breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ใครจะอยู่ใครจะไป ใครต้องการอะไร เช็คดูที่นี่ !

สกู๊ปพิเศษ ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรปใครจะอยู่ใครจะ ใครต้องการอะไร เช็คดูที่นี่ ! เดินทางมาถึงนัดสุดท้ายแล้วสำหรับศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ... ที่วันนี้มีคิวลงฟาดแข้งกันเกือบทุกคู่ และที่สำคัญต้องลุ้นกันแบบวินาทีต่อวินาทีกันเลยทีเดียว สถาณการณ์ของแต่ละกลุ่มแต่ละทีมเป็นอย่างไรบ้าง โอกาสเข้ารอบเป็นอย่างไร มาเช็คกันเลยกลุ่ม เอ 1. เบลเยี่ยม 25 แต้ม ** เข้ารอบไปแล้ว2. โครเอเชีย 17 แต้ม 3. เซอร์เบีย 11 แต้มเบลเยี่ยม ลอยลำเข้ารอบไปแล้วด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 1 ของกลุ่มด้วยผลงานที่สุดยอด เช่นเดียวกับกับทีมอันดับที่ 2 อย่าง โครเอเชีย ที่ก็น่าจะได้เตรียมตัวไปเล่นในรอบ เพลย์ออฟแน่นอนแล้วเช่นกันเนื่องจากว่า โครเอเชีย มีแต้มห่างจากอันดับที่ 3 อย่าง เซอร์เบีย 6 แต้มกลุ่ม บี1. อิตาลี 21 แต้ม ** เข้ารอบไปแล้ว2. บัลแกเรีย 13 แต้ม 3. เดนมาร์ก 13 แต้ม4. เช็ก 12 แต้ม5. อาร์เมเนีย 12 แต้มกลุ่มนี้สนุกในการแย่งอันดับที่ 2 เนื่องจากว่าตอนนี้ อิตาลี เข้ารอบไปแล้วคงจะไม่พูดถึงอะไรมาก แต่ทว่าทีมอย่าง บัลแกเรีย และ เดนมาร์ก มี 13 แต้มเท่ากันส่วน เช็ก และ อาร์เมเนีย ก็ยังมีโอกาสพวกเขามี 12 แต้ม และในนัดสุดท้ายปรากฏว่า บัลแกเรีย จะตัดกันเองกับ เช็ก ซึ่งก็ต้องรอลุ้น เดนมาร์กที่จะเจอกับ มัลต้า ส่วน อาร์เมเนีย อาจจะกร่อยหน่อยเนื่องจากพวกเขาเจอกับ อิตาลีกลุ่ม ซี1. เยอรมันนี 25 แต้ม **เข้ารอบไปแล้ว2. สวีเดน 20 แต้ม 3. ออสเตรีย 14 แต้มแบเบอร์ไปแล้ว 2 ทีม เยอรมันนี เต็งจ๋าที่ไม่พ่ายใครเลย ส่วน สวีเดน ก็มีแต้มนำห่าง ออสเตรีย ค่อนข้างเยอะซึ่งทีมจากแดน "ฟรีเซ็กส์" นัดสุดท้ายต้องเจอกับ เยอรมันนี พวกเขาจะพ่ายไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยๆต้องมี 1 แต้มเพื่อเป็นการการันตีว่าตนเองนั้นจะเป็น 1 ใน 8 ทีมของอันดับที่ 2 ที่ดีที่สุดเพื่อรับสิทธิ์ไปเล่นรอบ เพลย์ออฟ นั่นเองกลุ่ม ดี1. เนเธอร์แลนด์ 25 แต้ม **เข้ารอบไปแล้ว2. ตุรกี 16 แต้ม 3. โรมาเนีย 16 แต้ม 4. ฮังการี่ 14 แต้มกลุ่มนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องแย่งชิงอันดับที่ 2 กันและดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไปเข้าข้าง โรมาเนีย ซะแล้วเมื่อนัดสุดท้าย ตุรกี ต้องเจอกับ เนเธอร์แลนด์ นั่นเอง ส่วน โรมาเนีย ต้องเจอกับหมูตู้อย่าง เอสโตเนีย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ทั้งสองทีมอย่างเผลอและพลาดท่าแพ้ทั้งคู่แล้วกัน ฮังการี่ ที่เจอกับ อันดอร่า นั้นจ้องตาเป็นมันอยู่กลุ่ม อี1. สวิตเซอร์แลนด์ 21 แต้ม ** เข้ารอบไปแล้ว2. ไอซ์แลนด์ 16 แต้ม3. สโลวีเนีย 15 แต้มสวิตฯ ลอยลำเข้าไปบราซิลแล้วแน่นอน ไอซ์แลนด์ กับ สโลวีเนีย นี่แหละที่กำลังลุ้นกันอย่างสนุกซึ่งปรากฏว่า สโลวีเนีย ดันทะลึ่เจอกับ สวิตฯ ในนัดสุดท้ายและ ไอซ์แลนด์ ต้องไปเยือน นอร์เวย์ ทั้งคู่งานไม่ง่ายแน่ ดูๆแล้วต้องลุ้นกันนาทีต่อนาทีเลยทีเดียวกลุ่ม เอฟ1. รัสเซีย 21 แต้ม ** เสมอ ก็เข้ารอบ2. โปรตุเกส 18 แต้ม ** ลุ้นให้รัสเซียแพ้ และตัวเองต้องยิง 8 ลูกขึ้นไปถึงเข้าีรอบ3. อิสราเอล 13 แต้มหมดหวังไปแล้วกับการทะยานขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่มสำหรับ โปรตุเกส ถึงแม้ว่าในนัดสุดท้ายพวกเขาชนะและรัสเซียแพ้ก็ตาม เนื่องจากว่าประตูได้เสียของรัสเซียนั้นบวกถึง 15 แต่ โปรตุเกส บวก เพียง 8 เท่านั้นกลุ่ม จี1. บอสเนีย แอนด์ เฮอร์เซโกวิน่า 22 แต้ม ** ชนะ ก็เข้ารอบ2. กรีซ 22 แต้ม ** ลุ้นให้ บอสเนียฯ แพ้ แล้วตนเองชนะอย่างเดียวเท่านั้น3. สโลวาเกีย 12 แต้มกลุ่มนี้ยังคงหลงเหลือเป็นกลุ่มเดียวที่ยังไม่ชัวว่าใครจะได้ไปฟุตบอลโลกในปีหน้าเนื่องจากว่า บอสเนียฯ และ กรีซ มีคะแนนเท่ากันอยู่ แต่ประตูได้เสียของ บอสเนียฯ บวกอยู่ 23 กรีซบวกเพียง 6 เท่านั้น ซึ่งหากทั้งคู่ชนะได้ในนัดสุดท้ายก็จะเป็นทาง บอสเนียฯ ที่ได้ตีตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลกปีหน้าทันทีกลุ่ม เอช1. อังกฤษ 19 แต้ม ** ชนะอย่างเดียว2. ยูเครน 18 แต้ม ** ต้องชนะแล้วลุ้นให้ อังกฤษ เสมอ ไม่ก็แพ้3. มอนเตรเนโกร 15 แต้มนี่ก็ยังเป็นอีกกลุ่มที่ยังหาบทสรุปไม่ได้ว่าใครจะได้ตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายปีหน้า อังกฤษ และ ยูเครน กำลังขับเคี่ยวกันมันส์หยดแต่ดูเหมือนว่า "สิงโตคำราม" จะงานหนักไม่น้อย นัดสุดท้ายเจอกับ โปแลนด์ และ ยูเครน งานสบายเจอกับ ซาน มาริโน่ เพราะฉะนั้นนัดนี้ อังกฤษ จะแพ้ หรือ เสมอ ไม่ได้ต้องชนะสถานเดียวกลุ่ม ไอสเปน 17 แต้ม ** เสมอเท่านั้นก็เข้ารอบฝรั่งเศส 14 แต้ม ** ลุ้นให้ สเปน แพ้ และตัวเอาชนะมากกว่า 4 ลูกฟินแลนด์ 9 แต้มเหมือนจะชัวแล้วในกลุ่มนี้เนื่องจากว่าในนัดสุดท้ายนั้น สเปน ต้องการเพียงแค่เสมอกับ จอร์เจีย ในบ้านของตนเองก็สามารถเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้แล้ว และ ฝรั่งเศส อาจจะต้องเล่นในรอบเพลย์ออฟอีกปีทั้งหมดก็คือ สถานการณ์ ของแต่ละกลุ่มที่ยังคง "ความสนุก" และได้ลุ้นกันในนัดสุดท้ายเกือบทุกกลุ่ม ใครจะเข้ารอบ ใครจะต้องเพลย์ออฟ อดใจรอกันซักนิดนะครับเค.เค.pic : foxsportsasia, eurosport, theguardian, haveeru, channelnewsasia, uefa, mirror, sport-onthebox

สุดท้ายก็ต้องพึ่ง ... คนเดิม

สุดท้ายก็ต้องพึ่ง ... คนเดิมเอาเข้าแล้ว .... มั้ยล่ะ ??ดาวเตะที่ค่าตัวสูงลิบลิ่ว 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 85 ล้านปอนด์อย่าง แกเร็ธ เบล นั้น ..... กำลังถูกจดๆจ้องๆว่า "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด จะโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส หลอกขาย ....หลอกชนิดที่เรียกว่า .... หงายเงิบสุดๆการตัดสินใจขาย เมซุต โอซีล และ กอนซาโล่ อิกวาอิน ออกไปจากทีม มันอาจจะได้เงินมาจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นค่าตัวของ เบล ก็จริง แต่ทว่าสิ่งที่ได้รับมานั้นมันตรงกันข้ามแทบทั้งสิ้น ....อย่าลืมนะครับว่า "ปีกพ่อมด" รายนี้แทบจะไม่ได้ลงเล่นช่วง พรีซีซั่น ให้กับ "ไก่เดือยทอง" เลย เนื่องจากเจ้าตัว กระสัน เหลือเกิน กระสันอยากจะย้ายมาอยู่ที่สเปน ..... อ๊ะๆ ... เหตุผลที่ เบล ไม่ได้ลงเล่นในช่วง พรีซีซั่น ให้กับ สเปอร์ส เลยข่าวก็ออกอยู่โครมๆนะครับว่า เบล มีอาการ "บาดเจ็บ" จึงไม่สามารถลงสนามได้นั่นเอง ... ซึ่งดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บนี้จะเป็นการบาดเจ็บเรื้อรัง ..... ซะอย่างนั้นแต่คนมันอยากได้นี่ ยังไงก็จะเอา ??.... สเปอร์ส จะเรียกว่าย้อมแมวขายงั้นเหรอ ? ทั้งๆที่ อังเดร วิลลาส โบอาส นายใหญ่แห่ง ไวท์ ฮาร์ทเลน ไม่อยากจะเสียขุนพลรายนี้ไปแบบชนิดที่เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสีย เบล ให้ใคร ...สุดท้ายก็เป็นทาง มาดริด ที่ดื้อดึงและคว้าตัว "ปีกหน้าลิง" รายนี้ไปได้สำเร็จ แบบที่สาบานเลยสิว่าไม่รู้มาก่อนว่า เบล มีอาการบาดเจ็บอยู่ ????การลงประเดิมสนามนัดแรกในสีเสื้อ "ราชัน" ด้วยการกระทุ้งประตูได้ในทันทีทำให้หลายๆคนอาจจะคิดว่า "ไอ้หน้าลิง" รายนี้มีเค้าที่จะคุ้มค่าตัวเสียเต็มประดา .... แต่แหม้ ไม่ทันไรในนัดต่อมาขาซ้ายกระตุกจนเล่นไม่ได้ซะอย่างนั้นอนิจจา ตอนนี้ เบล ลงเล่นให้กับต้นสังกัดใหม่ไป 132 นาที เท่านั้นและดูเหมือนว่าอาการล่าสุดของ เบล จะเป็นโรค "หมอนรองกระดูกเคลื่อน" ดีไม่ดีอาจจะต้องถึงกับขึ้นเขียงผ่าตัด ..... เฮ้อ .. 100 ล้าน ...สุดท้ายและท้ายที่สุด ..... ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมามีสิ่งที่ทำถูกอยู่อย่างสองอย่างเท่านั้น นั่นก็คือการคว้า อิสโก้ มาแบบไม่คิดหน้าหลัง ซึ่งไอ้หนูรายนี้จะเป็นอนาคตที่ร้อนแรงให้กับทีมได้แบบไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับการรั้งตัวโคตรดาวเตะเอาไว้ด้วยค่าเหนื่อยที่สมควรจ่ายอย่าง .. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ .... คิดถูกแล้วล่ะครับที่ "ราชัน" จะเก็บดาวเตะชาวโปรตุเกส รายนี้เอาไว้กับทีมต่อไปเรื่อยๆ ..... เพราะว่า โรนัลโด้ ยังคงเป็นที่พึ่งพาได้เสมอ ..... ถึงแม้ว่าการย้ายมา "ราชันชุดขาว" นั้นจะประสบความสำเร็จ "น้อยเหลือเกิน" เมื่อเทียบกับทีมเก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเค.เค.pic : zimbio

"หมาป่าแห่งกรุงโรม" หอนทีสะเทือนถึง "ตูริน"

หยิบมาเล่า by เค.เค."หมาป่าแห่งกรุงโรม" หอนทีสะเทือนถึง "ตูริน"ยอดเยี่ยมแบบไร้ที่ติ .... คงเป็นคำพูดที่จะบ่งบอกถึงทีมดังแห่งกรุงโรมอย่าง โรม่า ได้เป็นอย่างดีในตอนนี้ ..... จากการเก็บชัยชนะติดต่อกัน 7 นัดในศึก กัลโช่ เซเรีย อาอะไรมันจะขนาดนั้นครับเฮีย ไม่รู้พี่จะไปคึกอะไรขนาดนั้นแถม 2 ใน 7 นัดนั้นพวกเขายังจัดการตะปบ อินทรี ดิ้นแด่วๆ และล่าสุดก็เพิ่งไปฆาตกรรมถลกหนังงูออกมาทำกระเป๋าแบบ "ชิคๆ" รวมไปถึงการที่ "หมาป่าแห่งกรุงโรม" สามารถยิงประตูได้เยอะที่สุดในลีคตอนนี้ถึง 20 ประตู และยังเสียประตูน้อยที่สุดในลีกอีกเช่นกันด้วยการเสียไปเพียงประตูเดียว .... เท่านี้ก็บ่งบอกอะไรได้หลายๆอย่างของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทีมที่เคยผงาดคว้า สคูเด็ตโต้ ในปี 2000-01 ซึ่งผู้ที่เข้ามาปลุกให้ "หมาป่า" ตัวนี้ที่หลับไหลไม่มีแชมป์ใดๆติดมือมาเลยนับตั้งแต่ปี 2007-08 ที่พวกเขาได้ โคปป้า อิตาเลีย มาครอง ...ชื่อของ รูดี้ กาเซีย เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นแน่นอนหลังจากที่เขานำทีมได้ดีขนาดนี้ .... ซึ่งในอดีตเขาก็เคยทำอะไรแบบนี้มาแล้วด้วยการพาทีม "ตราหมา" ลีลล์ ทะลึ่งพรวดคว้าแชมป์ ลีก เอิง ได้ในปี 2010-11แต่ กาเซีย ก็ใช้เวลาปลุกปั้น ลีลล์ มานานตั้งแต่ 2008 ปีที่เขาได้ขึ้นแท่นเป็นนายใหญ่ของ ลีลล์ นั่นเองกับ โรม่า มันอาจจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย ที่เมื่อเขาเข้ามารับตำแหน่งกุมบังเหียนของ "หมาหลับ" ทีมนี้ก็จัดการเปลี่ยนแปลงทีมทันทีการออกไปของ มาร์เท่น สเคลเทเลนเบิร์ก, มาควินยอส, อิริค ลาเมร่า และ ปาโบล ออสวัลโด้ อาจจะสร้างความมึนงงให้กับใครหลายคนว่าขายออกไปยังไง .... แต่ กาเซีย ก็ทำเอาประหลาดใจกว่าด้วยการฉก เควิน สตรู๊ทมัน เข้าก๊วนได้แบบที่ทีมบางทีมที่เป็นแชมป์ 20 สมัยจากอังกฤษแอบงงเล็กน้อยทั้งๆที่ทางฝั่งโน้นเป็นข่าวตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล .... แหม่ไมค่อน, มอร์แกน เด ซานติส, แชร์วินโญ่ คืออะไร ... กาเซีย เอามาทำไม คนนึงก็ฟูลแบ็คเจ้าประจำโรงพยาบาล คนนึงก็นายประตูแก่แล้ว อีกคนนึงฟอร์มก็สากกระเบือตอนอยู่กับปืนใหญ่ ...กลับกลายเป็นว่า เด ซานติส และ แชร์วินโญ่ ทะลึ่งพรวดแสดงผลงานออกมาได้เป็นอย่างดี ... จะติดก็แต่ ไมค่อน นี่แหละที่ตอนนี้ดันติดใจโรงพยาบาลแห่งใหม่เข้าซะแล้ว .... ทั้งๆที่การมาเล่นที่ โรม่า ทำให้เขากลับไปติดทีมชาติบราซิล ได้อีกครั้งหลังจากหายไปนานสิ่งที่อยู่ในตัว กาเซีย มันคืออะไรกัน ? ..... ที่ทำให้ผู้เล่นทุกคนของทีมลงเล่นแบบเต็มที่และเล่นกันอย่างเป็นระบบในทุกๆนัดแบบนี้ .... โดยเฉพาะสองขาใหญ่ประจำกรุงโรม ประหนึ่งเหมือนลูกพี่ของทีม บางอารมณ์อาจจะมีอิทธิพลมากกว่าโค้ชด้วยซ้ำฟรานเชสโก้ ต๊อดติ และ ดานิเล่ เด รอซซี่ ที่กลับมาอยู่ในฟอร์มคงเส้นคงวา โดยเฉพาะกับ ต๊อดติ ในวัย 37 ปี ไม่รู้แกไปคึกมาจากไหน 7 นัดซัดไป 3 ตุงบวกกับอีก 6 แอสซิส สาบานเถอะว่าอายุ 37 แล้วไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามแต่ แต่ที่รู้ๆคือตอนนี้ กาเซีย กำลังจะกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อกรุงโรม และดีไม่ดีอาจจะทำให้ "เมืองประวัติศาสตร์" เมืองนี้กลับมาคึกคักด้วยงานเฉลิมฉลองบางอย่างหลังจบฤดูกาลก็เป็นได้ ???ปากก็บอกไปสิว่าหวังแค่ติดไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก เท่านั้น แต่เชื่อเห๊อะ .... ฟอร์มขนาดนี้ สาบานเลยว่าไม่คิดถึง แชมป์ ???ผมเชื่อว่าตอนนี้ กาเซีย เริ่มที่จะมีคิดบ้าง แต่หนทางมันอาจจะยาวไกลเกินไปหน่อย ..... รออีกซักพักเถอะครับ รอให้ผ่านพ้น 15 นัดไป หาก "หมาป่า" ตัวนี้ยังดุอยู่ ก็ไม่แน่นะ เอ้อ ... การกลับมาเห่าหอนแบบกึกก้องครั้งนี้จากกรุงโรม .... มันอาจจะทำให้ ม้าลาย ที่ ตูริน เหงื่อตกก็เป็นได้เค.เค.pic : zimbio

ม้ามืด ตั้งแต่ยังไม่ได้ไป ?????

ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้วสักระยะหนึ่งแล้ว.. แต่มีอยู่ชาติหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงเป็นพิเศษเลยก็คือทีมที่ยังไม่แพ้ใครเลยในรอบคัดเลือกนี้แม้แต่ครั้งเดียว !!! สเปน ? เยอรมันนี ? เนเธอร์แลนด์ ? ..... ไม่ใช่ครับชาติที่ผมอยากจะพูดถึงและชาติชาตินี้หน้าสนใจมาก ..... นั่ก็คือ ชาติหน้าเถอะครับ ... เอ้ยๆ !! ไม่ใช่ๆ ทีมที่ผมกำลังจะเอ่ยนี้ก็คือ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" เบลเยี่ยม นั่นเอง !! ทำไมอะ ? น่าสนใจยังไงเหรอ ? กะอีแค่ไม่แพ้ใครเนี่ยนะ ? ........ ครับ น่าสนใจมากๆ กับตัวผู้เล่นแต่ล่ะคนในช่วงเวลานี้ ... โหดสุดๆเลยนะครับ บอกตามตรง เมื่อผมไปรื้อคนท่องโลกอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของฟุตบอล เบลเยี่ยม ในอดีต บอกตามตรง "ผมไม่รู้จักใคร" เลยกับรายชื่อนักฟุตบอลเก่าๆของ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ทีมนี้ จะมีคุ้นหูที่สุดก็คือ มาร์ค วิลม็อตต์ กุนซือคนปัจจุบันของทีมนั่นแหละ แต่ตอนนี้ เบลเยี่ยม เปลี่ยนไปแล้ว ผมขออณุญาต ให้ชื่อทีมนี้เป็น "โกลเด้นเจนเนอเรชั่นส์" ของพวกเขาเลยนะครับ .... ลองไล่ลิสต์รายชื่อดูแต่ละคนนี่มัน ..... ระดับตัวเป้งๆทั้งนั้นเลยนี่หว่า ธิเบาวร์ คูร์กตัว (21 ปี) กับ ซิมงต์ มิโญเลต์ (24 ปี) ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ดาเนี่นล ฟาน บุยเต็น (35 ปี), แวงซองต์ กอมปานี (27 ปี), แยน แฟร์ทองเก้น (26 ปี) และ โทบี้ อันเดอร์ไวเรล (24 ปี) ในแผงหลัง .... โอ้โฮฮฮฮ มารูยาน เฟลไลนี่ (25 ปี), เควิน เดอ บรุนย์ (22 ปี), นาเซอร์ ชาร์ดลี่ย์ (24 ปี), สตีเวน เดฟูร์ (25 ปี) และ มุสซ่า เด็มเบเล่ (26 ปี) ในแดนกลาง หืมมมมมมมมม ส่วนในแนวรุกยกขบวนกันมาทั้ง โรเมลู ลูกากู (20 ปี), คริสเตียน เบนเทเก้ (22 ปี) และตัวจี๊ดอย่าง เอด็อง อาร์ซาร์ (22 ปี) นี่ยังมี ดรีส์ เมอร์เท่นส์ (26 ปี) อีกรายนะครับ โคโค่โค เยห์ กันเลยทีนี้ แน่นอน หลายๆคนอาจจะคิดว่า .... แล้วไงวะ ? ครับ นักเตะที่ผมกล่าวๆมาทั้งหมดบางคนอาจจะเป็นแค่เกรด บี หรือ บีบวก ก็ตาม แต่อย่าลืมครับว่าพวกนี้อายุ 20 ต้นๆกันแทบทั้งนั้นเลย และระยะเวลาในเส้นทางลูกหนังของบางคนยังเพิ่งเริ่มเปล่งแสงออกมาอีกต่างหาก ทำไมจะไม่น่าจับตามองล่ะครับ ??? ศึกฟุตบอลโลกในปีหน้าที่ค่อนข้างชัวร์แล้วว่า เบลเยี่ยม จะสามารถเข้ารอบไปเล่นได้ ซึ่งพวกเขาต้องการแค่บุกไปเสมอกับ โครเอเชีย ในนัดต่อไป ....ทำให้เบลเยี่ยมนับเป็นชาติที่น่าจับตามองจริงสำหรับ "ชาตินี้" ที่ไม่ใช่ "ชาติหน้า" ฟุตบอลโลก 2014 อาจจะแค่หยั่งเชิงและเป็นแหล่งสะสมประสบการณ์ของเหล่าดาวรุ่งกลัดมันวัย 20 ต้นๆ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเห็นมากๆคือเมื่อตอนนักเตะดาวรุ่งเหล่านี้แหละ ถึงจุดพีคในสโมสรมาเล่นทีมชาติ ซึ่งเวลานั้นอาจจะประจวบเหมาะในศึก ยูโร 2016 ..... เบลเยี่ยม ในตอนนี้จะเป็น "ม้ามืด" ที่อาจจะถูกจับตามองมากที่สุด ในขณะที่พวกเขายังไม่ทันชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่าจะได้ไปแข่งทั้งสองรายการนี้แต่ดูจากตัวผู้เล่นแล้วมันอดไม่ไหวจริงๆที่จะเขียนถึงชาตินี้ ..... ให้ตายเถอะ !!!เค.เค.

สกู๊ปพิเศษ.. 10 ทีมแกร่ง ! ตะลุยบอลโลก

ในช่วงเวลานี้เหล่าแฟนๆลูกหนังทั่วโลกก็ได้รับรู้กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าในตอนนี้มีอยู่ 10 ชาติที่ได้ตีตั๋วไปฟุตบอลโลกที่ดินแดน "แซมบ้า" บราซิล กันเป็นที่เรียบร้อย และโฉมหน้าของ 10 ทีมดังกล่าวมีใครบ้างทาง Cheerball ได้รวบรวมโฉมหน้าหนวดของพวกเขามาให้อ่านกันครับ1. เนเธอร์แลนด์ จัดเต็มสุดๆในรอบคัดเลือกโซนยุโรปสำหรับทีมจาก "แดนกังหันลม" พวกเขาไม่แพ้ใครเลยในการแข่งขันที่ผ่านมาซึ่งนัดล่าสุดชัยชนะเหนือ อันดอร่า ก็ทำให้ เนเธอร์แลนด์ มีแต้มห่าง ฮังการี ทีมอันดับที่สองอยู่ถึง 8 แต้มและเหลือการแข่งอีก 2 นัด ยังไงๆ ฮังการี ก็ตามไม่ทันทำให้ เนเธอร์แลนด์ โบยบินเป็น 1 ใน 32 ทีมสุดท้ายสำเร็จ โดยพวกเขายังคงใช้ผู้เล่นตัวหลักๆอย่าง อาเยน ร็อบเบน, เควิน สตรู๊ทมัน และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ เป็นแกนหลักในการพาทีมตีตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลกได้2. อิตาลี ฟอร์มดีไม่แพ้กันสำหรับทางด้านขุนพลจากแดน "รองเท้าบูธ" พวกเขายังไม่แพ้ใครเช่นกันในรอบคัดเลือกของโซนยูโรป และนัดที่ผ่านมาที่พวกเขาพลิกกลับมาเอาชนะ สาธารณรัฐเช็ก ได้ 2-1 นั้นก็เป็นการกรุยทางให้ อิตาลี เข้าสู่รอบฟุตบอลโลกสุดท้ายได้อีกหนึ่งสมัยด้วยคะแนนห่างอันดับสองอย่าง บัลแกเรีย 7 แต้มโดยเหลือการแข่งขันอีก 2 นัด ซึ่งตัวหลักๆเราคงคุ้นชื่อกันดีสำหรับนักเตะอย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน, มาริโอ บาโลเตลลี่ และ อันเดรีย ปีร์โล่3. ญี่ปุ่น ดาวเตะเลือด "ซามูไร" เป็น "ทีมแรก" ของโลกต่อจากทีมเจ้าภาพที่ได้สิทธิ์ในการไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายไปครองด้วยงานในรอบแบ่งกลุ่ม 10 ทีมสุดท้ายโซนเอเชียซึ่งพวกเขาโชว์ฟอร์มได้เป็นอย่างดีและแพ้เพียงแค่ 1 ในนัดทำให้คว้าตั๋วไปบราซิล มาได้ในที่สุด ซึ่งตัวหลักๆนั้นก็เป็นผู้เล่นที่เล่นทั่วยุโรปอย่าง ชินจิ คากาวะ, ยูโตะ นากาโตโมะ และ เคซูเกะ ฮอนดะ4. อิหร่าน การกลับมาอีกครั้งของอดีตจ้าวเอเชียที่ครั้งนี้พวกเขาได้หักปากกาเซียนด้วยการแซง เกาหลีใต้ คว้าอันดับที่ 1 ของกลุ่มได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันดาวเตะของ อิหร่าน ส่วนใหญ่จะไม่ได้โลดแล่นอยู่ในยุโรปกันแล้วแต่ชื่อของ จาวัด เนโคนาม, มาซุด ซูไลมาน และโค้ชสมองเพชรอย่าง คาร์รอซ เคยรอซ ก็น่าจะเป็นที่รู้จักกันบ้างของแฟนๆลูกหนังไทย5. ออสเตรเลีย ไม่มีพลาดอยู่แล้วสำหรับ ออสเตรเลีย ที่เมื่อก่อนกว่าจะได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกแต่ละทีเลือดตาแทบกระเด็น แต่ทว่าหลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในโซนเอเชียที ก็ดี๊ด๊ากันอย่างเห็นได้ชัดและปีนี้พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการตีตั๋วไปฟุตบอลโลกในปีหน้า แน่นอนนักเตะที่เรารู้จักกันดีอย่าง มาร์ค ชวาเซอร์, มาร์ค เบรสชาโน่ และ ลูคัส นีล ยังคงเป็นส่วนสำคัญให้กับทีมอยู่6. เกาหลีใต้ แข้งพลังโสมดูจะถดถอยไปในช่วงท้ายๆจนในที่สุดก็โดน อิหร่าน ปาดหน้าแซงคว้าที่หนึ่งของกลุ่มไป พร้อมกับต้องลุ้นถึงนัดสุดท้ายกับ อุซเบกิสถาน อีกต่างหาก ซึ่งปรากฏว่าทั้งสองทีมมีคะแนนเท่านั้นแต่ เกาหลีใต้ มีประตูได้เสียดีกว่า อุซเบกิสถาน "1" ลูกเท่านั้น และพวกเขาก็ได้ตั๋วไปฟุตบอลโลกในปีหน้าไปแบบหืดจับสุดๆ7. สหรัฐอเมริกา ในโซนคอนคาเคฟ ต้องบอกเลยว่าเจ้านี้เหมือนเป็นขาใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ปรับตัวแสบอย่าง เม็กซิโก กำลังอยู่ในช่วงขาลงด้วยแล้วทำให้ อเมริกา เข้าวินแบบเหนือๆ แข่งไป 8 นัดมีอยู่ 16 แต้ม เหลืออีกนัดเดียวแต้มห่างทีมอันดับที่ 4 ที่จะต้องไปเพลย์ออฟอีกทีถึง 8 แต้ม เรียกได้ว่ารู้ตัวว่าจะไปบอลโลกตั้งแต่ไก่โห่แล้วซึ่งตัวหลักคงจะหนีไม่พ้นพวก คลินส์ เดมซี่ย์, ทิม ฮาร์เวิร์ด และ แลนดอน โดโนแวน นั่นเอง8. คอสตาริก้า บอกตรงๆเลยว่าไม่รู้จักทีมทีมนี้เลย แต่ในช่วงหลังๆที่ผ่านมา คอสตาริก้า สามารถทำผลงานได้ดีทั้งในโต๊ะเล็กและสนามใหญ่ ซึ่ง โต๊ะเล็กอย่างฟุตซอล พวกเขาก็เดินทางมาแข่งขันฟุตซอลโลกที่ประเทศไทยมาแล้ว ส่วนรอบคัดเลือกโซนคอนคาเคฟนั้นพวกเขามีแต้มตามหลัง อเมริกา เพียงแต้มเดียวเท่านั่นเอง ซึ่งตัวผู้เล่นหลักๆที่พอจะรู้จักกันก็คือ โจเอล แคมป์เบลล์ และ ไบรอัน ลุยส์9. อาร์เจนติน่า แพ้ไปเพียงนัดเดียวสำหรับรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้สำหรับทีม "ฟ้าขาว" ทีมนี้ ซึ่งตอนนี้พวกเขาเป็นทีมแรกที่ไม่ใช่เจ้าภาพ บราซิล ในโซนอเมริกาใต้ ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในปีหน้าได้สำเร็จ แน่นอนดาวเตะที่เรารู้จักกันดีอย่าง ลีโอเนล เมสซี่, กุน อเกวโร่ และ ฟาบิโอ โคลอชชินี่ เป็นส่วนสำคัญในทีมชุดนี้10. บราซิล แน่นอนทีมเจ้าภาพ ได้ตั๋วลงเล่นฟุตบอลโลกตั้งแต่รู้ว่าตัวเองได้จัดแล้ว และพวกเขาก็มีการเตรียมตัวที่ดีอย่างที่เราได้เห็นไปในศึก คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ แล้วว่าขุนพล "เซเรเซา" ชุดนี้แข็งแกร่งแค่ไหน และเมื่อถึงเวลาในศึกฟุตบอลโลกแล้วล่ะก็พวกเขาจะพัฒนาไปได้ถึงเพียงไหนกันสำหรับดาวเตะอย่าง เนย์มาร์, ติอาโก้ ซิลวา และ เปาลินโญ่ ทั้งหมดนี้ก็คือ 10 ทีมจากทั้งหมดจาก 4 ทวีปที่ได้ตีตั๋ว 10 ใบเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นที่แน่นอนแล้ว แต่ ! อีก 22 ใบที่เหลือก็น่าสนใจไม่น้องเช่นกันว่าใครจะเข้ามาฟัดกันในสังเวียนแข้งที่คอบอลทั่วโลกต่างจับจ้อง ..... ภายในสิ้นปีนี้ รู้แน่นอน !!เค.เค.

สืบสานตำนานคาห์น นอยเออร์พร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นสู่มือ 1 ของโลก

หยิบมาเล่า by เค.เค. กรุงมิวนิค จะไม่สิ้นนายประตูฝีมือดี !! ภายหลังจากการแขวนถุงมือจากการรับใช้สโมสรมาอย่างยาวนานของ โอลิเวอร์ คาห์น ในปี 2008 บาเยิร์น มิวนิค พยายามที่จะหาตัวตายตัวแทนของ "คิง คาห์น" อยู่หลายปี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดาวรุ่งที่ทีมพยายามปั้นอย่าง มิชาเอล เรนซิ่ง หรือ เลือกใช้บริการนายด่านจอมเก๋าอย่าง ฮันส์ ยอร์ก บุตต์ ซึ่งทั้งสองคนก็ยังไม่สามารถทดแทนการจากหายไปของ "คิง คาห์น" ได้ เรนซิ่ง ได้รับโอกาสเพียงแค่ปีเดียวในการลงเฝ้าเสาฐานะมือ 1 ในปี 2008-2009 ของทีมทั้งๆที่เขาเป็นตัวสำรองของ คาห์น ตั้งแต่ปี 2004 ..... สุดท้ายด้วยฝีมือ ที่ยังไม่เข้าตาทำให้การรอคอยกว่า 4 ปีในฐานะมือสองของเขา ก็พังทลายลงไปจากผลงานเพียงแค่ปีเดียว จากนั้นในปี 2009-2010 และ 2010-2011 บาเยิน มิวนิก เลือกที่จะใช้บริการของนายด่านวันเก๋าอย่าง ฮันส์ ยอร์ก บุตต์ แต่ที่สุดแล้วก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากอายุอานามที่ปาเข้าไป 36 ปีตอนที่ย้ายมาอยู่ยังถิ่น อรีแอ๊นซ์ อารีน่า ก็ถือว่ามากเกินไปที่จะใช้งานต่อเนื่องไปถึงอนาคต ….. แต่ผลงานของ ฮันส์ ยอร์ก บุตต์ ก็ไม่ได้แย่นะครับ เขาสามารถคว้าแชมป์ บุนเดสลีก้า รวมไปถึง เดเอฟเบ โพลคาล ได้ในปีที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นมือ 1 ของทีม เพียงแต่ "เสือใต้" ต้องการ "อนาคต" ..... สุดท้ายบาเยิน มิวนิค ก็ต้องมองหานายประตูที่จะมาสานต่ออย่างยืดยาวให้ได้ ถึงแม้ในช่วงก่อนที่ บุตต์ จะอำลา โทมัส คราฟฟ์ ประตูวัยหนุ่มกลัดมัน จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถเป็นนัยๆว่า"ไม่ต้องไปเสียตังซื้อใครเหรอก ใช้ผมเถอะ !” ก็ตาม ทว่าบอร์ดบริหารของเสือใต้ ก็ยืนยันและไม่สนใจนายด่านดาวรุ่งอีกต่อไป (อาจจะกลัวซ้ำรอยเรนซิ่ง) พวกเขาตัดสินใจยอมทุ่มเงินกว่า 22 ล้านปอนด์ หรือ 25 ล้านยูไร ในขณะนั้นคว้านายด่านดีกรีมือ 1 ทีมชาติเยอรมันนีมากจากอ้อมกอดของ "ราชันสีน้ำเงิน" ชาลเก้ 04 มานูเอล นอยเออร์ เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ บึกบึน หนา และแข็งแกร่ง ถึงขนาดที่เซอร์ อเล็กส์ เฟอกูสัน ต้องการตัวซึ่งในตอนแรกบรมกุนซือแห่งแมนเชสเตอร์พยายามฟัดกับ เสือใต้ เพื่อไล่ล่าตัวนายด่านรายนี้เข้าสู่ทีม แต่สุดท้าย ก็เรียบร้อยโรงเรียนพี่เสือ การย้ายทีมของ นอยเออร์ นี่ถึงขนาดได้รับการคัดค้านจากประธานาธิบดีที่เรียกได้ว่าทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกเลยนะครับ วราดิเมียร์ ปูติน ที่เป็นแฟนตัวยงของทีมได้ให้ประธานสโมสรของชาลเก้อย่าง เคลเมน ทอนนิส เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวการที่จะรั้งตัวนอยเออร์ให้อยู่ยังราชันสีน้ำเงินต่อไป โดยที่เขาจะเป็นฝ่ายออกค่าเหนื่อยให้กัยนอยเออร์เอง …. ตามข่าวซุบซิบมานี่ตกปีละ 10 ล้านยูโรเลยนะครับสำหรับเม็ดเงินที่ ปูติน จะจ่ายให้ นายด่านรายนี้ ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่คนหน้าเงิน นอยเออร์ ยังยืนยันคำเดิมที่จะย้ายไปซบ เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค อย่างหนักแน่น เนื่องด้วยเขาต้องการที่จะเล่นให้ทีมใหญ่ และสัมผัสโทรฟี่ในรายการที่ยังไม่เคยได้ เพราะว่าตอนเขาอยู่กับชาลเก้ 04 โทรฟี่เดียวที่เขาได้คือ เดเอฟเบ โพลคาล เท่านั้น ถึงแม้การย้ายมายังถิ่น อลีแอ๊นซ์ อารีน่า ในปีแรก นอยเออร์ จะคว้าน้ำเหลวในทุกรายการกับ เสือใต้ แต่นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นอะไรหลายๆอย่าง การได้จุ๊ปส์ ไฮน์เกซ กลับมาทำทีมสร้างทีมใหม่ ฟอร์มการเล่นของเขาถึงแม้อาจจะไม่ได้ดูหวือหวามีลูกบินไปปัด หรือเซฟลูกมหัศจรรย์ให้เราเห็นได้บ่อยนัก แต่ถ้าหากเราดูกันตรงๆแล้วล่ะก็ ….. นายด่านรายนี้อ่านเกมได้ขาดมาก จังหวะไหนควรจะออกหรือไม่ควร และ การยืนตำแหน่ง ที่ยืนได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ บอลยิงมาทางไหน นอยเออร์ รออยู่ตรงที่บอลพุ่งเข้าไปอยู่แล้ว …... การคว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" กับทีม "เสือใต้" เป็นเครื่องการันตีอย่างดีว่าเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งนายทวารมือ 1 ของโลก ..... ในขณะที่จอมหนึบรุ่นก่อนๆอย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน, อิเกร์ กาซิยาส หรือ ฮูลิโอ เซซาร์ ต่างอยู่ในอายุเลขหลัก 3 กลางๆกันแล้วทั้งนั้น กับ มานูเอล นอยเออร์ ที่เพิ่งจะ 27 .... ทั้งประสบการณ์ในเวทีลูกหนังต่างๆ ... มือกาวรายนี้ สมควรค่าแก่การรั้งเป็นอันดับหนึ่งของโลก !เค.เค.

เมื่อ เกม ไม่ใช่ของ "เด็กเล่น" อีกต่อไป....

การแข่งขันในแต่ละลีกต่างเปิดตัวกันขึ้นเรียบร้อยแล้วในฤดูกาลนี้ แถม ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ก็ยังดำเนินไปได้อย่างเข้มข้นอีกต่างหาก คอบอลอย่างชาวเราอาจจะตะหงิดกับการแข่งขัน จนถึงขั้นอยากลงไปฟาดแข้งเองในสนาม แต่กระนั้นทุกท่านก็คงรู้จริงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทะลุจอเข้าไปทำแบบนั้นเช่นกัน แต่อย่างน้อยๆในปัจจุบันก็ยังมี "เกมฟุตบอล" มาให้ทุกคนได้เล่นได้สัมผัส คอยสวมบทบาทเป็นคนในวงการฟุตบอลอยู่เสมอโดยปัจจุบัน มีเกม "ฟุตบอล" จากหลากหลายค่ายกำลังครองตลาดอยู่ในขณะนี้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมสวมบทบาทผู้จัดการทีมชื่อดังที่สุดในเวลานี้คงจะเป็นตระกูลของ "Football Manager" สำหรับเกม "Football Manager" (ผู้เขียนขอเรียกว่า FM) ถือเป็นเกมสวมบทบาทกุนซือทีมต่างๆจากทั่วโลกที่สุดแสนยิ่งใหญ่ โดยผู้เล่นจะได้รับบทบาทพาสโมสรต้นสังกัดของคุณผจญภัยไปกับมรสุมต่างๆที่พัดพาเข้ามา นับกันตั้งแต่การพาทีม "เลื่อนชั้น" จนถึงขั้นเป็น "แชมป์ระดับโลก" หรือซํ้าร้ายหากคุณพลาดพลั้งแบบสุดๆ ก็อาจจำต้องพาทีมรัก "รอดจากการตกชั้น" ด้วยเช่นกันที่กล่าวมานั้นน่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ แต่ผู้ใหญ่บางท่านคงร้อง "ยี้!!" เพียงเพราะมันเป็นแค่เกมเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีแต่ข่าวแย่ๆเกี่ยวกับวงการมาโดยตลอด แต่ผมอยากจะนำเสนอว่า....เกมบางทีก็ไม่ใช่แค่ของเด็กเล่นหลอกเด็กเสมอไป! รู้กันหรือไม่? ครั้งหนึ่ง เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมคนดังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยตัดสินใจเซ็นสัญญากับผู้ผลิตเกม FM2009 เพื่อขอใช้ฐานข้อมูลในการเฟ้นหาแข้งดาวรุ่งมาเสริมทัพ เอฟเวอร์ตัน มาก่อน!! และ เชื่อหรือไม่....นักเตะดาวดังอย่าง เนย์มาร์, ลิโอเนล เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือแม้แต่ เวย์น รูนีย์ ต่างก็เคยกลายเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่เกมทำนายความสามารถได้ใกล้เคียงกับปัจจุบันมาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเคยมีสโมสรอื่นๆจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับข้อมูลเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเซ็นสัญญามาใช้งานได้ ไม่ใช่เพียงเท่านั้น! ในสมัยก่อนยังมีผู้เล่นเกม FM นามว่า นายวูการ์ ฮูเซย์นซาด ได้ถูกทาบทามไปรับหน้าที่เป็น ผู้จัดการทีมให้กับ เอฟเค บากู ด้วยวัยเพียง 21 ปีมาแล้ว พร้อมพาทีมต้นสังกัดโชว์ฟอร์มได้เป็นอย่างดีในลีก อาเซอร์ไบจาน ได้อีกด้วย ซึ่งตัวของเขาเองยอมรับว่าสุดยอดเกมทำทีมฟุตบอลเกมนี้ มีผลต่อพื้นฐานการคุมทีมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งส่งผลให้เขาทำงานร่วมกับสโมสรได้ง่ายดายขึ้น ตั้งแต่เรื่องของ แทคติก จนไปถึง การเสาะหานักเตะเข้าสู่ต้นสังกัดก็ได้ประโยชน์มาแทบทั้งนั้น... จะเห็นกันแล้วนะครับว่าเกม "ไม่ใช่ตัวปัญหา" แต่อย่างใด ยิ่งในโลกของความเป็นจริงนั้น ยังมีผู้ที่ประสบความสำเร็จในวงการเกมอีกมาก ส่วนในวงการฟุตบอลระดับโลกเอง ก็เริ่มเล็งเห็นคุณประโยชน์จากวงการเกมมากขึ้น จะเห็นได้จากการนำเหล่านักเตะและเฮดโค้ชมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมไปถึงการโฆษณาตามป้ายข้างสนามต่างๆ นับได้ว่าเกมคงไม่ใช่เรื่องของเด็กเพียงอย่างเดียวต่อไปอีกแล้วล่ะครับ และไม่แน่...ในอนาคตคุณก็อาจจะถูกทาบทามไปเป็นผู้จัดการทีมกันบ้างก็ได้นะ!นับหนึ่ง

เคยผ่านกันมาแล้วนี่ อะไรแบบนี้ ???

การได้ไอ้หนุ่ม "หัวฟู" มาเสริมทัพเพียงคนเดียวจากตลาดซื้อขายนักเตะช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาในฤดูกาลนี้ของโคตรทีมอย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นทำให้สาวก "เร้ด เดวิลส์" ขวัญผวาไม่น้อยกับการเลือกเสริมทีมของ เดวิด มอยส์ ยิ่งคู่อริตลอดกาลอย่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ดันทะลึ่งโชว์ฟอร์มแบบที่เด็กผีขยี้ตา ยิก ยิก ... ยิก ยิก ว่าเรื่องจริงหรือนี่กับ 3 นัด 9 แต้ม รั้งจ่าฝูงของตารางการแข่งขันพรีเมียร์ลีก และแทคติกของ มอยส์ ที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไรตั้งแต่นัดแรกที่เขาคุมทีมจนมาถึงล่าสุดก็แพ้ให้กับคู่โคตรแค้นไปนั่นแหละครับ .... ทำไมถึงเสริม มารูยาน เฟลไลนี่ย์ ?? ผมก็ตอบแทน มอยส์ ไม่ได้ด้วยซิ แค่คนเป็นกุนซือก็ต้องมีดาวเตะคู่ใจใช่มั้ยครับ ? อย่างที่ เซอร์อเล็กส์ เฟอร์กูสัน แสดงให้เห็นมาตลอด โดยเฉพาะดาวเตะคู่ใจในแดนกลาง ... จำยุคแรกๆของบรมกุนซือแห่งโอล แทร๊ฟฟอร์ด เข้ามาคุมทีมได้หรือเปล่า ?? .... ไบรอัน ร็อบสัน คือมิดฟิลด์ตัวกลางคนแรกที่ผมนึกถึง .... หลังจากนั้นก็มีทยอยมาเรื่อยๆ ... แบบไม่ขาดสาย ลองไล่ชื่อดูสิครับ ไบรอัน ร็อบสัน เล่นกับ พอล อินซ์ ในยุคแรกๆของ ปูชนียบุคคลแห่ง แมนฯยูไนเต็ด .... ถัดมาหน่อยก็อย่างที่หลายๆคนรู้ดีว่า รอย คีน และ พอล สโคลส์ ... สุดสะเด่าเร่าร้อนขนาดไหนในแดนกลาง แถมยังมีตัวสำรองชั้นดีอย่าง นิกกี้ บัตต์ เอาไว้คอยซอดแทรกอีกต่างหาก .... จำตอนที่ รอย คีน ออกจากทีมไปได้มั้ยครับในปี 2005-2006 .... ฤดูกาลนั้น แมนฯยูไนเต็ด เป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยการตามหลัง เชลซี ถึง 8 แต้มด้วยกัน ..... แต่ในฤดูกาลถัดมา แฟนๆ "เร้ด เดวิลส์" หลายคนก็คาดหวังว่าจะหาตัวดีๆมาทดแทน และอาจจะซื้อผู้เล่นเข้ามาเยอะเสียหน่อยจากการจากไปของกัปตันผู้เป็นที่รัก .... แต่ ท่านเซอร์อเล็กส์ "อินดี้" ครับ แกไปสอยเอา ไมเคิ่ล คาร์ริค มาจาก ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ด้วยค่าตัวราวๆ 13 ล้านปอนด์ มาเพียงคนเดียวในช่วงหน้าร้อน .... เล่นเอาเด็กผีทั้งหลายกุมขมับมาแล้ว แต่การลงเล่นในฤดูกาลแรกของ คาร์ริค ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าถึง บู๊ ได้ไม่เท่า แต่ บุ๋น นี่กินขาด .... ทำให้ แมนฯยูไนเต็ด คว้าแชมป์ในปีนั้นไปได้ในที่สุด เช่นเดียวกับสถานการณ์ตอนนี้ ... ที่ฤดูกาลที่ผ่านมา พอล สโคลส์ อำลาทีมไปพร้อมๆกับ ท่านเซอร์ .... ทำให้ แดนกลางของ ยูไนเต็ด ยวบ ไปอีก .... มันก็ไม่แปลกอะไรเลยครับที่ เดวิด มอยส์ จะเลือก เฟลไลนี่ย์ เข้ามาแทนที่ ..... ซึ่ง มอยส์ ชื่นชอบดาวเตะหัวฟูรายนี้มาและใช้เป็นแกนหลักในทีม เอฟเวอร์ตัน มาตลอด โค้ช ก็ต้องอยากได้นักเตะที่รู้ใจเป็นธรรมดาครับ เรื่องธรรมชาติ ยิ่งมาคุมทีมใหม่ๆด้วยแล้วการมี ศิษย์รักที่เชื่อฟังมันเป็นสิ่งที่ดีแล้ว การเสริมทัพเพียงคนเดียว แต่ถูกจุด ถูกที่ ถูกเวลา ..... มันก็สามารถทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้เหมือนกันนะครับ ... เพียงแต่ว่าสำหรับ เดวิด มอยส์ อาจจะมีคนคอยค่อนขอดเยอะเหลือเกิน ... ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เถอะครับของแบบนี้เค.เค.

ผีฤดูกาลใหม่ กับ แบ็กซ้ายตัวเก่า....

ฤดูกาลใหม่ สิ่งใหม่ๆต่างประดังเข้ามา....และสิ่งที่น่าสนุกก็คือการย้ายทีมนี่ล่ะครับ!! การย้ายทีมช่วงตลาดซื้อขายซัมเมอร์นั้นจบลงไปแล้ว แต่ในมุมเล็กๆของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับแฝงไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจในตำแหน่ง แบ็กซ้าย ที่กำลังดราม่าในขณะนี้นั่นเอง.... ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ พยายามอย่างหนักที่จะไล่ล่านักเตะรายใหม่มาเสริมทัพ โดยเฉพาะตำแหน่ง มิดฟิลด์ และ แบ็กซ้าย การที่ได้ มารูยาน เฟลไลนี่ ในวันสุดท้ายนับเป็นสิ่งที่ เดวิด มอยส์ สามารถถอนหายใจออกมาได้ทีเดียว อย่างน้อยๆก็ลดเสียงกร่นด่าของแฟนบอลลงไปได้บ้าง แต่กระนั้น การพลาดคว้าตัว เลห์ตัน เบนส์ และการยืม ฟาบิโอ โคเอนเทรา ก็ทำให้เขายังต้องหนักใจต่อไป เหล่านักเตะแบ็กซ้ายของ ปีศาจแดง ที่สามารถลงสนามได้ในขณะนี้คงมีเพียง ปาทริซ เอวร่า, อเล็กซานเดอร์ บุทท์เนอร์ และ ฟาบิโอ ดา ซิลวา แต่รายแรกกลับมีปัญหาจากฟอร์มดีไม่ต่อเนื่องอยู่บ่อยครั้ง และดูจะมีแต่สภาพร่างกายที่โรยราอย่างต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากตอนนี้ก็อายุ 32 เข้าไปเสียแล้ว ส่วนรายที่สองหลังจากย้ายไปช่วยทีม ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ก็ไม่ได้มีโอกาสลงสนามรับใช้ต้นสังกัดแต่อย่างใด ราวกับกุนซือชาวสกอตแลนด์เจ้านายคนใหม่ยังคงไม่วางใจมากนัก อย่างไรก็ตามกับแข้งรายหลังสุด เหมือน มอยส์ จะจัดการแก้เกมหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ จากที่ต้องตกอับกับตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง กลับพร้อมที่จะลุยแย่งตำแหน่งตัวจริงต่อไปภายในซีซั่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยากจะย้ายทีมด้วยสัญญายืมตัวให้รู้แล้วรู้รอดไปก็ตาม.... อดีตกุนซือของ เอฟเวอร์ตัน ตัดสินใจเรื่องของแบ็กซ้ายใหม่อีกครั้งหนึ่ง ราวกับการเซ็นสัญญาของ โคเอนเทรา และ เบนส์ จะไม่อยู่ในหัวอีกแล้ว โดยเขาพร้อมจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับ บุทท์เนอร์ เพื่อรั้งให้อยู่ต่อ จนแข้งรายนี้ตกลงยินดีจะฝ่าฟันแย่งตัวจริงให้ได้ ซึ่งพร้อมจะเค้นฟอร์มทั้งหมดเพื่อจะตอบแทนความไว้วางใจของหัวหน้าคนปัจจุบันให้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรแล้ว....การที่ เดวิด มอยส์ ตัดสินใจแก้เกมเช่นนี้ จะเป็นผลดีกับรูปแบบทีมของเขาหรือไม่ เนื่องจากหากดันทั้ง ฟาบิโอ และ บุทท์เนอร์ ขึ้นมาได้จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะมีความสามารถพอรับใช้ต้นสังกัดได้เทียบเท่ากับ เบนส์ และ โคเอนเทรา หรือเปล่า เหล่าแฟน "เร้ด เดวิลส์" ก็คงต้องคอยลุ้นกันต่อไปว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะลงเอยเช่นใด ติดตามกันต่อไปในซีซั่นนี้นะครับผม...