breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #คนไม่ใช่ย่อมอดไปต่อ ]

สำหรับนักเตะชาวบราซิเลี่ยนทุกคน หนึ่งในความฝันอันยิ่งใหญ่คือการได้ติดทีมชาติไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เพราะมันหมายถึงการเดินทางสู่เป้าหมายแห่งชีวิตการค้าแข้งอย่างแท้จริง แต่ประเทศซึ่งมีประชากรเกือบ 220 ล้านคนและเด็กหนุ่มเกินครึ่ง ต้องการมุ่งหน้าไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลองนึกภาพดูเอาว่าดีกรีแก่งแย่งแข่งขันมันจะสูงขนาดไหนกัน ดังนั้นเปอร์เซนต์ที่คุณจะสานฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้ มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน แทบมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยทีเดียว ก่อนประกาศรายชื่อล็อตสุดท้าย กลุ่มนักเตะที่ยังไม่ชัวร์ถึงขั้นแบเบอร์ จึงต้องลุ้นระทึกกันอย่างหนัก ภาวนาให้ตัวเองผ่านการคัดกรองจากกุนซือ บินไปโม่เวิลด์ คัพในฐานะตัวแทนชาติบ้านเกิดด้วย หลังจากที่ ติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิล เปิดเผยรายชื่อ 26 ขุนพลที่จะถูกหิ้วลุยกาตาร์ เราจึงได้เห็นฉากดราม่า ซาบซึ้งกินใจ ร้องไห้พร้อมรอยยิ้ม อารมณ์ที่ถูกกลั่นออกมาจากความตื้นตัน ความฝันกลายเป็นเรื่องจริงแล้ว นักเตะหลายคนนั่งฟังถ่ายทอดสดการประกาศรายชื่ออย่างใจจดจ่อ ด้วยความหวังจะได้ยินชื่อของตัวเองติดร่วมขบวนไปด้วย เราจึงได้เห็นคลิป อันโตนี่ กระโดดโลดเต้นแล้วกอดกับพ่อแบบแน่นๆ ก่อนจะร่ำไห้อย่างไม่จำเป็นต้องอายใคร เพราะนั่นคือน้ำตาแห่งความสำเร็จ ริชาร์ลิซอน เป็นอีกคนที่อยู่ในบรรยากาศเช่นนั้น พี่น้องเพื่อนฝูงต่างมาร่วมแรงร่วมใจกันส่งพลัง แล้วก็ได้เฮลั่นสนั่นบ้าน ท่ามกลางโอกาสแบบ 50-50 ไม่ชัวร์เลยว่าจะมีชื่อ อาการบาดเจ็บก็ยังรักษาไม่หายขาด ในขณะที่ บรูโน่ กิมาไรส์ รวมพลคนในครอบครัว พร้อมอุ้มลูกแรกเกิดนั่งบนโซฟาตัวยาว ฉับพลันที่ชื่อของตนดังขึ้นมา ก็ยกลูกสุดที่รัก ซึ่งคงคล้ายเหมือนเครื่องนำโชคชูขึ้นฟ้า อเล็กซ์ เตลลีส เป็นอีกคนที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ระหว่างลุ้นกับภรรยา มันหมิ่นเหม่มากๆที่จะตกสำรวจ ขนาดต้นสังกัดจริงอย่างแมนฯยูไนเต็ด ยังปล่อยให้เซบีย่ายืมเลย อนาคตไม่แน่นอนอย่างนี้ มีสิทธิ์เจอตัดทิ้งได้ทุกเมื่อ อีกด้านเราได้เห็นอาการผิดหวังของ มาติอัส คุนญ่า ตัวรุกจากแอตเลติโก้ มาดริด ที่เคยถูกเรียกมาช่วยงานในเกมรอบคัดเลือก แต่สุดท้ายไม่ผ่านเกณฑ์ของ ติเต้ ได้แต่คอตกรับสภาพความจริง ทีมชุดนี้น่าสนใจตรงผู้เล่นแนวรุกถึง 11 คนด้วยกันเรียกว่าเยอะมาก ไล่ตั้งแต่ เนย์มาร์ , ริชาร์ลิซอน , ราฟินญ่า , อันโตนี่ , กาเบรียล เชซุส , วินิซิอุส จูเนียร์ , โรดรีโก้ , กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ เปโดร โดยที่ต้องรวมมิดฟิลด์เชิงรุกที่เล่นได้ในพื้นที่ริมเส้นอย่าง ลูกัว ปาเกต้า กัล เอแวร์ตอน ริเบยโร่ เอาไว้ด้วย แม้จะดึงมาเยอะขนาดนี้ แต่ก็ยังคงไร้ชื่อ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กองหน้าของลิเวอร์พูล ซึ่งกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนเกิดเสียงวิจารณ์มากมาย ว่าโดนมองข้ามได้อย่างไรกัน หลายคนมองว่า บ็อบบี้ เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง หากวัดกันที่ผลงานปัจจุบัน โดดเด่นในสีเสื้อลิเวอร์พูล ยิงประตูในเกมสำคัญหรือช่วยแก้ไขสถานการณ์อันตึงเครียดในแดนหน้าได้ด้วย ในขณะเดียวกันเมื่อมองตัวเลขต่างๆ เทียบกับผู้เล่นทีมชาติบราซิลซึ่งค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก จะเห็นความแตกต่างอย่างชัด นับเฉพาะผลงานในลีก บ็อบบี้ ลงเล่นทั้งสิ้น 12 เกม สลับตัวจริงกับสำรอง ยิงไป 6 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ นับว่าสูงมากเลยทีเดียว กระเตื้องจากฤดูกาลก่อนมากๆ คล้ายว่ากลับมาเข้าฝักอีกครั้ง - ริชาร์ลิซอน 9 เกมในลีกกับสเปอร์ส ยังยิงไม่ได้เลย มีเพียงแค่ 2 แอสซิสต์ แล้วมาบาดเจ็บซะก่อน จนเจ้าตัวร้องไห้ เพราะคิดว่าชวดบอลโลก - เชซุส 13 เกมกับอาร์เซน่อล กดทั้งสิ้น 5 ประตู 5 แอสซิสต์ รายนี้ไม่กังขาเท่าไร ยังไงก็ต้องหนีบมา - กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ 13 เกมกับปืนโตเช่นกัน 5 ประตู 2 แอสซิสต์ ถือเป็นคู่หู เชซุส ในแนวรุกเวลานี้ - อันโตนี่ ลงเล่นในลีกให้แมนฯยูไนเต็ด 6 เกม ซัดแล้ว 3 ประตู แต่ยังไม่แอสซิสต์เลย แฟนบอลไม่น้อยพยายามจะสื่อไปยัง ริชาร์ลิซอน หากวัดกันด้วยผลงานผ่านตัวเลขรับใช้สโมสร คือสอบตกอย่างแน่นอน นั่นยังต้องรวมอาการบาดเจ็บด้วย จนถึงตอนนี้ยังไม่พร้อมช่วยไก่เดือยทองด้วยซ้ำ นัดแรกที่จะเจอเซอร์เบีย ยังสุ่มเสี่ยงด้วยซ้ำว่าจะฟิตทันหรือไม่ นอกจากนี้ยังมี เปโดร หัวหอกจากฟลาเมงโก้อีกคน ซึ่งเพิ่งลงเล่นทีมชาติชุดใหญ่แค่ 2 นัด ไปเล่นในกัลโช่ เซเรีย อากับฟิออเรนติน่าก็ล้มเหลว ยังจะโผล่มาติดได้อย่างไร ไม่ต้องไปเทียบคนอื่นให้มากเรื่องหรอก เอาแค่ บ็อบบี้ มาเปรียบกับ 2 รายที่ว่านี้ ยังไงก็มีคุณสมบัติเพียบพร้อมกว่าด้วยประการทั้งปวง แต่เหนืออื่นใดเรื่องการเลือกตัวผู้เล่น เราต้องเคารพในการตัดสินใจของ ติเต้ คนที่เป็นกุนซือ น่าจะรู้ความต้องการของตนดีและเข้าใจผู้เล่นไม่ด้อยไปกว่าใครเลย ริชาร์ลิซอน อาจจะไม่ค่อยเวิร์คกับสเปอร์ส ทว่าในทีมชาติบราซิลเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นตรงตามสเป็กของเจ้านาย ด้วยสไตล์ที่แตกต่างนั่นคือ ดุดันเกรี้ยวกร้าวโจมตีด้วยพละกำลัง ไม่ใช่สายสกิลเหมือนใครอีกหลายคน ในขณะที่ เปโดร แม้จะโนเนม แต่ด้วยความสูงถึง 185 เซ็นติเมตร สปีดพอมีไม่ถึงกับเชื่องช้า เด่นในลูกกลางอากาศ ไว้โจมตีในเคสที่อาจต้องการเพิ่มมิติ จึงถูกเลือกมาอย่างเซอร์ไพรส์ ประเด็นก็คือ ติเต้ คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลงานของนักเตะที่เล่นให้ต้นสังกัดในปัจจุบันมากนัก เน้นไปที่คนคุ้นเคย ผ่านงานร่วมกันมากกว่า บ็อบบี้ ก็เลยต้องหลุดโผอย่างน่าเสียดาย ว่าไปแล้วนี่คือผู้เล่นตัวรุกที่ฉลาดปราดเปรื่อง แย่งบอลเก่งมาก เล่ห์เหลี่ยมไม่ธรรมดา เพียงแต่จังหวะบอลในการเข้าทำของ ติเต้ อาจเน้นความเร็วปรู๊ดปร๊าด ฟีร์มีโน่ เลยไม่เข้าพวก ตัวเขาเองก็ยอมรับตามตรงว่า ผิดหวังที่ไม่ติดไปด้วย แต่ก็รู้สึกเป็นเกียรติที่เคยรับใช้ทีมชาติ มันยังเป็นความภาคภูมิไม่เคยเปลี่ยน พร้อมอวยพรให้โชคดีในทัวร์นาเมนต์ด้วย ใช่ว่าไม่ดีพอหรือความสามารถไม่ถึง เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ มันเพียงแค่ไม่สอดคล้องกับแนวทาง ติเต้ เท่านั้นเอง น่าเศร้าที่สุดก็คือ นี่อาจเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา แต่กลับเอื้อมไปไม่ถึง ----------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ ถึงเวลา FSG ต้องล่าถอย? ]

ช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา มีสองข่าวใหญ่ของลิเวอร์พูลเกิดขึ้นห่างกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เริ่มจากผลจับสลากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หงส์แดงต้องเผชิญหน้าเรอัล มาดริด คู่แค้นจากเกมนัดชิงฤดูกาลก่อน เป็นการโคจรมาเจอกันที่ไวเกินไป มันน่าให้รอบลึกกว่านี้สักหน่อย จากนั้นไม่นานนัก เดวิด ออร์นสตีน นักข่าวข่าวเทียร์1 จากดิ แอธเลติกรายงานว่า FSG กลุ่มทุนถือหุ้นใหญ่ของลิเวอร์พูล พร้อมจะเปิดโอกาสให้นายทุนใหม่มาเทคโอเวอร์หรือพูดง่ายๆคือขายทีมนั่นแหล่ะ ข่าวหลังดูจะสร้างความฮือฮาได้มากกว่าผลจับยูซีแอลด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาแบบปุบปับไม่มีปี่มีขลุ่ยขนาดนี้ ก่อนหน้านั้นหลายคนคาดว่า FSG จะมองหาผู้ร่วมลงทุนมากกว่า ฝานหุ้นแบ่งขายให้ ซึ่งเป็นการระดมเงินมาหมุนเวียนให้เยอะขึ้น เท่าที่ผ่านมาเงินในกองคลังร่อยหรอไปพอสมควร จากโปรเจคต์สร้างพื้นฐานต่างๆให้แข็งแกร่ง พวกเขาเนรมิต AXA Training Centre ศูนย์ซ้อมแห่งใหม่มูลค่า 50 ล้านปอนด์ โดยใช้ชื่อตามบริษัทประกันภัย ผู้สนับสนุนหลังโครงการนี้ ศูนย์ฝึกดังกล่าวมีพื้นที่ราว 9,200 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยสนามซ้อมขนาดใหญ่เท่าปกติ 3 สนาม , โซนวอร์มอัพสำหรับผู้รักษาประตูโดยเฉพาะ , สนามซ้อมในร่มได้มาตรฐานครบสูตร โรงยิมขนาดใหญ่ 2 แห่ง , หอประชุมอันอลังการ , สระว่ายน้ำอย่างดีและส่วนที่ใช้สำหรับทำกายภาพฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บ , สตูดิโอและออฟฟิศบางส่วนก็จะรวมไว้ที่นี่เช่นกัน ศูนย์ฝึกนี้จะมาทดแทนเมลวู้ด สนามซ้อมเก่าซึ่งทรุดโทรมและตกยุคสมัยมากขึ้นทุกวัน หลังใช้มายาวนาน 70 ปี หลงเหลือเพียงแค่ความขลังและชื่อเป็นตำนานเท่านั้นเอง ชัดเจนว่าการสร้างศูนย์ฝึกหมายถึงการต่อยอดพัฒนาระบบอะคาเดมี่ด้วย พวกแข้งเยาวชนจะได้มาร่วมฝึกซ้อมและใช้งานอุปกรณ์อันทันสมัยต่างๆ พอจะบอกได้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาว วางแผนสำหรับอนาคตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ FSG ยังควักอีกราว 60 ล้านปอนด์ สำหรับการปรับโฉมแอนฟิลด์ให้ใหญ่โตและล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น ขยายความจุแฟนบอลจาก 54,000 คน เป็น 61,000 คน ไม่ใช่แค่เป็นการยกระดับให้ทัดเทียมสโมสรอื่นๆ แต่มันยังหมายถึงรายได้ในแมตช์เหย้าก็จะทวีคูณด้วย เป็นการตอกย้ำว่าเจ้าของทีมจริงจังขนาดไหน ไม่ใช่มาเล่นๆ ซื้อแล้วรอขายออกไปฟันกำไร ขณะเดียวกันมีรายงานว่า เมื่อปีที่แล้ว FSG ได้รับข้อเสนอ 3 พันล้านปอนด์ จากกลุ่มทุนใหญ่ตะวันออกกลาง ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและพลังงาน ยื่นมาด้วยตัวเลขที่น่าดึงดูดอย่างมาก อย่างไรก็ตามพวกเขาเลือกปฏิเสธไป แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว สโมสรจะต้องเผชิญมรสุมจากโควิดระบาดอย่างหนัก ทำให้ขาดทุนมากถึง 120 ล้านปอนด์ก็ตาม ย้อนกลับไปในปี 2017 ชีค คาเล็ด บิน ซาเยด อัล เนฮาย่า หัวเรือใหญ่ของตระกูลดังแห่งอาบูดาบี ได้เข้าพบ FSG เพื่อหารือความเป็นไปได้ในการเทคโอเวอร์ลิเวอร์พูลมูลค่า 2 พันล้านปอนด์ โดยจะร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวจีน แต่ข้อตกลงดังกล่าวพังลงซะก่อน แม้ภายหลังจะมีความพยายามกลับมาเจรจากันอีกรอบ แต่ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน FSG ได้รับการสนับสนุนจากเดอะ ค็อปอย่างเสมอมา นับตั้งแต่มาโอบอุ้มเมื่อปี 2010 ให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาของ ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ จิลเล็ตต์ 2 ปลิงที่กัดกินจนทีมแทบจะล้มทั้งยืน ย้อนกลับไป 12 ปีก่อน FSG ทุ่มทุนราว 300 ล้านปอนด์เท่านั้น ค่อยๆฟื้นฟูบูรณะ จนลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง แม้อาจต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับความสำเร็จตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกหรือพรีเมียร์ลีก แต่ก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้ จอห์น เฮนรี่ หัวเรือใหญ่ FSG จะไม่ใช่เจ้าของทีมผู้มีคาแรคเตอร์ทุ่มแบบบ้าเลือด กวาดซื้อซูเปอร์สตาร์มาไว้ให้แน่น แต่ก็ใช่ว่าจะขี้เหนียวเขี้ยวลากดิน บางครั้งก็พร้อมทุบคลังครั้งใหญ่ พวกเขามีส่วนสำคัญทาบทาม เจอร์เก้น คล็อปป์ มาเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งนั่้นคือจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริง จากนั้นก็ค่อยๆอนุมัติเงินซื้อผู้เล่นค่าตัวแพงทั้ง ฟาบินโญ่ , อลีนซง เบ็คเกอร์ และ เฟอร์กิล ฟานไดค์ เพราะรู้ว่าแนวรับอันแข็งแกร่ง คือหนึ่งในปัจจัยหลักจะนำพาทีมประสบความสำเร็จ ตอนนั้นลิเวอร์พูลมีแนวรุกจัดจ้านอันตรายแล้ว เมื่อทั้งรุกและรับได้สมดุลลงตัว หงส์แดงก็เลยแรงฤทธิ์นั่นแหล่ะ ฤดูกาลที่แล้ว คล็อปป์ ยังเกือบพาทีมบันทึกประวัติศาสตร์ใหม่ ลุ้นแชมป์ถึง 4 รายการ ขยับเข้าใกล้เต็มทีแล้ว หลังจากคว้าลีกคัพและเอฟเอคัพมาได้ ก่อนจะพลาดพลั้งในพรีเมียร์ลีกกับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด แม้จะไม่ได้สองรายใหญ่ที่หวังไว้มาครอง แต่สถานการณ์โดยรวมของลิเวอร์พูลยังโอเคมากๆ บรรยากาศเป็นไปในทิศทางดีเยี่ยม พร้อมเดินหน้าไล่ล่าความสำเร็จกันต่อไป กระทั่งมาซีซั่นนี้ การลงทุนอย่างไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนักในตลาดซัมเมอร์ เกิดคำถามจากเดอะ ค็อปบางส่วน ซึ่งเชื่อว่าควรจะทุ่มทุนมากกว่านี้อีก หนองที่เริ่มเป่งมากแตกเอาตอนพ่ายลีดส์ ยูไนเต็ดคาแอนฟิลด์ในเกมพรีเมียร์ลีก ก่อนหน้านั้นก็แพ้น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์มา โดนล้อหนักเพราะเสียท่าให้ทีมบ๊วยและรองบ๊วย แฟนหงส์แดงไม่น้อย ชักหมดความอดทน ออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงเจ้าของทีมซะ ติดแฮชแท็ค FSGOUT ทางทวิตเตอร์ เป็นการกดดันฝ่ายบริหารอีกทางด้วย หากยังไม่กล้าใช้เงินอย่าหวังเลยจะไปได้สุด วิเคราะห์กันว่า FSG มีการบริหารแบบอเมริกัน คล้ายทำทีมกีฬาอเมริกันฟุตบอลหรือเบสบอล คือไม่ต้องได้แชมป์ทุกปี แต่ขอสลับมาสัมผัสความสำเร็จบ้าง ซึ่งนั่นตรงข้ามกับความคาดหวังของแฟนบอล ดังนั้นการประกาศขายทีม ยินดีให้กลุ่มทุนใหม่ยื่นข้อเสนอเข้ามา โดยพวกเขาพร้อมพิจารณาแบบปัจุบันทันด่วน จึงนับว่าน่าสนใจ เพราะคงไม่ใช่เสียงสะท้อนจากแฟนบอลที่ขับไล่อย่างเดียวแน่ๆ FSG อาจมองว่านี่คือช่วงเวลาเหมาะสมสุดแล้วสำหรับการสละเรือ ในแง่ธุรกิจน่าจะฟันกำไรมหาศาล ดูตัวเลขน่าใกล้เคียง 4,000 ล้านปอนด์ อีกทั้งหากจะสู้ต่อก็คงต้องเหน็ดเหนื่อยกับการใช้เงินหนักกว่าเดิม พอจะประเมินได้ไม่ยากเลยว่าในอนาคตการแข่งขันขับเคี่ยวจะดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน หากมองในมุมนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์สักเท่าไร ในโลกธุรกิจนี่คือสิ่งปกติมาก น่าสนใจว่าการเคลื่อนไหวของ FSG ในครั้งนี้ จะมีผลกระทบตามมามากน้อยแค่ไหนกัน โดยเฉพาะอนาคตของ เจอร์เก้น คล็อปป์ สถานการณ์ของลิเวอร์พูล ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความจริงอันน่าเจ็บปวด ]

ก่อนบุกเยือนแอสตัน วิลล่า สถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ดอยู่ในระดับผ่อนคลาย ไม่ได้ตึงเครียดอะไรนัก แม้จะไม่อาจผ่านเข้ารอบยูฟ่า ยูโรปา ลีกเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มตามเป้า แต่การล้างแค้นเรอัล โซเซียดาดได้สำเร็จ นับเป็นผลงานน่าพอใจ สิ่งที่สะท้อนได้ดีมากๆเลยก็คือ เกมรับที่เหมือนถูกขันนอตแน่นหนา ยากมากจะมีทีมไหนทะลวงผ่านไปได้ 3 เกมหลังสุดรักษาคลีนชีตครบเลย แตกต่างจากฤดูกาลที่แล้วชัดเจน การได้ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ เข้ามาถือว่าคุ้มค่ามากๆ เหมือนช่วยแก้ปัญหาที่เรื้อรังฝังรากลึกมานมนาน รวมถึง กาเซมีโร่ ช่วยเคลียร์ให้ก่อน ทำหน้าที่ปัดกวาดก่อนจะถึงแบ็กโฟร์ ยิ่งตอกย้ำว่านักเตะใหม่ที่เฟ้นหาโดย เอริก เทนฮาก สามารถยกระดับได้จริงๆ แต่เท่านี้ยังไม่เพียงพอแน่นอน ยืนยันได้จากเกมที่วิลล่า พาร์คล่าสุดนี่แหล่ะ จากที่เก็บคลีนชีตได้ใน 3 เกมหลัง กลายเป็นว่าแค่เกมเดียวกับแอสตัน วิลล่า โดนไปถึง 3 ประตู ชนิดที่ต้องบอกว่าไม่สมควรเลย ประตูแรกกับประตูที่ 3 วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ต้องรับผิดชอบมากกว่าใครเลย นี่คือตัวตนของเขาอย่างแท้จริง ยากจะเปลี่ยนแปลงได้ เป็นเซ็นเตอร์แบ็กที่แทบไม่เคยชิงจังหวะเล่นเลย ถูกเลี้ยงจี้เข้าหาก็จะคอยถอยอย่างเดียว รวมถึงไม่มีตัดเกมในจังหวะที่ควรทำ ลูกหนักแน่นดุดันก็ไม่ค่อยได้เจอ ดวลกลางอากาศก็สอบตก ไม่มีใครอยากโทษ ลินเดอเลิฟ แต่นี่คือความจริง เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลย ต่อให้เรามองว่าเริ่มปรับขบวนได้กับการยืนข้างๆ มาร์ตีเนซ สุดท้ายวิธีการเล่นแบบเก่าก็ตามมาหลอกหลอนอีก ช่วงประมาณนาที 30 ใครที่ได้ชมเกมนี้ จะเห็นว่ากล้องจับมายังข้างสนาม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมตัวจริง เหมือนโดนสั่งถอดเสื้อนอกออก แล้วเปลี่ยนองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมลงเล่น อย่างไรก็ตามไม่มีการเปลี่ยนตัวเกิดขึ้น เทนฮาก ยังปล่อยให้ผู้เล่น 11 คนแรก ทำหน้าที่กันต่อไป อาจเพราะช่วงดังกล่าวเริ่มคอนโทรลเกมได้หมดแล้ว เป็นฝ่ายไล่บดขยี้เพื่อทวงประตูแรกให้เร็วที่สุด กระทั่งมาได้ประตูสำคัญ ตีไข่แตกช่วงท้ายครึ่งแรก จุดนี้แหล่ะน่าจะทำให้หลายคนมองว่า อีกครึ่งที่เหลือโมเมนตัมคงจะเหวี่ยงมายังปีศาจแดง โอกาสจะตามตีเสมอสำเร็จมีมากเลยทีเดียว ครึ่งหลัง เทนฮาก ยังวางใจผู้เล่นเดิม โดยที่หารู้ไม่ว่ากำลังจะเสียประตูที่ 3 อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ลินเดอเลิฟ ต้องรับผิดมากกว่าใครอย่างที่บอกไว้ สำหรับแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด มันน่าหงุดหงิดต้องมาเจอเกมในลักษณะนี้ ผิดไปจากที่คาดหวังเอาไว้มาก หากเป็นซีซั่นก่อนจะไม่ว่าเลยสักคำ นี่อุตส่าห์กระเตื้องขึ้นมาแล้ว แต่กลับไม่อาจยึดมาตรฐานได้ เทนฮาก ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวพอสมควร ต่อให้พยายามเก็บความรู้สึก มันก็คงยากอยู่ ต้นครึ่งแรกกับต้นครึ่งหลังต้องปรับปรุงอย่างมาก เลินเล่อชะล่าใจปล่อยให้วิลล่าโจมตี แล้วเสียอย่างไม่น่าเสีย มันชัดเจนแล้วว่า สมาธิไม่นิ่งพอ ทั้งที่นักเตะอาชีพทั้งหลายน่าจะเข้าใจดีว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญ ต้องโฟกัสที่เกมให้มากสุด ห้ามวอกแวกเด็ดขาด เทนฮาก ยังบอกเลยว่ารับไม่ได้จริงๆ อย่างไรก็ตามตัวกุนซือก็โดนตั้งคำถามเช่นเดียวกัน เริ่มจากการจัดทีมในวันที่ปราศจากเงาร่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ติดโทษแบน แล้วตัดสินใจเลือก ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงแทน ดอนนี่ เพิ่งได้โอกาสอย่างเซอร์ไพรส์ในเกมยุโรปกับเรอัล โซเซียดาด ถือว่าสอบผ่านแบบหืดขึ้นคอ ซึ่งแฟนผีหลายคนคาดว่า เกมลีกคงต้องหลบไปนั่งสำรองก่อน ที่ไหนได้ ดอนนี่ ได้ออกสตาร์ตในพรีเมียร์ลีกครั้งแรกรอบกว่า 1 ปีด้วยกัน ไม่แน่ใจว่า เทนฮาก คิดอะไรอยู่กันแน่ ต้องการผลักดันในเกมสำคัญเช่นนี้จริงหรือ? การไม่มี บรูโน่ มันหมายถึงสมดุลเกมรุกที่หายไปด้วย อีกทั้งไม่มีใครคอยนำเพรสซิ่ง กระตุ้นในแดนหน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งได้สวมปลอกแขนแทน ก็ไม่อยู่ในสภาพจะใช้ร่างกายเปลืองได้อีกแล้ว แล้วลองนึกภาพดูแล้วกัน อย่าถามว่า ดอนนี่ จะทดแทนได้ถึงครึ่งหรือเปล่าเลย แทบยังไม่ผ่าน 1 ใน 3 ด้วยซ้ำ ช่องว่างของความแตกต่างมันถ่างกว้างอย่างยิ่ง เพราะไลน์อัพอย่างว่า เหมือนโยนภาระหนักเกมรับให้ กาเซมีโร่ รับผิดชอบแบบเต็มๆ นี่ไม่ใช่สไตล์ที่ คริสเตียน เอริกเซ่น ถนัดอยู่แล้ว เทนฮาก ดูจะประมาทไปนิด น่าจะเน้นรัดกุมเหมือนอย่างที่เคย เลือกใช้ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่สดใหม่ รวมถึงปะทะหนักแน่น เล่นเกมรับได้ดีกว่าพวกที่เหลือ คงจะช่วยแบ่งเบา กาเซ ในระดับหนึ่งเลย หรือไม่ใส่ชื่อ เฟร็ด เป็นตัวจริงก็ได้ อาจไม่ค่อยหนักแน่นดุดัน แต่ได้ความขยันวิ่งเยอะ ลงมาเกะกะทำลายจังหวะของผู้เล่นวิลล่า น่าจะดูดีกว่าที่เห็น แล้วเกมนี้ เทนฮาก เปลี่ยนตัวแค่ครั้งเดียว ส่งลงมา 3 คนรวด โควต้ายังเหลืออีก ก็ไม่ปรับแก้อะไร อย่างน้อยข้างสนามอาจไม่มีตัวผู้เล่นประเภทพลิกเกม แต่อย่างน้อยร่างกายก็เปรี๊ยะกว่า แน่นอนอาจมีหลายคนแทรกขึ้นมาว่า บอลจบแล้วพูดอะไรก็ได้ แต่การนำความผิดพลาดหลังเกมมาพูด มันคือสิ่งที่ต้องทำกัน ลองไล่ดูกันหน่อยว่า คราวต่อไปต้องแก้ไขอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม หากใครได้ฟัง เทนฮาก ให้สัมภาษณ์ จะพยายามปรามแฟนบอลไว้ อย่าเพิ่งลิงโลดกันเกินไป ไม่ให้หวังเยอะ ลดระดับความฝันลงมา เพราะความจริงที่น่าเจ็บปวดก็คือ แมนฯยูไนเต็ดยังไม่มีศักยภาพขนาดนั้น เทนฮาก ไม่เคยขายฝัน ประกาศตัวอย่างยิ่งใหญ่ ต้องนำทีมกลับมาประสบความสำเร็จ ตอนนี้อยากให้อดทนกันมากเข้าไว้ ต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นฟูบูรณะกันพอสมควรเลย เหมือนที่เราชอบพูดกันบ่อยๆ รวมทั้งพยายามทำให้แฟนบอลเข้าใจว่า ภารกิจนี้ต้องใช้เวลา เราต่างมองเห็นกันแล้วว่า คุณภาพนักเตะชุดเดิมที่มีอยู่แย่ขนาดไหน หากไม่มีผู้เล่นใหม่มาอัพเลเวล คงดูไม่จืดแน่ๆ ความจริงที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเปิดใจยอมรับก็คือ ซีซั่นนี้แมนฯยูไนเต็ดอาจมือเปล่าหรือแม้กระทั่งหลุดท็อปโฟร์ แต่ขอให้เล่นกันเป็นระบบมากขึ้น มีรูปแบบชัดเจน ยังสามารถมองเห็นความฝันได้ ไม่ใช่รู้สึกหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง อย่างที่เราชอบพูดกัน บางครั้งความจริงมันเจ็บปวด แต่เราก็ไม่มีทางหนีพ้นหรอก นอกจากเลิกดูฟุตบอลไปเลยเท่านั้นเอง --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปกครองวัยรุ่นมันยาก ]

ก่อนแมนฯยูไนเต็ดยกพลบุกเรอัล โซเซียดาด เชื่อว่าหลายคนได้เห็นคลิปเหตุการณ์ในระหว่างฝึกซ้อมและกลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ เดินมาหา อเลฮานโดร การ์นาโช่ ดาวรุ่งผู้ร้อนแรง ก่อนจะดึงหมวกไหมพรมออก แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆก่อนหวดทิ้งไปไหนไม่รู้ เมื่อคลิปแพร่ออกไปทางโซเชี่ยล มีแฟนบอลซึ่งส่วนใหญ่เป็นของแมนฯยูไนเต็ดทั้งนั้น ต่างวิจารณ์ แสดงความเห็นไปต่างๆนานา บางคนบอกว่า แม็คทอม หมั่นไส้ขี้หน้ารุ่นน้อง เห็นกำลังโด่งดังพุ่งแรง ก็เลยจัดการแกล้งซะ สั่งสอนไปในตัว บางคนเห็นต่างมองว่า แม็คทอม ไม่ต้องการให้พวกเด็กวัยรุ่นโชว์มากเกินไป ทำอะไรแตกต่างจากรุ่นพี่และตอนซ้อมอย่างนี้ก็ไม่สมควรสวมหมวกอีกต่างหาก เป็นการตั้งใจปรามพวกเด็กๆให้อยู่ในกรอบหน่อย อย่าเตลิดไปกับชื่อเสียง แล้วต้องติดแอ็ค จนแสดงพฤติกรรมไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นแค่วันเดียว การ์นาโช่ ซึ่งถูกส่งลงเป็นตัวจริงอีกครั้งในเกมสำคัญกับเรอัล โซเซียดาด ก็แผลงฤทธิ์สำเร็จ รับบอลจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไอดอลของตน ก่อนซัดเข้าไปอย่างหมดจด นั่นคือประตูชัยของปีศาจแดง แม้จะไม่เพียงพอสำหรับการผ่านเข้ารอบยูโรปา ลีกเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม ทว่าชื่อของ การ์นาโช่ ก็ทวีความเปรี้ยงปร้างมากเข้าไปอีก ดูแล้วใครก็หยุดเจ้าหนูวัย 18 ปีลำบาก ต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้มีของจริง ไม่ใช่แค่เรื่องฝีเท้า ยังมีหัวใจกล้าหาญ ไม่ออกอาการสั่นหรือหวั่นเกรงอะไรเลย 2 เกมที่ได้รับโอกาส เล่นเหมือนคุ้นเคยกับทีมชุดใหญ่มานานแล้ว จริงๆแล้ว การ์นาโช่ สร้างความประทับใจมาตั้งแต่เล่นทีมเยาวชน ก่อนถูกเรียกมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ได้โอกาสลงเล่นช่วงท้ายเกมนิดหน่อย แล้วมีชื่อทัวร์ปรีซีซั่นทั้งที่เมืองไทยและออสเตรเลีย แต่เขากลับไม่ถูกส่งลงมาเล่นเลย ท่ามกลางความแปลกใจของแฟนๆ ซึ่งเชื่อว่าเกมอุ่นเครื่องอย่างนี้ ควรให้โอกาสเด็กๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไม่ต้องเน้นผลอะไรนักหรอก กระทั่งกลับมาที่อังกฤษ มีเตะลับแข้งกับราโย บาเยกาโน่ โอกาสจึงมาถึง แล้วก็ยังโดดเด่นเช่นเคย เพิ่มน้ำหนักน่าสนับสนุนขึ้นชุดใหญ่แบบเต็มตัว ไม่ต้องลงไปเล่นในทีมชุดเยาวชนแล้ว มีข่าวลือในทำนองว่า การ์นาโช่ โดนจับนั่งระหว่างทริป มาจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม บางครั้งหย่อนยานเรื่องวินัย เทนฮาก เลยต้องสั่งสอนกันหน่อย จะได้หลาบจำสำนึกบ้าง เรื่องนี้ย้ำก่อนว่าเป็นแนวกอสซิป ไม่มีใครออกมายืนยันหรือพร้อมให้คำตอบ นอกจากคนข้างในที่รู้ แต่ก็ต้องเก็บงำเอาไว้ ห้ามแพร่งพรายเอามาพูดข้างนอกเด็ดขาด หากมองในมุมของการวิจารณ์ อาจเป็นไปได้ว่า เทนฮาก ยังไม่อยากเสี่ยงกับนักเตะอายุน้อยๆหรือกลุ่มดาวรุ่งสักเท่าไร ต่อให้ฉายแววเด่นก็ตาม ขอเน้นพวกซีเนียร์ให้เข้าที่เข้าทางก่อน แล้วต้องไม่ลืมว่า เขาเพิ่งมาไม่นาน ต้องการเวลาทำความคุ้นเคย ดังนั้นอยากจะเรียนรู้ไปก่อน แบบสเต็ปบายสเต็ป ควรศึกษาให้ถ่องแท้ชัดเจน จากนั้นค่อยว่ากัน แต่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม การปกครองนักเตะดาวรุ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากอย่างที่คิดหรอก ยิ่งพวกพรสวรรค์ เก่งทาบชั้นรุ่นใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย สมควรต้องระวังหนักขึ้นอีก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยเล่าไว้ว่า ดูแลพวกแข้งวัยรุ่น ต้องเอาใจใส่ทุกรายละเอียด คอยสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องไปตีตัวสนิทด้วย มีวิธีต่างๆมากมาย อย่างเช่นให้คนไปสอดแนม ในขณะเดียวกันการเข้าหาครอบครัว ก็เป็นตัวช่วยอีกทางด้วย อย่างน้อยหากรู้จักมักจี่กับพ่อแม่ไว้ ก็พอจะมีข้อมูลพื้นฐานของเด็กว่าเป็นอย่างไร หากเห็นใครเริ่มนอกลู่นอกทางจะเรียกมาตักเตือน ยกตัวอย่างที่พอเห็นชัดก็คือ ลี ชาร์ป นี่แหล่ะ ชาร์ป ไม่ใช่แข้งเติบโตมาจากอะคาเดมี่ แต่ย้ายมาจากทอร์คีย์ร่วมทีมตั้งแต่อายุ 17 ปีเท่านั้นเอง แต่ก็ไต่ขึ้นทีมชุดใหญ่ได้รวดเร็วมากๆ แถมหน้าตาหล่อเหลา มีเสน่ห์ดึงดูดสาวๆอีกต่างหาก เก่งไม่พอยังหล่ออีกด้วย อย่างนี้อันตรายมากๆสำหรับความรู้สึก เฟอร์กูสัน อีกทั้ง ชาร์ป เองเป็นคนติดเพื่อน ชอบปาร์ตี้ตระเวณเที่ยวกลางคืน รวมถึงสนิทกับพวกรุ่นใหญ่ขี้เมาประจำทีมทั้ง ไบรอัน ร็อบสัน , นอร์แมน ไวท์ไซด์ และ พอล แม็คกรัธ มักติดสอยห้อยตามเสมอ เฟอร์กี้ เคยทั้งปลอบทั้งเตือน ชาร์ป หลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายนักเตะก็ยังไม่ยอมฟัง ฝืนคำสั่งเรื่อยๆ เมื่อรวมเข้ากับอาการบาดเจ็บเล่นงาน ก็เลยเหมือนพลุที่เสียงดังปัง พุ่งขึ้นบนฟ้า แล้วก็ตกลงมาภายในช่วงเวลาสั้นๆ พอล สโคลส์ ก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะถูกโปรโมตขึ้นทีมซีเนียร์ เกือบโดนปล่อยตัวแล้ว นอกจากรูปร่างเล็กเสียเปรียบ ยังมักชอบดื่มเป็นประจำตามความเคยชิน จนวันหนึ่ง เฟอร์กี้ ต้องเรียกมาเตือน บอกให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะ หากอยากมีอนาคตบนถนนนักเตะอาชีพต่อไป สโคลส์ เคยเปิดใจว่า กลับมาทบทวนสักพัก ก่อนตัดสินใจเลิกเข้าผับอีกเด็ดขาด ตั้งใจซ้อมให้เต็มที่ ก่อนจะประสบความสำเร็จกลายเป็นตำนาน กวาดแชมป์มาหมดทุกรายการกับแมนฯยูไนเต็ด ไม่นานมานี้ เขายังเคยตอบคำถามเลยว่า หากย้อนเวลากลับไปได้จะแก้ไขเรื่องอะไร สโคลส์ แทบไม่คิดเลย ก็พฤติกรรมในตอนวัยรุ่นนั่นแหล่ะ หากเอาใจใส่ดูแลร่างกายตั้งแต่ตอนนั้น บางทีฟอร์มอาจพีกมากกว่าที่เห็น พอย้อนกลับมามองเคสของ การ์นาโช่ ก็ไม่น่าแตกต่างกันเท่าไรนัก แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปก็ตาม สิ่งสำคัญสุดคือปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้ เพื่อได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ นี่คือหนึ่งในหน้าที่ของ เทนฮาก ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ให้อยู่ใกล้ชิดสายตาเข้าไว้ รวมทั้งแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่เสมอ ตัวนักเตะเองก็อย่าเหลิงเด็ดขาด ชื่อเสียงตอนวัยรุ่นมันหอมหวานน่าเย้ายวน ชื่นชมได้แต่แค่พอประมาณ หลังจากนั้นกลับมามุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและทำงานให้หนักต่อไป หากคุณเคยบอกว่ามี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นไอดอล ก็ต้องเดินตามรอยให้ครบทุกอย่าง เพื่อจะได้เป็นเหมือนนักเตะที่เทิดทูนบูชา นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ การ์นาโช่ ต้องทำตั้งแต่วันนี้เลย -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความแค้นนั้นยังคงอยู่ ]

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเนิ่นนานถึง 13 ปี แต่ดูเหมือนว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จะยังขุ่นเคือง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่หาย บทสัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน เมื่อนักข่าวถามถึง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ ที่กำลังร้อนแรงในเวลานี้ สะท้อนความจริงที่ว่าได้เป็นอย่างดีเลย "ถามว่าผมชอบ ฮาลันด์ หรือเปล่านะหรือ? บอกเลยว่า ชอบแน่นอน ผมชอบเขามาก เชื่อว่าเป็นนักเตะที่ฉลาด" "เขาเล่นเป็นธรรมชาติมาก ไม่ชอบฝืน เขาไม่เคยทิ้งตัวเพื่อให้ได้ครอบครองบอล จะรอโอกาสของตนเองเพื่อยิงประตู" "ทำให้ผมนึกถึงนักเตะอย่าง ฟิลิปโป้ อินซากี้ , ดาวิด เทรเซเก้ต์ และ คริสเตียน วิเอรี่ เขาเป็นอีกหนึ่งเวอร์ชั่นของแข้งเหล่านั้นเลย "ส่วน กวาร์ดิโอล่า จะทำให้ ฮาลันด์ เจ๋งขึ้นกว่าเดิมเปล่านะหรือ? ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับอีโก้ของตัว กวาร์ดิโอล่า มากกว่านะ" "เขาจะยอมให้อีกฝ่ายมีสถานะใหญ่กว่าหรือเปล่าล่ะ เพราะผมเคยร่วมงานมา เขาไม่ปล่อยให้ผมใหญ่กว่าหรอก แล้วบอกเลยมีอีกหลายคนที่เป็นแบบผม" จับใจความระหว่างบรรทัดมันพอจะบอกได้ชัดๆเลยก็คือ อิบรา ประทับใจ ฮาลันด์ กองหน้ารุ่นหลาน หลังจากที่โชว์ฟอร์มถล่มประตูดุดันอย่างมาก จนรอทำลายสถิติอีกเพียบ แต่เขายังพาดพิง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยแสดงความเห็นตามประสบการณ์ตรงของตน ซึ่งเคยร่วมงานกันที่บาร์เซโลน่าในปี 2009 หากใครได้ฟังเรื่องราวของ อิบรา จะรู้เลยว่า มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะย้ายไปเล่นในลาลีกา ไม่ว่าจะเป็นเรอัล มาดริดหรือบาร์เซโลน่าได้หมด จึงรบเร้า มิโน่ ไรโอล่า เอเจ้นท์ ให้ช่วยเดินเรื่องหน่อย มาดริดคงไม่ต้องการกองหน้าเพิ่มแล้ว ในซัมเมอร์ดังกล่าวเพิ่งปิดดีลยิ่งใหญ่อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาจากแมนฯยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวสถิติโลก 80 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ยังได้ดาวรุ่งในวัย 20 ปีอย่าง คาริม เบนเซม่า อีกราย ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนดึงตัวรุกมาเพิ่มอีก ไรโอล่า จึงโฟกัสไปที่บาร์ซ่า ก่อนจะโน้มน้าวให้ โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรตอนนั้นยอมปิดดีล อิบรา จึงสมหวังดั่งใจต้องการได้ไปแสวงหาความท้าทายใหม่ พร้อมทั้งยกระดับชื่อเสียงด้วย ในวันเปิดตัวที่คัมป์นู ยอมรับเลยว่าบรรยากาศมันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน บาร์เซโลนิสต้าทะลักกันมาเนืองแน่นเกือบเต็มความจุ นึกภาพเอาแล้วกัน 80,000 คนที่พร้อมใจกันมาต้อนรับนักเตะใหม่ อิบรา จึงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อยากจะตอบแทนด้วยการถล่มประตูให้สาสม นอกจากนี้บาร์เซโลน่ายังเป็นมหานครอันแสนน่าอยู่อย่างมาก ผู้คนอัธยาศัยดี รุ่มรวยศิลปะ อากาศก็ไม่ได้หนาวเกินไปนัก แถมอยู่ติดทะเล อาหารก็เลิศรส เรียกว่าใครได้มาสัมผัสต่างหลงใหลทั้งสิ้น ตอนอยู่มิลานว่ายอดเยี่ยมแล้ว อิบรา เปิดใจเลยว่า มาที่นี่แล้วรู้สึกเจ๋งกว่าด้วยซ้ำ ตั้งใจว่าจะอยู่แบบยาวๆเลยทีเดียว ปมมันอยู่ตรงที่ดีลของเขา ลาปอร์ต้า อยากได้มากกว่า เหตุสำคัญก็คือเพื่อสร้างทีมทัดเทียมเรอัล มาดริดคู่แข่งสำคัญให้จงได้ อีกอย่างตอนนั้น ลิโอเนล เมสซี่ ก็ยังเด็กเกินไป จำต้องหาพวกเขี้ยวลากดินมาดูแลสักหน่อย ในขณะเดียวกัน ไม่มีใครรู้หรอกว่า เป๊ป เองต้องการนักเตะแนวนี้หรือเปล่า แต่เมื่อทางบอร์ดบริหารสรรหามาให้ เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ มันก็เหมือนบีบให้ต้องใช้งานอย่างคุ้มค่า จะเอามานั่งสำรองคงไม่ได้ แม้จะเพิ่งพาบาร์ซ่าผงาดครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาหมาดๆ แต่บารมีของ เป๊ป ก็ยังไม่แกร่งกล้าถึงขนาดต่อรองได้อย่างเต็มที่เหมือนปัจจุบัน เลยต้องพยายามหาทางสนองนโยบายเช่นกัน ช่วงดังกล่าว อิบรา มั่นใจว่ายังไงก็ต้องก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเกมรุกบาร์ซ่าแน่ๆ คงยากจะมีใครขัดขวางได้ ความคาดหวังในเรื่องนี้สูงมากเลยทีเดียว ด้วยนิสัยที่เต็มไปด้วยอีโก้ มั่นใจตัวเองแบบไม่แคร์คนอื่น ดังนั้นการมาร่วมงานกับสโมสรที่เคร่งครัดในจารีตอย่างบาร์ซ่า จึงทำให้ อิบรา แตกต่างอย่างชัดเจนและมีความเป็นเหมือน "คนนอก" มากเข้าไปอีก เราจะเห็นว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นคนมีนิสัยเรียบง่าย ส่วนหนึ่งมาจากการหล่อหลอมบ่มเพาะตั้งแต่เข้ามาอยู่ในทีมเยาวชนตอนอายุ 13 ขวบ ก่อนจะเติบโตก้าวสู่แข้งชุดใหญ่ รับใช้มายาวนานจนปี 2001 เบ็ดเสร็จรวมแล้ว 17 ปี ก่อนจะหวนกลับมาคุมทีมชุดบี ชีวิตแทบจะผูกติดเลย นักเตะจากลา มาเซียส่วนมาก ก็เติบใหญ่มาด้วยการสั่งสอนในลักษณะนี้ แทบไม่มีใครแตกแถวเลย อิบรา รู้สึกผิดปกติตั้งแต่เห็นพฤติกรรมเพื่อนร่วมทีมอย่าง การ์เลส ปูโยล , ชาบี เอร์นานเดซ , อันเดรียส อิเนียสต้า , เคราร์ ปีเก้ หรือดาวรุ่งที่พุ่งแรงมากอย่าง เมสซี่ ว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน ไม่มีเถียงเจ้านายเลยสักคำ มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรอกเมื่อผ่าน 6 เดือนไปแล้ว ความเป็นคนนอกของ อิบรา ยิ่งถูกตอกย้ำหนักเข้าไปทุกที จากที่เคยเป็นตัวจริงยิงต่อเนื่อง บางเกมหลุดไปนั่งสำรอง แถมมีการปรับเปลี่ยนแท็คติกหรือตำแหน่งการยืนของตนอีกต่างหาก นักเตะอย่าง อิบรา รู้กันอยู่แล้วว่า ไม่ควรไปจำกัดตัดอิสระหรือจินตนาการ แต่ในเมื่อบาร์เซโลน่าเป็นอย่างนี้ มันหมายความว่าผู้เล่นเองต้องหันเข้าหาและปรับตัว สำหรับ อิบรา มันไม่ใช่อยู่แล้ว มันจึงถึงคราวแตกหักในที่สุด เขาเล่าให้ฟังอย่างโกรธแค้นว่า พยายามหาคำอธิบายจาก เป๊ป แต่กลับโดนหมางเมิน เจ้านายไม่แม้กระทั่งสบตา บางคราวก็เหมือนแกล้งเดินหนี หายไปอย่างไร้ร่องรอย คล้ายบีบให้ อิบรา ต้องย้ายตัวเองออกไป ตัวเขามั่นใจว่า เป๊ป เลือก เมสซี่ ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเรียบร้อย พร้อมทั้งวางอำนาจ ไม่ให้ผู้เล่นคนอื่นหืออือเด็ดขาด ซึ่งมันไม่ยุติธรรม ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเดียว ในมุมนี้ อิบรา ก็เลยเชื่อว่า เป๊ป เต็มไปด้วยอีโก้ ไม่รับฟังความคิดเห็นคนอื่น ยัดเยียดความเชื่อให้กับนักเตะ โดยที่คิดว่ามันต้องถูกเสมอ ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าเมื่อคนสองคนที่เต็มไปด้วยอีโก้ มาเผชิญหน้ากัน มันก็คงยากที่จะทำให้คลื่นลมสงบราบเรียบ ไม่เกิดการปะทะหรือความขัดแย้งขึ้น ไม่ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สุดท้ายก็กลายเป็น อิบรา นั่นเอง อย่างที่บอกไว้เหมือนเป็นคนนอกตั้งแต่แรกแล้ว ความฝันอันยิ่งใหญ่พังครืนลงมา บาร์เซโลน่าไม่ได้น่าอยู่อย่างที่คิดไว้แต่แรกเลย จนถึงตอนนี้ความฝันตายไปเรียบร้อย เหลือแต่ความแค้นที่ยังมีลมหายใจ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #บัลลงดอร์รออีกเดี๋ยว? ]

เมื่อตอนกลางเดือนตุลาคม โทนี่ โครส ออกมายกย่อง เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ว่ายกระดับเป็นยอดมิดฟิลด์ 1 ใน 3 ของโลกลูกหนังปัจจุบันไปแล้ว ฟังดูเหมือนอวยรุ่นน้องแบบเกินจริง ธรรมดาของเพื่อนร่วมทีม สวมเสื้อสีเดียวกัน ชื่นชมออกสื่อไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากใครเป็นสาวกเรอัล มาดริด ติดตามมาตลอด ดูแทบไม่เคยพลาด จะรู้เลยว่าไม่ได้เป็นเรื่องโอเวอร์ แถมยังต้องพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยแน่ ศึกเอล กลาซิโก้ที่มาดริดทุบบาร์เซโลน่าอย่างใสสะอาดปราศจากข้อกังขา บัลเบร์เด้ หรือที่เพื่อนฝูงเรียกกันว่า "เฟเด้" ซัดได้ 1 ประตูด้วย พร้อมทั้งผลงานยอดเยี่ยมทัดเทียมรุ่นพี่อีก มาล่าสุดยิงตอกฝาโลงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ทีมถล่มกลาสโกว์ เซลติก 5-1 ส่งท้ายรอบแบ่งกลุ่มยูซีแอลแบบสวยสดงดงามตามท้องเรื่อง ทำให้ฤดูกาลนี้ เฟเด้ ลงเล่นไปแล้ว 18 เกมทุกรายการ ยิงไปทั้งสิ้น 8 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ เยอะเลยทีเดียวสำหรับกองกลางดาวรุ่ง ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งประจำ แล้วแต่เจ้านายบัญชามาจะให้ยืนตรงไหน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ พัฒนาการอันพุ่งทะยานไปข้างหน้าในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะฤดูกาลก่อน ตลอดการลงสนาม 46 นัด ยิงแค่ 1 ประตูและ 2 แอสซิสต์เท่านั้นเอง ดูตัวเลขยังต้องปรับปรุง เมื่อซัมเมอร์ 2021 หรือกว่า 1 ปีที่ผ่านมา มาดริดมอบสัญญาฉบับใหม่ให้ บัลเบร์เด้ โดยมีระยะเวลายาวจนถึงปี 2027 นอกจากนี้ยังปรับปรุงค่าฉีกจาก 500 ล้านยูโร มาเป็น 1,000 ล้านยูโร เพื่อป้องกันโดนฉกตัว แต่หากใครบ้าดีเดือดกล้าจ่ายจริง ก็มาเอาไป คุณสมบัติอันโดดเด่นของเด็กหนุ่มจากอุรุกวัยก็คือ การเปิดใจรับฟังคำแนะนำของทุกคน มีความกระตือรือร้นพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ได้ทำตัวเหมือนพวกน้ำล้นแก้ว ปิดหูปิดตา เต็มไปด้วยอีโก้ นั่นทำให้เขาค่อยๆเติบโตอย่างมีคุณภาพ ประเด็นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคือวิธีคิด บัลเบร์เด้ คิดตลอดว่าตัวเองมีจุดอ่อน จำต้องหาทางเปลี่ยนอย่างไร เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น อย่างเรื่องโภชนาการซึ่งใกล้ตัวมาก ๆ ก็หันมาเอาใจใส่ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่เคยคิดปล่อยตัวตามใจปาก กินทุกอย่างตามที่อยากจะกิน เหมือนพวกดาวรุ่งอีกหลายคนที่ชอบคิดว่า ไม่เป็นไรไว้ดูแลทีหลัง แล้วก็มักจะสายเกินไป เมื่อก่อน บัลเบร์เด้ ก็คิดอย่างนั้นแหล่ะ แต่ตอนหลังได้คุยกับนักโภชนาการ ทำให้รู้สึกว่าไม่ควรรอให้ร่างกายแย่ แล้วค่อยหันมาดูแลตัวเอง มันควรจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ให้เป็นความเคยชินน่าจะดีกว่า จากที่กินอาหารไม่ค่อยเน้นนัก ก็ใส่ใจรายละเอียด เน้นปลากับผักเป็นหลัก รวมถึงลดปริมาณของหวาน จนรู้สึกได้ว่าร่างกายฟิตกว่าที่เคยจริงๆ "ผมยังกินเหมือนเดิมนั่้นแหล่ะ เพียงแต่มีการควบคุม จากนั้นถึงได้รู้ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง" เมื่อคุณเชื่อมั่นหรือศรัทธาบางอย่างแล้ว คงไม่มีทางจะปฏิเสธแน่นอน ตรงกันข้าม เฟเด้ กลับเพิ่มน้ำหนักให้แน่นยิ่งขึ้น ตั้งใจทำให้ดีกว่าเดิม จากเด็กที่เคยดื้อมากๆในสมัยก่อน บัลเบร์เด้ ก็เปลี่ยนบุคลิกเช่นกัน ว่านอนสอนง่าย เพราะรู้แล้วว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ตรงนี้แหล่ะที่ทำให้เขาเข้าใจในอีกแง่มุม เมื่อรอบข้างมีแต่คนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝีเท้า ประสบการณ์และทัศนคติ จำต้องครูพักลักจำ นำสิ่งดีๆมาปฏิบัติใช้ เคสนี้จะบอกว่า "ศิษย์ดีเพราะมีครู" ก็คงไม่ได้เกินเลยไปนักหรอก เพราะเขาได้ร่วมงานกับมิดฟิลด์ชั้นครูมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลูก้า โมดริช , โทนี่ โครส หรือ กาเซมีโร่ 3 คนนี้คือขั้นเทพของจริง ครองความสุดยอดในยุทธภพมาช้านาน กวาดความสำเร็จต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คำแนะนำของรุ่นพี่มันล้ำค่ามากๆ บัลเบร์เด้ ยิ่งรู้สึกดีเข้าไปอีก เมื่อได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชา ไม่ใช่ใครจะมีโอกาสงามอย่างนี้ได้หรอก ไม่ใช่แค่ในสโมสรเท่านั้น แต่ยามเข้าแคมป์เก็บตัวกับทีมชาติอุรุกวัย ก็ยังได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างดี หลายคนคงเคยได้ยินว่า เทรดดิชั่นหรือธรรมเนียมของอุรุกวัยนี่แข็งแกร่งอย่างมาก มันมีศัพท์เฉพาะตัวเรียกว่า "Garra Charrua" หรือจิตวิญญาณ ซึ่งถูกถ่ายทอดมาแบบรุ่นสู่รุ่น ยิ่งคุณเป็นนักเตะหนุ่มจะต้องถูกปลูกฝังมากเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าถึงเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เอาแบบลงลึกไปยังแก่นของมัน สิ่งนี้สะท้อนความเป็นนักสู้ของผู้เล่นอุรุกวัย จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด จนกว่าเสียงนกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้น บัลเบร์เด้ เองก็เป็นอย่างนั้นเลย เขาได้เรียนรู้จาก หลุยส์ ซัวเรซ และ ดีเอโก้ อลอนโซ่ 2 รุ่นพี่ในทีมชาติมากเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ได้คุยด้วย มักเกิดแรงบันดาลใจและความฮึกเหิมเสมอ นี่คือประโยชน์ที่ได้รับจากทั้งสองทาง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมาวันนี้แทบจะไม่เหมือนเด็กหนุ่มๆอีกแล้ว ในขณะเดียวกันการได้เป็นลูกทีมของ ซีเนดีน ซีดาน ต่อยอดด้วย คาร์โล อันเชล็อตติ ก็เป็นยิ่งกว่าโบนัสแห่งชีวิตค้าแข้ง สมัยเป็นนักเตะ ซีดาน คือโคตรบอลของจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ ทุกคำสอนและแนะนำ บัลเบร์เด้ เลยได้ไปเต็มๆ ประสบการณ์เช่นนี้ต่อให้มีเงินมหาศาล ก็ไม่มีทางซื้อได้หรอก พอได้มาร่วมงานกับ อันเช่ ผู้ซึ่งฉลาดปราดเปรื่อง อ่านทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง เหมือนขงเบ้งลูกหนัง ความรู้ก็แตกแขนงออกไปอีก ยิ่งเพิ่มพูนมากกว่าเดิม ตอนนี้เขาแทบจะเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงกลางหรือจะขยับขึ้นไปเล่นตัวรุก ยืนเป็นปีกขวาในบางครั้งก็ไม่เกี่ยง ประสิทธิภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย บทบาทในเกมรุกและรับ เต็มไปด้วยความสมดุลอีกต่างหาก ขยันขันแข็ง วิ่งพล่านไม่มีหมดง่ายๆ สร้างความอุ่นใจให้เพื่อนร่วมทีมเสมอ กลายเป็นแกนหลักที่แทบจะขาดไม่ได้ แม้ในทีมชุดปัจจุบันมีกองกลางทั้งเก่าและดาวรุ่งชั้นเยี่ยมหลายคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่มาดริดจะรีบตีกันสุดชีวิตตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ที่ 1,000 ล้านยูโรและ โทนี่ โครส ยกย่องว่าเป็นสุดยอด 1 ใน 3 ของกองกลางยุคนี้เลย แล้วไม่ต้องแปลกใจอีกเช่นกัน หากเราเห็น เฟเด้ บัลเบร์เด้ คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หากเมสซี่ต้องชวดแชมป์โลก ? ]

เห็นข่าวที่ว่าสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา ร้องขอมายังสโมสรแห่งหนึ่งในพรีเมียร์ลีก งดใช้แข้งฟ้าขาวที่อยู่ในทีมลงเล่นในช่วงวันที่ 12-13 พฤศจิกายน แล้วทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้เลย แน่นอนว่าสโมสรดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อหรือเป็นที่เปิดเผยว่าทีมอะไร ปฏิเสธทันควันชนิดไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เรื่องอะไรจะต้องมาทำตามที่ขอด้วย อย่างนี้เสียประโยชน์แย่เลย เข้าใจว่าทีมชาติอยากจะให้สภาพร่างกายนักเตะสมบูรณ์สักหน่อย ได้พักคลายกล้ามเนื้อ ก่อนทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก 2022 จะเดินทางมาถึง แต่ในมุมของสโมสรคงไม่ยินยอมหรอก หากดูรายชื่อแข้งอาร์เจนไตน์เล่นในพรีเมียร์ลีกและอยู่ในข่ายมีสิทธิ์ติดโผ 26 คนสุดท้าย ลุยเวิลด์คัพฉบับพิสดาร มีอยู่ 6 คนด้วยกัน จากแมนฯยูไนเต็ด 2 คน ลิซานโดร มาร์ตีเนซ กับ อเลฮานโดร การ์นาโช่ , แอสตัน วิลล่าก็ 2 คนเช่นกัน เอมิลิอาโน่ บวนเดีย กับ เอมิลิอาโน่ มาร์ตีเนซ ส่วนอีก 2 คนที่เหลือคือ คริสเตียน โรเมโร่ ของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ จากค่ายไบรท์ตัน หลังจากเล่นเกมสุดท้ายก่อนเบรกพักหลีกทางให้ฟุตบอลโลกโม่แข้งกันบ้าง ใครที่มีรายชื่อก็จะต้องรีบเดินทางมาสมทบยังแคมป์ทันที โดยแทบไม่มีเวลาได้ทำความเข้าใจในหลายเรื่องเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นแท็คติกหรือวิธีการเล่นร่วมกัน เพราะเตรียมทีมกันแบบฉุกละหุกมาก ไม่ใช่แค่อาร์เจนตินาชาติเดียว ต่างต้องเจอปัญหาเช่นนี้เหมือนกับเกือบทั้งหมด ในเมื่อส่วนมากเล่นอยู่ในลีกยุโรป แล้วทีนี้ลองนึกภาพดูแล้วกัน หากบราซิลหรืออาร์เจนตินา ผ่านเข้าถึงรอบชิง ปัญหาที่จะตามก็คือ นักเตะหลายต่อหลายคนจะกรอบเป็นข้าวเกรียบ โดนอาการล้าพุ่งชนเล่นงานแน่ๆ เกมนัดชิงถูกวางเอาไว้วันที่ 18 ธันวาคม หากเป็นทัพแซมบ้าฝ่าด่านไปถึงตรงนั้น พอทำหน้าที่รับใช้ชาติเสร็จเรียบร้อย ต้องกลับมาทดแทนบุญคุณสโมสรกันต่อเลย พรีเมียร์ลีกจะเริ่มกลับมาหวดในวันที่ 26 ธันวาคมหรือบ็อกซิ่ง เดย์ นั่นหมายความว่า แข้งทีมชาติบราซิลที่เล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี มีหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็นลิเวอร์พูล , แมนฯยูไนเต็ด , อาร์เซน่อล , เชลซีหรือแมนฯซิตี้ ต่างไม่ได้พักหายใจหายคอกันเลย เป้าหมายของสโมสรก็สำคัญไม่แพ้กัน ทุกทีมต่างขับเคี่ยวกันสุดพลัง เพื่อแชมป์หรือท็อปโฟร์ จะมีใครใจดีให้ผู้เล่นพักเป็นกรณีพิเศษบ้างล่ะ กลับมาที่เคสของสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา ที่ลงทุนขอร้องมาแบบหวังว่าจะเผื่อฟลุค ทางสโมสรโอนอ่อนให้ ลองจินตนาการว่าทีมนั้นคือแมนฯยูไนเต็ด แล้วจะไม่ส่ง ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ลงสนาม ในช่วงเวลาต้องการเก็บทุกคะแนนดูสิ อย่าลืมว่า ราฟาแอล วาราน โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานเรียบร้อย ไม่รู้ว่าฟื้นทันช่วยฝรั่งเศสหรือเปล่า นั่นหมายถึงประสิทธิภาพเกมรับจะถูกฉุดให้ลดอ่อนลงตามไปด้วยแน่ๆ ถ้าไม่มี ลิช่า ลงประจำการอีกคน ปล่อยให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ประสานงานกับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ภาพของฤดูกาลที่แล้วในยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และ ราล์ฟ รังนิก เป็นผู้จัดการทีมลอยมาเลย ในขณะเดียวกัน เอริก เทนฮาก ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ไม่กี่วันก่อน โดยยืนยันตามบทบาทหน้าที่ของตนและมองที่ความสำคัญของสโมสรเหนืออื่นใด ส่วนทีมชาติให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดการบริหารแก้ปัญหากันเอาเอง อย่างที่บอกไว้ เคสอย่างนี้ของทีมชาติมันก็น่าเห็นใจเลยทีเดียว หลายทีมตั้งเป้าไว้ว่าต้องการกลับมาครองแชมป์โลกอีกครั้ง ยิ่งอาร์เจนตินาด้วยแล้ว หวังสูงถึงขั้นจะทำให้ เมสซี่ ร่ำลาฟุตบอลโลกอย่างสมเกียรติเลย แม้จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ไม่นานมานี้ เมสซี่ เปิดใจไว้แล้วว่า ศึกที่กาตาร์น่าจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของตน คงฝืนสังขารรอนานอีก 4 ปีข้างหน้าไม่ไหวแน่ๆ ทีมงานของอาร์เจนตินาและกลุ่มผู้เล่นต่างรวมพลังกันไว้แล้ว ต้องทำภารกิจนี้ให้บรรลุถึงเป้าหมายให้ได้ ไม่มีทางเป็นอื่นเลย นอกจากแชมป์สถานเดียว พวกเขาเคยร่วมหัวจมท้ายฝ่าฟันกันจนผลักดัน เมสซี่ ครองแชมป์โกปา อเมริกาล่าสุดมาแล้ว หลังจากเรื่องความสำเร็จในทีมชาติเป็นเหมือนมนทินแปดเปื้อน เมสซี่ เรื่อยมา จึงมีข่าวลือในทำนองว่า เมสซี่ เองอาจจะขออนุญาตทางปารีส แซงต์ แชร์กแมง เป็นกรณีพิเศษ ไม่ต้องลงเล่นในเกมท้ายก่อนลีกเองปิดชั่วคราว เพื่อได้มีเวลามากพอสำหรับการมาเข้าแคมป์ ถ้าเป็นจริงคงไม่ใช่เรื่องแปลก เราต้องเข้าใจว่า ด้วยสถานะความเป็นซูเปอร์สตาร์ การได้อภิสิทธิ์พิเศษดูจะกลายเป็นเรื่องปกติ ต่อให้ในยุคที่โลกมักเรียกร้องหาความเท่าเทียมก็เถอะ อีกทั้งนโยบายของเปแอสเชก็ยินดีโอ๋พวกแข้งดังอยู่แล้วและผู้เล่นคนอื่นๆ ก็คงเข้าใจได้ ต่อให้ลึกลงไปอาจไม่แฮปปี้สักเท่านัก มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า อาร์เจนตินาตั้งเป้าไว้สูงลิบ ซึ่งมันก็เหมือนฟุตบอลโลกในหลายครั้ง พวกเขาคือหนึ่งในชาติตัวเต็ง แต่คราวนี้มีความพิเศษ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นที่ดูแตกต่างออกไป กระนั้นหากเกิดอุบัติเหตุพลั้งพลาดขึ้นมา ไม่ว่ากรณีไหน จนทำให้ต้องผิดหวังกันทั้งประเทศ เชื่อเถอะว่าเรื่องโปรแกรมผันผวนปั่นป่วนปรับเปลี่ยนจนเละ ต้องถูกหยิบมาพูดถึง แน่นอนฟีฟ่าจะต้องโดนถล่มหนัก โทษฐานให้การสนับสนุนกาตาร์เป็นเจ้าภาพ ทั้งที่รู้ข้อจำกัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงซัมเมอร์ จนไม่สามารถจัดการแข่งขันตามกรอบเวลาปกติได้ ว่ากันตามตรงกาตาร์แทบไม่ได้อยู่บนหน้าประวัติศาสตร์เวิลด์คัพด้วยซ้ำ ไม่เคยผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายเลยสักครั้ง หากไม่ได้เป็นเป็นเจ้าภาพตามสิทธิ์ ก็คงยากมากเลยทีเดียว ข้ออ้างเรื่องการกระจายเจ้าภาพ ให้ตามภูมิภาคและโซนต่างๆของโลก มันก็ยังแปร่งๆอยู่ดีนั่นแหล่ะ อย่างน้อยต้องมองภาพรวมก่อน ความเหมาะสมสำคัญที่สุดแล้ว สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ กาตาร์เป็นชาติที่ร่ำรวยมีงบประมาณมหาศาล สำหรับเนรมิตทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ เรื่องนี้เราต่างก็รู้ดีกัน แม้แทบทุกชาติที่เข้ารอบจะได้รับผลกระทบกันทั้งสิ้น แต่อย่าลืมว่าแสงสปอร์ตไลต์ส่องมายัง เมสซี่ มากกว่าปกติ ฟุตบอลโลก 2022 มีความเสี่ยงอย่างมาก สำหรับเป็นบ่อเกิดสารพัดดราม่า คอยจับตาดูกันได้เลย ---------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อาร์เตต้าคุมบาร์ซ่า ? ]

Sport สื่อกีฬาชั้นนำของสเปน จุดประเด็นเรื่องโอกาสที่ มิเกล อาร์เตต้า จะได้คุมบาร์เซโลน่า จนดึงดูดความสนใจของแฟนบอลได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ผลพวงจากฟอร์มที่ไม่ค่อยนิ่งของบาร์ซ่าในช่วงนี้ ประกอบกับเพิ่งตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลดเลเวลไปลุยในยูโรปา ลีกแทน มันเสียทั้งเงิน เสียทั้งหน้าเลยทีเดียว เดิมทีฝ่ายบริหารของทีม ตั้งเป้าไว้ต้องเข้ารอบควอเตอร์ไฟนั่ลถ้วยใหญ่ยุโรปเป็นอย่างต่ำ นั่นจะทำให้ทีมมีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและส่วนแบ่งโบนัสตามผลงานราว 21 ล้านยูโร แต่พอหลุดจากเส้นทางตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม เงินก้อนดังกล่าวก็หายวับไปด้วย นอกจากนี้พวกเขายังลงทุนอย่างหนักในตลาดซื้อขายซัมเมอร์ ใช้ไปทั้งสิ้น 4 คันโยก ดึงเงินในอนาคตมาใช้ก่อน เพื่อประคับประคองให้ผ่านวิกฤตไปได้ เพราะต้องมีหลักประกันสำหรับลงทะเบียนนักเตะอีก พวกเขาหว่านเงินไปมากกว่า 150 ล้านยูโร เป็นค่าตัวของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ , ราฟินญ่า , ชูลส์ กุนเด้ และ ปาโบล ตอร์เร่ นอกจากนี้ยังดึงทั้ง ฟรองก์ เกสซิเย่ , อันเดรียส คริสเตนเซ่น , มาร์กอส อลอนโซ่ และ เอคตอร์ เบเยริน มาแบบฟรีเอเจ้นท์ อาจไม่ต้องจ่ายค่าตัวก็จริง แต่ยังไงก็ต้องควักค่าจ้างพอสมควร ไม่นับการขยายสัญญา อุสมาน เดมเบเล่ และ เซร์จี้ โรแบร์โต้ เพิ่มไปอีก ซึ่งก็ต้องทุบคลังอีกก้อนอยู่ดี ชัดเจนเลยว่า โจน ลาปอร์ต้า ประธานของบาร์เซโลน่า ลงทุนมหาศาลบานตะเกียงขนาดนี้ เป้าหมายคงต้องไปสุดทาง ไม่ว่าจะเป็นยูซีแอลหรือลาลีกา ต้องสอยเรอัล มาดริดตกจากบัลลังก์ให้สำเร็จ เมื่อรวมกับนักเตะเก่าที่มีอยู่ กลุ่มยังบลัดที่อนาคตไกล กำลังพลของบาร์ซ่าจึงดูเพียบพร้อมอย่างยิ่งสำหรับการไล่ล่าในฤดูกาลนี้ ในขณะเดียวกันฝั่งทีมงานเทรนเนอร์และสต๊าฟฟ์ การได้ ชาบี เอร์นานเดซ เข้ามากุมบังเหียนตั้งแต่เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็มีแนวโน้มไปได้สวย แฟนบอลมองย้อนไปยังอดีตแล้วอดฝันหวานกันไม่ได้ ชาบี เปรียบเสมือนไอดอลของสาวกเลย ทุกคนต่างชื่นชอบกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของฝีเท้า แต่ภาวะความเป็นผู้นำแบบเต็มเปี่ยม พ่วงด้วยสายเลือดกาตาลันอันเข้มข้น ล้วนขับให้ดูเปล่งปลั่งขึ้นอีก แม้ชั่วโมงบินจะไม่มาก สะสมประสบการณ์มาจากตะวันออกกลาง ทว่ามีต้นทุนตรงรู้จักสโมสรแห่งนี้ไม่น้อยไปกว่าใคร เข้ามาอยู่ในทีมเยาวชนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเท่านั้นเอง จากปี 1984 ก้าวแต่ละก้าวของ ชาบี ย่อมมั่นคงอย่างมาก สืบสานต่อยอดเป็นผู้เล่นแกนหลักในทีมชุดใหญ่ ถูกยอมรับอย่างสนิทใจไร้ข้อกังขา ก่อนได้ปลอกกัปตันทีมรัดแน่นที่ต้นแขน สิ่งเหล่านี้ล้วนหล่อหลอมให้ ชาบี กลายเป็นตำนานผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนจะเปิดหมวกอำลาตามวิถีในปี 2015 แต่ทุกคนรู้ดีว่า น่าจะเป็นการแค่ร่ำลาชั่วคราวเท่านั้น ถึงเวลาที่เหมาะสม อ้อมกอดแห่งกาตาลันจะได้เปิดอ้าต้อนรับอีก ชาบี ผลักดันบาร์ซ่าจบอันดับ 2 บนตารางลาลีกาได้ก็จริง แต่ผลงานในยูซีแอลน่าผิดหวังได้แค่ที่ 3 ตกรอบแบ่งกลุ่ม ลงไปโม่แข้งในยูโรปาลีกแทน นอกจากนี้ในศึกโกปา เดล เรย์ ยังโดนแอธเลติก บิลเบาน็อกร่วงในรอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกต่างหากและเมื่อลงไปเล่นในถ้วยเล็กยุโรป ยังยุติเส้นทางแค่รอบควอเตอร์ไฟนั่ลพ่ายไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ภาพรวมของ ชาบี ในบทบาทหัวเรือใหญ่ ไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก แต่ต้องเข้าใจว่ามาทำงานในช่วงกลางซีซั่น ท่ามกลางปัญหามากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ยังไงก็ต้องการเวลาปรับจูน ถือเป็นการชิมลางก่อน ซึ่งแฟนๆก็ให้การสนับสนุนเหมือนเดิม ไม่มีใครโทษหรือโยนความผิดให้ อาจเพราะบารมีในอดีตสมัยเป็นนักเตะ สามารถเป็นเกราะป้องกันได้ อย่างที่บอกนั่นแหล่ะ การเสริมทัพอย่างแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ช่วยทวีความมั่นใจให้บรรดาบาร์เซโลนิสต้าอีกเป็นกอง มองเห็นช่องทางที่จะกลับมายิ่งใหญ่ไม่ยากเลย การได้ เลวานดอฟสกี้ กับ ราฟินญ่า มาเติมในแนวรุก จุดประกายความหวังจำนวนประตูแน่นอน ประสิทธิภาพในการเข้าทำคงดีขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตามการตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซ้ำรอยแผลเก่าจากซีซั่นก่อน สร้างความเจ็บปวดให้เหล่ากองเชียร์อย่างมาก ไม่คิดว่าจะมาตายน้ำตื้นเช่นนี้ พลาดเองน่าเจ็บใจ แม้ฟอร์มในลีกยังโอเคอยู่ จนถึงปัจจุบันตามหลังเรอัล มาดริด แค่แต้มเดียว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เก้าอี้ของ ชาบี มั่นคงเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกสื่อพร้อมจะเหยียบซ้ำถ้าคุณพลาดขึ้นมา ต้องยอมรับว่าเครดิตของ ชาบี ลดน้อยลงไป จากที่เคยเชื่อมั่นสูงปรี๊ด บาร์เซโลนิสต้าก็ไม่ได้คิดเหมือนอย่างที่เคย ยิ่งในช่วงเวลาเรอัล มาดริดแกร่งทั่้วแผ่น รักษาระดับมาตรฐานได้ดีไม่มีตก มันจึงเป็นโจทย์โหดหินที่จะโค่นลงได้ ด้วยเหตุนี้เลยมีข่าวโยงว่า ฝ่ายบริหารอาจรอดูผลงานไปก่อน หากไม่กระเตื้องหรือซีซั่นนี้คว้าน้ำเหลวอีก คงต้องพิจารณากันใหม่ ในเมื่อลงทุนลงแรงขนาดนี้แล้ว ยังไม่อาจยกระดับกลับคืนมาอย่างที่ปักธงไว้ ทีมอย่างบาร์ซ่ารอไม่ได้นานนักหรอก เวลามันมีน้อยมากๆ ชื่อของ มิเกล อาร์เตต้า จึงโยงอย่างช่วยไม่ได้ จากผลงานขั้นเทพกับอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้ ก้าวขึ้นมาท้าทายแท่นของแมนฯซิตี้อย่างอาจหาญ เล่นดีไม่มีแผ่ว หลังผ่านไป 1 ใน 3 ของเส้นทาง อีกทั้งยังเป็นกุนซือหนุ่ม วัยไล่เลี่ยกับ ชาบี แรงใจและไฟฝันเต็มกราฟอยู่ตลอดเวลา กระหายความสำเร็จเสมอ ในอีกทางก็เปิดกว้างสำหรับเรียนรู้ นอกจากนี้ยังเป็นชาวสเปน ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวอะไรนัก ทั้งวัฒนธรรมต่างๆ สภาพแวดล้อมและภาษา แถมได้อิงลิชที่สปีกคล่องมาเสริมอีก กำแพงการสื่อสารแทบตัดทิ้งไปเลย ส่วนเรื่องฝีมือผ่านการพิสูจน์มาบ้าง มีแชมป์เอฟเอคัพและคอมมูนิตี้ ชิลด์เป็นเหมือนใบเบิกทาง พร้อมยืนหยัดตามแนวทางของตนอย่างมั่นคง สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างให้ อาร์เตต้า ดูน่าสนใจมากๆ เรื่องราวระหว่าง อาร์เตต้า กับบาร์เซโลน่า ถ้าเกิดขึ้นจริง คงไม่ใช่เร็ววันนี้หรอก แต่ต้องยอมรับว่า ในอนาคตมีโอกาสเป็นไปได้ แม้จะต้องอาศัยเวลาและรอดูตัวแปรอีกหลายอย่างก็ตาม ที่สำคัญฤดูกาลนี้ ชาบี ต้องพยายามนำบาร์ซ่าฝ่าฟันอุปสรรค กลับมาแย่งแชมป์ลาลีกาจากมาดริดให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นความตึงเครียดจะแผ่ปกคลุมแน่นอน ในโลกฟุตบอล เหตุการณ์บ้าๆหรือเรื่องราวคาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เมื่อหัวใจใหญ่กว่าตัว ]

ตอนนี้บรรดาบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษ ต่างเชื่อมั่นว่าแมนฯยูไนเต็ดมีโอกาสไม่น้อยเลย สำหรับภารกิจพิชิตท็อปโฟร์ในฤดูกาลนี้ หลังเชือดเวสต์แฮม ยูไนเต็ดลงได้อย่างระทึก 1-0 แม้จะไม่ได้เป็นเกมที่น่าประทับใจเท่าไรนัก แล้วว่ากันแบบแฟร์ๆ เดวิด มอยส์ ควรได้อะไรติดไม้ติดมือกับลอนดอนบ้าง แต่สิ่งที่ได้เห็นกันและน่าจะเป็นสัญญาณเตือน คือคาแรคเตอร์ของการเป็นผู้ชนะ แม้จะโดนโหมบุกอย่างหนักในช่วงท้าย ก็ยังโชว์ทีมสปิริตช่วยกันต้านทานไว้สำเร็จ หากเป็นเมื่อก่อน ขึ้นนำแค่ประตูเดียว มักจะโดนฝ่ายตรงข้ามเอาคืนให้น่าหงุดหงิดใจเสมอ มันแตกต่างจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด พอนกหวีดสุดท้ายแผดร้องดังลั่น ลิซานโดร มาร์ตีเนซ แสดงอาการสะใจสุดพลัง ขึ้นกระโดดขี่หลัง ดาบิด เด เคอา ซึ่งเซฟสำคัญหลายครั้ง จนพาทีมคว้า 3 คะแนน จากนั้นก็ตีมือตีไม้ยินดีกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น เช่นเดียวกับเอาหัวมาชนกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แล้วแหกปากดังลั่น เหมือนเป็นการประกาศชัยและกระตุ้นให้กัปตันทีมรู้ว่า วันนี้ทำหน้าที่ได้ดีเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่า มาร์ตีเนซ หรือที่เพื่อนๆเรียกขานว่า ลิช่า จะเพิ่งย้ายมาร่วมทีมได้ไม่กี่เดือน แต่จากบุคลิกของเขา มันเหมือนทำให้คิดว่าอยู่มานานหลายปี เป็นผู้นำของทีมคนหนึ่ง ผลงานในสนามปราศจากเครื่องหมายคำถามอีกต่อไป ไม่มีใครคิดว่าความสูงแค่ 175 เซ็นติเมตรจะกลายเป็นอุปสรรค ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย ในขณะเดียวกัน ลิช่า น่าจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ช่วยปลุกทีมสปิริตขึ้นมา การแสดงออกอย่างที่เรียกว่าแพสชั่นของเขา เป็นสิ่งที่แมนฯยูไนเต็ดขาดหายไปนาน แทบไม่มีผู้เล่นลักษณะนี้เลย จนทำให้ดูอ่อนยวบหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ติ๋มเกิน" นั่นแหล่ะ แกรี่ เนวิลล์ ยังพูดถึง ลิช่า ในแง่ที่ว่า เป็นคนสำคัญที่สร้างสปิริตในทีมขึ้นมาใหม่ หลังจากที่หายไปพักใหญ่ แฟนผีแทบไม่ได้สัมผัสบรรยากาศเช่นนี้เลย มันนานมากแล้ว จำได้ว่าตอนโดนเบรนท์ฟอร์ดถล่ม 4-0 มาร์ตีเนซ ถูกโจมตีอย่างหนัก เรื่องรูปร่างไม่เหมาะกับการเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษ ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้น ดูแล้วไม่น่ารอด เขาโดนเปลี่ยนออกในครึ่งหลัง กล้องจับที่ใบหน้าอันราบเรียบ ลึกลงไปข้างในอาจผิดหวังไม่สามารถช่วยอะไรทีมได้เลย ไหนจะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ด้านลบอีก อย่างไรก็ตามหากใครรู้จักเขาตั้งแต่สมัยเล่นให้อาแจ็กซ์ อาจไม่ได้กังวลสักเท่าไร เพราะนี่คือผู้เล่นที่ล้มเมื่อไร จะรีบลุกขึ้นมาทันที ไม่มัวมานั่งเสียใจ โอดครวญ ฟูมฟายให้เสียเวลาหรอก เกมแดงเดือดโค่นลิเวอร์พูล ช่วยพิสูจน์ความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี สำหรับกองเชียร์อาแจ็กซ์ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ในขณะที่แฟนบอลทั่วไปได้แต่ร้องว้าว ลิช่า เคยเปิดใจไว้ว่า เขาพยายามหลีกเลี่ยงโซเชี่ยล ไม่เข้าไปส่องหรืออ่านโน่นนี่มากนัก บางครั้งมันน่ากลัวเกินไปและอาจกระทบต่อสภาพจิตใจ เขาแค่เชื่อมั่นในความเป็นตัวเองเท่านั้น มีวิธีจัดการได้ โดยไม่ต้องไปสนใจเสียงจากคนอื่น ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ ผลงานของเขาดีมาเรื่อยๆ แบบรักษามาตรฐานอย่างมั่นคง กระทั่งมาเป๋อีกก็นัดพ่ายแมนฯซิตี้อย่างย่อยยับ โซเชี่ยลล้อเลียนเรื่องการรับมือ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ ไหนคุยโตกันว่า เคยล็อกตายอยู่หมัดมาแล้วตอนอยู่อาแจ็กซ์และต้องเจอกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ต้องยอมรับว่า ลิช่า มีปัญหาอย่างมาก ไม่อาจป้องกันการโจมตีของซิตี้ได้เลย แน่นอนว่าเขาต้องรู้สึกแย่ จากที่ดีๆมาต่อเนื่อง กลับช็อตอย่างไร้เหตุผล แต่อย่างที่บอกไว้นั่นเลย เขาไม่ใช่เป็นประเภทมัวจมปลักกับความพ่ายแพ้ รีบดึงตัวเองขึ้นมาในจุดที่ควรจะอยู่ หลังจากศึกผ่าเมืองอัปยศ แมนฯยูไนเต็ดลงสนามอีก 8 เกมในทุกรายการ ชนะ 6 เสมอ 2 ไม่แพ้เลย โดยมี ลิช่า เป็นเสาหลักในเกมรับเสมอ แม้ในวันที่ไม่มีพาร์ทเนอร์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง ราฟาแอล วาราน ก็ตาม หากย้อนดูปูมหลัง เราจะเห็นว่า ลิช่า ลุ้มลุกคลุกคลานหลายครั้ง สมัยย้ายจากอาร์เจนตินามาเล่นให้อาแจ็กซ์ในช่วงแรก ต้องเจอด่านทดสอบสำคัญ ปรับตัวให้เข้ากับระบบไม่ได้ เขาชอบครองบอลนานเกินไป ไม่คุ้นกับการรีบออกบอลให้เร็วที่สุด บางครั้งท้อแท้ถึงขั้นร้องไห้ อยากกลับบ้านเลย 3-4 สัปดาห์แรก เป็นช่วงเวลาอันแสนสาหัสอย่างมาก สำหรับเด็กหนุ่มที่เพิ่งข้ามน้ำข้ามทะเล จากบ้านมาไกลมากๆ แล้วต้องเจอสิ่่งแวดล้อมรอบข้าง ต่างไปจากเดิมแบบไม่เคยเจอมาก่อน อย่างไรก็ตาม ลิช่า ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก เปิดใจที่จะเรียนรู้รับฟัง กระทั่งยกระดับขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญ ประจำการได้หมดทั้งเซ็นเตอร์แบ็ก , กองกลางเชิงรับหรือแบ็กซ้ายก็ไม่เกี่ยง ที่นั่นเขาถูกยอมรับและเป็นที่นิยมของกลุ่มแฟนบอลมากๆ กลายเป็น The Butcher หรือจอมชำแหล่ะในเวลาต่อมา จากวิธีการเล่นที่ดุดันแข็งแกร่ง เข้าบอลหนักแน่นเน้นๆ ฉะนั้นเมื่อย้ายมาแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งก็มีอะไรหลายอย่างแตกต่างไปจากลีกดัตช์ มันอาจไม่ง่ายในการปรับตัว รวมทั้งต้องเข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อมีภูมิต้านทานมาก่อนแล้ว มันจึงไม่ใช่เรื่องยากนัก หนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนให้ ลิช่า พุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คือการสนับสนุนจากแฟนบอลนั่นเอง เขายอมรับว่าเวลาที่ได้ยินเสียงเร้ด อาร์มี่ในสนาม ตะโกนดังลั่น "อาร์เจนติ๊น่าๆๆๆๆ" รู้สึกภูมิใจเหลือเกิน เพราะไม่ง่ายเลยสำหรับผู้เล่นอาร์เจนไตน์ จะถูกยอมรับจากแฟนบอลอังกฤษ สองชาติที่ไม่เคยถูกกันมาก่อน ทั้งในเรื่องสงครามเกาะฟอล์คแลนด์และเหตุการณ์ หัตถ์พระเจ้าของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ในฟุตบอลโลก 1986 แต่ด้วยคาแรคเตอร์อย่างที่บอกไว้ ตรงนี้แหล่ะที่ดันให้เขาก้าวเป็นขวัญใจแฟนบอลในช่วงสั้นๆ เพราะไม่มีนักเตะแบบนี้มานานมากแล้ว ถึงบอกว่าเคสของ ลิช่า คือตัวอย่างสำหรับดีลในครั้งต่อๆไป ต้องซื้อผู้เล่นโดยพิจารณานิสัยหรือบุคลิกด้วย หัวใจต้องยิ่งใหญ่ ไม่ใช่โดดเด่นแค่ฝีเท้าอย่างเดียว ลำพังพรสวรรค์ไม่อาจช่วยให้ไปได้สุดทางหรอก สำหรับ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ รูปร่างเล็กไม่สำคัญเท่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่เลย ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117