breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ต้องรีบขายเพื่อหนี FFP ]

จากข้อมูลของ Telegraph Football ระบุเอาไว้ถึงสถานการณ์การเงินแมนฯซิตี้ที่จะต้องเจอในฤดูกาลต่อไป ชนิดที่ว่าคงต้องจับตามองใกล้ชิดกันเลย เพราะต้องระวังทุกฝีก้าวเกี่ยวกับการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือย จนมีสิทธิ์จะโดนกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปฟาดเปรี้ยงเอาง่ายๆ ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน พวกเขาเกือบโดนแบนจากการเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นเวลา 2 ปีด้วยกัน หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎการเงินตามที่กำหนดไว้ พร้อมโดนปรับอีก 30 ล้านยูโร นอกจากนี้ยังไม่ยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบอีกต่างหาก เหมือนรู้ว่ามีความผิดจริง โดยเฉพาะเรื่องเงินที่มาจากสปอนเซอร์หลักที่อัดฉีดเม็ดเงินมากเกินปกติ ความไม่โปร่งใสนี่เองที่ย้อนกลับมาเล่นงานแมนฯซิตี้ การถูกแบนจากถ้วยยุโรปถือว่าเป็นความผิดหนักหนาเอาเรื่อง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ช่วงดังกล่าวที่กำลังเผชิญกับวิกฤตนั้น เคยมีความคิดจะลาออกอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อจัดการยื่นอุทธรณ์ ปรากฎว่าศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาหรือ CAS ตัดสินให้พ้นจากโทษเดิม เหลือเพียงแค่ปรับเงินเพียง 10 ล้านยูโรเท่านั้น ท่ามกลางความกังขาของคนในวงการมากมาย แมนฯซิตี้จึงหลุดจากบ่วงกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหนีไปได้ตลอด ยังไงกฎ FFP ก็ยังคงจ้องตามราวีเหมือนเดิม ล่าสุดตามรายงานจากเทเลกราฟ ยืนยันว่าการใช้เงินก้อนใหญ่เกือบ 55 ล้านปอนด์ คว้าตัว เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ มาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ พร้อมประเคนค่าจ้างสัปดาห์ละเกือบ 400,000 ปอนด์ ทำให้โดนเพ่งเล็งอีกครั้ง ยังมีกระแสข่าวตามมาด้วยอีกว่า แมนฯซิตี้เตรียมขยับทาบทาม คัลวิน ฟิลลิปส์ จากลีดส์ ยูไนเต็ด มาพยุงในแดนกลางทดแทน แฟร์นันดินโญ่ จอมเก๋าที่ยืนยันอำลาทีมเรียบร้อย ดีลนี้อาจต้องใช้งบไม่น้อยกว่า 50 ล้านปอนด์ อาจถึง 60 ล้านเลยทีเดียว เพราะนี่คือแข้งอนาคตไกลทีมชาติอังกฤษ ยังไงก็ต้องโดนโก่งหนักธรรมดา แล้วยังต้องจ่ายค่าเหนื่อยก้อนโต ซึ่งคาดว่าจะตกราว 200,000 ปอนด์ต่อวีกอีก นั่นยิ่งน่าเป็นห่วงเรื่อง FFP มากยิ่งขึ้น ร้อนแรงยิ่งกว่านั้น เห็นจะเป็นการให้สัมภาษณ์ของ ฆาเบียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ที่พยายามเรียกร้องให้ยูฟ่าเดินหน้าตรวจสอบแมนฯซิตี้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่าน่าจะมีบางอย่างซุกอยู่ใต้พรม ยังไงการใช้เงินแบบมือเติบในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะโปร่งใสอยู่แล้ว "ลาลีกาเชื่อว่าการใช้เงินของทั้ง 2 ทีมไม่น่าปกติ เงินที่ได้มาจากการผ่านสัญญาจากสปอนเซอร์ รวมทั้งสัญญาในรูปแบบอื่นอีกที่น่ามีเงื่อนงำ" "เราต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาต่อวงการฟุตบอล นี่มันเป็นการทำลายแน่นอน เพราะเงินเหล่านี้ที่พวกเขาใช้จ่าย ไม่ได้เกิดจากฟุตบอลอย่างแท้จริง" ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เตบาส ออกมาตีปี๊บเช่นนี้ จะต้องสร้างความไม่พอใจให้แมนฯซิตี้และเปแอสเชอย่างแน่นอน ยิ่งซิตี้ด้วยแล้ว ที่เหมือนมีชนักติดหลัง รอดมาได้อย่างหวุดหวิดเมื่อ 2 ปีก่อนจากคดีเก่า มันเพิ่มความวิตกกังวลหนักขึ้น รายของเปแอสเชนั้น กำลังถูกจับตามองเรื่องการใช้เงินก้อนโตเพื่อมัดใจ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ให้ขยายสัญญา ยินดีอยู่กับสโมสรต่อไปอีก 3 ปี ทั้งที่ควรจะเสียให้เรอัล มาดริด แบบไม่มีค่าตัวอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้โดนเพ่งเล็งหรือถูกแสงสปอร์ตไลต์ส่องมากเกินไป การซื้อหรือใช้เงินแบบฟุ่มเฟือย ก็ต้องมาควบคู่กับการขายออก เพื่อโชว์ให้เห็นว่ามีรายได้เข้ามาเช่นเดียวกัน หากซิตี้ซึ่งได้ทั้ง ฮาแลนด์ และ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ มาเพิ่มแสนยานุภาพเกมรุก อีกทั้งล็อกเป้าอย่าง ฟิลลิปส์ ไว้เรียบร้อย ก็ต้องเตรียมผ่องถ่ายผู้เล่นบางคนเช่นเดียวกัน แผนคร่าวๆก็คือ กาเบรียล เชซุส คงจะถูกปล่อยออกไป โดยเหลือสัญญาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นถึงซัมเมอร์หน้า ถ้าไม่ต่อก็รอเสียฟรี คาดว่าเรือใบกำลังพิจารณาข้อเสนอจากหลายสโมสรที่มีเข้ามา โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกทั้งอาร์เซน่อลและเชลซี 2 ทีมดังมาเอี่ยวด้วย เช่นเดียวกับเรอัล มาดริด ซึ่งอกหักมาจาก เอ็มบั๊ปเป้ สิ่งที่ผู้บริหารซิตี้ต้องทำก็คือ ดึงค่าตัว เชซุส ให้ขึ้นสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่น้อยกว่า 45 ล้านปอนด์ เชื่อว่าใกล้เคียงตัวเลขดังกล่าวแน่ๆ นอกจากนี้ยังมี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งสัญญาเหลือแค่ปีเดียวเช่นกัน ยังไงก็ไม่มีแนวโน้มขยายแล้ว ต้องขายออกให้ได้เลยในตลาดปัจจุบัน ว่ากันตามหน้าเสื่อ ตัวเลขอาจไม่น้อยกว่า 50 ล้านปอนด์ ด้วยความเป็นนักเตะอังกฤษ ตัวหลักทีมชาติด้วย มูลค่าดูสูงเป็นเงาตามตัว สองคนนี้มัดรวมกันต้องมีถึง 100 ล้านปอนด์ เพื่อจะได้เพิ่มสมดุลรายรับรายจ่าย ไม่ใช่มีแต่ออกอย่างเดียว แต่จากการคำนวณของ Telegraph Football ยังไม่เพียงพอหรือปลอดภัยถึงขั้นสบายอกสบายใจได้นัก ซิกิ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการคงต้องปรึกษากับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพื่อหาทางปล่อยผู้เล่นบางคนออกอีก เราถึงเซอร์ไพรส์ที่ได้ยินข่าว อิลคาย กุนโดกัน เตรียมแพ็กกระเป๋าย้ายนั่นเอง ชอยส์นี้มี กุนโดกัน , เนธาน อาเก้ และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ มาเกี่ยวข้อง โดยจะเป็นใครคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ ซึ่งค่าตัวจะต้องประมาณ 30-40 ล้านปอนด์แน่ๆ จากนั้นขาย เกวิน บาซูนู ผู้รักษาประตูวัย 20 ปี ซึ่งเฝ้าเสาให้ทีมชาติไอร์แลนด์ชุดใหญ่ไปแล้ว 10 นัดอีกรายได้ 12 ล้านปอนด์จากเซาธ์แฮมป์ตัน เพราะมีทั้งดีกรีและฝีมือ ยานเกล เอร์เรร่า กองกลางพันธุ์ดุอีกคน ที่ปล่อยยืมมาตลอด 4 ปีหลังและมีประสบการณ์พอตัวในเวทีลาลีกา ก็น่าจะโดนขายขาดเช่นเดียวกัน ก็ได้อีกสัก 15 ล้านปอนด์ เมื่อนำไปรวมกับที่ปล่อย เฟร์ราน ตอร์เรส ไปยังบาร์เซโลน่า 50 ล้านปอนด์ ดูแล้วคงผ่านขวากหนามนี้ไปได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า หลังได้ตัว ฮาแลนด์ มาเรียบร้อย บอร์ดบริหารซิตี้ยังประกาศอีกว่า มีบิ๊กเนมมาเพิ่มอีกชัวร์ 2 คน คอยติดตามกันดูได้เลย เมื่อดูจากทางออกต่างๆแล้ว ปัญหาของทีมใหญ่มันดูแก้ไขไม่ยากหรอก ในเมื่อมีทุนรอนก้อนโตและทรัพย์สินมากมายในมือ ยังไงก็จัดการเคลียร์เรียบร้อย เพียงแต่ต้องอย่าล้ำเส้นผิดกฎอีกเท่านั้น ที่สำคัญต้องโชว์ด้วยว่า ใช้เงินให้มีความสมดุลจริง รวมถึงแจ้งบัญชีอย่างถูกต้อง หากถูกกล่าวหาแล้วโดนสอบสวนว่ามีความผิด จะดิ้นลำบากแล้ว พลาดคราวนี้คุณอาจเสียหายหลายอย่าง รวมถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งมีส่วนสำคัญนำเรือใบมาไกลขนาดนี้ด้วย ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แรงกระเพื่อมจากสเปอร์ส ]

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในเร็วๆนี้กองเชียร์ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์จะได้ต้อนรับสองสมาชิกใหม่ ที่กำลังจะย้ายมาร่วมทัพ คนแรกเพิ่งตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่กี่วันก่อนคือ อีฟส์ บิสซูม่า กองกลางจากไบรท์ตัน ซึ่งคาดว่าค่าตัวไม่น้อยกว่า 25 ล้านปอนด์ บางแหล่งข่าวบอก 30 ล้านปอนด์เลยก็มี อีกคนคือ เจด สเปนซ์ แบ็กขวาจอมทะลวงจากมิดเดิลโบรช์ ซึ่งซีซั่นที่แล้วถูกยืมไปช่วยน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จนเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังพาเลื่อนสู่พรีเมียร์ลีกสำเร็จ นับตั้งแต่ปี 1999 เมื่อบวกกับ อิวาน เปริซิช และ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ที่ได้มาแบบฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว นั่นหมายความว่าแทบจะมีแข้งป้ายแดงไว้แล้ว 4 คนด้วยกัน ในขณะเดียวกันเป็นการช่วยยืนยันน้ำหนักอนาคตของ อันโตนิโอ คอนเต้ คงจะปักหลักอยู่กับทีมแน่นอน แม้จะมีกระแสข่าวก่อนหน้าว่ารอถกฝ่ายบริหารอีกครั้งจะเอาอย่างไร ชัดเจนเลยก็คือ เปริซิช เป็นอดีตลูกทีมตั้งแต่สมัยร่วมกันไล่ล่าความสำเร็จที่อินเตอร์ มิลาน น่าจะเป็นความต้องการของ คอนเต้ เองเลย เพราะรู้มือรู้ใจกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การจบด้วยอันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่การันตีได้เลย มันหมายถึงตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสเปอร์สอยู่แล้ว ฝ่ายบริหารของไก่เดือยทองรู้ดีว่า หากต้องการประสบความสำเร็จหรืออย่างน้อยทำผลงานได้ตามธงที่ปักเอาไว้ ต้องพยายามเก็บ คอนเต้ เอาไว้ให้ได้ แม้จะรู้ดีถึงพื้นฐานทางอารมณ์ของกุนซือรายนี้ก็ตาม เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วด้วยผลงานเพียวๆ ไม่มีอย่างอื่นมาเกี่ยวข้อง ต่อให้บางคราวอาจจะสัมภาษณ์โผงผาง กระทบเบื้องบนไปบ้าง ก็พอจะให้อภัยกันได้ ตอน คอนเต้ มารับงานเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สเปอร์สร่วงไปอยู่อันดับ 9 ว่ากันตามตรง โอกาสจะได้ท็อปโฟร์แทบไกลเกินเอื้อมเลยทีเดียว เพราะมาในช่วงกลางคัน แทบไม่มีเวลาปรับตัวหรือศึกษาอะไรสักเท่าไร ต้องลงมือทำงานเลยทันที ปัญหาก็มีมากมาย คงแก้ไขให้หมดไม่ได้ภายในเวลาสั้นๆ คอนเต้ ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก ค่อยๆซ่อมแซมปะผุโมดิฟายสภาพทีมตามที่ต้องการ โดยอาศัยการเสริมทัพในช่วงตลาดมกราคมมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย แม้ความจริงจะไม่ได้ผู้เล่นตามเป้าก็เถอะ เริ่มจากวิธีการเล่น ยี่ห้อนี้แล้วต้องยึด 3 เซ็นเตอร์แบ็กเป็นหลักเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา จากนั้นก็พัฒนารูปแบบการเข้าทำให้หลากหลาย รวมถึงความสำคัญของวิงแบ็กทั้งสองข้าง ที่ต้องคอยสนับสนุนเต็มสูบ แฮร์รี่ เคน ซึ่งดูไม่ค่อยดีในช่วงต้นซีซั่น คล้ายว่าใจที่ลอยไปอยู่แมนฯซิตี้ช่วงซัมเมอร์ ยังไม่ลอยกลับคืนมา ก็ฟื้นเป็นตัวของตัวเอง ประสานงานกับ ซน ฮึง มิน สมเป็นดูโออันตราย ช่วยกันยิงและจ่ายกระจุย นั่นคือส่วนสำคัญผลักดันให้ ซน บันทึกประวัติศาสตร์ กลายเป็นแข้งเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลดาวซัลโวสูงสุดพรีเมียร์ลีกอีกต่างหาก อีกส่วนที่ช่วยสนับสนุนคือการมาของ เดยัน คูลูเซฟสกี้ ซึ่งในช่วงแรกๆ ยิด อาร์มี่ไม่น้อยตั้งคำถามว่าจะไหวหรือเปล่า เพราะดูแล้วไม่น่าเหมาะกับฟุตบอลอังกฤษที่เร็วและดุดันสักเท่าไร ปรากฏว่าใช้เวลาไม่นาน ปรับตัวรวดเร็วมาก เบียดจนทาง ลูกัส มูร่า หลุดจากแนวรุกหลัก กลายเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ร่วมงาน เคน และ ซน ลงตัวอย่างน่าทึ่ง 5 ประตู 8 แอสซิสต์ จากจำนวน 18 นัดในพรีเมียร์ลีก ย่อมรับประกันได้อย่างดีถึงความยอดเยี่ยม เกินกว่าที่แฟนสเปอร์สคาดไว้ ในแดนกลางการมาของ โรแบร์โต้ เบนตานกูร์ ก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเช่นกัน จากเมื่อก่อนเป็น แฮร์รี่ วิงค์ส ที่ดูแล้วไม่ค่อยดุดันทรงพลังเท่าไรนัก ก็ทำให้เกิดสมดุลแผงมิดฟิลด์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ผนึกกับ ปิแอร์ เอมิล ฮอยแบร์ก สองคนนี้เป็นนักเตะที่บ่งบอกแคแรคเตอร์กุนซืออย่าง คอนเต้ ได้เลย รวมถึงให้โอกาส แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ จนกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในตำแหน่งแบ็กจอมลุย มีส่วนกับประตูพอสมควร จนยิด อาร์มี่เรียกขานว่า "โดเฮอร์ตี้ คาร์ลอส" กันแล้ว เครดิตของ คอนเต้ ยังต้องนับการพัฒนาศักยภาพของ คริสเตียน โรเมโร่ ให้มีขีดความสามารถมากยิ่งขึ้น จนก้าวสู่การแบกรับภาระเกมรับได้ แม้จะยังมีจุดโหว่บ้างก็ตาม นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่มีข่าวว่าฝ่ายบริหารพร้อมสนับสนุนงบประมาณให้ คอนเต้ ใช้จ่ายอย่างสบายมือในตลาดซัมเมอร์นี้ โจ ลูอิส ผู้ถือหุ้นใหญ่แห่ง ENIC ยินดีควักทุนส่วนตัวให้เอามาจับจ่ายก่อน ไม่ต้องไปผ่านการกู้ให้สิ้นเปลืองดอกเบี้ย เพราะเห็นแววว่าจะไปได้สวยในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งเป็นการตอบแทนกุนซืออิตาเลี่ยนด้วย นอกจากนี้โปรเจคต์ใหญ่ระยะสั้นของสเปอร์สก็น่าสนใจเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อสังเวียนแข้งแห่งใหม่เปิดใช้ได้เต็มรูปแบบทุกสัดส่วน หมายถึงรายได้มหาศาลจะหลั่งไหลเข้ามา เช่นเดียวกับยิด อาร์มี่ทั้งหลายยินดีจ่ายค่าซีซั่นทิคเก็ตหรือตั๋วปี คาดการณ์ได้เลยว่าแมตช์เหย้าที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยมต้องแน่นทุกนัด อาจไม่ต้องคิดถึงการขายชื่อสนามเลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬา ก็ทำงานรู้ใจกับ คอนเต้ เป็นอย่างดี ด้วยความสัมพันธ์ทุนเดิม จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย ปาราติชี่ ทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามปิดดีลสำคัญให้ได้ ไม่ทันไรกำลังจะรวบแล้ว 4 คน อย่างที่บอกเอาไว้ บิสซูม่า จะเสริมให้แดนกลางแน่นขึ้นอีก ลองนึกภาพยืนเคียงข้างฮอยแบร์ก หรือ เบนตานกูร์ ทั้งหมดนี้จะสลับกันเล่นหรือลงพร้อมกันเลยก็แล้วแต่แท็คติก ในขณะที่ เปริซิช ที่ทั้งครบเครื่องและโชกโชน จะเป็นทางเลือกตรงวิงแบ็กซ้ายที่เคยทำได้ดีกับอินเตอร์ มิลาน รวมถึงขยับเข้าในไปเล่นตัวรุกก็สบายมาก ส่วน สเปนซ์ อาจดูใหม่หน่อย ไม่เจนเวทีเท่าไรนัก แต่เรื่องความห้าวหาญหัวจิตหัวใจแทบไม่ต้องห่วงเลย คอนเต้ น่าจะศึกษามาดีแล้ว ถึงเตรียมรวบมาในเร็ววันนี้ แน่นอนว่าแค่ 4 รายยังไม่น่าพอหรอก หากเป้าหมายคือเขย่าแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูล ต้องเอาให้ปึ้กกว่านี้อีก เซ็นเตอร์แบ็กชั้นนำอย่าง อเลสซานโดร บาสโตนี่ ที่ตกเป็นข่าวพัวพันหนัก รวมทั้ง ริชาร์ลิซอน ที่จะมาเพิ่มมิติแนวรุก ล้วนเป็นคำตอบที่น่าพอใจเลย สำหรับแฟนไก่เดือยทองแล้ว พวกเขาคงอดตื่นเต้นที่จะรอฤดูกาลเปิดไม่ไหว นับตั้งแต่มี คอนเต้ เป็นไม้หลักปักค้ำยัน ทุกอย่างค่อยๆก้าวไปข้างหน้าแท้จริง ดังนั้นอย่าแปลกใจหากสเปอร์สจะกลายเป็นคลื่นกระเพื่อมที่แรงพอสำหรับท้าทายแชมป์พรีเมียร์ลีก ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ยังไงก็ต้องให้ไปต่อ ]

อนาคตของ แกเร็ธ เซาธ์เกต นับจากนี้ถือว่าน่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียว อย่างที่เราเห็นกันนั่นแหล่ะ ความปราชัยคาบ้านยับเยิน 0-4 โดนฮังการีทีมที่เป็นรองกว่าบุกมาเหยียบจมูก เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ แฟนบอลหลายคนเชื่อว่าให้อภัยไม่ได้อย่างเด็ดขาด นี่คือหนึ่งในความเลวร้ายบนหน้าประวัติศาสตร์ อังกฤษไม่เคยต้องอับอายขนาดนี้เลย หนหลังสุดโดนฮังการีบุกมาถล่ม 6-3 ก็ต้องย้อนไปยังปี 1953 โน่นเลย ซึ่งเป็นช่วงที่ขุนพลแม็กยาร์เกรียงไกรมากๆ อีกทั้งยังโดนยิงไส้แตกถึง 4 ประตูคาถิ่น เป็นครั้งแรกเกือบ 70 ปีอีกต่างหาก ไม่มีใครคาดคิดว่าจะอัปยศอดสูขนาดนี้ นั่นยังไม่นับทัวร์นาเมนต์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ซึ่งผ่านพ้น 4 นัด เก็บได้เพียงแค่ 2 คะแนน แถมยิงได้เพียงแค่ประตูเดียว มาจากจุดโทษอีกต่างหาก สถิติอันขายหน้าที่พรั่งพรูออกมามากมาย กลายเป็นตราบาปของ เซาธ์เกต อย่างช่วยไม่ได้เลย เข้าใจว่ารายการนี้อาจไม่ได้สลักสำคัญเท่าไรนัก แต่ทัพสิงโตคำรามลงเล่นในฐานะตัวแทนชาวอังกฤษทั้งประเทศ มันก็ควรจะสำนึกกันหน่อย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยลืมเกียรติภูมิกันอย่างที่เห็น ที่สำคัญก็คือต่อให้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแค่สมัยเดียวและเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1966 แต่สำหรับชาวอังกฤษแล้ว หยิ่งทะนงในทีมฟุตบอลของตนอย่างมาก โดยเฉพาะเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดเกมลูกหนังยุคใหม่ ก่อนแพร่หลายในปัจจุบัน เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เพื่อให้จัดการอะไรสักอย่าง ก่อนจะสายเกินไป กระแสของ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของไบรท์ตัน จึงมาแรงตามลำดับ แฟนๆมั่นใจว่าจะเปลี่ยนโฉมสิงโตคำรามให้ดีขึ้นอย่างแน่นอน วิธีการเล่นของไบรท์ตันในฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไป สะท้อนตัวตนความเป็น พ็อตเตอร์ ได้อย่างชัดเจน รูปแบบทันสมัย เน้นบนพื้นเป็นหลัก ทั้งสวยงามเอนเตอร์เทนและรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นยังนับรวมว่าเป็นคนอังกฤษขนานแท้ ไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างชาติ คุณสมบัติจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง อาจติดหน่อยตรงที่เรื่องชื่อชั้นดีกรี ไม่ใช่เป็นพวกบิ๊กเนม แต่ดูแล้วไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไรเลย นอกจากนี้ชื่อของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็โผล่มาเป็นอีกทางเลือกด้วย หลังแยกทางกับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเรียบร้อย แม้จะไม่เป็นที่ต้องการของปารีสฯ จากผลงานถ้วยใหญ่ยุโรปที่ตกรอบเร็วเกินไป บวกด้วยเสียงวิจารณ์เรื่องการควบคุมแข้งซูเปอร์สตาร์ไม่ดีพอ แต่เขาเคยฝากชื่อไว้ในพรีเมียร์ลีกมาก่อน หากได้รับการแต่งตั้งขี่หลังสิงโตจริงๆ แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย ทั้งเรื่องภาษา วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมสารพัด น่าจะไม่เสียเวลาในเรื่องดังกล่าว ส่วนสไตล์ไม่ต้องพูดถึง บุกเป็นหลักรับเป็นรอง ยังไงก็เร้าอามรณ์แฟนๆอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเรื่องการพัฒนานักเตะอีกด้วย ชัดเจนตั้งแต่เมื่อครั้งกุมบังเหียนเซาธ์แฮมป์ตัน จากนั้นต่อยอดด้วยตำแหน่งผู้จัดการทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อาจมีมนทินตรงที่ไม่เคยได้แชมป์เป็นรูปธรรมจับต้องได้ แต่ว่าแนวทางสอดคล้องเลย เพราะต้องไม่ลืมว่าปมใหญ่ของ เซาธ์เกต ที่ถูกวิจารณ์ด้านลบมาตลอดคือ วิธีการเล่นนี่แหล่ะ อยู่ในโหมดน่าเบื่อเลยทีเดียว สปีดเกมมีน้อย ค่อยๆถ่ายบอลไปมา เอาความแน่นอนเป็นพื้นฐานสำคัญ ปิดการ์ดรัดกุมซะจนไม่เห็นว่าจะกล้าเสี่ยงเลย อย่างไรก็ตามสูตรดังกล่าวมีส่วนช่วยผลักดันให้อังกฤษประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในระดับหนึ่งเลยไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2018 ที่ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ น่าเสียดายจวนเจียนจะได้เข้าชิงอยู่แล้ว รวมทั้งศึกยูโร 2020 ซึ่งเลื่อนมาหวดกันเมื่อกลางปีที่แล้ว ก็พลาดท่าเสียทีให้อิตาลีจากการยิงจุดโทษตัดสินชิงดำ เซาธ์เกต เล่นแบบรู้ตัวเอง ไม่ได้ฝืนว่าต้องบุกแหลกบ้าเลือดตามแฟนบอลเรียกร้อง เน้นที่ศักยภาพของผู้เล่นให้สอดคล้องกับแท็คติกด้วย ตรงนี้เองไม่น่าแปลกใจหรอกที่ เจมี่ คาร์ราเกอร์ หรือ แกรี่ เนวิลล์ ต่างก็ออกมาปกป้องกุนซือทีมชาติอังกฤษ คาร์ร่า ให้เหตุผลว่านี่คือผู้จัดการทีมชาติผลงานดีสุดนับตั้งแต่ปี 1966 ซึ่งเป็นแชมป์โลก วัดได้จากสองทัวร์นาเม้นต์ระดับเมเจอร์ที่ผ่านมา ฉะนั้นจะมาใช้ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกมาตัดสินคงไม่โอเคหรอก พร้อมทั้งตอบโต้ด้วยว่า เซาธ์เกต ทำนักเตะไร้พัฒนาการไม่ใช่เรื่องจริงเลย ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า รักษามาตรฐานในรายการใหญ่ต่อเนื่อง ส่วนเนวิลล์ผู้พี่มองว่าการกรำศึกหนักของผู้เล่นตัวหลักๆกับสโมสร พอฤดูกาลปิดก็ยังไม่ได้พักอีกแบบนี้ มีแต่ฉุดให้ผลงานแย่ลงอยู่แล้ว นักเตะหลายคนโอดครวญเลยว่า พวกองค์กรใหญ่วางคิวเล่นไม่ได้สนใจสภาพร่างกายเลย นึกจะทำอะไรก็ทำกัน เอาคำว่ายูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ซึ่งเป็นรายการใหม่เป็นตัวประกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าต้องเล่นเต็มที่ ออกกฎมีลดชั้นขึ้นชั้น ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าต้องการอะไร มันไม่ต่างจากเกมอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์หรอก เพราะสุดท้ายก็ต้องใช้เป็นเวทีทดสอบพวกผู้เล่นบางคนหรือสำหรับรองรับเรื่องแท็คติก มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราได้เห็น เซาธ์เกต เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เลือกผู้เล่นผสมผสานกัน รวมถึงเปลี่ยนกลยุทธ์ดูบ้าง ไหนจะต้องโรเตชั่นเพื่อให้นักเตะพักด้วย จะดันทุรังใช้ตลอดคงไม่ได้ เข้าใจว่าผิดหวัง เพราะอาจจะตั้งเป้ากันไว้สูงเลย พอโดนถล่มราบอย่างนี้ มันกระทบเรื่องความรู้สึกที่เสียฟอร์มตามไปด้วย เลยพานไปถึงเรียกร้องปลดจากตำแหน่งเถอะ ไหนๆก็เล่นไม่ค่อยสนุกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้องยอมรับด้วยว่า เซาธ์เกต เองก็พลาดอย่างแรง แพ้แบบสกอร์เฉียดฉิว ผลต่างแค่หนึ่งหรือสองประตูยังพอทน แต่นี่เละเทะคาบ้านมันเกินไปจริงๆ เขาเองออกมายืดอกแบบลูกผู้ชาย ขอรับผิดชอบเต็มๆ ไม่ต้องการโยนให้ผู้เล่น ซึ่งพยายามทำอย่างดีสุดแล้ว แต่ก็อยู่บนเงื่อนไขและข้อจำกัดบางอย่าง ทว่าในมุมแฟนบอลก็ต้องเปิดใจเช่นกัน เซาธ์เกต รู้จักผู้เล่นชุดนี้ดีพอสมควร ทำงานให้เอฟเอมาหลายปี เริ่มงานโค้ชชุดยู-21 ก่อนด้วย ไม่ใช่มาแบบไร้พื้นฐานหรือขาดข้อมูล ไม่ว่าอย่างไรเขายังคงได้รับความไว้วางใจต่อแน่ๆ โดยรอประเมินจากฟุตบอลโลกปลายปีนี้แหล่ะ หากแย่ลงจากเดิม ไม่เพิ่มความประทับให้กองเชียร์ก็มีโอกาสโดนเชือดสูง เพียงแต่จะให้ปรับเปลี่ยนตอนนี้ เป็นเรื่องยากมากๆ เอาใครมาทำทีมในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ก็ไม่ง่ายหรอก เชื่อเถอะว่าเสียงแฟนบอลดังมากพอที่จะทำให้ผู้บริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ยิน แต่พวกเขาจะทำหูทวนลม ปล่อยให้กระแสซาลงไปเอง สักพักทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ มันมีหลากหลายเหตุผลชอบธรรมพอช่วยปกป้อง เซาธ์เกต อยู่ในตำแหน่งต่อไป ใครที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม ทำใจรับความผิดหวังได้เลย --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จากกันอย่างเข้าใจ ]

ก่อนลิเวอร์พูลจะลงทำศึกนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับเรอัล มาดริดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทาคูมิ มินามิโนะ ตั้งความหวังไว้ว่า จะได้มีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่แค่นั่งลุ้นข้างสนาม เขาเปิดใจผ่านสื่อญี่ปุ่นไว้ว่า ต้องการสร้างประวัติศาสตร์เป็นแข้งซามูไรคนแรก ลงเล่นในยูซีแอลนัดชิงดำ "ไม่เคยมีนักเตะญี่ปุ่นคนไหน ได้ยืนในสนามเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ผมปรารถนาจะทำให้ได้" "ผมพลาดเกมชิงทั้ง 2 รายการมาแล้ว โดยที่ผมมีส่วนร่วมในรอบก่อนมาพอสมควร สิ่งที่จะพิสูจน์คือการทำประตูเท่านั้น ผมจึงมีสมาธิอย่างเต็มเปี่ยม" 2 รายการในเกมนัดชิงทั้งคาราบาวคัพและเอฟเอคัพ เดอะค็อปทั้งหลายต่างแสดงความเสียดายมากมาย ที่ไม่ได้เห็น ทาคิ ลงสัมผัสเกมเลย ทั้งที่มีส่วนสำคัญยิงประตูในรอบก่อนหน้า จนพาทีมมาถึงเส้นชัย ในลีกคัพซึ่งเป็นเวทีหลักของ ทาคิ ได้ลงเป็นตัวจริง ตั้งแต่เกมรอบสามซึ่งบุกไปเยือนนอริช ซิตี้ ก่อนคว้าชัยสบาย 3-0 โดยที่เขายืนตัวรุกฝั่งซ้าย ทำคนเดียว 2 ประตู จากนั้นในรอบ 4 บุกทุบเปรสตันไร้ปัญหา 2-0 ยิงอีก 1 ประตู ตามด้วยรอบควอเตอร์ไฟนั่ล ซึ่งหงส์แดงควรจะกระเด็นแล้ว เพราะเป็นฝ่ายตามหลังเลสเตอร์ ซิตี้จนนาทีสุดท้าย แต่แล้วนาทีที่ 95 เหลือทดเวลาอีกแค่เฮือกเดียว มินามิโนะ ก็ซัลโวด้วยขวาเป็นประตูสำคัญช่วยให้เสมอ 3-3 ก่อนลิเวอร์พูลคว้าชัยในการยิงจุดโทษตัดสิน ทาคิ ได้รับการยกย่องจากผลงาน 1 ประตู 1 แอสซิสต์ เมื่อรวมตั้งแต่รอบ 3 จึงจัดเน้นๆไปแล้ว 4 ประตูด้วยกัน เขาจึงได้รับรางวัลตอบแทนจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ลงเป็นตัวจริงในรอบรองชนะเลิศเลกแรก ซึ่งเปิดแอนฟิลด์เสมออาร์เซน่อล 0-0 ทั้งที่เป็นฝ่ายปูพรมแทบข้างเดียว พอเลกสองต้องไปเยือนบ้าง คราวนี้เริ่มต้นด้วยการมีชื่อสำรอง ก่อนถูกเปลี่ยนลงในช่วงเกือบๆ 30 นาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูลเฆี่ยน 2-0 โดยที่เขาไม่มีส่วนร่วมกับประตูเลย นัดชิงกับเชลซีมาถึง เป็นไปอย่างที่คาด ทาคิ ถูกใส่ชื่อไว้เป็นอะไหล่ สุดท้ายก็ไม่ได้โดนเปลี่ยนลงมาสัมผัสเกม ดีโอโก้ โชต้า และ ดิว็อก โอริกี้ เป็นสองตัวรุกสำรอง ที่ถูกเลือกก่อน ลิเวอร์พูลยิงจุดโทษแบบมาราธอน ก่อนจะเบียดเชลซีลงอย่างระทึก 11-10 ทาคิ ได้เหรียญแชมเปี้ยนมาคล้องคอด้วย แต่ความรู้สึกมันไม่สุด เพราะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองไม่ถูกใช้งาน ทีนี้มาดูผลงานในเอฟเอคัพกันบ้าง เขาออกสตาร์ตตั้งแต่รอบ 3 เล่นในรังดวลชรูว์สบิวรี่ ทีมต่ำชั้นกว่ากันพอสมควร จึงถล่มแบบนิ่มๆ 4-1 ทาคิ โดนจับเล่นตัวใน ไม่ได้ยืนฝั่งซ้ายอย่างที่คุ้นเคย อาจทำให้ไม่มีชื่อยิงและแอสซิสต์ รอบ 4 เล่นในบ้านอีก เจอคาร์ดิฟฟ์จากเดอะ แชมเปี้ยนชิพเลยเคี้ยวไม่ยาก 3-1 คราวนี้เน้นยืนริมเส้นด้านขวาเป็นหลักและซัดได้ 1 ประตู รอบ 5 ทาคิ โดดเด่นอีกเช่นเคย จัดการเบิ้ลพาลิเวอร์พูลเชือดนอริชซิตี้ที่แอนฟิลด์ด้วยสกอร์ 2-1 และอยู่ในสนามครบ 90 นาทีเต็ม จากนั้นควอเตอร์ไฟนั่ลเผชิญหน้าน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เขายังรับบทตัวจริงช่วยหงส์แดงเบียด 1-0 แต่ไม่มีส่วนร่วมกับประตูโทนดังกล่าว มาถึงรอบรองชนะเลิศที่เจอคู่ต่อสู้สมน้ำสมเนื้ออย่างแมนฯซิตี้ ปรากฏว่าไม่มีชื่อแม้กระทั่งสำรอง เช่นเดียวกับนัดชิงซึ่งล้างตาเชลซี ทำได้แค่เป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมทีม โดยที่ไม่มีรายงานเรื่องปัญหาบาดเจ็บ ดังนั้น ทาคิ ทำสถิติยิง 4 ประตูในคาราบาวคัพและอีก 3 ประตูในศึกเอฟเอ คัพ แต่ไม่ได้สัมผัสเกมชิงเลยสักวินาทีเดียว แน่นอนในฐานะแข้งอาชีพที่มีส่วนสำคัญจากการเล่นรอบแรกๆมาก่อน ยังไงก็ต้องเกิดความรู้สึกผิดหวังเป็นธรรมดา แต่เขาเองพอจะเข้าใจและประเมินสถานการณ์ได้อย่างไม่ยากหรอก แต่การตั้งความหวังไว้กับเกมนัดชิงยูซีแอล มันยิ่งดูเลือนรางหนักเข้าไปอีก เพราะสุดท้ายก็ต้องผิดหวังซ้ำรอยเดิม อาจมีชื่อเป็นตัวสำรอง แต่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนลงมาอยู่ดี ทาคิ ไม่ได้ลงเเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตั้งแต่รอบน็อกเอาท์หรือ 16 ทีมสุดท้ายมาเลย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสักเท่าไร อีกทั้งรู้กันอยู่ว่านี่คือรายการใหญ่ คล็อปป์ จำเป็นต้องเน้นด้วยการใช้ขุนพลตัวหลักลุย ส่วนในพรีเมียร์ลีกยิ่งแล้วใหญ่ ทาคิ เป็นตัวจริงเพียงแค่นัดเดียว สำรองอีก 10 นัด รวมอยู่ในสนามเพียงแค่ 178 นาที แต่น่าทึ่งตรงที่กดไป 3 ประตูด้วยกัน จัดว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจเลย ถามว่า คล็อปป์ รู้หรือเปล่าว่า ทาคิ ผิดหวังที่ได้รับจัดสรรปันส่วนน้อยเกินไป? แน่นอนยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้ว แต่เรื่องนี้น่าจะผ่านการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมาก่อน ส่วนตัวแล้วกุนซือเฮฟวี่เมทัลประทับใจ ทาคิ อย่างมาก เคยให้สัมภาษณ์ในทิศทางบวกอยู่เสมอ โดยเฉพาะความเฉียบขาดในการเข้าทำ หากเทียบจำนวนนาทีที่อยู่ในสนาม มันเป็นสถิติที่สวยงามเลย หลังจบเกมเอฟเอคัพรอบ 5 ซึ่งดาวเตะซามูไรเหมาซัดชนะนอริชหวุดหวิด 2-1 นักข่าวยังถามถึงอนาคตของ ทาคิ ว่ามีแนวโน้มจะย้ายทีมหรือเปล่า คล็อปป์ รีบปฏิเสธทันควัน เขาเชื่อว่าลูกทีมไม่มีความคิดเรื่องย้ายหนีในช่วงซัมเมอร์หรอก ยังไงก็ยังกระหายอยากพิสูจน์ตัวเองต่อไป "นักเตะทุกคนต่างต่อสู้เต็มที่ ไม่ได้เป็นการแย่งตำแหน่งกันเลย แต่พยายามสู้เพื่อเป็นตัวของตัวเอง ในรูปแบบดีที่สุด" กุนซือที่ผ่านประสบการณ์โชกโชนอย่าง คล็อปป์ ย่อมรู้ดีว่า ไม่มีนักเตะคนไหนอยากเป็นตัวสำรองอาชีพหรอก แต่ด้วยวิถีมันไม่มีทางหนีพ้นเลย เขาจึงต้องพยายามทำทุกอย่างให้พวกแข้งอะไหล่แฮปปี้กับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ รวมทั้งมีไฟมากพอจะต่อสู้แย่งตำแหน่งให้สำเร็จ ในขณะเดียวกัน ทาคิ เป็นนักเตะที่เจียมเนื้อเจียมตัวมากๆ ไม่ได้หลงระเริงไปกับผลงานชั่วครู่ชั่วยาม ตั้งใจจะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา คล็อปป์ เองก็อยากผลักดันให้รับมือในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างดี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็ต้องยอมรับความจริง ทาคิ อายุ 27 ปีแล้ว ถือเป็นช่วงขวบวัยสำคัญ เขาควรได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฝ้ารอแค่บอลถ้วยมาถึง การได้สวมเสื้อลิเวอร์พูลคือความภาคภูมิใจก็จริง ทว่าหากได้รับโอกาสกระปริดกระปรอยอย่างที่เห็น บางทีอาจกระทบต่อตำแหน่งในทีมชาติญี่ปุ่นด้วย ฟุตบอลโลก 2022 ปลายปีนี้ก็สำคัญอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นลิเวอร์พูลจึงยอมปักป้ายขาย ทาคิ ถึง 17 ล้านปอนด์ รู้ดีถึงคุณค่าของนักเตะ รวมทั้งเปิดทางให้เลือกต้นสังกัดใหม่ ที่เชื่อว่าจะได้ลงเล่นมากกว่าเดิม แน่นอนว่าน่าเห็นใจ มินามิโนะ มากๆ เล่นดีแค่ไหน ยิงมากเท่าไร ก็ยังโดนมองข้ามในเกมสำคัญ ซึ่งตัว คล็อปป์ เองก็ไม่อาจทำอะไรได้นัก ยังไงผลประโยชน์ของสโมสร ต้องเป็นสิ่งที่คำนึงก่อนเสมอ หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกต่างสนใจเขาทั้งสิ้น ผลงานที่ผ่านมาการันตีไว้อยู่แล้ว ตรงนี้คงต้องให้นักเตะตัดสินใจเองด้วย แม้การจากลาอาจจะน่าเศร้า แต่สำหรับ ทาคิ ช่วงที่ได้เป็นนักเตะลิเวอร์พูล ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรือเสียดายเลย เขาทำได้ดีที่สุดแล้ว เช่นเดียวกับสิ่งที่สโมสรพยายามมอบให้มาตลอด ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ในวันที่พายุชีวิตโหมกระหน่ำ ]

เคราร์ ปีเก้ เพิ่งจะเจอมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ ประกาศแยกทางกับ ชากีร่า แฟนสาวที่อยู่ร่วมกินกันมานาน 12 ปีเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางกระแสข่าวว่า เขานอกใจเธอไปมีผู้หญิงคนอื่น เป็นนักศึกษาวัยเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น โดยแอบคบหากันมาพักใหญ่แล้ว สำหรับใครสักคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมกำลังต่อสู้กับความยากลำบากอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ไม่ใช่สั่นคลอนความสัมพันธ์ของคนสองคน แต่ยังมีลูกชายอีก 2 มาเกี่ยวข้องด้วย แม้จะเป็นฝ่ายที่สร้างปัญหาขึ้นมาและเริ่มตีตนออกห่างก่อนก็จริง แต่เขาก็อยู่ในอาการโศกเศร้าไม่น้อย ความรู้สึกผิดบาปมันเกาะกินในใจแน่นอน ประเด็นสำคัญไม่แพ้กันคือ ทั้งคู่เป็นคนดังระดับเซเล็บ การแยกทางกันเที่ยวนี้จึงได้รับความสนใจเป็นธรรมดา พวกปาปารัซซี่พร้อมสอดแนมหาข่าวมาขาย เรียกกระแสความสนใจเสมอ ดังนั้นจะขยับทำอะไรก็ต้องเหลียวหน้าแลหลังให้ดี การใช้ชีวิตให้เหมือนคนปกทั่วไป แทบเป็นไปไม่ได้เลย ขณะเดียวกันก็ต้องห่วงใยความรู้สึกลูกทั้ง 2 คน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ชากีร่า ในเบื้องต้นอีก พวกเขาอยู่ในวัยที่พอจะเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้ไม่ยาก หากไม่ต้องการให้ปัญหาบานปลาย ปีเก้ และ ชากีร่า จำต้องร่วมมือกัน ทำบางอย่างเพื่อลูก ซึ่งก็ไม้ใช่เรื่องง่ายอีกนั่นแหล่ะ ที่น่าสนใจก็คือ ปีเก้ ซึ่งเป็นผู้ชาย ยังถูกสังคมโจมตีด้วย ในเมื่อเป็นฝ่ายนอกใจก่อน ทั้งที่มีครอบครัวเป็นตัวตนแล้ว เขาจึงต้องกลายเป็นจำเลยอย่างไม่มีทางเลี่ยงเลย ซึ่งเชื่อว่าคงกล้ำกลืนยอมรับ ตั้งแต่กล้าตัดสินมีคนอื่น เรื่องนอกสนามที่น่าวุ่นวายชวนปวดหัว ในสนาม ปีเก้ ก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่เช่นเดียวกัน ตามข้อมูลจากรายงานของ Sport สื่อดังของแคว้นกาตาลัน ระบุไว้ว่า ปีเก้ ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมของ ชาบี เอร์นานเดซ เทรนเนอร์คนปัจจุบัน ซึ่งอดีตก็คือเพื่อนร่วมทีมกัน ชาบี มองว่า ปีเก้ ขาดความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง พฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสมเลย โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นนักเตะรุ่นใหญ่ เติบโตมาจากอะคาเดมี่ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อแข้งรุ่นน้อง สภาพร่างกายของ ปีเก้ ค่อนข้างแย่ อันเกิดมาจากขาดความเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการชอบเที่ยวตอนกลางคืน มีพยานยืนยันได้ว่า ริกิ ปุช คือน้องคนสนิท มักจะตระเวณราตรีด้วยกัน นอกจากนี้ยังโฟกัสที่ธุรกินส่วนตัวของตนเป็นหลัก ปีเก้ ก่อตั้งบริษัทที่เกี่ยวกับสื่อและกีฬา ที่เรียกว่า Kosmos Holding โดยเขาเป็นประธานและมีผู้ร่วมหุ้นอีก 4 รายด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ ฮิโรชิ มิกิตานิ บอสใหญ่ของ Rakuten ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักบาร์เซโลน่า เรื่องนี้ทำให้ ชาบี รู้สึกอึดอัดใจพอสมควรเลย เพราะตัวเขาเองในฐานะหัวเรือใหญ่ มีภารกิจสำคัญต้องดึงบาร์เซโลน่ากลับคืนความยิ่งใหญ่ให้ได้ ในระยะเวลารวดเร็วที่สุด นอกจากผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานแล้ว บาร์ซ่ายังเจอวิฏฟตการเงินเล่นงานจนสะบักสะบอมงอมพระราม มีงบประมาณให้ใช้อย่างจำกัด ต้องจัดสรรปันส่วนให้ดี ไม่อย่างนั้นมีสิทธิ์โดนลงดาบซ้ำได้ Sport ยังอ้างอีกว่า ชาบี ได้คุยเรื่องนี้กับ ปีเก้ เพื่อแจ้งว่าไม่มีความจำเป็นจะเก็บไว้อีกต่อไป แม้สัญญาจะยังเหลือถึง 2 ปีก็ตาม เดิมที ปีเก้ มีสัญญาอยู่ถึงปี 2024 พร้อมตั้งใจไว้ง่าจะอยู่จนครบเทอมเลย จากนั้นค่อยประเมินอีกทีว่าจะเอาอย่างไร ไม่ได้มีความคิดจะย้ายหนีเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขามีปัญหาเรื่องพฤติกรรมจริงๆ ไม่ใช่เรื่องละเลยดูแลสภาพความฟิตหรือฝักใฝ่แต่ธุรกิจตัวเอง รวมถึงแอบคบผู้หญิงอื่น จนต้องแยกทางกับ ชากีร่า ทำลูกสองคนเป็นเด็กมีปัญหาเพียงเท่านั้น ปีเก้ เพิ่งผ่านการทะเลาะกับผู้บริหารของสหพันธ์ฟุตบอลสเปน รวมถึงโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจปรับเงินเกือบ 8,000 ปอนด์ หลังโวยวายเรื่องตั๋วที่จอดรถ สะท้อนถึงความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นอกจาก ชาบี จะเปิดฉากคุยเพื่อทำความเข้าใจแล้ว มาเตอู อเลมานี่ ผู้อำนวยการกีฬาของบาร์ซ่า ก็จัดการกางโต๊ะถกเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ทางออกของบาร์ซ่าคือโน้มน้าวให้ ปีเก้ ยินยอมฉีกสัญญา แล้วรับเงินชดเชยสักก้อน จากนั้นก็เลือกต้นสังกัดใหม่ได้เลย แต่มันไม่ง่ายเหมือนแผนที่วางไว้หรอก ปีเก้ ต้องการอยู่กับทีมต่อไป เพราะสัญญา 2 ปีที่เหลืออยู่ มีมูลค่าสูงอย่างมาก เพราะรับค่าจ้างในเรต 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ RAC1 เพิ่งรายงานไว้ว่า บาร์ซ่าคาดหวังให้ ปีเก้ เบื่อหน่ายกับชีวิต จากเรื่องปัญหากับ ชากีร่า จนประกาศแยกทาง ตัดสินใจรีไทร์จากอาชีพค้าแข้ง ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกทางออกที่สวยงามเลยทีเดียว แต่อย่างที่บอกเอาไว้นั่นแหล่ะ ปีเก้ ไม่มีความตั้งใจอย่างว่า ในเมื่อยังเหลือผลประโยชน์ก้อนโตในอนาคตรออยู่และสโมสรเองก็ยังเป็นหนี้เขาอีกต่างหาก จากการขอลดเงินเดือนในช่วงโควิดระบาด เขาจึงอยากจะขอโอกาส ชาบี พิสูจน์อีกสักครั้ง หากไม่รอดจริงๆ ค่อยมาตกลงหาทางออกกันน่าจะดีกว่า ว่ากันตามตรง ปีเก้ ผ่านการรับใช้บาร์ซ่ามายาวนาน นับตั้งแต่ย้ายจากแมนฯยูไนเต็ดกลับคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้งในปี 2008 นำความสำเร็จมาสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย , ลาลีกา 8 สมัย , โกปา เดล เรย์ 7 สมัย , ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพอีก 3 สมัย เรียกว่ามีเหรียญรางวัลคล้องเต็มคอ แถมยังลงเล่นเกินหลัก 600 นัดอีกต่างหาก จึงมีเสียงวิจารณ์ในทำนองว่า บาร์ซ่าดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย หากจะเขี่ยนักเตะที่ซื่อสัตย์แบบนี้ อย่างน้อยก็ควรให้โอกาสก่อนดีกว่า ส่วนในมุมของ ชาบี ก็ตามที่บอกไว้เลย ไม่ได้มอง ปีเก้ ว่ามีความจำเป็นอีกแล้ว จัดการวาง โรนัลด์ อเราโฮ่ ไว้เป็นเสาหลักตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กในอนาคต นอกจากนี้ยังมีความพยายามดึง อันเดรียส คริสเตนเซ่น และ เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า มาจากเชลซีด้วย ไม่ผิดนักหรอกหากบอกว่า ปีเก้ กำลังถึงทางตันในฐานะแข้งบาร์เซโลน่า อาจต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเลือกอนาคตให้ตัวเองเร็ววันนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของเขาอย่างแท้จริง นอกจากเพิ่งแยกทาง ชากีร่า แฟนสาวเซเล็บ พร้อมโดนกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายนอกใจไม่พอ บาร์เซโลน่าก็กำลังจะหาวิธีเขี่ยพ้นจากทีมด้วย ทั้งที่อยู่รับใช้มานาน 14 ปีเข้าไปแล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอัดหนักจนชีวิจซวนเซขนาดนี้ ต้องตามดูต่อกันว่า ปีเก้ จะฝ่าสรสุมสองลูกที่รุมกระหน่ำได้อย่างไรกัน แม้จะรู้ดีว่าเขาเป็นคนก่อปัญหาขึ้นมาเองทั้งหมดก็ตาม ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เมื่อนักปั้นมานั่งบนกองเงิน ]

หลังคว้าแชมป์ลีกเอิงกับโมนาโกในฤดูกาล 2016/17 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็ย้ายมาสู่แมนฯซิตี้เลย มันเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจังหวะชีวิตอย่างรวดเร็วมาก เฉลิมฉลองกับความสำเร็จใหญ่ที่สามารถโค่นปารีส แซงต์ แชร์กแมงไม่ทันไร ก็ต้องแพ็กกระเป๋ามาเล่นในอังกฤษ ช่วงดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเลยทีเดียว โมนาโกภายใต้การสร้างทีมของ เลโอนาร์โด ชาร์ดิม กุนซือและ หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจัดหานักเตะ กระจัดกระจายแตกซ่านไปคนละทิศทาง แบร์นาร์โด้ เล่าว่ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของ กัมโปส ที่ช่วยขัดเกลาเขาจนกลายเป็นแข้งคุณภาพ ผู้เล่นโมนาโกที่ได้รับการปลุกปั้นจนแสงสปอร์ตไลต์สาดเข้ามาหลายราย โดนท็อปทีมในยุโรปกระชากไปทีละคนสองคน แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ที่เวลานั้นได้รับการยกย่องในฐานะแบ็กซ้ายจอมทะลวงและ แบร์นาร์โด้ ซิลา ต้องกอดคอกันย้ายสู่แมนฯซิตี้ โดยทางโมนาโกรับค่าเลี้ยงดูไปเกือบ 100 ล้านปอนด์ นอกจากนั้นยังเสีย ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ กองกลางห้องเครื่องไปให้เชลซี ที่สำคัญคือยอมให้เปแอสเชฉก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ไปจนได้ เพราะต้านทานข้อเสนออันยั่วยวนใจไม่ไหวจริงๆ แม้จะเป็นการยืมตัวก่อนในซีซั่นแรกก็ตาม หากนับรวมค่าตัวของ เอ็มบั๊ปเป้ ที่จ่ายอย่างเป็นทางการในซีซั่นถัดมา ตัวเลขจากการขายผู้เล่นโมนาโกในซัมเมอร์ 2017 น่าจะเหยียบ 300 ล้านปอนด์เลยทีเดียว คิดดูเอาว่ามูลค่ามหาศาลแค่ไหน ในซีซั่นถัดมายังขาย ฟาบินโญ่ ไปให้ลิเวอร์พูลกำเงินแน่นๆราว 42 ล้านปอนด์ โตมาร์ เลอมาร์ ก็โยกสู่แอตเลติโก้ มาดริดด้วยเช่นกัน แต่การสร้างนักเตะระดับคุณภาพโดยใช้เวลาระยะสั้นๆ มันเป็นภารกิจที่โหดหิน ไม่มีทางเกิดขึ้นบ่อยหนหรอก นั่นคือความจริงไม่อาจเลี่ยงได้ รากฐานของโมนาโกคือการมีทีมแมวมองที่ยอดเยี่ยม ทีมสรรหานักเตะที่แข็งขัน ทำการบ้านอย่างหนักและมีคอนเน็กชั่นมากมาย ซึ่งต้องให้เครดิต กัมโปส ในบทบาทผู้อำนวยการ กัมโปส ทำงานให้โมนาโก 3 ปีเต็ม 2013-2016 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เล่นหลายรายได้รับการพัฒนาอย่างดี แสดงให้เห็นฝีมือเลยว่านี่คือผู้อำนวยการเบอร์ต้นๆที่โลกฟุตบอลต้องจับตา เมื่อย้อนกลับไปดูก่อนหน้านั้น กัมโปส ยังเคยทำงานให้เรอัล มาดริดในตำแหน่งสเก๊าต์และทีมวิเคราะห์แท็คติกด้วย คนที่ส่งเทียบเชิญมายัง กัมโปส เพื่อมาช่วยสนับสนุนมาดริดคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่รู้ซึ่งถึงความสามารถดี คนประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องโฆษณาหรือตกเป็นเป้าหมายสื่อให้เสียเวลา วงการนี้ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวาง ต่างรู้จักกันดีพอ หนึ่งในคนที่เคยร่วมงานด้วยกันคือ ไอตอร์ การันก้า อดีตแข้งราชันชุดขาว ซึ่งภายหลังก็หันมาเอาดีงานโค้ช การันก้า เล่าให้ฟังว่า กัมโปส มีทั้งฝีมือและมากความสามารถเพียงใด ใครที่ได้ทำงานด้วย ย่อมซึมซับความจริงนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่ชื่อของเขาเชื่อมโยงกับเชลซี , เอซี มิลานหรือพวกทีมใหญ่ทั่วไป" "เมื่อคุณมองดูนักเตะที่เขาเซ็นสัญญามาที่โมนาโกและลีลล์สิ ความแตกต่างกันของมูลค่าก่อนมากับภายหลัง นั่นแหล่ะชัดเจนที่สุดแล้ว" หลังออกจากโมนาโกในปี 2016 กัมโปส ไม่ได้เลือกสโมสรใหญ่ในยุโรปเป็นป้ายต่อไป เขาตัดสินใจรับงานผู้อำนวยการกีฬาของลีลล์ ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยเลย เพราะอย่างที่รู้กันก่อนหน้านั้น เขาสร้างชื่อไว้ด้วยการซื้อผู้เล่นมาอีกราคา แต่ขายได้กำไรมหาศาลอย่างที่ การันก้า ว่าไว้เลย แบร์นาร์โด้ ซิลวา จากเบนฟิก้าแค่ 15 ล้านยูโร , ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ จากแรนส์ 8 ล้านยูโร , ฟาบินโญ่ จากริโอ อาฟ 6 ล้านยูโร , โตมาร์ เลอมาร์ จากก็อง 4 ล้านยูโรและ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ จากมาร์กเซย 13 ล้านยูโร ทั้งหมดล้วนช่วยโมนาโกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ก่อนปล่อยไปได้เงินก้อนใหญ่หลายเท่าตัว ตอนตัดสินใจรับงานที่ลีลล์ มันเหมือนมีสคริปต์เขียนไว้ไม่มีผิด เพราะบอร์ดลีลล์เพิ่งแต่งตั้ง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า มารับงานกุนซือ สองคนนี้มีนิสัยคล้ายกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความมั่นใจตัวเองสูงปรี๊ด อีโก้มาเต็ม รวมทั้งแนวยอมหักไม่ยอมงอ ฉะนั้นมันจึงเหมือนน้ำกับน้ำมันที่ยากจะเข้ากัน ต่อให้เป็นของเหลวเหมือนกันก็ตาม สุดท้าย บิเอลซ่า ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็ต้องแยกย้าย ซึ่งนอกจากทะเลาะกับบอร์ดแล้ว ส่วนหนึ่งไม่ลงรอยกับ กัมโปส ด้วย แต่สถานการณ์ของลีลล์ช่วงดังกล่าวก็น่าเป็นห่วงด้วย สภาพการเงินไม่ค่อยดีเท่าไรนัก กัมโปส นี่แหล่ะคือเบื้องหลังสำคัญในการฟื้นฟู เขาใช้เงินไปแค่ 8.9 ล้านยูโรในซัมเมอร์ 2018 โดยได้ผู้เล่นอย่าง โชเซ่ ฟอนเต้ (ฟรี) , เซกี้ เซลิค (2.5 ล้านยูโร) , โจนาธาน เอโคเน่ (5 ล้านยูโร) , โจนาธาน แบมบ้า (ฟรี) และ ราฟาเอล เลเอา (ฟรี) ในขณะเดียวกัน นิโกลาส์ เปเป้ และ วิคเตอร์ โอซิมเฮน ก็เป็นผลผลิตจากการเจียระไนของ กัมโปส นั่นยังต้องรวมถึง คริสตอฟ กัลติเยร์ ที่กลายเป็นกุนซือที่ถูกจับตามองในเวลานี้ ก็มาจากการเฟ้นหาของ กัมโปส เพื่อให้มากุมบังเหียนลีลล์เช่นเดียวกัน กัมโปส ออกจากลีลล์ในปลายปี 2020 หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเจ้าของทีม ทำให้ชื่อของเขาพัวพันกับทีมชั้นนำ ที่ต้องการผู้อำนวยการมือฉมังไปช่วยอย่างต่อเนื่อง เขาปล่อยเว้นวรรคช่วงหนึ่ง แล้วตัดสินใจรับงานกับทีมใหญ่อย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงมาแทน เลโอนาร์โด้ ที่เพิ่งโดนปลดไป ด้วยเป้าหมายพัฒนาทีมตามแนวทางที่ชัดเจนกว่าที่เคยเป็นอยู่ นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่เปแอสเชจะโยงกับ โชเซ่ มูรินโญ่ และ คริสตอฟ กัลติเย่ร์ ที่มีโอกาสเป็นกุนซือคนใหม่ เนื่องจากทั้งคู่แนบแน่นกับ กัมโปส มากๆ โดยเฉพาะ มูรินโญ่ ที่เขาเคยบอกว่าเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน แต่ที่ทำให้ใครต่อใครจับตามองก็คือ วิธีการทำงานในแบบฉบับของ กัมโปส จะเข้าลงรอยกับนโยบายของผู้บริหารปารีส แซงต์ แชร์กแมงหรือ? รวมทั้งเขาเองเป็นคนเฮี้ยบ ใจร้อนพอสมควร เมื่อต้องมาปะทะกับขาใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลอย่าง นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ จะเป็นอย่างไร? นั่นยังต้องรวมถึงการทำงานร่วมกับบรรดาซูเปอร์สตาร์ของวงการ ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี่ , เนย์มาร์ และ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ อีกด้วย โอเคอยู่ว่ารายหลังอาจพอคุ้นกันมาก่อนตั้งแต่อยู่โมนาโก แต่นั่นมันเรื่องอดีต ซึ่งไม่รู้ว่าจะกระทบมาถึงปัจจุบันมากแค่ไหน นับจากนี้คงได้แต่ต้องติดตามกันต่อไป เพราะหากประเมินจากผู้อำนวยการกีฬาคนใหม่แล้ว คาดว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงคงไม่เหมือนเดิมนัก และครั้งนี้จะเป็นการเดิมพัน ด้วยชื่อเสียงของ กัมโปส ที่สั่งสมมายาวนานอย่างแท้จริง ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ขยี้ซ้ำแผลอีกรอบ ]

ฤดูกาล 2020/21 หลุยส์ ซัวเรซ ในวัย 34 ปี โชว์ผลงานเปรี้ยงปร้างอย่างมาก ซัลโว 21 ประตูในลีก ช่วยให้แอตเลติโก้ มาดริดกลับมาครองแชมป์ลาลีกาครั้งแรกในรอบ 7 ปีอย่างระทึกที่สุด ไฮไลต์อยู่ที่นัดสุดท้ายของฤดูกาล แอต.มาดริดมีคิวเยือนเรอัล บายาโดลิด ด้วยเงื่อนไขไม่ยาก คว้าชัยได้สำเร็จก็จะเถลิงบัลลังก์ทันที แต่ในอีกทางมันไม่ง่าย เพราะบายาโดลิดเองก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อภารกิจหนีตกชั้น ยังไงก็ต้องใส่เต็มที่ไม่มียั้งแน่นอน หนำซ้ำ โรนัลโด้ อดีตดาวถล่มประตูทีมชาติบราซิล ซึ่งเป็นเจ้าของบายาโดลิด ประกาศอัดฉีดเอาไปเลย 150,000 ยูโรทุกคน หากว่าทีมไม่ต้องตกไปเล่นในลาลีกา 2 ซีซั่นหน้า ดังนั้นแข้งเจ้าถิ่นจึงมุ่งมั่นมาก เน้นขันนอตเกมรับให้แน่นหนา แล้วค่อยใช้โอกาสโต้กลับแบบฉาบฉวย ประมาณว่าขอจังๆสักทีเถอะน่า รับรองว่าเป็นเรื่องแน่นอน ระหว่างที่ตราหมีขึงเกมบุกตามสถานการณ์ ปรากฏว่าเจอสวนเร็ว ก่อนทาง ออสการ์ ปลาโน จะสปีดจากกลางสนามหลุดไปยิงพลิกนำในนาทีที่ 18 ความตึงเครียดเริ่มแผ่ปกคลุมฝั่งตราหมี เพราะทำอะไรก็ดูติดขัดไม่ไหลลื่น ออกอาการเกร็งจัดจนลนลานมากเกิน ครึ่งแรกเลยต้องเป็นฝ่ายตามหลัง ระหว่างพักครึ่ง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กระตุ้นลูกทีมเต็มพิกัด พร้อมตั้งความหวังไว้ที่ หลุยส์ ซัวเรซ ด้วยประสบการณ์ ผ่านเกมในลักษณะนี้มาอย่างโชกโชน น่าจะช่วยได้อย่างดี กำชับว่าพยายามให้บอลไปถึงกองหน้าอุรุกวัย จากนั้นค่อยรอโอกาสที่จะทวงประตูคืนเร็วที่สุด เวลาของพวกเขาเหลือไม่เยอะแล้ว มัวแต่รีรอไม่ได้เด็ดขาด มันเป็น 45 นาทีแห่งชีวิตแท้จริง ครึ่งหลังโม่กันได้ราว 12 นาที ยานนิก การ์ราสโก้ ก็ผ่านให้ อังเคล กอร์เรอา สังหารตีเสมอสำเร็จ ทำให้โมเมนตัมเหวี่ยงกลับมายังทัพตราหมีบ้าง ต้องการอีกแค่ประตูเท่านั้น ก็จะปลดปล่อยสำเร็จ ลูกทีมของโชโล่ได้ใจ ปูพรมยำใหญ่ใส่เป็นระลอก แล้วอีก 10 นาทีถัดมาก็เอาจนได้ ซัวเรซ ซึ่งป้วนเปี้ยนอยู่ในกรอบเขตโทษและส่งสัญญาณเตือนมาบ้างแล้ว สบจังหวะซัดด้วยซ้ายซุกก้นตาข่าย แอต.มาดริดออกนำ 2-1 ทำให้บายาโดลิดที่กำลังจมน้ำตาย ไม่มีทางเลือกมากไปกว่าต้องเปิดเกมรุก แต่เจอกำแพงของผู้มาเยือนที่แข็งแกร่งสมราคา ลองถ้าได้จอดรถบัสขวาง 2 ชั้นแล้ว ยากนักที่จะทะลวงผ่านง่ายๆ สิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย แข้งตราหมีกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ภารภิจบรรลุเป้าหมายแล้ว กล้องหลายตัวจับไปที่ ซัวเรซ ซึ่งปล่อยโฮออกมาแบบไม่อายใครทั้งสิ้น มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข รวมถึงได้พิสูจน์ด้วยว่าเขายังมีคุณค่าพอ แฟนบอลตราหมีที่ตามให้กำลังใจ ตะโกนเรียกชื่อ ซัวเรซ ที่เป็นยิ่งกว่าวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วย แค่ซีซั่นแรกที่ย้ายมาก็สร้างความแตกต่างได้เลย พร้อมทั้งเยาะเย้ยบาร์เซโลน่าที่ตาถั่ว ประเมินต่ำเกินจริงมาก ปล่อยออกมาได้อย่างไรกัน เรายังจำภาพ ซัวเรซ นั่งสะอื้นไห้กลางสนาม ระหว่างที่วิดีโอคอลคุยกับครอบครัวทั้ง โซเฟีย ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ผ่านความยากลำบากกันมาตั้งแต่วัยรุ่น รวมถึงลูกอีก 3 คน น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มปิติไหลออกมาเรื่อยๆ มันสะท้อนถึงความอ่อนไหวของเขาอย่างดี แม้ภายนอกจะดูห้าวหาญและบางครั้งมีพฤติกรรมเกเรก็ตาม "บาร์ซ่าไม่เห็นค่าในตัวผมเลย พวกเขามองเห็นผมต่ำเกินไป ตรงกันกับสโมสรนี้ที่เปิดประตูต้อนรับ พวกเขามอบโอกาสให้ผมแล้ว มันทำให้รู้สึกปลาบปลื้มเหลือเกิน ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ" นั่นคือสัมภาษณ์ของ ซัวเรซ ที่ระหว่างคุยไปก็ยังสะอื้น ร่องรอยคราบน้ำตายังเปื้อนสองแก้มอยู่ แน่นอนว่า ซัวเรซ ผิดหวังมากที่ถูกบาร์ซ่ามองข้าม ทั้งที่เขาเป็นกำลังสำคัญพาทีมประสบความสำเร็จไม่น้อยเลย ทั้งแชมป์ลาลีกาและโกปา เดล เรย์อย่างละ 4 ครั้ง , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 ครั้ง , ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 ครั้งและฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพอีก 1 ครั้ง ซึ่งรวมถึงทริปเปิ้ลแชมป์ที่กวาด 3 โทรฟี่ใหญ่ในซีซั่นเดียวด้วย เรียกว่าตลอด 6 ปีในสีเสื้อเลือดหมูน้ำเงิน ซัวเรซ คือฟันเฟืองสำคัญอย่างแท้จริง ไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไป แต่พอเห็นว่าอายุมากขึ้น บาร์ซ่าพยายามผลักไสเขา ตอนแรกเกือบจะโอเคกับยูเวนตุสแล้ว ทว่าเกิดปัญหาเรื่องเอกสารพาสปอร์ต เลยต้องหาที่ลงใหม่ ก่อนทางแอต.มาดริดจะเปิดอ้อมแขนรับนั่นแหล่ะ พวกเขาจ่ายค่าตัวราว 5-6 ล้านยูโร ซึ่งไม่ได้แพงอะไรเลย ในขณะเดียวกัน ซัวเรซ ก็ลดค่าจ้างลงเกือบครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ แสดงถึงความมุ่งมั่นต้องการมาเล่นฟุตบอลโดยเฉพาะ ไม่ได้คิดกอบโกยเลย ปีแรกของเขากับแอตเลติโก้ มาดริด ชื่นมื่นอย่างไม่ต้องสงสัย ได้แต่หวังว่าจะรักษาไว้ได้อีกในปีต่อไป อย่างไรก็ตามการมาของ อองตวน กรีซมันน์ ดูจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งตัวจริงของ ซัวเรซ โดยตรง เพราะเริ่มหลุดไปรอที่ข้างสนามมากขึ้นในฤดูกาลที่เพิ่งจบไป ทั้งที่แทบไม่มีปัญหาเรื่องสภาพร่างกายอย่างที่คิดกันเลย ซัวเรซ ไม่ค่อยพอใจนักกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในเกมลีกไปเยือนเซบีย่าเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนโดนถอดออก เขาแสดงถึงความฉุนเฉียว ถอดถุงเท้าแล้วปาลงพื้นอย่างหงุดหงิด ไม่ใช่แค่ในลาลีกาอย่างเดียว เกมสำคัญในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นได้แค่อะไหล่เท่านั้นเอง อย่างในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับแมนฯยูไนเต็ดทั้ง 2 เลก ไม่ถูกเปลี่ยนลงมาเลย ได้แต่นั่งดูปริบๆที่ข้างสนาม เมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจหรอกหาก ซัวเรซ จะประเมินอนาคตตัวเองได้ เขาคงไม่ได้อยู่กับตราหมีอีกต่อไปในซีซั่นหน้า เมื่อสัญญาหมดลงในซัมเมอร์ ผลงาน 13 ประตู 3 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 45 เกม ซึ่งเป็นสำรองเกือบครึ่ง ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนัก เพียงแต่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมต่อไปเท่านั้นเอง ทุกอย่างตามคาดเลย ไม่มีการเสนอสัญญาฉบับใหม่มาให้ ซัวเรซ นั่นหมายถึงต้องแพ็กกระเป๋าออกไปหาทีมอื่นเลย ความโรแมนติกจากปีที่แล้ว แทบไม่หลงเหลือริ้วรอยให้เห็น "ผมอยากอยู่กับทีมต่อนะ แต่ทางผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์แจ้งมาก่อนแค่วันเดียวเอง ก่อนหน้าจะมีการประกาศทางการว่าผมจะไม่ได้สัญญาใหม่" "ผมว่าก็โอเคนะ อย่างน้อยก็ยังบอกกล่าวกันก่อน ถามว่าผมได้คุยกับ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ หรือเปล่า บอกเลยว่าไม่ เช่นเดียวกับ อันเดรีย แบร์ต้า (ผู้อำนวยการกีฬา) ก็ไม่มีเช่นกัน" น้ำเสียงของ ซัวเรซ บ่งบอกถึงความผิดหวังชัดเจน แม้จะไม่อกหักหรือผิดหวังเหมือนตอนโดนบาร์เซโลน่าถีบหัวส่งออกมา แต่มันก็คล้ายซ้ำรอยแผลเก่า ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องพยายามเข้าใจสถานการณ์ของตนด้วย อายุที่มากขึ้น ความเฉียบขาดที่ลดลง ไม่เหมือนในอดีต นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีแข้งอาชีพ โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้งสุดท้าย คุณไม่มีทางหนีโลกแห่งความจริงพ้นหรอกและความโรแมนติกที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง เชิดหน้ายอมรับและเดินต่อไป ไม่มีอะไรที่ดีกว่าอีกแล้ว --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ดีพอบนความไม่พอดี ]

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งเกิดดราม่า หลังมีการประกาศผล 6 แคนดิเดตที่ผ่านเข้าไปลุ้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ PFA หรือสมาคมนักเตะอาชีพออกมาให้ได้รับรู้กัน ปรากฏว่าไม่มีชื่อของ ซน ฮึง มิน อยู่ในสารบบด้วย แข้งที่ผ่านมาชิงคือ เฟอร์กิล ฟานไดค์ , ซาดิโอ มาเน่ , โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ , เควิน เดอ บรอยน์ , แฮร์รี่ เคน และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งบางคนถูกตั้งคำถามว่า หลุดมาได้อย่างไรกัน เพราะ ซน เพิ่งสร้างผลงานลือลั่นจบซีซั่นด้วยตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุด 23 ประตู ครองร่วมกับ ซาลาห์ แต่ของสตาร์เกาหลีใต้พิเศษกว่า ตรงที่ไม่มีลูกจุดโทษมาเจือปนเลย เกิดจากจังหวะในเกมเพียวๆ ต้องบอกก่อนว่ารางวัลนี้ให้นักเตะร่วมลีก ลงคะแนนกันเอง โดยมีกฎห้ามจากทีมเดียวกัน โหวตให้กันเด็ดขาด จึงไม่น่าแปลกใจว่า PFA จะถูกยอมรับในวงกว้าง ด้วยเหตุผลนักเตะเลือกกันเอง พวกที่หวดกันมาโครมๆในสนาม ย่อมรู้ดีสุดแล้ว ใครเจ๋งอย่างไรแค่ไหน ซึ่งคนที่ได้รับรางวัลย่อมภูมิใจเป็นธรรมดา ทีนี้ ซน ซึ่งมาพร้อมผลงาน 23 ประตู 9 แอสซิสต์ ฟ้องอยู่แล้วว่ายอดเยี่ยมขนาดไหน จนมีส่วนสำคัญผลักดันท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เข้าป้ายอันดับ 4 ได้สิทธิ์ไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซีซั่นหน้าตามเป้าหมาย แทบทุกคนต่างเชื่อว่า ซน น่าจะมีชื่อติดตั้งแต่ 6 คนที่ผ่านการคัดกรองแล้ว ก็เลยงงกันยกใหญ่ ว่าตกลงมีความผิดพลาดอะไรกันแน่ ตกลงพวกนักเตะด้วยกัน ยังมองว่า ซน ไม่ดีพอหรือ? นี่แหล่ะเป็นคำถามที่ค้างคางใจ ในขณะเดียวกันสื่อก็ช่วยกันโหมจุดประเด็นนี้ให้เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ความสงสัยว่า มีเรื่องของความเป็นนักเตะเอเชีย ซึ่งอาจไม่ได้รับการยอมรับ มาเกี่ยวข้องด้วยเปล่า แน่นอนว่าเรื่องนี้เราไม่อาจนำมาเป็นตัวชี้วัดหรือบอกให้ใครเชื่ออย่างว่าเลย มันละเอียดอย่างมาก ไม่มีทางพิสูจน์ได้เลย ในมุมของแฟนบอลส่วนมากที่คอมเมนต์กันตามโซเชี่ยล ก็มีทิศทางไปในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ ซน อาจถูกประเมินค่าต่ำเกินไป รวมถึงต้องยอมรับว่าความจริงที่ว่า ต่อให้นักเตะด้วยกันโหวต ก็ต้องมีเลือกที่รัก มักที่ชังเป็นธรรมดา ซน ไม่ได้โดดเด่นเหนือคนอื่นแบบข่มขาดลอย อยู่ในระนาบที่ใกล้เคียงกับผู้เล่นหลายคน ฉะนั้นความสัมพันธ์หรือว่าสนิทกันส่วนตัว มันมีผลต่อการตัดสินใจโหวตทั้งสิ้นอยู่แล้ว ดราม่าแรกยังไม่ทันหมดควันเท่าไร ดราม่าสองตามมาทันที หลังมีการประกาศรายชื่อแข้งยอดเยี่ยมและทีมแห่งซีซั่นเมื่อคืนวันพฤหัสบดี ในระบบ 4-3-3 ตัวรุก 3 คนคือ โม ซาลาห์ กับ ซาดิโอ มาเน่ ประจำการริมเส้น ส่วนทาง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถูกวางไว้เป็นหน้าเป้า โดยที่ แฮร์รี่ เคน ซึ่งมีชื่อเป็นแคนดิเดตก็หลุดโผเหมือนกัน แน่นอนว่าชื่อ ซน ต้องตกสำรวจอีก แล้วสื่อมากมายก็ช่วยกันโหมเชื้อไฟอีกครั้ง จนกลายบานปลายมากยิ่งขึ้น เอาเข้าจริง น่าจะรู้กันก่อนอยู่แล้วว่า ซน ซึ่งไม่มีชื่อติด 6 คนสุดท้าย ซึ่งมีแข้งตัวรุกถึง 4 คน ยังไงก็ไม่มีทางอยู่ในทีมยอดเยี่ยมหรอก ไม่ได้น่าเซอร์ไพรส์ตรงไหน ตรงนี้ต้องโทษสื่อนั่นแหล่ะ ที่ตีมึนมาทำสงสัยหรือตั้งคำถามเอง มันควรจะจบตั้งแต่ตอนประกาศแคนดิเดตแล้ว เลยไม่สงบง่ายๆ เพราะงานนี้ไม่ใช่แค่แฟนบอลอังกฤษ แต่ในเอเชียแสดงความเห็นกันร้อนแรงเลย คือหากจะตัดเรื่องอคติออกไปก่อนเลย แล้วไปหาเหตุผลอื่นที่ดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้ก่อนจะดีกว่า ตามกฎของ PFA การมอบรางวัลนี้ จะให้นักเตะโหวตกันเอง โดยตามกรอบเวลาปกติจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมาและปิดโหวตในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเลย ใครไม่ลงคะแนนก็หมดสิทธิ์แล้ว สมัยก่อนจะมีเจ้าหน้าที่ของสมาคมนักเตะอาชีพ เดินทางไปยังสนามซ้อมของแต่ละทีม แล้วแจกจ่ายแบบฟอร์มให้ ในแบบฟอร์มมีเลือกแข้งที่คิดว่าเจ๋งสุด ดาวรุ่งยอดเยี่ยม รวมทั้งจัดทีมแห่งซีซั่นกันมาในแต่ละตำแหน่ง แล้วค่อยรวบรวมส่งกันอีกที ภายหลังเพื่อความสะดวก บวกกับมีไวรัสเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลยให้โหวตผ่านทางออนไลน์หรือแอพพิเคชั่นกันเอา ดังนั้นเมื่อมีการปิดโหวตตั้งแต่ต้นพฤษภาคม แต่ซีซั่นยังไม่จบลง กำลังโม่แข้งเมามันเข้าไคล อาจเป็นไปได้ว่าใครที่มาโชว์ฟอร์มเหลือร้ายภายหลังอาจตกสำรวจ มีข่าวว่าผู้เล่นแมนฯซิตี้หลายคนไม่พอใจเท่าไรนัก ที่กำหนดการปิดลงคะแนนเร็วเกินไป แทนที่จะรออีกสักหน่อย ไม่อย่างนั้น เดอ บรอยน์ มีโอกาสชวดทำสถิติคว้ารางวัลนี้ 3 ปีติดต่อกันสูงมาก เพราะ เดอ บรอยน์ มาร้อนแรงเกินห้ามใจในโค้งท้าย โดยเฉพาะยิงโชว์คนเดียว 4 ประตู นัดถล่มวูล์ฟแฮมป์ตันราบเป็นหน้ากลอง 5-1 รวมถึงผลงานอีก 2 แอสซิสต์ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคมเป็นต้นมา แล้วสำคัญสุดคือแอสซิสต์ด้วยการเปิดให้ อิลคาย กุนโดกัน ส่องแอสตัน วิลล่าในนัดสุดท้าย ซึ่งเป็นประตูชี้ขาดให้แมนฯซิตี้ชนะ 3-2 ป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกสำเร็จ สรุปเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย เดอ บรอยน์ ไม่ได้รับรางวัลนี้ ทำเอาแฟนแมนฯซิตี้ต่างเสียดายไปตามๆกัน เห็นกันอยู่ว่าเขาอยู่ในข่ายสมควรอย่างมาก จะได้ไปครอบครอง ทีนี้ย้อนกลับมาดูที่ ซน ฮึง มิน บ้าง หากนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา สะเด่าเร่าร้อนสุดๆเช่นเดียวกัน ยิง 2 ประตู 1 แอสซิสต์นัดเจอเลสเตอร์ , 1 ประตูบุกเสมอลิเวอร์พูล , 1 ประตู 1 แอสซิสต์ต้อนอาร์เซน่อลและ 2 ประตูส่งท้ายเจอนอริช จุดทำให้ผงาดดาวซัลโวสูงสุด รวมถึงคว้าตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ ช่วงดังกล่าวปิดการโหวตไปเรียบร้อย ผลงานนัดที่ว่าไม่ได้รวมอยู่สำหรับให้เพื่อนนักเตะได้ตัดสินใจ ซึ่งบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญ ฉุดให้แข้งเกาหลีใต้ไม่สมหวังในเรื่องรางวัล ถ้าจะให้พูดให้ชัดคือ เกณฑ์ในการตัดสินหรือกฎกติกามันมีช่องโหว่อยู่นั่นแหล่ะ ซึ่งหากจะให้แฟร์ๆ ก็ควรโหวตหลังจบซีซั่นไปเลย นับผลงานตั้งแต่นัดแรกถึงนัดที่ 38 กันแบบตรงๆ เมื่อรู้แล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไร ถ้าทาง PFA เองก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ตามกระแสของสังคมจริง ก็ควรหารือเพื่อปรับปรุงกันใหม่ แต่ว่าไปแล้วเรื่องเกณฑ์แบบนี้ มีมาช้านานหลายสิบปี ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้น ฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนกัน จากนี้ก็ให้เข้าใจกันไว้ว่า หากนักเตะคนไหนมีโอกาสลุ้นรางวัลจากสมาคมนักเตะอาชีพ ต้องเป็นประเภทม้าตีนต้น โชว์ผลงานเข้ามาตากันมาก่อน ส่วน ซน ฮึง มิน การพลาดรางวัลหรือติดทีมยอดเยี่ยม อาจเป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่ถึงที่สุดแล้วเรื่องแค่นี้กีดกันความสามารถที่แท้จริงเขาไม่ได้เด็ดขาด ตรงกันข้ามน่าจะทำให้ ซน ที่ผ่านการฝึกฝนความอดทนมาอย่างหนัก จะพยายามแสดงให้เห็นมากยิ่งขึ้นไปอีก รางวัลอาจเป็นเครื่องหมายสะท้อนคุณค่า แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณไม่ได้แล้วไม่ดีพอหรอก เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เมื่อชปล.ไม่จำเป็น ]

มกราคม 2018 ถือเป็นช่วงเวลาที่แฟนลิเวอร์พูลไม่น้อย ตกอยู่ในความรู้สึกหัวใจแตกสลาย เมื่อเห็น ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ย้ายไปชูเสื้อบาร์เซโลน่าเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อว่าดีลจะเกิดขึ้นในตลาดหน้าหนาว อย่างน้อยน่าจะรอให้ซัมเมอร์มาถึงก่อน แต่นี่บาร์ซ่าบ้าเลือดยอมจ่ายถึง 140 ล้านปอนด์และทางลิเวอร์พูลก็คิดว่าเปล่าประโยชน์ หากจะเก็บนักเตะไม่มีใจเอาไว้ ตอนนั้น คูตี้ คือแข้งขวัญใจของเดอะ ค็อป ถูกยกย่องเทิดทูนในฐานะเบอร์หนึ่งของทีม อีกทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ วางรูปแบบการเล่นไว้แล้วว่า ให้เป็นศูนย์กลางเกมรุก บทบาทที่เป็นตัวกำหนดเกม ท่ามกลางผู้เล่นอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ , โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ น่าจะช่วยขับให้ คูตี้ โดดเด่นเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น แฟนบอลเรียกเขาว่า "พ่อมดน้อย" สะท้อนถึงฝีเท้าเร่าร้อนเหมือนร่ายมนตร์คาถา สัมผัสบอลแต่ละครั้งมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ แล้วเมื่อต้องมาสูญเสียแข้งสำคัญอย่างนี้ไป ความผิดหวังย่อมเกิดขึ้น ซ้ำร้ายนักเตะแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการย้ายเอง นี่แหล่ะที่หนักยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามความฝันได้เล่นให้บาร์เซโลน่า ซึ่งตัวเขาไล่ตามมานาน กลับหวานชื่นโรแมนติกแค่ช่วงแรกเท่านั้นเอง แล้วโลกความจริงก็เปิดเผยให้เห็นถึงความโหดร้าย มันยากถึงยากมากที่สุด คุณไม่มีทางได้รับบทบาทเป็นเซ็นเตอร์แนวรุกเหมือนตอนเล่นให้ลิเวอร์พูล ในเมื่อที่นั่นมี ลิโอเนล เมสซี่ เป็นผู้ทรงอิทธิพลอยู่แล้ว ฟอร์มของ คูตี้ ไม่ถึงขนาดทรุดแบบรับไม่ได้ แต่สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นว่า นี่คือหนึ่งในดีลล้มเหลวสุดๆของบาร์ซ่าอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับค่าตัว ค่าจ้างและมูลค่าความหวัง เขาโดนปล่อยให้บาเยิร์น มิวนิคยืมตัวใช้งานในฤดูกาล 2019/20 ด้วยค่าเช่า 8.5 ล้านยูโร ในขณะเดียวกันมีอ็อปชั่นซื้อขาด 120 ล้านยูโร ซึ่งแน่นอนผลงานไม่น่าดึงดูดพอจะจ่าย เลยต้องซมซานกลับมาตายรัง ประเมินจากสถานการณ์แล้ว คูตี้ ได้จมอยู่ข้างสนาม สถานะตัวสำรองหรือนักเตะที่ถูกมองข้ามจะติดตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าสัญญากับบาร์เซโลน่าจะหมดลงในซัมเมอร์ 2023 ซึ่งตอนนั้นอายุจะครบ 30 ปีแล้ว อย่างไรก็ดีมกราคม 2022 แอสตัน วิลล่ายื่นข้อเสนอขอยืมตัวเข้ามาและบาร์ซ่ายินดีปล่อย นักเตะเองก็ไม่เสียเวลาคิดนานนัก จึงได้กลับสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง วิลล่าอาจจะไม่ใช่สโมสรใหญ่ ระดับท็อปของยุโรป แต่นี่คือโอกาสที่จะได้ลงเล่นมากขึ้น สำหรับแข้งอาชีพทุกคน ไม่มีใครอยากนั่งเท้าคางอยู่ข้างสนามเฉยๆหรอก สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือกุนซือที่ชื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด เพื่อนเก่าที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาพักใหญ่ในสีเสื้อลิเวอร์พูล ได้ร่วมงานกันถึง 2 ปีครึ่ง มากพอสำหรับการก่อมิตรภาพ ในขณะเดียวกัน คูตี้ ชื่นชม เจอร์ราร์ด เป็นการส่วนตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรือบทบาทผู้นำ ฉะนั้นการได้รียูเนี่ยน จึงเป็นสิ่งที่ดีงามเลย ต่อให้วิลล่าจะอยู่ในช่วงที่ไม่ค่อยดีนัก เพิ่งปลด ดีน สมิธ และแต่งตั้ง เจอร์ราร์ด มากลางคันก็ตาม ว่าไปแล้วเหมือนดีลเซอร์ไพรส์ ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อว่า คูตี้ จะยอมลดตัวลงมาหรอก นักเตะระดับนี้น่าจะมองทีมใหญ่ที่ได้เข้าร่วมฟุตบอลถ้วยยุโรปมากกว่า เชื่อกันว่า เจอร์ราร์ด นี่แหล่ะที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ทำให้พ่อมดน้อยเลือกมาสวมยูนิฟอร์มแอสตัน วิลล่า คูตี้ ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก คุ้นเคยและมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาพอสมควรแล้ว เลยเล่นด้วยความเชื่อมั่น 5 ประตู 3 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 19 เกมลีก ถือเป็นผลงานที่โอเคในระดับหนึ่ง คูตี้ มาช่วยเพิ่มมิติในแนวรุกของวิลล่า สร้างความแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน เขาปิดท้ายฤดูกาลด้วยลูกยิงอย่างสุดสวยใส่แมนฯซิตี้ ดูดบอลลงอย่างเชื่องเท้า ก่อนกดเปรี้ยงเสียบเสาแรก แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในที่สุด รวมทั้งทำลิเวอร์พูลอดีตสังกัดชวดแชมป์ แต่นั่นคือช็อตที่สะท้อนความเป็นตัวเขาแท้จริง เจอร์ราร์ด คุยกับทางบอร์ดบริหารวิลล่า ก่อนยื่นข้อเสนอให้ทางบาร์เซโลน่า ตามรายงานระบุว่า 17-20 ล้านปอนด์ เพื่อขอเซ็นขาดถาวรเลย ก่อนทางโน้นจะเซย์เยสไร้ปัญหา นั่นจึงทำให้ คูตี้ เป็นนักเตะของวิลล่าอย่างเต็มตัว สัญญายาวถึงปี 2026 รวมถึงค่าจ้างที่เช็คมาจากหลายสื่ออยู่ในเรต 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สูงสุดในทีมชุดนี้ แต่ไม่ได้มากมายอะไรเลย หากเทียบกับผู้เล่นในกลุ่มบิ๊กซิกซ์ หลังจากยืนยันเป็นทางการเรียบร้อย มีแฟนบอลสิงห์ผยองบางคนแสดงความเห็นทางโซเชี่ยลว่า ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน คูตี้ จะยอมโอเคด้วย เพราะมันเป็นเหมือนการลดเกรดเลย เข้าใจได้ว่าล้มเหลวกับบาร์ซ่า ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีม แต่หากรอสัญญาหมดในฤดูร้อน 2023 ซึ่งอีกไม่นานหรอก แล้วเลือกย้ายแบบฟรีเอเจ้นท์ โดยมีอำนาจในการต่อรองค่าจ้างหรือรายละเอียดต่างๆที่เป็นประโยชน์กับตัวเองได้อีกน่าจะดีกว่า น่าสนใจก็คือ เขามีโอกาสเลือกทีมใหญ่ ซึ่งได้เข้าร่วมในฟุตบอลสโมสรยุโรปด้วย ยังไงก็แตกต่างจากแอสตัน วิลล่า มันเป็นเรื่องธรรมดา นักเตะชั้นนำทุกคน ต่างก็อยากจะได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทั้งนั้นแหล่ะ เวลาตัดสินใจเลือกย้าย ก็ต้องมีสิ่งนี้มาเป็นหนึ่งในตัวแปรหลัก ไม่ต้องอะไรมาก ตัวอย่างใกล้ๆและกำลังเป็นข่าวก็ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ซึ่งจากรายงานของทุกสื่อ สอดคล้องว่าปรารถนาเล่นในยูซีแอล จึงต้องชั่งใจหนักเมื่อแมนฯยูไนเต็ดรุกเข้าหา ต่อให้มี เอริก เทนฮาก อดีตเจ้านายเป็นผู้จัดการทีมก็ตาม ดาร์วิน นูนเญซ ซึ่งเป็นว่าที่แข้งใหม่ลิเวอร์พูลอีกราย ก็มีข่าวว่าเป้าหมายคือการได้มีส่วนร่วมในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบรับทางแมนฯยูไนเต็ด แต่เคสของ คูตี้ แสดงให้เห็นว่า ใช้ความสัมพันธ์และเชื่อมั่นในตัวของ เจอร์ราร์ด มาเป็นส่วนในการตัดสิน แม้จะรู้ว่าคงยากมากๆที่วิลล่าจะได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป โดยเฉพาะในรายการใหญ่ ทว่าเขาเข้าใจแล้วว่าอยู่ในที่สบายใจ มีความสุข คนรอบตัวไว้วางใจกัน นั่นแหล่ะดีสุดแล้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่นักเตะทุกคนต่างถวิลหา จึงไม่ใช่ตัวเลือกจำเป็นสุดของ คูตี้ อีกต่อไปแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมา อาจบอกเขาอย่างนี้ หากไม่ใช่ เจอร์ราร์ด ยื่นมือเข้ามาโอบอุ้ม จนได้กลับมาอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง ไม่แน่ว่าเวลานี้ คูตี้ อาจแทบไร้ตัวตนไปเลย มันอาจเป็นการตอบแทนเพื่อนที่เคยช่วยเหลือกันมาก่อนด้วย สำหรับ คูตี้ คงเลือกสิ่งดีสุดให้ตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117