breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

อายุ 19 ปีคุณทำอะไรอยู่?

"ความฝันคือหนึ่งสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของผม"คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เคยหลุดประโยคนี้เมื่อครั้งให้สัมภาษณ์ไทม์ แม็กกาซีนผู้ทรงอิทธิพลของโลกไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความฝันของเขาเป็นอย่างไร ต้องอดทนเพื่อไล่ตามขนาดไหน แต่ที่แน่ๆด้วยวัยแค่ 19 ปีรูปของ เอ็มบั๊ปเป้ ได้ขึ้นปกหราของไทม์อย่างภาคภูมิจนพวกเราต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าเมื่อตอนอายุ 19 ทำอะไรกันอยู่บ้างใช่แล้ว , ทุกคนต่างมีความฝันอันบรรเจิดทั้งนั้น ตรงนี้ไม่แตกต่างกันหรอก แต่ของ เอ็มบั๊ปเป้ ตัดความกลัวทิ้งไป เพื่อที่จะก้าวตามหาเป้าหมายของชีวิตให้ได้สำคัญเหนืออื่นใดหรืออาจเป็นโชควาสนาที่ครอบครัวออกแรงผลักดันอย่างเต็มกำลังแม้จะมีพ่อเป็นชาวแคเมอรูน แม่เป็นแอลจีเรีย ตัวเองเกิดที่ฝรั่งเศส เขาจึงเสมือนพลเมืองชั้นสองของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้อย่างไรก็ตามด้วยความที่พ่อเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน เล่นกับทีมเล็กๆ ก็จริง แต่พอเลิกแล้วหันมาเป็นโค้ชสโมสรในถิ่นเกิด เลยช่วยสั่งสอนฝึกฝนวิทยายุทธลูกหนังต่อเนื่องแม่เองก็เป็นนักแฮนด์บอลมีสายเลือดของนักกีฬาเต็มเปี่ยม สองคนสองแรงแข็งขันจึงสนับสนุน เอ็มบั๊ปเป้ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆตอน 2 ขวบระหว่างตามพ่อไปคุมทีมซ้อม หนูน้อยเอ็มบั๊ปเป้ จะมีลูกบอลอยู่ติดเท้าตลอด เลี้ยงไปมาอย่างนั้นไม่มีเบื่อหากเป็นเด็กบางคนอาจใช้มือประคองบอลช่วย แต่ไม่ใช่เขาผู้เลือกทำตามผู้ใหญ่ ใช้สองเท้าเลี้ยงอย่างเดียวเพียวๆครบ 6 ขวบ วิลเฟรด ผู้เป็นพ่อก็พาเข้าสู่ทีม อาแอส บอนดี ที่รับบทโค้ชอยู่ โดยที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นด้วยว่ามาแบบปราศจากเส้นสายแล้ว เอ็มบั๊ปเป้ ก็ทำให้ทุกคนเชื่ออย่างสนิทใจ หลังถูกเลือกเข้าไปยัง แกลร์กฟอนแต็ง ศูนย์ฝึกแห่งประเทศ ที่คัดแข้งเยาวชนที่ฉายแววมารวมตัวกัน แล้วเมื่อแกร่งกล้าขึ้นเหล่าสโมสรใหญ่จะเข้ามาหาเองความเร็ว ปราดเปรียวและสกิลที่เหนือกว่านักเตะรุ่นเดียวกัน ทำให้เขาโดดเด่นมากๆ ไม่นานนัก แมนฯซิตี้ , บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด ต่างส่งแมวมองมาส่องฟอร์ม ก่อนจะพกความประทับใจกลับไปถ้วนหน้าอย่างไรก็ตามพอ 10 ขวบ เอ็มบั๊ปเป้ ตัดสินใจเลือกจะหิ้วสตั๊ดไปลอนดอนตามคำเชื้อเชิญของ เชลซี ที่ต้องการให้ไปทดสอบดูหน่อยพรีเมียร์ลีกมันเย้ายวนใจและอังกฤษคือเมืองหลวงลูกหนังตามที่พ่อบอกเอาไว้ไปอยู่ที่นั่น 10 วันได้ลงเล่นอุ่นเครื่องกับ ชาร์ลตัน ผลคือถล่มกระจายหายห่วงแต่ เอ็มบั๊ปเป้ ไม่มีชื่อเป็นผู้ทำสกอร์เลย ช่างผิดคาดอย่างมาก แล้วที่ไม่ผิดคาดคือเขาไม่ได้ไปต่อเป็นเด็กคนอื่นอาจจะท้อไปแล้ว สภาพจิตใจห่อเหี่ยวไม่ต้องสงสัยเมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้เขากลับทำในสิ่งที่ตรงข้าม เก็บงำความผิดหวังไว้ข้างในเอาเป็นแรงขับดัน แล้วบอกกับพ่อว่า ไม่เป็นไรกลับบ้านเราก็ได้ ยังมีสโมสรดีๆ อีกเพียบหลังจากนั้นยังหมั่นฝึกซ้อมเคี่ยวเข็นตัวเองอย่างหนักหน่วง กระทั่งครบ 14 ปี โมนาโก ก็ส่งเทียบเชิญมาให้เข้าไปร่วมทีมเยาวชนด้วยปฐมบทอย่างแท้จริงของวันเดอร์คิดแห่งศตวรรษมาจากตรงนี้เอง-----------------นอกจากมีความฝัน มีความมุ่งมั่นแล้ว วินัยของ เอ็มบั๊ปเป้ ยังยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก ดูเหมือนว่าลมหายใจเข้าออกจะมีเพียงแค่ฟุตบอลเท่านั้นอายุยังไม่ครบ 17 ปีดีเขาก็ถูกผลักขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของ โมนาโก ท่ามกลางความเกรียวกราวฮือฮาพอผ่าน 17 ขวบมาแค่ 62 วัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็จารึกชื่อตัวเองบนหลักศิลาสโมสร ด้วยการเป็นนักเตะอายุน้อยสุดที่ซัลโวได้ในทีมชุดใหญ่ เบียด เธียร์รี่ อองรี เจ้าของเดิมไปเป็นอดีตทันทีวาดิม วาซิเยฟ ผู้บริหารของสโมสรตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น บอกว่านี่คือ "ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติลูกหนัง" อย่างแท้จริงฤดูกาลแรกว่าสะเด่าเร้าใจแล้ว ซีซั่นสองเพิ่มดีกรีลงไปอีกเพียบ สถิติวัยน้อยสุดระเบิดแฮตทริกได้ในลีกเอิง ถูกโค่นลงอย่างง่ายดาย มันคือสัญญาณเตือนว่าที่นี่เล็กเกินไปสำหรับเขาแล้ว26 ประตูในทุกรายการมากพอที่จะทำให้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ส่งสินสอดมาสู่ขอ ด้วยมูลค่ารวมทุกอย่างแล้วน่าจะแตะ 180 ล้านยูโร โดยเป็นการยืมก่อนในปีแรก เพื่อเลี่ยงกฎการใช้เงิน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของยักษ์ใหญ่จากเมืองหลวงแทนที่จะประหม่าขาสั่นเมื่อได้ร่วมงานกับ เนย์มาร์ และ เอดิสัน คาวานี่ รวมทั้งแข้งพระกาฬมากมาย แต่เปล่าเลย เอ็มบั๊ปเป้ สำแดงความกร้านเกินวัย จนกลายเป็นแกนสำคัญอย่างรวดเร็วแม้ไม่ได้เล่นตัวเป้า เพราะมีความเร็วจึงมักจะถูกถ่างไปป่วนริมเส้น แต่ก็ยังจัดไป 21 ประตูในทุกถ้วย นั่นไม่มีทางเลยที่จะทำให้ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ นายใหญ่ฝรั่งเศสปฏิเสธได้ลงคอสำหรับเวิล์ด คัพ 2018ที่รัสเซียยิ่งตอกย้ำความเป็นไอ้หนูมหัศจรรย์มากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก 4 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ ยิงนัดชิงได้อายุไม่ถึง 20 อีกทั้งเป็นตัวการสำคัญพาเลส์เบลอส์ครองแชมป์โลกสมัยที่ 2 คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรกันมากอีก3 แชมป์ในประเทศกับ เปแอสเช บวกด้วยการสัมผัสเกียรติยศใหญ่สุดของการรับใช้ชาติตั้งแต่อายุ 19 ปี ย่อมสะท้อนทุกอย่างในตัว เอ็มบั๊ปเป้ เป็นอย่างดีด้วยวัยแค่นี้ทำเอาโลกลูกหนังทึ่งตะลึงงัน เพราะสถิติหลายอย่างกำลังรอเขามาโค่นให้ราบคาบ----------------ผลบัลลงดอร์ 2018 ที่ผ่านพ้นไปไม่นาน ปรากฏชื่อของ เอ็มบั๊ปเป้ ได้อันดับ 4 กวาดไปเกือบ 350 คะแนน จากการโหวตของนักข่าวคุณภาพทั่วโลกเป็นรองแค่ ลูก้า โมดริช , คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ อองตวน กรีซมันน์ เท่านั้นเองพอฤดูกาลใหม่เปิดฉาก เขายังคงระเบิดตาข่ายให้ เปแอสเช แบบดุเดือดเช่นเคย ผ่าน 12 นัดซัดไป 13 ประตูเมื่อรวมกับผลงานที่สะสมเอาไว้ในซีซั่นก่อน ย่อมชอบธรรมพอที่จะทำให้ เอ็มบั๊ปเป้ ถูกเลือกเป็นแข้งยอดเยี่ยมของฝรั่งเศสประจำปี 2018ประเด็นสำคัญต้องไม่ลืมว่าตราไก่เพิ่งผงาดแชมป์โลกมาหมาดๆ มีนักเตะทีมชาติหลายคนอยู่ข่ายลุ้นรางวัลนี้ แต่ผลโหวตของเขาเหนือ กรีซมันน์ , เอนโกโล่ ก็องเต้ , ราฟาแอล วาราน หรือ ปอล ป็อกบาว่าไปแล้วนี่เพิ่งจุดเริ่มต้นของ เอ็มบั๊ปเป้ เท่านั้น เส้นทางสายนี้ยังทอดยาวอีกไกล ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบอีกมากมายแต่ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงความยอดเยี่ยมไร้เทียมทานกับนักเตะวัยไม่ถึง 19 ปีแล้วความจริง เอ็มบั๊ปเป้ เพิ่งเป่าเทียนบนเค้กเบิร์ธเดย์ครบ 20 ปีไปเมื่อ 20 ธันวาคมนี่เอง ยังเปรียบเหมือนดอกไม้แรกแย้มแต่จริงๆ แล้วเขากร้านโลกกว่าที่เราคาดกันไว้เยอะในวัย 19 ปี เอ็มบั๊ปเป้ ยิงประตูให้สโมสร 52 ตุง ตอนรุ่นราวคราวเดียวกัน โรนัลโด้ ซัดไปแค่ 17 ส่วน เมสซี่ 25หากมองไปที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไอ้หนูมหัศจรรย์ซัลโวไป 10 ประตู โรนัลโด้ ยังยิงไม่ได้ เมสซี่ มาแบบยิ้มอ่อน 2 ประตูผลงานการรับใช้ชาติเมื่ออายุ 19 เอ็มบั๊ปเป้ กดไปนิ่มๆ 9 ประตูมาจากบอลโลกรอบสุดท้าย 4 โรนัลโด้ 7 ประตูและ เมสซี่ 4 เท่านั้นอาจจริงที่ว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่อาจตัดสินหรือนำมาเปรียบเทียบกันได้ทุกอย่างอยู่แล้ว มันมีเงื่อนไขและตัวแปรไม่น้อยแต่สิ่งที่เราต้องตระหนักคือ เอ็มบั๊ปเป้ คือตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบสำหรับแข้งรุ่นใหม่ทั้งหลายที่อยากจะประสบความสำเร็จเป็นอายุน้อยร้อยล้านเช่นนี้บ้างไม่ใช่แค่ครอบครัวเท่านั้นที่สนับสนุน คุณยังต้อง "เอาถ่าน" สู้อย่างเต็มพลัง เพื่อฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ย้อนกลับไปสัก 4-5 ปีก่อน เอ็มบั๊ปเป้ ยังมี โรนัลโด้ เป็นไอดอล ยืนยันได้จากภาพถ่ายในอดีตซึ่งห้องนอนของเขาเต็มไปด้วยรูปของสตาร์โปรตุกีส นี่คือส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจมาตอนนี้ผลงานเขาเกินหน้าเกินตาไอดอลไปแล้วและกำลังจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่โถมกลบคลื่นเก่าอีกด้วยมันทำให้เราอดนึกไม่ได้ แล้วตั้งคำถามขึ้นมาลอยๆ ว่า "ตอนอายุ 19 ปีทำอะไรกันอยู่?"ส่วนใครที่นึกไม่ออกว่าทำอะไรแต่รู้ว่าอนาคตอยากจะลองลุยดูซักตั้งล่ะก็นี่เลย Sbobet777 ที่พร้อมให้คุณลุยตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ก็อดฟาเธอร์เฟอร์กี้

หลังแพ้ในเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2011 ความคิดที่จะรีไทร์ตัวเองของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผุดขึ้นมาอีกเขาเริ่มใคร่ครวญกว่าเดิมและอยากจะให้เวลากับ เคธี่ ภรรยาสุดที่รักมากขึ้น แม้ไฟในการเป็นกุนซือยังคุโชนอยู่ก็ตามดังนั้นแผนการหาทายาทเริ่มขึ้น พยายามจะดึงคนที่ใช่สานต่อจากตนเอง โดยเน้นที่การทำงานหนักเป็นหลักในลิสต์มีอยู่หลายชื่อด้วยกัน ก่อนที่ เฟอร์กี้ จะเสนอกับบอร์ดบริหารว่าให้เลือก เดวิด มอยส์ น่าเหมาะสมกลมกลืนไปกลับเนื้อเดิมกว่าคนอื่นแรกทีเดียวป๋าแพลนเอาไว้ว่าจะให้ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันในเวลานั้น มาเรียนรู้งานก่อน 1 ปีในฐานะมือขวาเพราะอ่านขาดว่าวัฒนธรรมภายในทีมของทอฟฟี่สีน้ำเงินกับ แมนฯยูไนเต็ด มีความแตกต่างกันไม่น้อย จึงต้องมาใช้เวลาซึมซับรับรู้กันสักหน่อยปีศาจแดงมีโครงสร้างที่ใหญ่กว่าและการทำงานบางเรื่องย่อมซับซ้อน ไล่ตั้งระบบเยาวชนขึ้นมายันชุดใหญ่ ซึ่ง มอยส์ ต้องดูแลทั้งหมด มันไม่ง่ายเลยหากจะมาแบบปุบปับแล้วปรับตัวได้ทันแต่ตอนนั้น มอยส์ กำลังมือขึ้นกับ เอฟเวอร์ตัน แม้จะไม่เคยได้ถ้วยรางวัลเลยสักใบ แต่การทำทีมที่มีเงื่อนไขจำกัด รวมถึงใช้เงินคุ้มค่าทุกเพนนี เลยได้รับการยกย่องมากเป็นพิเศษบวกกับเป็นคนที่บ้างาน เสียสละพลังกายและใจเพื่อทอฟฟี่สีน้ำเงินเรื่อยมา มันผ่านการพิสูจน์มาจุดหนึ่งแล้วด้วยความเป็นคนกลาสโกว์เหมือนกัน จึงมีการติดต่อพูดคุยกันตลอด เฟอร์กี้ ได้ฟังมุมมองและรับรู้ถึงทัศนคติอันยอดเยี่ยมของรุ่นน้องคนนี้เลยประทับใจอยู่ไม่น้อยตอนที่ยื่นข้อเสนอให้เป็นมือขวามาฝึกงานสักซีซั่นนั้น มอยส์ ลังเล ก่อนจะตัดสินใจบอกปัดไปเขาคงคิดว่าไม่สมฐานะตัวเองที่เป็นเบอร์หนึ่งของเอฟเวอร์ตัน แล้วจู่ๆ ต้องลดเลเวลลงมาเหลือแค่ผู้ช่วยแน่นอน มอยส์ มีสิทธิ์จะคิดเช่นนั้น เรื่องอะไรต้องก้าวถอยหลัง หากอยากได้ตัวเขาจริงก็ควรให้นั่งเก้าอี้ผู้จัดการไปเลย มันทำให้ เฟอร์กี้ คิดหนักอย่างมาก ก่อนปรึกษากับเบื้องบนแล้วได้ความว่า เขาจะวางมือเมื่อจบฤดูกาล 2012/13 จากนั้น มอยส์ จะเป็นทายาทอสูรพอได้ตัวเลือกที่น่าพอใจแล้ว ป๋าเชื่อว่าไม่น่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก ในส่วนของสต๊าฟฟ์นั้นน่าจะยึดชุดเดิมเป็นหลัก เต็มที่ มอยส์ น่าจะหนีบคนรู้จักรู้ใจมาด้วยสักคนเพราะแบ็ครูมของทีมตอนนั้นโอเคอยู่แล้ว ที่สำคัญมีประสบการณ์และเข้าใจสโมสรแห่งนี้เป็นอย่างดี น่าจะช่วยงานกุนซือคนใหม่ได้มากแต่มันตรงกันข้าม เมื่อ มอยส์ ส่งสัญญาณมาเลยว่าจะล้างบางทีมงานเดิม แล้วดึงคนของตัวเองไปเกือบทั้งกระบิไมค์ ฟีแลน ที่เคยเป็นลูกน้องป๋าทั้งตอนเป็นผู้เล่นและโค้ช รวมถึง เอริก สตีล โค้ชผู้รักษาประตูที่มีส่วนอย่างมากในการเปลี่ยน ดาบิด เด เคอา จากนายด่านเจี๋ยมเจี้ยมบอบบางให้แกร่งกล้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสองคนนี้โดนประกาศิตจาก มอยส์ ว่าต้องไปส่วน เรเน่ มิวเลนสตีน ซึ่งเป็นโค้ชอีกคนยังอยู่ได้หากต้องการ แต่เขาเลือกที่จะไปเช่นเดียวกันจากนั้น มอยส์ ไปดึง สตีฟ ราวด์ คนของตนมาแทน ฟีแลน ส่วน คริส วู้ดส์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษมาทำงานต่อจาก สตีลเรื่องนี้สร้างความลำบากใจให้ เฟอร์กี้ ไม่น้อย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพและต้องเคารพคนเป็นผู้จัดการทีมตัวจริง จึงต้องปล่อยให้ดำเนินต่อไปหารู้ไม่ว่านั่นคือสัญญาณเตือนความตกต่ำกำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้าแล้วก็อย่างที่เห็นกัน แมนฯยูไนเต็ด ในยุค มอยส์ แหลกเหลวหมดสภาพ จบด้วยอันดับ 6 จนต้องแยกทางกันก่อนฤดูกาลจบลง 3 นัดว่ากันว่าป๋าสะเทือนใจและเสียความรู้สึกอย่างมาก เพราะตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้นมันเป็นตราบาปในใจกระทั่งวันนี้...---------------------แม้จะเลิกราหย่าขาดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมและไม่มีส่วนอะไรในเรื่องการจัดการสโมสร นอกจากบทบาททูตและตัวแทน แต่แทบทุกนัดที่ แมนฯยูไนเต็ด เล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะเห็นเงาร่างของ เฟอร์กี้ อยู่บนบ็อกซ์วีไอพีเสมอในเวลาปกติป๋าเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย แต่พักหลังสีหน้าบูดบึ้งเสมอเมื่อมาเห็นเกมของยูไนเต็ดในฐานะแฟนบอลคนหนึ่งยังเอาใจช่วย แมนฯยูไนเต็ด มาตลอด ราวกับว่าก้นบึ้งแห่งความรู้สึกมีอะไรบางอย่างติดค้างอยู่ขนาดป่วยครั้งใหญ่ล้มหมอนนอนเสื่อถึงขั้นผ่าตัดสมอง จนหลายต่อหลายคนคิดว่ากลับมาเที่ยวนี้ เฟอร์กี้ น่าจะเลิกลุ้นเกมที่ขอบสนาม เพราะอาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพแต่ตรงกันข้ามเลย พอได้รับไฟเขียวจากหมอที่ดูแลว่าดูเกมได้แล้ว ทีนี้มาแทบไม่ขาดมันสะท้อนได้เลยถึงจิตใจยังมีห่วงอยู่ ไม่อาจปล่อยวางได้ แม้จะลุกมาจากเก้าอี้หลายปีแล้วก็ตามเพราะตั้งแต่ เฟอร์กี้ เปิดหมวกลาแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แมนฯยูไนเต็ด ไม่ใช่ทีมเดิมไม่ว่าจะเป็นยุคของ มอยส์ , หลุยส์ ฟานกัล หรือ โชเซ่ มูรินโญ่อย่าว่าแต่ความฝันที่เคยเจิดจ้าของสาวกเลย ความหวังก็แทบมอดไหม้ไปหมดคนเราลองถ้าไม่มีหวังแล้ว ชีวิตก็แทบจบกันเฟอร์กี้ จึงต้องยอมเอาตัวเองลงมาแลกเพื่อจุดไฟแห่งความหวังให้โชนขึ้นมาอีกครั้งนั่นจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่----------------------"เขาอาจจะไม่น่าตื่นเต้นหวือหวา แต่ว่าหนักแน่นมั่นคง"เฟอร์กูสัน เคยพูดถึงนิยามบางส่วนของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไว้อย่างนี้มันชัดเจนทุกอย่างอยู่แล้ว คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้เวิ่นเว้อมากความอีกทันทีที่ แมนฯยูไนเต็ด แถลงอย่างเป็นทางการแต่งตั้ง โซลชา เป็นผู้จัดการทีมรักษาการณ์กระทั่งจบฤดูกาล สร้างความแปลกใจให้ใครหลายคนไม่น้อยแม้จะมีข่าวหลุดมาก่อนหน้านี้แล้วก็เถอะ แต่ไม่มีใครคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะออกมาอย่างที่เห็นเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ ถ้าในมุมของแฟนผีด้วยกันแล้ว ส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงาม อย่างน้อยนี่คือตำนานของสโมสร เคยเป็นตัวสำรองอดทนที่มีบทบาทพาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมายตลอด 11 ปีที่ค้าแข้งนอกจากนี้ยังผ่านงานกุนซือทีมสำรองของ แมนฯยูไนเต็ด อีก 3 ปีด้วยกัน เรียกว่ารู้แทบทุกซอกทุกมุมของสโมสรอย่างดีไม่นาน ไมค์ ฟีแลน ผู้เคยถูก มอยส์ ปลดกลางอากาศแบบคาดไม่ถึง ก็กลับมารับบทเดิมของตัวเองอีกครั้งเขาจะมาทำงานร่วมกับ ไมเคิ่ล คาร์ริค ซึ่งยังคงสถานะในทีมสต๊าฟฟ์เอาไว้ได้ เพราะนี่คือหนึ่งในคนที่คุ้นเคยกับสโมสรอย่างดีตอนรู้ว่า ฟีแลน คัมแบ็กแทบทุกคนรู้ดีเลยว่า เฟอร์กี้ ต้องอยู่เบื้องหลังทั้งหมดแล้วจริงอย่างที่ว่าไม่นานนักสื่อก็คาบข่าวมาเปิดเผย เฟอร์กี้ จะมานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาพิเศษคอยให้คำแนะนำกับ โซลชา และทีมงาน ซึ่งทุกคนล้วนแต่คอนโทรลได้หมดเบื้องต้นป๋าจะเข้ามาฟื้นความคึกคักสร้างบรรยากาศในทีมให้ดีอย่างเดิม จากนั้นค่อยแก้ไขปัญหาทีละขั้นตอนไปหลังการเปลี่ยนแปลงไม่กี่วัน ทุกอย่างแทบจะดีขึ้นทันตาเห็น โดยเฉพาะผลงานในสนามที่บุกบอมบ์ คาร์ดิฟฟ์ 5-12 ปีครึ่งที่ มูรินโญ่ กุมบังเหียน แมนฯยูไนเต็ด ไม่เคยยิงในลีกได้ถึง 5 ประตู นอกจากนี้ยังไม่เคยครองบอลถึง 75 เปอร์เซนต์ตัวเลขการทำประตูได้เร็วหรือผ่านบอลสำเร็จ ก็ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากพอทำให้เราเชื่อว่ามันดีขึ้นจริงๆถ้อยคำอวย โซลชา จึงดังกระหึ่มมาทั่วทิศทาง ผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามาปุ๊บก็ปลุกให้ตื่นจากฝันร้ายสำเร็จบางคนบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าแค่ โซลชา คนเดียวจะเปลี่ยนได้ขนาดนี้แต่ข้างหลังกุนซือนอร์วีเจี้ยนนี่แหล่ะมี เงาของ เฟอร์กี้ ตระหง่านเป็นแบ็กกราวด์ให้ต่อให้วางมือไปนานแต่ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีบารมี อิทธิพลและอำนาจป๋ายังไม่หายไปไหนเมื่อ "ก็อดฟาเธอร์" กลับมา เราอาจได้เห็นอดีตอันหวานชื่นฟื้นคืนมาด้วยหากใครอดีตขมขื่นไปแล้วและอยากลองเริ่มต้นใหม่แต่ยังหาโปรเด็ดๆไม่เจอลองทาง MYSBOBET ก่อนได้เลยมีโปรมากมายให้คุณเลือก ติดต่อมาได้เลย https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

นักปฏิวัติ

หากคุณไม่ได้เป็นเดอะ ค็อปเลือดเข้ม จะไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกจากสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานในทศวรรษที่ 70 ต่อเนื่องมายัง 80 กวาดแชมป์มากมาย โดยเฉพาะเจ้ายุโรป แล้วจู่ๆร้างลาความสำเร็จในลีกสูงสุดมายาวนานเกือบ 30 ปียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ได้เข้าชิง 2 ครั้งหลังสุดก็ฝันสลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เอฟเอคัพก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาล 2004/05 จากนั้นก็ไม่เคยเถลิงบัลลังก์ส่วนเกียรติยศสุดท้ายคือลีกคัพหรือที่หลายคนเย้ยว่ามิคกี้ เมาส์คัพ เกิดขึ้นตั้งแต่ฤดูกาล 2011/12 หรือย่าง 7 ปีเข้าไปแล้วความโหยหา ความกระหายในความสำเร็จจึงยิ่งอัดแน่นอยู่ข้างในเหล่าสาวกลิเวอร์พูลในขณะที่ศัตรูคู่อาฆาตอย่าง แมนฯยูไนเต็ด มีเกียรติยศมาประดับอย่างต่อเนื่อง พวกเขาได้แต่รับสภาพปลงตกมองตาปริบๆแล้วในวันที่ปีศาจแดงเริ่มแผ่วลง ลิเวอร์พูล ก็ยังก้าวขึ้นมาแทนไม่ได้ กลายเป็นสโมสรอื่นที่ยึดบัลลังก์โมเมนต์ที่เจ็บปวดสุดเห็นจะเป็นฤดูกาล 2013/14 ฝันอันยาวนานใกล้จะปิดฉากลง งานฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกจ่อรอตรงหน้า ชะตาทุกอย่างอยู่ในกำมือพวกเขาเองทั้งสิ้นแต่แล้วความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เสริมด้วยลื่นแบบไม่เจตนาของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ขวัญใจเบอร์หนึ่งของทีม ทำให้พังครืนต่อหน้าต่อตาไม่ได้แชมป์ไม่ว่า ยังมาโดนยั่วล้อเสียดเย้ยทวีความเจ็บใจเข้าไปอีกบางคนเลือกที่จะตอบโต้ ในขณะที่บางคนเลือกที่จะนิ่งเก็บงำความรู้สึกไว้ ได้แต่เฝ้ารอวันของตัวเอง เมื่อไรกลับมาได้อีกครั้้งจะจัดหนักอย่างสาสมทบต้นทบดอกถ้าคุณรักและเทิดทูน ลิเวอร์พูล ย่อมเข้าใจความรู้สึกอย่างนี้ดี...-------------------หลังฤดูกาล 1989/90 เป็นต้นมา หงส์แดงจบอันดับบนตารางลีกด้วยเลขตัวเดียวมาตลอด ไม่เคยตกต่ำถึงขั้นหลุดไปจากท็อปเทนในขณะเดียวกันเข้าป้ายรองแชมป์มาถึง 3 ครั้ง อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นมาตรฐานที่ยังนิ่งในระดับไม่น่าเกลียดนัก แม้จะไม่เป็นไปอย่างคาดหวังก็ตามกูรูดังไม่น้อยมองว่าเหตุแห่งความตกต่ำน่าจะมาจากการทำงานของผู้บริหารส่วนหนึ่ง ที่ปรับตัวช้า มัวแต่หลงกับเงาอดีตมากเกินไป จนไม่ยอมสลัดหนีให้พ้นไม่ยอมหมุนตามโลก เชื่อว่าเทรดดิชั่นคือสิ่งสำคัญ มันคือจิตวิญญาณ ทว่ามันไม่อาจนำไปซื้อผู้เล่นชั้นดีมาเสริมทัพได้แม้จะไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน แต่ในยุคที่สโมสรคลาสเดียวกันมีงบประมาณทุ่มซื้อแข้งชั้นดีมายกระดับให้ขยับขึ้นหนีไปเรื่อยๆ ยิ่งสร้างความยากลำบากที่จะคัมแบ็กมายืนในจุดที่คุ้นเคยตรงกันข้ามช่วงไหนที่มีนักเตะสักคนพรวดพราดเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีม ไม่วายเจอพวกยักษ์ใหญ่ใช้เงินฟาดหัว ลากไปอยู่ด้วยอีกต่างหากแทนที่นักเตะเหล่านี้จะได้ช่วยทีม ต่อยอดไปสู่ความสำเร็จ กลับต้องย้อนไปนับหนึ่งใหม่แม้กระทั่ง เจอร์ราร์ด ที่ควรได้รับสัญญายาวตลอดชีพ แขวนสตั๊ดเป็นตำนานยิ่งใหญ่สโมสร ก็ยังถูกปล่อยออกไปอีกผู้เล่นอย่างนี้ต้องเก็บเอาไว้ อย่าใส่ใจด้วยว่าจะเข้าสู่บั้นปลายค้าแข้ง ต้องมองในมุมที่ว่าจะเป็นแรงกระตุ้นปลุกเร้าชั้นดีให้กับนักเตะรุ่นน้องหรือเป็นแรงบันดาลใจให้แข้งอื่นยอมย้ายมาว่ากันตามตรง เจอร์ราร์ด ควรได้เป็นสต๊าฟฟ์หรือมือขวาในเวลานี้ เรียนรู้บ่มเพาะในบทบาทใหม่ไปเรื่อยๆ เมื่อปีกกล้าขาแข็งแล้ว ค่อยดันขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งอย่างเต็มตัวทุกวันนี้เขาขึ้นเหนือไปได้ดิบได้ดีกับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส และมีโอกาสที่จะทลายกำแพงผูกขาดอำนาจอันแข็งแกร่งของคู่แข่งอย่าง เซลติก ลงได้อีกต่างหากเดอะ ค็อปได้แต่พึมพัมด้วยความเสียดายและหวังว่าสักวันลูกชายคนนี้จะหวนคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้งความเป็นอัตลักษณ์และจิตวิญญาณอันเข้มขลังของสโมสรที่หายไป มันไม่ง่ายเลยที่จะดึงกลับคืนมาแล้วภารกิจนี้อาจต้องใช้เวลาอย่างมากอีกต่างหาก..--------------------เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยบอกว่าเขาเป็น "พวกซ้าย"ซ้ายในที่นี้หมายถึงแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมือง หากว่าเป็นฝั่งซ้ายจริงอาจจะออกไปแนวสังคมนิยม เน้นความเท่าเทียมที่สำคัญจะเชื่อมั่นในการลงมือทำงาน มากกว่าจะมาเพ้อฝันวาดวิมานไปวันๆและแน่นอนว่าเขาเป็นนักปฎิวัติในแบบฉบับของ เช กูวาร่า อีกด้วยปรัชญาที่ว่าหากคุณต้องการจะนำความคิดไปใส่สมองคนอื่นให้เห็นคล้อยตาม ทางเดียวคือต้องทำให้เห็นเพื่อเกิดศรัทธาก่อนแล้วเรื่องอย่างนี้มันต้องใช้เวลาพอสมควรคล็อปป์ รับตำแหน่งผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2015 แทนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่แฟนบอลไม่เลื่อมใสอีกต่อไปก่อนจะพาจนอันดับ 8 ของตาราง ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมาก แม้จะเลขตัวเดียวก็ตามเพียงแต่เดอะ ค็อปค่อยๆ ได้ซัมซับรับรู้กับสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนไประบบเพรสซิ่งเร็วถูกนำมาปรับใช้ นักเตะหลายคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยก็ได้เรียนรู้ไป อาจจะเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม ใช้พลังในการวิ่งเยอะขึ้น แต่ระยะยาวถ้าปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ น่าจะส่งผลดีแต่พอคุณเล่นเพรสซิ่งแล้ว อาจทำให้มีปัญหาในเกมรับเมื่อเจอคู่แข้งที่เขี้ยวเล่นสวนกลับได้ดี โดยเฉพาะพวกที่มีเทคนิคเจ๋งๆ เอาตัวรอดได้ในพื้นที่แคบๆเกมรับของหส์แดงในช่วงนั้นจึงถูกหยามว่าเหมือนบ่อน้ำมันให้เจาะกันง่ายๆเกินไป มันช่างเปราะบางจริงๆเท่านั้นไม่พอตำแหน่งนายทวารด่านสุดท้ายก็ยังพลาดให้เห็นอยู่ตลอด แถมเป็นการพลาดแบบไม่น่าเกิดในระดับนี้อีกต่างหากคล็อปป์ พยายามจะแก้ไขแต่ยังยึดในแนวทางของตัวเอง นั่นคือไม่ต้องการจะหมดงบประมาณในการซื้อผู้เล่นชั้นดีเข้ามาเยอะเกิน ซึ่งตัวเขาเองยังวิจารณ์พวกสโมสรที่ใช้เงินกรุยทางไปสู่ความสำเร็จด้วยแต่เมื่อรับรู้ได้แล้วว่า หากยังยึดติดกับความคิดความเชื่อแบบเดิมๆ แล้วโอกาสที่จะประสบความสำเร็จน่าจะลำบากหลายเท่าเพราะจนแล้วจนรอดปะผุขันนอตอย่างไร เกมรับก็ยังคือจุดอ่อนปลายคางเปราะ โดนน็อกร่วงผล็อยเหมือนเดิมฉะนั้นเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน นั่นจึงเป็นที่มาของการเสริม เวอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ อลีสซง เบ็คเกอร์ รวมกันกว่า 150 ล้านปอนด์ด้วยกันฟาน ไดค์ นั้นมาก่อนตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เขาช่วยทำให้แผงหลังแกร่งขึ้น กำแพงเหล็กค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาแต่ผู้รักษาประตูก็ยังไม่อาจทำได้ตามเป้าหมาย บางครั้งเสียง่ายเกินกว่าจะไว้เนื้อเชื่อใจได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะ ซิมง มินโญเลต์ หรือ ลอริส คาริอุสนั่นแหล่ะ อลีสซง เลยได้มาเป็นสมาชิกใหม่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าแพงหูดับตับไหม้พอสองคนนี้ได้มาร่วมงานกัน เกมรับแน่นขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เสียประตูยากมาก มีระเบียบวินัยในการป้องกันที่ดีเยี่ยม18 เกมในลีกที่เคลื่อนผ่านไป ย่อมสะท้อนให้ชัดเจนกันอยู่แล้วหงส์แดงโดนเจาะไปแค่ 7 ประตูเท่านั้น ทำสถิติเหนือ เชลซี ในซีซั่น 2004/05 ที่เสียไป 8 ในจำนวนเกมที่เท่ากันนอกจากนี้บนชัยชนะ 15 นัดและเสมออีก 3 โดยยังสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นนั้น ยังบอกอะไรเราได้อีกด้วยการได้หนึ่งแต้มทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เผชิญหน้ากับทีมใหญ่ไซส์เดียวกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเจ๊า เชลซี กับ อาร์เซน่อล เมื่อออกไปเยือน อีกหนึ่งคือแบ่งแต้มเรือใบในรังตัวเองหมายความว่าจากที่มักพลั้งเผลอผิดพลาดเมื่อต้องเจอทีมที่อ่อนกว่า จนกลายเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่อาจก้าวไปถึงฝันได้ คล็อปป์ ก็จัดการโมดิฟายแก้ไขได้สำเร็จในเกมที่ควรได้ 3 แต้มต้องทำให้ได้ ตรงนี้แหล่ะที่สำคัญอย่างมากแล้วเมื่อทีมที่ไล่บี้ตามจี้กันมาอย่าง แมนฯซิตี้ เกิดสะดุดขึ้นมา นั่นยิ่งตอกย้ำเลยว่าคุณต้องเน้นทุกเกมที่เจอกับทีมรองกว่าคล็อปป์ ใส่โปรแกรมนี้ให้กับลูกทีมของตัวเอง นั่นคือมีสมาธิให้มากที่สุด ทุ่มเทให้เต็มที่ อย่าประมาทเด็ดขาด แม้จะไม่ใช่เจอบิ๊กเนมก็ตาม เราจึงได้เห็นผลลัพธ์ตรงนี้กันแล้วอีกอย่างกุนซือเยอรมันเป็นพวกลงมือทำและมีความกล้าบ้าบิ่นอยู่ในสายเลือด เราจึงเห็นพวกดาวรุ่งมีโอกาสมาโชว์บนเวทีใหญ่และได้ดิบได้ดีกันไปแล้วถึงตรงนี้ทุกอย่าง ลิเวอร์พูล มีพร้อมในมือหมด ฝีเท้า จิตใจ ความศรัทธา ไหนจะโชคอีกมันอาจจะเร็วเกินไปที่จะพูดถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกแต่ถ้าคุณทำให้ยอดกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยำเกรงได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกแล้วและถ้าใครไม่มีกลัวพร้อมจะลุยไปและลุ้นสนุกแบบไม่ต้องมานั่งกังวลล่ะก็นี่เลย Sbobet777 ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทีมงานมืออาชีพพร้อมให้บริการ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คนบ้าผู้ปรานี

ลีดส์ ยูไนเต็ด ออกนอกสารบบพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาล 2004/05พวกเขาหล่นไปยัง เดอะ แชมเปี้ยนชิพ จากวันนั้นถึงวันนี้ 14 ปีแล้ว ยังไม่อาจพาตัวเองขึ้นสู่ลีกสูงสุดที่คุ้นเคยเลยแย่กว่านั้นคือตกไปอยู่ลีก วันอีก 3 ปีด้วยกัน กว่าจะตะเกียกตะกายกลับมา เดอะ แชมเปี้ยนชิพได้อีกครั้งก็เล่นเอาแทบเลือดตากระเด็นปัญหาการเงินคือเงื่อนปมสำคัญส่งให้สโมสรที่แฟนบอลบ้านเราเรียกว่า "ยูงทอง" ต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างคาดไม่ถึงทั้งที่ในซีซั่น 1991/92 ยังผงาดครองแชมป์ลีกสูงสุด ก่อนปีรุ่งขึ้นจะเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ชิพ แล้วเป็นพรีเมียร์ลีกในเวลาต่อมาจากนั้นมากระเดื่องเรืองรองอีกในฤดูกาล 2000/01 ซึ่งได้เข้าไปโม่แข้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนหักด่านถึงรอบรองชนะเลิศ โดยที่ขุนพลยุคนั้นล้วนแต่เป็นพวกยังบลัดเต็มไปด้วยอนาคตสดใสแต่ใครจะไปบ้าเชื่อว่าอีกแค่ 3 ปีจะต้องตกชั้น ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดในการใช้เงินของบอร์ดบริหารล้วนๆเพราะอย่างนี้ ลีดส์ จึงวุ่นวายกับการเปลี่ยนเจ้าของสโมสรและผู้ถือหุ้นในแต่ละช่วง ทำให้สถานการณ์ภายในไม่นิ่งและส่งผลกระทบต่อผลงานในสนามด้วยกระทั่งปี 2017 ได้ อันเดรีย ราดริซซานี่ นักธุรกิจหนุ่มวัย 40 กว่าๆ จากชาวอิตาลีมาเทคโอเวอร์ การเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งดึง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า มากุมบังเหียนเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาและนั่นเองทำให้แสงแห่งความหวังสาวกยูงทองเริ่มเจิดจ้า-------------------หากคุณไปถาม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ว่าใครคือกุนซือที่ดีสุดในโลก?คำตอบคือ มาร์เซโล่ บิเอลซ่าหากคุณไปถาม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ว่านับถือเคารพกุนซือคนไหนมากสุด?คำตอบคือ มาร์เซโล่ บิเอลซ่าบิเอลซ่า เกิดที่เมืองโรซาริโอ ในครอบครัวนักกฎหมายที่มีอันจะกินของอาร์เจนตินา ทั้งปู่ พ่อ พี่ชาย พี่สาว ต่างก็เอาดีทางด้านทนายความหรือผันไปเป็นนักการเมืองทั้งสิ้นแต่เขาผ่าเหล่าผ่ากอและได้แม่คอยสนับสนุนอย่างเต็มที่ อีกทั้งแม่นี่แหล่ะที่เป็นเอเยนต์ใหญ่จำหน่ายหนังสือพิมพ์ บิเอลซ่า จึงซึมซับเรื่องการอ่านมาตั้งแต่ไหนแต่ไรรวมไปถึงแม็กซีนฟุตบอลที่โปรดปรานอย่างมาก อ่านดุเดือดลืมวันลืมคืนจนถึงทุกวันนี้นิสัยรักการอ่านก็ยังติดตัวเสมอมา ขนาดที่ว่าสมัครเป็นสมาชิกแม็กกาซีนทั่วโลกมากกว่า 40 ฉบับด้วยกันการเป็นนักเตะอาชีพคือฝันของเขาอย่างแท้จริง มุมานะอย่างหนักพาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ สโมสรอันเป็นที่รักได้สำเร็จแต่โลกความจริงของฟุตบอลมันไม่ง่ายอย่างเพ้อฝันกันเลยบิเอลซ่า ได้เล่นไม่กี่นัดในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าไม่น่าจะไปรอด เพราะความเชื่องช้า ขาดสปีด อีกทั้งแรงปะทะสู้กองหน้าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เสียเปรียบตลอดเขาจึงวิเคราะห์แบบนักกฎหมายที่มีอยู่ในสายเลือด นั่นคือในเมื่อตัวเองชอบค้นหา ชอบคิดค้นสูตรใหม่ๆ ใส่ใจกับการอ่าน เส้นทางโค้ชน่าจะราบรื่นกว่าเลยมาจับงานครูพละเป็นบันไดขั้นแรกก่อน สอนเกมลูกหนังในระดับมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเคยศึกษาด้วยวัยเขาแทบจะใกล้เคียงกับนักเตะ ห่างกันไม่กี่มากน้อยเท่านั้น แต่วิธีการทำงานที่ทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง อดตาหลับขับตานอนเพื่อที่จะพาทีมเดินหน้าสู่ความสำเร็จ รวมไปถึงเน้นการซ้อมหนักมากกว่าการรักสบายแบบลูกคนมีเงินทั่วไปนั่นจึงทำให้ บิเอลซ่าได้รับความนับถือจากลูกทีมตัวเองหรือคนรอบข้างอย่างมากตอนก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชเยาวชนของ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ เขาดีใจมากๆ เดินทางไกลๆ บางทีขับรถเองไปทั่วประเทศเพื่อมองหาแข้งเด็กฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทีมผลพวงจากการทำงานอย่างหนัก ช่วยให้เขาได้โปรโมตไปคุมทีมชุดใหญ่ แล้วผงาดครองแชมป์ลีกสูงสุด 2 ปีซ้อนในเวลาต่อมาเขาคือผู้ปลุกปั้นดันให้ โปเช็ตติโน่ เป็นกองหลังที่ดีมากๆ คนหนึ่งในยุคที่อยู่ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ ด้วยกัน รวมไปถึง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็ได้รับอิทธิพลจากเจ้านายคนนี้ไม่น้อยเมื่อตอนช่วยทีมชาติอาร์เจนตินานักเตะบางคนที่เคยร่วมงานด้วย อาจไม่ชอบ บิเอลซ่า นัก เพราะ "ตึง" เกินไป เหมือนคนหิวกระหายงาน จนแทบจะลืมคำว่าพักผ่อนแต่นั่นคือนิสัยของเขาอย่างแท้จริง มันถูกปลุกฝังมาตั้งแต่ยังเล็กและเชื่อว่านี่คือหนทางไปสู่ความสำเร็จ-------------------การทำงานหนักแบบเกินลิมิตทำให้ บิเอลซ่า ถูกเรียกว่า "เอล โลโก้" หรือคนบ้าช่วงคุม ลีดส์ ใหม่ๆ เขาคุมทีมลงซ้อม เปลี่ยนครั้งละสามชั่วโมงให้เท่ากันเข้าไว้ เพื่อหวังว่าลูกทีมจะได้เห็นถึงแผนการทั้งหมดและสามารถตอบสนองเขาได้เคยเห็นกุนซือคนไหนซ้อมตั้งแต่ 9 โมงถึง 3 ทุ่มบ้าง ไม่มีแน่นอน นอกจาก บิเอลซ่า นี่แหล่ะประเด็นคือการซ้อมบ้าเลือดแบบนี้ หากนักเตะยอมก็โอเค ไม่มีอะไรน่าจะไปได้สวยหากไม่ยอมเล่นด้วย เขาก็ต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำหรือแรงกระเพื่อมต่างๆ ที่อาจทำให้กดดันอย่างหนักบิเอลซ่า เองก็รู้ดีว่าแนวทางของตนเช่นนี้ อาจมีคนไม่เห็นด้วยเยอะ ตามธรรมชาติของมนุษย์ใครมันจะชอบทำงานหนักๆ แล้วได้เงินเท่าเดิมบ้างความเมตตา ใจดี อารีอารอบต่อลูกทีมจึงเป็นสิ่งที่เขานำมาใช้จริงๆ แล้วตั้งแต่เป็นโค้ชอยู่ในอาร์เจนตินา เขาเคยช่วยแข้งเด็กๆ หลายคน ให้ได้รับโอกาสจากการเล่นฟุตบอลบิเอลซ่า ชอบจะช่วยเหลือนักเตะข้างถนน หากเห็นแววว่าพอจะไปได้ในการเป็นนักเตะอาชีพ ดึงมาเข้าทีม โดยใช้เงินของตัวเองส่วนหนึ่งอีกต่างหากนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักเตะลีดส์ยอมที่ทำตามนโยบายเจ้านาย ซ้อมหนักไม่กลัวตายแล้ว บิเอลซ่า ก็แสดงให้เห็นด้วยว่า ถ้าลูกทีมทำงานหนัก เขาต้องทำให้หนักมากกว่าเท่าตัว-------------------ตอนนี้ ลีดส์ ผงาดนำฝูงเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยผลงาน 45 แต้มจาก 22 นัดเหนือ นอริช อันดับ 2 แค่แต้มเดียวเท่านั้นนานมากแล้วที่แฟนยูงทองไม่รู้สึกหนาวยะเยือก กับการอยู่บนที่สูงแน่นอนส่วนหนึ่งมาจากการทำงานหนักของ บิเอลซ่า กับกลุ่มสต๊าฟฟ์ตัวเอง แต่ละวัน นอกจากซ้อมหลายชั่วโมงแล้ว ยังวุ่นวายกับการดูเทปของคู่ต่อสู้วนไปมา เพื่อหาจุดอ่อนให้ได้อีกทั้งยังต้องคอยเป็นทูตให้กับสโมสร คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่อยากมาดูงาน ศึกษาว่าทำอย่างไร ลีดส์ จึงฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วเดินหน้าไปสู่ทิศทางที่ดีพอเห็นว่าการเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับศูนย์ซ้อม มันกินเวลาไม่น้อย ก็เลยสั่งให้เจ้าหน้าที่มาต่อเติมเฟอร์นิเจอร์ ทั้งเตียง ตู้เสื้อผ้า ห้องครัว มานอนกันที่นี่มันซะเลยไม่ใช่แค่เขาคนเดียวทีมงานหลายคนเมื่อเห็นความบ้าของลูกพี่ก็ยอมด้วย นอนมันด้วยกันนี่แหล่ะ เพิ่มความกลมเกลียวสามัคคีเข้าไปอีกเช่นเดียวกับนักเตะบางคนที่โอเค ก็มีบ้างที่กินอยู่หลับนอนที่สนามซ้อมเลยเรื่องนี้ บิเอลซ่า ไม่อยากบอกใครหรือให้คนนอกรู้นัก มันอาจทำให้เขาดูไม่ดี เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนบ้าจริงๆแต่สิ่งที่ทำลงไปเพื่อเป้าหมายทั้งสิ้นและเห็นได้ชัดกับการเปลี่ยนที่ดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลีดส์ คว้าแข้งใหม่มาเพิ่มแค่ 2 คนเท่านั้น แถมยังไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมชุดปัจจุบันด้วยนั่นหมายความว่ายึดจากนักเตะเดิมๆ ที่มีอยู่เป็นแกน ทว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมล็ดพันธุ์จากความตั้งใจและทำงานหนักที่หว่านลงไป เริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นกันบ้างแล้ว แม้จะยังไม่ถึงขั้นสุกงอมพอจะเก็บเกี่ยวได้แต่มันทำให้เราตระหนักว่าเมื่อคุณมุ่งมั่น ไม่หวั่นกับงานหนักๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ย่อมมีสูงเหมือนอย่างกุนซือที่ถูกเรียกว่า "เอล โลโก้" คนนี้แหล่ะส่วนถ้าใครกำลังมองหน้าหาโอกาสดีๆที่จะลุ้นสนุกพร้อมกับบวกบวกบวกล่ะก็ลอง MYSBOBET ได้เลยครับติดต่อมาได้เลย https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

สายตาแทนคำพูด

ว่ากันว่าคู่มือการใช้งาน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถูก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เก็บไว้อย่างดี11 ปีที่ร่วมงานกันในฐานะเจ้านาย - ลูกน้องโดยตรง แถมอีก 3 ปีซึ่งเขาคุมทีมสำรอง แมนฯยูไนเต็ด ก็ยังต้องเจอะเจอปรึกษากันอยู่เสมอเบ็ดเสร็จรวมแล้วเกือบ 15 ปีด้วยกัน สองคนนี้แทบไม่ได้แยกออกจากกันไปไหนเลยนี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ปีศาจแดงจิ้ม โซลชา มาเป็นกุนซือรักษาการณ์จนจบซีซั่น ซึ่งแน่นอนว่า เฟอร์กี้ ต้องอยู่เบื้องหลังแม้อดีตหัวหอกทีมชาตินอร์เวย์จะล้มเหลวหมดสภาพในการคุม คาร์ดิฟฟ์ เมื่อปี 2014 แต่ตอนนั้นอาจจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ไม่เกื้อหนุนอีกทั้งเขาเพิ่งวัยแค่ 41 ปี ชั่วโมงบินยังไม่น่าจะมากพอที่จะต้องมาสู้รบกับเรื่องในและนอกสนามในสนามอย่างที่รู้กันเป้าหมายของ คาร์ดิฟฟ์ อยู่แค่การประคองตัวให้อยู่รอดได้เท่านั้นก็จริง แต่คุณภาพของผู้เล่นต้องยอมรับว่าคือตัวการใหญ่ที่ฉุดรั้งเอาไว้ส่วนนอกสนามนั้น วินเซนต์ ตัน เจ้าของสโมสรชาวมาเลเซียขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าไม่ธรรมดาขนาดที่ว่าเคยรีแบรนด์คาร์ดิฟฟ์ที่มีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์มาช้านาน เปลี่ยนเป็นแดงให้เจิดจ้าตามความเชื่อแบบตะวันออกของตัวเอง โดยไม่สนใจความรู้สึกของกองเชียร์สุดท้ายทานเสียงต่อต้านไม่ไหวต้องกลับมาใช้น้ำเงินเหมือนเคยแค่นี้ก็น่าจะพอการันตีความจุ้นจ้านเข้ามาใช้อำนาจเกินขอบเขตได้เป็นอย่างดี ดูเหมือน โซลชา จะต้องเจอการแทรกแซงด้วยซ้ำไปเมื่ออาคมยังไม่แกร่งกล้าพอ โซลชา จึงต้องกลับไปเลียแผลกับ โมลด์ ใหม่ รอให้ถึงเวลาสุกงอมกว่านี้ค่อยกลับมาก่อนจะรับงานผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์นั้น โซลชา ต่อสายหา เฟอร์กี้ เพื่อขอคำปรึกษาแล้ว ก่อนจะเซย์เยสกลับไปป๋าบอกแค่ว่าเมื่อโอกาสมาหาแล้ว เราไม่ควรที่จะปล่อยให้หลุดไป หากว่าต้องการงานนั้นจริงก็อย่าไปกลัวคนเราต้องตัดความกลัวในการเผชิญหน้าให้ได้ นี่คือหนึ่งในปรัชญาชีวิตที่ เฟอร์กี้ ยึดมั่นมาตลอดและถ่ายทอดให้กับลูกทีมอย่ากลัวและจงกระหายเข้าไว้ แล้วเราจะเป็นผู้ชนะ---------------------นัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 1999 แมนฯยูไนเต็ด ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค 1 ประตู แถมรูปเกมก็เป็นรองอีกต่างหากโซลชา นั่งอยู่ข้างสนามถูมือรอโอกาสของตัวเอง ในขณะที่สายตาก็เบี่ยงมองไปยัง เฟอร์กี้ ตลอดคิดอยู่ในใจว่าเมื่อไรจะเรียกให้ไปวอร์มอัพร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปลี่ยนลงไปแทนใครสักคนกลายเป็นว่าเจ้านายไปคุยกับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม กองหน้าสำรองอีกคนนานมาก เหมือนจะสั่งแบบเน้นย้ำอะไรบางอย่างมันสร้างความหงุดหงิดให้กับเขามากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเมื่อดูจากจำนวนประตูที่ทำได้ในซีซั่นนั้น ของเขามากกว่า เชอรี่ เป็นไหนๆ ควรจะได้รับโอกาสก่อนด้วยซ้ำเชอริงแฮม ถูกหย่อนมาแทน เยสเปอร์ บลอมควิสต์ ในนาทีที่ 67 โซลชา ได้แต่มองตาละห้อยเขายังคงหันไปมอง เฟอร์กี้ อยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรทั้งสิ้นกระทั่งเกมที่คัมป์นูกำลังจะเดินไปถึง 10 นาทีสุดท้าย เจ้านายส่งซิกซ์ให้เขารีบมาวอร์ม ก่อนจะให้ไปแทน แอนดี้ โคล ในนาทีที่ 81เวลายิ่งงวดมากเท่าไร บรรยากาศของเกมก็เขม็งเกลียวมากขึ้นเท่านั้น เพราะเสือใต้ก็ยังนำอยู่แค่ประตูเดียว หากมีประตูเกิดขึ้นอีกหนึ่งไม่ว่าฝั่งไหนสถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันทีผ่าน 90 นาทีเวลาปกติมาแล้ว เหลือเพียงแค่ช่วงทดเท่านั้น บาเยิร์น มิวนิค กำลังจะได้ฉลอง นักเตะสำรองและทีมงานข้างสนาม รอเสียงนกหวีดสุดท้ายเพื่อเฮโลกันลงไปประกาศศักดาแต่แล้วเมื่อเวลาพิเศษที่ต่อไว้นั้นผ่านไปยังไม่ถึงนาที ทำนบของเสือก็พังครืนลงมา ธอร์สเท่น ฟิงค์ ลนลานเคลียร์บอลไม่ขาด เข้าทาง ไรอัน กิ๊กส์ ที่ยิงยัดไปหน้าประตู ก่อน เชอริงแฮม จะตวัดต่อตามน้ำเข้าไปสกอร์กลับมาที่ 1-1 ท่ามกลางความตะลึงงันของฝั่งเยอรมัน ซึ่งไม่คาดคิดว่าจะมาเกิดขึ้นในช่วงเวลาอย่างนี้สตีฟ แม็คคลาเรน ผู้ช่วย เฟอร์กี้ ในเวลานั้น รีบตะโกนออกมาบอกนักเตะตัวเองว่า ยังไม่จบอาจต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต่อเวลาได้เลยแต่ป๋าเห็น โซลชา อยู่ใกล้ๆ เลยแหกปากบอกไปว่าเล่นตามเกมตัวเองไปก่อน มีจังหวะต้องบุกในบรรยากาศและอารมณ์ตอนนั้นไม่แน่ใจว่า โซลชา จะได้ยินเสียงเจ้านายหรือไม่ แต่เขาพุ่งไปข้างหน้า กดดันผู้เล่นเสือใต้จนได้ลูกเตะมุมเฟอร์กี้ เล่าให้ฟังว่าฝั่งตรงข้ามปั่นป่วนอย่างหนักแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเล่นงานต่อเนื่อง พยายามโหวกเหวกบอกให้พวกตัวรุกทั้งหลายเข้าไปในพื้นที่อันตรายเดวิด เบ็คแฮม บรรจงเปิดเตะมุม บอลไปตกที่หัว เชอริงแฮม โหม่งเช็ดตามสัญชาตญาณไปยังเสาสอง โซลชา ซึ่งยืนถูกที่ถูกเวลาพอดีดีดต่อเข้าไปเขาวิ่งดีใจอย่างบ้าคลั่ง สไดล์เข่าไปยังมุมธง ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ปรี่กันเข้ามายินดี ข้างสนามก็ชุลมุนวุ่นวายไม่แพ้กันท่าฉลองนั้นเองใครจะไปคิดว่าทำให้ โซลชา ต้องพัก 3 นัดด้วยกัน แต่เขาไม่สนใจอะไรแล้วหลังสติทุกอย่างคืนกลับมา เฟอร์กี้ ภาคภูมิใจในตัว โซลชา อย่างมากเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเยอะกับลูกน้องคนนี้ บางครั้งสำหรับบางคนก็ใช้แค่ความรู้สึกหรือสายตาแทนได้อย่างไม่ยากโซลชา เองเล่าให้ฟังว่า เฟอร์กี้ ชอบให้ตัวเขาโกรธ เพราะเมื่อของขึ้นเมื่อไรจะต้องหาทางปลดปล่อยให้ได้ไม่มีใครพอใจสถานะตัวสำรองอยู่แล้ว แต่สำหรับ โซลชา จะไม่เสียสมาธิหรือเล่นแบบประชดเด็ดขาดเมื่อถูกส่งไปแทนคนอื่นตรงกันข้ามเขาต้องการจะพิสูจน์ให้เจ้านายเห็นว่าคิดผิดที่จับนั่งข้างสนามการยิงประตูคือวิธีการปลดปล่อยของ โซลชา นั่นเอง-----------------------น่ารัก ยิ้มง่าย ใจเย็น น่าจะเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นที่คนภายนอกมองมายัง โซลชาแต่ข้างในใครจะรู้บ้างว่าเขาแข็งแกร่งอย่างมากเขาเกิดที่เมืองคริสเตียนซุนด์และย่านที่อยู่อาศัยในวัยเด็กถือว่าอันตรายไม่น้อย เมื่อเติบโตมาจึงมีภูมิคุ้นกันพอตัวนอกจากนี้ โซลชา ยังถูก เฟอร์กี้ สอนให้ตัดความกลัวออกจากหัวสมอง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามต้องกล้าชนกล้าเผชิญหน้าด้วยคิดดูแล้วกันว่ามีกี่คนที่กล้าจะต่อปากต่อคำกับ รอย คีน ซึ่งเพื่อนร่วมทีมแทบทุกคนเลี่ยงที่จะปะทะด้วยในเวลาซ้อม คีโน่ จะทั้งกระตุ้นปลุกเร้าทุกคนให้ทุกคนตื่นตัวจริงจังอยู่ตลอดเวลา แล้วพอ โซลชา โดนโวยเข้า ก็เอาคืนกลับอย่างไม่มีเกรงเขาเคยเดินไปบอก แม็คคลาเรน ที่คุมซ้อมว่าโคตรรำคาญ คีน เลยอยากจะอยู่คนละฝั่งผู้ช่วยรายนี้ไม่บอกอะไร เพราะรู้ว่านี่เป็นคำสั่งของ เฟอร์กี้ เพื่อฝึกความแกร่งในจิตใจให้กับ โซลชาคีน จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือทดลองอย่างหนึ่ง หากใครผ่านไปได้ ก็คงไม่ต้องยำเกรงใครอีกแล้วเช่นเดียวกับที่เราได้เห็นคลิปตอนที่เขาคุมโมลด์แล้วโวยวายลูกทีมที่ไม่ยอมเล่นเกมรุกนั่นแหล่ะ มันย่อมสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าอย่าวัดกันที่หน้าตาเฟอร์กี้ รู้ถึงจุดนี้และเมื่อเห็นว่าในวันที่ต้องการ โซลชา อีกครั้ง ก็จำต้องดึงมาช่วย ยิ่งในสถานการณ์ที่วิกฤตอย่างนี้ คนที่รู้ดีและมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นยูไนเต็ด ย่อมเหมาะสมอย่างยิ่งแน่นอนป๋ายอมลงมาอีกครั้ง แม้จะนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษา แต่เพื่อสโมสรอันเป็นที่รักและไม่อาจทนเห็นความตกต่ำมาเยือนได้มากไปกว่านี้แล้วโซลชา เองก็เปิดเผยตามตรงกับบทสัมภาษณ์แรกว่า เฟอร์กี้ มีอิทธิพลกับเขามากเพียงใดไม่ว่าจะวันที่เป็นนักเตะหรือในวันที่เป็นผู้จัดการทีม เจ้านายคนนี้ล้วนแต่มีความสำคัญกับชีวิตเขาเสมอแล้วในวันที่มีปัญหาและต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค แล้วหันหน้าไปเจอป๋า มันก็น่าจะช่วยสร้างความอุ่นใจได้เยอะอาจไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ส่งสายตามาเป็นกำลังใจให้เท่านั้นเองปัญหาที่ว่าอาจจะคลี่คลายได้เลย...เมื่อเราเผชิญกับปัญหาอันใหญ่หลวง หากมีเพื่อนรู้ใจข้างกายสักคน ปัญหานั้นมันก็เหมือนจะเล็กลงไปในทันที ทุกอย่างเหมือนดูจะมีทางออกขึ้นมา MYSBOBET รู้ใจและพร้อมจะเดินเคียงข้างทุกท่าน มาร่วมเดินไปพร้อมกับเราสิ ติดต่อมาได้เลย https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

บทเรียนที่ไม่ยอมสรุป

ฤดูร้อนปี 2004 โชเซ่ มูรินโญ่ ถูกดึงมากุมบังเหียน เชลซี ท่ามกลางกระแสความน่าสนใจวันแถลงข่าวที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ กองทัพสื่อมากันนับร้อย แสงแฟลตจ้าทุกๆวินาทีที่เขาขยับตัวมูรินโญ่ ไม่ได้ออกอาการประหม่าเลยสักนิดเดียว เขาสู้กล้อง สู้หน้านักข่าว ด้วยมาดอันเคร่งขรึมและตอบคำถามในแบบสไตล์ตัวเองแต่ประโยค "I am special one" นั่นแหล่ะที่ขโมยซีนทุกอย่างไปเกือบทั้งหมดรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับนำประโยคนี้มาพาดหัวกันเกร่อ ทุกคนเฝ้ารอว่า มูรินโญ่ จะทำผลงานได้อย่างที่คุยโตไว้หรือเปล่าคนอะไรจะกล้าบอกว่าตัวเองคือคนพิเศษ ชนิดไม่กระดากปากลำบากใจกันเลยเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่ได้ยินนั้นยังอดนึกในใจไม่ได้ว่า คนอะไรอวดดีเหลือเกิน เป็นแค่กุนซือหนุ่มผ่านประสบการณ์มาไม่เท่าไรและได้แชมป์ยุโรปกับ ปอร์โต้ แบบมีโชคช่วย ทำไมเหิมเกริมขนาดนี้แน่นอนไม่ใช่ เฟอร์กี้ คนเดียวที่คิดอย่างนั้น หลายต่อหลายคนต่างก็ชิงชังหมั่นไส้และอยากจะดูน้ำหน้าในอนาคตแต่แล้ว มูรินโญ่ ก็ทำอย่างที่พูดไว้ไม่มีผิดว่าเขาคือคนพิเศษ50 ปีที่ผ่านมาสิงห์น้ำเงินไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดเลย กระทั่ง มูรินโญ่ บันดาลให้เป็นจริงในฤดูกาลแรกที่มาถึงจากนั้นเบิ้ลอีกในซีซั่นถัดมา เขาแสดงให้เห็นว่าเป็นคนพิเศษอย่างที่ว่าเอาไว้ แถมยังมาเขย่าวงการลูกหนังเมืองผู้ดีอย่างรุนแรงอีกต่างหากขั้วอำนาจเดิมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล ถูกสยบราบคาบ จะมีกุนซือสักกี่คนที่ทำอย่างนี้ได้เฟอร์กี้ ยอมรับว่า มูรินโญ่ คือปรากฏการณ์อย่างแท้จริง ด้วยวิธีการบริหารในแบบฉบับของตัวเอง มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างดีและได้รับการตอบสนองที่น่าพอใจเขาเป็นผู้จัดการทีมที่เอนเตอร์เทนเนอร์ แต่เป็นการสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนรอบข้างจากตัวเอง ไม่ใช่เกมในสนามปรัชญาการทำทีมของ มูรินโญ่ ฉีกออกไปจาก เฟอร์กี้ และ อาร์แซน เวนเกอร์ สองบรมกุนซืออย่างชัดเจนและไม่มีใครคิดว่าจะกล้านำมาใช้สกอร์ 1-0 หรือ 2-0 เกิดขึ้นเสมอกับ เชลซี ยุคนั้น หลังจากได้ประตูขึ้นนำ กลอนก็จะถูกลั่นล็อกตายหลังบ้านทันที ยากเหลือเกินที่จะเจาะเข้าไปได้ผู้เล่นในแนวรับทุกคนมีวินัยยอดเยี่ยม แถมแผงกลางก็ยังแข็งแกร่งอีกต่างหากในรูปแบบไดมอนด์หรือเหลี่ยมเพชรมูรินโญ่ จึงเป็นทั้งนักปฏิบัติและปฏิวัติอย่างที่ เฟอร์กี้ ว่าเอาไว้แต่ในความเก่งกาจอย่างคาดไม่ถึง เขาก็มีด้านมืดเช่นเดียวกันแถมด้านมืดนี้แหล่ะที่ทำให้อยู่บนเก้าอี้ผู้จัดการตัวไหนได้ไม่นานเกิน 3 ปี--------------สิ่งหนึ่งที่ มูรินโญ่ ยึดมั่นยืนหยัดมาตลอดคือความเป็นตัวเองหากเขาปักใจเชื่อแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยจะเปลี่ยนความคิดให้เป็นอื่นหมายความว่าถ้าไปคุมทีมไหน ต้องทำตามนโยบายหรือสนองตอบสิ่งที่เขาอยากจะได้ทั้งหมดฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดอยากจะได้ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกใจจะขาดแล้วเชื่อมั่นว่า มูรินโญ่ สามารถนำนาวาพาไปถึงสำเร็จ หลังจากสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ อินเตอร์ มิลาน มาได้แต่เงื่อนไขสองสโมสรนี้ไม่เหมือนกันเลยที่อิตาลีงานหลายอย่างง่าย เพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีกับนักเตะหลายต่อหลายคน มูรินโญ่ สามารถซื้อใจขาใหญ่ต่างๆได้ นั่นทำให้ดีพอจะโค่น บาร์เซโลน่า ในเกมตัดเชือกยูซีแอล ก่อนนัดชิงจะไปตบ บาเยิร์น มิวนิคไม่เน้นการครองบอล แต่จังหวะโต้กลับต้องแม่นยำ นักเตะทุกคนต้องมีสมาธิอยู่กับเกมพอมาสเปนปุ๊บ เขาได้คุยแนวทางกับบอร์ดบริหารราชันชุดขาวแล้ว ตกลงว่าจะพยายามทำตามทุกอย่างตามที่ขอเพียงแต่ว่านักเตะไม่ได้โน้มน้าวหรือเห็นดีเห็นงามตามไปด้วยแม้เขาจะสำแดงให้เห็นถึงความสามารถมากพอแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเก่งแค่ไหน แต่ในความเป็นโปรตุกีสก็ย่อมโดนพวกสแปนิชมองมาด้วยความคลางแคลงใจอยู่ดีสองแข้งทรงอิทธิพลอย่าง อีเคร์ กาซียาส กับ เซร์คิโอ รามอส พร้อมจะท้าทายทุกเมื่อถ้ามีโอกาสแล้วคนอย่าง มูรินโญ่ ก็พร้อมดับเครื่องชนแบบไม่ประนีประนอมอยู่แล้ว โดยหวังแค่พา เรอัล มาดริด เถลิงแชมป์ยุโรปให้ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวและสร้างประวัติศาสตร์ครองแชมป์รายการนี้กับ 3 สโมสรนอกจากโชคชะตาไม่เข้าข้างแล้ว ความเกรี้ยวกราดโมโหร้ายก็แว้งกลับมาเล่นงานเขาด้วยก่อนลุกจากเก้าอี้กุนซือมาดริด เขาทิ้งประโยคอันน่าอดสูไว้ว่า นี่คือช่วงเวลาที่แย่สุดในการคุมทีมหลังแยกทางกับราชันชุดขาวเรียบร้อย ป้ายต่อไปคือการกลับสู่อ้อมกอดเดอะ บริดจ์อีกครั้งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรที่เคยแตกร้าวนั้น ได้รับการสมานให้ดีขึ้นหลังจากเคลียร์ใจกันเรียบร้อยการกลับมาคราวนี้หลายอย่างไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะขุมกำลังที่เขาต้องปรับแต่งตามความต้องการซีซั่นแรกมือเปล่า ไม่มีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์อย่างที่สาวกสิงห์น้ำเงินคาดหวังกันไว้แต่ฤดูกาลถัดมา ซึ่งน่าจะเป็นการชี้ชะตาเขาสามารถฝ่าแรงกดดันและอุปสรรคเข้าป้ายด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก พ่วงด้วยลีกคัพมาอีกถ้วยทุกอย่างกำลังไปได้สวย ความสำเร็จน่าจะถูกต่อยอดในซีซั่นถัดมา เพราะนี่คือผู้จัดการทีมที่น่าจะรู้จัก เชลซี ดีสุดกว่าใครแล้วอย่างไรก็ตามความมั่นใจในแนวทางตัวเอง ไปปลด เอวา กราเนโร่ หัวหน้าทีมกายภาพของสโมสร ด้วยโทษฐานแบบไม่เข้าท่า ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างแรงในสโมสรผู้เล่นหลายคนขาดความเคารพนับถือ มูรินโญ่ บางคนเดินเข้าไปบอกบอร์ดบริหารว่านี่คือการกระทำที่มากเกินไป ถึงขนาดที่ว่าขอย้ายทีมเลยหากยังมีผู้จัดการทีมคนนี้อยู่เบื้องบนเริ่มรับรู้ได้ถึงสัญญาณเตือนนี้แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันเร็วและแรงเกินกว่าจะตั้งตัวทำอะไรได้ความพ่ายแพ้ 9 จาก 16 เกมในลีกของ เชลซี มันฟ้องอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบจากข้างในขยายมาสู่ข้างนอกแล้วมันก็ชอบธรรมพอที่จะทำให้ มูรินโญ่ กลายเป็นอดีตหนสองกับสโมสรแห่งนี้อีกนักเตะบางคนไม่ได้อาลัยหรือเสียใจที่ มูรินโญ่ จากไปเลยสักนิด กลับรู้สึกตรงกันข้ามมากกว่ามูรินโญ่ มีบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีแล้ว น่าจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแต่เขายังไม่ยอมสรุปมัน----------------วันที่ แมนฯยูไนเต็ด แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเปิดตัว มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ต่อจาก หลุยส์ ฟานกัล สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสาวกอย่างมากหลังผิดหวังมาจาก 2 คนก่อน เชื่อว่า มูรินโญ่ น่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างดีฤดูกาลแรกจบด้วยแชมป์ยูโรปาลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่คว้าโทรฟี่ใบรองยุโรปมาครองนอกจากนั้นมีด้วยลีกคัพมาวางโชว์เพิ่มไว้ก่อนแล้วอีกใบแต่แล้วซีซั่นต่อมาลายเดิมของ มูรินโญ่ เริ่มออกอีกครั้ง มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณมืดอย่างแท้จริงการวิจารณ์หรือตำหนิลูกทีมต่อหน้าสาธารณชน นอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังสร้างเกิดคลื่นใต้น้ำภายในทีมอีกต่างหากในขณะที่ต้องเผชิญกับปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บไม่รู้จบแล้ว ยังไม่ได้ผู้เล่นใหม่อย่างที่ต้องการและพวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้พร้อมใจสู้เพื่อเจ้านายเลยแม้ มูรินโญ่ จะเคยบอกว่า พวกแกช่วยเล่นเพื่อสโมสร ไม่ต้องเล่นเพื่อฉัน แต่ดูเหมือนแทบไม่มีใครได้ยินก่อนจะชะตาขาดสื่อผู้ดีเปิดโปงอีกว่า บอร์ดบริหารได้คุยกับนักเตะแต่ละคนแล้ว มีเพียงแค่ เนมานย่า มาติช กับ โรเมลู ลูกากู 2 คนเท่านั้นที่ยังสนับสนุนผู้จัดการทีมตัวเองมันสะท้อนได้อย่างดีเลยว่า เขาได้สูญเสียห้องแต่งตัวเป็นที่เรียบร้อยเมื่อคุณสั่งลูกน้องแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันว่าจบกันเฟอร์กี้ เคยบอกไว้ว่าหัวเด็ดตีนขาดเขาจะไม่ยอมเสียการควบคุมในห้องแต่งตัวแน่หากยังเป็นกุนซืออยู่เป็นอีกครั้งที่ มูรินโญ่ ต้องพ่ายแพ้เขาไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับลูกทีมตัวเองหรอก แต่แพ้ภัยตัวเองต่างหากหากผิดพลาดแล้วไม่รู้จักแก้ไข ชีวิตก็จะไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น Sbobet777 มีโปรโมชั่นให้คุณแก้มือได้ตลอด 24 ชม. ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ผู้ยินยอมเป็นตัวสำรอง

คนนอร์เวย์บ้าฟุตบอลอังกฤษอย่างมากพรีเมียร์ลีกคือความบันเทิงของพวกเขาคล้ายกับคอลูกหนังบ้านเราที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและ ลิเวอร์พูล คือสโมสรขวัญใจมหาชนชาวนอร์วีเจียน จากผลสำรวจล่าสุดยอดเด็กหงส์ในนอร์เวย์น่าจะทะลุ 3 แสนคนไปแล้ว จากประชากรราวๆ 5 ล้านคนด้วยกันน่าจะเยอะกว่า แมนฯยูไนเต็ด แบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียวหนึ่งในนั้นคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่สถาปนาตนเป็นเดอะ ค็อปมาตั้งแต่ยังตัวกระเปี๊ยกเดียวเท่านั้นไม่พอยังสมัครเป็นเมมเบอร์ของสโมสรอีกต่างหาก เรียกว่าเชียร์กันมาแต่อ้อนแต่ออกเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาแข้งในพรีเมียร์ลีก แล้วที่ไม่เคยอยู่ในหัวสมองยิ่งกว่าคือเล่นให้กับ แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของหงส์แดงถ้าไม่เพราะ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คิดนอกกรอบ เรื่องราวของ "โคตรซูเปอร์ซับ" คงไม่เกิดขึ้น-------------ฤดูร้อนปี 1996 เฟอร์กี้ หมายมั่นปั้นมือจะต้องกระชาก อลัน เชียเรอร์ มาระเบิดตาข่ายให้จงได้ แม้จะต้องจ่ายค่าตัวเป็นสถิติเกาะอังกฤษก็ตามอย่างไรก็เถอะดาวถล่มประตูทีมชาติอังกฤษ ไม่ชอบปีศาจแดงเอามากๆ ด้วยเพราะเป็นชาวจอร์ดี้และเชียร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาเสมอเมื่อได้รับข้อเสนอจากสาลิกาดง บวกกับปลาบปลื้ม เควิน คีแกน กุนซือในเวลานั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยแทบจะรีบถลำเข้าอ้อมกอดทันทีว่ากันว่า เฟอร์กี้ โมโหอย่างมาก ถึงกับสบถออกมาเลยว่า เชียเรอร์ จะต้องจำไปจนตายว่าเลือกย้ายทีมผิดและเสียใจอย่างมากที่เมิน แมนฯยูไนเต็ดเมื่อพลาดกองหน้าเป้าหมายไปเฟอร์กี้ ต้องเร่งเครื่องหาใครสักคนมาทดแทน จากที่จะหาพวกตัวเจ๋งๆ มีชื่อเสียงอยู่แล้วมาผนึกกับ เอริก คันโตน่า และ แอนดี้ โคลแต่แล้วคิดว่าควรหากองหน้าที่จะมาเป็น "แบ็คอัพ" หรือไว้คอยสำรองสองคนนี้น่าจะดีกว่าไม่นานนักมีแมวมองส่งข้อมูลกองหน้านอร์วีเจียนคนหนึ่ง ซึ่งเล่นอยู่กับ โมลด์ สโมสรชั้นนำในลีกสูงสุด ยิงกระจาย 31 ประตูจาก 38 เป็นเกมในลีก แถมอายุยังน้อยด้วยแค่ 23 ปี พร้อมพัฒนาไปได้อีกทันทีที่รู้ว่ายักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษให้ความสนใจ เจ้าของสโมสรโมลด์เช่าเจ๊ตพา โซลชา มายังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพราะเห็นว่าโอกาสอย่างนี้มีไม่มากนักมาถึงสโมสรแล้ว โซลชา ได้ทัวร์สนามด้วยความตื่นเต้นสำรวจทุกซอกมุมอันอลังการก่อนไกด์ที่ดูแลอยู่นั้น ถามว่าเป็นไงสนุกหรือเปล่า เพราะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง"เปล่า , ผมไม่ได้มาเที่ยว ผมมานี่เพื่อเซ็นสัญญาเป็นนักเตะ"คำตอบของ โซลชา เล่นเอาไกด์คนนั้นถึงกับอึ้ง ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงนักเตะโนเนมที่ชื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลยย้ายมาด้วยค่าตัวราว 1.5 ล้านปอนด์ ท่ามกลางแฟนผีเลิกคิ้วด้วยความสงสัยว่า ไอ้หน้าอ่อนคนนี้เป็นใครกันแล้วเจ๋งแค่ไหนหรือเฟอร์กี้ บอกกับ โซลชา ว่าพยายามเพิ่มกล้ามเนื้อให้ร่างกายหนากว่านี้สักหน่อยดังนั้นจึงจะให้เริ่มต้นกับทีมสำรอง เอาที่ง่ายๆก่อน ลองสัก 6 เดือนถ้าสภาพแกร่งขึ้นค่อยขยับขึ้นชุดใหญ่อย่างไรก็ตามไม่นานจากนั้น เขาถูกส่งมาเป็นตัวสำรองในเกมกับ แบล็คเบิร์น และลุกมาจากม้าข้างสนามแค่ 6 นาทีก็ซัดประตูตีเสมอ 2-2ออกตัวแรงอย่างนี้ทีมสำรองจึงไม่เหมาะกับเขาอย่างแน่นอนใครจะไปคิดว่าจากกองหน้าที่ไม่ได้คาดหวัง กลับซัลโวไป 18 ประตูในลีก ฤดูกาลแรกก็สร้างชื่อกระหึ่มแล้วก่อนสื่ออังกฤษจะตั้งสมญาให้ว่า "Baby-faced Assassin" หรือนักฆ่าหน้าทารกอย่างไรก็ตามในยุคของเขานั้น แมนฯยูไนเต็ด เต็มไปด้วยกองหน้าฝีเท้าดีมีระดับให้เลือกใช้ หลัง โซลชา ย้ายมาไม่เท่าไร เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับ ดไวท์ ยอร์ค ก็ถูกคว้ามาเสริมเขี้ยวเล็บอีกแม้ คันโตน่า จะเลิกราในเวลาต่อมาแล้วก็เถอะ การแข่งขันยังสูงอยู่ดีและในความรู้สึกของแฟนบอลแล้ว โซลชา คือตัวเลือกสุดท้ายรองจาก 2 หอกที่ว่าและ โคล อีกคนแต่หากไปถาม เฟอร์กี้ แล้วจะได้รับคำตอบอีกอย่างเจ้านายยืนยันว่ากองหน้าทั้ง 4 คนความสามารถใกล้เคียงกัน ไม่มีใครเป็นตัวเลือกแรกหรือสุดท้าย การส่งลงเล่นหรือเปลี่ยนตัวลงไป ล้วนมาจากความเหมาะสมทั้งสิ้น มีเงื่อนไขหลายอย่างเป็นตัวแปรอย่างไรก็ดีเพราะ โคล ฟอร์มเข้าฝักอย่างมากและสร้างสมดุลได้เมื่อยืนประสานงานกับ ยอร์ค จึงทำให้คู่นี้ได้ออกสตาร์ตร่วมกันบ่อยหนโซลชา ก็เลยต้องกล้ำกลืนบทบาทสำรองไปเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ได้ลงเล่นจะเต็มที่เสมอ มุ่งมั่นเพื่อจะทำประตูพิสูจน์ตัวเองให้ได้เขาจึงกลายเป็นกองหน้าสำรองที่ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จนถูกเรียกว่า "ซูเปอร์ซับ" ในเวลาต่อมาแม้จะน้อยเนื้อต่ำใจที่เจ้านายมักจะให้นั่งข้างสนามเสมอ แต่ โซลชา ไม่เคยเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อเรียกร้องลงตัวจริงเลย ทั้งที่จำนวนประตูมันฟ้องอยู่แล้วและมันย่อมชอบธรรมมากพอหากจะทำอย่างนั้นบุคลิกและนิสัยเช่นนี้เองจึงถูกใจ เฟอร์กี้ ยิ่งนักเขาเคยพูดกับคนใกล้ตัวว่า โซลชา จะประสบความสำเร็จไม่ว่าทำอะไรและควรเอาดีทางด้านโค้ชเมื่อเลิกค้าแข้งแล้วสิ่งที่ เฟอร์กี้ คิดก็เป็นจริงในเวลาต่อมา..--------------ปี 1998 อลัน ชูการ์ ประธานสโมสรสเปอร์สต่อสายมายัง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ บิ๊กบอสปีศาจแดง เพื่อขอซื้อ โซลชา ด้วยค่าตัว 5.5 ล้านปอนด์พิธีการชูเสื้อเปิดตัวที่ไวท์ ฮาร์ท เลนเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่จู่ๆ เฟอร์กี้ ก็โทรมาหา โซลชา บอกตรงๆเลยว่า ฉันไม่ต้องการให้แกย้ายและการันตีว่าจะได้ลงเยอะกว่าเดิมเท่านั้นเองดีลก็ถูกล้มเลิกทันที โซลชา ยังเป็นนักเตะ แมนฯยูไนเต็ด ต่อไปและกลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ยิงประตูชัยให้ทีมครองแชมป์ยุโรปอย่างน่าตื่นเต้นเมื่อปี 1999แมนฯยูไนเต็ด คือสโมสรสุดท้ายของ โซลชา ในฐานะนักเตะอาชีพ 11 ปีที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ มากมาย ถึงขนาดที่ว่าแทบไม่อยากจากไปไหนเขาแขวนสตั๊ดในปี 2007 แต่ยังคงอยู่ที่เดิมพฤษภาคม 2008 โซลชา ตอบรับข้อเสนอของ เฟอร์กี้ ที่ต้องการจะให้มาคุมทีมสำรองสโมสรแบบจริงจัง เรียนรู้งานโค้ชจากจุดนี้ไปก่อนรับบทใหม่ไม่นาน ก็พาทีมครองแชมป์ลีกสำรองในฤดูกาล 2009/10 , แลงคาเชียร์ คัพ 2008/09 และ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพในปี 2009กระทั่งปลายปี 2010 โมลด์ สโมสรเก่าเมื่อครั้งสร้างชื่อในลีกนอร์เวย์ ก็ดึงไปเป็นกุนซือ โดยเขาไปเริ่มงานกุมภาพันธ์2011 ซึ่งฤดูกาลที่นั่นเปิดฉากบู๊กันพอดีแค่ซีซั่นแรก โซลชา ก็กระหึ่ม ครองแชมป์ทิปเปลิเก้นหรือลีกสูงสุด 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงได้บอลถ้วยอีกในปี 2013 แล้วโชคชะตาก็พัดพาให้กลับมายังอังกฤษอีกครั้งข้อเสนอให้นั่งแท่นผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์มันเย้ายวนอย่างมาก เขาไม่ปฏิเสธเลย แต่น่าเสียดายอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องแยกย้ายทางใครทางมัน เมื่อทีมต้องตกชั้นลงไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพชนะเพียงแค่ 7 นัดมีแค่ 30 คะแนนมันแสนเจ็บปวดยิ่งนัก ความฝันที่จะเขย่าพรีเมียร์ลีกพังครืนลงมาไม่เป็นท่า จนต้องกลับไปเลียบาดแผลที่นอร์เวย์อีกรอบเขาสามารถพา โมลด์ ไปเล่นยูโรปาลีกเมื่อซีซั่นก่อนสำเร็จ พร้อมทั้งได้รางวัลตอบแทนเป็นสัญญาฉบับใหม่จนถึงปี 2021 โดยเพิ่งเซ็นกันเมื่อ 3 ธันวาคมที่ผ่านมานี่เองไม่คิดเลยว่าแค่ 2 สัปดาห์ต่อมาชีวิตจะเปลี่ยนไปราวกับเทพนิยาย..--------------คุณเคยท้อแท้ที่จะกลับมาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกหรือเปล่า?นี่คือคำถามจากแฟนบอลคนหนึ่งผ่านตรงมาจากนิตยสาร four four two ยังเขาเมื่อปีที่แล้วโซลชา ตอบไปว่าไม่เคยรู้สึกท้อเลยแม้จะมีความทรงจำที่ไม่ดีกับคาร์ดิฟฟ์ แต่ฝันที่จะได้คุม แมนฯยูไนเต็ด ยังเจิดจ้าอยู่เสมออีกทั้งย้ำด้วยว่าถ้าหากได้คุมปีศาจแดงจริง จะทำให้เล่นเกมรุกตื่นตาตื่นใจมากกว่าที่เห็นตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แม้จะในฐานะแค่ "กุนซือชั่วคราว" ขัดตาทัพไปจนจบฤดูกาลก่อนก็ตามว่ากันว่า เฟอร์กี้ คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังดึง โซลชา มารับภารกิจกู้วิฤต แมนฯยูไนเต็ด เพราะรู้จักอดีตลูกทีมคนนี้ดีกว่าใครจากที่เคยเป็น "ซูเปอร์ซับ" เมื่อครั้งเป็นนักเตะ มาวันนี้เปลี่ยนมาเป็นกุนซือก็ยังเหมือนตัวสำรองอีกโซลชา เคยบอกไว้ว่าไม่มีใครอยากเป็นสำรองหรอก แต่สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด แล้วเขายอมเสมอไม่ว่าจะในบทบาทอะไรก็ตามถึงจะเป็นแค่ตัวสำรอง แต่แค่ได้ทำในสิ่งที่รักมันก็มีความสุขที่สุดแล้ว MYSBOBET เป็นกำลังใจให้ทุกคนทำตามความฝัน หากฝันจะเป็นเศรษฐีก็ลองมาแอดมาดูได้ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

อย่าขึ้นผิดเวที

เจสซี่ ลินการ์ด เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ แมนฯยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2000เขาได้เห็นความยิ่งใหญ่ ความสำเร็จของสโมสรมากมาย รวมถึงเห็นแข้งรุ่นพี่ฝีเท้าเจ๋งๆ ที่มีส่วนสำคัญช่วยกันคนละไม้ละมือจนพาสโมสรไปถึงเป้าหมายไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็นแรงบัลดาลใจ เพื่อผลักดันตัวเองขึ้นมาช่วยต่อยอดไปข้างหน้าหนึ่งในไอดอลของ ลินการ์ด คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่จับจ้องมองดูด้วยแววตาที่เป็นประกายทุกครั้งแม้ แมนฯยูไนเต็ด จะมีกิตติศัพท์ให้โอกาสเด็กลูกหม้อ ปลุกปั้นจนเป็นนักเตะชั้นนำมากมาย แต่การจะก้าวขึ้นมาอย่างสง่างามไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยช่วงแรกๆ ที่ถูกดันสู่ชุดใหญ่ เขาได้ลงเล่นแบบกระปริดกระปรอย จนกระทั่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจส่งไปให้สโมสรอื่นยืมตัวใช้งานพลางๆก่อน อย่างน้อยก็มีเวทีได้ทดสอบบ้างลินการ์ด ร่อนเร่ไปอยู่กับทีมเกรดรองลงมาไล่ตั้งแต่ เลสเตอร์ , เบอร์มิ่งแฮม , ไบรท์ตัน ก่อนปิดท้ายด้วย ดาร์บี้ ซึ่งพอกลับเป็นเรื่องราว เฟอร์กี้ ก็ล้างมือในอ่างทองคำไปแล้วประสบการณ์กับหลายสโมสรนี่เองเคี่ยวกรำเขาไม่น้อย เมื่อกลับมาอยู่บ้านหลังเดิมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว มันช่วยให้นำมาปรับใช้ได้อย่างดีหลังสิ้นยุคอันเรืองรองของคลาส ออฟ 92 แล้ว แทบไม่มีแข้งลูกหม้อถูกดันขึ้นมาแล้วได้รับการยกย่องเลย ส่วนใหญ่ไปซื้อหามาจากสโมสรอื่นทั้งนั้น รวมทั้งการใช้เงินคว้านักเตะต่างชาติก็มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อ ลินการ์ด แหวกม่านผ่านมาได้จึงภาคภูมิใจไม่น้อยไม่นานหลังจากนั้น ปอล ป็อกบา ไอ้เกลอเก่าสมัยร่วมกันสู้ในระดับเยาวชน หวนคืนถิ่นอีกครั้งและ มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้ารุ่นน้องเบียดตัวเองขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ความคิดที่เจริญตามรอยคลาส ออฟ 92 ก็เกิดขึ้น ถึงกับมั่นใจว่าจะผนึกกำลังกัน ประกาศศักดาไปให้ถึงจุดนั้นมันเป็นเรื่องดีที่คุณสร้างเป้าหมายให้กับตัวเอง แต่หากสร้างแล้ว พูดออกมาให้คนได้ยินแล้ว ก็ควรจะต้องดิ้นรนต่อสู้ให้ถึงที่สุดอย่าให้คนอื่นเอาคำพูดของคุณมาย้อนศรภายหลัง แล้วคุณจะดูแย่ขึ้นมาทันที--------------ต้นปีนี้เองถือเป็นช่วงเวลาที่ ลินการ์ด ฟอร์มเข้าฝักอย่างมาก ทั้งทำประตูและแอสซิสต์อย่างเป็นกอบเป็นกำฟอร์มในทีมชาติก็เข้าท่าด้วย ลากยาวมาจนถึงฟุตบอลโลก 2018 ที่เป็นแกนหลักก่อนจบด้วยอันดับ 4 อย่างที่รู้กันเขาน่าจะต่อยอดกับ แมนฯยูไนเต็ด ด้วยเมื่อฤดูกาลใหม่เปิดฉากขึ้น เพราะเห็นชัดเจนแล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พอใจเช่นเดียวกัน ให้ลงอย่างต่อเนื่องแต่ ลินการ์ด กลับไปได้ไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น เหมือนมีอะไรบางอย่างมาขัดขวางอยู่นั่นทำให้บางเกมต้องปักก้นตัวเองที่ม้าข้างสนามหรือบางทีก็ไม่มีชื่อเลย ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองต่อ แม้ในวัย 26 ซึ่งน่าจะการันตีตำแหน่งได้มั่นคงแล้วจากที่เคยบอกว่าจะรวมหัวกับ ป็อกบา เพื่อเลียนแบบคลาส ออฟ 92 ซึ่งเด็กลูกหม้อขึ้นมามีอิทธิพล แต่กลับไปรวมหัวกันทำอย่างอื่นมากกว่าสองคนนี้ดูจะเข้าขากันนอกสนามมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอัดคลิปโชว์ท่าเต้นพิสดารพันลึก มีฉลองด้วยลีลาใหม่ๆ ให้ผู้คนเกิดคำถามหรือวุ่นวายกับโซเชี่ยลจนเกินความพอดีเข้าใจแหล่ะว่าโลกเปลี่ยนไป จะให้เหมือนรุ่นพี่ยุคก่อนทุกกระเบียดคงไม่ได้แน่ มันต้องหมุนตามให้ทันด้วยแต่หากคุณมองย้อนไปที่คลาส ออฟ 92 ความโดดเด่นของพวกเขาและเป็นจุดแข็งเสมอมาคือ "แอตติจูด" หรือทัศนคติที่มีต่ออาชีพค้าแข้งของตัวเองนักเตะทุกคนเต็มไปด้วยความกระหายที่จะเป็นผู้ชนะ สมาธิจดจ่ออยู่กับเกมในสนาม พยายามทำทุกวิถีทางที่จะล้มฝ่ายตรงข้าม เหล่านี้คือสิ่งที่ เฟอร์กี้ ปลูกฝังมาตลอดแม้กระทั่งสุดหล่ออย่าง เดวิด เบ็คแฮม ตอนผงาดขึ้นมาใหม่ๆ ก็มีคุณสมบัติอย่างว่าเต็มเปี่ยมส่วน แกรี่ และ ฟิล เนวิลล์ , ไรอัน กิ๊กส์ , พอล สโคลส์ หรือ นิคกี้ บัตต์ ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนแสดงให้ประจักษ์ ปราศจากคำถามทั้งสิ้นช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ ลินการ์ด จะถูกนำไปเปรียบเทียบ เพราะเป็นลูกหม้อและส่วนหนึ่งมาจากสิ่งที่พูดเอาไว้เองว่าไปแล้วย่อมได้รับรู้ ได้ซึมซับในยามออกศึกแดงเดือดว่ารุ่นพี่เหล่านี้มีแพสชั่นกันแค่ไหน ต่อให้เป็นเกมที่ต้องปราชัยก็ยังแสดงให้เห็น ไม่ใช่เล่นเพื่อรอสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายแล้วแยกย้ายไปพักผ่อนหรือบางทีเราอาจรู้สึกได้ว่า ลินการ์ด มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะทำประตู เพื่อเป้าหมายหลักนั่นคือได้โชว์ท่าฉลองหรือดีใจแบบใหม่ ซึ่งลงทุนคิดมาเองหมายความว่าอยากจะยิงประตูได้ เพื่อโชว์ท่าดีใจมากกว่าอยากจะเป็นผู้ชนะอย่างนั้นหรือ?มันอาจดูใจร้ายไปหน่อยหรือมองโลกได้แย่ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากจะมีใครสักคนคิดแบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะ ลินการ์ด ทำตัวเอง...-----------------"จริงๆ แล้วผมชอบเจสซี่ ลินการ์ด และผมก็ไม่มีปัญหากับการที่เขาทำแบรนด์เสื้อผ้า แต่ก่อนไปเยือนลิเวอร์พูลซึ่งถือเป็นนัดที่ใหญ่ที่สุดของฤดูกาลก็ไม่ควรเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้า""ยังไงก็ไม่ใช่ในสัปดาห์นี้ ควรทำก่อนเกมกับฟูแล่ม ไม่ใช่สัปดาห์นี้ ย้ำเลยนะต้องไม่ใช่สัปดาห์นี้ เราต้องไปลิเวอร์พูลนะ ต้องจดจ่อกับมัน ไม่ให้สมาธิหลุดเด็ดขาด"แกรี่ เนวิลล์ แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจถึง ลินการ์ดหลายคนน่าจะรับรู้หรือผ่านตามาแล้วกับข่าวที่ว่า ลินการ์ด เปิดตัว 'JLingz' แบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนทำศึกแดงเดือดไม่ถึงสัปดาห์ไอเดียนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงบอลโลกที่ผ่านมาแล้ว ก่อนมีการไปจดลิขสิทธิ์แล้วก็เริ่มลงมือผลิต รวมทั้งวางแผนการตลาดต่างๆ ก่อนได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการมันก็จริงอย่างที่ แกรี่ ว่าเอาไว้ ไม่ผิดหรอกหากคุณจะนำเงินมาลงทุนทำธุรกิจอื่น นักเตะอาชีพมีรายได้มากมายอยู่แล้ว ก็ควรนำมาต่อยอดในรูปแบบอื่นบ้างแต่ในช่วงเวลาอย่างนี้ คุณควรจะโฟกัสที่เกมในสนามไม่ใช่หรือ แล้วเมื่อต้องดวลกับ ลิเวอร์พูล อริตัวเป้ง จำเป็นต้องทุ่มสุดตัวมากกว่าเดิมอีกสองเท่าสมาธิ ความมุ่งมั่น ควรจะนำไปใช้กับเกม ไม่ใช่มาวุ่นวายเรื่องแบรนด์เสื้อผ้าตัวเองเชื่อเถอะว่า แกรี่ พูดด้วยความรู้สึกเมื่อนึกย้อนตอนที่จะต้องดวลแดงเดือด ใครก็รู้ว่าเขาจริงจังมากแค่ไหนเมื่ออยู่ในสนาม สำนึกของความเป็นนักเตะ แมนฯยูไนเต็ด เต็มเปี่ยม เคารพตราสโมสรที่ติดอยู่ตรงหน้าอกซ้ายไม่ใช่ว่าแพ้ไม่ได้เลย แต่ในความปราชัยนั้น คุณก็ต้องแสดงให้เห็นว่าสู้อย่างเต็มกำลังแล้วรอย คีน เองก็มีความเห็นไม่ต่างกัน ยิ่งบรรยากาศในห้องแต่งตัวมันแย่มากเท่าไร คุณก็ควรช่วยกันแก้ไขให้กลับมาดีขึ้น ไม่ใช่ดันทุรังอยู่กับเรื่องอื่นอดีตแข้งจอมดีเดือดพูดไว้ชนิดต้องทบทวนกลับมาคิดกันอีกครั้งว่า แฟนบอลอย่ามัวแต่โบ้ยความผิดให้ผู้จัดการทีมฝ่ายเดียว เพราะนักเตะก็มีส่วนอย่างมากรับค่าจ้างมหาศาล แต่ลงสนามทีไรแทบไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่าคุ้มค่าเลยสักนิดน่าเศร้ากว่าเดิมเมื่อ ลินการ์ด เป็นนักเตะไม่กี่คนที่โตมาจากอะคาเดมี่ ถูกฟูมฟักอย่างดี ก่อนผงาดสู่ชุดใหญ่ สมควรอย่างยิ่งที่เลือดของความเป็น แมนฯยูไนเต็ด จะเข้มข้นมากกว่าใครยิ่งเมื่อคุณต้องเจอกับ แมนฯซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ด้วยแล้ว จะต้องเค้นมันอีกเท่าตัว เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้ ทำให้แฟนบอลได้ภาคภูมิใจ ไม่ใช่เดินกลับบ้านต้องเอาปี๊บคลุมหัวแล้วอย่างนี้ ลินการ์ด จะเอาอะไรสอน มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้เล่าสอนให้แดนซ์ท่าพิสดาร สอนให้แต่งตัวอย่างมีสไตล์ สอนให้วุ่นวายกับโซเชี่ยลหรือ?คุณต้องรู้จักหน้าที่ตัวเอง เวทีของคุณอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ไปหลงกับเสียงเยินยออันจอมปลอม ระเริงไปกับเงินค่าจ้างจำนวนมาก จนขึ้นเวทีผิดจำไว้เลยว่าคนเราถ้าขึ้นเวทีผิดเมื่อไร ชีวิตอาจเปลี่ยนไปในทันทีบางที ลินการ์ด อาจจะไม่เข้าใจ จนกว่าวันที่ต้องสูญเสียมันไปจริงๆ นั่นแหล่ะสำนึกมาปัญหาเกิด แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ มันก็เปล่าประโยชน์อย่างแท้จริงโบราณว่าเอาไว้ว่าอย่าจับปลาสองมือ ทำอะไรคุณต้องทำทีละอย่างด้วยความตั้งใจ Sbobet777 โฟกัสอย่างเดียวคือการให้บริการที่สะดวกและรวดเร็ว มาใช้บริการของเราสิแล้วคุณจะไม่มีทางผิดหวัง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

อย่าลืมสิ่งที่สร้างเรา

มีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่ แมนฯยูไนเต็ด จะต้องลงทำศึกพรีเมียร์ลีกกับ เลสเตอร์ ปรากฏว่ามีกองทัพช่างภาพกว่า 20 คนมาปักหลักที่สนามซ้อมเล่นเอา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แปลกใจไม่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ปกติศูนย์ฝึกแคร์ริงตัน ไม่มีตากล้องมากันมากขนาดนี้"เดวิด กำลังจะโชว์ทรงผมใหม่พรุ่งนี้" ใครสักคนมาบอก ช่วยคลายความกังขาเดวิด เบ็คแฮม มาถึงสนามซ้อมตั้งแต่บ่ายสอง ทุกอย่างไม่มีอะไรผิดสังเกตนอกจากสวมหมวกไหมพรมมาด้วยและใส่อยู่อย่างนั้นตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนกินมื้อค่ำกับทีมเฟอร์กี้ รู้สึกรำคาญอย่างมาก เดินไปบอกให้ถอดซะ ย้ำอยู่หลายรอบ แต่ เบ็คแฮม แสดงท่าทางหงุดหงิดหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่พอใจแล้วก็ยังไม่ยอมถอดอีกต่างหาก ถือว่าท้าทายเจ้านายมากๆวันรุ่งขึ้นตอนวอร์มอัพก่อนจะลงเซิ้งแข้งจริง หมวกไหมพรมยังคลุมหัว เหมือนเดิม สร้างความขุ่นเคืองให้กับ เฟอร์กี้ ยิ่งนัก"แกจะถอดหรือเปล่า ถ้ายังไม่ทำตามที่บอก ฉันจะถอดแกออกจากทีมที่จะลงเล่นวันนี้เลย"เบ็คแฮม ฉุนเฉียวกระฟัดกระเฟียดอย่างมาก แต่เจอคำสั่งไม้ตายนี้ ก็เลยต้องจำใจถอดหมวกไหมพรมออกนั่นแหล่ะ เฟอร์กูสัน จึงรู้ว่าลูกทีมคนนี้ไปตัดผมมาใหม่ แทบจะกล้อนติดหนังหัวเดิมที เบ็คแฮม คงจะได้รับคำแนะนำจากทีมพีอาร์หรือพวกที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่าอย่าเพิ่งถอดหมวก จนถึงเวลาที่ต้องลงสนามจริงๆลองนึกภาพ เบ็คแฮม ที่สวมหมวกไหมพรมอยู่ตลอดเวลา แล้วมาโชว์ทรงผมใหม่ระหว่างเดินจากอุโมงค์ออกมา มันต้องเรียกเสียงฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลทั้งในสนาม รวมทั้งที่อยู่หน้าจอทีวีแน่แสงไฟจะส่องมาที่เขาคนเดียวขโมยซีนเกือบทุกอย่าง เรียกว่าไม่ต้องลงทุนซื้อสื่อก็สามารถยึดพื้นที่ได้อย่างสบายๆด้วยประสบการณ์อันโชกโชน เคยคุมนักเตะมามากมายหลายรูปแบบ ทำให้ เฟอร์กี้ เริ่มสะกิดใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อมาเบ็คแฮม อาจจะไม่ได้อยู่กับ แมนฯยูไนเต็ด ยาวนานถึงขั้นกลายเป็นตำนาน...--------------กุมภาพันธ์ 2003 เกมเอฟเอคัพรอบ 5 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แมนฯยูไนเต็ด ต้องรับศึก อาร์เซน่อล ถือว่าเป็นซูเปอร์บิ๊กแมตช์อย่างมากในเวลานั้นปีศาจแดงกับปืนโตเจอกันเมื่อไร รับประกันความเดือดทะลุขีดจำกัดแน่นอนผลคือ อาร์เซน่อล บุกมายัดเยียดความปราชัยให้เจ้าถิ่น 2-0 ซึ่งนั่นทำให้ เฟอร์กี้ ไม่สบอารมณ์อย่างมาก สำหรับชายผู้เกลียดความพ่ายแพ้ยิ่งกว่าอะไรแต่ที่โกรธยิ่งกว่าคือ จังหวะเสียประตูที่สอง ซึ่ง เบ็คแฮม ไม่ยอมถอยลงช่วยเล่นเกมรับ หยุดยั้งการลุยควบบอลขึ้นมาของ ซิลแว็ง วิลตอร์ดาวเตะสุดหล่อกลับวิ่งเหยาะแหยะ จนทำให้ถูกโต้กลับและโดนเปิดแผลที่สอง ก่อนจะตกรอบอย่างน่าเจ็บใจทั้งที่ความจริงแล้วเขาเป็นนักเตะที่ขยันและฟิตมากที่สุดคนหนึ่งของทีมชุดนั้น รวมทั้งมีคุณสมบัติอันโดดเด่นลงมาช่วยเล่นเกมรับอยู่เสมอครั้งนี้กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามหลังเกมบรรยากาศในห้องแต่งตัวอึมครึมมาคุ เฟอร์กี้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ควันแทบจะออกหูแถมยังได้ยิน เบ็คแฮม บ่นอะไรบางอย่างมาออกมา อารมณ์จึงกรุ่นหนักกว่าเดิมปรี่ไปหาทันทีถามว่ามีอะไรข้องใจ จากนั้นเลยหวดสตั๊ดซึ่งวางเรียงอยู่ที่พื้นอัดเข้าที่หน้าผากลูกทีมคนนี้เต็มๆเฟอร์กี้ ไม่ได้ตั้งใจจะให้ทิศทางไปเข้าบริเวณเหนือคิ้วซ้ายอย่างนั้น โชคยังดีที่ไม่โดนเบ้าตา แต่ทำให้ เบ็คแฮม ฉุนขาดลุกขึ้นจะเอาคืน จนหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องห้ามกันวุ่นวายพอสงบสติอารมณ์กันได้แล้ว เฟอร์กี้ ตะคอกกลับว่า อยากแก้ตัวอะไรเถียงมาเลย หากคิดว่าไม่ใช่ความผิดของแกวันรุ่งขึ้นกุนซือสก๊อตติชเรียก เบ็คแฮม มาที่ห้องทำงาน แล้วเปิดวิดีโอเกมอัปยศนี้ให้ดูอีกที แต่ทุกอย่างเงียบ เจอลูกทีมท้าทายด้วยการนิ่งอย่างนี้ ความอดทนที่มีขีดจำกัดอยู่แล้ว ก็เลยระเบิดออกมาโทรบอกบอร์ดบริหารเลยว่า เบ็คแฮม จะไม่อยู่กับทีมต่อไปอีกฤดูกาลหน้าแล้วแม้จะเป็นนักเตะแม่เหล็กของทีม เป็นลูกหม้อขวัญใจแฟนบอล แต่ด้วยปรัชญาการทำทีมของ เฟอร์กี้ จะไม่มีใครใหญ่กว่าผู้จัดการทีมและไม่ยอมเสียการควบคุมอย่างเด็ดขาดเมื่ออย่างนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ การปล่อยให้ เรอัล มาดริด จึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมาเฟอร์กี้ เอ่ยปากด้วยความเสียดายอย่างยิ่ง เพราะสมัยยังเด็กนั้น เบ็คแฮม ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบากบั่น คนอื่นเลิกซ้อมกลับบ้านแล้วก็ยังฝึกฝนอย่างหนักหน่วงคนเดียวนี่คือจุดแข็งที่สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จ แต่มาถึงวันหนึ่งเขากลับโยนทิ้งมันซะคนเราจะลืมสิ่งที่สร้างตัวเองขึ้นมาได้อย่างไรกัน-------------------ตอน เบ็คแฮม ตัดสินใจย้ายจาก เรอัล มาดริด ไปยัง แอลเอ กาแล็คซี่ นั้น สร้างความผิดหวังให้กับ เฟอร์กี้ ไม่น้อยเขาเชื่อว่าอดีตลูกทีมหมดพาสชั่นกับฟุตบอลแล้วในเวลานั้นและต้องการจะเปลี่ยนเส้นทางเดินมากกว่าจากเกมลูกหนังไปสู่วงการมายา ซึ่งที่นั่นมีฮอลลีวูดรองรับอยู่แล้วสิ่งแวดล้อมหลายต่อหลายอย่างค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของ เบ็คแฮม จนแทบไม่เหลือเค้าเด็กหนุ่มที่แววตาฉายไปด้วยความฝันจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมเจอร์ลีกซอคเก้อร์ไม่ได้มีอะไรคู่ควรกับ เบ็คแฮม เลยสักนิด หากคิดในแง่ของฟุตบอล อายุเพิ่งจะแค่ 30 กว่าๆ มีสโมสรใหญ่ในลีกยุโรปมากมาย พร้อมอ้าแขนต้อนรับอย่างเต็มที่เฟอร์กี้ เชื่อว่าช่วงที่ใช้ชีวิตในสหรัฐฯนั้นเอง เบ็คแฮม น่าจะเริ่มฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเค้นผลงานสมัยก่อนกลับคืนมาอีกครั้ง เริ่มซ้อมหนักและดูแลร่างกายเหมือนอย่างเคยคนเรามักจะรู้สึกสูญเสียสิ่งที่มีค่าไปก็มักจะสายเกินดึงกลับมาแล้วแล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ เบ็คแฮม เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สนใจเรื่องนอกสนามมากกว่าเกมแน่นอนเงินย่อมเป็นส่วนสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ เฟอร์กี้ ยืนยันว่ารายได้จากการเตะบอลและเป็นพรีเซนเตอร์สินค้ามากมายก็รับไม่หวาดไม่ไหวแล้ว เอาแค่สองอย่างนี้ก็แทบจะเหลือเฟือ กินใช้ทั้งชาติไม่มีทางหมดป๋าบอกว่าลองมองดู ไรอัน กิกส์ นั่นปะไร มีผู้คนมากมายเข้าหาเพื่อผลประโยชน์ มองเห็นเงินมหาศาลลอยอยู่ข้างหน้าแต่ กิ๊กซี่ กลับมองผ่านไป ไม่โลภมากในชื่อเสียงและเงินทอง เลือกทำในสิ่งที่ถนัดและเป็นตัวของตัวเองดีกว่าเขาจึงกลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ของปีศาจแดง ชนิดที่ว่าไม่มีใครโค่นล้มทำลายได้ง่ายๆแน่เฟอร์กี้ ไม่ได้ห้าม เบ็คแฮม เลย หากจะทำเลือกทำบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอล แต่ไม่ว่าอย่างไรอย่าวอกแวกจนสุดท้ายถูกเรื่องอื่นมากลืนกินสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำได้ดีที่สุดในชีวิตตัวเขาเองก็หลงใหลม้าแข่ง แต่ก็อยู่ในกรอบหรือเวลาที่เหมาะสม งานอดิเรกเหล่านี้เหมือนน้ำทิพย์ช่วยหล่อเลี้ยงสร้างความชุ่มชื่น ไม่ใช่ว่าจะต้องหมกมุ่นกับฟุตบอลเพียงอย่างเดียวหนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี งานศิลปะเป็นสิ่งที่นักเตะทุกคนควรมีในหัวใจเพื่อจรรโลงบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่ไปลุ่มหลงถึงขั้นโงหัวไม่ขึ้นและส่งผลกระทบกับอาชีพตัวเองหากเราไม่รู้ตัวเอง จะให้คนอื่นมารู้แทนคงไม่ใช่แน่-----------------สิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า เบ็คแฮม คือสุดยอดนักเตะคนหนึ่งคงเป็นเรื่องของสภาพร่างกายอันแข็งแกร่งเพราะดูแลดีมาตั้งแต่ยังรุ่นกระทง ความฟิตเป็นเลิส ทดสอบสมรรถภาพทีไรก็มาเบอร์ต้นๆ ของสโมสรตลอด นั่นทำให้เขายืนหยัดเล่นอยู่ได้จนถึง 37 ปีแม้การย้ายไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเป็นสโมสรสุดท้าย อาจมีเรื่องพีอาร์เจือปนอยู่บ้าง แต่หากดูผลงานในสนามแล้วจะเห็นว่าเขายังมีพลังเรี่ยวแรงที่จะหวดลูกหนังได้อยู่เฟอร์กี้ บอกว่าหาก เบ็คแฮม มุ่งมั่นกับฟุตบอลเสมอต้นเสมอปลาย นอกจากจะได้เล่นแบบยาวๆ จนเกือบ 40 แล้ว จะขึ้นทำเนียบตำนานอันยิ่งยงของปีศาจแดงด้วยอย่างไม่ต้องสงสัยตอนถูก เอซี มิลาน ยืมตัวไปใช้งาน แล้วได้กลับมาเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในเกมยุโรป ยิ่งตอกลิ่มความรู้สึกนี้ของ เบ็คแฮม ได้เป็นอย่างดีแฟนบอลยังคงต้อนรับอย่างอบอุ่น ภาพจำเก่าๆ บรรยากาศเดิมๆ กลับมายืนตรงหน้าอีกครั้ง"มันเจ็บปวดเสมอเมื่อต้องนึกถึงอดีตที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้"ประโยคนี้ที่ เบ็คแฮม เคยพูดออกมา ย่อมชัดเจนที่สุดแล้วเรื่องราวของเขาควรเป็นอุทธาหรณ์ของเด็กรุ่นหลังแต่อาจมีเด็กบางคนที่ไม่นำมาใช้และน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง"เด็กคนนั้น" คือใคร?มาว่ากันต่อเนื่องวันพรุ่งนี้ครับอย่าลืมว่าอะไรคือสิ่งที่สร้างเรามา เพราะเมื่อมันผ่านพ้นไป คุณอาจจะเรียกมันกลับมาไม่ได้อีกแล้ว MYSBOBET ถ้าไม่อยากมานึกเสียดายภายหลัง ลองมาใช้บริการของเรา ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177