breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #เสี่ยงพวงมาลัยกับใครดี? ]

ในสายตาแฟนบอลแมนฯซิตี้ทั่วไป กาเบรียล เชซุส อาจเป็นเหมือนแค่อะไหล่ เพียงแต่เขาเป็นอะไหล่ที่มีคุณภาพ สามารถทดแทนได้อย่างดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน นั่นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ เชซุส จะมีที่ยืนในทีม คือถูกยอมรับในวงกว้าง ทั้งจากเพื่อนๆและกองเชียร์ ไม่มีอะไรต้องคิดมากนัก อย่างน้อยก็ได้รับความสำคัญอยู่ อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในฤดูกาลหน้า มันคล้ายผลักให้ เชซุส ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต อาจถึงขั้นต้องเดินออกมาเองเลย เพราะการมาของ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ ที่รอเปิดตัวในเร็วๆนี้และ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ ซึ่งเซ็นล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนมกราคม คือจุดหักเหแท้จริง ปกติก็ต้องลุ้นแทบทุกนัดว่าจะได้ออกสตาร์ตหรือไม่ แต่เมื่อมีสองแนวรุกหน้าใหม่เพิ่มมา แถมดีกรีชื่อชั้นกำลังร้อนแรง เชซุส คงทำนายอนาคตตัวเองได้ไม่ยากหรอก อีกทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ยืนยันมั่นเหมาะแล้วว่า ไมปล่อยให้ทีมไหนมายืม อัลวาเรซ ไปเด็ดขาด นักเตะอยู่ในแผนการใช้งานเลยทันที นั่นจึงยิ่งตอกย้ำน้ำหนักชัดเจนขึ้นด้วย ทางออกดีสุดคือหาต้นสังกัดใหม่ จากผลงานที่ฝากเอาไว้ ไม่ใช่เรื่องยากเลย แม้จะโดนมองข้ามที่นี่ แต่ยังมีค่าในสายตาของที่อื่น ลองย้อนดูปูมหลังของ เชซุส สักหน่อยแล้วกัน โดยเฉพาะช่วงที่ย้ายมาแมนฯซิตี้ใหม่ๆ ว่าไปแล้วเขาเซ็นสัญญากับเรือใบสีฟ้าตั้งแต่ซัมเมอร์ 2016 แต่ต้องรอย้ายในเดือนมกราคม 2017 เพราะต้องให้ฤดูกาลของฟุตบอลลีกบราซิลจบลงในปลายปีก่อน ก่อนได้รับความสนใจจากซิตี้และสโมสรระดับท็อปในยุโรป ฟอร์มของเขาเปรี้ยงปร้างมากในสีเสื้อพัลเมรัส เข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนปีแรก ก็ระเบิดผลงานเป็นดาวซัลโวด้วยจำนวน 54 ประตูจาก 48 เกม ไม่น่าแปลกใจเลยว่าจะโดนจับเซ็นสัญญาอาชีพตอนปี 2014 ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจะอายุ 17 ปีเท่านั้นเอง ตอนฟุตบอลโลกปีดังกล่าว ซึ่งบราซิลเป็นเจ้าภาพ หลายคนยังจำภาพอันคลาสสิกที่ เชซุส ออกมาทาสีตามท้องถนน ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้นได้ดี เมื่อรูปแพร่กระจายออกไป จึงถูกตีความเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในวัยเด็ก แต่ความจริงนั่นคือการรับบทอาสาสมัคร เพื่อช่วยงานครั้งใหญ่ของประเทศตัวเองต่างหาก หลังบอลโลก 2014 ปิดฉากแค่ปีเดียว เชซุส ที่เก่งเกินวัย ก็ได้รับโอกาสขึ้นชุดใหญ่พัลเมรัสอย่างรวดเร็ว ก่อนตอบแทนความไว้วางใจด้วยจำนวนประตูอย่างน่าประทับใจ เขาถูกวางให้เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวที่ 2 หรือ Forward ไม่ใช่หน้าเป้า แต่ก็ยังยิงไปถึง 17 ประตูในฤดูกาล 2015/16 และนั่นคือประตูสู่ยุโรปอย่างแท้จริง เป็นเหตุผลให้แมนฯซิตี้ ยอมจ่ายค่าตัว 27 ล้านปอนด์บวกแอดออนส์อีกก้อน ซึ่งถือว่าเสี่ยงอยู่เหมือนกัน สำหรับนักเตะวัยรุ่นที่ไม่ค่อยประสีประสา รวมทั้งขาดประสบการณ์ 1 กุมภาพันธ์ 2017 เขาถูกส่งลงเป็นตัวจริงในเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรก สวมบทบาทตำแหน่งของ เซร์คิโอ "กุน" อเกวโร่ ก่อนจ่ายให้ เควิน เดอ บรอยน์ ซัลโวในนาทีที่ 17 จากนั้นจัดการส่องเองบ้างในนาทีที่ 39 เลยถูกบันทึกไว้ว่า เป็นแข้งรายแรกในประวัติศาสตร์แมนฯซิตี้ ที่ลงเป็นตัวจริงในลีกนัดแรก แล้วทั้งยิงและแอสซิสต์ เขาจบฤดูกาลแรก โดยที่ลงเล่นแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ด้วยผลงาน 7 ประตูจาก 11 นัดทุกรายการ เป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมมากๆ แทบไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวเลย แม้ผลงานของสโมสรจะน่าผิดหวัง ไม่มีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์เลยสักใบก็ตาม แน่นอน เชซุส มั่นใจเหลือเกินว่า จะต้องก้าวเป็นแกนหลักในไม่ช้า ต่อให้มีด่านหินอย่าง กุน ขวางอยู่ก็ตาม เพราะดูแล้วสองคนนี้ต้องแย่งตำแหน่งกัน อย่างไรก็ดีมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เขาต้องเข้าออกระหว่างตัวจริงกับสำรองเป็นเรื่องปกติ ท่ามกลางการแข่งขันของผู้เล่นในแนวรุกที่สูงลิ่ว บางครั้งก็ต้องถูกโยกไปเล่นตัวริมเส้น อาจไม่ถนัดนัก ทว่าไม่เคยเกี่ยงเลย เข้าใจสถานการณ์ดี กระทั่ง กุน ย้ายไปบาร์เซโลน่าเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว โอกาสน่าจะเป็นของเขามากยิ่งขึ้น ประกอบกับซิตี้ไม่อาจปิดดีล แฮร์รี่ เคน ลงได้ ฉะนั้นกองหน้าหลักจึงไม่มีใครเหลือ แต่สำหรับ เป๊ป แล้วไม่ได้แคร์เรื่องหัวหอกที่ต้องกำหนดแบบตายตัวอยู่แล้ว แท็คติกดิ้นได้เสมอ เชซุส จึงต้องกระวนกระวายใจต่อไป ต้องพยายามให้มากขึ้นอีก หากอยากการันตีตัวจริงหรือได้ออกสตาร์ตแน่ๆในเกมสำคัญ ฟอร์มของเขามาเปล่งปลั่งในช่วงเดือนเมษายน ยิงรวมถึง 7 ประตูด้วยกัน ทั้งในลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ร้อนแรงสุดก็คือทำคนเดียว 4 ประตูในเกมถล่มวัตฟอร์ด 5-1 อย่างไรก็ตามมันก็ยากอยู่ดีที่จะเอาชนะใจ เป๊ป ได้สำเร็จ เมื่อบวกกับสัญญาที่เหลือถึงแค่ซัมเมอร์ 2023 หรืออีกเพียงแค่ 1 ปี โอกาสย้ายออกจึงทวีขึ้นอีก ด้วยผลงานที่ฝากเอาไว้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขาจะอยู่ในสถานะ "หล่อเลือกได้" มีอีกหลายสโมสรชั้นนำ ยังมองเห็นคุณค่าอยู่ อาร์เซน่อลคือทีมแรกที่เข้ามาพัวพัน มีข่าวต่อเนื่องตั้งแต่ซีซั่นยังไม่ปิดฉาก ก่อนจะมีการเปิดเผยว่าได้คุยกับเอเจ้นท์ รวมทั้งนักเตะจริงๆ เหลือเพียงแค่รอการตัดสินใจ ข่าวว่าปืนโตใจป้ำพร้อมจ่ายเฉียด 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ด้วยซ้ำ มากกว่าที่ได้จากซิตี้เท่าตัวเลย หลายคนเชื่อว่า เชซุส ไม่น่ารอดพ้นเงื้อมมืออาร์เซน่อล ซึ่งยินดีจ่ายถึง 43 ล้านปอนด์ สำหรับนักเตะที่เหลือสัญญาแค่ปีเดียว แต่เขาน่าจะรู้ดีว่า มีอีกหลายสโมสรที่จับตามอง จึงไม่ได้รีบร้อนรีบตะครุบข้อเสนออันงดงาม เพราะหลังจากเรอัล มาดริด อกหักมาจาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็เบนหัวมาหา เชซุส ต้องการเติมผู้เล่นตัวรุกให้ครบตามแผนงานที่วางไว้ สื่อบางเจ้ารายงานว่า เชซุส เนื้อเต้นมากๆที่มาดริดยื่นมือมาเอี่ยว ลองนึกภาพการได้เล่นร่วมกับแก๊งทีมชาติบราซิล ไม่ว่าจะเป็น วินิซิอุส จูเนียร์ , โรดรีโก้ , กาเซมีโร่ และ เอแดร์ มิลิเตา มันเหมือนฝันเลย ไหนจะโอกาสได้ประสานงาน คาริม เบนเซม่า ดาวถล่มประตูดีสุดในโลกเวลานี้อีกด้วย ใครบ้างจะอยากทิ้งโอกาสทองแบบนี้ ล่าสุดยังมีข่าวลือในทำนอง เชลซีก็ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน ยอมควักเงิน 43 ล้านปอนด์ เพื่อกระชากไปเสริมแดนหน้า ซึ่งมีแนวโน้มต้องปล่อย โรเมลู ลูกากู ออกไปในซัมเมอร์นี้ หมายความว่า เชซุส มีทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาร์เซน่อล , เรอัล มาดริดหรือเชลซี ซึ่งล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น เขาอยู่กับซิตี้มาตั้งแต่ต้นปี 2017 ได้ต่อสัญญาใหม่ในซัมเมอร์ 2018 เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสำเร็จในระดับน่าพอใจมากแล้ว ไม่มีอะไรน่าเสียดาย หากต้องโบยบินออกมา อีกไม่นานหรอก คงได้คำตอบว่า เชซุส จะเสี่ยงพวงมาลัยกับใคร ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ทรงพลังอย่างมาดริด ]

หากไม่มีเหตุผิดพลาดคลาดเคลื่อน โอเรเลียง ชูอาเมนี่ น่าจะเปิดตัวชูเสื้อเรอัล มาดริดอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ หลังจากที่สื่อใหญ่แทบทุกสำนัก นำเสนอข่าวในทิศทางเดียวกันว่า ตกลงกับโมนาโกเป็นที่เรียบร้อย เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายเพื่อบรรลุอย่างเป็นทางการ รายละเอียดค่าตัวอยู่ที่ 80 ล้านยูโร หากบวกแอดออนส์หรือโบนัสจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ อาจเกิน 100 ล้านเลยทีเดียว พร้อมยื่นสัญญาระยะยาวให้ไปเลย 5 ปีเต็ม แสดงความจริงจังจริงใจ ตามรายงานจาก ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังผู้คลุกคลีวงในตลาดซื้อขายย้ายตัว ให้ข้อมูลไว้ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ปรารถนาจะดึง ชูอาเมนี่ ไปร่วมทัพลิเวอร์พูลด้วยเช่นกัน มีการต่อสายตรงหาเองเลย หวังจะโน้มน้าวให้กองกลางวัย 22 ปี อยากมาค้นหาความท้าทายในพรีเมียร์ลีก ในขณะเดียวกัน ปารีส แซงต์ แชร์กแมงยุคเตรียมผ่าตัดใหญ่ปรับปรุงใหม่ ก็ยินดีจ่ายค่าตัวแบบการันตี 100 ล้านยูโร ชนิดไม่ต้องมีแอดออนส์ให้ยุ่งยาก พร้อมค่าจ้างที่ล่อตาล่อใจมากกว่า แต่ ชูอาเมนี่ ยืนยันถึงเจตนาต้องการโยกไปมาดริด โดยสัญญาส่วนตัวตกลงกันเสร็จสรรพตั้งแต่ก่อนเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ปารีสซะอีก ไม่มีอะไรมาทำให้เขาไขว้เขวเลยสักนิดเดียว มาดริดเท่านั้นคือหมุดหมายต่อไป เพื่อไล่ล่าความสำเร็จตามฝันที่วาดเอาไว้ ค่าตัวเรตนี้อาจดูแพงโอเวอร์ พร้อมเกิดคำถามว่าทำไม ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ถึงยอมเสี่ยงทุ่มทุนขนาดนี้ คำตอบก็คือเชื่อมั่นในศักยภาพนักเตะจริง ติดตามดูผลงานมาพักใหญ่แล้ว ฉะนั้นหากอยากได้ ก็ไม่ต้องรีรอเลย จ่ายไปตามที่โมนาโกเรียกร้อง ขืนชักช้ามัวแต่คิดต่อรองมากเกินไป รับรองโดนปาดหน้าหลุดมือเอาง่ายๆ ในขณะเดียวกันเมื่อพลาดคว้า คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งแม้จะมีค่าตัวฟรี แต่ต้องไม่ลืมว่ายังไงก็ต้องจ่ายเงินโบนัสเซ็นสัญญาหรือที่เรียกว่าค่ากินเปล่าก้อนใหญ่ ไหนจะค่าเหนื่อยมหาศาลอีก นั่นทำให้เซฟเงินจากส่วนนั้น นำมาใช้จ่ายเพื่อแข้งแห่งอนาคตอย่าง ชูอาเมนี่ ได้อย่างสบายเลย นอกจากนี้มาดริดยังจัดการเคลียร์สัญญากับ ลูก้า โมดริช ห้องเครื่องรุ่นใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะขยายเพิ่มอีก 1 ปี แล้วค่อยมาว่ากันอีกรอบเมื่อซีซั่นหน้าจบลง แม้วัยกำลังจะครบ 37 ปี ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ แต่เขายังโชว์ให้เห็นฟอร์มที่คงเส้นคงวาและร่างกายที่แข็งแกร่ง สำหรับเล่นในท็อปลีกอย่างลาลีกาได้สบาย ก่อนหน้าไม่นานก็เพิ่งคอนเฟิร์มเซ็น อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เรียบร้อย ได้ของฟรีมีคุณภาพมาแบบไม่ต้องจ่ายค่าตัวเลยสักยูโร ถือว่าปิดดีลได้อย่างสวยงาม เห็นได้ชัดเลยว่า ผู้บริหารมาดริดทำงานแคล่วคล่องว่องไว กระฉับกระเฉงมากๆ ไม่มีเอ้อระเหยลอยชายให้เสียเวลาเลย ทั้งที่ความจริงควรจะอิ่มกับความสำเร็จในฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไป การครองดับเบิ้ลแชมป์ทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและลาลีกา ในสถานการณ์ดังกล่าวต้องบอกว่าโหดหินอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ได้อยู่เฉยหรือมัวแต่ชื่นชม ย่ามใจกับโทรฟี่ใหญ่สองใบ ตรงกันข้ามต้องพยายามสปีดให้เร็วกว่าเดิมอีก เพื่อให้ทีมอื่นไล่ตามไม่ทัน แผนการและนโยบายต่างๆ ถูกวางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ต้องรีบเคลียร์ให้เสร็จเร็วที่สุด ท่ามกลางเวลาที่จำกัดอย่างมาก 3 ดีลสำคัญจึงจบลงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แถมรวดเร็วกระชับ ไม่ต้องมาตกเป็นข่าวโยงกันวุ่นวายให้สื่อได้ขายของ อย่างเคสของ รือดิเกอร์ ก็มีการเปิดโต๊ะคุยล่วงหน้ามาพักใหญ่แล้ว จนตกลงทางวาจาร่วมกัน เหลือแค่รอเซ็นอย่างเป็นทางการ ส่วน ชูอาเมนี่ ก็อย่างที่บอกไว้ มาดริดจู่โจมฉับพลัน ไม่ปล่อยให้คู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลและเปแอสเชเข้าถึงตัวง่ายๆ ก่อนฟาดพุงปลาไปกินสบาย บางคนสงสัยว่า ในเมื่อยังเหลือ 3 ทหารเสือทั้ง โมดริช , โทนี่ โครส และ กาเซมีโร่ อยู่ในทีม ไม่ได้มีใครหายไปไหน จะต้องดึงมิดฟิลด์ตัวกลางมาเพิ่มทำไม นั่นยังไม่นับของที่มีอยู่แล้วทั้ง เฟเด้ บัลเบร์เด้ , เอดูอาร์โด กามาวินก้า และ ดานี่ เซบายอส อีกล่ะ แต่นั่นคือการเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ เพราะอย่าลืมว่า 3 กองกลางรุ่นใหญ่ วัยโรยไปมาก อีกทั้งใช้ร่างกายมาแบบสมบุกสมบันเหลือเกิน ไม่แน่ว่าซีซั่นหน้าอาจยุบให้เห็น หากมีดาวโรจน์ที่เหมือนอะไหล่ระดับคุณภาพ คอยสำรองไว้ นั่นจะช่วยให้อุ่นใจ พร้อมแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดแบบฉุกเฉินได้เลย ในขณะที่แนวรุกเมื่อชวด เอ็มบั๊ปเป้ แบบเส้นยาแดงผ่าแปด เปเรซ ก็ประกาศเลยว่า จะไม่มาเสียเวลาอาลัยอาวรณ์ทั้งสิ้น ลืมชื่อนี้ไปได้เลย แล้วไปว่ากันต่อที่เป้าหมายใหม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นหมายความว่า อีกตำแหน่งที่มาดริดจะเสริมคือตัวรุก เพื่อมาช่วยสนับสนุน คาริม เบนเซม่า และ วินิซิอุส จูเนียร์ โดยที่ทาง โรดรีโก้ จะต้องเร่งพิสูจน์ตัว เพื่อก้าวมาเป็นแกนหลักเช่นกัน ด้วยแนวทางการทำงานในแบบมาดริด จึงเชื่อว่าคงล็อกเป้าไว้เรียบร้อย อยากได้ใครมาเติมเต็มหรือทดแทนพื้นที่ของ เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งเตรียมไว้ให้แล้ว แต่ไม่ยอมมาตามนัด สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากัน เห็นจะเป็นเมื่อคุณมีกุนซืออย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ กุมบังเหียนอยู่ ซึ่งฝากผลงานปีแรกไว้อย่างมหัศจรรย์ อย่างที่เรารับรู้กัน แม้จะมีตำแหน่งใหญ่ เป็นบอสที่มีอำนาจเหนือนักเตะทุกคน แต่ไม่เคยโชว์พาวเวอร์เพื่อข่มเลย ตรงกันข้ามกลับเปิดใจรับฟัง เช่นเดียวกับแบ่งปันคำแนะนำที่ดี จนช่วยขับให้บรรยากาศในทีมราบรื่นครึกครื้นมาก ข้อมูลจากนักข่าววงใน ยังระบุด้วยว่า อันเช่ แฮปปี้เหลือเกิน ที่ได้ร่วมงานกับผู้เล่นตัวเก๋า เพราะประสบการณ์จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ นำความสำเร็จมาสู่มาดริด ไม่น่าแปลกใจที่เรามักเห็นภาพ เขาปรึกษากับพวกผู้เล่นรุ่นใหญ่เสมอ เพื่อหาจุดที่ลงตัว ซึ่งนั่นช่วยทีมได้อีกมาก อันเช่ ยึดคติที่ว่า พวกนักเตะที่ลงไปเล่นเอง ได้เผชิญหน้าคู่แข่ง ย่อมรู้ดีกว่าคนที่ยืนลุ้นข้างสนาม ลำพังแค่เอ่ยปากถามหรือปรึกษา มันจะไปเสียหน้าตรงไหนล่ะ กลับกลายเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่ ชูอาเมนี่ ไม่รีรอตัดสินใจให้เสียเวลา รีบโผบินมาร่วมก๊วนเรอัล มาดริด เป็นการยืนยันได้เลย ใครก็อยากมาทั้งนั้น ต่อให้ค่าจ้างอาจไม่ได้งดงามเท่าข้อเสนอจากที่อื่นก็ตาม มาดริดยุคนี้อาจไม่ใช่กาลาคติกอส ซึ่งเต็มไปด้วยผู้เล่นซูเปอร์สตาร์ที่ฉายแสงเจิดจ้า แต่ว่าเน้นที่คุณภาพและการใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มกำลัง โอกาสจะยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืนมีสูงเลยจริงๆ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไหวอย่างนี้ไปไหนดี? ]

ชาวเวลช์ได้เฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่กับความสำเร็จเที่ยวล่าสุด ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 64 ปี หนสุดท้ายที่ได้ร่วมสังฆกรรมเวิลด์คัพ ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1958 หลายต่อหลายคนยังไม่ทันเกิดด้วยซ้ำ มันนานซะจนลืมไปว่าครั้งหนึ่งทัพมังกรแดงเคยไปถึงจุดนั้นด้วย ช่วง 7-8 ปีหลังสุด ต้องยอมรับเลยว่าเวลส์แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง เราได้เห็นพัฒนาการต่างๆอย่างชัดเจน พวกเขาฝ่าด่านไปเล่นรอบสุดท้ายในยูโร 2016 เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เป็นสัมผัสแรกที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ ก่อนหน้านั้นสุดเส้นทางแค่รอบคัดเลือกมาตลอด การเข้าไปเล่นว่ายากแสนยากแล้ว แต่เวลส์ทำได้ดีกว่านั้น เพราะหักปากกาเซียนกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ จนแฟนบอลแทบจะหยุดหายใจด้วยความตื่นเต้นกันเลยทีเดียว จากนั้นในยูโร 2020 ที่เลื่อนมาหวดกันเมื่อกลางปีก่อน ก็ยังรักษามาตรฐานผ่านไปลุยได้สำเร็จ แล้วยังทะลุถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกต่างหาก ช่วยย้ำหัวหมุดว่า ครั้งก่อนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มาจากความสามารถและการทำงานหนักอย่างแท้จริง พอมาถึงคิวฟุตบอลโลก 2022 อาจไม่ใช่เป็นการเซอร์ไพรส์อะไรนัก เวลส์โชว์ให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมสม่ำเสมอ พวกเขาแซงหน้าสก็อตแลนด์หรือไอร์แลนด์เหนืออีก 2 ชาติในสหราชอาณาจักร แบบไกลสุดกู่แล้ว สมัยก่อนเวลส์ได้แต่มองสก็อตแลนด์กับไอร์แลนด์เหนือ ผ่านไปโลดแล่นในเวทีใหญ่ โดยเฉพาะทศวรรษ 80 ต่างกันอย่างลิบลับ จริงๆเวลส์เองมีแข้งชั้นนำขึ้นมาประดับทีมตลอด ไม่ว่าจะเป็น เอียน รัช , มาร์ค ฮิวจ์ส , เนวิลล์ เซาธอลล์ , ไรอัน กิ๊กส์ หรือ แกรี่ สปีด แต่เมื่อรวมตัวกันเป็นทีมแล้ว องค์ประกอบต่างๆยังไม่แข็งแกร่งพอ มาช่วงมีกองหน้าชั้นเซียน แต่เกมรับก็กลายเป็นปัญหา เวลส์จึงต้องยุติแค่รอบคัดเลือกเรื่อยมา ไม่สมหวังง่ายๆ กระทั่งมายุคหลังได้ แกเร็ธ เบล ก้าวมาเป็นขุนพลคนสำคัญ บวกกับสมดุลของผู้เล่นแต่ละตำแหน่งมีศักยภาพมากพอ ไหนจะการเพิ่มจำนวนทีมเข้ารอบสุดท้าย อุปสรรคขวากหนามที่ขวางอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป นอกจาก เบล เรายังได้เห็นแข้งคนสำคัญที่ช่วยกันผลักดันอย่าง อารอน แรมซี่ย์ , เวย์น เฮนเนสซี่ย์ หรือ คริส กันเทอร์ ผนึกกำลังจนนำเวลส์ประกาศศักดาได้นั่นแหล่ะ แล้วประตูสำคัญสยบยูเครนเพื่อแย่งตั๋วโซนยุโรปใบสุดท้าย ยังต้องยกเครดิตให้ เบล อีกต่างหาก เพราะเปิดฟรีคิกยัดเข้าไป จนทำให้ อันเดร ยาร์โมเลนโก้ โหม่งพลาดเข้าตัวเอง อีกครั้งที่ เบล กลายเป็นฮีโร่ของชาวเวลช์ แสงไฟเสียงลั่นชัตเตอร์ล้วนแต่ส่องที่เขาทั้งสิ้น โดยที่ไม่ได้แคร์เลยว่าจะถูกตราหน้าว่าล้มเหลวหมดสภาพกับเรอัล มาดริด เบล อาจเป็นตราบาปของแฟนบอลเรอัล มาดริด ที่ทนไม่ได้เห็นนักเตะค่าจ้างแพงสุด ถูกใช้งานอย่างไม่คุ้มค่าหรือพอลงไปเล่นก็แสดงอาการเหยาะแหยะ ไม่ทุ่มเทเต็มที่ จนกลายเป็นดราม่าอยู่บ่อยๆ แต่ในมุมของนักเตะ ก็เจอกับการมุ่งโจมตีจากพวกสื่อ รวมทั้งได้รับการปฏิบัติบางอย่างที่ไม่เหมาะสมจากกองเชียร์เช่นเดียวกัน เมื่อต้องเป็นเพียงแค่ส่วนเกินของทีม ถูกใครต่อใครไล่ให้ไปออกรอบกอล์ฟน่าจะเวิร์คกว่า มันก็น่าจะทำให้เขาไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมมากพอจะลงเล่นในเกมสำคัญ อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนสีเสื้อมารับใช้ชาติ เบล กลายร่างเป็นอีกคน ที่เคยดูซึมกระทือเหนื่อยกับการเล่นให้สโมสร ก็เป็นกระฉับกระเฉง เปี่ยมไปด้วยแพสชั่น พร้อมลุยทุกสถานการณ์ มาถึงตรงนี้เมื่อสัญญาหมดลง เขาเองก็ดูไม่ได้แคร์มาดริดอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้ามน่าจะรู้สึกได้ว่าหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน แล้วค่อยมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ด้วยวัยที่กำลังจะครบ 33 ปีในเดือนกรกฎาคมนี้ ดูแล้วร่างกายคงไม่ใช่ปัญหานักหรอก แสดงให้เห็นแล้วว่ายังช่วยเวลส์ได้สบาย ถ้าเรียกความฟิต ฟื้นสภาพอีกสักนิด เล่นในท็อปลีกไม่ยากเลย นอกจากนี้สถานะฟรีเอเจ้นท์ ซึ่งจะไม่มีค่าตัว ยังช่วยขับให้ เบล ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย ว่าแต่ทีมไหนบ้างจะยื่นข้อเสนอเข้ามา? ------------------------- นับตั้งแต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายมายูเวนตุสเมื่อปี 2018 แกเร็ธ เบล ก็ขึ้นแท่นกลายเป็นผู้เล่นค่าจ้างแพงสุดของเรอัล มาดริด ฟันนิ่มสัปดาห์ละราว 500,000 ยูโร แต่เมื่อแทบไม่ได้ลงเล่นเป็นชิ้นเป็นอันช่วง 2-3 ปีหลัง เขาจึงถูกยัดเยียดความล้มเหลวให้ ทั้งที่อีกด้านไม่ค่อยได้รับโอกาสอย่างที่ควร กระนั้นประเด็นที่ทุกคนมองมาเวลานี้คือเรื่องของอนาคต หลังหมดสัญญากับมาดริด จะมีทีมไหนเสี่ยงหรือเปล่าที่จะยื่นข้อเสนอมาให้ ที่ต้องบอกว่าเสี่ยง เพราะค่าจ้างที่เคยได้รับจากราชันชุดขาวมันสูงปรี๊ด ฉะนั้นเรื่องนี้จึงสำคัญ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า เบล จะต้องเรียกร้องขอให้เท่าเรตเดิม มันคงเป็นไปได้ยาก ลดลงมากสักครึ่งหนึ่งหรือ 70 เปอร์เซนต์ล่ะ ถ้าอย่างนั้นคงพอเห็นช่องทาง มันอาจจะจริงตรงที่ว่า เบล สอบไม่ผ่านเมื่อย้ายกลับมาเล่นให้ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ในฤดูกาล 2020/21 แต่ไม่ถึงกับแย่ตรงไหนเลย หากมองดูที่ตัวเลข 16 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 34 นัด โดยที่เป็นตัวจริงในลีกแค่ 10 เกมอีกต่างหาก ภาพที่ดูไม่ค่อยทุ่มเท ย่อมทำให้ใครต่อใครหวาดหวั่นใจเหมือนกัน แต่มันต้องดูองค์ประกอบหลายอย่างด้วย เพราะเมื่อเล่นให้ทีมชาติ แพสชั่นมาเต็ม เราถึงพอจะบอกได้ว่า เบล ยังคงมีไฟอยู่และต้องการพิสูจน์ตัวเอง นักข่าว MEN หรือแมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ เคยแสดงความเห็นว่า ประสบการณ์ของ เบล น่าจะช่วยแมนฯยูไนเต็ดได้ โดยเฉพาะทดแทนพวกขาเก๋าที่จากไปอย่าง เอดินสัน คาวานี่ , เนมานย่า มาติช หรือ ฆวน มาต้า นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของเขากับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็อยู่ในขั้นดีเลยทีเดียว ไม่มีอะไรเลวร้าย กลับมาร่วมงานกันอีกคงไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันหลายคนยังอยากเห็น เบล ในยูนิฟอร์มของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่เข้าสู่ช่วยเปลี่ยนผ่าน ได้กลุ่มทุนใหม่เข้ามาเทคโอเวอร์ ปรากฏว่าไปได้สวยงามเกินคาด มีการลงความเห็นว่า เขาจะมาช่วยยกระดับทั้งในและนอกสนาม ทำให้เดอะ แม็กพายส์กลายเป็นทีมที่น่าสนใจเหมือนในยุค 90 อีกด้วย เรื่องเงินถือว่าชิลด์มาก ผู้บริหารนิวคาสเซิ่ลยินดีจ่ายในเรตที่น่าพอใจ หากว่าอยากต้องการปิดดีลจริง ดังนั้นติดตามดูอนาคตของ เบล กันให้ดีเถอะ อาจถูกมองข้ามบ้างในวันนี้ แต่เขายังมีทั้งเวลาและความสามารถให้พิสูจน์ แต่ขออย่างเดียวให้มีแพสชั่น เล่นแบบทุ่มเทเหมือนสวมชุดทีมชาติเวลส์อย่างที่เคยทำเอาไว้ ไม่แน่ว่าแฟนเรอัล มาดริด อาจรู้สึกเสียดายขึ้นมาบ้างก็ได้ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ใกล้ถึงเวลาแยกย้าย ]

ก่อนนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจะเริ่มขึ้น แฟนบอลลิเวอร์พูลไม่น้อยให้ความสนใจ ซาดิโอ มาเน่ ว่าจะตัดสินอนาคตอย่างไร เพราะเขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มันจะถูกเฉลยหลังผ่านเกมที่สต๊าด เดอ ฟร็องซ์ไปแล้ว จะได้รู้กันว่าอยู่หรือไป พอเกมจบลงไม่นาน ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายปราชัย ข่าวร้ายก็ตามมาอีกระลอกเลย เมื่อสื่อส่วนใหญ่ยืนยันว่า มาเน่ จะเปิดหมวกลาทีม แม้จะยังไม่ได้ยินจากปากของเขาเอง แต่น้ำหนักความน่าเชื่อถือมีสูงเลยทีเดียว อีกทั้งนักข่าวพยายามสังเกตปฏิกิริยาของ มาเน่ ตอนพาเหรดฉลอง 2 แชมป์ด้วย พร้อมอ้างว่าเหมือนสนุกไม่สุดเหวี่ยง มีความกังวลฉาบใบหน้าและดูออกจากแววตา ข่าวโยงกับบาเยิร์น มิวนิคกระแสแรงตามลำดับ เดอะค็อปทั้งหลายเริ่มทำใจไว้แล้วว่า น่าจะถึงเวลาแยกทางในซัมเมอร์นี้ จากนั้นเมื่อ มาเน่ ไปเข้าแคมป์ทีมชาติเซเนกัล แล้วได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ผู้คนร่วมชาติของตน 60-70 เปอร์เซนต์อยากให้ย้ายออกจากลิเวอร์พูล ก่อนทิ้งท้ายไว้ว่าจะทำตามเสียงเรียกร้อง คอยดูบทสรุปเอาว่าเป็นอย่างไร ไม่นานนักดราม่าก็ตามมาทันที เดอะค็อปไม่น้อยรู้สึกแย่กับคำพูดนี้ของ มาเน่ ถ้าปรารถนาย้ายไปเล่นที่อื่นคงไม่มีใครว่าอะไรนักหรอก มันเป็นวิถีและความต้องการ แต่เอาแฟนบอลเซเนกัลมาอ้าง มันได้ยินแล้วรู้สึกแปลกจริงๆ ประโยคประเภทนี้ไม่ควรมาจาก มาเน่ ด้วยซ้ำ อย่างที่เรารู้กันสาวกหงส์แดง ต่างยกย่องชื่นชม มาเน่ มาตลอด 6 ปีที่ค้าแข้งด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังที่ยกระดับขึ้นมาจนกลายเป็นเสาหลักแนวรุก จึงไม่เข้าใจว่า มาเน่ อยากจะสื่อแบบนี้เพื่ออะไรกัน มันน่าผิดหวังเหลือเกิน เมื่อเห็นนักเตะซึ่งเป็นที่รักของทุกคน พูดจาในลักษณะนี้ นั่นเป็นสาเหตุให้เขาออกมาขอโทษ พร้อมทั้งโบ้ยว่า เจตนาพูดเหมือนหยอกเย้าหรือเล่นมุกมากกว่า ไม่ได้เอาจริงจังอะไรหรอก แล้ววอนให้เลิกพูดถึงเถอะ ยังไงเขาก็ยังเคารพลิเวอร์พูลไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ดูแล้วเดอะ ค็อปส่วนมากไม่ขำด้วย ยังคงขุ่นข้องหมองใจและอยากรู้ว่าความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โฆเซ่ เอ็นรีเก้ อดีตกองหลังลิเวอร์พูล ก็ไม่พอใจเช่นเดียวกัน ออกมาตำหนิ มาเน่ หากอยากย้าย ไม่เห็นต้องไปหยิบชาวเซเนกัลมาเป็นตัวประกันเลย พูดมาตรงๆเถอะว่า ได้เงินสูงกว่าที่ลิเวอร์พูลเสนอให้ในสัญญาฉบับใหม่ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก "นี่คือข้อแก้ตัวแย่สุด เท่าที่ผมเคยได้ยินจากนักเตะที่ต้องการย้ายทีม" ประโยคนี้ของ เอ็นรีเก้ น่าจะช่วยกระพือไฟแห่งความโกรธให้แฟนลิเวอร์พูลอีก มาเน่ ควรได้เป็นตำนานอย่างสง่างาม ย้ายออกไปโดยที่ไม่มีรอยแปดเปื้อน เชื่อเถอะว่าแฟนบอลต่างเข้าใจทั้งนั้น ด้วยวัยที่เพิ่งครบ 30 ปี เป็นธรรมดาที่แข้งอาชีพทุกคน ต่างก็ต้องคิดถึงอนาคตในวันที่รีไทร์ไปแล้ว เงินคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากมีโอกาสกอบโกยได้ในช่วงเวลาเช่นนี้ มันก็ยากจะปฏิเสธ เท่าที่ผ่านมาในสายตาแฟนๆ มาเน่ คือนักเตะที่ทำงานอย่างหนัก อีกทั้งเสียสละลงมาช่วยเหลือเกมรับ เคร่งครัดตามแท็คติกของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างไม่เกี่ยงงอน นับเป็นทัศนคติที่ดีมากๆ ในขณะเดียวกันก็ยังแสดงถึงน้ำใจอันงดงาม บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลและชาติบ้านเกิด เพื่อช่วยเหลืออีกหลายชีวิต ซึ่งยังคงขาดแคลน ยิ่งช่วยขับภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นอีก แต่ทั้งหมดที่ทำมา อาจหายวับไปอย่างรวดเร็ว แค่คำพูดไม่กี่คำเท่านั้นเอง วิเคราะห์กันว่า ลึกลงไปข้างใน มาเน่ อาจเสียใจหรือเกิดอาการงอน เพราะเกิดความรู้สึกได้รับความสำคัญน้อยไป หากต้องเทียบกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีการพูดถึงเรื่องสัญญาฉบับใหม่ของดาวเตะอียิปต์กันมากมาย เชื่อว่าหากปล่อยให้เสียไปจริง จะเหมือนสูญเสียเพชรเม็ดงามล้ำค่า ทว่าคนแทบไม่ค่อยพูดถึงเขาเลย ทั้งที่ก็ช่วยเหลือสโมสรมาตลอดแทบไม่ขาดตกบกพร่อง มองเหมือนเป็นของตาย คงไม่ย้ายไปไหนหรอก สื่อทั้งหลายต่างเสนอข่าว ซาลาห์ ต้องการค่าจ้างไม่น้อยกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ บางที่ยืนยันว่า 500,000 ปอนด์ด้วยซ้ำ ซึ่งคงเรตที่สูงเกินกว่าลิเวอร์พูลจะยอมจ่ายให้ ในเมื่อทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงความสำคัญ ก็ไม่น่าแปลกใจหาก มาเน่ จะต้องการค่าเหนื่อยที่สูงในระดับใกล้เคียงกัน เมื่อ ซาลาห์ ประกาศชัดเจนจะไม่ย้ายทีมในซัมเมอร์นี้ แต่จะอยู่ต่อจนครบเทอมในปีหน้า แล้วค่อยว่ากันอีกที หากไม่มีการขยายเพิ่มก็จะฟรีเอเจ้นท์ มีอิสระในการเลือกต้นสังกัดใหม่ มาเน่ กลับมีแนวโน้มที่จะย้ายไปก่อนและสร้างความเข้าใจผิดบางอย่างขึ้น จากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ท่ามกลางข่าวที่หลั่งไหลเข้ามา ลิเวอร์พูลพร้อมขายก็จริง แต่ต้องได้ราคาที่น่าพอใจ ไม่น้อยกว่า 40 ล้านปอนด์แน่ๆ แม้จะเหลือสัญญาแค่ปีเดียว บาเยิร์น มิวนิคเป็นตัวเต็งที่จะได้ มาเน่ ไปร่วมทัพซีซั่นหน้า ทว่าการเจรจาคงไม่ราบรื่นเท่าไรนัก บนโต๊ะย่อมเกิดการต่อรองกันอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน มาเน่ ยังตอกย้ำความยอดเยี่ยม ด้วยการระเบิดแฮตทริกใส่เบนิน ช่วยให้เซเนกัลชนะขาดลอย 3-1 ในเกมรอบคัดเลือกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ จนขึ้นแท่นครองดาวยิงสูงสุดตลอดการเซเนกัลเรียบร้อย อย่างที่บอกไว้ แฟนหงส์แดงไม่น้อยทำใจว่าต้องเสีย มาเน่ ไปเรียบร้อย ได้แต่เฝ้ารอว่าใครจะมาแทน เพราะข่าวมาหลายกระแสจริงๆ ชื่อนักเตะมากมายจับมาโยงด้วย ไม่ว่าจะเป็น ดาร์วิน นูนเยซ , อุสมาน เดมเบเล่ หรือ ราฟินญ่า คือต้องการมองไปข้างหน้ามากกว่า เผชิญกับความเป็นจริง ไม่ใช่มาดูดดื่มอยู่กับอดีต ส่วนเคส ซาลาห์ ในสายตาเดอะ ค็อป ก็ต้องยอมรับว่าไม่ต่างจากมองมายัง มาเน่ เท่าไรนัก โดยเฉพาะอยู่ให้ครบสัญญาแล้วรอย้ายฟรีไปทีมอื่นในพรีเมียร์ลีก หากต้องเสียทั้ง มาเน่ และ ซาลาห์ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังไงก็ต้องเจอผลกระทบแน่นอน ไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว แต่สาวกยังมั่นใจในตัว เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่แปรเปลี่ยน ยังไงคงต้องหาทางแก้ไขได้ เพียงแต่จะเป็นวิธีไหนหรือซื้อใครมาแทน นี่อาจจะถึงรอบที่ลิเวอร์พูลต้องทุ่มเงินอีกครั้ง หลังจากทุบคลังใหญ่เพื่ออุดแนวรับให้แน่นด้วย เฟอร์กิล ฟานไดค์ , อลีสซง และ ฟาบินโญ่ ก่อนได้ผลน่าพอใจ หากบอร์ดหารือกับ คล็อปป์ แล้วยอมอนุมัติเงินก้อนโตสำหรับเสริมศักยภาพ โดยเฉพาะเน้นไปที่แนวรุกบ้าง ต้องบอกว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ดีลของ ลุยส์ ดิอาซ สร้างความประทับใจได้อย่างมาก ย้ายมาแล้วลงล็อกทันที จึงมั่นใจว่าตัวรุกรายต่อไป ก็จะโชว์ศักยภาพได้ดีทัดเทียมกัน นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญ แฟนลิเวอร์พูลต้องเดินไปข้างหน้าต่อพร้อมความจริงที่กำลังตามมา การเปลี่ยนแปลงมันมีความเสี่ยงไม่น้อย แต่ไม่น่าจะหมายความว่าจะต้องแย่ลงกว่าเดิม ตราบเท่าที่คุณมีกุนซืออย่าง คล็อปป์ คอยประคับประคองอยู่ ยังไงก็พออุ่นใจได้เลย ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #คอสต้าออกมาลากไส้ ]

นับว่าน่าสนใจมากๆกับสิ่งที่ ดีเอโก้ คอสต้า พูดถึงแอตเลติโก้ มาดริดอดีตต้นสังกัดของตน เขาเปิดใจผ่านนักข่าวคนหนึ่งทางช่อง Youtube ก่อนจะเปิดปากวิจารณ์ตราหมีอย่างเผ็ดร้อน ต้องบอกก่อนว่า คอสต้า ประสบความสำเร็จอย่างมาก เมื่อตอนค้าแข้งกับแอตเลติโก้ มาดริด โดยเขาอยู่ถึง 3 ช่วงด้วยกันและช่วงที่ 2 คือปี 2010-14 พีกสุดขีดแล้ว จนขึ้นแท่นดาวยิงเบอร์ต้นๆของยุโรปเลย ซัมเมอร์ 2013 เขาเกือบย้ายไปลิเวอร์พูลอยู่แล้ว เมื่อทางนั้นยอมจ่ายค่าฉีกสัญญา 25 ล้านยูโร อย่างไรก็ตาม คอสต้า แสดงความภักดี ด้วยการขออยู่กับทีมต่อไป พร้อมทั้งได้รางวัลตอบแทน เช่นเดียวกับสัญญาฉบับใหม่ซึ่งจะโยงถึงปี 2018 เลยทีเดียว แสดงถึงความตั้งใจว่าต้องการอยู่ที่นี่เท่านั้น แต่แล้วอีกปีถัดมา คอสต้า ก็ยอมชิ่งแอตเลติโก้ มาดริด แล้วย้ายไปเชลซีที่ยอมจ่ายค่าฉีก 32 ล้านปอนด์ หลังจากมีปรับกันใหม่อีกรอบ ตอนขยายสัญญา กระทั่ง อันโตนิโอ คอนเต้ มาเป็นผู้จัดการสิงห์น้ำเงิน อนาคตของ คอสต้า ก็ดับวูบเลย ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีม แถมเจอส่งข้อความบอกให้รีบย้ายออกไปซะ หาต้นสังกัดใหม่ได้เลย นั่นคือสาเหตุรีเทิร์นสู่ตราหมีเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2017 แต่กว่าจะลงทะเบียนเล่นได้ก็ต้องรอจนถึงปี 2018 มาถึงนั่นแหล่ะ เพราะสโมสรถูกลงโทษแบนซื้อผู้เล่น หลังจากทำผิดกฏมาก่อน ฉะนั้น คอสต้า ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของตราหมีพอสมควรเลย ด้วยความที่คลุกคลีถึง 3 ยุค ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย ยกเว้นกุนซือที่ยังใช้คนเดิมมาตั้งแต่ปี 2011 จากวันนั้นถึงวันนี้ 11 ปีแล้วที่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ นั่งเก้าอี้ตัวนี้ มีส่วนสำคัญในการสร้างแอต.มาดริด ให้ขยับเลเวลทัดเทียมเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่า ไม่อย่างนั้นผลัดกันครองแชมป์ลาลีกากันอยู่แค่ 2 ทีม ในขณะเดียวกัน คอสต้า ก็เป็นเหมือนผู้เล่นคู่บุญหรือคนที่ ซิเมโอเน่ ไว้วางใจเรื่อยมา ต่างฝ่ายต่างยอมรับนับถือกัน แต่ความสัมพันธ์มาสะบั้นอย่างน่าสงสัย ปลายปี 2020 จู่ๆ คอสต้า จัดการฉีกสัญญาที่ยังเหลือ 6 เดือนลงดื้อๆ ท่ามกลางความประหลาดใจของใครต่อใครมากมาย จนมีข่าวลือว่า แท้จริงแล้วแตกหักกับ ซิเมโอเน่ ชนิดที่ว่าไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้ามาก่อน เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากนักเตะไม่แฮปปี้กับสถานะของตัวเอง มักเป็นแค่เพียงตัวสำรองเท่านั้น อยากจะลงเล่นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ สุดท้ายเมื่อคุยกันไม่ลงตัว จึงตัดสินใจแบบฟ้าผ่าเปรี้ยง ไม่มีเค้าลางมาก่อนว่าจะลงเอยอย่างนี้ ซิเมโอเน่ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัว คอสต้า เองด้วยอย่างน้อยเป็นฟรีเอเจ้นท์ ก็มีอำนาจต่อรองเรื่องสัญญาได้มากขึ้น ลึกลงไปแล้ว ทางผู้บริหารตราหมีเองก็มองว่า ค่าจ้างของนักเตะสูงเกินจริง แถมไม่ได้ลงต่อเนื่อง จึงใช้งานไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรนัก ในขณะที่ตัวเขาเองก็ไม่อาจย้ายไปเล่นในลาลีกาได้ มันมีสัญญาที่ร่างไว้อย่างชัดเจน หากฝ่าฝืนก็ต้องจ่ายเงินค่าปรับอีกก้อนโต ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เขารู้สึกผิดหวังที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากเกิน รวมทั้งมองว่าอยู่รับใช้สโมสรมายาวนาน 3 ยุคด้วยกัน ไม่ควรจะมาเจอการปฏิบัติเช่นนี้ เขาจึงต้องใช้เวลาเฟ้นหาสโมสรที่ต้องการนานหลายเดือน กว่าจะได้บทสรุปมาเป็นแอตเลติโก้ มิเนโร่ ทีมในบ้านเกิด แน่นอนว่าประสบการณ์ตรงตอนเป็นนักเตะแอต.มาดริด ทำให้มีข้อมูลต่างๆมากพอ จะนำมาเล่าได้แบบยาวๆ นั่นจึงเป็นที่มาของการโจมตีอดีตต้นสังกัดของตัวเอง รวมถึงพาดพิงไปยัง ซิเมโอเน่ อีกต่างหาก เขาแสดงความเห็นว่า แอต.มาดริดไม่ใช่ทีมระดับท็อปของยุโรปอีกต่อไป ล้มเลิกความฝันลมๆแล้งๆหรือเป้าหมายที่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ได้เลย การที่ผู้บริหารสโมสรประกาศว่าจะต้องทำให้สำเร็จ เหมือนอย่างที่สลายสองขั้วอำนาจอย่างบาร์เซโลน่าและเรอัล มาดรอด มันเป็นเพียงแค่ซื้อเวลาเท่านั้นเอง ภาพลักษณ์ข้างนอกอาจทำให้หลายคนเชื่อไม่ยาก อย่างน้อยที่สุด ซิเมโอเน่ ก็เคยพาทีมเข้าชิงยูซีแอลถึง 2 ครั้งด้วยกัน ก่อนอกหักอย่างน่าเสียดาย "ผมอยากจะบอกว่า อัตเลติโก้ มิเนโร่ ยังมีระบบที่ดีกว่าเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม โดยเฉพาะสิ่งดีๆที่มอบให้กับนักเตะ" คอสต้า อาจต้องการชี้ว่า ตราหมีในปัจจุบันไม่เหมือนอดีตอีกต่อไปแล้ว แม้ล่าสุดจะหักผ่านผ่านเข้าถึงรอบควอเตอร์ไฟนั่ลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็ตาม เขายืนยันว่าแม้กระทั่งเรื่องโภชนาการ อัต.มิเนโร่ยังจริงจังและมีคุณภาพมากกว่าเลย ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนี้ ซ้ำร้ายที่น่าห่วงคือการพัฒนาของนักเตะเยาวชนทั้งหลาย ที่ดูเหมือนว่าไม่อาจเติบโตก้าวมาสนับสนุนทีมชุดใหญ่ได้เลย "อคาเดมี่เหมือนตายไปแล้ว" เขาว่าไว้อย่างนี้ ถ้านี่คือความจริง ก็คงหมายถึงความย่ำแย่กำลังเกาะกินตราหมี ถ้าเราย้อนมาดูรายชื่อผู้เล่นชุดปัจจุบัน แทบไม่มีใครเลยที่เป็นเด็กโตมาจากอะคาเดมี่ ยกเว้น โกเก้ กัปตันทีมผู้ซื่อสัตย์ ส่วนอีกคนคือ ซาอูล ญีเกซ ก็ถูกส่งให้เชลซียืมใช้งานเมื่อซีซั่นที่แล้ว ซาอูล คืออีกเคสที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจาก ซิเมโอเน่ มากพอ ทั้งที่นักเตะขยายสัญญากับทีมพร้อมอยู่ยาวเกือบ 10 ปี เหมือนยินดีปิดประตูย้ายไปทีมอื่นเลย ขณะเดียวกัน คอสต้า ยังมุ่งไปที่ความทันสมัยเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ แม้กระทั่งล็อกเกอร์รูมที่สภาพแย่มาก ไม่เหมาะสมกับแอตเลติโก้ มาดริดสโมสรใหญ่ระดับยุโรป อย่างที่ชอบพูดกันเลย ไม่รู้เหมือนกันว่า ซิเมโอเน่ หรือทางแอต.มาดริด จะออกมาตอบโต้อย่างไรแบบไหนหรือเปล่า แต่เรื่องนี้มันเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คอสต้า กับ ซิเมโอเน่ ว่าแย่หนักจริง รวมถึงความเห็นบางอย่างก็ไม่ได้เกรงใจตราหมีเลย อาจเป็นไปได้ว่าความแค้นยังสุมในใจอยู่และต้องการจะตอบโต้คืนบ้าง นั่นจึงยิ่งสะกิดให้ใครหลายคนอยากรู้เรื่องภายในของแอต.มาดริดมากกว่านี้อีก บางทีอาจจะอยากชี้ไปยัง ซิเมโอเน่ ซึ่งน่าจะหมดยุคเรืองรองไปแล้ว แนวทางการทำทีม รูปแบบการเล่นที่ล้าสมัย ตกยุคมาก รวมทั้งไม่ได้รับความนิยมจากแฟนบอล ไม่แน่ว่า นี่อาจจะเป็นการเรียกน้ำย่อยของ คอสต้า ก็ได้รอแค่เวลาเหมาะสมแล้วค่อยออกมาลากไส้อดีตต้นสังกัดอีก งานนี้กองเชียร์ถูมือรอกันเลยทีเดียว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #โลกความจริงรออยู่ ]

แมนฯซิตี้จบฤดูกาลนี้พร้อมความสำเร็จที่พอประมาณ ไม่ถึงกับแย่แต่ก็ไม่ได้ตามเป้า พวกเขาควรได้เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นอย่างน้อย ก่อนจะพลาดท่าอย่างน่าเสียดายในรอบตัดเชือกเลกสองกับเรอัล มาดริด ทั้งที่ควรจะผ่านฉลุยแล้ว ยังดีที่มาได้พรีเมียร์ลีกปลอบประโลมใจในแมตช์สุดท้าย ซึ่งก็ต้องลุ้นกันตัวโก่งอีกเช่นกัน กว่าจะมาได้ 3 ประตูใน 5 นาที พลิกสถานการณ์อย่างน่าเหลือเชื่อที่สุด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยบอกไว้ว่าแชมป์ลีกยิ่งใหญ่หรือมีความหมายเหนือทุกอย่าง เพราะต้องต่อสู้ทรหดยาวนานกว่า 9 เดือน กว่าจะได้มาครอบครอง ดังนั้นทีมไหนที่ได้ขึ้นแท่นรับโทรฟี่ จะต้องมีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่าง ไม่ใช่เล่นกันแค่ 10 กว่านัดเพื่อตัดสินหาว่าใครเจ๋งสุด สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือนี่คือแชมป์สมัยที่ 4 ในรอบ 5 ปีหลังสุด บ่งบอกถึงความเป็นมหาอำนาจลีกสูงสุดอังกฤษอย่างแท้จริง นี่คือความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนัก แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า แกนหลักของทีมยังคงเป็นผู้เล่นหน้าเดิม แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ฟิล โฟเด้น มีพัฒนาการที่ดีกว่าเดิม ทว่ามาเจออาการบาดเจ็บคั่นจังหวะ เลยสะดุดเสียอารมณ์ เช่นเคยความหวังที่ยังคงเจิดจ้าส่องประกายให้กับซิตี้เซนส์ทั้งหลายคือ เควิน เดอ บรอยน์ นั่นแหล่ะ เขายังคงเป็นเสาหลักอันมั่นคงสำหรับเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล แทบจะการันตีชัยชนะได้เลย โดยเฉพาะในยามหน้าสิ่วหน้าขวานต้องการประตู ในขณะเดียวกัน แบร์นาร์โด้ ซิลวา คืออีกหนึ่งแรงที่คอยสนับสนุนอย่างชัดเจน ที่เหลือกระจัดกระจายช่วยผ่อนกันไปบ้าง อย่าง ริยาด มาห์เรซ ซึ่งเครื่องแรงในช่วงต้น , กาเบรียล เชซุส ที่มาร้อนโค้งท้าย รวมถึงยังมี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นกองหนุนเหมือนเคย พักหลังหลุดไปนั่งสำรองส่วนใหญ่ แต่พอถูกส่งลงมายังมักช่วยเหลือได้เสมอ ส่วนผู้มาใหม่เมื่อฤดูร้อนที่แล้วอย่าง แจ็ค กรีลิช กลับไม่ได้แบกรับภาระอย่างที่สาวกเรือใบทั้งหลายรอคอยเลย แมนฯซิตี้ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญามูลค่า 100 ล้านปอนด์ จนผลักดันให้กลายเป็นนักเตะอังกฤษค่าตัวแพงสุด รวมถึงทุบสถิติแข้งย้ายเข้ามาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูเท่ มีสไตล์ชัดเจน ยังช่วยขับให้เขาเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน กรีลิช ออกตัวแรงใช้ได้เลย 3 นัดแรกในลีก กดไป 1 ประตูบวกด้วย 1 แอสซิสต์ ส่วนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเจิมสวยงาม 1 ประตู 1 แอสซิสต์ ช่วยให้ซิตี้ปูพรมบอมบ์แอร์เบ ไลป์ซิก 6-3 ตามธรรมดานั่นแหล่ะ เมื่อคุณเริ่มต้นอย่างสวยงาม แรงคาดหวังก็ถีบตัวสูงตามเป็นเงา พอนัดถัดๆมา กลับหายจ้อยแทบไม่มีบทบาทสำคัญเลย จนถูกสลับจับไปนั่งสำรองบ้าง แม้ความจริง เป๊ป อยากจะส่งลงต่อเนื่อง เพื่อต้องการเพิ่มความมั่นใจ กว่าเขาจะยิงประตูได้อีกครั้ง ก็ต้องรอจนถึงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยที่ก่อนหน้าก็เพิ่งมีเพียงแค่แอสซิสต์เดียว ในขณะที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเงียบเชียบผิดคาด แม้ซิตี้จะเป็นฝ่ายไล่ถล่มยิงกระจายในรอบแบ่งกลุ่มและเขาได้ออกสตาร์ต แต่ภาพรวมก็ยังน่าผิดหวังอยู่ดี ความกดดันเริ่มโถมเข้ามา ในเมื่อคนแบกค่าตัว 100 ล้านปอนด์ พร้อมมวลความหวังก้อนมหึมาเอาไว้ ไม่ว่ายังไงก็เลี่ยงไม่พ้น เวลามีนักข่าวถามเรื่องนี้ เป๊ป ยังแสดงความชัดเจนปกป้องลูกทีมเสมอ มั่นใจว่าจะกระเตื้องขึ้นในไม่ช้า มีการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ กรีลิช กันแน่ ทำไมฟอร์มจึงดิ่งเหว หากเทียบกับตอนเล่นให้แอสตัน วิลล่า มองแบบพื้นๆ ไม่ต้องลงลึกในรายละเอียดสักเท่าไร เราพอจะบอกได้ว่า ความแตกต่างในเรื่องพื้นที่การเล่นนั่นแหล่ะ แม้เขาจะยืนตัวรุกฝั่งซ้ายเหมือนสวมยูนิฟอร์มวิลล่า แต่บทบาทถูกจำกัดไป ตอนนั้นอาจจะประจำฝั่งซ้าย ก็ยังมีอิสระเต็มที่ เหมือนตัวฟรีด้วยซ้ำ เปล่งประกายจินตนาการได้ตามใจชอบเลย แต่พอเปลี่ยนสีเสื้อ ไม่ใช่อย่างเดิมอีกแล้ว ต้องปล่อยให้ เดอ บรอยน์ เป็นศูนย์กลาง บอลไม่ได้ขึ้นมาที่ตัวเขาเป็นหลัก ผิดกับเมื่อก่อนที่เพื่อนร่วมทีมคอยส่งมาให้ นอกจากนี้ลักษณะของ กรีลิช ยังพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลักด้วย ส่วนแนวทางของซิตี้เน้นการครองบอล รับส่งกันให้แม่นเข้าไว้ อย่าพยายามเสียง่าย จังหวะไหนไม่เสี่ยงก็ควรเลี่ยงซะ มันก็ยิ่งปิดกั้นจินตนาการของเขาหนักข้อเข้าไปอีก เพราะบางครั้งควรจะเลี้ยงหรือหลอกล่อคู่ต่อสู้แล้วไปต่อด้วยความคุ้นเคย แต่นี่ต้องรีบคายบอล ไม่ก็ต้องย้อนส่งคืนหลัง พอนานวันเข้าก็เริ่มเกร็ง ความกล้าที่เคยมีก็มักหายตามไปด้วย กูรูไม่น้อยวิจารณ์ว่า สไตล์ของเขาไม่เหมาะกับวิธีการเล่นของแมนฯซิตี้หรอก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เป๊ป มองไม่ขาดจริงหรือ กุนซือระดับนี้ไม่น่าตายน้ำตื้นหรอก เป๊ป อาจมองเห็นประโยชน์ของ กรีลิช ที่จะมาช่วยแมนฯซิตี้ได้ เพียงแต่ยังจูนไม่ติดเท่านั้นเอง ที่ต้องจับตามองก็คือ ฤดูกาลแรกผ่านไปแล้ว ผลคือสอบตกกราวรูด แต่ซีซั่นหน้าจะมาชิลด์ๆอย่างที่เห็นไม่ได้แล้ว กรีลิช ต้องเร่งปรับปรุงด่วนเลย เวลาไม่ได้เหลือเยอะ จนย่ามใจได้อย่างที่คิดกัน -------------------- ในงานฉลองความสำเร็จพรีเมียร์ลีกของแมนฯซิตี้ที่เพิ่งจบไป หากดูจากคลิปที่แพร่หลายทางโซเชี่ยล ต้องยอมรับว่า แจ็ค กรีลิช ดูเริงร่าที่สุดแล้ว เขาปล่อยตัวเสรีเอาแบบเต็มที่ ไม่ต้องมีปิดบังอารมณ์หรือเก็บอาการให้เสียเวลาเลย ดื่มจัดหนัก ร้องรำทำเพลง แกล้งเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนาน ขึ้นเวทีแล้วในมือยังกำขวดเบียร์แน่น ถือเป็นช่วงเวลาปลดปล่อย หลังจากตรากตรำกันมานานหลายเดือน หนำซ้ำเสร็จจากปาร์ตี้สโมสร ก็มุ่งหน้าสู่อิบิซ่า เกาะสวาดหาดสวรรค์กันเลย ไม่รีรอให้เสียเวลา เพราะเดี๋ยวต้องมาเข้าแคมป์ทีมชาติอังกฤษอีก นั่นทำให้เขาโดนจิกกัดว่า ฉลองแบบเกินจริงหรือเปล่า บางคนแซะว่าค่าตัว 100 ล้านปอนด์ ทำไปแค่ 3 ประตู 3 แอสซิสต์ ทำไมต้องบ้าคลั่งขนาดนี้ กรีลิช ยอมรับว่ามันดูออกนอกหน้าก็จริง แต่นี่ครั้งแรกที่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์ จะขอหน่อยไม่ได้หรือไงกัน จะให้นั่งยิ้มเฉยๆ คงไม่เหมาะกับความรู้สึกหรอก ช่วงเวลาที่รอคอยแบบนี้ มันก็ต้องจัดเต็มเป็นธรรมดา เขาไม่ใช่ เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งมีอีกสไตล์ อีกทั้งกอบโกยแชมป์ได้มามากมาย จนอาจไม่ได้ตื่นเต้นสักเท่าไร แม้จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในดีลล้มเหลวแห่งฤดูกาล แต่นั่นดูเหมือนว่าไม่ได้สร้างความระคายต่อ กรีลิช เท่าไร ทว่านี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นเอง ฤดูกาลที่กำลังคืบคลานมาถึง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ และ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ จะเป็นสองสมาชิกใหม่ที่เดินเข้ามาเสริมแนวรุก ฉะนั้นฉลองให้เต็มคราบ โลกแห่งความจริงที่รออยู่ อาจโหดร้ายมากกว่าที่คิดไว้ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปฏิวัติใหญ่ของจริง ]

เมื่อวันอังคารแมนฯยูไนเต็ดประกาศแยกทาง ปอล ป็อกบา ตามด้วย เจสซี่ ลินการ์ด 2 แข้งที่หมดสัญญาและไม่มีการขยายเพิ่ม จากนั้นวันพุธเป็นคิวของ ฆวน มาต้า ซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกัน นั่นคือสัญญาครบเทอม แล้วไม่ได้ไปต่อ คาดว่าอีกไม่นานทั้ง เนมานย่า มาติช และ เอดินสัน คาวานี่ ก็น่าจะได้กล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการด้วย มาติช ยังเหลือสัญญาค้างอีกปีก็จริง แต่เขายืนยันชัดเจนไว้แล้ว มีการคุยกับสโมสรพร้อมได้ข้อตกลงว่า จบฤดูกาลนี้ขอแยกทางด้วยดี ส่วน คาวานี่ ถึงแก่กาลเหมาะสมแล้วกับ 2 ปีในสีเสื้อปีศาจแดง ไม่มีเหตุผลต้องอยู่ต่อไป สถานการณ์มันบ่งบอกในตัวแล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ พอระบายถ่ายเทพวกกลุ่มที่หมดและยกเลิกสัญญาเรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาคือปล่อยกลุ่มที่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมแห่งอนาคตออกไป เชื่อว่า เอริก เทนฮาก น่าจะทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว ว่าใครควรอยู่ทีมของตนและใครบ้างที่ต้องเก็บเสื้อผ้าย้ายไปเล่นที่อื่น แข้งที่อยู่ในข่ายมีไม่น้อยเลยตั้งแต่ ดีน เฮนเดอร์สัน , อารอน วาน-บิสซาก้า , อเล็กซ์ เตลลีส , ดีโอโก้ ดาโลต์ , เอริก ไบยี่ , ฟิล โจนส์ และ อ็องโตนี่ มาร์กซียาล ฉะนั้นนับแบบคร่าวๆ จะมีนักเตะที่ออกจากทัพแมนฯยูไนเต็ดในซัมเมอร์นี้เกือบ 10 คนเลยทีเดียว สื่ออังกฤษบางสำนัก วิเคราะห์กันว่านี่เป็นเหมือนการปฏิวัติของ เทนฮาก อย่างแท้จริง เพราะมองเห็นกันอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า หลังจากที่ปล่อยคาราคาซังมาหลายปี ว่ากันตามตรงผู้เล่นหลายคนควรจะถูกปล่อยไปตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนแล้ว ซึ่งเป็นยุคแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุม แต่หากใครยังจำกันได้ ตอนได้สัญญาถาวร โซลชา เปิดใจไว้ถึงแผนในอนาคตว่า ต้องการจะยึดแข้งที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่เป็นหลักของทีม พร้อมทั้งเอ่ยชื่อ ปอล ป็อกบา และ เจสซี่ ลินการ์ด ขึ้นมาให้สื่อได้ยิน ยืนยันว่าสองคนนี้จะเป็นแกนของทีม เมื่อบวกกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ , อักเซล ทวนเซเบ้ , มาร์คัส แรชฟอร์ด , เมสัน กรีนวู้ด รวมถึง ดีน เฮนเดอร์สัน จะเตรียมดึงกลับมาจากให้ทีมอื่นยืม โซลชา จึงมีภาพอยู่ในหัวแล้ว ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก หากมองดูพื้นภูมิของเขา ต้องไม่ลืมว่า โซลชา ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดในปี 1996 ซึ่งเป็นช่วงปีศาจแดงเกรียงไกรยิ่งใหญ่และได้สัมผัสถึงวิถี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการทำทีมหรือรูปแบบต่างๆ ช่วงนั้นเองที่บรรดานักเตะจากทีมเยาวชนเติบใหญ่ ปีกกล้าขาแข็งเต็มที่ ถูกดันขึ้นมาในทีมซีเนียร์ พร้อมทั้งฝากผลงานอันน่าปลาบปลื้มเอาไว้ เราได้เห็นปรากฎการณ์จาก เดวิด เบ็คแฮม , พอล สโคลส์ , นิคกี้ บัตต์ แกรี่ และ ฟิล เนวิลล์ สองศรีพี่น้อง โดยที่ก่อนหน้ามี ไรอัน กิ๊กส์ มาปูทางไว้เรียบร้อย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรอกที่ โซลชา จะรู้สึกประทับใจ อินเนอร์ไปกับนักเตะคลาสออฟ 92 แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาจากอะคาเดมี่ของทีม แต่มาตั้งแต่อายุยังน้อย จึงซัมซับได้อย่างดี แล้วมาช่วยต่อยอดความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิ อีกทั้ง เฟอร์กี้ มีอิทธิพลกับ โซลชา มากเหลือเกิน เขามอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้เจ้านายคนนี้มาตลอด ตอนเกษียณจากค้าแข้งใหม่ๆ ก็เป็น เฟอร์กี้ นี่แหล่ะที่มาช่วยแนะนำให้หันไปเอาดีทางงานโค้ช ลงคอร์สเรียนเพื่อไลเซนส์สำหรับทำงาน แล้วไม่นานก็มาเป็นสต๊าฟฟ์อยู่ในทีมเยาวชน ก่อนไต่ไปตามระดับ ชนิดที่ว่ามีแววเลยแหล่ะ แล้วยังเชื่อกันว่า อดีตบอสคนนี้แหล่ะ ที่ยังให้การสนับสนุนผลักดันจนกระทั่งมาเป็นกุนซือรักษาการณ์ในโมงยามแห่งวิกฤต แล้วทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่คาดไว้ เลยได้รางวัลตอบแทนเป็นสัญญาถาวร อย่างไรก็ตามเมื่อโลกหมุนไปข้างหน้า มีการเปลี่ยนแปลงมากมายระหว่าง 2 ข้างทาง บางครั้งการนำความสำเร็จในอดีต มาเป็นไม้บรรทัดวัดปัจจุบัน มันอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อ โซลชา มั่นใจ ป็อกบา และ ลินการ์ด นั่นหมายถึงการเปิดประตูให้หายนะเข้าบ้านอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ด้วยความที่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดตัวเองมากเกินไป โดยเฉพาะการบริหารจัดการนักเตะ สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้ เป็นฝ่ายต้องโดนเชือดเซ่นผลงานอันน่าผิดหวัง ถามว่า ป็อกบา , ลินการ์ด , แม็คโทมิเนย์ หรือ แรชชี่ ช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่าล่ะ? เราต่างไม่ต้องการคำตอบหรอก เพราะต่างก็รู้กันแล้ว ในขณะเดียวกันการขยายสัญญา มาต้า ด้วยเหตุผลนักเตะมีประโยชน์ในห้องแต่งตัว เป็นคนเฟรนด์ลี่ย์ มันสะท้อนแล้วว่าผิดเป้าหมาย ที่ควรวัดจากฟอร์มในสนามก่อน มาติช ก็เช่นเดียวกันในวัยที่ร่วงโรยและคุณไม่ได้คิดใช้งานอย่างต่อเนื่อง ก็ควรปล่อยออกไป ไม่ใช่ยื้อให้อยู่อีก หนักสุดเห็นจะเป็น ไบยี่ ซึ่งงอแงจะย้าย เพราะไม่ค่อยได้ลงเลย แต่คุยกันอีท่าไหนไม่รู้ ลงเอยด้วยการต่อสัญญาเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน เช่นเดียวกันดิ้นรนไปดึง เฮนเดอร์สัน กลับมาเฝ้าเสา สลับเอาลงตัวจริงกับ ดาบิด เด เคอา สร้างความสับสนให้ทั้งสองคนไม่พอ ยังเป็นการทำลายอนาคตนักเตะที่ควรได้ย้ายด้วย เพราะบทสรุปที่เห็น คุณก็ต้องส่ง เด เคอา ลงทำหน้าที่เป็นนายด่านอยู่ดี แต่กลับไปสร้างเรื่องให้ใหญ่โตอย่างไม่จำเป็น นอกจากความสามารถไม่ถึงขั้นคุมแมนฯยูไนเต็ดแล้ว โซลชา ยังไม่กล้าตัดสินใจแบบเด็ดขาด สุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเอง เทนฮาก เองย่อมมีข้อมูลเหล่านี้หมดแล้ว เมื่อได้ดาบอาญาสิทธิ์ มีอำนาจเต็มตามบทบาท จึงจัดการใช้อย่างไม่ลังเล นักเตะคนไหนไม่ต้องการ ก็ปล่อยออกเลย อย่ามัวมองแค่ว่ามีเยอะไว้ก่อน เผื่อเหลือเผื่อขาดจะเป็นประโยชน์กับตนมากกว่า ซึ่งความจริงแล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป นี่แค่งานหน้าบ้านเองที่ต้องสะสาง ส่วนหลังบ้านก็มีการบ้านกองโตต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน ซึ่งดูแล้วหนักกว่าด้วย ราล์ฟ รังนิก ตัดสินใจเดินจากไปเอง หลังได้คุยโทรศัพท์กับ เทนฮาก 2 ชั่วโมงครึ่ง พร้อมทั้งยอมรับว่านี่น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เชื่อกันว่ากุนซือดัตช์อยากจะทำทีมตามแนวทางที่วางไว้แล้ว ฉะนั้นคนที่เข้ามาร่วมงานกัน ก็ต้องมีความคิดหรือวิถีที่ใกล้เคียง เพื่อให้เดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ไม่มีการปัดแข้งปัดขากันอีก แม้นักเตะขาเข้าจะดูเชื่องช้า ไม่ถูกใจสาวกสักเท่าไร แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การจะเซ็นสัญญาผู้เล่นใหม่ไม่ง่ายหรอก โดยเฉพาะเมื่อคุณคือแมนฯยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามการเคลียร์พวกนักเตะที่คิดว่าเป็นส่วนเกินออกอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องยื้อหรือซื้อเวลาอีก น่าจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ดีหรือไม่ ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ไม่มีใครตอบได้หรอก แต่จากที่ผ่านมา ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ทางออกคือต้องกวาดล้างบ้านครั้งใหญ่เท่านั้น ไม่มีทางเป็นอื่นได้เลย หากจะเรียกว่าปฏิวัติก็ไม่ว่ากันหรอก ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ฝากฝันไว้เดี๋ยว จะเลี้ยวมาเอา ]

ก่อนฤดูกาลที่ผ่านมาจะรูดม่านปิดฉาก บรรดาผู้เล่นเรอัล มาดริดต่างตื่นเต้นกันมาก เพราะกำลังจะได้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ที่ชื่อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มาร่วมทีมลุยศึกในซีซั่นถัดไป พวกเขาต่างฝันเห็นความสำเร็จและยิ่งใหญ่ ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลมายังสโมสร ได้นักเตะระดับนี้มาเสริมขุมกำลัง ยังไงก็ต้องมีโทรฟี่การันตี เหมือนเป็นการต่อยอด เดินหน้าไม่หยุดยั้ง หลังจากที่เพิ่งกลับมาทวงบัลลังก์ลาลีกาได้สบาย เข้าป้ายอย่างใสสะอาด รวมทั้งหักด่านผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วงดังกล่าวหากวัดจากกระแสข่าวต่างๆ ไม่น่าแปลกใจหรอกที่ใครต่อใครจะเชื่อว่า เอ็มบั๊ปเป้ ต้องเลือกย้ายมามาดริดแบบฟรีเอเจ้นท์แน่ๆ นี่คือความฝันตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมงตามตื๊อให้ต่อสัญญาอย่างหนักก็คงไร้ผล ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่า เปแอสเชพร้อมประเคนค่าจ้าง 1,000,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โบนัสพิเศษเซ็นสัญญาอีก 200 ล้านปอนด์ รวมถึงสิทธิขาดและอำนาจในการเลือกกุนซือและเพื่อนร่วมทีม ถึงกระนั้นทางฝั่งมาดริดก็ยังคงมั่นใจไร้ปัญหา ในเมื่อต้นทุนทางความสำเร็จและประวัติศาสตร์เหนือกว่าเยอะ เรื่องอย่างนี้ใช่ว่าจะเอาเงินฟาดซื้อกันง่ายๆ ต้องใช้เวลาสร้างกันนานมาก แต่แล้วหลังจบเกมลีกนัดสุดท้ายของซีซั่น ซึ่งเรอัล มาดริดเล่นแบบถนอมตัวเสมอเรอัล เบติสสุดจืด 0-0 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรได้เดินลงมาที่ห้องแต่งตัว พร้อมกับแจ้งข่าวร้าย คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เปลี่ยนใจไม่ย้ายมาแล้ว พร้อมยืดสัญญากับทางเปแอสเชออกไป นั่นทำให้บรรยากาศในทีมแย่ด้วย คนที่เสียความรู้สึกมากสุดคงจะเป็น คาริม เบนเซม่า กองหน้ารุ่นพี่ของ เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งสนิทกันมาพักใหญ่ ได้ร่วมงานกันในทีมชาติฝรั่งเศสและได้รับการยกย่องในฐานะคู่หัวหอกที่น่าเกรงขาม ไม่นานนัก เอ็มบั๊ปเป้ ก็แถลงข่าวต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี เล่นเอากองเชียร์เปแอสเชปลาบปลื้มไปตามๆกัน เช่นเดียวกับ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ผู้บริหารระดับสูงที่ยินดีไม่แพ้ใครเลย เพราะเท่าที่ผ่านมา แสดงความจริงจังตั้งใจมาตลอดต้องการเก็บนักเตะคนสำคัญเอาไว้ ย้อนไปซัมเมอร์ที่แล้ว ยังกล้าปฏิเสธข้อเสนอ 200 ล้านยูโรเลยด้วยซ้ำ ต่อให้จะเหลือสัญญาแค่ปีเดียว ก็ไม่ได้แคร์อะไรเลย คล้ายว่าเปแอสเชจะไม่ยอมให้พวกท็อปทีมใหญ่มารังแกหรือลบเหลี่ยมง่ายๆอย่างเด็ดขาด อีกทั้งพร้อมท้าทายอีกด้วย เห็นได้จากเคสไปฉกเอา เนย์มาร์ พร้อมจ่ายค่าฉีกเป็นสถิติ 222 ล้านยูโร ไหนจะกระชาก ลิโอเนล เมสซี่ ที่ไปเจออุปสรรค ไม่อาจขยายสัญญาได้ นั่นทำให้บาร์เซโลน่าเสียฟอร์มไม่น้อย 2 ดีลเห็นๆที่ต้องอับอายขายหน้า พูดง่ายๆคือเปแอสเชจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า ยืนหยัดได้อย่างสง่างาม ไม่ต้องอยู่ใต้ร่มเงาใคร เรื่องนี้ยังเห็นได้จากเคสไม่เข้าร่วมซูเปอร์ลีกที่เป็นโปรเจคต์ของทาง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ อีกต่างหาก เมื่อเปแอสเชทำสำเร็จในภารกิจรั้ง เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาดริดเองคงรู้สึกเสียฟอร์ม เพราะโชว์ความมั่นใจมาตลอด อีกทั้งมีการใช้สื่อที่มีคอนเน็กชั่นประโคมโหมกันสุดลิ่ม แต่สุดท้ายพ่ายยับเยิน หากเป็นไฟต์มวย ก็น่าจะประมาณว่าต่อยแย็บอย่างแม่นยำ มีฮุคซ้าย อัปเปอร์คัตขวาเข้าเป้า ไล่เก็บคะแนนมาสวยงาม เหลือแค่รอให้กรรมการชูมือเท่านั้นเอง แต่พอมายกสุดท้าย กลับพลาดท่าอย่างไม่น่าเชื่อ โดนหมัดเดียวทิ่มตรงมายังปลายคาง หลับกลางอากาศ นับไปถึงร้อยก็ยังลุกไม่ขึ้น สองครั้งสองคราวที่ เปเรซ เหมือนโดนหักหน้า เพราะก่อนนั้นอยากได้ใครคนไหน มักไม่พลาดหลุดมือเลย อาศัยชั้นเชิงที่แพรวพราว บวกต้นทุนความเป็นเรอัล มาดริดเช็กบิลสำเร็จเรื่อยมา ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในสัญญาของ เอ็มบั๊ปเป้ นอกจากเซ็นยาว 3 ปี ซึ่งหากอยู่ครบเทอมก็จะอายุ 26 เท่านั้น เพิ่งเริ่มช่วงพีกของอาชีพค้าแข้งด้วยซ้ำ แต่คาดกันว่าค่าจ้างและค่าเซ็นกินเปล่า น่าจะอยู่ในเรตใกล้เคียงกับที่เคยตกเป็นข่าวนั่นแหล่ะ ไม่อย่างนั้นคงยากที่เปลี่ยนใจได้ บังเอิญเหลือเกินนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องย้ายวิกไปเล่นที่ปารีส ซึ่งเป็นเหมือนถิ่น เอ็มบั๊ปเป้ สำหรับพวกมาดริดแล้ว ถ้าคว้าชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล ฟาดแชมป์สมัยที่ 14 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศศักดาความเป็นราชันย์แห่งยุโรปตัวจริง มันยังหมายถึงโชว์ให้ เอ็มบั๊ปเป้ เห็นอีกด้วย ขณะที่พวกแฟนบอลเองก็คับแค้นใจมากที่ เอ็มบั๊ปเป้ ทิ้งกันอย่างนี้ ต่างเชื่อว่าเพราะค่าจ้างและข้อเสนออันมหาศาลนั่นแหล่ะ ทำให้เปลี่ยนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เลยต้องไปเย้ยให้ถึงถิ่น หลังจบเกมเฉือนลิเวอร์พูลลงได้ นอกจากฉลองกันอย่างบ้าคลั่งในความสำเร็จ กองเชียร์บางกลุ่มยังร้องเพลงเสียดเย้ย เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งคงไม่มีทางได้สัมผัสเกียรติยศเช่นนี้หรอก ลำพังเงินอย่างเดียวไม่อาจซื้อความสำเร็จ ส่วน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ให้สัมภาษณ์พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมจิกกัดนักเตะที่กล้าปฏิเสธมาดริด แล้วเลือกไปนั่งนับเงินแทน "เราจะไม่หว่านเงินแน่นอน เรามีคุณค่าในตัวเอง แล้วเรื่อง เอ็มบั๊ปเป้ ที่คุณถามหรือ? เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีตัวตนสำหรับเราอีกต่อไป" "เรื่องในอดีตที่มันไม่ได้เกิดขึ้นก็ช่างมันเถอะ แต่เรามีซีซั่นที่สมบูรณ์แบบมากๆและเราจะเดินหน้ากันต่อไป" "ต่อให้ไม่มีผม มาดริดก็จะยังคงรักษาความยิ่งใหญ่เป็นเบอร์หนึ่งของโลกเอาไว้เช่นเดิม" ข้อความนี้อาจมีเจตนาส่งให้ เอ็มบั๊ปเป้ ไปในตัว แล้วสักวันอาจต้องมานั่งเสียดายที่ทิ้งโอกาสการได้เป็นส่วนหนึ่งของมาดริดไป หลายคนมองว่า เอ็มบั๊ปเป้ ยังมีเวลาค้าแข้งอีกนานหลายปี เดี๋ยวพอสัญญาเที่ยวนี้กับเปแอสเชจบลงก็เพิ่งจะ 26 ปีเอง เห็นได้จากระยะการต่อออกไปแค่ 3 ปี ไม่ได้ยาว 5-6 ปีอย่างที่คิด นั่นหมายถึงการแง้มประตูเพื่อย้ายออกในอนาคตด้วย หากความฝันหรือจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ นั่นอาจหมายความว่า เอ็มบั๊ปเป้ ยังมีแรงปรารถนาที่จะมาสวมยูนิฟอร์มมาดริดอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ในมุมของมาดริดล่ะ จะว่าอย่างไร ตอนนี้คงยากจะให้อภัย แต่หากเวลาผ่านไปสักพัก ความเจ็บแค้นน่าจะทุเลา บาดแผลคงตกสะเก็ดแล้ว เมื่อไม่อาจทำนายหรือตัดสินอนาคตได้ เส้นทางสู่เรอัล มาดริดของ เอ็มบั๊ปเป้ ใช่ว่าจะตีบตันเลยซะทีเดียว แค่ขรุขระมีขวากหนามมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง มันเหมือนยืดเวลาฝันที่เป็นจริงออกไป แต่สิ่งที่ได้นับจากนี้ 3 ปีกับเปแอสเช มันอาจหาไม่ได้อีกแล้วเช่นกัน ฝันยังไม่จบ แล้วเดี๋ยวเราไปพบกันใหม่ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่อาจร้องขออะไรได้อีก ]

ซาดิโอ มาเน่ ยังคงปิดปากเงียบเรื่องอนาคตที่ตกอยู่ในความสนใจของแฟนบอลมากมาย เพราะก่อนหน้านั้น นอกเหนือจากกระแสลือรุนแรงว่าเตรียมอำลาลิเวอร์พูลในซัมเมอร์นี้แล้ว ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวสายซื้อขายผู้เล่น ยังช่วยโหมอีกแรง เป็นการตอกย้ำความน่าเชื่อถือ เดิมทีเขาให้สัมภาษณ์ไว้ จะเฉลยให้หายข้องใจหลังจบเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน เดอะ ค็อปก็เลยเสียงแตก บางคนเชื่อว่ามีโอกาสอยู่ต่อพร้อมทั้งยืดสัญญา บางคนบอกว่านี่คือเวลาเหมาะสมจะให้นักเตะไปเสาะหาความท้าทายใหม่ อย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้ ในขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตอบคำถามนักข่าวก่อนชิงดำเรอัล มาดริดไว้ว่า นี่คือผู้เล่นที่มีความหมายต่อชีวิตตนมาก เป็นการยืนยันว่า มาเน่ มีคุณค่าในสายตาบอสมากแค่ไหน ซึ่งความจริงก็รู้กันอยู่แล้ว คล็อปป์ พร้อมปกป้องและยืนเคียงข้าง มาเน่ มาตลอดในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา แม้กระทั้่งในช่วงที่ฟอร์มดร็อปลงไป ปืนฝืดแทบยิงประตูไม่ได้เลย แต่เขาไม่ได้ให้ความกระจ่างเรื่องอนาคต มาเน่ เป็นไปได้อาจส่งผลกระทบต่อสมาธิในเกมนัดสำคัญด้วย มันไม่ควรนำมาพูดกันในช่วงเวลาอย่างนี้เลย พอลิเวอร์พูลอกหักพลาดแชมป์น่าเสียดาย ก็มีข่าวจากสื่อใหญ่และนักข่าวคนดังที่น่าเชื่อถือได้ ร่วมกันกระพือว่า มาเน่ ปรารถนาย้ายจากลิเวอร์พูลในซัมเมอร์นี้เลย แม้จะเหลือสัญญาค้างอีก 1 ปีก็ตาม นั่นทำให้งานพาเหรดแห่โทรฟี่ 2 แชมป์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายสายตาจึงจับจ้องมาที่ปฏิกิริยาของดาวเตะเซเนกัลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกช่างภาพที่เหมือนค้นหาความจริงบางอย่าง พวกเขาพยายามเน้นสีหน้าของ มาเน่ ซึ่งแสดงอารมณ์เศร้าหรือรู้สึกผิดหวัง ก่อนนำมาเผยแพร่ ในมุมอาจต้องการชี้นำว่านักเตะอยู่ในช่วงที่ไม่แฮปปี้นัก ต่อให้เป็นเวลาของการเฉลิมฉลองก็ตาม พอใครต่อใครได้เห็นอาการของ มาเน่ ลักษณะดังกล่าว ต่างพากันเชื่อว่า ไม่น่าจะอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไปหรอก มันฟ้องกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ กระนั้นสำคัญที่สุดคือ ต้องฟังจากปากของ มาเน่ อย่างเดียวแหล่ะ จะอ้างแหล่งข่าวหรือการนำเสนอของสื่อ แล้วไปปักใจเชื่อว่าต้องเป็นจริงมันก็ดูเบาหวิวเกินไปหน่อย ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ บาเยิร์น มิวนิคแสดงความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดึง มาเน่ ไปร่วมทีมฤดูกาลหน้า เป็นความตั้งใจของ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการอย่างแท้จริง พวกเขาหวังว่าจะได้ มาเน่ ไปประสานงานร่วมกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เพิ่มศักยภาพให้น่ากลัวยิ่งกว่าเก่า แต่หาก เลวี่ ตัดสินใจย้ายออกตามข่าวที่ว่ามา ก็จะวางให้ มาเน่ นี่แหล่ะเป็นเสาหลักแนวรุกเลย เราไม่รู่ว่าตัวนักเตะคิดอะไรอยู่ในเวลานี้ บางทีเขาอาจตัดสินใจเลือกไปเรียบร้อย รอแค่เวลาเหมาะสมแล้วค่อยประกาศให้ได้รับรู้กัน ทว่าถ้ายังไม่ได้ตัดสินใจ อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักเอาอย่างไร ตรงนี้แหล่ะที่มันดึงดูดให้ต้องติดตามกันเลย เพราะจะว่าไปแล้ว มาเน่ ผูกพันกับลิเวอร์พูลมากๆ โดยเฉพาะสิ่งที่แฟนบอลแสดงออกและมอบให้ นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในปี 2016 เป็นความตั้งใจของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ยื่นเรื่องให้ฝ่ายบริหารไปดึงแข้งรายนี้มาจากเซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งในช่วงดังกล่าวกำลังเนื้อหอม หลายทีมให้ความสนใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจะปิดดีลได้ ภายหลังมารู้ว่า เขาจวนเจียนจะได้ชูเสื้อแมนฯยูไนเต็ด ประกาศตัวเป็นนักเตะใหม่ ตกลงทุกอย่างกันเรียบร้อย เหลือแค่เซ็นขั้นตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตามแผนที่วางไว้ต้องพังลงมา เมื่อเขาได้คุยกับ คล็อปป์ ได้รู้เรื่องราวและเข้าใจอะไรหลายอย่าง คล็อปป์ มุ่งมั่นจะดึง มาเน่ ไปอยู่ด้วยที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์แล้ว ไล่อดีตเป็นฉากๆ อธิบายอย่างละเอียด จนโน้มน้าวความรู้สึกได้มากมาย ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยอมปฏิเสธผิดคำพูดกับแมนฯยูไนเต็ด คือได้ฟังโปรเจคต์ใหญ่ของลิเวอร์พูลในอนาคต แล้วรู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก จนเคลิบเคลิ้มก่อนนำไปสู่การเปลี่ยนใจ สำคัญกว่าคำพูดคือการกระทำ คล็อปป์ แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ใช่แค่วาดฝันวิมานในอากาศ นำโปรเจคต์หรูหรามาหลอกกัน นั่นยิ่งทำให้ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเจ้านายเพิ่มไปอีก มันจึงเป็นเหตุผลให้เขาขยายสัญญายาวออกไปอีก 5 ปีในปี 2018 ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปฏิเสธเลย คล็อปป์ ทั้งปลุกปั้นและผลักดันให้ มาเน่ เดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพัฒนาการดีเยี่ยม จนไปถึงคว้ารางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก รวมถึงเป็นแคนดิเดตชิงบัลลงดอร์ในปีนี้ด้วย เธียร์รี่ อองรี แสดงความเห็นไว้ว่า หากลิเวอร์พูลผงาดยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก น่าจะเป็น มาเน่ นี่แหล่ะที่จะได้รางวัลอันทรงเกียรติมาครอบครอง น่าเสียดายที่หงส์ไปพ่ายมาดริด โอกาสดังกล่าวจึงลดน้อยลง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงคุณค่าของ มาเน่ จะด้อยตามไปด้วย เขาได้รับเสียงชื่นชมและวิจารณ์มากมาย ในฐานะจักรกลสำคัญของทีม ไม่ใช่โดดเด่นแค่เกมรุกอย่างเดียว แต่ยังเสียสละลงมาช่วยเกมรับ วิ่งพล่านทำงานหนักเกือบตลอด บางครั้งไม่ได้มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรง ไม่ว่าจะยิงหรือแอสซิสต์ แต่หากมองดูที่ต้นทางแล้ว จะเห็นเลยว่ามักจะมาจาก มาเน่ ที่ทำตัวให้เป็นประโยชน์อย่างเสมอ ไม่ว่าจะบีบพื้นที่กดดันฝั่งตรงข้ามหรือดึงแนวรับจนเสียตำแหน่ง เพื่อเปิดทางเพื่อนได้เข้าทำ มาเน่ จึงมีความหมายต่อ คล็อปป์ จริงๆอย่างที่เคยพูดไว้ ไม่ได้เสแสร้งเลย แต่มันกลั่นออกมาจากความรู้สึก ส่วนการดึง ลุยส์ ดิอาซ มาเมื่อเดือนมกราคม ก็ไม่ได้หมายความตามที่สื่อพูดกัน เพื่อมาแทนที่ มาเน่ หรอก มันก็แค่เป็นแผนเพิ่มมิติและอ็อปชั่นให้แนวรุกหลากหลาย รวมทั้งมีแข้งคุณภาพที่สามารถทดแทนกันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องมากกว่า หาก มาเน่ ย้ายออกในซัมเมอร์นี้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเดอะ ค็อปมากมายจะเสียใจแค่ไหน แม้จะทำใจไว้และพร้อมสนับสนุนก็ตาม ผู้เล่นทัศนคติดีอย่างนี้หาไม่ง่าย แม้จะต้องเผชิญหน้ากับเสียงลือในแง่ลบอย่างเช่นไม่ลงรอยกับ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ แต่สุดท้ายความจริงก็ถูกพิสูจน์ว่า นั่นไม่ใช่เลยสักนิด ที่สำคัญไม่ว่า มาเน่ จะตัดสินใจอย่างไร ย้ายไปเล่นทีมไหน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ พลังซัพพอร์ตของเดอะ ค็อปทั่วโลก ที่จะคอยติดตามเอาใจช่วยเสมอ สำหรับนักเตะสักคน การถูกยอมรับและเคารพเช่นนี้ อาจประสบความสำเร็จมากกว่าได้รางวัลส่วนตัวหรือค่าจ้างมหาศาลซะอีก เขาคงไม่อาจเรียกร้องอะไรจากแฟนบอลลิเวอร์พูลหรอก ซึ่งในอีกด้านแฟนๆก็ไม่เรียกร้องเขาเช่นกัน --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117