้นมากมายว่า เซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ลุยซ์ สมควรมีมูลค่าสูงขนาดนี้เลยหรือ? สิ่งที่เราได้เห็นจากสไตล์การเล่นกองหลังแซมบ้ารายนี้คือ ความหวือหวาลีลาที่น่าตื่นตา โดยเฉพาะจังหวะดันขึ้นมาเติมเกมและมีทีเด็ดเสริมตรงลูกยิงฟรีคิก รวมทั้งส่องไกล แต่เหมือนอย่างที่ คีโอวน์ พูดเอาไว้ หัวใจสำคัญของผู้เล่นในตำแหน่งนี้คือการป้องกัน ซึ่งกลับเป็นจุดอ่อนของ ลุยซ์ เพราะโตมาจากการเล่นในตำแหน่งกองกลาง ย่อมส่งผลให้เขามีทักษะในการครองบอลหรือเลี้ยงผ่านฝั่งตรงข้าม คุณสมบัติที่ว่าเลยกลายเป็นจุดเด่นแปลกตา ที่สำคัญกุนซือบางคนชื่มชอบกองหลังแนวนี้ เขาจำเป็นต้องมีกองกลางตัวรับคอยมาช่วยแบ่งเบาภาระ ในยามที่เติมขึ้นมาเล่นเกมรุกแล้วหลุดตำแหน่ง เพราะบางทีมักประมาทจนพลาดเองด้วย แต่ในแผงมิดฟิลด์ปืนโต ไม่มีจำพวกเล่นเกมรับจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น กรานิต ชาคา , ลูกัส ตอร์เรยร่า หรือ มาเตโอ เกนดูซี่ ส่วนสมาชิกใหม่อย่าง ดานี่ เซบายอส ที่เพิ่งยืมมาจาก เรอัล มาดริด ยังบอกอะไรมากไม่ได้นัก รอการพิสูจน์ก่อน ประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ตอนย้ายกลับมา เชลซี รอบสอง เขาเปิดใจไว้ว่าอยากจะอยู่สโมสรแห่งนี้จนกระทั่งแขวนสตั๊ด แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพิ่งจะได้รับการขยายสัญญาใหม่อีก 2 ปี รับค่าจ้าง 120,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรดึงดูดใจให้ต้องย้ายออกเลย นอกจากนี้ตอนรู้ว่าจะได้ร่วมงานกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนใหม่และ ปีเตอร์ เช็ก ซึ่งจะมานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค เขายังรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะนี่คือเพื่อนนักเตะ ซึ่งเคยเล่นด้วยกันมาก่อนในสนาม มีความสนิทกันพอสมควร ประสบความสำเร็จร่วมกันมากมาย น่าจะทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นไร้ปัญหา อาจเป็นไปได้ว่า การจากไปของ ซาร์รี่ กุนซือที่ให้โอกาสจนกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งเมื่อซีซั่นที่แล้ว คือแรงจูงใจตัดสินอนาคตตัวเอง แต่มาใคร่ครวญแล้วอาจมีน้ำหนักไม่มากพอด้วยซ้ำ เพราะความจริงอีกด้าน เชลซี คงไม่ต้องการขาย ลุยซ์ แน่ ในเมื่อตลาดเที่ยวนี้โดนแบนห้ามซื้อ แล้วเพิ่งปล่อย แกรี่ เคฮิลล์ ไปให้ คริสตัล พาเลซ แบบฟรีๆอีกต่างหาก เท่ากับว่าเหลือเพียงแค่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กับ อันเดรียส คริสเต็นเซ่น จากชุดเมื่อซีซั่นก่อนเท่านั้นที่เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ อาจจะได้ เคิร์ต ซูม่า ซึ่งหมดสัญญายืมตัวจาก เอฟเวอร์ตัน ดึงกลับมาช่วยอีกแรง แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ เพราะที่เหลือเป็นเด็กดาวรุ่งคือ รีซ เจมส์ กับ ฟิคาโย่ โทโมริ ซึ่งมีความเสี่ยงไม่น้อยบนเวทีใหญ่ หากจะเลือกใช้งานจริง การย้ายครั้งนี้ของ ลุยซ์ จึงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ หาเหตุที่มาไม่ถูกกันเลย --------------------- ลุยซ์ ดิ้นรนเพื่อย้ายให้ได้ ถึงขั้นยอมโดดซ้อมกับทีม เพื่อหวังจะไปเจรจากับ อาร์เซน่อล เป็นการกดดันเพื่อให้ เชลซี ปล่อยตัวก่อนเดดไลน์จะมาถึง ซึ่งเป็นกลอุบายปกติทั่วไป ของพวกนักเตะที่ไม่มีใจอยู่กับทีม มีเสียงกองเชียร์เชลซีบางส่วนพูดถึงเรื่องค่าเหนื่อย หากย้ายข้ามห้วยจากฝั่งตะวันตกไปทางเหนือของลอนดอน น่าจะได้เพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นปอนด์ต่อสัปดาห์ การได้อยู่กับสโมสรซึ่งเคยบอกว่าเหมือนบ้านหลังที่สอง ได้ทำงานกับอดีตเพื่อนทั้งสองคน มีโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงต่อเนื่องสูง ไม่อาจสู้กับพลังของเงินตราได้เลยหรือ? เชื่อว่าเขาน่าจะมองที่เวลาที่จะค้าแข้งนั้น ใกล้หมดอายุลงทุกที นี่คือโอกาสดีที่จะย้ายเพื่อกอบโกยอีกสักก้อน แต่อย่างที่บอกนั่นแหล่ะ ประเด็นนี้คือสิ่งที่เราคิดกันไปเองก่อน ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลย ที่น่าสนใจคือ ลุยซ์ คือกองหลังที่หลายคนไม่ชอบสไตล์การเล่น ทว่ากลับตกเป็นเป้าหมายของสโมสรใหญ่เสมอ ขนาด เอเมรี่ ยังยอมเสี่ยง ทั้งที่น่าจะมองเห็นปัญหาของ อาร์เซน่อล ว่าแท้จริงต้องการเซนเตอร์แบ็กประเภทไหนกัน และสุดท้าย ลุยซ์ ก็ได้สวมเสื้อปืนโตลงโม่แข้งในฤดูกาลใหม่นี้ ท่ามกลางความน่าสงสัยที่ยังเกิดขึ้นอยู่ต่อไป ว่าเขาเก่งจริงหรือ? และ ย้ายหนีจาก เชลซี ทำไม? ได้อ่านบทความที่ดีมีสาระแล้ว สุดท้ายต้องขอฝากกับ Sbobet777 บริการได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #เหลืออีกแค่ก้าวเดียว ]

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้คำจำกัดความของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เอาไว้ดังนี้ "เขาเป็นนักเตะชั้นยอด ติดทีมชาติด้วย ทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อในศึกฟุตบอลโลก เขาแข็งแกร่งในการเล่นลูกกลางอากาศ ครองบอลได้ดี ขึ้นเกมได้" นอกจากนี้ยังสามารถเลี้ยงบอลดีมากๆ และก็มีความเร็วอีกต่างหาก เขาเต็มไปด้วยคุณภาพจริงๆ" ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้ แม็กไกวร์ เพราะจริงๆแล้วกุนซือสแปนิชแสดงท่าทีสนใจมาตั้งแต่จบเวิล์ด คัพ 2018 ซึ่งอังกฤษคว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ แต่ด้วยเงื่อนไขเรื่องราคาที่แพงสุดกู่ แม้ระดับ แมนฯซิตี้ จะมีกำลังทรัพย์มากพอจ่ายได้ แต่ว่ากันตามความเหมาะสม รวมถึงต้องใช้จ่ายให้สมดุลด้วย เป๊ป จึงต้องล่าถอย หากว่ากันตามคุณสมบัติที่ เป๊ป ร่ายยาวมานั้น ต้องยอมรับว่า แม็กไกวร์ ย่อมเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ครบเครื่องอย่างมาก เขาเป็นชาวเชฟฟิลด์โดยกำเนิด ลืมตาดูโลกในช่วงที่เศรษฐกิจของเมืองอุตสาหกรรมเหล็กกล้าแห่งนี้เพิ่งจะฟื้นตัว ตอนทศวรรษ 70-80 เชฟฟิลด์เจอพิษการเงินเล่นงานอย่างหนัก อยู่ในช่วงขาลงมากๆ ผู้คนต้องปากกัดตีนถีบ อัตราการว่าจ้างฮวบอย่างน่าใจหาย ส่งผลกระทบตั้งแต่คนรวยยันรากหญ้า ดังนั้น แม็กไกวร์ ไม่ได้มีชีวิตในวัยเด็กที่สะดวกสบายอะไรนัก แต่ฟุตบอลนี่เองที่เป็นเหมือนพลังขับเคลื่อนให้รู้สึกสนุก มีความสุขในทุกวัน เหมือนกับอีกหลายคน พ่อคือผู้ถ่ายทอดสกิลต่างๆให้ รวมทั้งผลักดันเข้าสู่อะคาเดมี่ท้องถิ่น ต่างจากผู้ปกครองคนอื่น หากเห็นแววของลูกต้องพาไปเข้ารั้วทีมเยาวชนดังๆ ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง แม็กไกวร์ จึงเลือกบ่มเพาะวิชาลูกหนังจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สโมสรอันเป็นที่รักของพ่อ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ผลงานไม่ค่อยดีนัก วนเวียนอยู่ระหว่างเดอะ แชมเปี้ยนชิพกับลีกวัน เขาเริ่มต้นด้วยตำแหน่งมิดฟิลด์ก่อน เพราะโค้ชเห็นแววในการครองบอล พอมีเทคนิคทักษะที่จะพัฒนาไปได้ แต่เมื่อรูปร่างที่ทะลึ่งสูงพรวดขึ้นทุกวัน จนทะลุ 190 เซนเติเมตร จึงน่าจะเหมาะถ้าถอยไปยืนปราการหลังตัวกลาง ย่อมช่วยป้องกันการโจมตีกลางอากาศได้อย่างดี แม้จะไม่ค่อยชอบใจตั้งแต่แรกนัก ทว่าเขากลับทำได้ดีมากๆในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ จนทาง มิคกี้ อดัมส์ ซึ่งลงมาดูทีมเยาวชนซ้อมเป็นประจำ โปรโมตขึ้นไปอยู่ชุดใหญ่ ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี แม็กไกวร์ ได้ประเดิมสนามแล้ว เขาเป็นตัวสำรองลงในครึ่งหลัง เป็นเกมลีกที่ดวลกับ คาร์ดิฟฟ์ น่าทึ่งยิ่งกว่าคือเกมนั้นเขาคว้า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ มาครองเหนือความคาดหมาย แม็กไกวร์ จึงได้ลงเล่นอีก 4 นัดในช่วงท้ายฤดูกาล แต่ไม่อาจช่วยให้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากการตกชั้นลงไปอยู่ลีกวันได้ อย่างไรก็ตามด้วยผลงานที่โตเกินวัย ส่งผลให้เขาได้รับสัญญาถาวรในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุแค่ 18 เท่านั้น ก่อน แม็กไกวร์ จะบอกกับตัวเองว่า สักวันต้องไต่ระดับขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกให้ได้ --------------------- จากแข้งโนเนมแทบไม่มีใครสนใจนัก แม็กไกวร์ ใช้เวลาไม่นานถีบตัวเองขึ้นไปเป็นขวัญใจแฟนบอล เอาอะไรมาวัดหรือ? รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3 ฤดูกาลติดต่อกัน 2011/12 , 2012/13 และ 2013/14 ซึ่งมาจากการโหวตของกองเชียร์ด้วย ย่อมรับประกันได้อย่างดี นอกจากหัวจิตหัวใจที่แกร่งกล้าเกินอายุแล้ว การมีพื้นฐานเล่นกองกลางมาก่อน ส่งผลให้ แม็กไกวร์ มีสกิลครองบอลดีเกินคาด ผิดไปกับรูปร่างที่เก้งก้าง ออกไปทางโฉ่งฉ่างเฟอะฟะ หลายคนที่ได้เห็นจึงแปลกใจไปตามๆกัน เขาไม่ใช่เป็นกองหลังจำพวกหวดสกัดไร้ทิศทาง เอาให้พ้นปากประตูตัวเองก่อน แต่พยายามครองบอลไว้กับตัวและมองหาช่องทางส่งต่อให้เพื่อน นอกจากนี้ แม็กไกวร์ ยังฝึกการสปรินท์หรือสปีดระยะสั้นอยู่เป็นประจำ ตามที่พ่อเคยสอนเอาไว้ว่า ความเร็วกับความแข็งแกร่งของร่างกาย จะช่วยสร้างความได้เปรียบมากๆ ไม่ว่าจะเล่นตำแหน่งไหน เราจึงได้เห็นเขาวิ่งทันพวกกองหน้าฝีเท้าจัดจ้านหรือตัดบอลได้ก่อนเป็นภาพอันคุ้นชิน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประทับใจ แม็กไกวร์ ตั้งแต่เห็นเล่นในศึกเอฟเอยูธ คัพกับทีมเด็กของ แมนฯยูไนเต็ด แล้ว เขาต้องเผชิญหน้ากับ เจสซี่ ลินการ์ด , ราเวล มอร์ริสัน หรือ ปอล ป็อกบา ซึ่งล้วนแต่เป็นเด็กพรสวรรค์ทั้งสิ้น แต่ก็สามารถรับมือได้อย่างดี แม้ดาบคู่จะปราชัยตกรอบก็ตาม เกมนั้น แม็กไกวร์ ถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนด้วย เพราะจังหวะขึ้นโหม่งแย่งบอลแล้วศีรษะเกิดกระแทก ได้รับการกระทบกระเทือน จนต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่นานนัก เฟอร์กี้ ก็ส่งเสื้อ แมนฯยูไนเต็ด มามอบให้ เป็นการปลอบขวัญและให้กำลังใจ ในไสตล์ "เร้ด คาร์เพ็ต" หรือแผนพรมแดง นับจากวันนั้น แม็กไกวร์ เกิดความประทับใจ แมนฯยูไนเต็ด มากๆ อยากย้ายไปร่วมงานกับ เฟอร์กี้ ด้วย แม้จะรู้ดีว่าประตูสู่ความฝันนี้ จะลงกลอนแน่นหนายากต่อการเปิดผ่านเข้าไปก็ตาม หลังจากรีไทร์ตัวเอง เฟอร์กี้ เคยแนะนำให้ เดวิด มอยส์ ซึ่งถูกเลือกมาสานงานต่อ ส่งแมวมองไปดูฟอร์มของ แม็กไกวร์ แล้วถ้าพอใจให้รีบยื่นข้อเสนอ แต่ตอนนั้น แมนฯยูไนเต็ด กำลังโกลาหลวุ่นวาย เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในมากมาย ดีลจึงไม่เกิดขึ้นและเป็น ฮัลล์ ซิตี้ เบียดขึ้นมาคว้าไปครองด้วยค่าตัว 2.5 ล้านปอนด์เท่านั้น เขาสมหวังในขั้นแรกคือได้เล่นในพรีเมียร์ลีก แต่ตอนนั้นเดอะ ไทเกอร์ส อัดแน่นไปด้วยกองหลังรุ่นเดอะมากเหลือเกิน จึงได้เล่นเพียงแค่ยูโรปา ลีก ก่อนจะถูกส่งให้ วีแกน ยืมตัว ซีซั่นนั้น ฮัลล์ ต้านไม่ไหวตกชั้นลงไปเดอะ แชมเปี้ยนชิพ โดยที่ แม็กไกวร์ กลับมาจากการยืมตัวเรียบร้อย ต้องไปนับหนึ่งในลีกรองกันใหม่ แต่ที่น่าสนใจคือ สโมสรแต่งตั้ง ไมค์ ฟีแลน มาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมและน่าจะเป็นหนึ่งในจุดหักเหสำคัญ -------------------------- ความมุ่งมั่นทุ่มเททั้งในสนามและตอนฝึกซ้อม ไม่นานนักเขาจึงก้าวเป็นตัวหลักของ ฮัลล์ มาพีกสุดขีดในฤดูกาล 2016/17 ซึ่ง ฟีแลน ขยับจากผู้ช่วยมาเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัว พร้อมทั้งแต่งตั้งให้ แม็กไกวร์ เป็นกัปตันทีมหลังชนะเพลย์ออฟขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง จบซีซั่นนั้น ฮัลล์ ช้ำหนักเมื่อต้องหล่นไปเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เหมือนอย่างเคย แต่สถานะ แม็กไกวร์ เปลี่ยนไป จากรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรและที่แฟนบอลโหวต ส่งผลให้ เลสเตอร์ ยอมควักเงินก้อน 12 ล้านปอนด์ ได้ตัวไปครอบครองสมใจในซัมเมอร์ปี 2017 แม็กไกวร์ รักษามาตรฐานผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพียงแค่ฤดูกาลแรกก็สถาปนาตัวเองเป็นคีย์แมนในแนวรับจิ้งจอกสยาม จนถูกเพื่อนร่วมทีมโหวตคว้ายอดแข้งประจำซีซั่น พร้อมกับแฟนเทคะแนน สอยรวดเดียว 2 รางวัลใหญ่ เห็นได้ชัดว่า แม็กไกวร์ อยู่ทีมไหนก็เป็นนักเตะยอดเยี่ยมเสมอมา ซึ่งเชื่อเถอะว่า ไม่ใช่ผลงานในสนามอย่างเดียว บุคลิกส่วนตัวก็มีส่วน นอกจากนี้เขายังติดทีมชาติอังกฤษมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ประเดิมสนามในเกมคัดบอลโลกเข่น ลิทัวเนีย 1-0 เมื่อปลายปี 2017 จนกระทั่งเป็นหัวใจสำคัญ ผลักดันสิงโตคำรามทะลุถึงรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 2018 ก่อนจะบันทึกสถิติใหม่ กลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงสุดในโลก 80 ล้านปอนด์ ซึ่งจะว่าไปไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์อะไรเลย ----------------------- แม็กไกวร์ จะสวมเสื้อเบอร์ 5 ของ แมนฯยูไนเต็ด ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง แน่นอนว่าเขาต้องเจอกับพลังความคาดหวังที่สูงลิบ ทั้งจากกองเชียร์และค่าตัวมหาศาล ที่เหมือนชนักติดอยู่ แต่จากที่ผ่านๆมา เห็นได้ชัดว่า แม็กไกวร์ แทบไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับต้นสังกัดใหม่ นอกเหนือจากเป็นคนที่เรียบง่าย มุ่งมั่นทำงานหนักยังมีเป้าหมายที่ชัดเจน ฟีแลน ซึ่งปัจจุบันคือผู้ช่วยของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา น่าจะรู้ถึงศักยภาพและมีคู่มือใช้งานอยู่แล้ว ว่ากันว่าหลังปิดดีล แม็กไกวร์ สำเร็จ โซลชา เป่าปากโล่งใจไปมาก นี่คือนักเตะที่ต้องการมานาน โดยเชื่อว่าจะเข้ามาขันนอตให้แน่นยิ่งขึ้น ได้คนนี้มาแล้ว คนอื่นอาจจะไม่จำเป็นแล้ว ไม่ซื้อก็ได้ไม่มีปัญหา ส่วน แม็กไกวร์ นี่คือความท้าทายครั้งสำคัญสุดในชีวิตแล้ว สำหรับการพิสูจน์ว่าเป็นกองหลังระดับโลกอย่างแท้จริง และใครกำลังมองหาเว็บไซด์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจัดจริง เน้นจริง ไวจริง ต้องนี่เลย MYSBOBET ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@MYSB-99 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-117 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #ศรัทธากำลังกลับมา ? ]

"มันยากมากที่เราจะกลับมาได้เหมือน 16-17 ปีที่แล้ว เพราะพรีเมียร์ลีกไม่เหมือนเดิม" อูไน เอเมรี่ กล่าวเอาไว้แบบนี้ ประโยค "พรีเมียร์ลีกไม่เหมือนเดิม" น่าจะสะท้อนให้เห็นความจริงบางอย่าง ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เป็นยุคทองของ อาร์เซน่อล ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน พวกเขาห้ำหั่นฟาดฟันกับ แมนฯยูไนเต็ด อย่างดุเดือด ผลัดกันขึ้นมาครองอำนาจ เรียกว่าแทบจะผูกขาดกันแค่ 2 สโมสร ตอนนั้นลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ยังไม่ค่อยมีนายทุนใหญ่ข้ามชาติวุ่นวาย กระทั่งในปี 2003 โรมัน อบราโมวิช เข้ามาฮุบกิจการของ เชลซี หน้าประวัติศาสตร์เลยค่อยๆเปลี่ยนแปลง อบราโมวิช เปรียบเสมือนหัวหมู่ทะลวงฟัน บุกเบิกหักร้างถางพง ให้เศรษฐีคนอื่นหลั่งไหลตามกันมา จนทุกวันนี้หลายทีมล้วนมีนายทุนจากต่างชาติมากุมอำนาจเด็ดขาด ไม่เว้นแม้กระทั่ง อาร์เซน่อล แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ ภาพลักษณ์เจ้าของปืนโตไม่ได้มือเติบจ่ายเงินอย่างบ้าเลือด เพื่อเป้าหมายยึดบัลลังก์คืน กลับหมายมั่นปั้นมือเข้ามาเพื่อผลประโยชน์มากกว่า หาได้มีความจริงใจอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2007 เมื่อ สแตน โครเอนเก้ เสี่ยใหญ่ชาวสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจกีฬามาก่อน มองเห็นช่องทางเพิ่มความรวย เลยขอมีเอี่ยวหุ้น จาก 10 เปอร์เซนต์ในครั้งแรก ค่อยๆตีวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ มาแบบเงียบเชียบไม่หวือหวาอะไร กระทั่งปี 2011 กวาดหุ้นมาจาก นีน่า เบรซเวล-สมิธ และ แดนนี่ ฟิสซ์แมน ทำให้จำนวนหุ้นในมือมากกว่าใครทั้งหมด เขาพยายามที่จะเขี่ย อลิเชอร์ อุสมานอฟ เศรษฐีชาวรัสเซีย ซึ่งถือหุ้นรองลงมาออกจากสโมสรไปซะ แต่ไม่ง่ายเลย เพราะดูเหมือนว่าสาวกกันเนอร์สชื่นชอบ อุสมานอฟ มากกว่า ด้วยความจริงใจที่แสดงออกอย่างชัดเจนในฐานะกองเชียร์คนหนึ่ง แฟนบอลจำนวนมากพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อหวังคานอำนาจขวางไม่ให้ โครเอนเก้ ขึ้นมาผงาดเพียงลำพัง ไม่อย่างนั้นหายนะอาจมาเยือนได้ ทว่าหมากนี้เขาเสียเปรียบตั้งแต่ถือหุ้นน้อยกว่าแล้ว จนต้านทานไม่ไหวต้องยอมคายหุ้น 30 เปอร์เซนต์ เพราะไม่อยากปวดหัวกับปัญหาที่ตามมา อุสมานอฟ โกยแน่บหนีไป พร้อมเงินก้อนใหญ่ ปล่อยให้กูนเนอร์สทั้งหลายเผชิญชะตากรรมกันเอง ---------------------- เมื่อมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว โครเอนเก้ ก็ค่อยๆผ่าตัดบอร์ดบริหารใหม่ รวมถึงปรับนโยบายหลายอย่าง นอกจากนี้ยังดึง จอช ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน มานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ ร่วมด้วยช่วยกันทำงานอีกแรง แต่สายตาแฟนบอลอาร์เซน่อล กลับมองมาด้วยความไม่ไว้ใจ อีกทั้งไม่เห็นหนทางเลยว่าจะทวงความยิ่งใหญ่คืนมาได้อย่างไรกัน มันน่าเศร้ายิ่งกว่า เมื่อนักเตะแกนหลักหลายคน ค่อยๆทยอยย้ายออก เพราะไม่เชื่อมั่นในสโมสรแห่งนี้ ยิ่งรู้ว่า โครเอนเก้ กู้เงินมาจากธนาคารในสหรัฐฯ เพื่อมาซื้อหุ้นใหญ่ด้วยแล้ว เชื่อได้เลยว่าค่าตัวนักเตะบางส่วนที่ขายไปจะต้องนำไปถมดอกเบี้ยแน่ จากผลงานที่ไม่เป็นใจ ส่งแรงกระแทกเข้ากลางลำ อาร์แซน เวนเกอร์ เต็มๆ จนโยกคลอนไปหมด เมื่อก่อนยังการันตีไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทุกฤดูกาลเป็นอย่างน้อย นับตั้งแต่ฤดูกาล 2000/2001 อาร์เซน่อล ไม่เคยหลุดจากสารบบยูซีแอลมายาวนานถึง 17 ปีติดต่อกัน กระทั่งซีซั่น 2017/18 ก็ถึงคราวอวสาน ปืนโตลดระดับเหลือแค่โม่แข้งในยูโรปา ลีกถ้วยเล็ก ก่อนจะต่อเนื่องมาเป็น 3 ปีรวดอย่างที่เห็น นั่นคือสาเหตุอย่างหนึ่งบีบให้ เวนเกอร์ ต้องลุกจากเก้าอี้ผู้จัดการทีม ผลงานอันยอดเยี่ยมในอดีตไม่อาจเซฟได้อีกแล้ว เอเมรี่ เข้ามาสานงานต่อ ด้วยแรงคาดหวังจากความเป็นคนรุ่นใหม่ จะเข้ามาผ่าตัดใหญ่ปฎิรูปให้เข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น แต่ก็อย่างที่เห็นกัน ทะลุเข้าชิงยูโรปาลีกเมื่อเดือนพฤษภาคมก็พ่ายยับเยินให้กับ เชลซี ฉุดให้สถานการณ์แย่ลงอีก ปัญหาที่เป็นปมใหญ่ของปืนโตคือ ไม่อาจรักษามาตรฐานต่อเนื่องได้ สามวันดีสี่วันป่วย ช่วงต้นฤดูกาลยังร้อนแรงเรียกเสียงเกรียวกราวอยู่ดีๆ พอมาสักพักกลับเหี่ยวเฉาแผ่วเอง กระแสโจมตีบอร์ดบริหารจึงย้อนมาอีก ค่าตั๋วก็แสนแพง แต่ผลงานในสนามตรงกันข้ามสิ้นเชิง หลังจบฤดูกาลไม่นานนัก มีข่าวลือว่าบอร์ดปืนโต เคาะงบให้ซื้อผู้เล่นแค่ 40 ล้านปอนด์เท่านั้น หากอยากจะได้เพิ่มต้องขายที่มีมาระดมทุนเอา จนสโมสรเริ่มอดรนทนไม่ไหว ต้องออกมาแถลงว่าไม่เป็นความจริง เงินในกองคลังมีมากพอที่จะให้ เอเมรี่ ใช้จ่ายตามความเหมาะสม พร้อมทั้งยืนยันเอาแบบให้เห็นภาพกันว่า ช่วงหลังก็ทุ่มทุนไม่ใช่น้อยๆ ซื้อผู้เล่นมาในแต่ละซีซั่น ในทางกลับกันแทบไม่ได้ขายเลย นอกจาก อเล็กซิส ซานเชซ กับ อารอน แรมซี่ย์ ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องสัญญา ทั้งที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้ขายแล้ว ลองทบทวนตามความจริงแล้ว มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ซัมเมอร์ปี 2013 คว้า เมซุต โอซิล ทุบสถิติใหม่การซื้อด้วยค่าตัว 42.5 ล้านปอนด์ จากนั้นปี 2017 ใช้ไป 45 ล้านปอนด์แลก อเล็กซ็องด์ ลากาแซ็ตต์ มาจาก ลียง ตามด้วยตลาดหน้าหนาวหรืออีกครึ่งปีถัดมา ยอมจ่ายถึง 55 ล้านปอนด์กระชาก ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง ก่อนดาวยิงทีมชาติกาบองจะตอบแทนความไว้ใจด้วย 22 ประตูในพรีเมียร์ในซีซั่นที่เพิ่งจบไป ครองดาวซัลโวสูงสุดสำเร็จ ส่วนขายแพงสุดคือ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ปล่อยไปให้ ลิเวอร์พูล 40 ล้านปอนด์เมื่อปี 2017 คงพูดไม่ได้เต็มปากนักว่า อาร์เซน่อล ขายผู้เล่นกินหรือบอร์ดมีเจตนาจะเข้ามาโกยอย่างเดียว อาจจะเป็นไปได้ว่า นักเตะไม่อยากอยู่เอง เพราะโอกาสประสบความสำเร็จมันริบหรี่มากกว่า เมื่อไม่ต้องการฝากอนาคตไว้ แล้วจะอยู่ไปทำไมกัน --------------------- มาฤดูร้อนนี้ อาร์เซน่อล ทุบสถิติซื้อนักเตะอีกครั้ง นิโกลัส เปเป้ เพิ่งย้ายมาในวันที่ 1 สิงหาคมด้วยราคา 72 ล้านปอนด์ เพื่อเพิ่มความดุดันเด็ดขาดในเกมรุกเข้าไปอีก ฤดูกาลก่อนเขาระเบิดตาข่าย 22 ตุงในลีกเอิงให้กับ ลีลล์ เป็นรองเพียงแค่ คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอีก 11 แอสซิสต์ พ่วงมาด้วยต่างหาก ไม่ธรรมดาเลยจริงๆสำหรับนักเตะที่เล่นหน้าเป้าหรือริมเส้นได้หมด เมื่อเรานึกภาพ เปเป้ , ลากาแซตต์ , โอบา และ โอซิล ผนึกกำลังกัน มันช่างน่าตื่นตาสำหรับสาวกปืนโตเหลือเกิน นี่ยังมี อเล็กซ์ อิโวบี้ ซึ่งประกาศกร้าวไว้แล้วว่าจะรีดฟอร์มเต็มพลังเพื่อแย่งตัวจริง รวมถึงสายเลือดใหม่อย่าง รีส เนลสัน กับ เอ็ดดี้ เอ็นเคติอาห์ ผู้มีดีกรีทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 ด้วย แนวรุกขนาดนี้จึงย่อมเป็นที่ครั่นคร้ามของกองหลังทั้งหลายอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วหากจัดการยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จาก บาร์เซโลน่า มาได้สำเร็จจริง บอกได้เลยว่า ดีกรีความโหดไม่เป็นรองใครในลีกเลย อย่างไรก็ตาม เอเมรี่ จะชะล่าใจเพราะพลังรุกชุดนี้ไม่ได้ จำต้องเหลียวมองมาดูหลังบ้านบ้าง การเสีย โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ ซึ่งคือหัวใจสำคัญที่สุด รวมทั้งเป็นกัปตันทีมจะต้องได้หาใครสักคนมาทดแทน แล้วจากเดิมที่แนวรับหละหลวมมากๆอยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรต้องรีบหาทางปะผุขันให้แน่นกว่าเดิม ในช่วงอีกไม่กี่ชั่วโมงที่เหลืออยู่ หาก อาร์เซน่อล ปิดดีล คูตี้ และปราการหลังตัวกลางระดับคุณภาพสักคนได้จริง สายตาที่แฟนบอลมอง โครเอนเก้ อาจเปลี่ยนไป ประเด็นหลักคือปืนโตต้องแสดงความจริงใจ สร้างความเชื่อมั่นให้แฟนๆ เพื่อนำทีมกลับมาสู่จุดเดิม ไม่ใช่เหมือนฉาบฉวยเอาตัวรอดไปแต่ละซีซั่น นอกจากซื้อผู้เล่นเลเวลสูงๆมาแล้ว ในทางกลับกันต้องพยายามเก็บตัวสำคัญให้ได้ด้วย ฤดูกาลนี้จึงมีความหมายอย่างมาก อาร์เซน่อล ต้องดิ้นรนเต็มที่เพื่อจบท็อปโฟร์ให้ได้ เรียกศรัทธาจากสาวกคืนมา แล้วค่อยวางเป้าหมายทีละขั้นไป จากที่สถานการณ์มาคุตึงเครียด ตอนนี้หลายอย่างผ่อนคลายขึ้น อย่างน้อยที่สุด อาร์เซน่อล ต้องอย่าทำให้คนอื่นมองข้ามเด็ดขาด ต้องรีบสร้างคุณค่าตัวเองคืนมา อาร์เซน่อล ต้องรีบสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมาเพื่อกู้ศรัทธา แต่หากใครที่อยากจะสร้างเนื้อสร้างตัวแนะนำให้เลือก Sbobet777 รับรองเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล อยากบวกติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #คนไม่ใช่ก็ไม่ควรมา ]

สาวก แมนฯยูไนเต็ด ไม่น้อยน่าจะโอดครวญเสียดายที่ดีล เปาโล ดีบาล่า พังครืนลงมา จากที่เคยมีความหวัง ถึงขั้นจินตนาการถึง 11 ผู้เล่นในฤดูกาลใหม่ แล้วมาโดนดับฝันกันดื้อๆ ย่อมเสียอารมณ์เป็นธรรมดา มีบางคนพุ่งไปที่สโมสร เพราะข้อมูลจากสื่อระบุว่า นักเตะเรียกค่าจ้างสูงเกินความเป็นจริง ตกเกือบ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทำให้ต้องยอมถอนสมอ ทั้งที่มีเงินมากมาย ทำไมต้องมาเขียมขนาดนี้ ไม่ลงทุนบ้างจะได้ของดีมีคุณภาพหรือ ขณะเดียวกันเมื่อคิดว่า โรเมลู ลูกากู ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมแล้ว เก็บไว้ก็ไม่น่ามีประโยชน์นัก น่าจะเข้าข่ายวินวินกันหมด ดีลจึงควรราบรื่น ไม่ต้องเกิดอาการสะดุด แต่เอาเข้าจริงๆ เราไม่อาจล่วงรู้ถึงรายละเอียดต่างๆได้เลย เข้าใจเพียงแค่ แมนฯยูไนเต็ด และ ยูเวนตุส โอเคกับการยื่นหมูยื่นแมวในครั้งนี้ เหลือเพียงแค่นักเตะเซย์เยสออกมาเท่านั้น ลูกากู ไม่น่าจะมีปัญหา อยากจะย้ายไปแสวงหาความท้าทายและพิสูจน์ตัวเองในเซเรีย อา ผิดไปกับ ดีบาล่า ซึ่งจำต้องคิดหนัก เพราะการตัดสินใจ ไม่ได้มีปัจจัยแค่เรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องเท่านั้น ยังมีประเด็นตรงที่ เขาไม่อยากย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก โดยมองว่าสไตล์ฟุตบอลไม่น่าสนับสนุนให้รีดศักยภาพออกมาได้เต็มที่ นอกจากนี้ยังต้องเจอกับความแตกต่างอีกหลายอย่างในการใช้ชีวิตที่แมนเชสเตอร์ บอลหนัก เตะถี่คิวแน่น อากาศน่าเบื่อ อาหารไม่ถูกปาก พูดจาสื่อสารยาก ไม่นับว่าต้องลดระดับตัวเองจากที่ได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกต่อเนื่องมาหลายปี แล้วเหลือเพียงยูโรปา ลีกอีกละ ไม่ใช่เท่านั้น ดีบาล่า ยังได้คุยกับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ เจ้านายคนใหม่ไอ้ม้าลายบ้างแล้ว ซึ่งเกิดความหวังและกำลังใจไม่น้อย หลากหลายตัวแปรนี่เอง ทำให้เขาชั่งใจหนัก จนเหมือนอิดออดเล่นตัว ไม่อยากย้ายมา แต่สาเหตุที่ดีลเหลวไม่เป็นท่า ไม่ได้มาจากเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ------------------------ เดิมทีเรื่องราวระหว่าง ดีบาล่า กับ แมนฯยูไนเต็ด แทบไม่เคยขยับมาเข้าใกล้หรือมีความเป็นไปได้เลย กระทั่งกระแสมาแรงแซงทุกข่าว ในช่วงเวลาไม่กี่วัน นั่นพอจะบอกอะไรเราได้บ้าง ความจริงอีกด้านคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ไม่เคยแสดงออกว่าอยากได้ดาวเตะอาร์เจนไตน์รายนี้เช่นกัน ไม่ใช่ว่าฝีเท้าไม่ถึงหรือไร้ความสามารถ แต่ความเหมาะสมต่างหากที่เป็นตัวชี้วัด หากเรายังจำกันได้ โซลชา เคยเปิดใจไว้คร่าวๆบ้างแล้ว เกี่ยวกับแนวทางการทำทีมของตัวเอง หลังเซ็นสัญญาถาวร เขาเน้นย้ำกับเรื่องการใช้ผู้เล่นที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่ รวมถึงเชื่อมั่นในพลังหนุ่มไม่น้อยไปกว่าเรื่องประสบการณ์ ส่วนการซื้อตัวผู้เล่นจะไม่ไปตามล่าไล่จีบพวกระดับซูเปอร์สตาร์ แต่จะเฟ้นหานักเตะที่คิดว่ามีคุณสมบัติตรงตามต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในโหมดดาวดัง อาจเพราะว่ามีกรณีของ อเล็กซิส ซานเชซ เป็นตัวอย่างแล้ว นักเตะเพียงคนเดียวสามารถส่งแรงกระเพื่อม สร้างปัญหาได้มากกว่าคิดไว้ ค่าเหนื่อยที่ตกเกือบ 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวดูตึงเครียด ช่วงเวลาซ้อมไม่คึกคัก เพราะเกิดความเหลื่อมล้ำมากเกินในความรู้สึกของแข้งอื่น นอกจากนี้ในความเป็นซูเปอร์สตาร์ อเล็กซิส ยังชอบทำตัวแปลกแยก อยู่แบบโดดเดี่ยว ไม่ค่อยคบค้าสมาคมใครอีก หนักกว่าเรื่องอื่นเห็นจะเป็นผลงานในสนาม ที่ไม่ได้สะท้อนสอดคล้องกับค่าจ้างเลย แม้จะยังไม่อาจสรุปได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ไม่เกินไปนัก หากเราจะบอกว่าดาวเตะชิลีคือดีลที่ล้มเหลวครั้งใหญ่ของสโมสร ไม่ใช่แค่เสียเงินมหาศาลเท่านั้น แต่ยังกระทบเป็นโดมิโนไปหมด โซลชา จึงมองว่า ไม่จำเป็นต้องดึงนักเตะแนวนี้มาอีก ซึ่งมันไม่ใช่นโยบายตั้งแต่แรกแล้วด้วย อเล็กซิส จึงกลายเป็นนักเตะค่าจ้างแพงสุด ที่เงียบเชียบที่สุด เพราะแฟนบอลไม่ได้คาดหวังอะไรอีกต่อไป บางคนอาจลืมไปแล้วด้วยว่ายังมีอยู่ในทีม -------------------- ด้วยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของ ดีบาล่า ย่อมเป็นที่เย้ายวนของหลายสโมสร นี่ยังไม่นับลีลาอันน่าตื่นตายามอยู่ในสนามอีก สัมผัสบอลของเขา ไม่ว่าจะจ่ายให้เพื่อนหรือจบสกอร์เอง ดึงดูดสายตาทุกคู่ได้ไม่ยาก แต่เขายังไม่อาจเบียดแทรกขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อย่างเต็มตัว เอาแค่ตำแหน่งในทีมตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมั่นคง ดีบาล่า ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ต้องเป็นตัวเลือกแรกในแนวรุกยูเวนตุส เป็นคนสำคัญที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด เช่นเดียวกับบทบาทในทีมชาติอาร์เจนตินา ศึกโกปา อเมริกาล่าสุด ยังมักมีสถานะแค่ตัวสำรองไม่ได้ใช้งานซะส่วนใหญ่ ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ยังเกิดคำถามตามมาอยู่ เพราะไปได้ไม่สุดอย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ มักซ์ อัลเลกรี เจ้านายคนก่อน เคยพูดถึง ดีบาล่า ในทำนองว่ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่บางเกมเขากลับรู้สึกว่า ถ้าใช้นักเตะบางคนลงแทนอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า เป็นไปได้ว่าเราติดภาพลีลาหวือหวาอันน่าตื่นตาของ ดีบาล่า เท่านั้น มีหลายเกมเลยทีเดียวที่เขาเล่นต่ำกว่ามาตรฐานและเรามักจะมองข้ามไป แต่คนเป็นกุนซือจะมองกว้างมาก รวมทั้งให้ความสำคัญจุดอ่อนพอๆกับจุดแข็งนั่นแหล่ะ --------------------- ดีบาล่า เพิ่งกลับมารายงานตัวกับ ยูเวนตุส เมื่อวีกเอนด์ที่ผ่านมาและจะขอเคลียร์กับ ซาร์รี่ ให้ชัดถึงอนาคต จากนั้นในวันจันทร์หรืออังคาร ค่อยให้คำตอบว่าจะยอมเซ็นกับ แมนฯยูไนเต็ด หรือไม่ แต่ยังไม่ทันถึงวันจันทร์ดี ช่วงเย็นวันอาทิตย์ข่าวก็แพร่สะพัดว่าดีลนี้ล่มเรียบร้อย วงในจากแมนเชสเตอร์ยืนยันว่า โซลชา ต่างหากเป็นฝ่ายไม่ต้องการ ดีบาล่า เลยแจ้งกับบอร์ดบริหาร เพื่อไม่ต้องเสียเวลามาคุยอีก อาจเพราะเชื่อว่าตัวรุกเท่าที่มีอยู่เพียงพอแล้ว ไม่ใช่แค่ได้ ดาเนี่ยล เจมส์ มาเสริมเท่านั้น แต่ดาวรุ่งหลายคนก็ฉายแววให้เห็นในช่วงซัมเมอร์ ควรดึงมาใช้และให้โอกาสบ้าง ส่วนตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า แม้ ลูกากู จะไม่อยู่ในแผน แต่ทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ล้วนถนัดในพื้นที่กรอบเขตโทษทั้งสิ้น เพราะโตมาจากตำแหน่งนี้ เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องดึง ดีบาล่า ซึ่งจะมาพร้อมกับอัตราเสี่ยงสูงลิบ ค่าจ้างแพง เกิดความเหลื่อมล้ำ ซ้ำรอย อเล็กซิส ไหนจะต้องมาเสียเวลาปรับตัวอีก แล้วนักเตะเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีอยากจะมานัก ถ้ามองแค่ว่าเอามาขายเสื้อ บอกเลยว่าไม่คุ้มอย่างเด็ดขาด โซลชา ก็ชัดเจนในหลักการของตัวเองมาตลอดเช่นกัน พร้อมทั้งยืนยันเสมอว่าต้องใช้เวลาบ้าง ไม่สามารถเนรมิตได้เร็ววัน ผู้จัดการทีมทุกคนล้วนอยากได้นักเตะที่เก่งกาจสามารถมาร่วมทีมทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องนำตัวแปรอื่นมาชี้วัดตัดสินด้วย บุ่มบ่ามรีบร้อนไปซื้อมาไม่ได้แล้วในยุคนี้ แฟนบอลอาจจะผิดหวัง ไม่ได้เห็นดาวดังอีกคนย้ายเข้ามา ย่อมเกิดอาการฟูมฟายเป็นเรื่องปกติ แต่จะฟูมฟายหนักกว่านี้อีก หากว่า ดีบาล่า มาแล้วไม่สามารถทำได้อย่างที่คาดหวัง เพราะนักเตะระดับนี้ เราจะรู้สึกว่าต้องโชว์ฟอร์มชั้นเซียนทุกนัด เล่นดีบางทียังเสมอตัวด้วยซ้ำ แต่ถ้าแย่เมื่อไรเจอเสียงวิจารณ์ถล่มหนักทันที ปอล ป็อกบา เองเคยเผชิญมาแล้วและมันทำให้เขาอยากจะย้ายหนีให้ได้ ดังนั้น แมนฯยูไนเต็ด ก็ไม่ควรมาเจอกับปัญหาแบบนี้อีก ดีบาล่า จึงแค่สายลมที่ผ่านมาให้หัวใจกองเชียร์วูบวาบหน่อย แล้วก็พัดผ่านไปเท่านั้นเอง เพราะเหตุผลหลายอย่างไม่ได้เกิดแรงกระตุ้นให้ย้ายมาอยู่แล้ว และดีล อเล็กซิส ก็น่าจะตามหลอกหลอนมามากพอแล้วเหมือนกัน ข่าวการย้ายมาของ ดีบาล่า อาจผ่านมาให้แฟนบอลหัวใจพองโตแค่ชั่วคราว ส่วนใครที่มองหาความตื่นเต้นตลอดเวลา เลือกใช้บริการ Sbobet777 กันเถอะครับ รับรองว่าติดใจแน่นอน ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #เป็นได้แค่เพียงส่วนเกิน ]

มิโน ไรโอล่า เอเยนต์มือทองไม่ค่อยชอบขี้หน้า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานของ เรอัล มาดริด เท่าไรนัก เคยให้เหตุผลว่าท่านประธานราชันชุดขาว มีความคิดแบบฉาบฉวย สร้างทีมตามความเพ้อฝัน ไม่ได้มองความจริงเลยสักนิด เรื่องของเรื่องน่าจะมาจาก ไรโอล่า ไม่เคยประสบความสำเร็จ ในการนำนักเตะตัวเองมาเล่นให้กับ เรอัล มาดริด เลยสักครั้ง หลังฟุตบอลโลก 2014 ปิดฉาก ฮาเมส โรดรีเกซ เนื้อหอมอย่างมาก ในฐานะดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ที่ 6 ประตู แล้วเป็น มาดริด นี่แหล่ะที่รีบมาฉุดไปร่วมทีม "เปเรซ เป็นคนที่น่าเบื่อมาก เขาไม่เคยเข้าใจเรื่องฟุตบอลหรอก มีอย่างที่ไหนซื้อนักเตะราคาแพงๆ โดยที่เห็นฟอร์มแค่ 5-6 นัด" ฟังคำพูดของ ไรโอล่า แล้ว น่าจะพอเห็นภาพความจริงบ้าง เหตุที่ มาดริด ปิดดีล ฮาเมส อย่างเร่งด่วน เพราะฟอร์มอันร้อนแรงในเวิล์ด คัพที่รับใช้ โคลอมเบีย พอชื่อเสียงเริ่มกระฉ่อนมากขึ้น เปเรซ ก็หวังจะนำไปต่อยอดเพิ่มอีก ภายใต้โปรเจคต์กาลาคติกอส ประเด็นที่น่าสนใจคือ ฮาเมส อยู่ภายใต้ความดูแลของ จอร์จ เมนเดส อีกหนึ่งซูเปอร์เอเยนต์ของโลกฟุตบอล ซึ่งว่าไปแล้วคือคู่แข่งของ ไรโอล่า นี่เอง แล้วเท่าที่ผ่านมา มันชัดเจนแล้วว่า เมนเดส มีความแนบแน่นกับ เรอัล มาดริด อย่างมาก นักเตะของเขาหลายต่อหลายคน เคยมาค้าแข้งที่นี่ เริ่มจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งสร้างชื่อภายใต้ยูนิฟอร์มของราชันชุดขาว จนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังมีที่น่าสนใจอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ เปเป้ อีกด้วย โชเซ่ มูรินโญ่ เองก็มี เมนเดส คอยดูแลอย่างใกล้ชิดในฐานะลูกค้าคนสำคัญ แล้ว เมนเดส นี่เองมีส่วนอย่างมาก ดึงมากุมบังเหียนมาดริด แน่นอนว่าแบรนด์ของ เรอัล มาดริด ย่อมเย้ายวนดึงดูดให้เอเยนต์ทั้งหลาย อยากจะจูงนักเตะตัวเองมาเซ็นสัญญาทั้งนั้น แต่ ไรโอล่า กลับไม่เคยเข้าถึงที่นี่เลยสักครั้ง เหมือนไม่สามารถฝ่ากำแพงที่ เมนเดส ก่อขวางเอาไว้ได้เลย อย่างไรก็ตามเคสของ ฮาเมส ต้องยอมรับว่าเขาพูดถูก ---------------------- ฮาเมส แจ้งเกิดในวงการลูกหนังอเมริกาใต้ เมื่อครั้งย้ายไปเล่นกับ แบนฟิลด์ สโมสรในลีกสูงสุดอาร์เจนตินา จากนั้นเป็นไปตามสเต็ป เมื่อ ปอร์โต้ ซึ่งนิยมแข้งบราซิลกับโคลอมเบียเป็นทุนอยู่แล้ว มาคว้าตัวไป เขาใช้เวลาปรับตัวไม่นานนัก ก็ก้าวมาเป็นเสาหลักของทีม มีส่วนร่วมกับการได้ประตูอยู่เสมอ ไม่ว่าจะยิงหรือแอสซิสต์ กระทั่งในซีซั่น 2012/13 จึงกลายเป็นดาวเด่นเบอร์หนึ่ง ที่เหมือนแบกทีมเอาไว้ เพราะผู้เล่นคนสำคัญทั้ง ราดาเมล ฟัลเกา , เฟร็ดดี้ กวาริน และ ฮัล์ค ย้ายออกไปหมด ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก ที่รับบทเพลย์เมคเกอร์ การจบฤดูกาลด้วยผลงาน 13 ประตูกับอีก 15 แอสซิสต์ จาก 32 นัดในทุกรายการ ย่อมรับประกันความยอดเยี่ยมได้ เมื่อเห็นว่าสุกงอมขายได้ราคางามแล้ว ปอร์โต้ ก็ไม่รีรอที่จะปล่อยให้ โมนาโก ด้วยค่าตัว 45 ล้านยูโรในฤดูร้อนปี 2013 แม้จะไม่อาจช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์อย่างที่คาด แต่ผลงานส่วนตัวเปล่งปลั่งเหลือเกิน มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมลีกเอิงฤดูกาลนั้น กระทั่งมาพีกสุดขีดในฟุตบอลโลกนั่นเอง จึงได้ย้ายไป เรอัล มาดริด สมใจ ค่าตัวร่วมๆ 70 ล้านยูโรในปี 2014 ถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ เปเรซ เชื่อว่าต้นทุนจากการเป็นดาวซัลโว รวมทั้งบุคลิกหน้าตาที่ดูดี ย่อมปั้นให้เปรี้ยงได้ไม่ยาก ในวันเปิดตัวที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว มีสาวกมาดริดมากันต้อนรับหลายหมื่นคน มันช่างน่าปลาบปลื้มยิ่งนัก เหมือนเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งสำหรับสมาชิกใหม่ของ เรอัล มาดริด ทั้งหลาย มักจะพูดว่าฝันเป็นจริงได้ย้ายมายังที่นี่ ฮาเมส ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน ฝันนั้นเป็นจริง แต่ระยะสั้นและไปไม่สุด ------------------- ด้วยวัยเพียงแค่ 22 ปีตอนนั้น ฮาเมส เปรียบเหมือนดาวดาวใหม่ที่รอวันเปล่งแสงเจิดจ้า อย่างไรก็ตามนอกเหนือจะต้องปรับตัว เรียนรู้และต่อสู้กับความกดดัน ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักๆแล้ว เขายังเผชิญกับอาการบาดเจ็บอีกต่างหาก เขามีปัญหาที่เอ็นเท้าขวา จนฝืนไม่ไหวต้องเข้ารับการผ่าตัดในต้นปี 2015 ก่อนจะกลับมาได้อีกครั้งในเดือนเมษายน เหมือนทุกอย่างที่เข้าที่เข้าทางไปได้สวย เปิดฤดูกาล 2015/16 โชว์ลีลาหวือหวาอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือลูกจักรยานอากาศอันงามงามและฟรีคิกที่เด็ดขาด ช่วยทีมถล่ม เรอัล เบติส 5-0 แต่แล้วเมื่อไปเล่นให้ โคลอมเบีย ในเกมอุ่นเครื่องกับ เปรู เกิดปะทะกับ ฮวน วาร์กาส จนบาดเจ็บหนักพักยาวอีก กว่าจะเรียกฟิตกลับมาก็ต้องรอคอยโอกาสที่ข้างสนามเท่านั้น แม้จะดีขึ้นในซีซั่นที่ 3 ได้เล่นอย่างต่อเนื่องกว่าเดิม กระนั้นไม่อาจแทรกขึ้นมาหรือแสดงให้เห็นว่า ทีมจำเป็นต้องมีเขา ตลอด 3 ฤดูกาลกับมาดริด ฮาเมส พลาดลงเล่นถึง 38 นัดด้วยกัน ส่วนใหญ่มาจากเสียเวลารักษาอาการเจ็บ 11 ประตูกับอีก 13 แอสซิสต์ ก็ยังไม่มากพอที่จะเอาชนะใจ ซีเนดีน ซีดาน ได้ เขาไม่อยู่ในแผนการสร้างทีม จึงโดนปล่อยให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมตัวยาวถึง 2 ปีด้วยกัน จริงๆ ฮาเมส ไม่อยากจากมาดริดเลย ความตั้งใจเดิมคือพร้อมจะต่อสู้ เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้ แล้วพอรู้ว่าจะต้องย้ายไปเข้าถ้ำเสือ ก็ยังไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นระยะยาว แถมมีอ็อปชั่นซื้อขาดพ่วงด้วยอีกต่างหาก ต่อให้ไม่อยากเชื่อ แต่ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า เขาคือส่วนเกินของมาดริดไปแล้ว จึงได้แต่แบกความเจ็บช้ำไปยังมิวนิค พร้อมกับความฝันเหี่ยวๆ ไม่เบ่งบานเหมือนอย่างเคย ------------------------ ซีดาน อาจจะมองข้าม ฮาเมส แต่ คาร์โล อันเชล็อตติ เจ้านายเก่าที่เคยร่วมงานกันมา ไม่คิดอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม อันเช่ ยังไม่ทันได้รำลึกอดีตกับลูกน้องคนนี้เป็นเรื่องราว ก็ต้องโดนปลดออก สังเวยผลงานไม่น่าประทับใจ แล้ว บาเยิร์น ไปดึง จุ๊ปป์ ไฮย์เกส มาคุมแทนอีกระลอก ประเมินจากสถานการณ์แล้ว ฮาเมส จะต้องเจอปัญหาแน่ เมื่อเปลี่ยนนายกลางคันอย่างนี้ ตรงกันข้ามเขากลับโชว์ผลงานร้อนแรงมากๆ โดยเฉพาะบทบาทในเกมรุก ยกระดับขึ้นมาเป็นเหมือนศูนย์กลาง ถึงขนาดที่ว่า คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ผู้บริหารคนสำคัญ ยังต้องออกมายกนิ้วให้ พูดตรงๆเลยว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมมาก 7 ประตูกับอีก 11 แอสซิสต์จาก 23 ในบุนเดสลีกา ช่วยให้ดาวเตะโคลอมเบียนรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น ทว่าอาจเพราะอาการบาดเจ็บที่คุกคามตลอด น่าจะทำให้เขาไม่อาจรักษามาตรฐานผลงานให้ต่อเนื่องได้ ฤดูกาลที่เพิ่งจบไปจึงยิงไปเพียง 7 ประตู จาก 28 นัดในทุกรายการที่ลงโม่แข้ง ก่อนบอร์ดบริหารของเสือใต้มีมติแล้วว่าจะไม่ใช้อ็อปชั่นซื้อขาดที่ราคา 48 ล้านยูโร ยอมจ่ายเพียงแค่ 13 ล้านเป็นค่ายืม 2 ซีซั่นเท่านั้น เพราะพิจารณาแล้วมีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะไม่คุ้ม หมายความว่า ฮาเมส ต้องแบกความเจ็บช้ำกลับไปยัง เรอัล มาดริด อีกรอบ เพราะสัญญายังมีอยู่ แต่ทางโน้นยกมือห้ามเลย แล้วไฟเขียวให้ จอร์จ เมนเดส เอเยนต์ไปเจรจาหาสโมสรใหม่ได้เลย ด้วยเหตุผลค่าจ้างแพง ค่ายืมตัวก็อยู่ในเรตที่สูง แล้วกระดูกเปราะเจ็บง่ายเหลือเกิน จึงบีบให้ ฮาเมส ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ ไม่มีใครต้องการ เหมือนตกตาล้มลุกถูกผลักส่งกันไปมา จากดาวยิงสูงสุดบอลโลกเมื่อ 5 ปีก่อน แทบไม่หลงเหลือริ้วรอยอีกต่อไป ทั้งที่ในวัย 27 ปีเมื่อบวกกับชื่อเสียงเก่าๆ น่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่านี้ มันคงเป็นการตอกย้ำแผลเกินไปหน่อย หากจะมาขุดคุ้ยอดีตแล้วบอกว่า เขาไม่น่าย้ายมา เรอัล มาดริด ตั้งแต่แรก แต่เอาเข้าจริงแล้ว การตัดสินใจแต่ละครั้ง มันหมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนั่นแหล่ะ ทั้งความผิดพลาด ทั้งความโชคร้ายนี่เองทำให้ ฮาเมส ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างที่เห็น ยามที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้ว มันช่างเจ็บปวดเลยจริงๆ ใครไม่ต้องการแต่เราต้องการคุณ ! มาร่วมสนุกกันได้ตลอด 24 ชั่วโมงต้องนี่เลยครับ Sbobet777 ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #น้องพี่ที่รัก ]

แทบทุกคนมักจะคิดว่า ชีวิตหลังการค้าแข้งของ โรนัลดินโญ่ พังพินาศเพราะพี่ชายที่ชื่อ โรแบร์โต้ เดอ แอสซิส เจ้าเหยินน้อยเลือกใช้พี่ชายในไส้ตัวเอง รับบทเอเยนต์ดูแลทุกอย่าง ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจและผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก และความจริงคือที่ โรนัลดินโญ่ ประสบความสำเร็จในโลกลูกหนังทุกวันนี้ มีพี่ชายนี่แหล่ะอยู่เบื้องหลังสำคัญ โรแบร์โต้ ไม่ได้เป็นพี่ชายหรือแค่เอเยนต์เท่านั้น ยังเป็นแข้งอาชีพระดับมีชื่อเสียงของวงการลูกหนังแซมบ้า ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้จะตัวเล็ก แต่ในตำแหน่งมิดฟิลด์กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงขนาด จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ เจ้าพ่อฟรีคิกตำนานของลียงยกให้เป็นไอดอลคนหนึ่ง ฝีเท้าจัดจ้านจนเคยไปเล่นกับ ซิยง สโมสรชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ , สปอร์ติ้ง ลิสบอน ของโปรตุเกส , มงต์เปลลิเยร์ ของฝรั่งเศส รวมทั้ง คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ทีมในเจลีก ญี่ปุ่น ต้นสังกัด ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะทีมชาติไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังติดธงทีมชาติบราซิลชุดอายุต่ำกว่า 18 และ 20 ปีมาก่อน ย่อมไม่ใช่พวกโนเนมที่ไหนเลย จึงไม่ต้องแปลกใจว่า โรนัลดินโญ่ จะมี โรแบร์โต้ เป็นไอดอลและเมื่ออยากจะประสบความสำเร็จตามรอย ย่อมต้องเชื่อฟังพี่ชายคนนี้ทุกอย่าง ------------------ ชูเอา โมเรยร่า ผู้ให้กำเนิด โรแบร์โต้ กับ โรนัลดินโญ่ มีอาชีพเป็นช่างเชื่อมที่อู่ต่อเรือใน ปอร์โต้ อเลเกร เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับสโมสร เกรมิโอ ซึ่งเป็นทีมเชียร์มาตลอดอีกด้วย ส่วนแม่คือ มิเคลิน่า ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล รวมทั้งหารายได้เสริมจากการขายเครื่องสำอางที่ห้างสรรพสินค้า ทั้งสองคนยอมเหน็ดเหนื่อย เพื่อหวังจะเลี้ยงลูกทั้ง 3 ให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ อย่างน้อยลูกชายสองคนต้องห่างไกลยาเสพติด ซึ่งระบาดหนักอย่างมากในทศวรรษ 80 ด้วยความที่ โรแบร์โต้ เป็นคนโต อายุมากกว่าเจ้าเหยินน้อยถึง 10 ปีด้วยกัน จึงย่อมได้สัมผัสความยากลำบากของพ่อแม่และเข้าใจว่าเติบใหญ่ขึ้นมา ควรเดินทางไหน เขามีความสามารถในเชิงลูกหนังอย่างน่าทึ่ง ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ชูเอา ผู้พ่อ ซึ่งเคยเป็นแข้งในระดับสมัครเล่นมาก่อน กระทั่งเขาได้น้องชายที่ชื่อ โรนัลโด้ เดอ แอสซิส หรือ โรนัลดินโญ่ จึงแบ่งเบาภาระ ด้วยการไปรับจ้างหารายได้เพิ่มอีกทาง พร้อมกับฝึกซ้อมฟุตบอลไปด้วย เพราะเห็นว่าที่บ้านต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น นี่คือครั้งแรกที่เห็นได้ชัด--พี่เสียสละเพื่อน้อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะผูกพันกับพี่ชายมากๆ ช่วงเวลามีความสุขที่สุดเห็นจะเป็นตอนได้เล่นฟุตบอลด้วยกัน ซึ่งมีพ่อคอยตะโกนโหวกเหวกพร่ำสอนติวเข้มไม่ห่าง แต่แล้วเมื่ออายุครบ 8 ขวบ เคราะห์ร้ายก็มาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว วันหนึ่งกลับจากเล่นบอลที่โรงเรียน โรนัลดินโญ่ ตกใจมากเมื่อเห็นผู้คนมามุงกันเต็มหน้าบ้าน ใจหายหนักกว่าเมื่อเห็นแม่ร้องไห้อย่างหนัก กลั่นน้ำตาราวกับออกมาเป็นสายเลือด โรแบร์โต้ เดินปาดน้ำตามาบอกว่าพ่อไปสวรรค์แล้ว จากอุบัติเหตุ เท่านั้นเองเจ้าเหยินน้อยทิ้งกระเป๋าสัมภาระ ปล่อยโฮลั่นอีกคน จนพี่ชายต้องโผเข้ากอดปลอบใจ มันช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจของเพื่อนบ้านและผู้พบเห็นยิ่งนัก เมื่อไร้เสาหลักของครอบครัวแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากขึ้นอีกเท่าตัว นั่นทำให้ โรแบร์โต้ ดิ้นรนหนักกว่าเดิม เพื่อกรุยทางสู่การเป็นนักเตะอาชีพ อันนำมาซึ่งรายได้มหาศาล หลังจากนั้นไม่นานนัก เขาถูกคัดเข้าทีมเยาวชนของเกรมิโอ แม้จะยังไม่ขึ้นชุดใหญ่ ก็ยังมีเงินมาพอจุนเจือได้บ้าง ทุกครั้งที่เห็น โรนัลดินโญ่ ยิ้มกว้างเมื่อได้กินขนมอร่อยหรือได้เสื้อบอลสวยๆ พี่ชายคนนี้จะเปี่ยมสุขอยู่เสมอ เป้าหมายต่อไปของ โรแบร์โต้ คือต้องโชว์ผลงานในสนามให้ดีที่สุด เพื่อโอกาสไปค้าแข้งในลีกยุโรป โดยมองข้ามสโมสรในประเทศ เพราะเงินเท่านั้นเป็นตัวแปรสำคัญ แน่นอนไม่มีใครอยากจากบ้าน แต่เพื่อครอบครัว เขาจำต้องอดทนกัดฟันฝ่าไปถึงตรงนั้น มิเคลิน่า ภาคภูมิใจกับลูกชายคนโตมากๆ ยิ่งเห็นบทบาทความรับผิดชอบมากเกินวัย หวนให้นึกถึงสามีตัวเองเข้าไปทุกที โรนัลดินโญ่ เองก็มองพี่ชายด้วยความปลาบปลื้มเช่นเดียวกัน ------------------ พ่อเคยพูดอยู่เสมอว่า โรแบร์โต้ เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ลูกหนังที่พระเจ้าประทานมาให้ แต่พ่อไม่ทันได้เห็นความเก่งกาจเกินตัวของลูกชายคนเล็ก ถ้าได้เห็นอาจเปลี่ยนความคิดไปแล้ว คนที่ได้รับรู้ว่า โรนัลดินโญ่ จะเป็นแข้งอาชีพที่อนาคตไกลมากๆ ชนิดว่าหาใครเทียบได้ยากคือ โรแบร์โต้ นั่นแหล่ะ เพราะเขาเป็นคนฝึกมาด้วยตัวเอง เคี่ยวกรำบ่มเพาะมาตลอด ทั้งปลอบประโลม บังคับขู่เข็ญ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้น้องมีเส้นทางสดใสสู่การเป็นนักเตะอาชีพ โรนัลดินโญ่ เคยโอดครวญให้ฟังว่า พี่ชายเข้มงวดมากยามซ้อม บางทีเคยสั่งให้เดาะบอล 500 ครั้งห้ามตกเด็ดขาด ถ้าไม่ถึงต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่อย่างนั้นห้ามกลับบ้าน น้องอาจจะไม่เข้าใจ แสดงอาการหงุดหงิดชักสีหน้าเสมอ แต่พี่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นั่นทำให้เจ้าเหยินน้อยซึ่งมีพรสวรรค์แนบติดมาตั้งแต่เกิดแล้ว เก่งเพิ่มอีกเท่าตัว เพราะเกิดจากการซ้อมอันเข้มข้น ไม่ใช่แค่นั้น โรแบร์โต้ ยังตอกย้ำประโยคเดิมๆ กรอกหูน้องชายว่า ความฝันอันยิ่งใหญ่ของพ่อคือเห็นเราสองคนเป็นนักเตะดัง ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ "ลองนึกดูนะ พ่อจะภูมิใจในตัวแกแค่ไหน ทุกครั้งที่ลูกฟุตบอลอยู่กับเท้า ให้นึกถึงพ่อเข้าไว้" จนน้องชายลึกซึ้งนึกถึงพ่อเสมอ ก่อนตั้งปฎิญาณไว้ว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังเป็นอันขาด ----------------------- ในขณะที่พี่ชายไปเล่นที่สวิตเซอร์แลนด์ น้องก็เดินตามรอยด้วยการโดดเข้ารั้วลูกหนัง เกรมิโอ โชว์อยู่ในทีมเยาวชนไม่นาน โรนัลดินโญ่ ก็ไต่ขึ้นสู่ชุดใหญ่สำเร็จ รายได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แม่ไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว โรแบร์โต้ พยายามโทรศัพท์คุยกับน้องตลอด พร่ำสอนไม่ขาด แม้จะไม่ได้คอยดูแลใกล้ชิดเหมือนเดิม เขาเคยพา โรนัลดินโญ่ ไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรแห่งหนึ่งในโปรตุเกส ก่อนจะเป็นคนเรียกร้องค่าจ้าง 1,000 ยูโรต่อเดือน แต่ทางโน้นเห็นมากเกิน ดีลจึงไม่จบ ทว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นเอเยนต์หรือผู้ดูแลให้กับน้องชายในเวลาต่อมา ประกอบกับช่วงนั้น โรแบร์โต้ ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บ ลงเล่นได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะอาการเรื้อรัง แล้วน้องต้องมีเอเยนต์เข้ามาจัดการ เขาจึงตัดสินใจรับบทนี้เลย โดยตัวเองไม่ฝืนเล่นต่อ แขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้น ช่วงก่อนแขวนสตั๊ด โรแบร์โต้ เล่นอยู่กับ มงต์เปลลิเยร์ จึงมีคอนเนกชั่นอยู่แล้ว เลยดึงเอาน้องชายไปเสนอกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนได้ย้ายไปที่นั่นด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร ด้วยความที่เคยค้าแข้งในยุโรปมาหลายประเทศ จึงมีเครือข่ายที่เข้าถึงได้ไม่ยาก นอกจากนี้ โรแบร์โต้ ยังสอนน้องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยุโรปด้วย เน้นเสมอว่าต้องฝึกหนักมากที่สุด เพื่อความสำเร็จและรายได้มากมายที่จะตามมา แต่พอถึงจุดที่ โรนัลดินโญ่ เป็นซูเปอร์สตาร์เต็มตัวแล้ว เขากล้าบอกกับพี่ชายว่า อยากจะสนุกสนาน ชดเชยชีวิตในวัยรุ่นที่แทบไม่เคยสัมผัสบ้าง จากความรักและความภาคภูมิใจในตัวน้องชายคนนี้ โรแบร์โต้ จึงปิดตาข้างเดียว ไม่อยากบังคับอีกต่อไป แล้วไม่ใช่ โรนัลดินโญ่ หรือที่ทำงานหนักจนทำให้ชีวิตครอบครัวอยู่ดีมีสุข ที่สำคัญพ่อคงมองจากข้างบนลงมาด้วยความปลาบปลื้มกับลูกชายคนเล็ก เราน่าจะเชื่อได้แล้วว่า หากไม่มี โรแบร์โต้ ไม่มีทางเลยที่เจ้าเหยินน้อยจะมาไกลสุดกู่ถึงเพียงนี้ แต่ โรนัลดินโญ่ มีชีวิตเป็นของตัวเอง เมื่อถึงเวลาย่อมเลือกตามที่ต้องการ พี่คือพี่ ไม่ใช่เป็นเจ้าของชีวิต คงไม่อาจเคี่ยวเข็ญไปตลอดได้ แทบทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามมา คือผลพวงจากการตัดสินใจของ โรนัลดินโญ่ ทั้งสิ้น ส่วนใครกำลังตัดสินใจที่จะเริ่มต้นความสนุกของชีวิตล่ะก็มานี่เลยครับ Sbobet777 ที่อัดแน่นทุกความมันส์ตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #ในวันที่พรสวรรค์หมดค่า ]

ปลายปีก่อนเราได้ยินข่าว โรนัลดินโญ่ เหลือเงินติดในบัญชีแค่ 6 ยูโร ฟังแล้วอาจไม่น่าเชื่อ แต่มันคือความจริง คำถามที่ตามมาคือ เกิดอะไรขึ้นกับนักเตะเจ้าของบัลลง ดอร์เมื่อปี 2005 กันแน่? เรื่องมาแดงเอาช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อเจ้าเหยินน้อยและ โรแบร์โต้ เดอ แอสซิส พี่ชายสุดที่รัก โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาบุกรุกพื่นที่สงวนของรัฐบาล เขาใช้ที่ตรงนั้นไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างโรงงานน้ำตาลกับแพตกปลา ซึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์ทะเลสาบกูไอบ้า โดยคดีนี้ถูกแจ้งข้อหาตั้งแต่ปี 2015 จากนั้นเมื่อศาลใช้เวลาไต่สวนแล้ว เห็นว่ามีความผิดจริง จึงสั่งปรับเงินจำนวน 85 ล้านเรอัลบราซิลหรือกว่า 2 ล้านยูเอสดอลลาร์ ปรากฏว่า โรนัลดินโญ่ อิดออดไม่ยอมจ่าย เลยโดนสั่งอายัติเงินในบัญชี ซึ่งทุกคนแทบตะลึงเพราะเหลือติดแค่ 6 ยูโรเท่านั้น เมื่อไม่อาจยึดเงินสดได้ เจ้าหน้าที่บังคับคดีก็เลยต้องหันมายึดทรัพย์สินของมีค่าต่างๆแทน รถยนต์หรู 3 คัน , เครื่องประดับล้ำค่าไม่ว่าเพชรหรืออัญมณี , ภาพเขียนของ อังเดร เบราร์ดู จิตรกรชื่อดังชาวบราซิล รวมทั้งโต๊ะสนุกเกอร์ที่วางอยู่ในบ้าน ถูกลำเลียงออกมาเป็นของกลางทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่นั้นพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง ยังโดนยึดด้วยอีกต่างหาก หมายความว่าอยู่ในช่วงต้องห้ามออกนอกประเทศ ตราบเท่าที่คดีนี้ยังไม่ได้รับการสะสางให้เรียบร้อย เงิน 2 ล้านยูเอสอาจจะมากมหาศาลสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่น่าจะเกินกำลัง โรนัลดินโญ่ ผู้ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นนักเตะที่รายรับมากสุดในโลกมาก่อน หลังฟุตบอลโลก 2002 ปิดฉาก พร้อมกับแชมป์ของบราซิล ไม่นานนักเจ้าเหยินน้อยก็กลายเป็นแข้งเนื้อหอม สินค้ามากมายรุมทึ้ง กลายเป็นเจ้าพ่อพรีเซนเตอร์ทันที รายได้จากโฆษณาสินค้าถือว่าเยอะมาก ไม่นับค่าเหนื่อยที่ได้รับทวีขึ้นอีกในปี 2003 เมื่อย้ายจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไปยัง บาร์เซโลน่า ช่วงนั้นแต่ละปี โรนัลดินโญ่ น่าจะฟันนิ่มๆหลายสิบล้านปอนด์ด้วยกัน ต่อให้จ่ายภาษีแล้วก็ยังเหลือกิน เหลือใช้ ฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็ยากที่จะหมด แต่สำหรับการใช้ชีวิตของบางคน เราไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เกิดอะไรขึ้น? ----------------------- โรนัลดินโญ่ หรือ รอนนี่ ประกาศรีไทร์จากการเป็นนักเตะอาชีพเมื่อมกราคม 2018 ทั้งที่ความจริงเขาไม่ได้มีสังกัดเลย นับตั้งแต่ปลายปี 2015 โดยฟลูมิเนนเซ่ คือสโมสรสุดท้าย กิตติศัพท์เรื่องการใช้ชีวิตนอกสนามหรือไลฟ์สไตล์ของ รอนนี่ เป็นที่รู้กันคือหลงไหลปาร์ตี้ ดื่มดิ้นกินเที่ยวเต็มคราบ ท่ามกลางสาวสวยเซ็กซี่และความหรูหราร้อนแรง อย่างไรก็ตามเขาคงจ่ายจนเคยตัว ลืมคิดไปว่าช่วงเวลากอบโกยเงินจากการค้าแข้งมันแสนสั้นนัก ปัญหาเริ่มเผยให้เห็นในปี 2012 เมื่อ ฟลาเมงโก้ ต้นสังกัดในเวลานั้น ไม่อาจจ่ายค่าจ้างราว 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ได้ เพราะมีปัญหาทางการเงิน เขาได้รับเพียงแค่ 24,000 ปอนด์ต่อวีกเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเดิมถึง 4 เท่าตัวด้วยกัน ดังนั้นต้องย้ายออกไปอยู่กับ ฟลูมิเนนเซ่ แล้วใช่ว่าจะได้รับเงินแสนเท่าเดิม ตกแล้วไม่ถึง 40,000 ปอนด์ด้วยซ้ำ ทางนั้นมีปัญญาจ่ายเหมาทั้งเดือนแค่ 150,000 ปอนด์ รายได้เริ่มร่อยหรอลงไป แต่ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ โรนัลดินโญ่ ได้เลย ยังสนุกกับการใช้ชีวิตแบบเดิม มีความสุขกับการควงสาวไม่ซ้ำหน้า ว่ากันว่าเหตุที่เขาหันหลังให้ลีกในยุโรป แล้วกลับมาวาดลวดลายในบ้านเกิดตัวเอง ตั้งแต่ปี 2011 ส่วนหนึ่งมาจาก ไม่ต้องการลงซ้อมทุกวันตามกฎอันเข้มงวด อีกส่วนหนึ่งเพราะที่บราซิลนั้น เขาเปรียบเสมือนพระเจ้า ค่าครองชีพถูกและสามารถปาร์ตี้ได้เต็มพิกัด ตามที่ใจปรารถนา ในปี 2012 ก่อนงานแถลงข่าวเปิดตัวกับ อัตเลติโก้ มิไนโร่ จะเริ่มขึ้น รอนนี่ มาถึงพร้อมกับสวมแว่นดำ ซึ่งคาดว่าปิดบังอาการแฮ้งโอเวอร์จากเมื่อคืน แล้วคอคงแห้งผาก กระหายน้ำสุดกำลัง เลยไปยกกระป๋องเครื่องดื่มเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของ มิไนโน่ มากระดกเข้า แต่คงลืมไปว่า ตัวเองเพิ่งเซ็นสัญญากับโคคา โคล่าหรือโค้กเป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน รวมมูลค่าแล้ว 2,250,000 ยูเอสดอลลาร์ เจออย่างนี้เข้าทางโค้กก็ถอนสัญญาทันที นี่คือเรื่องที่ไม่มีทางรับได้เลย คุณได้เงินจากเรา แต่จู่ๆไปดื่มกินของคู่แข่งสำคัญ ไม่ใช่แอบกินที่บ้าน มันผ่านสายตาผู้คนทั้งโลกต่างหาก เงินจำนวนมหาศาลที่ควรจะได้ไว้จับจ่ายแบบง่ายๆ ก็อันตรธานไปต่อหน้าต่อตาทันที อย่างที่บอกไว้ รอนนี่ คือเจ้าพ่อพรีเซนเตอร์คนหนึ่งในวงการฟุตบอล เขาได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไนกี้, EA สปอร์ตส์, เกเตอเรด และ ดานอน รองเท้ารุ่นไนกี้ เทียมโป้ R10 ที่เขาใส่โชว์อวดโฉมนั้น ได้รับความนิยมล้นหลาม นอกจากนี้ FIFA ยังไว้เนื้อเชื่อใจด้วย เพราะได้ขึ้นหน้าปกเกมถึง 5 สมัยเลยทีเดียว สิงหาคมปีที่แล้ว โรนัลดินโญ่ ยังสร้างความเกรียวกราว ประกาศแต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงพร้อมกันถึง 2 คน อย่างไม่แคร์สายตาใครทั้งสิ้น เขาจ่ายให้กินใช้คนละ 1,500 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยทั้งสามคนอาศัยอยู่ในแมนชั่นหรูมูลค่า 15 ล้านปอนด์ในริโอ เดอ จาเนโร ทั้งที่รายได้ก็หายไปมาก แต่เขาไม่เคยยี่หระหรือเปลี่ยนตัวเองเลย เหมือนคิดไปว่า สามารถเสกเงินมาใช้ได้ตลอดเวลา ---------------------- ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านักเตะซูเปอร์สตาร์ของอเมริกาใต้จะต้องมีชะตากรรมอย่างนี้ทุกคน แต่ก่อนหน้านี้ ดีเอโก้ มาราโดน่า ก็เป็นหนี้ค้างภาษีรัฐบาลอิตาลีถึง 30 ล้านปอนด์ เปเล่ เองก็เคยมีหนี้สินพันอีนุงตุงนังเช่นเดียวกัน เมื่อครั้งย้ายหนีไปเล่นกับ นิวยอร์ค คอสมอส ในช่วงท้ายก่อนแขวนสตั๊ด เราอาจเหมารวมไม่ได้ว่าพวกนักเตะอเมริกาใต้จะต้องเป็นเช่นนี้ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จากพื้นฐานนิสัย เคยอดอยากปากกัดตีนถีบมาก่อน พอโตมามีรายได้มากมาย เลยใช้จ่ายเหมือนต้องการชดเชยชีวิตที่ขาดในวัยเด็ก ว่าไปแล้วนี่คือทัศนคติที่อันตรายมากๆ เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ชีวิตจะพังครืนลงมาอย่างไม่รู้ตัว เอริก เฌมบ้า เฌมบ้า กองกลางชาวแคเมอรูน เคยรับค่าจ้างวีกละ 25,000 ปอนด์ เมื่อครั้งค้าแข้งกับ แมนฯยูไนเต็ด ช่วงปี 2003-05 ตอนนั้นเขาอายุแค่ 22 ปี ไม่เคยได้สัมผัสเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน เหมือนสามล้อถูกหวย งงกับวาสนาตัวเองพักใหญ่ เขานำเงินไปซื้อปิกอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อโฟร์วิลล์ถึง 10 คันรวด นอกจากนี้ยังไปธนาคารเปิดบัญชี 30 แอคเคาท์ รวมถึงซื้อทองเส้นโตเท่าโซ่รถไฟมาใส่อวดหญิง เพื่อนร่วมทีมหลายคนที่เคยสัมผัส เฌมบ้า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องฟุ่มเฟือยบ้าคลั่งเกินความจำเป็น พอล้มเหลวกับ แมนฯยูไนเต็ด จึงย้ายไป แอสตัน วิลล่า แต่ก็ไม่อาจโชว์ผลงานให้คุ้มค่าจ้าง คราวนี้ระหกระเหินไปหมดทั้งลีก กาตาร์ , เดนมาร์ก , อิสราเอล , เซอร์เบีย , สก๊อตแลนด์ , อินเดีย กระทั่งลีกรองของฝรั่งเศส จบด้วยทีมในดิวิชั่น 5 ของลีกสวิส ในวัย 38 ปี เฌมบ้า ยังต้องดิ้นรนทุกวิถีทางด้วยการเล่นฟุตบอล เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว แถมหนี้สินยังบานเบอะ สะสางไม่หวาดไม่ไหว "ฟุตบอลช่วยทำให้ผมมีเงิน , แต่เงินคือเพื่อนที่แย่มากๆ" ประโยคอันคลาสสิคที่กองกลางผิวสีเคยกล่าวเอาไว้ หลังถูกศาลตัดสินเป็นบุคคลล้มละลาย เขาเลือกที่จะโยนความผิดให้เงิน โดยที่ไม่เคยส่องกระจกสะท้อนเลยว่า ควรโทษตัวเองมากกว่า เฌมบ้า ปล่อยให้เงินมาครอบงำ ตกเป็นทาสอย่างสมบูรณ์แบบ กระทั่งถึงวันที่ไม่อาจหามาได้เหมือนเดิม ชีวิตพลิกผันทันที ไม่ต่างจาก โรนัลดินโญ่ ซึ่งควรใช้ชีวิตหลังแขวนสตั๊ดให้มีคุณภาพมากกว่านี้ แม้จะไม่หล่อเหลา แต่เขาคือนักเตะที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเป็นมิตรเปี่ยมน้ำใจ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เลิกเล่นแล้วยังน่าจะใช้ชื่อเสียงเก่าๆมากอบโกยได้อีก หากไม่ใช่เพราะทำร้ายตัวเอง โดยที่เขาอาจไม่รู้ตัว วันหนึ่งข้างหน้า อาจไม่มีใครจดจำ โรนัลดินโญ่ ในฐานะอดีตนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ แต่จะจำแต่เรื่องราวด้านลบ นักเตะที่ฟุ่มเฟือยจนล้มละลาย บางทีพระเจ้าอาจประทานพรสวรรค์ในเรื่องฟุตบอลให้เขาอย่างเดียวเลยจริงๆ และถ้าหากใครกำลังมองหาเว็บไซด์ที่ประทานมาเพื่อฟุตบอลอย่างเดียว พร้อมกับสนุกกับสิ่งที่หลากหลายไปด้วยต้องนี่เลย Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------

[ #อย่ากลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิด ]

ทุกครั้งที่ได้ดูลีลาของ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน ผ่านทางหน้าจอทีวี หัวใจของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะเต้นแรงมาก สกิลอันเหนือชั้นและเซนส์บอลยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก มันช่างสร้างความน่าตื่นตาเหลือเกิน ไม่ว่า เวรอน จะใช้ส่วนไหนของร่างกายสัมผัสลูกฟุตบอล ล้วนแต่ดูกลมกลืนไหลลื่นไม่มีสะดุด หลังฟุตบอลโลก 1998 ปิดฉากลง เวรอน ย้ายมายัง ปาร์ม่า ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ อยู่ในสีเสื้อเหลือง-น้ำเงินได้เพียงแค่ปีเดียว ลาซิโอ ก็ยอมควัก 18.1 ล้านปอนด์ คว้าไปร่วมด้วย จริงๆ เฟอร์กี้ ได้เห็นกองกลางทีมชาติอาร์เจนตินามาตั้งแต่เวิล์ด คัพแล้ว แต่เงื้อง่าเกินไป ซื้อไม่ทันสโมสรจากอิตาลี เพราะติดขัดหลายอย่าง กระทั่ง เวรอน สำแดงให้เห็นฟอร์มอันเหลือร้าย มีส่วนสำคัญผลักดัน ลาซิโอ ครอง 3 แชมป์ในปี 2000 ไม่ว่าจะ เซเรีย อา , โคปปา อิตาเลียหรือซูเปอร์โคปปา แน่นอนเขาคือสมบัติที่ทีมดังแห่งกรุงโรมหวงแหนมาก ไม่มีทางปล่อยให้ง่ายๆหรอก ขณะเดียวกัน แมนฯยูไนเต็ด คงต้องทุบคลังครั้งใหญ่ เป็นสถิติซื้อเพื่อแลกกับการได้ตัวมา ไม่ค่อยมีใครรู้นักหรอกว่า ความฝันในวัยเด็กของ เซบา เวรอน คือได้เล่นให้กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หวังเดินตามรอย เปโดร แวร์ดี้ ลุงแท้ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนไอดอล เขาจึงเนื้อเต้นเช่นกันเมื่อเห็นข้อเสนอจาก แมนฯยูไนเต็ด อย่างน้อยเป็นสโมสรจากอังกฤษเหมือนกัน แถมชื่อลงท้ายก็ไม่ต่างด้วย ฤดูร้อนปี 2001 ข่าวการย้ายมาปีศาจแดงของ เวรอน ได้รับความสนใจจากสื่อกีฬาทั้งโลก กูรูและนักวิเคราะห์ทั้งหลาย ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แมนฯยูไนเต็ด จะน่ากลัวทวีคูณ จากที่เป็นไอ้เสือร้ายขย้ำคู่ต่อสู้มาตลอดแล้ว นี่ยังเหมือนเสียบปีกเพิ่มไปอีก เฟอร์กี้ ก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า เวรอน จะมาช่วยยกระดับ เพิ่มมิติเกมรุกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ค่าตัวราว 28 ล้านปอนด์ที่จ่ายไปนั้น ย่อมได้ผลลัพธ์ตอบแทนกลับมาคุ้มค่าแน่นอน วันแรกที่ดาวเตะอาร์เจนไตน์มาถึงศูนย์ฝึกแคร์ริงตัน แข้งผีทุกคนต่างตื่นเต้นมาก แทบจะหยุดซ้อมเพื่อมาทักทายเพื่อนใหม่เลย ตอนอุ่นเครื่องปรีซีซั่น เวรอน เฉิดฉายประกายความสามารถอย่างน่าทึ่ง หากบอลอยู่แทบเท้าของเขา ย่อมเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดได้เสมอ แต่ใครจะคิดว่านั่นคือช่วงเวลาฮันนีมูน ซึ่งมันแสนสั้นนัก ------------------------- เฟอร์กี้ อยากได้ เวรอน มากจริงๆ จนเหมือนรีบร้อนมองข้ามบางอย่างไป แผงกลางและรุกของเดิมนั้น ดูลงตัวได้สมดุลอยู่แล้ว แต่การมาของ เวรอน ยังต้องนึกด้วยว่าจะสนับสนุน รุด ฟาน นิสเตลรอย ซึ่งย้ายมาพร้อมๆกันได้มากน้อยแค่ไหน สไตล์เดิมๆที่เราคุ้นเคยเมื่อครั้งเล่นให้ ปาร์ม่า กับ ลาซิโอ คือเขาจะมีอิสระเต็มที่ พล่านไปตรงไหนก็ได้ เป็นเหมือนตัวฟรีแทบไม่ต้องห่วงหรือวิตกเกมรับ พูดให้ง่ายเข้าหน่อย เวรอน คือเซนเตอร์ของทีม แต่มันใช้ไม่ได้กับ แมนฯยูไนเต็ด เฟอร์กี้ ทดสอบมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะให้ยืนมิดฟิลด์ตัวกลาง แต่กลายเป็นภาระคนอื่น เพราะมักจะดันตัวเองไปข้างหน้า จะเกิดช่องโหว่กว้างให้คู่ต่อสู้โจมตียามสวนกลับ จับไปเล่นเป็นตัวริมเส้น ก็ไม่ค่อยอยู่ติดที่ตามแท็คติกอีก เขามักจะหุบเข้าข้างใน ไปขอบอลหรือไม่พยายามมีส่วนกับการทำประตู ดังนั้นเล่นหน้าต่ำ น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่เขาก็มักจะหลุดจากตำแหน่งเสมอ แล้วยังสร้างความสับสนให้กับเพื่อนๆตามไปด้วย มีอยู่ครั้งจังหวะขึ้นเกมแล้ว เวรอน ทำเสียบอล รอย คีน หันมาทาง พอล สโคลส์ แล้วทำเบะปาก หงายมือสองข้าง เป็นสัญลักษณ์ฟ้องว่าระอาใจเหลือเกิน ช่วงนั้น เฟอร์กี้ เครียดขึ้นสมอง มีเพชรเม็ดงามอยู่ในมือแต่ไฉนจึงไม่อาจเจียระไนให้ฉายประกายได้ นานวันเข้ามีแต่หมองลง บางคนบอกว่าด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างหลายอย่าง ส่งผลให้ เวรอน ต่อไม่ติดและไม่พัฒนาอย่างที่ควร เขาไม่ค่อยคุยกับใคร เพราะสปีกอิงลิชไม่คล่องนัก ส่วนใหญ่ให้ภรรยาที่พูดได้จัดการทุกอย่าง เวลาจะคุยก็มักใช้ภาษาสแปนิชหรืออิตาเลี่ยนที่คุ้นเคย ซึ่งเกิดกำแพงการสื่อสารอีก เฟอร์กี้ หงุดหงิดมากๆ เมื่อต้องตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับเรื่องฟอร์มของสตาร์อาร์เจนไตน์ ครั้งหนึ่งเลยหลุดประโยคไปว่า "ฮี อีส เดอะ เกรท ฟัคกิ้ง เพลย์เยอร์" เวรอน เล่นกับ แมนฯยูไนเต็ด ได้แค่ 2 ปีก็ถูกขายทอดต่อไปยัง เชลซี ด้วยราคาลดกระหน่ำแค่ 15 ล้านปอนด์ ขาดทุนเกือบครึ่ง จากนั้นมีเสียงวิจารณ์ว่า บางทีนักเตะจากอเมริกาใต้อาจไม่เหมาะกับความเป็น แมนฯยูไนเต็ด ก็ได้ ยิ่งใคร่ครวญพิจารณา ภาพมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับข้อนี้ -------------------- พลิกปูมดูแล้วมีนักเตะจากเซาธ์ อเมริกา มาค้าแข้งกับ แมนฯยูไนเต็ด หลายคน แล้วส่วนใหญ่ล้วนแต่ล้มเหลว เอาที่จัดอยู่ในโหมดซูเปอร์สตาร์ นอกเหนือจาก เวรอน ยังมี ราดาเมล ฟัลเกา , อังเคล ดิ มาเรีย และ อเล็กซิส ซานเชซ ซึ่งมีชะตากรรมไม่ต่างกัน รวมถึง เฟร็ด ที่ค่าตัวแพงด้วย ดีเอโก้ ฟอร์ลัน , คเลแบร์สัน , อันแดร์สัน หรือ ฟาบิโอ ดา ซิลวา ก็ล้วนแต่สอบตกทั้งสิ้น ที่พอไหวอยู่เห็นจะเป็น อันโตนิโอ วาเลนเซีย , อันเดรียส เปเรยร่า , ราฟาเอล ดา ซิลวา , กาเบรียล ไอน์เซ่ , เซร์คิโอ โรเมโร หรือ มาร์กอส โรโฮ ถ้าไม่เจ็บบ่อย ดีสุดคงต้องยกให้ คาร์ลอส เตเวซ แต่กลับเป็นที่น่าขยะแขยงรังเกียจในความรู้สึกเร้ด อาร์มี่ ถ้าวัดอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องยอมรับว่า แมนฯยูไนเต็ด ไม่น่าจะถูกโฉลกกับผู้เล่นอเมริกาใต้ กระนั้นนี่ไม่ใช่ทฤษฏีที่สะท้อนความจริงตรงไหนเลย เป็นเพียงแค่ข้อสังเกตเท่านั้นเอง เพราะมองแบบรอบด้านจะเห็นว่า นักเตะไม่น้อยมีปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับสไตล์อิงลิชฟุตบอล รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ แล้วพื้นฐานนิสัยแข้งเหล่านี้ มักมีความเป็นศิลปินสูงและไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทน ดังนั้นมักจะจบเห่กันอยู่เสมอ เพราะสโมสรไม่อาจเปลี่ยนบางอย่างเพื่อนักเตะเพียงแค่คนเดียวหรอก ----------------------- คำถามนี้ถูกโยนมายัง เปาโล ดีบาล่า ซึ่งกำลังตกเป็นข่าวอย่างหนักกับ แมนฯยูไนเต็ด ในเวลานี้ ความสามารถเชิงลูกหนังของตัวรุกทีมชาติอาร์เจนตินา ถูกยอมรับในวงกว้างอยู่แล้ว แม้จะไม่ค่อยได้ลงต่อเนื่องกับ ยูเวนตุส ก็ตาม หลายครั้งที่ ดีบาล่า โชคร้าย ช่วงเวลาที่ควรได้ขึ้นมาเป็นแกนหลักอย่างเต็มตัว ก็มักจะมีอุปสรรคขัดขวาง ตอนปี 2016-18 ดีบาล่า ทำผลงานได้น่าพอใจมาก มีส่วนกับประตูของยูเว่มากมาย แต่เมื่อมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เข้ามาเมื่อหน้าร้อนปีก่อน บทบาทของเขาก็ถูกลดระดับลงตามไปด้วย พอไม่ค่อยได้ลงเล่น ความมั่นใจก็หายตามไป สภาพจิตใจมีปัญหา โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง ดีบาล่า เก่งฉกาจแต่มักจะอาภัพ ไปไม่ถึงในจุดที่เหมาะที่ควร ดังนั้นการย้ายทีมย่อมเป็นทางออกดีสุดแล้ว เสี่ยงบ้างก็ต้องยอม มีข่าวลือว่า ปาทริช เอวร่า ซึ่งเคยร่วมงานกันในสีเสื้อขาวดำของไอ้ม้าลายและสนิทกันมาก แนะนำให้ ดีบาล่า มาเล่นกับ แมนฯยูไนเต็ด ดีกว่า ตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม ก็ล้างบางแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ หมดสิ้น นำวิธีการของตัวเองมาใช้ นอกจากเน้นเกมรุก โจมตีเร็วแล้ว ยังยึดความสดพลังหนุ่มเป็นหลักด้วย ซึ่งน่าจะลงตัวกับ ดีบาล่า ไม่ใช่แค่นั้น เอวร่า ยังบอกไว้ด้วย ขอเวลาอีก 1-2 ปีจะกลับมาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอีกครั้ง ด้วยบทบาทใหม่ อาจเป็นสต๊าฟฟ์โค้ชหรือผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา รับรองได้ร่วมงานกันอีกในเร็วๆนี้แน่ ปัจจัยแวดล้อมที่น่าดึงดูดใจขนาดนี้ เชื่อว่า ดีบาล่า เองก็ย่อมเอนเอียงมาทางปีศาจแดงเช่นเดียวกัน ความจริงอีกข้อคือ แม้จะมีบทเรียนความล้มเหลวจากแข้งอเมริกาใต้ที่มาเล่นให้ แมนฯยูไนเต็ด หลายราย แต่เรื่องนี้ไม่มีส่วนในการชี้วัดตัดสินเลย เพียงแต่ ดีบาล่า ต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมจะมาแค่ไหน กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือไม่ บทเรียนจากรุ่นก่อนมีไว้ให้ศึกษาแก้ไข ไม่ใช่หวาดกลัวแล้วมโนไปเอง ส่วนใครที่กำลังจะกล้าและไขว่คว้าหาความสำเร็จแล้วล่ะก็มาลองได้เลยที่ Sbobet777 ความสำเร็จรอคุณอยู่แถมไว้ใจได้อีกต่างหาก ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99 --------------------------------------------- เห็นก่อน อ่านก่อน !! กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) " https://www.facebook.com/cheerball/ บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน ---------------------------------------------