breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ดั๊นทะลึ่งเปลี่ยนพร้อมกัน ...

อยู่ดีๆ ฤดูกาลของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็โชว์ความสนุกและน่าสนใจตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยนะครับ ... กับข่าวคราวที่ออกมาตั้งแต่ก่อนปิดฤดูกาลในปีที่ผ่านมากับตำแหน่งกุนซือของ 3 ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทั้งสามนี้แตกต่างกันนะ ... ? “ปีศาจแดง” กุนซือคนเก่าอย่าง เซอร์อเล็กส์ เฟอร์กูสัน จากทีมไปอย่างยิ่งใหญ่ และแฟนๆโห่ร้องตะโกนให้เกียรติแบบหาที่สุดไม่ได้กับบรมกุนซือชาวสก็อตรายนี้ .... และ คนที่เข้ามาแทนที่ อย่าง เดวิด มอยส์ เหล่าสาวก “เร้ด เดวิลส์” ก็ไม่ได้เคลือบแคลงใจอะไร เนื่องจากว่า มอยส์ มีแบ๊คอัพชั้นดี .... จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ป๋าเฟอกี้” นั่นแหละ ที่ก่อนออกแกเล่นประกาศซะว่า “ไม่ว่าใครคือผู้จัดการทีมคนใหม่ ผมขอให้คุณเชื่อใจเขา”แล้วแบบนี้ “เร้ด เดวิลส์” ตนไหนจะกล้าหือละครับ ! ถัดมา “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่ ราฟา เบนิเตซ ตัดสินใจออกไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ทราบจริงๆว่าทำไม แฟนๆ “สิงห์บูลส์” ถึงได้จงเกลียดจงชังขนาดนั้น ... เอ .... ผมก็ไม่ได้ไปประจำที่ ลอนดอน ซะด้วยสิ ตื้นลึกหนาบางผมไม่รู้อะไรหรอก เพียงแต่ว่าในรายนี้ ราฟา ถูกตัดสินแบบไร้ความยุติธรรมไปหน่อย แต่สิ่งที่แฟนๆ “สิงห์บูลส์” ทำนั้นกลับกลายเป็นว่าได้ “แรร์ไอเท็ม” กลับมาอีกครั้ง ... โจเซ่ มูรินโญ่ บอสใหญ่ชาว โปรตุกีซ หวนคืนสู่ถิ่นเก่ารังนอนที่คุ้นเคย .... เล่นเอาแฟนๆเชลซี น้ำตาจะไหล ..... ขอแชร์นะค่ะ กันเลยทีเดียว ส่วนสุดท้ายนั้น “เรือใบสีฟ้า” ที่ทะลึ่งปลด โรแบร์โต้ มันชินี่ ออกไปแบบอารมณ์ประมาณว่า .... คว้าแชมป์แล้วไง ? ทำดีมาก็หลายครั้งหลายหน แต่ดั๊นไปคว้า “แชมป์ว่าว” เพียงฤดูกาลเดียว ก็โดนถีบออกซะงั้น ... แหม่ สงสัยผู้บริหารเรือคงจะไม่รู้จักคำว่า “โอกาส” ซะละมั้งครับ มานูเอล เปเยกรินี่ คือคนที่เข้ามาแทน กุนซือชาวชิลี คนนี้ไม่ธรรมดานะครับ สมัยเค้าคุม รีล มาดริด เขาทำคะแนนกับทีม ราชัน ได้มากถึง 96 แต้มเลยนะเอ้อ .... ถึงแม้จะไม่ได้แชมป์ก็เถอะแต่เขาก็เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับ ราชัน ด้วยการทำแต้มมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยนะครับ ผมคงได้แต่เพียงเกริ่นๆ ถึงอดีตและปัจจุบันของสามทีมใหญ่ให้ได้ฟัง ความเป็นมาที่ทั้งสามทีมดันเปลี่ยน ผู้จัดการทีมพร้อมกัน เริ่มต้นยุคใหม่กับคนใหม่พร้อมกันเท่านั้นเอง .... แน่นอน ดีกรีของผู้ที่เข้ามาแทนแต่ละคนนั้น “ยาก” ที่จะพลาดหลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ไป แต่ก็ใช่ว่าจะนอนมา เพราะการเปลี่ยนผู้จัดการทีม นั้นต้องปรับจูนกับเหล่านักเตะภายในทีมพอสมควร .... ดีไม่ดี เผลอๆหน่อย กุนซืออย่าง อาแซน เวนเกอร์ ที่กลายเป็นผู้จัดการทีมที่อยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้าอยู่ในตอนนี้ อาจจะจ้องฉกถ้วย พรีเมียร์ลีก ไปครองก็ได้นะเอ้อใครจะไปรู้…เค.เค.

หากต้องการแชมป์ ย้ายเถอะครับ ..

จากหัวข้อหลายๆคนอาจจะคิดว่า เอ๊ะ !? นี่มันเกี่ยวกับดาวรุ่งทั้งหลายแหล่ ที่โดนทีมใหญ่ๆจ้องตาเป็นมันอยู่รึเปล่า ไม่ใช่ครับ ….. ที่ผมหมายถึงอยู่ตอนนี้คืออดีตทีม "ไร้พ่าย" แห่งเกาะอังกฤษอย่างอาร์เซน่อล … จากประสบการณ์การดูฟุตบอลของผมที่ผ่านมา ทีมชุดไร้พ่ายของไอ้ปืนใหญ่ในปี 2003-2004 ครานั้น เป็นอะไรที่เหนือชั้นเป็นอย่างมาก สไตล์การเล่นที่ลงตัวการผสมผสานของ 3 แนวรุก เธียรี่ อองรี, โรแบร์ ปิเรส, เฟดริค ลุงเบิร์ก แนวรับมีโคตรกองหลังอย่าง โซล แคมป์เบล และ โคโล่ ตูเร่ บัญชาการ และมีศูนย์รวมใจเป็นหนึ่งที่กลางสนามอย่าง ปาทริก วิเอร่า แต่ทว่าตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้วจากหน้ามือ …. เป็นหลัง "ตีน" เลยก็ว่าได้นะครับ จากทีมที่ลุ้นแชมป์สนุกกับ "ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด มีลุ้นถ้วยทุกถ้วยในทุกฤดูกาล มาปัจจุบันนี้ ทุกฤดูกาลผ่านไปขอให้ติด 1 ใน 4 ที่ได้ไปเล่นแชมป์เปี้ยนส์ลีกก็พอแล้ว..... แชมป์ล่าสุดของพวกเขาคือแชมป์รายการเอฟเอ คัพ ในปี 2005 ด้วยการดวลเป้าเอาชนะคู่ปรับอย่างแมนฯยูไนเต็ดไปได้ และหลังจากนั้นยุคเรืองรองของอาเซน่อล ก็ปิดฉากลงไป ซึ่งผ่านมาตอนนี้ถึง 8 ปีที่ไม่เคยสัมผัสแชมป์ใดๆอาจจะเรียกได้เต็มปากเลยว่า ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ เหล่านักเตะในทีมที่ต้องการสัมผัสโทรฟี่ ต่างทะยอยย้ายออกไปแบบต้องย้าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางด้านค่าเหนื่อยที่อาร์เซน่อลเป็นทีมใหญ่ก็จริง แต่เพดานค่าเหนื่อยนักฟุตบอลกลับไม่ได้สูงตาม ปัญหาจากการอิ่มตัวของผู้เล่นบางคน หรืออย่างปัจจุบันคือปัญหานักเตะเล่นมานานแล้วไม่ได้แชมป์ จึงต้องย้าย พูดง่ายๆคือในอาชีพนักฟุตบอล เป็นเรื่องธรรมดาละครับว่า ขอสัมผัสโทรฟี่อะไรบ้างเถอะในชีวิต ผู้ที่ตัดสินใจย้ายออกไปกลับกลายเป็นผู้ที่คิดถูก ยกตัวอย่างง่ายๆ แอชลี่ย์ โคล ที่ย้ายไปคู่ปรับร่วมเมืองลอนดอนอย่าง เชลซี ประสบความสำเร็จมากมายคว้าแชมป์ทุกรายครบหมดแล้วโดยเฉพาะแชมป์ยุโรป ที่วิงแบ๊คสัญชาติอังกฤษผู้นี้คว้ามาครอบครองได้เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง ….. ในใจของ โคล ยังคงรักอาร์เซน่อล อยู่เสมอนะครับ เขาเป็นนักเตะฝึกหัดของอาร์เซน่อลมาตั้งแต่แบเบาะ แต่ทว่าเจ้าตัวตัดสินใจย้ายออกไปเนื่องจากว่าเขาคิดว่าตนเอง ไม่ได้รับความยุติธรรมจากสโมสร โคล ทุ่มเทมากกับอาเซน่อล เล่นแบบยอมพลีกายถวายหัวให้แก่ต้นสังกัด แต่เมื่อเขาขอต่อสัญญาเพิ่มค่าเหนื่อย สโมสรกลับบอกปัดแบบไร้เยื่อใย ….. อารมณ์ชั่ววูบครับ อารมณ์น้อยใจมันต้องมีมาแน่นอน ผนวกกับตอนนั้นเชลซีตกถังข้าวสารพอดี เลยประจวบเหมาะ …. ไม่ใช่แค่ โคล คนเดียวนะครับที่ย้ายออกไปแล้วประสบความสำเร็จ แต่เกือบทุกคน ….. อาจจะทุกคนด้วยซ้ำที่ย้ายออกไปแล้วได้ดิบได้ดี … ผู้เล่นอย่าง เธียรี่ อองรี, เชส ฟาเบรกัส, โคโล่ ตูเร่, ปาทริก วิเอร่า คงไม่ต้องสาธยายมากว่าย้ายออกไปแล้วเป็นยังไง แต่ผู้เล่นอย่าง อเล็กซานเดอร์ เคล็บ ที่ย้ายไปบาซ่า แน่นอนว่าบาซ่าทีมใหญ่ แชมป์คงไม่ไปไหน แต่ครับแต่ แต่เคล็บย้ายกลับมาอังกฤษกับเบอร์มิ่งแฮม และในปีที่เขาย้ายมาอังกฤษอีกครั้ง …. เบอร์มิ่งแฮมคว้าแชมป์ลีกคัพ หรืออย่าง ลาสซาน่า ดิยาร่า ที่เคยอยู่กับอาร์เซน่อลในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไม่ได้รับโอกาส … พอย้ายไปปอธสมัธ เท่านั้นแหละ เป็นตัวหลักพาทีม "เดอะ ปอมปีย์" ผงาดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพไปนอนกอดเล่นสบายใจ อะไรที่ทำให้อาร์เซน่อล ห่างหายจากการคว้าแชมป์ไปนาน ….. การใช้ระบบเดิมคือปั้นดาวรุ่งขึ้นมาเพียงอย่างเดียว มันยังใช้ได้อีกเหรอในยุคนี้ ? คงต้องลองกลับมามองดูตัวเองบ้างแล้วล่ะครับ ขนาดแมนฯยูไนเต็ด ที่ว่าปั้นเด็กเยอะๆน่ะ เขายังทุ่มซื้อตัวดีๆมาเล่นผสมผสานกับดาวรุ่งเพื่อต่อยอดไม่รู้กี่ร้อยล้าน …...เค.เค.

กินบุญเก่า .... เอาตัวไม่รอด

เมื่อพูดถึงทีมที่มีชื่อชั้นและดีกรีไม่เป็นรองใคร ..... แต่ทำผลงานในฤดูกาลนี้ได้อย่างยอดแย่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษในฤดูกาลนี้ คงต้องยกให้แก่ทีม “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ..... ที่ดิ้นรนหนีตกชั้นไปได้แบบหวุดหวิด ทำไม เกิดอะไรขึ้นกับทีมจากแดนอีสานของอังกฤษทีมนี้ .... ทั้งๆที่ตัวผู้เล่นหลักๆที่โชว์ฟอร์มได้อย่างดีในปีที่แล้วก็อยู่กันครบทุกคน .... และกุนซือผมขาว อย่าง อลัน พาร์ดิว ที่พานิวคาสเซิ่ล กลับมาผงาดง้ำค้ำพรีเมียร์ลีกอีกครั้งก็ยังอยู่สานงานสานการทีมอยู่ หากเรามองย้อนกลับไปถึงฤดูกาล 2011/12 ที่เหล่าขุนพล “เดอะ แม็กไพร์” ทำเอาไว้ด้วยการจบอันดับที่ 5 ของฤดูกาลโดยมีอันดับเหนือกว่า เชลซี และมีคะแนนตามหลังอันดับที่ 4 เพียง 4 คะแนนเท่านั้น ทำให้หลายคนคิดว่า เอาล่ะ ... ฤดูกาลนี้ นิวคาสเซิ่ล มาแน่ๆเว้ย ..... ยิ่งเปิดหัวมาในฤดูกาลใหม่ “สาลิกาดง” โชว์ฟอร์มอันเร้าร้อนทันทีด้วยการเอาชนะ สเปอร์ส ไปได้ 2-1 ยิ่งแสดงถึงความมั่นใจให้เหล่าสาวกยังถิ่น เซ้น เจมส์ พาร์ค ว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี และนิวคาสเซิ่ล อาจจะผงาดมาอีกครั้งเหมือนที่ เควิน คีแกนเคยทำไว้ แต่ไม่ใช่แบบนั้น.. ภายหลังจากที่ชนะนัดแรก ฟอร์มของนิวคาสเซิ่ลก็ลุ่มๆดอนๆ เสมอบ้าง แพ้บ้าง ..... ไม่เป็นอย่างที่ใครหลายคนคาดหวังเอาไว้ ซึ่งฟอร์มอันไม่แน่นอนแบบนี้ .... หาจุดเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆยังไม่เจอเลยในฤดูกาลนี้ของพวกเขา ... นิวคาสเซิ่ล เคยแพ้มา 4 นัดรวด และนัดที่ 5 หลับมาเอาชนะ วีแกน ได้ถึง 3-0 ก็น่าจะเป็นการกลับมาโชว์ฟอร์มได้อีกอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่แบบนั้นอีกนั่นแหละ ..... เดี๋ยวแพ้สลับชนะบ้าง แพ้รวดมาสองนัด อีกนังหนึ่งชนะ แต่อีก 3 นัดถัดไปก็แพ้รวดอีก ..... นี่มันอะไร อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ..... นี่หรือคือทีมที่เคยขึ้นไปรั้งอันดับที่ 5 ได้ในฤดูกาล 2011/12 ?? อาจจะเป็นเพราะอย่างหนึ่งคือ นิวคาสเซิ่ล เสมอค่อนข้างน้อยเหมือนกันในฤดูกาลนี้ ซึ่งนิวคาสเซิ่ล เสมอไปเพียง 8 นัด ชนะ 11 แต่แพ้ไป 19 ..... ก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน .... หลังจากร่ายคีบอร์ด ออกมาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ... เออ .... อาจจะเป็นเพราะการแพ้บ่อยนี่แหละ เป็นตัวแปรสำคัญ 11 จาก 19 นัดที่พวกเขาแพ้ เป็นการแพ้โดยผลต่างประตูห่างเพียงลูกเดียว .... ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีโอกาสที่จะเสมอ มากกว่าการที่จะต้องเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้อันขมขื่น .... หากเราวิเคราะห์แยกย่อยออกมาอีกจากการแพ้แบบผลต่าง 1 ลูก 6 จาก 11 นัด คือเกมที่พวกเขาเสียประตูในช่วงท้ายเกมหลังนาทีที่ 75 เป็นต้นไป ..... หรือช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกมนั่นเอง ..... นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกทีมของ พาร์ดิว ยังไม่นิ่งพอ และที่สำคัญ กุนซืออย่าง พาร์ดิว กลับแก้เกมไม่ได้ไม่ดีพอ หรือสั่งการลูกทีมให้มีสมาธิในช่วงท้ายเกมไม่ได้ซักที .... แต่ทำไมถึงยังไม่โดนให้ออกซักทีทั้งๆที่ก็มีช่วงหนึ่งของฤดูกาลที่นิวคาสเซิ่ล ไม่ชนะใครมา 5 นัดติดต่อกันถึง 2 รอบ .... อาจจะเป็นเพราะในตอนนี้ พาร์ดิว กำลังกินบุญเก่าจากผลงานอันยอดเยี่ยมที่พานิวคาสเซิ่ลไปเล่นบอลยุโรปได้ในปีที่แล้ว .... สุดท้ายบุญเก่าอันนี้แหละ จะพานิวคาสเซิ่ลเอง เอาตัวไม่รอดในเวทีพรีเมียร์ลีก …. แต่ ก็มีข้อดีอยู่บ้างนะครับ ... คือพวกเขาสามารถรั้งอันดับอยู่เหนือกว่าคู่ปรับร่วมภาคอีสานอย่าง ซันเดอร์แลนด์ได้ในฤดูกาลที่ผ่านมา ... อาจจะเป็นความสำเร็จเล็กๆที่ทำให้เหล่าสาวก “ทูน อาร์มี่” มีความสุขอยู่บ้างเค.เค.

ปิดเทอมใหญ่ ..... ตลาดลูกหนังว้าวุ่น

ฟุตบอลลีกยุโรปก็ได้ปิดเทอมกันยาวๆไปแล้ว .... และสิ่งที่เหล่าแฟนบอลผู้คลั่งไคล้ลูกหนัง ลีกต่างประเทศกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ก็คือการโยกย้ายนักเตะในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อน ..... ใครจะไป .... ใครจะมา ที่แน่ๆปีนี้ เริ่มรู้สึกถึงความว้าวุ่นกันตั้งแต่ยังไม่ปิดฤดูกาลเสียอีก ...... แต่นั่นไม่ใช่นักเตะ แต่เป็นผู้จัดการทีมระดับพระกาฬของโลกหลายต่อหลายคน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างกับเก้าอี้ดนตรี ..... เก้าอี้ดนตรีที่ร้อนเป็นไฟ เซอร์อเล็กส์ เอย .... เดวิด มอยส์ เอย ..... จุ๊ปส์ ไฮน์เกส เอย ..... กวาดิโอล่า เอย ......มูรินโญ่ เอย ..... ไหนจะ อันเชล็อตติ .... ราฟา เบนิเตซ ..... วอลเตอร์ มาซซารี่ ... โทนี่ พูลลิส ..... โรแบร์โต้ มันชินี่ ...... มิโลสลาฟ ยูคิช โอย หมุนเวียนจนอดปวดหัวไม่ได้ กับการแย่งชิงตำแหน่ง กุนซือใหญ่ของแต่ละสโมสร ถึงจะปวดหัว แต่นั่นมันก็ทำให้เหล่าแฟนๆลูกหนัง เหมือนถูกจุดไฟอันเร่าร้อนภายในตัว ให้อยากเปิดฤดูกาลใหม่ไวๆกันใช่มั้ยล่ะครับ ? ทีมที่เราชอบเปลี่ยนโค้ช เราก็ย่อมอยากดูผลงานเป็นธรรม เป็นเรื่องธรรมชาติล่ะครับ และสิ่งแรกที่บรรดากุนซือสมองเพชร เหล่านี้จะลงมือทำก็คือ การ หานักเตะที่ใช่ เข้ามาสู่ทีม เพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางสโมสรที่ตนเองเข้ามารับงาน ..... ถือว่าน่าสนใจสุดๆ .... โดยเฉพาะที่ในตอนนี้มีตำแหน่ง กุนซือ เปลี่ยนมือไปแล้วไม่หวาดไม่ไหว รวมไปถึง “บิ๊กดีล” อย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ย้ายไป โมนาโก เป็นที่เรียบร้อย ..... มันทำให้เรายิ่งยกระดับความน่าสนใจมากขึ้นไป นี่ขนาดแค่ปิดฤดูกาลไปได้เพียงแปปเดียวนะเนี่ย ..... ข่าวคราว ข่าวลือ ต่างๆที่ออกมาในแต่ละวันน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และดูๆแล้วมันจะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำไปในช่วง ซัมเมอร์นี้ ส่วนตัวผมก็คิดว่า ปิดเทอมใหญ่ ของวงการลูกหนังครั้งนี้ มันจะว้าวุ่น .... ว้าวุ่นมากกว่าปีก่อนๆที่ผ่านมาเสียอีก โดยเฉพาะ “ทุนนิยม” ต่างๆที่กำลังคลืบคลานเข้ามา .... มันยิ่งทำให้วุ่นกว่าเดิม โคตรๆ แน่ๆ ....เค.เค.

เมื่อ โรมดาร์บี้ กับเกมที่มากกว่าฟุตบอล ….

เมื่อเราพูดถึงดาร์บี้แมตช์ที่ดุเดือดและเร้าใจมากที่สุดนัดหนึ่งของโลก ดาร์บี้แมตช์แห่งกรุงโรม หรือ ดาร์บี้ เดล คูโปโลเน่ จะเป็นชื่อแรกๆที่คนทั่วโลกต่างนึกถึง …. นึกถึงในเกมที่เป็นโคตรเกม เกมที่มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน เกมที่เหล่าแฟนบอลของทั้งสองทีม ไม่เคยยอมกัน โดยกลุ่มของแฟนบอลทั้งคู่ใช้คำว่า อุลตร้า นำหน้าเหมือนกันอีกต่างหาก "ราชันหมาป่า" โรม่า และ "พญาอินทรี" ลาซิโอ เป็นสองทีมที่อยู่ในกรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี และใช้สนามเหย้าเดียวกันคือ สตาดิโอ โอลิมปิโก ซึ่งเกมนัดนี้ผู้คนไม่ใช่เพียงแค่อิตาลี แต่ผู้คนทั่วโลกต่างกล่าวถึงโรมดาร์บี้ ที่ต่างมีแฟนบอลที่ดุเดือดเลือดพล่าน และมีอารมณ์ร่วมกับเกมได้แบบมันส์สะเด่ายิ่งกว่าแฟนทีมไหนๆ ซึ่งความสำคัญของเกมนี้ไม่ได้น้อยไปกว่า มิลาน ดาร์บี้ หรือ ดาร์บี้ แห่ง ตูริน เลยแม้แต่น้อยแค่การพบกันในเกมลีกธรรมดายังใส่กันจะเป็นจะตาย แต่ว่ามาในฤดูกาล ดวงประจบพบเหมาะ ทำให้คู่นี้มาฟาดแข้ง ซัดกันในรอบชิงชนะเลิศของ โคปป้า อิตาเลีย ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยของอิตาลีที่เหมือนกับ เอฟเอ คัพของอังกฤษ หรือ เดเอฟเบ โพคาล ของเยอรมันนั่นแหละ … ทำให้เกมที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว มันจะกลายเป็นไม่ธรรมดามากขึ้นไปอีก บรรยากาศที่เหล่าแฟนบอลมารวมตัวกัน ความรู้สึกก่อนเข้าสนามเหมือนก่อนไปออกรบ เราจะได้พบกับบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวมากที่สุดเกมนึงของโลกในรอบชิงชนะเลิศโคปป้า อิตาเลีย ปีนี้ .. เกมการแข่งขันนี้เป็นอะไรที่มากกว่าฟุตบอล …. ยิ่งกว่าฟุตบอลจริงๆ ในอดีตถึงแม้ลาซิโอจะก่อตั้งมาก่อนทีมโรม่าถึง 27 ปี แต่ทว่าก็ถูกชาวโรมานิสต้า เย้ยหยันว่าใช้ชื่อทีมเป็นภูมิภาคแทนที่จะใช้ชื่อเป็นเมือง และสีสัญลักษณ์ที่ใช้ก็เป็นฟ้าขาว ไม่ใช่ แดงทอง ที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรมตั้งแต่อดีต … ลาซิโอ ถูกผลักดันใหญ่ยิ่งใหญ่โดยลัทธิฟรานซิส และให้การสนับสนุนแก่ มุสโสลินี ในยุคสงครามอันโหดร้าย ซึ่งครั้งหนึ่งกัปตันทีมแห่งลาซิโออย่าง เปาโล ดิคานิโอ เคยทำท่าสัญลักษณ์ฟรานซิสให้เราได้รับชมกันตอนเขาทำประตูได้ ทางฝั่ง คอร์วา นอร์ท ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่ของเหล่าแฟนบอลอินทรีฟ้าขาว …... ด้าน "เจ้าชายหมาป่า" แห่งกรุงโรม ก็ไม่น้อยหน้า แต่อาจจะกวนบาทาและเป็นที่ต้องการตัวของแฟนๆลาซิโอกว่าด้วยซ้ำ เมื่อฟรานเชสโก้ ต๊อดติ ไปคว่ำนิ้วโป้งใส่ภายหลังจบเกมการแข่งขันในปี 2010 และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อจลาจล นอกสนาม เมื่อพูดถึงการจลาจล ครั้งที่รุนแรงที่สุดคงเป็นปี 1970 ที่มีแฟนของ "อินทรีฟ้าขาว" ลาซิโอ เสียชีวิตจากการปะทะกันโดย พลุไฟ พุ่งเข้าเบ้าตาแฟนบอลรายนั้นอย่างจัง …. โหดร้ายสุดๆ ….. การจลาจลอีกรอบเกิดขึ้นเมื่อปี 2004 เมื่อมีข่าวลือว่าแฟนบอลที่เป็นเด็กของโรม่าถูกสังหารอยู่นอกสนาม … นั่นทำให้กัปตันของโรม่าอย่างฟรานเชสโก้ ต๊อดติ ประท้วงผู้ตัดสิน ทำให้เกมต้องเลื่อนออกไป …. สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการปะทะกันนอกสนามอีกครั้ง และครั้งนี้มีผู้บาดเจ็บไปกว่า 170 ราย การด่าทอกันก็เป็นอีกหนึ่ง อรรถรส ของทั้งสองทีมฝั่ง อุลตร้า คาร์วา นอร์ท หรือฝั่งของลาซิโอ ได้ตะโกนด่าแฟนชาวโรม่าที่ส่วนใหญ่เป็นยิวด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เช่นเดียวกับ อุลตร้า คาร์วา เซ้าท์ ของ โรม่า ที่ด่าทอ ลาซิโอ ที่สนับสนุน มุสโสลินี อย่างสนุกปาก น่าสนุกใช่มั้ยละครับ ? รอบชิงของโคปป้า อิตาเลีย ปีนี้ คงจะร้อนระอุยิ่งกว่าเกมไหนๆอย่างแน่นอน ยิ่งมีถ้วยเป็นเดิมพันด้วยแล้วนั้น …. มันจะยกระดับและปลุกเร้าอารมณ์ของทั้งสองทีมได้แบบชนิดที่ว่าตายกันไปข้างให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย …. แน่นอน ผมเชื่อว่าครั้งนี้มันก็น่าจะมีจลาจล อีกครั้ง … (ฮา)เค.เค