breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #สานฝัน2ลิโอเนล ]

อาร์เจนตินายกพลมากาตาร์เที่ยวนี้ ในฐานะเต็ง 2 ลุ้นครองแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ของพวกเขาเอง เมื่อคืนวันพุธเพิ่งลงอุ่นเครื่องกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนโขยกชัยไร้ปัญหา 5-0 บรรดาตัวรุกระเบิดตาข่ายกันถ้วนหน้า ลิโอเนล เมสซี่ หนึ่งในความหวังของประเทศ กดไปหนึ่งตุงเบาะๆ ลิโอเนล สกาโลนี่ จัดขุนพล 11 คนแรกแบบเน้นมาก คาดว่านี่จะเป็นชุดลงประเดิมกับซาอุดิอาระเบีย ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ ถือเป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องของแท็คติกและรูปแบบการเล่นเป็นครั้งสุดท้าย หลังชัยชนะนัดนี้ ทำให้ฟ้าขาวยืดสถิติไร้พ่ายเป็น 36 นัดติดต่อกันเข้าให้แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะนับตั้งแต่ครองแชมป์โกปา อเมริกาเมื่อปีก่อน จำได้ว่าตอนฟุตบอลโลก 2018 ผลงานของอาร์เจนตินาล้มเหลวไม่เป็นไปตามเป้า ทางสหพันธ์ฟุตบอลได้แต่งตั้ง สกาโลนี่ กับ ปาโบล ไอมาร์ ร่วมกันรักษาการณ์จนถึงสิ้นปี โดยให้ สกาโลนี่ เป็นเบอร์หนึ่ง แฟนบอลฟ้าขาววิจารณ์กันเซ็งแซ่เลยทีเดียว เชื่อว่ามันจะยิ่งถอยหลังเข้าคลอง สู่ยุคตกต่ำของทีมชาติแล้ว น่าจะหากุนซือฝีมือดี มากประสบการณ์มาคุมน่าจะเหมาะสมกว่า ขณะเดียวกันยังเชื่อว่า สหพันธ์ฯไม่ยอมลงทุนจ่ายเงินค่าจ้างกุนซือชั้นนำ เปิดโอกาสให้มือใหม่อย่าง สกาโลนี่ เข้ามาเพราะไม่ต้องควักเยอะ แถมยังคอนโทรลง่ายอีกต่างหาก นอกจากนี้ยังไม่เคยขึ้นเป็นกระบี่มือ 1 เลย ทำงานผู้ช่วยมาตลอด เหมือนเป็นคนสนิทข้างกาย ฮอร์เก้ ซามเปาลี ตั้งแต่สมัยอยู่เซบีย่าแล้ว หอบหิ้วกันมา แม้กระทั่งตอนมาทำงานให้ทีมชาติอาร์เจนตินา พอปลดกุนซือตัวจริงเรียบร้อย ดันเอาผู้ช่วยขึ้นมาในลักษณะนี้ แฟนบอลจึงไม่แฮปปี้ แม้จะอ้างว่ารอดูก่อนแค่สิ้นปีเท่านั้นเอง เดี๋ยวค่อยเสาะหาคนเก่งมาคุม ด้วยความที่เป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกลูกหนัง อาร์เจนติน่าจึงถูกคาดหวังจากคนในชาติเสมอมา อีกทั้งพวกเขาไม่เคยขาดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เลย เรียกว่ามีมาแทบทุกสมัย แม้ผลงานช่วงแรกจะไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก กระท่อนกระแท่น ก็ยังได้สัญญาถาวร จนเกิดเสียงวิจารณ์อีกเช่นกัน เพราะแฟนบอลคิดว่าควรจะเป็นกุนซือบิ๊กเนมมากกว่า จากนั้นการพาฟ้าขาวได้แค่อันดับ 3 ในโกปา อเมริกาปี 2019 ก็ต้องยอมรับว่าน่าผิดหวัง ตามที่รู้กันไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องแชมป์เท่านั้น น้อยกว่านี้ถือว่าล้มเหลว ยิ่งในระดับทวีปด้วยแล้ว ต้องก้าวขึ้นแท่นในฐานะเบอร์หนึ่งสถานเดียว แต่ใครจะไปคาดคิดว่า การที่สหพันธ์ฯให้เวลา สกาโลนี่ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เขาค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ ผ่านการเคี่ยวกรำหล่อหลอม จนปีกกล้าขาแข็งตามลำดับ รวมทั้งมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดการเป็นอดีตแข้งอาร์เจนตินา ก็ช่วยพวกผู้เล่นเชื่อฟัง ไม่ค่อยแตกแถว เพราะต้องเกรงใจในความเป็นรุ่นพี่ ที่ตามกันมาแบบเจนต่อเจน การคอนโทรลแข้งระดับซูเปอร์สตาร์ในแบบ เมสซี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว แต่ภารกิจนี้ถือว่า สกาโลนี่ จัดการได้อย่างดีเยี่ยม รับมือในสไตล์ของตน จนผลงานของทีมค่อยๆดีวันดีคืน ขณะเดียวกันเขาก็พยายามเสาะหาผู้เล่นดาวรุ่งอายุน้อยๆที่มีแววขึ้นมาปลุกปั้น ได้คอนเน็กชั่นของ ไอมาร์ เพื่อนร่วมทีมซึ่งลงมาเป็นมือขวาสนับสนุนอีก ทุกอย่างจึงไปได้สวย อีกทาง สกาโลนี่ ตั้งใจสร้างทีมสปิริตให้เป็นปึกแผ่น โดยยึดเอา เมสซี่ เป็นศูนย์กลาง ปลุกบรรยากาศในทีมให้เต็มกลมเกลียวเหนียวแน่น นักเตะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวและมีเป้าหมายร่วมกัน จนเมื่อปีที่แล้ว ฟอร์มของอาร์เจนตินาอยู่ในช่วงพีกมากๆ ไล่ล่าคว้าชัยมาอย่างต่อเนื่อง ก็ถึงคราวสมหวังผงาดโกปา อเมริกา ถือว่าสิ้นสุดการรอคอยแรกของ เมสซี่ ซึ่งเหมือนเจออาถรรพ์ ไปไม่ถึงฝั่งฝันเรื่อยมา เชื่อว่าหลายคนย่อมจำภาพบรรยากาศนั้นได้อย่างดี เพื่อนนักเตะทุกคนประกาศลั่น พร้อมรวมพลังเพื่อ เมสซี่ ก่อนจะทำได้สำเร็จ เล่นเอากัปตันทีมถึงกับน้ำตาคลอเบ้า กลั้นความตื้นตันที่เอ่อล้นไม่อยู่ นอกเหนือจากความสำเร็จอย่างสวยงาม บุกเหยียบจมูกบราซิลซึ่งเป็นเจ้าภาพในเกมนัดชิงได้แล้ว อาร์เจนตินาชุดนี้ยังสะท้อนถึงความสามัคคี ซึ่งแน่นปึ้กมากๆ นักเตะทุกคนเข้ากันได้ดี เราได้ยินผู้เล่นอย่าง เอมิลิอาโน่ มาร์ตีเนซ , โรดริโก้ เดอ ปอล , เลอันโดร ปาเรเดส หรือ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ประกาศเลยว่า ทุกคนในทีมพร้อมผลักดัน เมสซี่ ให้ขึ้นโพเดี้ยมชูโทรฟี่แชมป์โลก ก่อนที่จะรีไทร์ อย่างที่เราได้ยินกัน เมสซี่ แย้มๆไว้แล้ว ฟุตบอลโลกคราวนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้าย ไม่อยากจะฝืนสังขารต่อไป รวมทั้งล่าสุดก็พูดในทำนอง เหลือเวลาสำหรับการค้าแข้งไม่นานนัก แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นการสั่งลาอย่างเป็นทางการ แต่แนวโน้มดูจะเป็นอย่างนั้นเลย แข้งฟ้าขาวจึงระดมทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะร่างกายหรือหัวใจ เพื่อครองแชมป์โลกในวาระพิเศษเช่นนี้ให้ได้ สำหรับแฟนบอลอาร์เจนตินา นี่จึงเป็นเวิลด์ คัพที่น่าตื่นเต้นมากๆ แทบจะอดใจรอไม่ไหวเลยทีเดียว พวกเขาต่างมั่นใจกันมากว่าต้องไปถึงสุดทาง เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังพีกด้วย ไม่ใช่แค่แฟนบอลอาร์เจนตินาที่เชื่อในทีมตัวเอง ผลโหวตของชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกคราวนี้ ก็เทใจให้ฟ้าขาวเช่นกัน 35 เปอร์เซนต์คิดว่าฝ่าฟันอุปสรรคสำเร็จ อย่างไรก็ดีในอีกทางมันก็มีความกดดันก่อตัวขึ้นเช่นกัน ยิ่งบีบคั้นมากเท่าไร มันก็อาจส่งผลเชิงลบในสนามด้วย ฉะนั้นสมาธิต้องแน่วแน่มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้ามากเกิน ส่วน สกาโลนี่ หลังจากพาทีมครองโกปา อเมริกาต่อด้วยล้มอิตาลีในศึก Finalissima แชมป์ชนแชมป์ ทุกอย่างยิ่งลงตัวมากกว่าเดิม ประสบการณ์ไม่ใช่จุดอ่อนอีกแล้ว ผ่านการทำงานมาอย่างหนัก จนมีวันนี้ได้ ว่าไปแล้ว สกาโลนี่ เป็นเหมือนพี่ของ เมสซี่ มากกว่าจะใช้คำว่าบอส เพราะอายุห่างกันแค่ 9 ปีเท่านั้นเอง น่าสนใจไม่น้อยก็คือ ชื่อยังเหมือนกันกันอีกต่างหาก ลิโอเนล ซึ่งบางครั้งเรียกว่า เลโอ ความหมายคือสิงโตผู้ยิ่งใหญ่นั่นแหล่ะ เมื่อสองลิโอเนลผนึกกำลังกัน อาร์เจนตินาจึงถูกจับตามองมากๆว่า มีโอกาสสูงเหลือเกินสำหรับการกลับมาครองแชมป์โลกในรอบ 36 ปี นี่คือช่วงเวลาที่สุกงอมเหมาะสมมากสุดแล้ว --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #กุนซือหัวใจเพชร ]

ย้อนกลับไปเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลุยส์ ฟานกัล ยังนั่งรถเข็นถ่ายรูปร่วมกับแข้งทีมชาติฮอลแลนด์ หลังเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเชือดนอร์เวย์ 2-0 คว้าตั๋วเล่นรอบสุดท้ายได้สำเร็จ มันเป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับคนที่ได้เห็นและรับรู้เรื่องราวกันมาก่อน เพราะ ฟานกัล ต้องต่อสู้กับมะเร็งที่ต่อมลูกหมากในระยะลุกลาม โดยที่ตัวเขาต้องทำการฉายรังสีทั้งสิ้น 25 ครั้ง ด้วยความหวังจะสกัดกั้นไม่ให้เชื้อร้ายแพร่กระจายได้ ด้วยวัยที่ปาเข้าไปถึง 71 ปี อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นไม่น้อยเลย แถมยังไม่เคยปริปากบอกใครอีกต่างหาก โชว์ให้เห็นหัวใจอันแกร่งกล้ารับมือเพียงคนเดียว "ช่วงที่คุมทีมชาติ ผมต้องออกจากที่พักกลางดึกเพื่อไปโรงพยาบาล โดยไม่มีผู้เล่นคนใดรู้จนถึงวันนี้ ทุกคนคิดว่าผมยังแข็งแรงดี" "ผมเชื่อว่าคุณไม่ต้องการบอกเรื่องอย่างนี้กับเพื่อนร่วมงานหรอก มันอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ดังนั้นผมคิดว่าพวกเขาไม่ควรรับรู้" "คุณจะไม่เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก อย่างน้อยคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย การเสียชีวิตมักจะมาจากโรคประจำตัว" "แต่มะเร็งในตัวผมถือว่ารุนแรงเลย ต้องฉายรังสี 25 ครั้ง แล้วคุณก็ต้องทำงาน เพื่อให้ชีวิตเดินหน้าต่อตามปกติ" "ผมได้รับการปฏิบัติแบบวีไอพีที่โรงพยาบาล ได้รับอนุญาตให้เดินเข้าประตูด้านหลัง เวลาที่ต้องไปพบหมอตามนัด จากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปอีกห้องเลย "ผมได้รับการดูแลดีเยี่ยมากๆ ท่าทางของผมไม่ได้บอกว่าจะป่วยหรอก คนรอบข้างจะได้ไม่ต้องกังวลตามไปด้วย มันเป็นเรื่องที่เจ๋งมากๆ" ฟานกัล เปิดเผยเรื่องนี้ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสภาพร่างกายของเขาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ไม่มีอะไรต้องหนักใจอีก อย่างไรก็ตามสายลมแห่งความห่วงใย ยังคงนำพาถ้อยคำที่แสดงถึงมิตรภาพมาสู่เขามากมาย แมนฯยูไนเต็ดซึ่งเป็นอดีตสโมสรที่เคยคุม รวมถึงจากกันแบบไม่ดีเลย เต็มไปด้วยร่องรอยของความขัดแย้ง โพสต์ข้อความให้กำลังใจ โดยไม่ได้แคร์ด้วยซ้ำว่ากุนซือดัตช์จะยังแค้นฝังหุ่น "ทุกคนที่แมนฯยูไนเต็ด ขอส่งกำลังให้อดีตบอสของพวกเรา ต่อสู้จนเอาชนะอาการป่วยมะเร็งให้สำเร็จ" กระชับ เรียบง่าย ได้ใจความและเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ จากนั้นสาวกปีศาจแดงก็ร่วมมาอวยพรให้ทุกอย่างลุล่วงด้วยดี เชื่อกันว่าหลายคนไม่ค่อยชอบ ฟานกัล เท่าไรนัก แต่เมื่อรู้ว่าฉากหลังต้องเจออับอะไรมาบ้าง ก็เริ่มเปลี่ยนความคิด อยากเอาช่วยให้ ฟานกัล ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นให้จงได้ ทวนเข็มนาฬิกากลับไปยังซัมเมอร์ 2016 ฟานกัล แทบช็อกเมื่อรู้ข่าวว่าแมนฯยูไนเต็ดจะปลดพ้นจากผู้จัดการทีม ทั้งที่เพิ่งพาคว้าแชมป์เอฟเอ คัพมาหมาดๆ อีกทั้งสัญญาเขาเหลืออีกเพียงแค่ปีเดียว ควรได้รับโอกาสอยู่ให้ครบเทอม โดยตั้งใจไว้ว่าจะวางรากฐานของสโมสรให้แข็งแกร่ง เป็นปึกแผ่น ก่อนส่งมอบให้กุนซือคนต่อไป สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นขึ้น การโดนไล่ออกแบบฟ้าผ่า ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน แถมสโมสรไม่ได้แจ้งโดยตรง ได้ข้อมูลมาจากนักข่าว ยิ่งทำให้ ฟานกัล รู้สึกผิดหวังต่อการปฏิเบัติเช่นนี้มาก เป็นการกระทำที่แย่สุดๆ ไม่ให้เกียรติกันเลย ในขณะเดียวกันเขาเคยเปิดใจไว้จากเหตุการณ์คราวนั้น มันเหมือนเอาชื่อตัวเองมาทิ้งและจากโปรไฟล์ที่เสียหาย เพราะโดนปลดในลักษณะดังกล่าว ทำให้ ฟานกัล เชื่อด้วยว่า สโมสรอื่นๆมองตนในแง่ลบและแทบจะจบชีวิตกุนซือเลย นั่นทำให้มกราคม 2017 เขาประกาศรีไทร์ ด้วยเหตุผลทางครอบครัว ก่อนจะแก้ไขว่าเป็นแค่การอยากพักชั่วคราวเท่านั้นเอง เหมือนยังไม่อยากวางมือสักเท่าไร ต้องการจะพิสูจน์อีกสักตั้ง กระทั่งปี 2019 ก็ถึงเวลาล้างมือในอ่างทองคำอย่างเป็นทางการ อาจเพราะว่าข้อเสนอที่ผ่านเข้ามาไม่น่าสนใจมากพอหรือไม่มีทีมมาทาบทาม ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันอีกตลบ เมื่อมีข้อเสนอจากสหพันธ์ฟุตบอลฮอลแลนด์มาวางไว้ให้พิจารณา สำหรับตำแหน่งเทรนเนอร์แทนที่ แฟร้งค์ เดอ บัวร์ ซึ่งผลงานไม่เป็นไปตามเป้า แน่นอนว่ามันยากจะปฏิเสธ แม้จะประกาศรีไทร์ไปแล้ว แต่ไม่ใช่ปัญหาหรอก หากจะหวนกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง อายุมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงสมรรถภาพในการทำงานจะลดลง แถมเป็นครั้งที่ 3 แล้ว บนเก้าอี้กุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ หลังเคยผ่านงานตรงนี้มา 2 ครั้ง ล้วนแต่ไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะฟุตบอลโลก 2014 ที่สามารถหักปากกาเซียนพาทัพดัตช์ทะลุถึงรอบตัดเชือก ฟานกัล ประเดิมด้วยการคุมเล่นรอบคัดเลือกเวิลด์ คัพ บุกไปเยือนนอร์เวย์ ก่อนจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 กระชาก 1 คะแนนกลับมา ไม่เลวร้ายนัก จากนั้นก็เครื่องติดคว้าชัย 4 นัดรวด ทั้งถล่มมอนเตเนโกร 4-0 ไล่รัวตุรกีกับยิบรอลต้าร์อีกทีมละครึ่งโหล โชว์พลังรุกที่โหดเหี้ยมดุดันให้เห็น ก่อนเข้ารอบสุดท้ายใสสะอาด ไม่ต้องลุ้นให้เสียวหัวใจ นอกจากนี้ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกก็ร้อนเรงอีก แมตช์ที่สร้างความประทับใจให้แฟนๆก็คือบุกต้อนเบลเยียม 4-1 รวมถึงเกมสุดระทึกเข่นเวลส์ 3-2 รวมแล้ว ฟานกัล ทำหน้าที่กุนซือฮอลแลนด์ 15 นัด ชนะถึง 11 เสมออีก 4 ยังไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้เลย ว่ากันตามตรงต้องยกให้สี่นิ้วโป้ง มันผลงานระดับมาสเตอร์พีซชัดๆ แล้วพอมารู้ว่า ระหว่างที่คุมทีมนั่นเอง ยังต้องต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยจากมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะลุกลาม ยิ่งทำให้ ฟานกัล ควรได้รับการยกย่องทวีคูณ หากเป็นคนอื่นคงล่าถอย ขอไปรักษาเยียวยาก่อน แต่สำหรับ ฟานกัล ตรงกันข้ามสิ้นเชิง สู้มันทั้งในและนอกสังเวียน จนได้รับชัยชนะทั้งหมด กว่าที่คนอื่นจะได้รับรู้ความจริง ภารกิจก็เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว แม้เขาจะมีภาพในอดีตที่ไม่ค่อยดีนัก พวกนักเตะละติอเมริกาใต้ที่เคยร่วมงานด้วย ต่างไม่ชอบสักเท่าไร มีความเป็นเผด็จการสูงและอีโก้จัดมากๆ แต่ก็มีด้านบวกให้ได้ชื่นชมไม่น้อยเลย ไม่ว่าศึกที่กาตาร์จะออกมาเป็นแบบไหน ฮอลแลนด์อาจตกแค่รอบแรกหรือไปสุดฝันถึงแชมป์ ฟานกัล สมควรได้รับการปรบมือดังๆ ในฐานะยอดนักสู้คนหนึ่ง ก่อนจะลงจากเก้าอี้เพื่อกลับไปพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม ทัวร์นาเม้นต์นี้หลายคนจึงเอาใจช่วยฮอลแลนด์ให้ประสบความสำเร็จ ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นี่คือวิถีมืออาชีพ ]

ในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ด โดยเฉพาะช่วงที่ผลงานเปรี้ยงปร้างพีกสุดขีด มีนักเตะมากมายหลายคนอยากย้ายมาร่วมทีมด้วย เฟอร์กี้ ถึงมั่นใจว่า หากลองต่อสายตรงหาผู้เล่นคนไหนแล้ว แทบจะร้อยทั้งร้อยต้องเนื้อเต้น ปรารถนาจะเซ็นสัญญาให้ได้ หากคุณเป็นนักเตะคนนั้น ย่อมต้องรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก ทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ดหรือผู้จัดการทีมอย่าง เฟอร์กูสัน ให้ความสนใจ วาดฝันไว้ได้เลยว่าต้องมีโอกาสได้มาสวมยูนิฟอร์มแน่ๆ ด้วยเหตุที่แมนฯยูไนเต็ด เปรียบเสมือนสถาบันที่ให้รู้สึกว่า เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลัง เฟอร์กี้ เลยใช้จุดนี้ดึงดูดแข้งที่ต้องการคว้าตัวมาได้มากมาย ใครก็อยากจะประสบความสำเร็จทั้งนั้น มาเล่นที่นี่การันตีได้เลย อย่างไรก็ดีพอหมดยุคป๋าแล้ว สถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนรักษาสถานะดังกล่าวได้ มาแล้วก็จากไปอย่างเจ็บปวดมีบาดแผลทั้งสิ้น แต่บารมีที่สั่งสมสร้างเอาไว้ ยังช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดยังคงเป็นที่ต้องการของผู้เล่นอีกหลายคน ไม่ใช่เรื่องแปลกจะมีนักเตะชั้นนำมากมาย ตบเท้าย้ายมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ สัมผัสบรรยากาศอย่างที่ตั้งใจไว้ แม้สุดท้ายแล้วจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีเหรียญรางวัลอันทรงคุณค่าคล้องคอ แต่อย่างน้อยการที่ได้ย้ายมาเล่นในสโมสร ซึ่งคุณชื่นชอบโปรดปรานเป็นการส่วนตัว ถือว่าสานฝันให้เป็นจริงแล้ว บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ น่าจะอยู่ในเคสนี้แหล่ะ คือแข้งที่มุ่งมั่นย้ายมาเล่นกับแมนฯยูไนเต็ด ด้วยธงที่ตั้งเอาไว้นั่นคือแสวงหาความท้าทายใหม่ ซึมซับพรีเมียร์ลีกซึ่งขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งเข้มข้น ก่อนจะรีไทร์ในอีกไม่นาน เขาปักหลักกับบาเยิร์นมาตั้งแต่ปี 1998 ในระดับทีมเยาวชน กระทั่งไต่มาเรื่อยๆ อยู่โยงยาวนาน 18 ปีด้วยกัน มันนานมากๆและถึงเวลาเหมาะสมจะเดินออกมา สาวกแมนฯยูไนเต็ดแทบไม่มีใครคิดหรอกว่า กัปตันทีมชาติเยอรมันในเวลานั้น จะโยกมาร่วมทัพช่วงซัมเมอร์ปี 2015 เพราะพิจารณาแล้ว แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย ทีมอยู่ในช่วงขาลง ไม่มีบารมี เฟอร์กูสัน เป็นตัวเร่งอีก อย่างไรก็ตาม หลุยส์ ฟานกัล คือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญ บทบาทกุนซือบาเยิร์น มิวนิคในอดีต อีกทั้งเป็นคนที่เจียระไนให้ ชไวนี่ เป็นเพชรเม็ดงาม ช่วยเกลี้ยกล่อมไม่ยาก เมื่อบวกนักเตะก็ต้องการแล้ว มันเลยได้บทสรุปอย่างรวดเร็ว ชไวนี่ มาสวมเสื้อแมนฯยูไนเต็ดตอนอายุ 31 ปี ถือว่าเยอะพอสมควรเลย อีกทั้งน่าจะผ่านจุดสูงสุดของอาชีพค้าแข้งมาแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังช่วยปลุกกระแส แฟนผีมากมายต่างตื่นเต้น ได้เห็นผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสร่วมทีม อย่างไรก็ดี ชไวนี่ มีปัญหาเรื่องสภาพร่างกาย ไม่ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง ฟานกัล โดนปลดเมื่อซัมเมอร์ 2016 ทีนี้เลยเหมือนขาดเสาหลักให้ยึดเหนี่ยวอย่างแท้จริง เจ้านายคู่บุญไปก่อนซะแล้ว นั่นยังไม่ร้ายเท่าผู้จัดการทีมคนใหม่คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งดูเหมือนไม่ชอบ ชไวนี่ เท่าไรนัก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ก็ไม่ควรถึงขั้นส่งไปซ้อมกับทีมสำรองหรือชุดยู-23 เลย กุนซือโปรตุกีสอ้างว่า ชไวนี่ มีอาการเจ็บที่หัวเข่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู แล้วในวันที่ 1 สิงหาคม 2016 ซึ่งเป็นครบรอบวันเกิด 32 ปีของเขา ก็โดนเจ้านายห้ามไม่ให้เข้าห้องแต่งตัวทีมชุดใหญ่อีกต่างหาก จนอยากจะเดินไปเคาะประตูห้อง ถามหาเหตุผล เมื่อนึกย้อนกลับไปทีไร ก็ต้องรู้สึกเจ็บแปลบใจเหลือเกิน เขาเองก็เคยพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นเช่นกัน "มันแปลกมากในวันเกิดของผม ตอนแรกตั้งใจไปห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมีคนมาบอกว่าผมถูกห้ามเข้า ให้ไปใช้ในทีมยู-23 แทน" "ผมรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้กับผมโดยตรง หรือมีคำอธิบายที่ทำให้เกิดความกระจ่างได้" "ก่อนหน้าเกิดเรื่องผมได้รับบาดเจ็บอีก 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในซีซั่นก่อนที่ผมจะเข้ารับการรักษากับทีมแพทย์ที่ยูไนเต็ด" "แล้วพอกลับมาซ้อมก็เดี้ยงอีกแล้ว ดังนั้นผมก็เลยขอ หลุยส์ ฟาน กัล จะกลับไปรักษาที่เยอรมัน เพราะเรามีเกมยูโร 2016 รออยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่น่าผิดอะไรนัก มันเป็นสิ่งที่พอรับได้" "เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว มันยอดเยี่ยมมาก ผมกลับมาฟิตเช่นเคย จนช่วยชาติในศึกยูโร ผมจึงตั้งใจมากว่าจะรับใช้สโมสรในยุค มูรินโญ่" "ผมมั่นใจมากว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะเคยมีสองครั้งที่เขาอยากได้ผม ทั้งตอนคุมอินเตอร์ มิลานและเรอัล มาดริด" นี่คือคำชี้แจงของ ชไวนี่ ไม่รู้เพราะอะไรกันแน่ มูรินโญ่ ถึงอคติอย่างมาก ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอาการเจ็บอย่างที่อ้าง เพราะนักเตะย่อมรู้ดี ก่อนหน้านั้น เขาเคยต้องลดตัวลงไปกรอกน้ำหรือทำหน้าที่อื่นๆเหมือนนักเตะชุดสำรองทั่วไปอีกด้วย ทั้งที่นี่คือตำนานทีมชาติเยอรมัน เลยเถิดถึงขั้นอยากซ้อมกับทีมชุดใหญ่ จนต้องเอาหมวกไหมพรมกับผ้าปิดหน้าพรางตัวไว้ ซึ่งได้ผลเลย รุย ฟาเรีย ผู้ช่วยเวลานั้นคิดว่าเขาคือ ฟิล โจนส์ ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะได้ยินนักเตะทีมชาติเยอรมันชุดนั้นหรือผู้เกี่ยวข้อง ออกมาตำหนิการกระทำของ มูรินโญ่ ว่าไม่ค่อยให้เกียรติ ชไวนี่ สักเท่าไรนัก อย่างไรก็ดีตัวนักเตะไม่เคยออกมาตีโพยตีพาย สวนกลับเอาคืนด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ตัวเองไปเรื่อยๆ เขาถูกเขี่ยออกมาในปี 2017 และยังเหมือนเดิม ไม่เคยกล่าวโทษโกรธใครหรือสัมภาษณ์เล่นงานแมนฯยูไนเต็ดเลยสักนิดเดียว ทั้งที่เก็บข้าวของเดินออกมาอย่างเจ็บปวด ตรงกันข้าม ชไวนี่ เอาใจช่วยแมนฯยูไนเต็ดเสมอมา ยามมีแมตช์ลงเล่นมักไม่พลาดชมเกมทางหน้าจอทีวีเป็นประจำ พร้อมทั้งโพสต์ผ่านโซเชี่ยล เชียร์ในฐานะแฟนบอลคนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่สร้างความประทับใจให้สาวกปีศาจแดงตลอดมา แม้เขาจะมาเล่นแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้บทบาทโดดเด่นอย่างที่หวัง แต่ไม่เคยมีใครผิดหวังเลย มันสะท้อนความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง รวมถึงการปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา มักได้รับผลตอบแทนที่ดีเสมอ ทุกวันนี้แฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด ยังไปคอมเมนต์หรือแสดงความเห็นทางโซเชี่ยลของ ชไวนี่ บ่อยๆ ทั้งที่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน น่าจะลืมเลือนไปจากความทรงจำ นักเตะที่มาอย่างยิ่งใหญ่ จากไปแบบเงียบๆ แต่แฟนบอลยังนึกถึงไม่เปลี่ยน บางทีอาจจะรักมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ใหญ่แค่ไหนก็ไม่เท่าสโมสร ]

ซัมเมอร์ 2021 หรือกว่าหนึ่งปีก่อน คริสเตียโน่ โนนัลโด้ สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ เมื่อตัดสินใจย้ายกลับมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ดอีกครั้ง แม้จะอยู่ในวัย 36 ปี ซึ่งว่ากันตามเกณฑ์น่าจะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการค้าแข้ง แต่ไม่ค่อยมีใครคิดอย่างนั้น เพราะเขายังคงรักษาระดับการถล่มประตูได้ดีมาก ฤดูกาลล่าสุดในสีเสื้อยูเวนตุสก่อนย้ายมา ยังซัลโวยอดรวมทุกราย 36 ประตู ใกล้เคียงกับซีซั่นก่อนหน้ากดไปทั้งสิ้น 37 ประตู ลองคิดดูแล้วกันว่าแฟนบอลจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร กระแสตอบรับการรีเทิร์นของ โรนัลโด้ ดีมากๆ หุ้นของสโมสรที่ตลาดนิวยอร์คเพิ่มขึ้น 8-10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยอดฟอลโล่หรือติดตามทางอินสตาแกรมของทีม ก็ทะยานไปข้างหน้า ก่อนย้ายมาอยู่ที่ 43.1 ล้านฟอลโลเวอร์ ก็ทะลุไปแตะ 45 ล้านฟอล ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เป็นการตอกลิ่มย้ำอิทธิพลของแข้งรายนี้ว่ามีสูงลิบแค่ไหนในวงการ โดยเฉพาะเมื่อหวนกลับมาสู่อ้อมกอดแมนฯยูไนเต็ด สโมสรที่คาดว่าเหมาะมากที่สุดแล้ว เอาเข้าจริงก่อนหน้าดีลเกิดขึ้น แทบไม่มีสาวกปีศาจแดงคนไหนจะกล้าคิดว่า โรนัลโด้ จะย้ายกลับมาหรอก มองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป อีกทั้งนักเตะก็แทบไม่เคยพูดเลยว่าจะรีเทิร์น แล้วดีลนี้เกิดขึ้นแบบปุบปับฉับไว หลายคนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งที่เพิ่งตกเป็นข่าวโยงเตรียมเซ็นสัญญากับแมนฯซิตี้ อารมรณ์ผิดหวังเศร้าใจยังพุ่งพล่านอยู่เลย จู่ๆมาหักมุมในลักษณะนี้ ฟิลลิ่งยิ่งทวีอีกเท่าตัว ไม่ผิดนักหรอกหากเราจะพูดว่า นี่มันบทหนังชัดๆเลย ฮีโร่ขี่ม้าขาวกลับมากอบกู้ทีมอีกครั้ง ในช่วงสถานการณ์ต้องการใครสักคนมาช่วยเหลือพอดี สำหรับแฟนแมนฯยูไนเต็ด ย่อมเนื้อเต้นระริกด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะ แถมประเดิมนัดแรกลงมากะซวกนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2 ประตูอย่างสวยสดงดงาม จุดประกายความหวังให้เจิดจ้าขึ้นมาทันใด แน่นอนว่าแฟนบอลคาดหวังกับ โรนัลโด้ ไว้มากๆ อยากจะเห็นคืนวันในอดีตหวนกลับมา แต่ความจริงกับความฝันมันยิ่งกว่ามีเส้นด้ายบางๆคั่นไว้ซะอีก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นต่างจากภาพในหัวสิ้นเชิง ปัญหาแมนฯยูไนเต็ดใหญ่เกินกว่า โรนัลโด้ ในวัย 36 ปีจะมาฉุดให้ฟื้นได้ ต่อให้มีทั้ง ราฟาแอล วาราน และ เจดอน ซานโช่ สองสมาชิกใหม่เข้ามาเสริม ก็ยากสำหรับภารกิจครั้งใหญ่ จากผลงานของทีม เข้าข่ายสามวันดีสี่วันป่วย ส่วนมากหนักไปทางหลังด้วยซ้ำ พร้อมจะแพ้ได้หมดทุกทีม แบบไม่ต้องเหลือคราบไคลสโมสรใหญ่ มันยิ่งทำให้ โรนัลโด้ ผิดหวังหนักกว่าเดิม ภาษากายในแต่ละเกมที่แสดงออกมา ย่อมสะท้อนได้เป็นอย่างดีและตัวเขาเองก็อยู่ในสภาพต้องการแรงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีมในสนาม แต่แทบไม่เคยมีให้เห็นเลย โรนัลโด้ ไม่อยู่ในช่วงที่จะควงดาบเป็นหัวหมู่ไล่ฟาดฟันคนเดียว จำเป็นต้องมีเพื่อนๆเป็นนักรบแข็งแกร่งเคียงข้าง นั่นจึงกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่รอยร้าวที่ยากจะสมานได้เหมือนเดิมในเวลาต่อมา สุดท้ายความอัดอั้นที่แน่นอยู่ข้างใน คล้ายระเบิดเวลา ก็ตูมออกมา กลายเป็นดราม่าเดือดจากบทสัมภาษณ์ผ่านทาง เพียร์ส มอร์แกน ในรายการ Piers Morgan Uncensored แม้จะเป็นแค่การปล่อยเทรลเลอร์หรือตัดเฉพาะท่อนที่น่าสนใจ เพื่อโหมโรงโปรโมตดึงดูดให้คนเตรียมพร้อมรับชม แต่เชื่อว่าไม่ต้องถึงขั้นดูแบบตัวเต็ม มันก็น่าจะชัดเจนมากพอ ประเด็นที่ร้อนแรงจากสัมภาษณ์เที่ยวนี้ มีอยู่ไม่น้อยเลย โดยทาง มอร์แกน ยืนยันว่าการพูดคุยเกิดขึ้นไม่นานมานี้ หากจะตีความก็ไม่น่าเกิน 1 สัปดาห์ ยังคงความสดใหม่อยู่ ไม่ได้ตกยุคอย่างแน่นอน พร้อมทั้งบอกด้วยว่า โรนัลโด้ เป็นฝ่ายขอร้องมาออกรายการเอง ไม่ใช่เป็นตัวเขาที่เชิญมาพูดคุยตามเคสปกติ หมายความว่าอยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้ เป็นกระบอกเสียงของตน ประโคมให้ทุกคนได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ปมแรกที่ดูรุนแรง จนกลายเป็นพาดหัวใหญ่คือ โดนแมนฯยูไนเต็ดทรยศหรือหักหลัง ซึ่งน่าจะมาจากเหตุผลพยายามเขี่ยออกจากทีมมาสักพักแล้ว ก่อนจะโยนความเป็นแพะมาให้ รับเอาผิดบาปทั้งหมดไป ฟังแล้วมันดูคลุมเครือหรือรู้สึกแปร่งๆเหมือนกัน ตกลงแล้วข่าวก่อนหน้านี้ ที่สื่อส่วนมากอ้างว่า ฮอร์เก้ เมนเดส พยายามผลักดันให้นักเตะในความดูแลย้ายช่วงซัมเมอร์ ไม่ใช่ความจริงหรือ? ความกังขาค้างคาเกิดขึ้น ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายโกหก พูดไม่จริง เพราะในนามสโมสร เอริก เทนฮาก ก็ให้สัมภาษณ์ซ้ำไปซ้ำมาว่า โรนัลโด้ คือนักเตะของทีม มีส่วนร่วมกับแผนการในอนาคตและเป็นหนึ่งในผู้นำ อีกปมใหญ่ก็คือ เขาไม่เคยเคารพนับถือ เทนฮาก เลยสักนิด เพราะผู้จัดการทีมไม่เคยปฏิบัติต่อเขาอย่างนั้นเช่นกัน ทำไมจะต้องไปแคร์ด้วย ว่ากันแบบแฟร์ๆเลย ลองย้อนไปดูหลายเหตุการณ์ โรนัลโด้ มีพฤติกรรมที่ไม่เคารพ เทนฮาก เยอะเลยทีเดียว ซึ่งโดยตำแหน่งและบทบาทเขาไม่ควรกระทำต่อคนเป็นบอสอย่างนี้ ยิ่งแมตช์เจอสเปอร์สแล้วปฏิเสธจะลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงท้ายเกม แล้วเดินเข้าห้องแต่งตัวอย่างไม่แคร์ใครหน้าไหน มันสะท้อนชัดมากๆว่า ไม่มีความเคารพต่อ เทนฮาก เลยสักนิด แถมยังออกสื่อ รู้กันทั้งโลกอีกต่างหาก โรนัลโด้ ต้องไม่ลืมว่า สถานะของเขาคือนักเตะอาชีพคนหนึ่ง ซึ่งเล่นอยู่ในสโมสร รับเงินในทุกสัปดาห์หลายแสนปอนด์และแน่นอนว่า ต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้จัดการทีม ต่อให้เหลือนาทีสุดท้ายของการทดเวลา แล้วผู้จัดการบอกให้ลงมาเล่นก็ต้องปฏิบัติตามแบบมืออาชีพ แต่คุณอาจคิดไปเองว่า ระดับผมแล้วจะให้มาเป็นแค่ตัวถ่วงเวลา คงไม่ได้หรอก แล้วอาจพานคิดไปว่าไม่ได้รับการเคารพ เพราะทุกครั้ง เทนฮาก พูดถึง โรนัลโด้ เรามักจะได้ยินในแง่บวกเสมอมา นักเตะเป็นส่วนหนึ่งและเป็นผู้นำทีม ไม่เห็นสักประโยคเลยว่า จะสัมภาษณ์ในเชิงเสียหาย โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าหลังฉากเกิดอะไรขึ้น แต่หน้าฉากเคารพลูกทีมดีมาก ต่างจากนักเตะที่ไม่เคารพเลย โรนัลโด้ โดนพักแค่เกมเดียว แล้วกลับมาลงเล่นอีกในเกมยุโรป ล่าสุดนัดเจอแอสตัน วิลล่า ยังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมด้วย แทนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ติดโทษแบน ชัดเจนว่า เทนฮาก ยังให้เกียรติ ไม่ได้มองข้ามเลย อย่างที่บอกเราไม่รู้รายละเอียด มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่ที่แน่ๆ นี่คือสิ่งที่ โรนัลโด้ ไม่ควรทำเลย ทั้งที่มีบทเรียนมาแล้ว แต่ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำซากในช่วงเวลาไม่กี่เดือน "นาทีที่นักเตะแมนฯยูไนเต็ดคิดว่าเขาใหญ่กว่าทีม เขาต้องออกไปเลยทันที" นี่คือประโยควรรคทองของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือผู้เป็นตำนานของสโมสรเคยกล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ ไม่มีใครใหญ่กว่าสโมสรหรอก ความจริงข้อนี้ โรนัลโด้ คงรู้ดีเช่นกันและก็คงเตรียมตัวไปเรียบร้อยแล้ว -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่าย้อนเวลาหาอดีต ]

เหลือบดูผลงาน 5 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีกของเชลซีแล้วรู้สึกน่าใจหาย เพราะเสมอแค่ 2 นัด ส่วนอีก 3 นัดแพ้เรียบเลย แถมยิงได้เพียงอีกแค่ประตูเดียวต่างหาก นี่เป็นเหตุผลทำให้แฟนบอลบางคนเริ่มหมดความอดทนแล้ว ออกมาขับไล่ แกรห์ม พ็อตเตอร์ โดยเฉพาะความคิดเห็นในโซเชี่ยล เชื่อว่ากุนซือคนนี้มือไม่ถึงสำหรับภารกิจใหญ่ ช่วงแรกของ พ็อตเตอร์ ผลงานไม่เลวเลย มีโชว์เหนือชั้นกวาดชัย 5 เกมทุกรายการติดต่อกัน เพิ่มความมั่นใจให้สาวกที่หวั่นไหวไม่น้อยตอนที่แต่งตั้งมาคุมทีม เพราะชื่อชั้นชั่วโมงบิน ก่อให้เกิดคำถามมากมาย ไม่แน่ใจเหมือนกันการเก็บชัยชนะสะสมมาเรื่อยๆ จะทำให้ พ็อตเตอร์ เชื่อในแนวทางของตัวเองมากขึ้นแค่ไหน จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแท็คติก สับไปสับมา รวมถึงโยกตำแหน่งผู้เล่นหลายต่อหลายคน ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นหนึ่งในนักเตะที่ต้องเจอกับตัวเอง ทั้งที่ตอนร่วมงานกันใหม่ๆ ให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกสนุกกับบทบาทที่ฉีกออกไปจากเดิมบ้าง จนมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ยิงประตูได้ อย่างไรก็ตามหลังจากเล่นตัวรุกฝั่งซ้าย สเตอร์ลิ่ง ก็โดนจับไปประจำการวิงแบ็กฝั่งซ้าย ซึ่งนั่นไม่ใช่พื้นที่ถนัดหรือเหมาะสมกับเขาสักนิดเลย อย่างน้อยที่สุดการเล่นเกมรับก็ไม่ใช่ทางอย่างแน่นอน เข้าใจว่ามีเรื่องปัญหาอาการบาดเจ็บมาข้องเกี่ยว แต่มันมีทางออกอื่นที่ดีกว่าจะเอา สเตอร์ลิ่ง ไปยืนตรงนั้น เอียน ไรท์ อดีตหัวหอกตำนานอาร์เซน่อล แสดงความเห็นว่าไม่เข้าท่าอย่างมาก กุนซือระดับนี้น่าจะมองออก ประโยชน์สูงสุดของ สเตอร์ลิ่ง ควรเล่นแบบไหน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย ในขณะเดียวกัน มาร์ค กูกูเรย่า ซึ่งเป็นลูกทีมเก่าของ พ็อตเตอร์ ย้ายจากไบรท์ตันมาก่อนเจ้านาย ก็เป็นอีกคนที่ต้องเจอเวียนตำแหน่งจนดูโกลาหลไปหมด จากที่เคยเป็นแบ็กซ้ายหรือวิงแบ็กฝั่งเดียวกัน บางคราวต้องหุบไปยืนเซ็นเตอร์แบ็ก ซึ่งแน่นอนว่าไม่คุ้นเคยเลย ต่อให้มีเพื่อนร่วมทีมช่วยประคอง มันก็ยากลำบากอยู่ดี เกมล่าสุดที่พ่ายนิวคาสเซิ่ล เป็นการตอกย้ำว่าน่าผิดหวังจริงๆ จากปกติที่เคยไล่กดไล่บี้ขยี้เสมอมา กลายเป็นว่าต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไปตั้งรับกันพัลวัน เป็นภาพที่แฟนบอลเชลซีเองก็ไม่คุ้นเอาซะเลย 4 นัดหลังสุดก่อนหน้าในลีก เชลซีเป็นฝ่ายคว้าชัยหมด ยิงได้ 8 ประตูไม่เสียเลย ก่อนจะมาโดนลบเหลี่ยมนั่นแหล่ะ เป็นอีกจุดที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกผิดหวังมากๆ พ็อตเตอร์ เองถึงกับยอมรับสภาพเช่นเดียวกัน โชคดีมากๆนี่คือเกมสุดท้าย ก่อนลีกเบรกพักชั่วคราวเกือบ 2 เดือน เพื่อหลีกทางให้ฟุตบอลโลก จะกลับมาหวดอีกทีในบ็อกซิ่งเดย์โน่นเลย หลังจากแพ้รวด 3 เกม การมีโอกาสได้คั่นจังหวะอย่างนี้ ถือว่าหายใจหายคอโล่งไปเปาะหนึ่ง อย่างน้อยก็เรื่องของสภาพจิตใจ ทั้งตัวเขาเองและนักเตะไม่ต้องโดนสถานการณ์กดดันมากเกิน นอกจากนี้ยังพอมีเวลามาทบทวนด้วยว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ต้องปรับกลยุทธแบบไหนเพื่อแก้ปัญหาแต่ละจุด เพราะดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายจะสะสางเลย ขณะเดียวกันตลาดหน้าหนาว ซึ่งจะเปิดทำการในเดือนมกราคม ก็เป็นโอกาสดีสำหรับการเฟ้นหาผู้เล่นใหม่มาเสริม อย่างน้อยที่สุด พ็อตเตอร์ จะได้มีสิทธิ์เลือกแข้งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ต้องยอมรับว่าผู้เล่นหลายรายที่ซื้อมาช่วงตลาดซัมเมอร์ ยังทำผลงานไม่ค่อยเวิร์คเท่าไรนัก ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง แทบไม่ได้สร้างอิมแพ็กเกมรุกเลย เป็นดีลที่น่าผิดหวังมาก แนวรับเองก็เปื่อยยุ่ย จะไปฝากภาระให้ ติอาโก้ ซิลวา ที่โรยชราลงทุกวันคงลำบาก คาลิดู คูลิบาลี่ ผ่านจุดพีกมาแล้ว แรงจูงใจในการเล่นเหลือมากพอหรือเปล่า มานี่เหมือนกอบโกยค่าจ้างในช่วงท้ายของอาชีพมากกว่า เหล่านี้คือปมที่แฟนๆก็ข้องใจเช่นเดียวกัน ซึ่งเอาเข้าจริงไม่ได้เกี่ยวโยงกับ พ็อตเตอร์ หรือเป็นความรับผิดชอบของเขาเลย เพราะผู้เล่นพวกนี้ย้ายมาก่อน ตรงนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ควรได้เลือกหาผู้เล่นที่ต้องการเอง ดังนั้นการที่แฟนบอลบางส่วนทางโซเชี่ยล คอนเมนต์กันมาว่า ควรรีบปลด พ็อตเตอร์ ตั้งแต่ตอนนี้เลย แล้วใช้เวลาที่ฟุตบอลโลกกำลังเตะกันอยู่นั้น ไปสรรหาผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่มีประสบการณ์และแนวทางการบริหารดีกว่านี้ มันดูไม่แฟร์สักเท่าไร ในอีกทางเริ่มมีเสียงบ่นเสียดาย โธมัส ทูเคิ่ล ไม่น่ารีบร้อนปลดเลย น่าจะให้เวลาอีกสักหน่อย มันหาได้ง่ายซะเมื่อไรกัน กุนซือที่มาเพียงแค่ 4 เดือน แล้วพาทีมผงาดยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้จะมีความขัดแย้งกับ ท็อดด์ โบห์ลี่ เจ้าของทีมคนใหม่ แต่ก็ควรจะอดทนกันมากกว่านี้ ไม่ใช่ตัดสินกันง่ายๆ ด้วยข้ออ้างที่ว่านักเตะเริ่มหมดความเชื่อมั่นในตัวกุนซือและควบคุมห้องแต่งตัวไม่ได้ ประเด็นคือ โบห์ลี่ ไม่ค่อยพอใจ ทูเคิ่ล เท่าไรนัก ซึ่งดูเหมือนว่าจะพยายามพูดพาดพิงฝ่ายบริหารอีกครั้ง หลังจากที่โดนปลดจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงในกรณีที่คล้ายกันเลย นอกจากนี้ โบห์ลี่ ยังเคยพูดถึงโปรเจคต์ของตนอีกว่า คงไม่เหมือนกับสมัย โรมัน อบราโมวิช เจ้าของคนเดิมเรืองอำนาจ ที่เปลี่ยนกุนซือถี่ยิบ โดยไม่แคร์เลยว่า ใครพาทีมเป็นแชมป์บ้าง เขาอยากจะสร้างทีมระยะยาวมากกว่า เน้นความยั่งยืน ด้วยทีมงานที่มั่นคง เป็นพวกกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยไฟและพลังไอเดีย แน่นอนว่ายังไงก็ต้องการเวลา จะมาด่วนปลดแบบปุบปับเอาแบบใจร้อนเลยคงไม่ได้หรอก ในขณะเดียวกันแฟนบอลเชลซีก็ต้องรู้จักอดทนอดกลั้นกันบ้าง ควรเปิดใจให้ พ็อตเตอร์ อย่างน้อยให้ผ่านปีใหม่สักพัก แล้วค่อยมาตัดสินกันอีกที สำหรับ ทูเคิ่ล มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว จะมาพร่ำพูดว่าเสียดาย คงเปล่าประโยชน์ ไม่มีอะไรดีขึ้นแน่นอน ชีวิตมันต้องเดินหน้า อดีตมีไว้รำลึกและย้ำเตือนสิ่งที่เคยผิดพลาด ไม่ใช่พยายามไขว่คว้าไปหาอีก อาจเพราะความเคยชินในยุคก่อน ทำให้แฟนบอลเชลซีมักรอไม่ค่อยได้ ไม่แน่หรอกว่าการรอคอยอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ ----------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #การเดิมพันที่อันตราย ]

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอมรับอย่างแมนๆเลยว่า เบรนท์ฟอร์ดสมควรคว้า 3 คะแนนจากเอติฮัต สเตเดี้ยมอย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลย ต่อให้แมนฯซิตี้พับสนามโหมบุกใส่เป็นพายุบุแคม ครองบอลแทบจะฝ่ายเดียว แต่เมื่อไม่อาจหาทางเจาะเข้าไปได้ ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์ บอลยาวของ เบรนท์ฟอร์ด ที่ใช้โจมตี รวมทั้งการเล่นลูกเซ็ตพีซแบบมีคุณภาพตามที่ซักซ้อมกันมาอย่างดี กดดันเจ้าถิ่นได้อย่างมาก เป๊ป ชี้ว่านักเตะของเขาไม่อาจรับมือกับมันได้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ที่แมนฯซิตี้ต้องพ่ายเกมลีกคาบ้านตัวเอง หลังจากโดนสเปอร์สสอยดุเดือด 3-2 มันยากมากจริงๆที่จะมีสักทีมบุกมายัดเยียดความปราชัยให้ทัพเรือใบสีฟ้า ส่งผลให้แมนฯซิตี้สั่งลาเกมสุดท้ายในเบรกนี้ เพื่อหลีกทางให้ฟุตบอลโลก 2022 อย่างไม่ค่อยสวยงามเอาซะเลย พร้อมทั้งทิ้งความกังวลให้ เป๊ป พอสมควร เพราะมีนักเตะถึง 16 คนด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวหลักล้วนๆ ต้องไปรับใช้ชาติช่วงเวิลด์คัพฉบับตะวันออกกลาง ตัวเขาเองไม่อาจกำหนดอะไรได้เลย ลูกทีมบางคนอาจแบกอาการบาดเจ็บกลับมาด้วย จากการกรำศึกอย่างหนัก แทบไม่ได้หยุดพักฟื้นฟูร่างกายเลย ซึ่งมันคงยากมากๆที่ทุกคนจะคัมแบ็กแบบไม่มีรอยขีดข่วน แม้จะภาคภูมิใจที่นักเตะในทีม ได้สัมผัสบอลโลกแทบยกก๊วน แต่เมื่อมองอีกด้าน หากมีผู้เล่นไปกันน้อย คงเป็นประโยชน์กับแมนฯซิตี้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ดังนั้น เป๊ป จึงตั้งเป้าไว้ว่า ขอกอบโกยแต้มให้มากที่สุดก่อนฟุตบอลโลกจะเดินทางมาถึง ทว่าพรีเมียร์ลีกซึ่งขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งทุกอณู ไม่อนุญาตให้แมนฯซิตี้ไล่ล่าความสำเร็จอย่างสบายๆหรอก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเจออุปสรรคและความท้าทายต่างๆบนสองข้างทาง อย่าหวังเลยว่าจะปิดจ็อบกันง่ายๆ เหมือนเคยทำมาแล้วในลีกอื่น ช่วงที่เหลือของซีซั่น เป๊ป จึงมีการบ้านกองพะเนินให้ต้องสะสาง หากว่าปรารถนาป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกและสร้างประวัติศาสตร์ครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกครั้งแรก ในขณะเดียวกันบนความพ่ายแพ้ของแมนฯซิตี้ อาจทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษหวั่นไหวพอสมควรเลย เพราะคนที่มีบทบาทสำคัญทำให้มหาอำนาจอย่างซิตี้ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวคือ ไอแวน โทนี่ย์ หัวหอกของเบรนท์ฟอร์ด โทนี่ย์ โขก 1 ยิงอีก 1 เหมาเรียบวุธช่วยให้กองทัพผึ้งหามชัยชนะกลับลอนดอนอย่างใสสะอาดไร้ข้อกังขา ว่าไปแล้วมีโอกาสทองสำหรับทำแฮตทริกด้วยซ้ำ นั่นทำให้ยอดรวมนับเฉพาะในลีก โทนี่ย์ กดไปแล้ว 10 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ ต้องยอมรับว่าเจ๋งเลยทีเดียว สำหรับกองหน้าที่ไม่ได้อยู่ในโหมดถูกคาดหมายว่าจะเป็นลุ้นดาวยิงสูงสุด ประเด็นอยู่ที่หลังลั่นตาข่ายซิตี้ได้ เขาฉลองด้วยท่าหลับตาสองข้างและเอานิ้วอุดหูสองข้างเช่นกัน เหมือนต้องการส่งสารบางอย่างให้ใครบางคน เพราะเจ้าตัวไม่ยอมเปิดเผยถึงที่มาท่าดีใจนี้ จึงตีความได้สองแบบด้วยกัน อย่างแรกเลยก็คืออยากจะบอก แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ซึ่งไม่ยอมฟังเสียงเตือนใครต่อใครให้เรียกเขาติดธงลุยฟุตบอลโลก 2022 ด้วย ทั้งที่การันตีได้จากฟอร์มล่าสุด ซึ่งสมควรจะได้รับรางวัลบ้าง อย่างสองอาจเป็นไปได้ว่า ไม่อยากรับฟังข่าวสารอะไรทั้งสิ้น หลับหูหลับตาไว้แบบนี้ แล้วมุ่งมั่นกับการช่วยเบรนท์ฟอร์ดต่อไป พร้อมจะยิงประตูอย่างนี้ไม่มีแผ่ว แน่นอนว่าภาพของ โทนี่ย์ ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกระแสในโซเชี่ยล แฟนบอลมากมายแสดงความเห็นสารพัด ส่วนใหญ่ตั้งคำถามและตำหนิ เซาธ์เกต ที่มองข้ามได้อย่างไรกัน เขาให้สัมภาษณ์ไว้คล้ายว่าอยากจะบอกบางอย่างกับ เซาธ์เกต ด้วยเช่นกัน "ฟังให้ดีนะ สิ่งเดียวที่ผมต้องการทำก็คือช่วยสโมสรเท่านั้น มันน่าผิดหวังก็จริง แต่ผมจะไม่ปล่อยมันมาหลอกหลอนแน่นอน ผมเชื่อในศักยภาพตัวเอง" "ผมได้กำลังใจจากเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัว กำลังใจจากแฟนบอลด้วย ทำให้ผมตั้งใจอยากโชว์ผลงานให้เห็น" "ทีนี้เราได้รู้แล้วว่า แมนฯซิตี้ก็เป็นปุถุชนธรรมดานี่แหล่ะ แพ้เป็นเหมือนกัน เราสมควรได้ 3 คะแนนอย่างแท้จริง" โทนี่ย์ เพิ่งถูกเรียกติดทีมชาติเมื่อ 2 เดือนก่อน ในชุดสู้ศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกเจออิตาลีและเยอรมัน แต่เขาไม่ได้ลงเล่นสักวินาทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่น้อย จากนั้นดู โทนี่ย์ มุ่งมั่นตั้งใจมากๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าดีพอสำหรับการตัดตัวล็อตสุดท้าย ยังเหลือเวลาจะเร่งฟอร์มให้ทัน ก่อนจะผิดหวังอย่างที่เห็น ต้องยอมรับว่านับจาก เซาธ์เกต ประกาศรายชื่อ 26 แข้งทีมชาติอังกฤษ มีเสียงวิจารณ์ในเชิงต่อต้านไม่เห็นด้วยดังกระหึ่มเลย นอกเหนือจากเคสของ โทนี่ย์ ที่เขาตัดสินใจเลือก คัลลั่ม วิลสัน กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะคิดว่าเหมาะสมกว่า รวมทั้งเคยใช้งานมาก่อน ยังมีกรณี คัลวิน ฟิลลิปส์ และ ไคล์ วอล์คเกอร์ สองแข้งจากแมนฯซิตี้ ซึ่งอยู่ในอาการบาดเจ็บ สุ่มเสี่ยงมากๆจะฟื้นตัวไม่ทันในช่วงรอบแรก หรือหากหายทันจริง มันก็ยากมากๆที่จะมีความฟิตเต็มสูบมากพอสำหรับเล่นในเกมสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟิลลิปส์ ที่ในฤดูกาลนี้เล่นเป็นตัวสำรอง 3 เกมกับซิตี้ รวมแล้ว 13 นาทีเท่านั้นเอง ตรงนี้ไม่ใช่แค่แฟนบอลสงสัย แต่ทางฝั่ง รีซ เจมส์ ซึ่งอยู่ในลักษณะเดียวกับ 2 คนนี้ คือหมิ่นแหม่จะเล่นไม่ได้ ต้องลุ้นอย่างหนัก กลับไร้ชื่อเฉยเลย ทั้งที่ตัวเขาเองเชื่อว่าเรียกความฟิตทัน อายุก็ยังน้อย สภาพร่างกายดีมาตลอดและทำผลงานเยี่ยมให้เชลซี ก่อนบาดเจ็บ เจมส์ จึงมองว่าไม่แฟร์สักเท่าไรนัก รู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่เจ้านายเลือกตัวผู้เล่นแบบนี้ อย่างไรก็ตามในเมื่อ เซาธ์เกต ตัดสินใจแล้ว แม้จะต้องต่อสู้กับเสียงไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ เราคงไม่อาจพูดได้มากกว่านี้ ในเมื่อบทบาทของเขาคือผู้จัดการทีม มีอำนาจถูกต้องชอบธรรม แล้วสิ่งที่เขาเลือก จะพิพากษาเองว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าผลงานทีมชาติอังกฤษต่ำกว่าเป้าหมาย คงยากที่จะยืนหยัดอยู่บนหลังสิงโตคำรามต่อไป บางที ไอแวน โทนี่ย์ น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่อยากได้คำตอบให้เร็วที่สุด ไม่น้อยไปกว่าใครเลย -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ทำงานหนักต่อไปเดี๋ยวดีเอง ]

เชื่อกันว่าหลายคนน่าจะรออาร์เจนตินาประกาศรายชื่อขุนพล 26 คนสุดท้าย ลุยฟุตบอลโลก 2022 อย่างใจจดจ่อ ไม่ใช่ลุ้น ลิโอเนล เมสซี่ ติดหรือเปล่าหรอก อันนั้นมันยิ่งกว่านอนมาซะอีก ไม่มีอะไรชัวร์ไปกว่านี้อีกแล้ว ยังไงก็ได้สัมผัสเวิลด์ คัพสมัย 5 แต่ชื่อของ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ซึ่งพุ่งทะยานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดึงดูดกระแสความน่าสนใจไม่น้อยเลย จนหลายคนเชียร์ให้ ลิโอเนล สกาโลนี่ นายใหญ่ทัพฟ้าขาวหนีบไปกาตาร์ด้วย เขาอาจไร้ประสบการณ์ ผ่านเวทีใหญ่มาน้อยนิด ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่หัวใจที่กล้าหาญเกินวัย ถือเป็นธงนำที่ช่วยให้ก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ของแมนฯยูไนเต็ดสำเร็จ เอริก เทนฮาก มอบความไว้วางใจให้ การ์นาโช่ ออกสตาร์ตเลยในเกมยูฟ่า ยูโรปา ลีกที่ถล่มเชริฟฟ์ 3-0 แม้จะไม่ยิงประตูหรือแอสซิสต์เลย แต่โดดเด่นอย่างมาก เป็นอาวุธหลักโจมตีทางริมเส้นด้านซ้าย จากนั้นเกมชี้ชะตากับเรอัล โซเซียดาด ยังได้ไฟเขียวเช่นเคย ก่อนจะกดประตูชัยอย่างงดงาม ต่อให้ไม่ได้เข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม หลุดไปเล่นเพลย์ออฟ แต่มันคือการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขาจะได้เป็นตัวจริงเกมลีกนัดแรก ในการเยือนแอสตัน วิลล่า ผลการแข่งขันมันน่าผิดหวัง ทว่าสำหรับ การ์นาโช่ ไม่มีอะไรต้องตำหนิ กระทั่งล่าสุดลีกคัพล้างตาวิลล่าอีกยก ลุกมาจากม้านั่งสำรองมีเวลาราว 28 นาที ถือว่าไม่มากเลย แต่ลงมาเป็นจุดเปลี่ยน ทำคนเดียว 2 แอสซิสต์ โดยเฉพาะประตูที่ 4 ตอกฝาโลง วางยาวให้ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ เหยียดขาชาร์จอย่างเด็ดขาดมาก มาร์คัส แรชฟอร์ด อาจคว้า MOTM หรือแข้งยอดเยี่ยมประจำเกม แต่ต้องยอมรับว่า การ์นาโช่ ลงมาเพื่อขโมยซีนอย่างแท้จริง เกมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนอาร์เจนตินาจะเปิดเผยรายชื่อผู้เล่นสู้ศึกฟุตบอลโลกไม่ถึง 24 ชั่วโมงเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี เทนฮาก ให้สัมภาษณ์เหมือนต้องการจะปรามลูกทีมรายนี้ ไม่ให้หลงระเริงเกินไปนัก ชื่อเสียงมันมาเร็วเหลือเกิน จำต้องติดเบรกไว้บ้าง เขาเชื่อว่า การ์นาโช่ ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีก ซึ่งมันจริงอยู่แล้ว ด้วยวัยเพียงเท่านี้ ยังไงก็ต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาอีกมาก นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเอง เทนฮาก พยายามแนะนำให้รักษาระดับการทำงานเอาไว้ หมายความว่าเท่าที่ผ่านมา การ์นาโช่ โชว์ให้เห็นว่าทุ่มเทมากกว่าเดิม เพิ่มวินัยให้ตัวเอง ไม่ได้หย่อนยานเหมือนเมื่อก่อน "มีบางจุดที่เขาต้องปรับปรุง อย่างเก็บตกบอลจังหวะสอง อีกอย่างมันต้องขึ้นอยู่กับแนวทางและทัศนคติของเขาด้วย" จะเห็นว่า เทนฮาก ย้ำในเรื่องทัศนคติอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าสำคัญสุดๆสำหรับนักเตะวัยรุ่น ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว อาจอันตรายเหมือนดาบสองคมได้ หากไม่ระมัดระวังปล่อยไหลไปตามกระแสมากเกิน ในขณะเดียวกันมีนักข่าวตั้งข้อสังเกต จับใจความระหว่างบรรทัดที่ เทนฮาก ให้สัมภาษณ์เพิ่มเกี่ยวกับโอกาสของ การ์นาโช่ ที่จะถูกเลือกติดทัพฟ้าขาวไปเล่นฟุตบอลโลก ดูเหมือนกุนซือดัตช์ไม่อยากให้ลูกทีมมีชื่อสักเท่าไร โดยพยายามเลี่ยงแสดงความเห็นแบบตรงไปตรงมา อ้างว่าไม่ได้รู้จักทีมชาติอาร์เจนตินาขบวนนี้มากพอ แค่กระตุ้นลูกทีม อย่าไปวอกแวกกับสิ่งเร้ารอบข้างมากนัก เยือกเย็นนิ่งเงียบไว้ จะเป็นประโยชน์มากกว่า ไม่ว่าจะมีชื่อติดหรือโดนปฏิเสธ หัวใจหลักที่จะผลักดันให้ การ์นาโช่ ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงคือการทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าประเดี๋ยวประด๋าวแล้วเลิก ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยากจะประสบความสำเร็จ สังเกตว่า เทนฮาก ต้องการกระตุ้นสะกิดเตือนให้ การ์นาโช่ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ หลังจากมีข่าวว่าพฤติกรรมไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร มาประชุมสาย จงใจทำตัวเด่น จนโดนดร็อปไม่ได้เล่น 4 เกมแรกในช่วงปรีซีซั่น แต่ต้องยอมรับว่า การ์นาโช่ ไหวตัวได้เร็วมากๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองทันที ซ้อมให้หนักยิ่งขึ้น มาแต่วันเพื่อใช้เวลาเข้ายิมเร่งเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งว่าจ้างนักโภชนาการมาดูแลเรื่องอาหารการกินแบบสเปเชี่ยลด้วย การเริ่มต้นเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่อายุน้อยๆ จะทำให้เกิดความเคยชินและกลายเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำ หากรักษาให้ยั่งยืนได้ การ์นาโช่ มาถูกทางแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องน่าผิดหวัง เมื่อชื่อของเขาโดนปัดตกไป ไม่ได้เข้าร่วมสังฆกรรมฟุตบอลโลกในครั้งนี้ แต่ว่ากันตามตรงแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องมานั่งฟูมฟายเสียใจหรอก เพราะจริงๆแล้ว การ์นาโช่ ก็ไม่น่าจะมีชื่อ เพิ่งมีโอกาสสัมผัสเกมชุดใหญ่กับแมนฯยูไนเต็ดไม่กี่นัด ลงเล่นเป็นตัวจริงแค่ 3 เกมเท่านั้นในทุกรายการ หากติดไปด้วยก็คงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่ในเมื่อเขาเป็นผู้เล่นของแมนฯยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มเปรี้ยงในวัย 18 ปี ยังไงก็ต้องถูกแสงไฟสาดเข้าหาเป็นธรรมดา เข้าใจว่าก่อนหน้านี้ ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การ์นาโช่ มีรายชื่อเป็น 1 ใน 44 นักเตะอาร์เจนตินา ถูกทาง สกาโลนี่ เรียกไปฝึกซ้อม เตรียมความพร้อมสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก จากนั้นเมื่อตัดเหลือแค่ 33 คน เขาก็ยังมีเช่นเดิม แม้จะไม่ได้ลงเล่นเลยสักนาทีเดียว แต่การที่ได้กิน นอน ฝึกซ้อม สัมผัสบรรยากาศในแคมป์ทีมชาติ เรียนรู้สิ่งต่างๆจากพวกรุ่นพี่ ล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น อาจใช่ที่ว่า มันทำให้เขาวาดฝันไปไกลสำหรับโอกาสการมีชื่อไปเล่นฟุตบอลโลก พอถูกปฏิเสธก็ย่อมผิดหวังบ้าง นั่นไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรหรอก หลังสลัดความเศร้าได้แล้ว สิ่งที่เขาต้องทำคือ ลุกขึ้นมาเดินหน้าต่อไป ไม่มีอะไรต้องน่าเสียใจ อายุเพิ่ง 18 ปีเท่านั้น หากยังรักษาผลงานได้ตามมาตรฐาน เดี๋ยว 4 ปีข้างหน้า ก็มีชื่ออยู่ดี ไม่แน่ว่าอาจยกระดับเป็นซูเปอร์สตาร์แล้วก็ได้ ถ้าคุณดีพอ ไม่มีอะไรมาขัดขวางได้อย่างเด็ดขาด ตอนนี้แทบทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การ์นาโช่ เองทั้งสิ้น เหมือนที่ เทนฮาก พร่ำบอกออกสื่อนั่นเลย ขยัน บากบั่น หมั่นเพียร เรียนรู้ตลอดเวลา หากไม่โชคร้ายจนเกินไป ประตูสู่การเป็นดาวดังจะเปิดต้อนรับเอง แทบไม่ต้องขวนขวายอะไรเลย เมื่อวันนั้นมาถึง การ์นาโช่ จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้เอง ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แค่คุณเปลี่ยนโลกก็เปิด ]

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 เจมส์ แมดดิสัน ในวัย 16 ปียังเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมและถูกดันมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่โคเวนทรี สโมสรบ้านเกิดซึ่งเข้ามาอยู่ในทีมเยาวชนตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ ในคลาสวันหนึ่ง ครูผู้สอนบอกว่าโอกาสที่ใครสักคนจะเป็นนักเตะอาชีพที่ประสบความสำเร็จได้คือ 1 ใน 1,000,000 หมายความว่ายากแสนยากที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น แมดดิสัน เลยบอกกับครูไปว่า เขานี่แหล่ะจะเป็น 1 ในล้านที่ว่าให้ดู ฟังแล้วเหมือนโอ้อวดโอหังไม่มีผิด แต่เขากลับทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา จริงๆหากใครรู้จักหรือใกล้ชิด แมดดิสัน ไม่มีทางแปลกใจหรอกที่เขาจะพูดในลักษณะนี้ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นพวกจอมโวอยู่แล้ว อาจไม่เป็นที่ถูกใจเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามเขามักทำในสิ่งที่พูดไว้ได้เสมอ อย่างเช่นโปรโมตขึ้นสู่ชุดใหญ่โคเวนทรีด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี ถูกยกย่องในฐานะเด็กมหัศจรรย์ เป็นที่จับตามองอย่างมาก แสงไฟส่องมาสมใจนึก จากนั้นก็ได้รับสัญญาเป็นแข้งอาชีพอย่างทางการ หากรักษาเนื้อตัวดีๆ ทั้งชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศต่างๆ ย่อมหลั่งไหลมาหาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แม้จะมีช่วงสะดุด เพราะเกิดบาดเจ็บบริเวนแผ่นหลัง แต่เมื่อหายกลับมาแล้ว ยังคงรักษามาตรฐานผลงานได้โดดเด่นไม่เปลี่ยนเลย โดยเฉพาะบทบาทเพลย์เมคเกอร์คอยปั้นเกม ตลาดมกราคม 2016 ลิเวอร์พูลที่เพิ่งได้ เจอร์เก้น คล็อปป์ มาคุมทีมไม่นานนัก อยากได้แบบจริงจัง ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเข้ามา ขณะเดียวกันนอริช ซิตี้ ทีมดังแห่งอีสต์ แองเกลียก็เข้ามาแจมด้วย หลังจากตามส่องฟอร์มมาตลอด เห็นแววเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าน่าสนใจ อยากได้ไปร่วมทีมจริงๆ ก่อน แมดดิสัน จะตัดสินใจเลือกนอริช พร้อมเหตุผลเบสิก นั่นคือโอกาสได้ลงเล่นหรือแจ้งเกิดเร็วขึ้นมีสูงกว่าการย้ายไปเล่นในสโมสรระดับท็อป ซึ่งช่วงแรกอาจต้องลงไปปักหลักในทีมสำรองก่อน อย่างไรก็ดีมีเสียงซุบซิบจากคนใกล้ตัวว่า แท้จริงแล้ว แมดดิสัน เป็นสาวกแมนฯยูไนเต็ดตอนเด็กๆ หลักฐานคือชอบใส่เสื้อทีมนี้ อีกทั้งยังมีคลิปที่เขาเล่นบอลในสวน โดยสวมยูนิฟอร์มชัดเจน เพราะสมาชิกในครอบครัวบางคนเป็นเร้ด อาร์มี่ ตัวเขาเองก็เลยได้รับการถ่ายทอดแบบรุ่นสู่รุ่น ช่วงดังกล่าวที่เติบโตมาแมนฯยูไนเต็ดคือทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ น่าติดตามเชียร์มาก แต่การเลือกนกขมิ้นเหลืองอ่อน น่าจะเป็นการตัดสินใจถูกต้อง อย่างน้อยมีโอกาสและเวทีให้ได้พิสูจน์ฝีเท้า ซึ่งตรงนั้นสำคัญกับพวกดาวรุ่งที่ต้องการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ขาดจังหวะจนเสียอนาคต กระนั้นชื่อเสียงและเงินทองมันคือสองสิ่งที่ยั่วยวน อีกทั้งสามารถเปลี่ยนคนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อยังเป็นวัยรุ่นขาดวุฒิภาวะ ช่วงครึ่งแรกของซีซั่น 2016/17 แมดดิสัน ในวัยเพียงแค่ 20 ปีถูกนอริชส่งไปให้อเบอร์ดีนยืมใช้งาน เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์สั้นๆและลีกสก็อตแลนด์น่าจะหล่อหลอมให้แกร่งยิ่งขึ้น ที่นั่นเขาเป็นเหมือนดาวดังเลย แฟนบอลต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งความคาดหวังว่าจะมาช่วยยกระดับผลงานให้ดีกว่าเดิม คืนหนึ่งเขาไปเที่ยวในผับกับเพื่อน ดื่มไปสักพักน่าจะเมาพอสมควร แล้วมีเรื่องโต้เถียงกับชายแปลกหน้า ก่อนจะข่มใส่ด้วยคำพูดว่า ตัวเองได้เงินค่าจ้าง 7,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เล่นบอลแค่เดือนเดียวมากกว่าคู่กรณีทำงานทั้งปีแล้ว จากนั้นเพื่อนที่มาด้วยกัน ก็เลยสวนกลับไปเลยว่า ไม่รู้จักนักฟุตบอลดังของทีมประจำเมืองหรือไง ก่อนที่จะต่อยเข้าที่หน้าเต็มๆ ซึ่งภายหลังต้องขึ้นศาลว่าความกันด้วย ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์เป็นชุดๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยตอนที่เรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผย เป็นช่วงที่ แมดดิสัน ย้ายไปเลสเตอร์เรียบร้อย นี่คืออีกครั้งที่สะท้อนถึงนิสัยส่วนตัวชอบโอ้อวดของ แมดดิสัน ซึ่งมันทำให้ผู้จัดการทีม ต้องคอยจับตาเรื่องทัศนคติ ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาตามมาได้เลย ผลงานของเขากับอเบอร์ดีนถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ 2 ประตู 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกมลีกทั้งหมด 14 นัด ตอกย้ำความเป็นเพลย์เมคเกอร์อย่างแท้จริง สร้างโอกาสนำไปสู่การได้ประตูเฉียบขาดมาก พอปี 2018 เขาย้ายมาเลสเตอร์ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ เป็นดีลที่มีมูลค่าสูงมากๆ แต่ทางผู้บริหารจิ้งจอกสยามเชื่อว่าจะมาช่วยสร้างมิติในเกมรุก รวมทั้งสนับสนุนการถล่มประตูของ เจมี่ วาร์ดี้ จุดแข็งของ แมดดิสัน คือการเปิดบอลอันแม่นยำ ทั้งลูกยาวและสั้น ผ่านบอลเข้าเขตอันตรายได้ลุ้น ยิงไกลก็ไม่ธรรมดา รวมถึงอ็อปชั่นลูกฟรีคิกอีกด้วย เขาเข้ามาเป็นหนึ่งในแกนหลัก จนกระทั่งปี 2020 เลสเตอร์รีบจับขยายสัญญา เพราะเริ่มโดนทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีกมาตามจีบมากยิ่งขึ้น โดยยอมจ่ายค่าจ้างวีกละราว 110,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สูงเป็นลำดับสองรองจาก วาร์ดี้ เลยทีเดียว แน่นอนว่าทั้งชื่อเสียงเงินทอง แมดดิสัน ได้สัมผัสอย่างที่หวังแล้ว สิ่งที่เขาเคยบอกไว้เหมือนโอ้อวด อาจฟังดูน่าหมั่นไส้ แต่ว่าฝ่าฟันไปถึงเป้าหมายสำเร็จ แต่นั่นก็ทำให้ แมดดิสัน ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อรวมหัวกับ แจ็ค กรีลิช เพื่อนสนิทนอกสนามและ เดเล่ อัลลี่ ซึ่งอยู่ในก๊วนเดียวกันอีกคน หากดูรูปต่างๆที่โพสต์ตามโซเชี่ยล จะพอรู้ถึงไลฟ์สไตล์ของ แมดดิสัน ว่าชอบปาร์ตี้ รักความสนุก แต่งกายแบบล้ำสมัยด้วยแบรนด์เนมชั้นนำ นั่นทำให้หลายคนเริ่มห่วงพฤติกรรมของเขา เพราะฤดูกาล 2019/20 และ 2020/21 บาดเจ็บรวมทั้งหมด 9 ครั้งด้วยกัน ร่างกายเริ่มฟ้องแล้วว่า ต้องเพลาๆลงบ้าง ไม่อย่างนั้นอายุการใช้งานไม่ยืดแน่ ผลกระทบที่ตามมาก็คือ แมดดิสัน ต้องโดนหั่นชื่อทิ้งจากทีมชาติอังกฤษชุดสู้ศึกยูโร 2020 แม้จะได้โควต้าเฉพาะกิจ 26 คนก็ตาม หลายคนเสียดายเขา แต่ว่า เซาธ์เกต ก็มีเหตุผลมากพอเช่นกัน อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฤดูกาลนี้แม้ผลงานของเลสเตอร์จะน่าผิดหวังในช่วงแรก จมอยู่ท้ายตาราง แต่ผลงานส่วนตัวไม่ได้ดร็อปตามด้วย 2 แอสซิสต์จากเกมเชือดเอฟเวอร์ตันในลีกล่าสุด ถือว่าสำคัญมากๆ น่าจะเข้าตา เซาธ์เกต ก่อนจะตัดสินใจใส่ชื่อ แมดดิสัน ไว้ในสารบบฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย เขามีในสิ่งที่เพื่อนร่วมทีมไม่มี ความพิเศษต่างๆนี่แหล่ะ หากงัดออกมาใช้ได้จริง จะช่วยขับให้เด่นยิ่งขึ้นอีก หลังจากผิดหวังมาก่อน ไม่ผิดนักหรอกหากจะบอกว่านี่คือวันของเขา ถึงเวลาจะได้โชว์บ้างแล้ว ขอแค่มุ่งมั่นตั้งใจอย่างจริงจัง โฟกัสฟุตบอลเป็นหลัก สมาธิไม่วอกแวกกับสิ่งเร้ารอบข้าง แมดดิสัน จะกลายเป็นสตาร์เต็มตัวไม่ยากเลย ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #12นาทีในฤดูกาลนี้ ]

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแฟนบอลแมนฯซิตี้ คาดหวังอะไรจาก คัลวิน ฟิลลิปส์ กันบ้าง ซัมเมอร์ที่ผ่านมา พอรู้ข่าวซิตี้ยอมจ่ายค่าตัวราว 42 ล้านปอนด์ มีเสียงวิจารณ์ในทำนองว่าราคานี้โอเคเลยทีเดียว ไม่ได้แพงโอเวอร์ เพราะปกตินักเตะอังกฤษจะมูลค่าสูงอยู่แล้ว ยิ่งพวกติดทีมชาติด้วยพุ่งกระฉูดจริง เชื่อกันว่า ฟิลลิปส์ มาทดแทนตำแหน่ง แฟร์นันดินโญ่ มิดฟิลด์รุ่นลายคราม ซึ่งย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดเรียบร้อย อีกทั้งคอยมาสนับสนุนและสลับกับ โรดรี้ แต่ก่อนย้ายมาเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานพักใหญ่เลย พอเยียวยาจนหายดี คัมแบ็กไม่นานนักก็ขึ้นเตียงพยาบาลอีกรอบ ฟิลลิปส์ ลงเล่นให้แมนฯซิตี้ 3 เกม เป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 และพรีเมียร์ลีกอีก 1 โดยเป็นสำรองทั้งหมด รวมทั้งสิ้นเพียงแค่ 13 นาทีเท่านั้นเอง เรียกว่าน้อยสุดๆ แทบไม่มีบทบาทได้โชว์ความสามารถอะไรเลย ช่วงปลายเดือนกันยายนมีรายงานว่า เขาบาดเจ็บหัวไหล่หนักหนาไม่น้อย จนต้องเข้ารับการผ่าตัดพักพอสมควร สาวกแมนฯซิตี้หลายต่อหลายคน แทบจะลืมชื่อ ฟิลลิปส์ ไปแล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากย้ายมาแล้วแทบไม่ได้เล่น อีกส่วนคงเป็นผลงานระดับมาตรฐานเดิมในแผงมิดฟิลด์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก โรดรี้ หรือ อิลคาย กุนโดกัน ในฐานะมิดฟิลด์ตัวกลาง ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนได้อย่างดี ไม่ได้มีปัญหาติดขัดอะไรจนถึงขนาดต้องเรียกร้องหา ฟิลลิปส์ แล้วช่วงท้ายซีซั่นที่แล้ว หลังฟื้นจากอาการเจ็บกลับมาเล่นช่วยลีดส์ ยูไนเต็ดไหว ฟอร์มก็ดร็อปอย่างน่าตกใจอีกด้วย ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นเสาหลักไว้ให้เพื่อนๆคอยยึดเกาะเหมือนอย่างเคย เชื่อกันว่านี่คือนักเตะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า น่าจะเคาะเลือกเอง ผ่านการกลั่นกรองกับทีมงาน โดยเฉพาะผู้อำนวยการกีฬา ซิกิ เบกิริสไตน์ คู่หูที่รู้ใจกันมานาน อย่างน้อยต้องมองเห็นคุณสมบัติของ ฟิลลิปส์ น่าจะดีพอสำหรับมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป สร้างความสมดุลให้กับแมนฯซิตี้ได้เลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมจ่ายเฉียด 50 ล้านปอนด์แน่ๆ เพราะช่วงพีกกับลีดส์ ยูไนเต็ด ถูกยกย่องอย่างมากว่าเป็นกองกลางครบเครื่องคนหนึ่ง รวมถึงผูกขาดประจำในทีมชาติอังกฤษ จับคู่ เดแคลน ไรซ์ อย่างลงตัว ตามด้วยเป็นเป้าหมายของบรรดายักษ์ใหญ่ที่พร้อมยื่นข้อเสนอมาให้ ฟิลลิปส์ ถูกโยงทั้งเชลซี , แมนฯยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล เพราะสามยักษ์ใหญ่ ต่างกำลังมองหากองกลางเกรดพรีเมี่ยมพอดี แต่สุดท้ายเหมือนอย่างเคย พระเอกอย่างแมนฯซิตี้คล้ายในละครทีวี ไม่ต้องสร้างข่าวอะไรมากมาย ก่อนจะกลายร่างเป็นตาอยู่โฉบเอาพุงปลาไปกิน แต่ด้วยระบบการเล่นแบบ เป๊ป ซึ่งเราต่างก็เห็นกันมาตลอด ส่วนมากยึดมิดฟิลด์เชิงรับหรือเล่นในตำแหน่งเบอร์ 6 แค่คนเดียวเท่านั้น โรดรี้ คือคนที่รับผิดชอบตรงนี้ ฉะนั้นคงไม่ง่ายนักที่ ฟิลลิปส์ จะมาเบียดแทรกได้ในเกมสำคัญ ยกเว้นลงเล่นพร้อมกัน ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับแท็คติกของ เป๊ป อยู่ดีนั่นแหล่ะ อีกทั้ง ฟิลลิปส์ ไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องเกมรุกเท่าไรนัก เป็นประเภทตัวเชื่อมเกมมากกว่า เน้นเล่นรับ ช่วยงานแผงหลังปัดกวาดให้ก่อน เหตุผลที่ยึดตำแหน่งในทีมชาติอังกฤษได้ น่าจะมาจาก แกเร็ธ เซาธ์เกต มีสไตล์รัดกุม เน้นความชัวร์ไว้ก่อน กองกลางเบอร์ 6 ต้องมีสองคนช่วยกัน อาจโดนนินทาว่าน่าเบื่อ แต่ตราบเท่าที่ยังชนะเรื่อยๆก็ไร้ปัญหา อย่างไรก็ตามเคสของ ฟิลลิปส์ ยังไม่อาจบอกได้ว่าล้มเหลวกับแมนฯซิตี้ เพราะมีอาการบาดเจ็บมาคั่นจังหวะ เล่นไปแค่สิบนาทีเศษๆ คงชี้วัดอะไรไม่ได้หรอก เพียงแต่มุมมองของแฟนบอลซิตี้ คงเริ่มรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ซื้อมาแล้วแทบไม่ได้ใช้งานเลย ไม่ต้องถามหาความคุ้มค่าหรอก มีแต่คำถามที่วนเวียนในหัวว่าตกลงแล้ว ก่อนซื้อมาได้เช็คร่างกายละเอียดแค่ไหนกัน ต้องไม่ลืมว่าดีล แจ็ค กรีลิช ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ ผลงานของแข้งทีมชาติอังกฤษผู้มีค่าตัว 100 ล้านปอนด์ แทบไม่ได้สนองตอบความคุ้มค่าเลย กลายเป็นเพียงแค่อะไหล่ธรรมดา เปลี่ยนลงมาก็ไม่ได้สร้างความแตกต่าง ดีหน่อยตรงที่ผลงานของซิตี้คงเส้นคงวา ไม่ค่อยแผ่วหรือสะดุดเท่าไรนัก เพราะไม่อย่างนั้น กรีลิช จะโดนจ้องจับผิดมากกว่านี้อีก ส่วน ฟิลลิปส์ ซึ่งเวลานี้กำลังเร่งเรียกความฟิตอย่างเต็มสูบ ด้วยความหวังที่ว่าจะมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่กาตาร์ให้ได้ ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าหาก ฟิลลิปส์ ผ่านการคัดเลือกจาก แกเร็ธ เซาธ์เกต จริงขึ้นมา อาจต้องเจอกับเสียงครหาอย่างเลี่ยงไม่ได้เลย ผลงานในฤดูกาลนี้ไม่มีสักนิด แล้วจะติดไปได้อย่างไรกัน แต่นี่มันเป็นเรื่องความรู้สึกของแฟนบอลฝ่ายเดียว คนที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นเด็ดขาดคือ เซาธ์เกต ซึ่งคงไม่ได้นำเรื่องฟอร์มในเวลานี้มาเป็นน้ำหนักตวงชั่งอย่างเดียวหรอก ว่ากันแบบไม่ต้องอ้อมค้อม เขาคงเลือกนักเตะที่ไว้ใจได้ก่อน ใครที่เคยใช้งานมาแล้วน่าพอใจ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ไม่ต้องพร่ำสอนมาก แค่มองตาก็รู้แล้วว่าเจ้านายต้องการแบบไหน นี่ต่างหากสำคัญกว่า มันเหมือน ติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิล ซึ่งเจอถล่มหนัก เพราะปฏิเสธ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นแหล่ะ เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเชื่อมั่นในวิธีการของตัวเอง รวมทั้งรู้จักศักยภาพนักเตะที่จะใช้งานตามระบบที่วางเอาไว้ วันพฤหัสบดีนี้แล้ว เซาธ์เกต จะประกาศรายชื่อ 26 ขุนพลชุดสู้ศึกเวิลด์ คัพฉบับพิสดาร ฟิลลิปส์ คือหนึ่งในแข้งลุ้นหนักว่า จะผ่านตะแกรงกลั่นกรองหลุดลอดมาได้หรือเปล่า และหากฝ่าด่านสำคัญมาได้สำเร็จ ย่อมหนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์และคอนเมนต์ต่างๆมากมาย เพราะเขาลงเล่นให้แมนฯซิตี้ในฤดูกาลนี้แค่ 12 นาทีเท่านั้น แต่กลับมีชื่อเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ดังนั้นเชื่อเถอะว่า 26 คนสุดท้ายของทีมชาติอังกฤษ ย่อมต้องมีดราม่าตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย รับรองว่าได้เก็บมานั่งคุยกันยาวๆเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117