breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

มีไม่กี่คนในโลกที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ เชื่อฟังและนับถือด้วยความจริงใจหนึ่งในนั้นน่าจะมีชื่อ ปาทริค วิเอร่า รวมอยู่ด้วย"เดอะ ปั๊ต" ย้ายมาเล่นกับ แมนฯซิตี้ ในช่วงท้ายของอาชีพค้าแข้งเมื่อมกราคม 2010 จากนั้นเมื่อถึงฤดูร้อน บาโลเตลลี่ ก็ตามมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันด้วยความที่เป็นผิวสีเหมือนกัน แถม วิเอร่า มีกิตติศัพท์เด็ดเดี่ยวห้าวหาญไม่เกรงกลัวใคร แล้วเคยเป็นกัปตันทีมระดับตำนานของ อาร์เซน่อล ย่อมสร้างความประทับใจให้ บาโลเตลลี่ แน่เขานับถือ วิเอร่า เป็น "ลูกพี่" มีปัญหาอะไรมักจะปรึกษาเสมออดีตกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสรับใช้ ซิตี้ ได้ราวปีครึ่งก็ขอตัวลาไปเอาดีทางด้านโค้ชอยู่ที่สหรัฐอเมริกาส่วน บาโลเตลลี่ ซึ่งอายุน้อยกว่ามากยังคงโลดแล่นบนฟลอร์หญ้าไปเรื่อยชื่อเสียงหัวหอกเชื้อสายกานาเป็นที่รู้กันว่าเกเรแหกคอกขนาดไหน ตั้งแต่เล็กยันโตเป็นหนุ่มใหญ่ ยังไงก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สร้างเรื่องราวให้เป็นที่เกรียวกราวอยู่เสมอซัมเมอร์ปี 2016 เขาตัดสินใจลา ลิเวอร์พูล ข้ามห้วยมายังฝรั่งเศส เพื่อเซ็นสัญญากับ นีซ ก่อนจากยังทิ้งวาจาที่แฟนหงส์จำจนตายไว้ว่า "โคตรผิดพลาดที่ย้ายมานี่"ฟอร์มของ บาโล ร้อนแรงมากในลีกเอิง ตลอด 2 ซีซั่นซัดระเบิด 43 ประตูจาก 68 เกม จนกลับมาเป็นที่ต้องการของหลายสโมสรอีกครั้งโอลิมปิก มาร์กเซย แสดงเจตนาอย่างชัดเจนจะคว้าตัวไปร่วมด้วยตั้งแต่เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาตัวนักเตะเองก็ไม่เม้มอาการ หวังซบ โอแอ็ม ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่กว่า นีซ เช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามเมื่อรู้ข่าว นีซ จะแต่งตั้ง วิเอร่า เป็นกุนซือ เขาก็ลังเลใจทันที ก่อนจะเลือกต่อสัญญาใหม่ออกไปอีก 1 ปี ท่ามกลางความแปลกใจของหลายคนบาโล มาเฉลยว่า เพราะ "เดอะปั๊ต" นี่แหล่ะที่ทำให้เขาไม่ย้ายไหน ลูกพี่มาทั้งทีต้องอยู่ร่วมหัวจมท้ายกันก่อนเขาคงคิดว่าความสัมพันธ์กับ วิเอร่า ยังน่าจะเหมือนพี่น้อง อีกทั้งเชื่อว่ามีคนหนุนหลังก็เลยเตลิดไปไกลนอกจากไม่มารายงานตัวเข้าแคมป์ซ้อมตามปกติก่อนเปิดซีซั่นแล้ว พอมาถึงน้ำหนักตัวก็ทะลุเพดาน พุ่งไปถึงเกือบ 100 กิโลกรัมด้วยกันวิเอร่า ต้องสั่งไปลดโดยด่วน ไม่อย่างนั้นมีปัญหาแน่ ซึ่งรีดแล้วหลายวันก็ลงไปแค่ 3 กิโลเท่านั้นแน่นอน บาโล เริ่มได้สัญญาณไม่สู้ดีนัก อาจเป็นเขาที่คิดไปคนเดียวว่า วิเอร่า ยังเป็นพี่ แต่อีกฝ่ายมาในบทบาทใหม่คือเจ้านาย แล้วก็ไม่ได้ทำตัวเกินเลยเล่นเหมือนเพื่อนพี่น้องเมื่อตอนอยู่ทีมเดียวกันวิเอร่า เองรู้สึกหงุดหงิดหลายครั้งกับพฤติกรรมของ บาโล ซึ่งภายหลังรู้ว่าคิดผิดที่ไม่ไป มาร์กเซย เลยมีอาการเป็นม้าพยศไม่เชื่องมือเจ้าของ"ตอนอายุ 16 ปีเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นและพอครบ 45 ปี เขาก็จะเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหล่ะ"นี่คือคำจำกัดความที่ วิเอร่า มีให้กับ บาโล ตามประสาคนที่รู้ไส้รู้พุงกันมาก่อนกระนั้นหัวหอกทีมชาติอิตาลีก็ยังยำเกรงนับถืออยู่ เคยถึงขนาดให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อ วิเอร่า มากกว่าพ่อแม่ตัวเองเสียอีก น่าจะพอตอกย้ำว่าซูฮกแค่ไหนถ้า นีซ ไม่มี "เดอะปั๊ต" เป็นกุนซือ บางทีอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์หนักกว่านี้ก็ได้-------------------------เรื่องความสามารถในเชิงฟุตบอล แทบไม่มีใครปฏิเสธ บาโลเตลลี่ แต่พฤติกรรมเกรียนๆ หลายครั้ง มันกลบฝีเท้าเกือบหมดอีกด้านก็น่าเห็นใจ ถ้าพลิกปูมดูจะเห็นว่า ชีวิตของเขามี "ปม" ซึ่งยากที่จะปลดเปลื้องได้ง่ายๆพ่อแม่เป็นชาวกานา ที่เดินทางหนีความอดอยากมาหากินที่เมืองปาแลร์โมในอิตาลี แล้วตั้งรกรากที่นี่ตอนคลอดเขาออกมา กำลังมีปัญหาการเงินอย่างหนัก อีกทั้งลูกชายคนนี้ขี้โรคด้วย ลำไส้ไม่แข็งแรงเหมือนเด็กปกติทั่วไป ต้องใช้เวลาและเงินทองในการรักษาดังนั้นพอครบ 2 ขวบ ก็ต้องยกให้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งเป็นชาวอิตาเลี่ยนพร้อมจะอุปถัมภ์ดูแลแทนจากนั้น บาโล เติบใหญ่ มุ่งหน้าสู่ถนนลูกหนัง โด่งดังมีชื่อตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี ด้วยลีลาล่าตาข่ายที่เหลือร้าย ปัญหาแย่งสิทธิ์ก็ตามมาพ่อแม่บังเกิดเกล้ายืนยันว่ายังรักลูกคนนี้อยู่เสมอ อยากเจอหน้าตลอดเลา แต่โดนกีดกัน อีกทั้งในแง่ของกฎหมายก็เสียเปรียบ ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้อะไร แล้วครอบครัวบาโลเตลลี่ ซึ่งหมายถึงพ่อแม่บุญธรรมก็เส้นใหญ่ รู้จักคนเยอะแต่ตัว บาโล เอง กลับพูดอีกอย่าง เขาบอกว่าพ่อแม่แท้ๆ ไม่เคยเหลียวแลเลย แม้กระทั่งวันเกิดก็ไม่มีแม้กระทั่งจะโทรมาอวยพรเหมือนคนอื่นพอตนเริ่มจะดังติดทีมเยาวชนของอิตาลี สื่อประโคมว่าอนาคตไกลแน่ ก็พยายามเข้ามาหา หวังผลประโยชน์ ทำเป็นถือรูปถ่ายตอนคลอดโชว์สื่อ เพื่อร้องขอความเห็นใจไม่ว่าอย่างไร "ซูเปอร์มาริโอ" ยืนยันว่าจะอยู่กับพ่อแม่บุญธรรม เพราะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี มีความสุขที่สมบูรณ์แบบเหมือนเด็กทั่วไป ถึงจะแปลกแยกเป็นตัวประหลาดตั้งแต่เด็กก็ตามลองนึกภาพเด็กผู้ลายผิวสีตัวดำมะเมื่อม นามสกุลเป็นอิตาเลี่ยน แล้วต้องไปอยู่ในหมู่เด็กรุ่นเดียวกันอีกทั้งการเหยียดผิดหรือชาติพันธุ์ในอิตาลีเองก็ยังมีอยู่ ดังนั้น บาโล ต้องเจอกับการล้อเลียนอยู่เสมอ เขาจึงเป็นพวกนอกคอกและโตขึ้นมาแบบมีปัญหาคนเราเมื่อรู้ว่ามีปัญหา แล้วไม่ยอมหาทางแก้ที่ต้นตอหรือทำความเข้าใจ มันก็ยิ่งเรื้อรังเหมือนอย่างเคสนี้นั่นแหล่ะยังดีที่ว่าต่อให้นิสัยไม่ได้เรื่องสักเท่าไร แต่ฟุตบอลยังช่วยขัดเกลาไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง หลงเตลิดไปกับอบายมุขอย่างที่ใครคาดคิดกันแต่พอมีชื่อเสียงมากขึ้น บาโล ก็ตัวใหญ่คับพองคิดว่าตัวเองเจ๋ง เลยพยายามทำตัวเด่นมาโดยตลอด เพื่อกลบเกลื่อนปมของตนเองไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม เราจึงได้เห็นความเกรียนแบบไร้ขีดจำกัดของแข้งรายนี้เสมอสมัยสร้างชื่อกับ อินเตอร์ มิลาน แทนที่จะสงบปากสงบคำทำตัวน่ารัก กลับประกาศให้แฟนบอลตัวเองเคืองหนัก ว่าเป็นกองเชียร์ เอซี มิลาน อริร่วมเมืองพอได้ย้ายมาอยู่กับปีศาจแดงดำจริง ก็ทะเลาะกับ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ผู้บริหารคนก่อน เพียงเพราะได้ยินว่าไปยกย่อง อันโตนิโอ คาสซาโน่ เป็นกองหน้าเจ๋งสุดมีอยู่ครั้งซิ่งรถหรูไปชนเข้ากับฟุตบาธข้างทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจเลยขอตรวจ เห็นพกเงินเป็นฟ่อนเลยถามว่าทำไม บาโล ก็เลยตอบไปแบบยียวนว่าก็ผมรวยนี่หว่า ผิดตรงไหนนอกจากนี้ยังเป็นพวกอีโก้ทะลักจุดแตก คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเสมอ พูดแต่ละประโยคออกมา ทำเอาหลายคนได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอาหากคำพูดนั้นวิจารณ์คนอื่นยังไม่น่าหมั่นไส้เท่ายกยกปอปั้นตัวเองอย่างเช่นเคยบอกว่า เขาเก่งเป็นเบอร์ 2 ของโลก จะเป็นรองก็แค่ ลิโอเนล เมสซี่ ส่วน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดนแซงไปเรียบร้อยแล้วหรือตอนปี 2010 ที่เขาคว้ารางวัล "โกลเด้น บอย" แข้งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของยุโรป โดยได้รับคะแนนเบียดเอาชนะ แจ็ค วิลเชียร์ ก็ยังมาเหยียดหยามกองกลางอังกฤษ อ้างว่าไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อเลย"ผมมีชีวิตของผม โลกของผมมันอยู่กับตัวผมเอง แล้วผมก็จะทำมันอย่างที่ต้องการ"ประโยคเด็ดของ บาโลเตลลี่ ที่เคยพูดไว้และยืนยันได้ถึงความเกรียนไม่เคยเปลี่ยนแปลง-------------------------2 ฤดูกาลแรกเขาซัดกระจายหายห่วงกับ นีซ พอมาซีซั่น 3 กลับแผ่วลงอย่างใจหาย ผ่านไป 10 นัดยังไม่มาเลยสักตุงเดียวว่ากันว่าเกิดจากสมาธิไม่อยู่กับเนื้อตัวในเรื่องย้ายทีม พอเชื่อว่าตัวเองคิดผิดก็เริ่มงอแงขึ้นมาขนาด วิเอร่า ยังส่อเค้าว่าจะคอนโทรลไม่ได้ แต่ประกาศไว้ชัดเลยหากอยากจะย้ายก็ไปได้เลย ไม่ต้องมาเสียเวลาเกรงใจกันหากอยากคอนโทรล บาโล ได้ มีอยู่ทางเดียวคือต้องอย่ายอม งัดไม้แข็งมาสู้เท่านั้น เพราะถ้ายิ่งทำตามเงื่อนไข โอนอ่อนผ่อนปรนเมื่อไร ก็น่าจะยิ่งยากจะควบคุมแทนที่ความสัมพันธ์จะแน่นแฟ้นมากกว่าเก่า เพราะๆได้มาร่วมงานกันอีกครั้ง แม้อีกฝ่ายจะเปลี่ยนบทบาทก็เถอะมันควรจะผนึกกำลังกันเพื่อช่วย นีซ สร้างผลงานให้ดีหรือประสบความสำเร็จไม่ใช่หรือเกมล่าสุดที่ดวลกับ แก็งก็อง นั้น เมื่อ บาโล โดนเปลี่ยนตัวใน 15 นาทีสุดท้าย ยังแสดงอาการฮึดฮัดไม่พอใจอีกต่างหากวิเอร่า เองก็ยักไหล่เมื่อถูกถามเรื่องนี้ บอกแค่ว่าตัวเองทำตามแผน ไม่มีอย่างอื่นซ่อนเร้นความสัมพันธ์ของคู่นี้น่าจะเหมือนระเบิดเวลา ที่รอวันตูมขึ้นมานั่นแหล่ะอีกทั้งมันยังสะท้อนด้วยว่า คุณอย่าคิดควบคุม บาโล ได้อย่างเด็ดขาดเพราะมันเป็นหนึ่งสิ่งบนโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้เลยม้าบางตัวมันก็ไม่เหมาะกับการนำมาเลี้ยง ปล่อยให้มันได้วิ่งในผืนป่าตามใจก็ดีแล้ว MYSBOBET แนะนำให้ปลดปล่อยม้าพยศในตัวคุณ ปล่อยมันมาโลดแล่นกับเรา ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ความน่ากลัวของคนไม่รู้จักตัวเอง

ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า หากคุณเป็นนักเตะอาชีพแล้วทำให้แฟนบอลฝั่งตรงข้ามเกลียดเข้าไส้ได้ บางครั้งก็เป็นเรื่องดีเพราะมันอาจหมายถึงกองเชียร์ตัวเองน่าจะรักคุณสุดใจเช่นเดียวกันแต่หากกลับกัน คุณกลายเป็นนักเตะที่แฟนบอลตัวเองเกลียดแบบสุดขั้วหัวใจทะลุไปยังปอดม้ามไตล่ะมันย่อมเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง เพราะเกลียดสุดๆ เกินบรรยายอย่างนี้ คงไม่ใช่แค่ผลงานในสนามห่วยอย่างเดียวเท่านั้นมันต้องมีอะไรบางอย่างที่ผลักให้คุณไปถึงจุดนั้นได้...-----------------------------เอล ฮัดจิ ดิยุฟ โด่งดังสุดขีดช่วงเวิล์ดคัพฉบับเอเชียในปี 2002 ซึ่งญี่ปุ่นจับมือเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกันเขาเป็นแกนนำคนสำคัญช่วย เซเนกัล ชาติบ้านเกิดสร้างความตื่นตะลึงในนัดเปิดสนามด้วยการตบ ฝรั่งเศส แชมป์เก่าคะมำ 1-0 จากนั้นกรุยทางไปถึงรอบคอวเตอร์ไฟนั่ล เป็นม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ตัวจริงหลังบอลโลกปิดฉาก เชราร์ อุลลิเยร์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลดึง ดิยุฟ มาเสริมแนวรุกทันที โดยมั่นใจว่าหากผนึกกับ ไมเคิล โอเว่น และ เอมิล เฮสกี แล้วรับรองยิงกันระเบิดเถิดเทิงแน่ตอนนั้น ดิยุฟ ยิ่งใหญ่มาก ถึงขนาดมีรูปปั้นตัวเองที่เซเนกัลประเทศบ้านเกิด คนที่นั่นต่างยกย่องให้เป็นฮีโร่เดอะ ค็อปทั้งหลายก็ฝันเปล่งประกายด้วย เชื่อว่าอย่างน้อยคงได้มาเขย่าบัลลังก์ท้าทายสองขั้วอำนาจเดิมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล แน่เขาได้รับมอบเสื้อเบอร์ 9 สืบทอดจาก นิโกลาส อเนลก้า ในขณะที่ โอเว่น ยังเลือกใส่เบอร์ 10 เหมือนเดิมแน่นอนมันต้องนำความภาคภูมิมาให้อย่างไม่ต้องสงสัย นักเตะจากแอฟริกายิ่งใหญ่ในแอนฟิลด์ได้ขนาดนี้แต่ดูเหมือนว่าเขาจะลำพองตัวมากเกินไป เข้าใจผิดอะไรไปเยอะ คิดว่าตัวเองเป็นพวกซูเปอร์สตาร์ ห้ามแตะต้องอย่างเด็ดขาด พฤติกรรมกร่างๆ หลายอย่างเลยผุดออกมาตลอดหนักสุดเห็นจะเป็นการถุยน้ำลายใส่แฟนบอล กลาสโกว์ เซลติก ในเกมยูฟ่า คัพ ก่อนจะโดนลงดาบทั้งแบนและปรับค่าจ้างสองสัปดาห์นอกจากนี้ยังสะสมใบเหลืองเป็นว่าเล่น ทั้งที่ตัวเองเป็นกองหน้าแท้ๆ 13 เหลืองกับอีก 1 แดงในซีซั่น 2003/04 คือตราบาปอย่างแท้จริง มันสะท้อนให้รู้เลยว่าพฤติกรรมแย่แค่ไหนมันช่างขัดแย้งกับจำนวนประตูที่เขาทำได้เลยจริงๆตลอด 3 ฤดูกาลกับหงส์แดง เชื่อหรือไม่ว่ายิงในลีกไปแค่ 3 ประตูเท่านั้น จนมีอยู่ช่วงหนึ่งต้องโดนปล่อยไปให้ โบลตัน ยืมตัวเขาไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระ โอเว่น อย่างที่ใครต่อใครคาดหวัง 10 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล ยอมควักจ่ายไปในเวลานั้น เหมือนเอาไปละลายแม่น้ำไม่มีผิดหนำซ้ำยังเขม่นกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ 2 ลูกหม้อของสโมสรอีกต่างหากสุดท้ายเลยต้องย้ายไป โบลตัน แบบถาวรในฤดูกาล 2005/06 โดยที่ ลิเวอร์พูล แทบกระเป๋าฉีก แม้จะไม่เปิดเผยตัวเลข แต่คาดว่าไม่เกิน 2 ล้านปอนด์แต่เรื่องมันไม่สิ้นสุดแค่นั้น เมื่อ ดิยุฟ แค้นฝังหุ่นและเชื่อว่า เจอร์ราร์ด กับ คาร์ร่า คือผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้เขาต้องระเห็จออกจากสโมสร ชื่อเสียงที่อุตส่าห์สร้างมาในบอลโลกโดนขยี้ไม่เหลือหลอความอาฆาตพยาบาทมันสิงอยู่ในตัวเขาตลอดมา จนทุกวันนี้ก็ยังไม่หายไปไหน...----------------------------------"รู้อย่างนี้ผมย้ายไป แมนฯยูไนเต็ด หรือ บาร์เซโลน่าดีกว่า พวกเขายื่นข้อเสนอเข้ามา ไม่น่าเลือก ลิเวอร์พูล เลย"นี่คือเที่ยวล่าสุดของ ดิยุฟ ที่ออกมาจิกกัดอดีตต้นสังกัด ยืนยันได้ดีว่าความแค้นยังไม่เจือจางลงเลยแต่ก่อนหน้านั้นเขา "เล่นใหญ่" เอาไว้ ด้วยการจัดหนัก สตีวีจี ชนิดที่ว่าชาตินี้คงไม่ต้องเผาผีกันอีก"ผมบอกเลยนะ ผมให้ความเคารพนักเตะระดับโลกทุกคนแหละ แต่พวกนักเตะบ้านๆผมคงไม่คิดเช่นนั้นด้วยหรอก เจอร์ราร์ด ในทีมลิเวอร์พูล ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกับนักเตะคนอื่นเลย หนำซ้ำยังเป็นพวกขี้ฟ้องผู้จัดการทีมอีกต่างหาก"ดิยุฟ ฝากข้อความไปถึงศัตรูคู่แค้น โดยหยามว่าเป็นแค่พวกไร้คลาส ขี้ฟ้อง แถมไม่ได้ดีเด่ไปกว่าผู้เล่นคนอื่นเลยจากนั้นก็ยังมาอีกหลายระลอก อย่างเช่นบอกว่า เจอร์ราร์ด อาจจะเป็นนักเตะที่ใครแตะต้องอะไรไม่ได้ในทีม แต่เขาไม่สนใจ ไม่เห็นมีอะไรต้องไปเกรงกลัวเลยสักนิดหนักสุดจนถึงขั้นทำให้เดอะ ค็อปทั้งหลายประกาศตัดความสัมพันธ์ทุกกรณีเห็นจะเป็น ตอนที่ ดิยุฟ บังอาจเยาะเย้ยกัปตันอันเป็นที่รักของพวกเขาที่ลื่นล้มแล้วทำทีมพลาดแชมป์พรีเมียร์ ลีกแล้วยังตอกหมุดย้ำว่านั่นคือเวรกรรมตามสนอง ที่เคยปฏิบัติไม่ดีกับตนเอาไว้อีกทั้งยังซัดอีกว่าคนอย่าง เจอร์ราร์ด ไม่อาจแบกรับความกดดันอะไรได้เลย เจอสถานการณ์แค่นี้เข้าไปก็สั่นเป็นเจ้าเข้า คุมสติไม่อยู่ต่างจากตนที่เคยเป็นคนแบกความคาดหวังของชาวเซเนกัล 14 ล้านคนมาแล้ว เมื่อครั้งช่วยชาติในศึกบอลโลก จนทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายส่วน เจอร์ราร์ด เองกับทีมชาติก็ไม่เคยติดถึง 100 นัด ไม่ประสบความสำเร็จอะไรชัดเจนสักนิดคาร์ร่า ก็เจอพิษปากของ ดิยุฟ เข้าไปด้วยหลายดอกเช่นเดียวกัน ในฐานะสมรู้ร่วมคิดและเป็นเกลอแก้วให้ท้ายกันเสมอมา"ความแตกต่างระหว่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ กับผมก็คือว่า ผมเป็นนักเตะระดับโลกส่วนเขาเป็นนักเตะที่โคตรขี้กลาก""ขี้กลากประเภทที่จะเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ต้องกล่าวถึงตัวผมตลอดเวลา สำหรับผม หนังสือของผมจะไม่มีชื่อของเขาสักประโยคเดียว เขาโคตรขี้แพ้เลย"แล้วคนเผ็ดร้อนที่ไม่ยอมใครอย่าง คาร์ร่า โดนแล้วจะยอมง่ายหรือ ขนาดเจอกองเชียร์เด็กสาวของ แมนฯยูไนเต็ด เยาะเย้ยยังถ่มน้ำลายใส่มาแล้วกองหลังตำนานหงส์แดงเคยวิจารณ์ ดิยุฟ ว่าเป็นนักเตะที่ห่วยแตกสุด เท่าที่สโมสรเคยมีมา ไม่ต้องสนใจเรื่องพฤติกรรมเลย อันนี้วัดผลงานกันในสนามเพียวๆนอกจากนี้มีอยู่ครั้งที่ เจอร์ราร์ด นำภาพที่ตนจับ ลีโอ ลูกชายคนสุดท้องที่ตอนนั้นเพิ่งจะแค่ 4 เดือน เตะลูกบอลลงในโซเชี่ยล ปรากฏว่ามีแฟนๆ เข้ามาคอนเมนต์ถึงความน่ารักน่าชังมากมายหนึ่งในนั้นคือ คาร์ร่า ที่ชมว่าน่าจะเล่นบอลเก่งกว่า ดิยุฟ ด้วยซ้ำเจอเข้าไปอย่างนี้กองหน้าจอมถุยก็ย่อมเจ็บจี๊ดไม่ใช่น้อย เปรียบเทียบฝีเท้ากับเด็กยังไม่หย่าจุกนมปลอมนี่โคตรดูถูกกันเลยทีเดียวแม้จะได้ยินเสียงต่อว่า วิจารณ์ในแง่ลบ แต่ดูเหมือนว่ากองหน้าเซเนกัลจะไม่สนใจรับฟัง ยังคงยืนหยัดนิสัยเดิมๆ ต่อไป---------------------หลังเลิกราค้าแข้งในปี 2016 ดิยุฟ เล็งเป้าใหญ่ไว้ด้วยการจะลงสนามการเมือง เพื่อปูทางไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเซเนกัลใช่แล้ว -- ฟังไม่ผิดหรอก เขาอยากเป็นผู้นำประเทศ ปกครองผู้คนกว่า 14 ล้านคนให้อยู่ดีมีสุข โดยมี จอร์จ เวอาห์ อดีตนักบอลที่ก้าวถึงประธานาธิบดีไลบีเรียเป็นแบบอย่างสำหรับ เวอาห์ นั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ ดิยุฟ นี่เข้าข่ายตลกได้เลยทีเดียวลำพังการดูแลตัวเอง ควบคุมให้อยู่ในกรอบ ไม่ต้องไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครยังทำไม่ได้สมัยยังวัยรุ่นมาเล่นในลีกฝรั่งเศส เคยซิ่งรถจนประสบอุบัติเหตุ แถมไม่มีใบขับขี่อีกต่างหากเคยมีปัญหากับแฟนบอล เพื่อนร่วมทีม ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามหรือแม้กระทั่งเด็กเก็บบอลก็ไม่เว้นโดนโปลิศหิ้วปีกก็เคยมาแล้ว หลังพาก๊วนเพื่อนอีก 5 คนเข้าไปเที่ยวไนท์คลับแห่งหนึ่งในแมนเชสเตอร์ แล้วเกิดเหตุวิวาทมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสาหัสนอกจากนี้ถูกตั้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายหญิงสาวในบ้านเกิดด้วยช่วงเล่นให้กับ แบล็คเบิร์น ก็เคยเผ่นออกจากแคมป์ฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่น ไหนจะโดนแบนจากทีมชาติ 5 ปี เพราะด่าว่าประเทศตัวเองเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นวีรกรรมยาวเป็นหางว่าวประเภทตบเด็ก เตะหญิงเช่นนี้ ยังคิดว่าจะไปเป็นผู้นำคนอื่นได้จริงหรืออาจเป็นไปได้ว่าเขายังยึดติดกับชื่อเสียง ที่เคยเปรียบดั่งพระเจ้าของชาวเซเนกัลเมื่อครั้งเวิล์ดคัพ 2002แต่หลังจากนั้น ดิยุฟ มีแต่ "ชื่อเสีย" และดูเหมือนว่าศรัทธาจากแฟนบอลนั้นมันหมดสิ้นไปเรียบร้อยแล้วพูดกันตามตรง เขาน่าจะเป็นตัวตลกในสายตาใครต่อใครมากกว่าที่จะมาเป็นวีรบุรุษกู้ชาติอย่างที่เพ้อฝันอยากจะบอกว่าคนที่ไม่รู้จักตัวเองนี่น่ากลัวที่สุดแล้วรู้อะไรก็ไม่เท่ารู้ใจตนเอง Sbobet777 เชิญให้คุณมาใส่เต็มตามใจได้เลย ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ฟางเส้นสุดท้าย

ในเมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แถลงออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำแล้วว่า ฟุตบอลมันพลาดกันได้และจะให้โอกาส มิโลวาน ราเยวัช นั่งเก้าอี้กุนซือต่อไป นั่นหมายความว่าเพื่อชาติ เราควรหยุดขัดแย้งแตกแยกแล้วมองไปยังอนาคตข้างหน้าศึกเอเชียนคัพ 2018 หรือชิงความเป็นเต้ยของทวีปกำลังรออยู่ ประมุขลูกหนังไทยยืนยันว่าทัวร์นาเนต์นี้จะใช้เป็นการชี้วัดอนาคตของกุนซือชาวเซิร์บอย่างแท้จริง ไม่เหมือนซูซูกิ คัพที่ติดขัดอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ศึกนี้จะหวดกันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี เปิดหัววันที่ 5 มกราคม ซึ่งดูแล้วมีเวลาเตรียมตัวน้อยมากๆ เตรียมตัวว่าน้อยแล้ว เตรียมใจนี่สิอาจจะหนักไม่ด้อยไปกว่ากัน หลายคนยังน่าจะบอบช้ำจากศึกชิงเจ้าอาเซียนมาหมาดๆ ราเยวัช อาจต้องปะผุโมดิฟายยกเครื่องกันใหม่พอสมควร เพราะมีนักเตะบางคนทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน ช้างศึกอยู่ในกลุ่มเอ ร่วมหัวจมท้ายกับ ยูเออี เจ้าภาพ อินเดีย และ บาห์เรน ซึ่งงานหินเอาเรื่อง ยิ่งถ้ามองสภาพกาลปัจจุบัน ต่อให้ยูเออีไม่เป็นเจ้าภาพ ก็ขี่เราอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องสกิลและความแข็งแกร่ง นี่มาได้สภาพแวดล้อมต่างๆ เกื้อหนุนอีก ส่วน บาห์เรน นี่ค่อนข้างเบียดกับไทย ห่างกันไม่มากก็น้อย แต่เราน่าจะมีข้อมูลเชิงลึกของคู่ต่อสู้รายนี้ไม่เยอะเท่าไรนัก ด้วยความที่ถูกระบอบเผด็จการกลืนกินมานาน โดนปิดหูปิดตาจากโลกภายนอก แทบไม่ค่อยได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของโลก เราจึงประมาทชาติจากตะวันออกกลางนี้ไม่ได้เลย เหลือ อินเดีย นี่แหล่ะที่ฟังชื่อชั้นด้านลูกหนังแล้ว น่าจะช่วยสร้างความปลอดโปร่งโล่งใจให้กับทัพช้างศึกบ้าง แต่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน ทัพภารตะมีพัฒนาการที่รุดหน้ามาก ตั้งแต่รัฐบาลบรรจุเอาเกมลูกหนังไว้เป็นวาระแห่งชาติ มีการทุ่มงบประมาณเสริมกว่าเดิมหลายเท่า แล้วการทำงานหนักของสหพันธ์ฟุตบอลอินเดียก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดี มีนาคมปี 2015 อินเดีย ยังมีแร้งกิ้งฟีฟ่าอันดับ 173 ซึ่งห่างไกลสุดกู่ เป็นพวกสมันน้อยคอยโดนทีมอื่นไล่กระทืบไล่ต้อน ผ่านไป 3 ปีอันดับทะลึ่งขึ้นมากกว่าเท่าตัว ตอนนี้เกาะอยู่ 97 สูงกว่าไทยซึ่งติดแหง็กอยู่ที่ 118 ทุกฝ่ายต่างทำงานกันอย่างเต็มกำลัง เน้นทุกรายละเอียดปลีกย่อย โดยเฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาและโภชนาการ ซึ่งหลายชาติมองข้าม แต่ อินเดีย เชื่อว่าตรงนี้แหล่ะจะชี้วัดผลได้ ว่ากันว่าแข้งใหม่ของภารตะแข็งแกร่งขึ้น ร่างกายสมดุล น้ำหนักตัวไม่มีเกินและเหมาะสม มีการเสริมกล้ามเนื้อด้วยการเข้ายิม ได้เทรนเนอร์แนะนำอย่างถูกต้อง รวมไปถึงอาหารการกินก็ปรับเปลี่ยนเมนูเกือบทั้งหมด จากเดิมที่เคยชินกับการกินแบบบุฟเฟ่ต์ คือไปถึงโรมแรมที่พักก็จะมีทีมงานเชฟเตรียมอาหารไว้เป็นถาด เลือกตักได้ไม่อั้น ก็ยกเลิก เพราะอาจทำให้นักเตะซัดกันเพลินเกินความต้องการร่างกาย เปลี่ยนมาเป็นคอร์สเลย ให้กินแบบพอเพียง อย่างเช่นมื้อนี้อกไก่อบ พร้อมด้วยมันบดและสลัด อาจจะมีขนมหวานเป็นดาร์คช็อคโกแลตเท่านั้นเอง อินเดีย เลยค่อยๆ เก็บเลเวลมาเรื่อยๆ ไม่กระโตกกระตาก บวกกับพัฒนาการในลีกตัวเองอีก ยิ่งส่งแรงดีดตัวขึ้นมาไกลอย่างน่าทึ่ง บอกเลยว่าเราจะประมาทการ์ดตกไม่ได้เด็ดขาดเลย ที่สำคัญ สตีเฟ่น คอนสแตนติน กุนซือชาวอังกฤษคือผู้ที่นำรุปแบบใหม่มาใช้เอง นั่งเก้าอี้ตัวนี้มาตั้งแต่ปี 2015 ผ่าตัดใหญ่ แล้วค่อยๆใช้เวลา ขยับตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เขาเคยคุม มิลล์วอลล์ มาก่อนจึงย่อมซึมซับความเป็นอิงลิชฟุตบอลเต็มเปี่ยม จากนั้นจึงนำมาใช้กับ อินเดีย นี่แหล่ะ ประเมิน 3 คู่ต่อสู้บอกได้เลยว่า ถ้าเรายังเป็นอย่างที่เห็น โดยเน้นหวังพึ่ง 4 ทหารเสือที่จะคัมแบ็กมาช่วยอย่างเดียว รับรองไม่ง่ายแน่ มันต้องเปลี่ยนหลายจุด หากไม่ต้องการล้มเหลวหยุดเส้นทางแค่รอบแรก สิ่งที่ต้องจับตาดูคือ ราเยวัช จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ในสถานการณ์เช่นนี้ แถมเวลาเร่งรัดเข้ามาอีก แม้ ราเยวัช จะมีประวัติที่เข้าท่าเข้าทาง แต่เมื่อไล่เรียงพิจารณาให้ดีแล้ว มีแค่เพียงการคุมทีมชาติกานาอย่างเดียวเท่านั้นที่สร้างชื่อให้ ตั๋วบอลโลก 2010 รอบ 8 ทีมสุดท้าย พร้อมกับตกรอบอย่างน่าเสียดาย คือสิ่งที่เรานำมาพูดถึงด้านเดียว เพราะก่อนหรือหลังจากนั้นล้วนแต่ไม่มีความสำเร็จชัดเจน ขนาดเคยเว้นวรรคมาพักใหญ่ๆ ตอนมาคุมทีมชาติกาตาร์ในปี 2011 ก็ยังเคยเสียท่าให้เวียดนาม 1-2 มาแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นศักยภาพผู้เล่นเหนือกว่าหลายกระบวนเพลง จากนั้นปี 2016 มารับบทนายใหญ่ทีมชาติแอลจีเรีย คุมได้แค่ 2-3 นัดก็ต้องโดนเชือดสังเวยอีโก้ตัวเอง เมื่อเปิดศึกกับ ริยาด มาห์เรซ ซูเปอร์สตาร์ตัวกลั่น โดยความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของแท็คติก ซึ่ง ราเยวัช เน้นแต่เกมรับมากเกินไป กระทั่งมายื่นใบสมัครกับส.บอลบ้านเราแล้วได้งานอย่างน่าเซอร์ไพรส์อยู่ไม่น้อย ทั้งที่ตอนแรกมีกุนซือมือดี เร่เข้ามาเยอะทั้ง อแล็ง แปร์กแร็ง ที่เคยคุม ลียง และร่วมงานกับนักเตะชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ หรือ คาริม เบนเซม่า รวมไปถึง มาร์กอส ปาเกต้า กุนซือแซมบ้าที่เคยสร้างชื่อกับทีมชาติซาอุดิอาระเบีย รวมไปถึง ดราแกน ทาลายิช ที่ผ่านงานในไทยลีกมาก่อนด้วย ยังมี เรเน่ มิวเลนสตีน ที่เคยเป็นสต๊าฟฟ์ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อีกราย ว่ากันว่าตัวเลือกตอนนั้นมีมากจริงๆ เพราะประมุขลูกหนังไทยอยากได้ของนอกที่ประวัติเลิศหรู ก่อนจะมาลงเอยที่ ราเยวัช โดยเชื่อว่าการคุม กานา คือจุดที่น่าจะขายได้ แทบจะมองข้ามเรื่องอื่นไปหมด โดยเฉพาะแท็คติกหรือวิธีการทำทีมที่ควรมาต่อยอดของเดิม ในส่วนที่ดีอยู่แล้ว แต่นี่กลับเปลี่ยนปุบปับคนละแบบคนละเรื่อง ซึ่งผลลัพธ์มันก็ออกมาอย่างที่เห็นนั่นแหล่ะ ถ้าเล่นไม่สนุก แล้วชนะยังโอเค แต่นี่มันตรงข้าม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเปิดเกมรุกก็ได้แต่ไม่ทำเอง พอเจอเสียงด่า เสียงวิจารณ์มันก็คือสิ่งปกติที่จะยอมรับและทำใจ ไม่ควรอ้างหรือแถอะไรให้เกิดกระแสลบตัวเองอีก ถ้าคิดว่าจะใช้เอเชียนคัพ 2019 เป็นทัวร์นาเม้นต์กู้ชื่อคืนกลับมาก็ควรจะเริ่มให้เร็วที่สุด ทำการบ้านให้หนัก ปรับกลยุทธ์ใหม่ มันน่าจะเวิร์คกว่าใช้คำพูดหรือปากทำงาน อย่างที่เคยบอกไว้ เอาเข้าจริงคนไทยไม่สนหรอกว่าใครจะมาเป็นกุนซือ ขอให้ทำทีมได้ใจ เล่นสนุก แล้วประสบความสำเร็จได้ตามเป้าที่วางไว้ แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปลากฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาอ้างให้เปลืองตัวหรอก กดดันตัวเองไม่พอ ยังเข้าข่ายหลอกลวงอีก สำคัญที่สุดเลยเสียงติเตียนหรือคำแนะนำต่างๆ ก็ต้องเงี่ยหูฟัง เพราะทีมฟุตบอลชาติไทยคือของคนไทย ไม่ใช่ของใครคนหนึ่งเท่านั้น ตัดเรื่องขั้วอำนาจฝักฝ่ายที่แย่งกันเข้ามาเป็นใหญ่ออกไป แล้วมองที่องค์รวมเป็นหลัก เน้นที่ผลประโยชน์ของชาติ บอกได้เลยว่าถ้าล้มคะมำในศึกที่ยูเออีคราวนี้อีก สถานการณ์จะเลวร้ายทรุดหนักกว่าเดิมหลายเท่าตัว ศรัทธาจะยิ่งเสื่อมลงเรื่อยๆ และจะต้องส่งผลกระทบกับไทยลีกฤดูกาลใหม่ที่จะเปิดฉากอีกหลังจากรายการนี้จบด้วย จำนวนคนดูยิ่งน้อยลงกว่าเดิม อาจหายไปจากสนามอีก ทีนี้จะโดนลูกหลงกันถ้วนหน้า จำไว้อย่างเดียวว่า ไม่ว่าฝั่งไหนมากุมอำนาจ ขอให้ทีมชาติไทยมีชัยในเกม ทำงานอย่างมืออาชีพ รับรองเลยว่าพวกเขาจะสนับสนุนคุณแน่นอน ไม่ว่ายังไง เอเชียน คัพคราวนี้ทุกคน ก็ต้องส่งแรงใจไปช่วยอยู่แล้ว มีอ่านเรื่องทีมชาติกันแล้วก็อย่าลืมมาลองแวะชมเว็บไซต์น่าสนใจอย่าง MYSBOBET กันสักหน่อย รับรองมอบความตื่นเต้น บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

อายในสิ่งที่ควรอาย

วินาทีที่ อดิศักดิ์ ไกรษร ซัดจุดโทษเหินข้ามคานนั้น หัวใจคนไทยทั้งประเทศแทบหล่นไปที่ตาตุ่ม จากที่กำลังจะได้ฉลองเข้าชิงอย่างสะใจ เพราะเป็นชัยชนะที่กระชากอารมณ์อย่างยิ่ง กลายเป็นว่าน้ำตาต้องอาบนองสองแก้มด้วยความเศร้าแทน ในฐานะที่ทำให้สวรรค์แฟนบอลไทยล่มต่อหน้าต่อตา "เจ้ากอล์ฟ" น่าจะรู้สึกแย่กว่าใครทั้งหมด ภาพที่เขาทิ้งตัวลง เอาหน้าซุกกับพื้นสนามแบบหมดอาลัยตายอยาก มันย่อมสะท้อนได้เป็นอย่างดี แม้จะได้รับการปลอบอกปลอบใจจากเพื่อนร่วมทีม แต่มันคงเป็นค่ำคืนที่ช่างทรมานมาก คงยากที่จะข่มตาให้หลับแบบสนิทได้ ในสมองคงคิดเรื่องต่างๆ ตีกันวุ่นไปหมด ฟุตบอลเล่นเป็นทีมก็จริง แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ต้องมีต้นตอของความผิดพลาด ซึ่งเบื้องต้นคงหนีไม่พ้นดาวยิงเจ้าของสมญา AK9 อย่างไรก็ตามหากเราพลิกกลับมองอีกด้าน อดิศักดิ์ ต้องมีความกล้าหาญมากๆ ถึงจะเดินเอาบอลไปวางที่จุด 12 หลาแล้วจัดการยิงเอง ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์เช่นนี้มันบีบคั้นกดดันอย่างหนัก นี่คือทดเวลาบาดเจ็บและหากซัดเข้าไปตั๋วนัดชิงชนะเลิศซูซูกิ คัพจะอยู่ในมือทันที พูดตามตรงไม่มีใครอยากอาสาสังหารจุดโทษอย่างนี้หรอก อาจจะใช่ที่ว่า "เจ้ากอล์ฟ" คือคนที่ได้รับมอบหมาย แต่หากเขาไม่มั่นใจสามารถโยนไปให้มือปืนลำดับสองที่ถูกวางไว้ทำหน้าที่แทนได้ เหมือนอย่างในนัดชิงฟุตบอลโลก 1990 โลธาร์ มัทเธอุส คือเบอร์ 1 หาก เยอรมันตะวันตก (ในเวลานั้น) ได้จุดโทษ แต่ถึงเวลาสำคัญที่ต้องส่องชี้ชะตากลับปฏิเสธ อ้างว่าสตั๊ดมีปัญหา แล้วให้ อันเดรียส เบรห์เม่ มือสองรับหน้าที่ไป โชคดีไม่พลาดและกลายเป็นประตูชัยเข่น อาร์เจนตินา คว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ แต่ อดิศักดิ์ ตัดสินใจเลือกยิงเอง ทั้งที่ข้างในอาจจะเต็มไปด้วยความกดดันและไม่เชื่อมั่นสักเท่าไรนัก การยิงจุดโทษพลาดในเกมฟุตบอลไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ยิ่งในสถานการณ์ไคลแมกซ์อย่างนี้ มันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ยังซัดบอลข้ามคานไปไกลแบบสุดกู่ในการยิงจุดโทษตัดสินนัดชิงชนะเลิศเวิล์ด คัพ 1994 ที่อิตาลีดวลกับบราซิล มาร์ติน ปาแลร์โม เคยกดจุดโทษพลาด 3 หนติดต่อกันในเกมเดียว ระหว่างช่วยอาร์เจนตินาลงทำศึกโกปา อเมริกากับโคลอมเบียในปี 1999 นี่คือแข้งระดับโลกทั้งสิ้น นับประสาอะไรกับนักเตะแถบอาเซียน มันจึงไม่ใช่ความผิดของ อดิศักดิ์ เลยสักนิดเดียว ยกเว้นในสายตาบางคนที่พยายามจะต้องหาแพะรับบาปให้ได้ มันมีอยู่แล้วที่จะต้องโบ้ยความผิดมาให้หัวหอก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตามประสาคนที่ผิดหวังไม่ได้ดั่งใจและคิดง่ายๆ ว่าพลาดอย่างนี้ต้องไล่บี้คนยิงนี่แหล่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นจะโทษใครเล่า? "ใครไม่อาย แต่ผมอาย" ประโยคนี้ว่อนโซเชี่ยลไปหมดในวันที่ทีมชาติไทยพ่ายยับต่อญี่ปุ่น 0-4 เกมคัดบอลโลกเมื่อต้นปีที่แล้ว จนกลายเป็นทีมแรกที่ตกรอบแบ่งกลุ่มในเลกที่สอง ว่ากันว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยเป็นคนพูดออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างมาก แต่ถ้าเอาแบบเวอร์ชั่นเต็มๆ ที่เคยเปิดใจไว้ก็จะประมาณพารากราฟข้างล่าง “ส่วนตัวผมชื่นชอบโค้ชซิโก้เรื่องความมีระเบียบวินัย ซึ่งนี่คือสิ่งที่โค้ชทุกคนควรจะมี แต่ขณะเดียวกันในเรื่องผลงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" “แต่ว่าคำถามที่ว่าควรเปลี่ยนโค้ชหรือไม่นั้น ผมอยากรู้หัวใจคนไทยเหมือนกันว่าคิดอย่างไร คิดเหมือนผมมั้ย ถ้าบอกว่าอยู่แบบนี้ ได้แชมป์ซูซูกิ คัพ, แชมป์ซีเกมส์ แต่รับได้ที่แพ้ทีมในระดับเอเชีย 0-3, 0-4 ก็ไม่เป็นไร แต่สำหรับผมบอกเลยว่าอาย” “ถ้าให้ผมงอมืองอเท้า ปล่อยให้ ทีมชาติไทย เป็นแบบนี้ไปอีก 3 ปี ในขณะที่ผมเป็นนายกสมาคมฯอยู่ ผมลาออกดีกว่า ถ้าเป็นแล้วทำทีมไม่ได้ อย่าเป็น ให้คนอื่นเขาเป็น” ประมุขลูกหนังไทยกล่าวไว้ด้วยน้ำเสียงเข้ม แสดงท่าทีขึงขังในความล้มเหลว ภายใต้การนำทัพของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง นั่นหมายความว่าแชมป์ซีเกมส์หรือซูซูกิ คัพที่ "ซิโก้" เคยพาทีมครองแชมป์มาก่อนนั้น ไม่อยู่ในสายตาท่านนายกฯเลยสักนิดเดียว เพราะเป้าหมายคือต้องก้าวขึ้นมาเป็นชาติแถวหน้าในเอเชียให้ได้ หลังจากนั้นราว 2 เดือน เกียรติศักดิ์ แสดงสปิริตตัดสินใจลากออก ท่ามกลางความเสียดายของแฟนบอลไทยไม่น้อย แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นว่าควรจะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงบ้าง แน่นอนการมาของ มิโลวาน ราเยวัช สร้างความฮือฮาได้พอสมควร อย่างน้อยที่สุดปูมหลังที่เคยพา กานา หักด่านถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 ก่อนตกอย่างน่าเสียดาย ด้วยมือ หลุยส์ ซัวเรซ น่าจะพอรับประกันฝีมือได้ ไม่นับรางวัลส่วนตัวอย่างกุนซือยอดเยี่ยมแห่งปีของเซอร์เบียและแอฟริกาที่พ่วงเป็นดีกรีมาด้วย อย่างไรก็ตามยิ่งนานวันเข้าเราได้เห็นแนวทางการทำทีมของ ราเยวัช ซึ่งเน้นความรัดกุม เล่นเกมรับมากเกินกว่าจำเป็น ไม่เอนเตอร์เทนเร้าใจ ต่างไปจากตอนที่ ซิโก้ ยังกุมบังเหียน ทำบอลได้สนุกบุกเข้าไป แม้ดวลกับทีมที่แกร่งกว่าก็เปิดหน้าแลกอย่างไม่มีกลัว จนได้ใจกองเชียร์อย่างมาก ประเด็นสำคัญกว่าก็คือหากเล่นเกมรับแล้วประสบความสำเร็จ คงไม่มีใครว่าหรอก สไตล์เน้นผลชัวร์ๆ ก็เป็นที่นิยมไม่น้อยเหมือนกัน แต่นี่มัน "ไม่ชัวร์" อย่างที่ควรจะเป็น น่าเบื่อแล้วยังแพ้ ย่อมสะท้อนได้ถึงความล้มเหลวแบบหมดสภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทีมชาติไทยชุดใหญ่เท่านั้น ชุดอายุต่ำกว่า 23 ปีที่เคยใช้ โซรัน ยานโควิช ทีมงานของ ราเยวัช คุมมาก่อนก็จอดป้ายไม่เป็นท่าแค่รอบแรกในศึกชิงแชมป์เอเชีย จากนั้นไปดึง "โค้ชโย่ง" วรวุฒิ ศรีมะฆะ มารับบทแทนก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิมเลย มีแต่ทรุดลงเรื่อยๆ เมื่อตกรอบแรกเอเชี่ยนเกมส์ครั้งแรกในรอบ 24 ปี ขณะเดียวกันการเลือกทีมงานของเอคโคโนมาดูแลและพัฒนาด้านเยาวชนช้างศึกในชุดต่างๆ ก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าล้มเหลวไม่แตกต่างจากชุดพี่ๆ ไล่ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 15 ปี , 19 ปี และ 21 ปี สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนทั้งกระบิ หลังตกรอบแรกเอเชี่ยนเกมส์มีเพียงแค่ 2 คะแนน พล.ต.อ.สมยศ กลับบอกว่าไม่รู้สึกอายอะไร แถมยังยืนยันด้วยว่าทีมงานชุดนี้ทำหน้าที่ได้ดีกว่าของนายกสมาคมคนก่อนซะอีก นอกจากนี้ยังอ้างว่าเป้าหมายหลักคือความสำเร็จในฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งไทยจะต้องมีโอกาสทำได้อย่างแน่นอน ทีนี้หันกลับมาดูเที่ยวล่าสุดในซูซูกิ คัพกันบ้าง รายการนี้ไม่ใช่หรือที่ "บิ๊กอ๊อด" เคยพูดไว้เองว่า เราจะมัวมาหลงระเริงกับความสำเร็จย่านอาเซียนได้อย่างไร มันต้องมองไกลไปถึงความเป็นเต้ยระดับทวีปเอเชียแล้ว ที่น่าเศร้าใจกว่าคือ ตกรอบแบบไม่เห็นอนาคตอะไรเลย โดยเฉพาะสไตล์การเล่นที่ทำลายความเป็นตัวตนของลูกหนังทีมชาติไทยมาตลอด ลำพังข้ออ้างขาด 4 แข้งตัวกลั่นที่ไปเล่นในต่างแดนทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธิ์ , ธีรศิลป์ แดงดา , ธีราทร บุญมาทัน และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ไม่น่าจะฟังขึ้นเท่าไรนัก เพราะนักเตะที่เหลือก็มีคุณภาพไม่น้อย แต่ก็อีกนั่นแหล่ะถึงเวลาจริง ก็ต้องมีการนำมาเป็นข้อแก้ต่างอย่างที่รู้กัน ประมุขลูกหนังเคยบอกเอาไว้ตอนได้รับเลือกให้เข้ามาบริหารว่า ต้องการพัฒนาบอลไทยให้รุดไปข้างหน้า ไม่อยากให้อยู่ในวังวนเดิมๆ อีกต่อไป ผลประโยชน์ทุกอย่างจะเพื่อวงการบอลไทยเท่านั้น จะไม่นำพรรคพวกหรือเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องด้วยเด็ดขาด คำพูดมันง่าย ต่างจากการลงมือทำจริงๆ ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ใครหลายคนก็รู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องเอาความขัดแย้งกับอีกขั้วอีกฝั่งมาอ้างหรอก วัดกันที่ผลงานเพียวๆ ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันน่าผิดหวังแค่ไหน ถ้าความล้มเหลวในเกมระดับชาติเช่นนี้มันเกี่ยวโยงกับการบริหารด้วยแล้ว หมายความว่าสมาคมฟุตบอลฯ ก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มๆ ที่สำคัญคือในวันที่บอลแพ้ คุณซึ่งเป็นนายกฯแท้ๆ ยังกล้าออกมาพูดว่ารู้สึกอาย เพียงเพื่อจะยัดเยียดความเกลียดชังให้กับกุนซือที่เชื่อว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามตัวเอง แทนที่จะให้กำลังใจ แล้วพูดคุยกันหาทางแก้ไขให้ดีขึ้น แต่นี่กดดันจนต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง คนเรามันอายกันได้ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก แต่อายในสิ่งที่ควรอายดีกว่า อย่างเช่นตกรอบซูซูกิ คัพเที่ยวนี้แหล่ะที่น่าอายของจริง แต่ใครจะอาย ไม่อาย.... รับรองเว็บไซต์นี้ก็ยังคงไม่เมินหนีคุณไปไหนกับ Sbobet777 ที่มีพร้อมทุกอย่างรวมถึงข้อเสนอเด็ดมากมาย บริการรวดเร็วทันใจ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

กำเนิดจากลูกระเบิด

ตอนอายุ 6 ขวบ สถานะของ ลูก้า โมดริช คือ "ผู้ลี้ภัย"ช่วงนั้นสงครามกลางเมืองในยูโกสลาเวีย อันมีต้นตอมาจากความแตกต่างชาติพันธุ์และศาสนา กำลังระอุคุกรุ่นเหลือเกินครอบครัวของเขาต้องหนีระเบิดไปอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งทางองค์กรการกุศลจัดให้เป็นศูนย์ลี้ภัยฟังแล้วดูไม่น่าลำบากอะไร เพราะคุณได้นอนโรงแรม แต่ที่จริงแล้วเปล่าเลย มันทั้งแออัด ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างที่โรงแรมจริงๆ ควรจะมีฟุตบอลจึงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยสร้างความสุขให้ ยามที่ได้หวดลูกหนัง โมดริช จะเหมือนหลุดพ้นไปจากโลกความจริงนี่เป็นกิจกรรมเพียงอย่างเดียว ที่จุดประกายความหวังเพื่อจะมีชีวิตอยู่นิยามคำว่า "บ้าบอล" สำหรับ โมดริช ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ต้องเข้าขั้นคลั่งอย่างมากๆพนักงานโรงแรมที่สนิทกับครอบครัวเขา เล่าให้ฟังว่ากระจกที่โรงแรมแตกนั้น มาจากลูกบอลที่ออกจากเท้าของเขา มากกว่าโดนระเบิดบอมบ์เสียอีกลูกบอลคือหมอนข้างที่ โมดริช ในวัยเด็กนอนกอดอย่างหวงแหน ราวกับว่ามันคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตช่วงไหนเสียงหวอเตือนภัยเงียบ เขาจะออกมาจากโรงแรมพร้อมกับลูกบอลคู่บุญ ไปซ้อมไปเล่นอย่างสนุกสนานจนแทบจะลืมเวลา บางคราวโชคร้ายหน่อย ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนหนีระเบิดก็มีเขาบอกกับคนรอบข้างว่านี่คือความสุขอย่างที่สุด หุ่นยนต์หรือของเล่นอื่นแบบเด็กผู้ชายทั่วไป ไม่เคยต้องการ ขอแค่ได้เล่นฟุตบอลเท่านั้นพอโมดริช ต้องอยู่ในโรงแรมเป็นเวลา 7 ปี หลังไฟสงครามดับมอด ความสงบเข้ามาเยือนแล้ว พ่อกับแม่ปรึกษากันแล้วขอลี้ภัยอยู่ในโรงแรมต่อไปอีกสักพัก เพื่อให้ลูกชายคนนี้มีโอกาสได้ซ้อมบอล"สงครามทำให้ผมแกร่งขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากสำหรับผมและครอบครัว แต่ผมไม่คิดจะเก็บมันไว้ในความทรงจำ นี่คือสิ่งเลวร้ายที่ควรลืม"สงครามในความรู้สึก โมดริช เลวร้ายขนาดไหนหรือ? ปู่ของเขาโดนยิงตาย พี่ชายก็ถูกทหารเซอร์เบียฆ่าอย่างไร้ความปราณี บ้านถูกเผาวอดและที่ทางโดนยึดไปหมดสิ้น ไร้หนทางทำมาหากินเขาจึงไม่ต้องการรำลึกอดีตอันแสนเจ็บปวดให้ใครต่อใครได้ฟังเท่าไรนักการได้พูดคุยเรื่องฟุตบอลจึงเป็นความสุขง่ายๆ ตั้งแต่เล็กกระทั่งเติบใหญ่ โมดริช ไม่เคยเบื่อโชคดีที่ครอบครัวสนับสนุนเต็มกำลัง เพื่อให้ลูกชายได้ไปถึงฝั่งฝัน ทุนทุกอย่างเท่าที่มีถูกแปรเป็นลูกฟุตบอล เสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆอายุ 11 ปีเข้าย้ายโรงแรมไปอยู่ใกล้กับ เอ็นเค ซาดาร์ ต้นสังกัดแรกเล่นอยู่ได้ราว 5 ปี ดินาโม ซาเกร็บ สโมสรใหญ่สุดของโครเอเชียหลังจากแยกมาจากยูโกสลาเวียเดิมมาเห็นแววเข้า เลยจัดการยื่นสัญญาให้ทันที10 ปีคือระยะสัญญาการเป็นนักเตะอาชีพครั้งแรกของเขาแน่นอนมันเหมือน "สัญญาทาส" โมดริช ไม่มีทางเลือกมากนัก แต่จริงๆ หัวใจเขาลิงโลด ไม่มีเด็กคนไหนปฎิเสธ ดินาโม ซาเกร็บ เด็ดขาด เพราะนี่จะเป็นเหมือนจุดสตาร์ตไปสู่การเล่นในลีกใหญ่ของยุโรปอย่างแท้จริงเขาต้องขอบคุณ โทมิสลาฟ บาซิช ซึ่งเปรียบเป็น "พ่อคนที่สอง" คอยช่วยเหลือมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องเงินทองหรือผลักดันให้เซ็นสัญญาเป็นแข้งอาชีพหลังเข้าสังกัด ดินาโม ซาเกร็บ ได้ไม่นาน เขากำเงินก้อนหนึ่งจากไปซื้อแฟลตที่เมืองซาดาร์ ให้กับครอบครัวได้อยู่อาศัยกันสบายขึ้นช่วงแรกยังไม่อาจเบียดแทรกขึ้นชุดใหญ่ของ ซาเกร็บ ซึ่งเต็มไปด้วยนักเตะที่เก๋าและเก่งกว่ามากมาย จึงถูกปล่อยให้ ซิรินสกี้ สโมสรในบอสเนียฯ ยืมตัวไปเล่น มีเกมลงพลางๆ ก่อนแต่ โมดริช ไม่ได้ไปเล่นๆ เพราะเขากลายเป็นผู้บัญชาในแผงมิดฟิลด์ ลงในลีกไป 22 นัด ซัดไป 8 ประตู ก่อนจะคว้าผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกบอสเนียฯเขารู้ดีว่ายิ่งโชว์ผลงานได้มากเท่าไร โอกาสที่จะได้คัมแบ็กสังกัดจริงแล้วลงเล่นอย่างต่อเนื่องก็มีมากเท่านั้นทันทีที่ได้คืนสู่ ดินาโม ซาเกร็บ อีกครั้ง คราวนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง กลายเป็นกระดูกสันหลังในแดนกลาง พาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดโครแอต 3 ฤดูกาลติดต่อกัน พ่วงด้วยบอลถ้วยอีก 2 สมัยหลังจบซีซั่น 2007/08 มีหลายสโมสรตามจีบ โมดริช ไม่ว่าจะเป็น บาร์เซโลน่า , แมนฯยูไนเต็ด , เชลซี , อาร์เซน่อล กระทั่ง นิวคาสเซิ่ลแต่เขากลับเลือก สเปอร์ส ด้วยเหตุ 2 ข้อคือหนึ่ง - มีความจริงใจอย่างชัดเจน โดย ดาเนี่ยล เลวี่ ผู้บริหารแสดงความต้องการเซ็นสัญญาบินมาถึงซาเกร็บเองสอง - โอกาสจะได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องมีสูง เขาประเมินตัวเองแล้วว่า หากย้ายไปร่วมก๊วนยักษ์ใหญ่ มีสิทธิ์ที่จะโดนจับดองหมดอนาคตได้ คลับไก่จึงกลายเป็นคำตอบที่ดีสุดนอกจากนี้ค่าตัว 16.5 ล้านปอนด์ ยังทุบสถิติแพงสุดของสโมสรในเวลานั้นอีกด้วยที่สำคัญเขาอยากสัมผัสลอนดอนตัวเป็นๆ หลังจากเห็นแค่ในรูปหรือทางทีวี รวมทั้งฟุตบอลอังกฤษมันก็ช่างเย้ายวนท้าทายให้เขาหาเหลือเกิน...----------------------------กว่าจะได้สวมยูนิฟอร์มท๊อตแน่มลงเล่นก็ต้องรอไม่น้อย เพราะ โมดริช เจออาการเจ็บที่หัวเข่าตามรังควานขณะเดียวกันก็เจอฤทธิ์องุ่นเปรี้ยวของ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อลตอนนั้น ที่พลาดคว้าตัวเขา แล้วออกมาวิจารณ์ว่า คงลำบากหากต้องมาเล่นในพรีเมียร์ลีกที่เน้นแรงปะทะด้วย โมดริช บอบบางร่างเล็ก ไม่น่าจะไหวดาวเตะโครแอตเลยออกมาพูดสั้นๆ ว่า สำหรับเขาขนาดไม่สำคัญเท่าหัวใจ เดี๋ยวจะสำแดงให้ดูเองว่าเป็นอย่างไรก่อน โมดริช จะตอบคำถามอย่างที่บอกไว้อย่างชัดเจน ด้วยความสามารถเชิงลูกหนังสร้างสมดุลให้แดนกลางคลับไก่ฤดูกาล 2009/2010 เขาขยายสัญญากับสโมสรออกไปอย่างไม่อิดออด เป็นการตอบแทนที่ไว้ใจและให้โอกาสเสมอมา ทั้งที่มีข้อเสนอน่าสนใจเข้ามามากมายอย่างไรก็ตามอีก 2 ปีต่อมา โมดริช ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้อง "ออกเดิน" อีกครั้ง เพื่อไล่ล่าความสำเร็จและท้าทายใหม่กับ เรอัล มาดริด หลังจากรับใช้ สเปอร์ส มา 4 ปีเต็มคลับไก่ฟันกำไรเกือบเท่าตัว รับเหนาะๆ 30 ล้านปอนด์ในปี 2012 แต่ครึ่งปีแรกของเขาเหลวไม่เป็นท่า ขนาดที่ว่าหนังสือพิมพ์ดังอย่างมาร์ก้าเปิดโหวตให้แฟนๆ เข้ามาลงคะแนน แล้วปรากฏว่า โมดริช คือแข้งห่วยสุดไม่คุ้มราคาใจเสียบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ยอมแพ้เลย สงครามสมัยเด็กหนักกว่านี้ยังรอดมาได้ คำวิจารณ์และสบประมาทก็เช่นเดียวกัน มันทำให้แกร่งขึ้น ก่อนซีซั่นถัดมาจะได้รับเลือกให้เป็นกองกลางดีสุดในลาลีกาแค่ปีเดียวเปลี่ยนไปอย่างสุดขั้ว ไม่แน่จริงทำไม่ได้แน่แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย , ลาลีกา 1 , โกปา เดล เรย์ 1 , ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 3 และฟีฟ่า คลับ เวิล์ด คัพอีก 3 เสมือนใบรับรองผลงานอันไร้เทียมทานของเขาภายใต้ยูนิฟอร์มราชันชุดขาวในเวลาต่อมาจุดสูงสุดของเขาน่าจะอยู่ที่การครองเจ้ายุโรป 3 สมัยรวดหรือไม่ก็รับบทกัปตันทีมนำ โครเอเชีย ชาติเล็กๆ เข้าชิงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018แต่จริงๆ แล้วเป็นรางวัลบัลลงดอร์ ในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมของโลกต่างหากโมดริช คือผู้ทลายขั้วอำนาจเดิมอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ผลัดกันครองไปคนละ 5 ครั้งช่วง 10 ปีหลังสุดคะแนนโหวตของเขาท่วมท้นขาดลอยและไม่ต้องกังขาคลางแคลงใจกันอีกต่อไป แม้สาวกบางคนของ โรนัลโด้ อาจไม่ค่อยพอใจนัก"สำหรับผมสิ่งที่ดีสุด มันต้องได้มาอย่างยากลำบากเสมอ ฉะนั้นผมต้องภูมิใจอย่างมาก"นี่น่าจะเป็นวรรคทองของ โมดริช ในค่ำคืนแห่งความยิ่งใหญ่ มันสะท้อนให้เห็นบุคลิกความเป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้ที่อัดแน่นในเลือดเนื้อตั้งแต่เด็กๆแล้ว-------------------------แม้ทุกวันนี้ โมดริช จะดังเปรี้ยงปร้างเป็นดาวค้างฟ้า แต่ชีวิตยังติดดินเหมือนเดิมเขาไม่เคยพยายามที่จะทำให้ตัวเองโดดเด่นเมื่ออยู่นอกสนาม โลว์โปรไฟล์เรียบง่าย นั่นคือสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอดไม่เคยเปลี่ยนไม่นานนี้หลายคนคงเคยเห็นภาพ โมดริช ใช้ไอโฟน 6s ซึ่งตกรุ่นไปนานแล้ว ทั้งที่รายได้จากการค้าแข้งมหาศาลสามารถเปลี่ยนเป็นรุ่นล่าสุดได้สบายๆ แต่นั่นไม่ใช่ตัวเขานอกจากสงครามจะทำให้เขาแข็งแกร่งแล้ว มันยังสอนให้เขาเห็นคุณค่าของเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงความอดอยาก ความขาดแคลนในวัยเด็กล้วนแต่เป็นบทเรียนชีวิต ที่ช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพดังนั้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมฟีฟ่าและบัลลง ดอร์ในปีนี้ จึงเหมาะสมไร้ข้อครหามันถึงเวลาของ โมดริช แล้วจริงๆ..ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาง่ายๆ แต่หากเราไม่ย้อท้อ สักวันมันก็จะมาหาเรา MYSBOBET อยากให้ทุกคนมุ่งมั่นทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ มาใช้เราเป็นสะพานสิ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ผู้เขย่าลีกขี้เมา

ทันทีที่ฤดูกาล 2014/15 สิ้นสุดลง สถานะนักเตะ ลิเวอร์พูล ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็จบลงด้วยเช่นกันเบ็ดเสร็จแล้ว 17 ปีเต็มที่เขารับใช้หงส์แดงชุดใหญ่ ลงสนามในทุกรายการ 710 นัด มากเป็นอันดับ 3 บนหน้าประวัติศาสตร์สโมสรบิดเข็มนาฬิกากลับไปตอนนั้นเดอะ ค็อปทุกหมู่เหล่า ไม่คาดคิดว่ากัปตันทีมเลือดนักสู้ของพวกเขาจะจากไป ยังมั่นใจเสมอมาว่าต้องประกาศความยิ่งใหญ่ แขวนสตั๊ดที่นี่แน่นอนสตีวี่จี เองก็อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น นับตั้งแต่เข้ามาอยู่กับอะคาเดมี่ที่เมลวู้ดในปี 1989 ความภาคภูมิก็ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงขีดสุด เมื่อได้รับมอบหมายให้สวมปลอกแขนกัปตันทีม ด้วยวัยเพียงแค่ 22 ปีกระทั่งมาพีกสุดขีดในปี 2005 พาหงส์แดงครองเจ้ายุโรปได้สำเร็จ ท่ามกลางค่ำคืนมหัศจรรย์ที่อิสตันบูล ชีวิตคงแทบไม่ต้องร้องขออะไรอีกแล้ว แม้อาจโดนถากถางไม่เคยได้เหรียญรางวัลพรีเมียร์ลีกมาคล้องคอก็ตามเขาเคยเล่าให้ฟังว่า ทุกเช้าตื่นนอนขึ้นมา ความภูมิใจจะอัดแน่นอยู่ข้างในเสมอ บางครั้งจนแทบอยากหยิกเนื้อตัวเอง ไม่เชื่อว่าชีวิตไอ้หนุ่มสเกาท์เซอร์คนหนึ่ง จะเดินมาไกลได้ขนาดนี้มันคงเป็นเกียรติยศต่อตัวเขาและวงศ์ตระกูลอย่างมาก หากอยู่ครบ 20 ปีและมีพิธีอำลาที่แอนฟิลด์อย่างยิ่งใหญ่แต่แล้ววันหนึ่ง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเรียกเข้าไปคุยด้วย ฝันอันเจิดจ้าก็หรี่แสงลงกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือบอกว่า นับตั้งแต่ซีซั่น 2015/16 เป็นต้นไป เจอร์ราร์ด จะไม่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมออีกแล้ว ตามสภาพร่างกายที่เริ่มโรยรา ไม่น่าจะยืนหยัดยาวๆ ได้เหมือนอย่างเคยถ้าหากทำใจรับการเป็นตัวสำรองหรือบางเกมอาจไม่มีชื่อเลยได้ ก็ตามสบายอยู่ต่อแต่ถ้ามันต้องกล้ำกลืนเกินกว่าจะฝืนรับไหว ทางสโมสรก็ไม่ขัดข้องประการใด หากจะเปิดหมวกลาไปเล่นกับสโมสรอื่นเขานำคำพูดเก็บมาคิดด้วยความเครียดไม่น้อย กระนั้นจากน้ำเสียงและท่าทีของเจ้านายก็พอจะรับรู้ได้ว่าอยากให้ไปมากกว่า อาจด้วยเหตุผลอิทธิพลภายในทีมของเขา ซึ่งมีสิทธิ์สั่นคลอนเก้าอี้ผู้จัดการทีมได้จากที่เคยเล่นเต็มเหยียด 90 นาที แล้วอาจได้ลงสนามแค่ 10 นาที นั่นไม่ตอบโจทย์ความกระหายและพาสชั่นที่ยังฉีดพล่านในกายเขายังอยากเป็นผู้นำของทีม ยังอยากวิ่งพล่าน ยังอยากจะขึ้นไปยืนบนโพเดี้ยมเพื่อรับโทรฟี่แชมป์เมื่อบวกลบทุกอย่างดีแล้ว จึงตัดสินใจจิ้ม แอลเอ แกแล็คซี่ ในเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์เป็นป้ายต่อไปเดอะ ค็อปทุกคนเสียดาย เจอร์ราร์ด เองก็เสียดายแต่ไม่แน่ใจว่า ร็อดเจอร์ส เสียดายด้วยหรือเปล่า...------------------------------ว่ากันว่าแฟนหงส์หลายคนไม่พอใจ บีร็อด อย่างมาก เพราะเชื่อว่าน่าหาทางประนีประนอมโน้มน้าวให้ สตีวี่จี อยู่ต่อได้ไม่ยาก แต่ไม่อยากจะทำเองมากกว่าพวกเขาโยนความผิดให้กับกุนซือ ซึ่งควรจะแสดงบทบาทและอำนาจที่มีอยู่ปกป้องช่วยเหลือกัปตันทีมที่อยู่รับใช้สโมสรมานาน 17 ปี ไม่ใช่ปล่อยไปอย่างง่ายดายแบบนี้มีการนำไปเปรียบกับ ไรอัน กิ๊กส์ หรือ พอล สโคลส์ ที่ได้รับการปฎิบัติจาก แมนฯยูไนเต็ด ดีมาก เมื่อ 2 คนนี้ยืนยันถึงความรักภักดีที่มีให้ สโมสรก็ตอบแทนอย่างสาสมเช่นเดียวกันเขาอยู่สหรัฐฯ ได้ปีครึ่ง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ช่วงท้ายอาชีพค้าแข้ง ก่อนจะประกาศเลิกอย่างเป็นเรื่องราวในวัย 36 ปีเมื่อความฝันกับ ลิเวอร์พูล ยังไม่จบ เขาจึงกลับมาที่บ้านเก่าอีกครั้ง คราวนี้รับบทโค้ชทีมเยาวชนชุดอายุต่ำกว่า 18 ปี จนผลงานดีสร้างความประทับใจให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เหลือเกินจากนั้นก็ก้าวขึ้นไปคุมยู-19 ตะลุยศึกยูฟ่า ยูธ ลีก ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายเตรียมยกระดับในฐานะกุนซือตัวจริงแต่บางทีเราก็ไม่คิดโอกาสจะมาพุ่งชนชีวิตแบบคาดไม่ถึงความตั้งใจเดิม เจอร์ราร์ด คืออยากจะสะสมบ่มเพาะดูแลเด็กๆ ไปก่อน อย่างไรก็ตามเมษายนที่ผ่านมา มีข้อเสนอจากสก๊อตแลนด์ที่ทำให้เขาต้องใคร่ครวญหนักบอร์ดบริหาร กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ต่อสายตรงมาพร้อมยื่นตำแหน่งผู้จัดการทีมมาให้แน่นอนมันเย้ายวนน่าลิ้มลองอย่างมาก แม้ในความรู้สึกยังไม่ต้องการตีจากหงส์แดงก็เถอะอีกทั้งเสียงเชียร์ของคนรอบข้าง โดยเฉพาะเพื่อนนักเตะที่โตมาด้วยกันอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่สนับสนุนอย่างเต็มที่2 วันก่อนจะตัดสินใจเซย์เยส สตีวี่จี ยังรับบทวิเคราะห์เกมเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบรองชนะเลิศระหว่าง โรม่า กับ ลิเวอร์พูล อยู่เลย ตัวเขาปักหลักที่โรม ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรทั้งสิ้นแต่แล้วอีก 48 ชั่วโมงต่อมา "เดอะ ไลท์บลูส์" ก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เจอร์ราร์ด จะมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนต่อไป เพื่อสู้ศึกในฤดูกาล 2018/19 ทันทีข่าวนี้ปลุกบรรยากาศที่ไอบร็อกซ์กลับมาคึกครื้นรื่นรมย์อีกครั้ง สาวกไลท์บลูส์เกือบหมื่นคน แห่มาต้อนรับฮีโร่คนใหม่ของพวกเขาด้วยความตื่นเต้นและแทบจะรอดไม่ไหวให้ฤดูกาลใหม่เปิดฉากมันทำให้หลายคนนึกไปถึงตอนปี 1995 ซึ่ง พอล แกสคอยน์ กองกลางอัจฉริยะย้ายมาแบบเซอร์ไพรส์ แฟนบอลในเสื้อสีน้ำเงินทะลักกันมาเนืองแน่นไปหมด ราวกับว่ามีเทศกาลสำคัญประจำปีนั่นเป็นแค่การเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะแมตช์แรกที่ เจอร์ราร์ด กุมบังเหียนอุ่นเครื่องกับ บิวรี่ มีกองเชียร์มากกว่า 4 หมื่นคนตีตั๋วเข้ามาดูจนไอบร็อกซ์แทบแตก ก่อนจะถล่มโชว์เป็นขวัญตา 6-0แฟนบอลเรนเจอร์สที่ว่าเนื้อเต้นระริกแล้ว เดอะค็อปเองก็ไม่ต่างกันเท่าไรนักลึกๆ แล้วอาจเสียดายที่ไอดอลต้องลาทีมเป็นครั้งที่สอง แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกอยากจะให้สะสางบัญชีหนี้แค้นมันก็คาอยู่ในใจและควรได้จัดการซะใช่แล้ว -- หลายคนอยากเห็น เจอร์ราร์ด เอาคืน บีร็อด ซึ่งปัจจุบันคุม กลาสโกว์ เซลติก แล้วผูกขาดฟาดความสำเร็จมาตลอดในช่วงหลังตั้งแต่ปี 2016 ที่เข้ามาทำทีม ร็อดเจอร์ส ครองทริปเปิ้ลแชมป์ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ไม่ว่าจะสต๊อตติช พรีเมียร์ลีก , เอฟเอคัพ และ ลีกคัพ ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานจน เรนเจอร์ส คลานตามต้วมเตี้ยมไม่เห็นฝุ่นอย่างว่า "ไลท์ บลูส์" เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน หลังจากโดนปรับเรื่องการเงิน จนตกไปอยู่ในลีกล่าง ใช้เวลาพักใหญ่เพื่อค่อยๆ ไต่ขึ้นมายังจุดเดิมการได้เผชิญหน้าของ เจอร์ราร์ด กับ บีร็อด ในศึกโอลด์เฟิร์มย่อมถูกจับตาเป็นอย่างมาก1 กันยายนที่ผ่านมาคือดีเดย์ ก่อน เซลติก จะเปิดบ้านเชือดแบบเสียวไส้ 1-0 ท่ามกลางเกมที่ระอุคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ร้อนทั้งสองฝ่ายจบเกมเขาเขย่ามือทักทายกับอดีตเจ้านายตามปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างที่เคยพูดไว้ นั่นคือไม่ได้ซีเรียสกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว รวมไปถึงเข้าใจสถานการณ์ ร็อดเจอร์ส ดีแต่ถ้า เจอร์ราร์ด แค้นล่ะ จะเอาคืนด้วยวิธีไหน?-----------------------------เรนเจอร์ส ร้างความสำเร็จเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ปี 2011 ได้แต่มอง เซลติก กวาดโทรฟี่เข้าสู่ตู้โชว์ครั้งแล้วครั้งเล่านอกจากนี้ยังไม่เคยเป็นฝ่ายมีชัยในโอลด์เฟิร์มมายาวนานถึง 6 ปีด้วยกัน แถมส่วนมากแล้วมักจะโดนต้อนยับ ไม่เหลือริ้วรอยความยิ่งใหญ่แต่หนหลังอีกต่างหากรวมไปถึงซีซั่นที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่โปรแกรม 3 นัดสุดท้าย ตามหลังอริร่วมเมืองถึง 13 แต้ม เรียกว่าห่างกันหลายช่วงตัวเหลือเกินภารกิจหลักของ สตีวี่จี นอกเหนือไปจากปลุกแฟนบอลให้ตื่นตัว สร้างบรรยากาศที่คึกคักแล้ว ยังต้องพยายามลดช่องว่างให้ห่างจาก เซลติก น้อยที่สุดแต่ไม่มีใครคิดว่าผ่านนัดที่ 14 เรนเจอร์ส จะถีบตัวเองแซงหน้า เซลติก ขึ้นไปนั่งแท่นจ่าฝูงบนตารางสก๊อตติชพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังยกพลบุกไปเชือด ฮาร์ทส์ ระทึก 2-1 เมื่อคืนวันอาทิตย์สาวกไลท์บลูส์ต่างตื่นเต้นกันเหลือเกิน ประกายความหวังค่อยๆ ส่องแสงจ้ายิ่งขึ้น ความยิ่งใหญ่ในอดีตกำลังจะหวนกลับมาอีกครั้งแล้วเจอร์ราร์ด เองก็ย่อมสะใจไม่น้อยไปกว่ากัน นี่แค่ฤดูกาลแรก ยังส่งแรงสะเทือนได้รุนแรงขนาดนี้ในฐานะผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส คงไม่มีอะไรดีไปกว่ามีแต้มเหนือ เซลติก ซึ่งมีคนชื่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส รับบทกุนซือแต่ดูเหมือนสงครามเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้นและเชื่อเถอะว่า เจอร์ราร์ด นี่แหล่ะที่จะทำให้ลีกน้ำเมากลับมาเขย่าโลกลูกหนังได้อีกแถมยังเป็นการเขย่าแบบโหดจัดอีกต่างหาก 7 ใบแดงของ เรนเจอร์ส ในฤดูกาลนี้รับประกันได้อย่างดีบอกได้คำเดียวไม่ควรพลาดลีกสก๊อตต์ด้วยประการทั้งปวง..มาติดตามลุ้น ลีกสก๊อตต์ และ ผลงานของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ไปกับ Sbobet777 ที่มีพร้อมทุกอย่างรวมถึงข้อเสนอเด็ดมากมาย ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

โอรสแห่งซัปโปโร

เด็กหนุ่มวัย 16 ปีแต่ตัวเล็กแกร็นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาก หิ้วสตั๊ดมากับพ่อ ตระเวนไปตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อหวังจะคัดตัวให้ติด จะได้มีที่เรียน มีอนาคตบนถนนสายลูกหนังผ่านโรงเรียนแล้วโรงเรียนเล่าต้องเจอกับคำปฏิเสธที่ไม่แตกต่างกันนั่นคือตัวเล็กเกินไป มันตอกย้ำความผิดหวังให้หนุ่มน้อยยิ่งนัก แต่เขาไม่ยอมแพ้กระทั่ง ไพศาล ศรีอุ่นดี หรือที่ลูกศิษย์ที่พาณิชยการราชดำเนินเรียกว่า "อาจารย์โอ๋" มองเห็นในสิ่งที่แตกต่างออกไปแม้ไซส์จะมินิแต่สกิลนั้นไม่ธรรมดา มีจินตนาการ เซนส์เหนือกว่าคนอื่น ตรงนี้เองน่าจะนำไปต่อยอดพัฒนาได้นั่นคือปฐมบทก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริงความมีวินัย ใฝ่รู้ สู้ไม่ถอยคืออีกคุณสมบัติเด่นของเขา นอกจากนี้การถูกพ่อจับเคี่ยวกรำตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ซึมซับฟุตบอลเข้าสายเลือดอย่างเต็มที่เวลาที่ผิดพลาดทำไม่ได้ตามสั่ง เขาจะเจอฝ่ามือหนาๆ ของพ่อตัวเองกระแทกเข้าที่กบาล เจ็บทั้งหัวทั้งใจ น้ำตาเด็กน้อยหยดแหมะเสมอ แต่นั่นแหล่ะมันช่วยหล่อหลอมให้เขาแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆพอเข้ากรุงมาอยู่หอเขาต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น ทำทุกอย่างเอง ซักผ้า ขัดห้องน้ำ ล้างจาน ไปโรงเรียนและซ้อมบอลในตอนเย็น นี่คือกิจวัตรตอนนั้นแต่ในอีกด้านพ่อแม่ก็ดูแลเอาใจใส่อย่างดี เรื่องอาหารการกิน นมและวิตามินเสริมต่างๆ ที่ช่วยบำรุงร่างกายอัดมาอย่างเต็มที่เพื่อมุ่งหน้าสู่ฝันของตัวเองบางทีมันอาจไกลเกินฝันด้วยซ้ำไป...-------------------------ฝันแรกของเขาคือการติดทีมชาติสักครั้ง ได้มีธงติดหน้าอกคงจะภาคภูมิใจอย่างมากเมื่อโอกาสมาถึงจึงเดินทางไปสมัครคัดนักเรียนไทยรุ่น 18 ปี แรกทีเดียวรูปร่างอาจจะเป็นอุปสรรคขวางกั้น แต่สุดท้ายแล้วเขากลบปมตรงนั้น ด้วยทักษะและจินตนาการ จนมีชื่อติดทีมในท้ายที่สุดในวันที่ประกาศผลเขากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นถูกใจไม่มีผิดจากที่เคยกล้าๆ กลัวๆ เพราะตัวเล็ก ตอนนี้ความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเรียนรู้ได้แล้วว่าจะจัดการแก้ไขอย่างไร“ตอนที่เขาติด ยู-19 ทีมชาติไทย เขาดังเป็นพลุแตกเลย ผมไม่เคยมีความสงสัยในตัวเด็กคนนี้เลย เพราะผมเห็นพัฒนาการของเขามาตลอด 12 เดือน หลายคนบอกว่า เขาเด็กเกินไป เล่นไม่ได้ แต่ผมเชื่อในตัวเขา”“บอกตามตรง ผมไม่ได้คิดว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของประเทศหรอก รู้แค่ว่าเขาจะเป็นผู้เล่นที่ดีในทีมของผมได้อย่างแน่นอน ต้องให้ยกเครดิตเขาที่ทำมันได้ อย่างที่เราเห็น”แอนดรูว์ ออร์ด อดีตโค้ชเยาวชนของ บีอีซี เทโรศาสน หนึ่งในผู้มองเห็นแววประกายอันยิ่งใหญ่ ก่อนให้โอกาสและปลุกปั้นขึ้นมากล่าวถึงเขาไว้อย่างนี้แล้ว ออร์ด นี่แหล่ะที่ดันเด็กหนุ่มสูงแค่ 150 เศษๆ ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของ "มังกรไฟ" ท่ามกลางความคลางแคลงสงสัยของแฟนบอลมากมาย ว่าแข้งตัวกระเปี๊ยกนี่คือใครแล้วเขาก็ฝากชื่อไว้ในเกมเจอกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด นี้เลยทันที ด้วยลีลาท่วงท่าพลิ้วไหว เล่นได้ทั้งสองเท้า แคล่วคล่องว่องไวฤดูกาลแรกบนไทยลีกของเขาจบด้วยตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยม รวมไปถึงการก้าวสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ชุดสู้ศึกซูซูกิคัพ 2012 ด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้นแล้วในเกมรอบชิงชนะเลิศนัดที่สองกับ สิงคโปร์ ที่สนามศุภชลาศัย วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือใหญ่ช้างศึกในเวลานั้น ให้โอกาสเขาลงเล่นด้วย แม้จะไม่อาจช่วยชาติคว้าเจ้าอาเซียน แต่ด้วยผลงานอันน่าทึ่ง ผลักดันให้เขาดังเปรี้ยงปร้างและถูกนำไปเปรียบกับ ลิโอเนล เมสซี่"มึงเก่งเหลือเกิน ไม่เคยเห็นใครเก่งอย่างนี้มาก่อน" นี่คือประโยคที่ นิเวศ ศิริวงศ์ กองหลังจอมเก๋าที่ได้ร่วมงานกันในทีมชาติออกปากยอมรับจากนั้นเขาเป็นฟันเฟืองช่วย "มังกรไฟ" เข่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์โตโยต้า ลีกคัพสำเร็จในปี 2014จาก เทโรฯ ถนนสายลูกหนังของเขามุ่งสู่ เมืองทอง ยูไนเต็ด หนึ่งในมหาอำนาจลูกหนัง ช่วยเสริมให้เขาโดดเด่นกว่าเดิมอีกมากเขาใช้เวลาไม่นานนักผงาดขึ้นเป็นขวัญใจเบอร์ต้นๆ ของสาวกกิเลนผยอง นอกจากความจัดจ้านในสนามแล้ว นอกสนามเขายังเป็นคนน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใสขี้เล่น จนทุกคนต่างเอ็นดูแชมป์ไทยลีกกับลีกคัพในปี 2016 ที่เมืองทองคว้ามาครองได้ มีเขาเป็นเบื้องหลังสำคัญด้วยทั้งสิ้นหลังจบเกมคัดบอลโลก 2018 ที่ทีมชาติไทยเปิดบ้านเสมอ ออสเตรเลีย อย่างดุเดือด 2-2 เขาได้รับไฟเขียวออกจากแคมป์มาเจรจากับบอร์ดของกิเลนผยอง เมื่อมีข้อเสนอมาจาก คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ทีมน้องใหม่ของเจลีกในตอนนั้นธันวาคม 2016 ดีลยืมตัวบรรลุเรียบร้อย ฝันของเขาขยับอีกขั้น ด้วยการไปเล่นเจลีกของญี่ปุ่น ลีกที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในเอเชียที่สำคัญคือเขาไม่ได้ไปเป็นแค่ตัวประกอบหรือเพื่อหวังผลทางการตลาด แต่ได้ลงเล่นตัวจริงอย่างต่อเนื่องเขาไม่หยุดนิ่งพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา รู้ว่าจุดอ่อนของตนอยู่ที่การพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงทำประตูได้น้อยเกินไป เลยฝึกฝนตรงนี้อย่างเข้มข้นซีซั่นแรกเขาช่วยให้ คอนซาโดเล่ ประคองตัวรอดตกชั้นอยู่ในเจลีกต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้พอฤดูกาลถัดมาคราวนี้เขาฉายประกายมากกว่าเดิม ด้วยการมีส่วนกับเกมรุกของ "คอนซะ" จนกลายเป็นแกนหลักที่ขาดไม่ได้ อีกทั้งระเบิดตาข่ายได้เป็นกอบเป็นกำ8 ประตูในทุกรายการและมีส่วนสำคัญนำสโมสรแห่งนี้จบอันดับ 4 ด้วยคะแนนมากสุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของทีม ฟ้องอยู่แล้วว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหนใครจะไปเชื่อว่าไอ้เด็กตัวกระเปี๊ยกจากไทยแลนด์แผลงฤทธิ์เดชได้ขนาดนี้ มันน่ามหัศจรรย์ ไม่ใช่แค่คนไทยด้วยกันแต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังต้องทึ่งย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน เจลีกยังดูเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากแข้งไทยที่จะเอื้อมไปถึงในฐานะนักเตะอาชีพและได้ลงเล่นตัวจริง แต่เวลานี้เขาได้ทลายความรู้สึกนั้นหมดสิ้น ด้วยมันสมองและสองเท้าเล็กๆ นี่เองแม้นัดสุดท้ายของซีซั่นจะไม่อาจช่วยให้ คอนซาโดเล่ มีชัยเพื่อแย่งโควต้าเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีกมาได้ แต่เขาก็ยังซัด 1 ประตูตั้งแต่ต้นเกมความพยายาม อดทน มุ่งมั่น ทุ่มเทและเรียนรู้อย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งเหล่านี้เองที่ช่วยให้เขาแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แทบไม่มีใครพูดถึงเรื่องรูปร่างเลยเขาก้าวข้ามความตัวเล็กที่โค้ชหลายต่อหลายคนเคยพูดเอาไว้ว่า มันจะขวางไม่ให้เป็นนักเตะอาชีพที่ประสบความสำเร็จได้เลยเพราะรู้ว่ารูปร่างคืออุปสรรคเขาจึงซ้อมหนักกว่าคนอื่นอีกเท่าตัว เพิ่มสปีดให้มากขึ้นกว่าเดิม คนตัวใหญ่ก้าวหนึ่งสเต็ป เขาต้องสับกงล้อเท้าถึงสาม แต่มันไม่ได้ทำให้ท้อเลย แต่รู้สึกท้าทายมากยิ่งขึ้นต่างหากทัศนคติเช่นนี้เองที่สนับสนุนให้เขากลายเป็นแข้งไทยที่อยู่ในแถวหน้าของลีกสูงสุดญี่ปุ่นไม่น่าแปลกใจที่ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร จะตัดสินใจเซ็นสัญญาถาวรกับเขา แม้จะไม่มีการเปิดเผยค่าตัวและรายได้ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นสถิติสูงสุดของผู้เล่นไทยลือกันว่าค่าตัวน่าจะใกล้ 100 ล้านบาท ส่วนค่าเหนื่อยนั้นเกือบ 1 ล้านบาทต่อเดือนนี่คือรางวัลตอบแทนที่แสนหอมหวาน เพราะมันเกิดมาจากหยาดเหงื่อ ความมุ่งมั่นบากบั่นและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของเขาเองทั้งสิ้น"โค้ช มิซ่า (มิไฮโล เปโตรวิช - กุนซือ) สอนว่า เล่นฟุตบอล ต้องคิด ต้องวิ่งให้เยอะ แล้วต้องมี timing ที่เหมาะสม""เขาจะเรียก ผมว่า ซันจิ แปลว่าลูกชาย เขาบอกกับผมว่าให้เลี้ยงเข้ากรอบ พาบอลไปข้างหน้า แล้วก็ยิง ไม่ต้องเกรงใจ เราคือนักเตะต่างชาติ เราต้องเล่นให้แตกต่าง"บางช่วงบางตอนที่เขาเปิดใจผ่านโซเชี่ยลเที่ยวล่าสุดนี่คือเรื่องราวความมหัศจรรย์ของ "โอรสแห่งซัปโปโร" ชนาธิป สรงกระสินธิ์เพราะผู้ที่จะสำเร็จไม่เคยมีข้ออ้าง อุปสรรคมันเข้ามาเพื่อให้เราหาทางแก้แค่นั้นเอง เพราะชีวิตที่ปราศจากปัญหา มันจะไปสนุกตรงไหน MYSBOBET มาร่วมลุ้นไปกับเรา ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ฟ้าเปลี่ยนสีที่ลอนดอนเหนือ

ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจที่พรีเมียร์ลีกวันอาทิตย์นี้แปรสภาพเป็น "ดาร์บี้ เดย์" อย่างแท้จริงเหลือบดูโปรแกรมแล้วแทบไม่อยากนับถอยหลังรอ 3 เกมรวด เปิดหัวด้วยเวสต์ลอนดอนดาร์บี้ ซึ่งการห้ำหั่นระหว่าง เชลซี กับ ฟูแล่ม ไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรีในย่านเดียวกันเท่านั้นยังมีความร่ำรวยอู้ฟู่เป็นตัวชี้วัดอีกด้วย เพราะแฟนบอลทั้งสองทีมส่วนใหญ่แล้วฐานะดีมีการศึกษา เงินหนาจ่ายได้ไม่อั้นแถม เดอะ บริดจ์ รังของสิงห์น้ำเงินกับกระท่อมน้อยคราเวน ค็อตเทจวางตัวอยู่ห่างกันไม่ถึง 2 ไมล์ สับกงล้อเท้าเดินไม่กี่นาทีก็ถึงกันแล้วแม้ช่วงหลังผลงานจะห่างกันพอสมควร เชลซี ขี่อยู่ไม่น้อย แต่ยังไงก็มีเรื่องศักดิ์ศรีค้ำยันที่ไม่มีใครอยากแพ้แล้วต้องโดนเยาะเย้ยอีกประเด็นหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือคนล่าสุดของเจ้าสัวน้อย เคยรั้งบังเหียนเชลซีมาก่อน อยู่โยงนานถึง 4 ปีตั้งแต่ 2000 - 2004 แต่ล้มเหลวไร้ความสำเร็จ จนถูกเรียกอย่างหยามหยันว่า "ทิงเกอร์แมน"คู่นี้จึงเหมือนออเดิร์ฟ เรียกน้ำย่อยเพิ่มดีกรีความอร่อยก่อนส่วนคู่ปิดท้ายนั้นขึ้นเหนือไปลุ่มน้ำเมอร์ซี่ย์ ดูการเซิ้งระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เอฟเวอร์ตัน ที่ไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์ไหนก็น่าสนใจเสมอนับตั้งแต่เข้าสู่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา ทอฟฟี่สีน้ำเงินตกเป็นลูกไล่ของหงส์แดงเป็นเรื่องปกติที่แทบคุ้นเคยอย่างไรก็ตามความเข้มข้นในเรื่องของศักดิ์ศรีนั้นการันตีได้เสมอมา แฟนเอฟเวอร์ตันบางคนไม่สนใจเรื่องอันดับเมื่อจบฤดูกาล ขอเพียงแค่เจอกันเมื่อไรได้สอยหงส์ตกจากคอน เท่านี้สุขก็ล้นปรี่แล้วเปิดด้วยเวสต์ลอนดอน ปิดด้วยเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้ เท่านี้ยังไม่พอ เพราะไข่แดงตรงกลางต่างหากที่น่าสนใจสุดนอร์ธ ลอนดอนดาร์บี้ชั่วโมงนี้น่าจะอวลไปด้วยบรรยากาศเผ็ดร้อนอย่างแรงการเผชิญหน้ากันช่วงที่ สเปอร์ส ไล่กวดแซง อาร์เซน่อล ในสองฤดูกาลหลังสุดนั้น นอกจากสาวกคลับไก่จะได้ปลดโซ่ตรวนที่ล่ามติดมานานแล้ว เกมนี้ยังมีพลังดึงดูดได้มหาศาลเพราะปืนโตอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้ที่ยัดเยียดความน่าอับอายให้ไก่เดือยทองมาเกือบตลอด ไม่อยู่อีกต่อไปแล้วการมาของ อูไน เอเมรี่ ในฐานะผู้สานงานต่อ ถูกตั้งคำถามด้วยความคลางแคลงใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อออกตัว 2 นัดแรกแพ้ราบคาบแต่แล้วเขาค่อยๆ ปะผุโมดิฟายปืนโตจนใหม่เอี่ยมอ่อง อาจจะหลงเหลือคราบไคลเดิมอยู่บ้าง แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือมิติอันหลากหลายและการเข้าทำที่ดุดันเด็ดขาด สายตาหลายคู่ที่มองมา ค่อยๆเปลี่ยนไปอีกทั้งการดวลกันระหว่าง เอเมรี่ และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็ยังวัดกันของสองกุนซือรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังทะเยอทะยานและสดใหม่อีกด้วยสงครามลูกหนังแห่งลอนดอนเหนือเที่ยวนี้จึงน่าลิ้มลองเหลือเกิน...-------------------สเปอร์ส หรือที่คนบ้านเค้าเรียกขานกันติดปากว่า ท๊อตแน่ม ปักหลักอยู่ละแวกทางเหนือของเมืองหลวงอังกฤษมาก่อนจากนั้นในปี 1913 อาร์เซน่อล ซึ่งเดิมเคยอยู่ทางใต้ ย้ายตัวเองจาก พลัมสเตด มาลงหลักปักฐานที่ไฮบิวรี่ ซึ่งอยู่ห่างจาก ไวท์ ฮาร์ทเลน ของไก่เดือยทองแค่สี่ไมล์เท่านั้นด้วยชัยภูมิที่ตั้งของสโมสร มันย่อมสร้างความรู้สึกให้เกิดเกมแห่งศักดิ์ศรีขึ้นอยู่แล้วเพียงแต่จากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งและโชคชะตาไม่เป็นใจคลาดกันเสมอ เพราะอยู่คนละดิวิชั่น ทำให้อารมณ์ของดาร์บี้แมตช์นั้นแทบไม่มีความเข้มขลังอะไรเลยนอกจากนี้หลังสงครามโลกครั้ง 2 ผ่านไปไม่เท่าไร อาร์เซน่อล ต้องไปขอยืมใช้ เดอะ เลน เป็นรังเหย้าอีกต่างหาก เพราะ ไฮบิวรี่ สังเวียนของพวกเขาถูกแปรสภาพเป็นหลุมหลบภัยการโจมตีทางอากาศ ไม่อาจใช้งานได้ ต้องบูรณะกันใหม่นานพอสมควรตอนนั้น คลับไก่ กับ ปืนโต เหมือนพี่น้องกันมากกว่า ยามลำบากขัดสนจึงพึ่งพาอาศัยกันไปบรรยากาศของความเป็นดาร์บี้แมตช์อย่างแท้จริง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมานั่นแหล่ะมีแค่ฤดูกาล 1977/78 เท่านั้นที่สองสโมสรนี้ไม่ได้อยู่ดิวิชั่นเดียวกัน ความเป็นศัตรูคู่อาฆาตก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 70 กลุ่มกองเชียร์ สเปอร์ส มีชาวยิวเข้ามาเป็นสมาชิก ความแตกแยกทางชาติพันธุ์ยิ่งกลายเป็นตัวแบ่งแยกที่ชัดเจนมากกว่าเดิมสาวกปืนโตเรียกอย่างดูถูกว่า "ยิด" ก่อนที่กองเชียร์คลับไก่ก็เลยประชดใช้ชื่อนี้มันซะเลย กลายเป็น "ยิด อาร์มี่" ในเวลาต่อมาอย่างหนึ่งต้องยอมรับเลยก็คือ แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่แฟนไก่เดือยทองได้แต่มองตาปริบๆ เห็นอริตัวเอ้คว้าโทรฟี่มีเกียรติยศประดับมาตลอดหลังปี 1950 สเปอร์ส เคยเชยชมสมหวังได้แชมป์ลีกสูงสุดหรือปัจจุบันก็คือพรีเมียร์ลีกแค่สองครั้งเท่านั้นคือฤดูกาล 1950/51 และ 1960/61 จากนั้นเป็นเบี้ยล่างมีแต่โดนถากถางคลับไก่กลายเป็นตัวตลกในสายตาแฟนบอลปืนโต ยิ่งเรื่องความคุยโตโอ้อวดมักจะถูกพูดถึงเป็นประจำนอกจากนี้เรื่องของ "คลาส" ก็ยังโดนนำมานินทาอีกด้วย เพราะเกมไหนที่ทีมตัวเองเอาชนะชาวบ้านได้มักจะปั๊มแผ่นดีวีดีออกมาวางแผงขายให้แฟนบอลได้ดื่มด่ำดูย้ำกันหลายๆ รอบแต่ที่น่าขำกว่าจนโดนอำคือ นอร์ธลอนดอนดาร์บี้ในปี 2008 ซึ่งเสมอกันอย่างระทึก 4-4 ยังทำออกมาขายเลย ทั้งที่มันน่าจะเป็นเกมที่ตัวเองเป็นฝ่ายชนะมากกว่าขนาด แฟร้งค์ แลมพาร์ด สมัยเล่นกับ เชลซี ยังเคยแขวะเลยว่า มันต้องแย่มากๆ หากแพ้ สเปอร์ส เพราะพวกเขาคงนำแมตช์นั้นไปปั๊มแผ่นดีวีดีขายยาวเป็น 10 ปีแน่ว่าไปแล้ว สเปอร์ส เองก็น่าสงสารไม่น้อย บางครั้งโดนรังแกเหยียบย่ำจนแทบไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีเลยฤดูร้อนปี 2001 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เกิดตราบาปกับแฟนบอลมากสุด หลัง โซล แคมป์เบลล์ ที่หมดสัญญาและไม่ยอมขยายต่อ ตัดสินใจย้ายไป อาร์เซน่อล แบบฟรีๆไม่ยอมเซ็นต่อก็ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว แต่นี่ยังเลือกไปสวมยูนิฟอร์มของศัตรูคู่แค้นหมายเลข 1 อีกตอนนั้นพอแฟนๆ เริ่มรู้ข่าว แถวลอนดอนเหนือคุกรุ่นเหมือนเกิดสงคราม บางคนเอารูปของ "บิ๊กโซล" มาจุดไฟเผา นำเสื้อที่สกรีนชื่อขวัญใจตัวเองที่ด้านหลังมากระทืบบางรายหนักกว่าทำหุ่น แคมป์เบลล์ ขึ้นมา แล้วจับไปแขวนคอห้อยต่องแต่งอยู่หน้าบ้าน พร้อมมีข้อความ พวกเราจะเอาชีวิตแกติดอยู่ด้วย"บิ๊กโซล" จำต้องเก็บตัวเงียบ ไม่กล้าออกจากบ้านในช่วงที่อารมณ์แฟนบอล สเปอร์ส ยังเดือดปุดๆ อยู่ เพราะอาจเกิดอันตรายได้เคสนี้มันน่าเจ็บปวดอย่างยิ่ง แคมป์เบลล์ เปรียบเสมือนฮีโร่ของสโมสรมาตลอด ครองใจแฟนบอลได้มากมาย แต่กลับหักหลัง ย่ำยีความรู้สึกอย่างไม่ปราณีกันเขาเลยถูกเรียกว่า "จูดาส" หรือไอ้คนทรยศในเวลาต่อมาทุกวันนี้แม้จะเลิกลาหย่าขาดจากนักเตะอาชีพไปนานหลายปีแล้ว แต่ยังไม่กล้าเฉียดกรายไปแถมถิ่นเก่า เพราะรู้ดีว่าเวลาก็ช่วยอะไรไม่ได้ บาดแผลยังคงอยู่จากนั้นกองเชียร์สเปอร์ส ก็ได้แต่กล้ำกลืนมาตลอด โดนเยาะหัวเราะใส่จากฝั่งตรงข้ามแทบทุกเรื่องยิ่งความสำเร็จด้วยแล้วห่างไกลกันหลายขุม อาร์เซน่อล ในช่วงมี เวนเกอร์ มาใหม่กวาดถ้วยรางวัลสนุกสนาน แถมมีสไตล์การเล่นเอนเตอร์เทนเร้าใจ โดดเด่นเหนือกว่าในทุกรูปแบบตั้งแต่ปี 1995/96 ถึง 2015/16 เชื่อหรือไม่ว่า สเปอร์ส ไม่เคยจบอันดับบนตารางพรีเมียร์ลีกเหนือกว่าปืนโตเลยยิ่งสองปีก่อนที่ เลสเตอร์ หักปากกาเซียนครองแชมป์ ไก่เดือยทองตามบี้กวดมาติดๆ แบบไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มีโอกาสขยับเข้าใกล้แล้ว แต่เกิดมาแผ่วเอาดื้อๆ หลุดวงโคจรอย่างน่าเศร้าเศร้ากว่าคือสุดท้ายแล้ว ปล่อยให้ อาร์เซน่อล เบียดขึ้นมาคว้ารองจ่าฝูงไปแบบหน้าตาเฉยสเปอร์ส มาปลดแอกนี้ได้ใน 2 ฤดูกาลล่าสุดนี่แหล่ะซีซั่น 2016/17 พวกเขาจบด้วยอันดับ 2 ในขณะที่ปืนโตเข้าป้ายที่ 5 ก่อนในฤดูกาลรุ่งขึ้นก็ข่มซ้ำอีกดอกด้วยอันดับ 3 กับ 6เท่านั้นไม่พอเมื่อปืนโตไม่ได้ร่วมสังฆกรรมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่คุ้นเคยมาตลอดหลายปี แล้วเปลี่ยนมือที่ สเปอร์ส แทน ความสะใจที่ได้ล้างแค้นจึงทวีคูณนอกจากนี้เมื่อ ท๊อตแน่มฮ็อท สเปอร์ สเตเดี้ยม รังเหย้าใหม่อันใหญ่โตอลังการเสร็จเมื่อไร ก็ไม่ต้องไปกลัวเกรง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม อีกต่อไปด้วยความที่ นอร์ธ ลอนดอนดาร์บี้ เปลี่ยนไปเช่นนี้ เกมในวันอาทิตย์จึงน่าสนใจอย่างมากบางทีถึงเวลาที่ฟ้าทางเหนือลอนดอนอาจจะเปลี่ยนสีอย่างนี้อีกนาน..ถึงฟ้าจะเปลี่ยนสี แต่ Sbobet777 ไม่มีวันเปลี่ยนไป ที่นี่เรามีพร้อมทุกอย่างรวมถึงข้อเสนอเด็ดมากมาย ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

"ใครไม่อาย...ผมอาย"

ครั้งหนึ่ง ท่านนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เคยกล่าวประโยคนี้เอาไว้หลังทีมชาติไทยแพ้ต่อทีมชาติญี่ปุ่นในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ตอนนั้นทัพช้างศึกยังเป็น "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำหน้าที่เฮดโค้ช ก่อนเปลี่ยนเป็น มิโลวาน ราเยวัช สมใจอยากของท่านนายกฯ ผลงานของทีมชาติไทยในยุคราเยวัชต่างจากยุคซิโก้ในหลายมิติ เกมรับรัดกุมมากขึ้น แต่ความสนุกสนานและเอนเตอร์เทนแฟนบอลมีน้อยลง แต่หากสุดท้ายแล้ว ทีมชาติไทยสามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้ เรื่องสไตล์การเล่นอาจพอมองข้ามไปเพราะใครก็อยากชนะและเป็นแชมป์จะด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม นั่นคือความรู้สึกโดยส่วนใหญ่ของแฟนบอลไทยในยุคนี้ที่ต้องยอมรับว่าผลการแข่งขันสำคัญกว่าสไตล์อันน่าตื่นตาตื่นใจ เช่นเดียวกับเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ที่เป้าหมายสำคัญคือการเป็นแชมป์เพราะเป็นทัวร์นาเมนต์แห่งศักดิ์ศรีของชาติอาเซียนและไทยเราก็คือแชมป์เก่า 2 สมัยหลัง แต่ทว่าเราไปไม่ถึงปลายทางที่วางเอาไว้ และไม่ได้เข้าสู่ 10 เมตรสุดท้ายอีกต่างหากหลังตกรอบตัดเชือกแบบ "คาบ้าน" ผลเสมอ 2-2 กับมาเลเซียในราชมังคลากีฬาสถานทำให้ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายต้องอกหักด้วยกฎประตูทีมเยือนหลังนัดแรกเสมอไร้สกอร์ที่แดนเสือเหลือง จากที่เคยบุกยันได้ 0-0 ไทยกลับไม่สามารถบดขยี้เอาชนะได้เมื่อกลับมาเล่นในบ้านตัวเอง มิหนำซ้ำการขึ้นนำ 2 ครั้งยังปล่อยให้มาเลเซียตามตีเสมอทั้ง 2 ครั้ง ในรอบแรกที่ผ่านมา แท็กติกเกมรับของ มิโลวาน ราเยวัช ถูกวิจารณ์พอสมควรเพราะรูปเกมดูอึดอัดอย่างมากแม้เก็บไปได้ 10 คะแนนจาก 4 นัดและเข้ารอบในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่มก็ตาม แฟนบอลหลายคนเคยแสดงความเห็นด้วยความเป็นห่วงว่าการเล่นแบบเน้นรับมากไปเหมือนดาบสองคมเพราะเป็นการเชื้อเชิญให้คู่แข่งบุกเข้าใส่อยู่ตลอดเวลา หากเกมรับทำหน้าที่ได้ดีก็รอดตัวไป แต่ก็อย่างที่เห็นกัน กองหลังของเราไม่ได้เหนียวแน่นชนิดที่ว่ารับมือเกมรุกได้ทุกรูปแบบ ข้อผิดพลาดมีให้เห็นเรื่อยๆ เพียงแต่คู่แข่งไม่สามารถฉกฉวยประโยชน์ได้มากพอเท่านั้นเอง พอนักเตะถูกฝึกซ้อมและถูกวางแท็กติกเกมรับจนเคยชิน มิติในเกมรุกก็หายไป และไม่สามารถกดดันคู่แข่งได้ในเวลาที่ต้องการประตูเพราะในหัวไม่ได้ปลูกฝังการเล่นเกมรุกเอาไว้ ตอนที่มาเลเซียตีเสมอได้ 1-1 ไทยไม่สามารถทำเกมรุกและสร้างโอกาสที่ชัดเจนเพื่อเจาะประตูมาเลเซียได้เลย มาได้ประตูนำ 2-1 ก็จากฟรีคิก แต่จังหวะโอเพ่นเพลย์ทั่วไปไม่มี นี่คือข้อเสียการเล่นเกมรับมาตลอด และไม่ได้ใช้โอกาสในบางเกมที่ควรต้องเล่นเกมรุกให้มากขึ้นเพื่อเป็นการซักซ้อมแท็กติกอย่างอื่นไปในตัว อย่างในรอบแรกที่เราเล่นในบ้านกับติมอร์เลสเต ก็เป็นโอกาสที่ดีมากในการซ้อมเกมรุกเพื่อให้นักเตะได้เข้าใจอีกแผนการเล่น ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาอุดอย่างเดียว วันนั้นไทยชนะ 6-0 ก็จริง แต่รูปเกมไม่ใช่การพับสนามบุกแต่อย่างใด ชาติเล็กๆ อย่างติมอร์เลสเตพาบอลบุกเข้าใส่ฝั่งไทยหลายครั้งด้วยซ้ำเพียงแต่คุณภาพของนักเตะได้แค่นั้นจึงไม่ได้สร้างปัญหาให้เราได้ เกมแบบนั้นควรจะได้เห็นทีมชาติไทยเล่นเกมรุก ปรับโหมดการเล่นไปอีกรูปแบบบ้าง แต่ก็ไม่ได้เห็นเพราะเราอุดอย่างเดียว ตรงนี้มันเลยกลายเป็นสิ่งฝังแน่นในหัวของนักเตะทีมชาติไทยยุคราเยวัช พอถึงสถานการณ์คับขันที่มาเลเซียตีเสมอได้ เราก็ไม่สามารถโหมเพื่อทำประตูนำอีกครั้ง บางคนอาจพูดได้ว่าก็แค่ อดิศักดิ์ ไกรษร ซัดจุดโทษในวินาทีสุดท้ายเข้าไป ไทยเราก็เข้าชิงแล้ว แต่เชื่อเถอะครับ เข้าไปสภาพนี้ก็ไม่มีทางได้แชมป์หากเกมรุกยังไม่เป็นทรง ในปี 2004 กรีซ เคยสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ยูโรด้วยเกมรับที่แข็งแกร่ง แต่นั่นเพราะศักยภาพของพวกเขาไม่มีทางไปบุกสู้ใครได้ ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ก็เป็นเต็งสุดท้ายที่จะคว้าแชมป์ กรีซก็เลยเล่นเกมรับ และก็เล่นกันอย่างละเอียด พอฉวยโอกาสนำได้ก็สามารถรักษาสกอร์ได้จนจบเกมจนกระทั่งเป็นแชมป์ ในรอบ 8 ทีม รอบตัดเชือก และชิงชนะเลิศ พวกเขาไม่เสียประตูเลย แต่ทีมชาติไทยไม่ใช่แบบนั้น เรามีศักยภาพที่จะเล่นเกมรุกได้เพราะฝีเท้าไม่ได้เป็นรองใครในอาเซียน แต่เราเลือกที่จะเล่นเหมือนทีมรองบ่อน และทำให้คู่แข่งเชื่อมั่นในตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีโอกาส มาเลเซียสมควรเข้ารอบชิงด้วยประการทั้งปวงเพราะมุ่งมั่นตั้งใจและบุกเท่าที่บุกได้เมื่อมีโอกาส จะยิงทิ้งยิงขว้างหรือต่อบอลไปตกม้าตายที่หน้าเขตโทษ แต่ก็ได้หันหน้าลุยเข้าใส่ อย่างน้อยก็คือพาบอลเข้าไปในฝั่งของไทย พลาดไป 9 ครั้งแต่หากลุยต่อก็มีโอกาสในครั้งที่ 10 ไม่ใช่หยุดและพอใจกับแค่ประตูเดียวที่นำ การพลาดจุดโทษแบบดราม่าของ อดิศักดิ์ ไม่ใช่จุดที่เจ้าตัวต้องยกมือขอรับผิดชอบต่อการตกรอบแต่เพียงผู้เดียว เพราะอันที่จริงแล้วเราอาจไม่ต้องลุ้นถึงขนาดนี้ถ้าเลือกเล่นตามศักยภาพที่มีตั้งแต่แรก เราอาจมองในแง่ดีว่า ตกรอบอาเซียน คัพ ไม่เป็นไรหรอกเพราะรายการสำคัญคือเอเชียน คัพ ในเดือนหน้า แต่ทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์เอเชียนี่แหละที่จะเจอของจริงระดับทวีป แล้วคิดเหรอว่าจะเอาตัวรอดได้ด้วยเกมรับแบบนี้เพราะขนาดอาเซียนด้วยกันยังเจาะไทยได้ถึง 5 ประตู แพ้ทีมขาประจำฟุตบอลโลกอย่างญี่ปุ่น ท่านนายกฯ บอกว่าอาย หน้าบางเป็นรับไม่ได้ขึ้นมาทันที แล้วตอนนี้ที่ตกรอบอาเซียนคัพคาบ้าน ท่านจะว่าอย่างไรบ้างครับ ? หากท่านพูดไม่ออกบอกไม่ถูกก็เงี่ยหูฟังเสียงแฟนบอลไทยตอนนี้ก็ได้ "โคตรอายเลยว่ะ" หัวร้อนงานเครียดกับผลบอลกันไปแล้ว มาเจอกับอะไรสนุกตื่นเต้นหน่อยดีกว่ากับ MYSBOBET เว็บไซต์ที่จะตอบโจทมย์คุณแน่นอน ติดต่อกันได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177