breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #อยากให้จากกันด้วยดี ]

ถึงตรงนี้ต้องบอกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับแมนฯยูไนเต็ดใกล้พบทางตันเต็มทีแล้ว ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่าพฤติกรรมของเขา เดินเข้าห้องแต่งตัวก่อนเกมจบลงไม่กี่นาที พร้อมปฏิเสธจะเป็นตัวสำรองลงมาเล่นในช่วงท้าย มันเป็นการทำผิดพลาดอย่างมหันต์ หลังจากนั้นไม่นาน โรนัลโด้ ออกมาแถลงการณ์ผ่านทางช่องทางโซเชี่ยลของตัวเอง สำนึกผิดอย่างไร้ข้อแก้ตัว อารมณ์มันเตลิดจนควบคุมไม่อยู่ จึงทำในสิ่งทุกคนไม่คาดคิด อย่างไรก็ตามในเนื้อหานั้น ร่ายมายาวพอสมควรเลย แต่ไม่มีการเอ่ยปากขอโทษทั้งต่อผู้จัดการทีม สต๊าฟฟ์ เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลเลยสักนิด จนถูกตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเขียนไปตามพิธีหรือทีมพีอาร์คอยจัดให้ อะไรก็ช่างเถอะ ดูเหมือนว่า เอริก เทนฮาก ไม่ได้ใส่ใจนักหรอก อย่างที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้หลังจบเกมเฆี่ยนท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 เดี๋ยววันรุ่งขึ้นจะจัดการเอง ตอนนี้ขอฉลองชัยชนะอันหอมหวานก่อน ในฐานะผู้จัดการทีม เทนฮาก ทำถูกต้องอย่างยิ่ง ไม่ปล่อยให้เรื่องของนักเตะเพียงคนเดียวมากระทบบรรยากาศในทีม ซึ่งกำลังยอดเยี่ยมอย่างมาก ทุกคนควรโฟกัสแต่เรื่องในสนามมากกว่า หากเขาหมกมุ่นหรือมัวหงุดหงิดกับ โรนัลโด้ นั่นอาจทำให้นักเตะคนอื่นรู้สึกแย่ตามไปด้วย มองข้ามเรื่องนี้ไปซะ ฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ไม่ได้พึ่งพาแค่ใครคนหนึ่ง ต้องยอมรับว่าในเชิงบริหาร เทนฮาก มีวิธีการที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าต้องกลัวหรือเกรงใจนักเตะ หากทำผิดขึ้นมาก็ต้องว่ากันตามนั้น แล้วที่เขาบอกว่าจะ "จัดการ" ก็ทำจริงๆ ไม่ใช่พูดโชว์หล่อต่อหน้าสื่อ แล้วหลังฉากปล่อยผ่านไม่มีอะไรเกิดขึ้น กุนซือดัตช์สั่งให้ดร็อป โรนัลโด้ ทันทีในเกมลีกกับเชลซีสุดสัปดาห์นี้ จะไม่มีส่วนร่วมอย่างเด็ดขาด จากนั้นสั่งให้มาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อลงซ้อมกับทีมสำรองหรือชุดยู-21 ของทีม รวมถึงปรับเงินค่าจ้างอีก 2 สัปดาห์ด้วย ซึ่งคาดว่าเหยียบ 1 ล้านปอนด์เลยทีเดียว การซ้อมกับทีมชุดเล็กถือว่าโดนลดเกรดลงมาอย่างมาก แต่คาดว่าจะเป็นการซ้อมเดี่ยวตามลำพังกับโค้ชฟิตเนส ไม่ได้เข้าไปร่วมซ้อมทีมกับนักเตะดาวรุ่งอย่างใด ทว่านั่นก็มากพอที่จะทำให้รู้ว่า คุณไม่ได้ใหญ่กว่าสโมสร ไม่ได้มีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น หากว่าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข กฎกติกาต้องเป็นไปตามนั้น ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด เพื่อจะได้รู้ว่ามันศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่ได้มีไว้ใช้แค่คนใดคนหนึ่ง เมื่อข้อมูลเรื่องการลงโทษแพร่กระจายออกไป หลายคนปรบมือให้ เทนฮาก ซึ่งโชว์ความเฮี้ยบและเด็ดขาดมากๆ ไม่หงอให้ลูกทีมเลย ชัดเจนในบทบาทคนเป็นบอส จริงๆแล้ว เทนฮาก เองก็อาจมีความรู้สึกเกรงใจ โรนัลโด้ บ้างอยู่แล้ว นี่คือแข้งซูเปอร์สตาร์มีบารมีมหาศาล ผ่านความสำเร็จมานับไม่ถ้วน หากว่าปฏิบัติตัวตามครรลองถูกต้องปกติดี แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มขั้น มันก็ยิ่งทำให้หัวหน้ายำเกรงมากขึ้น กลับกันช็อตนั้นหากว่า โรนัลโด้ ยอมถอดชุดวอร์ม เปลี่ยนเสื้อลงมาลุยในช่วงที่เหลืออีกไม่กี่นาที แล้วพอจบเกมเข้ามาโอบกอดแสดงความยินดีกับน้องๆด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ปลาบปลื้มในความสำเร็จของทีม ทุกคนทำได้ดีมากๆ จากนั้นเดินไปขอบคุณแฟนบอล รับรองเลยว่าสถานการณ์จะพลิกเป็นอีกอย่างทันที เสียงชื่นชมล้นหลามแบบถล่มทลายจะหลั่งใหลเข้ามา เขาจะถูกยกย่องจากการเป็นรุ่นใหญ่ที่จิตใจงดงาม มีความสุขเสมอเมื่อทีมผลงานดี อีกทั้งใจกว้างยอมรับความจริงว่าคลื่นลูกหลังยังไงก็โถมเข้าซัดแรงกว่า แต่เมื่อคุณไม่คอนโทรลอารมณ์ของตัวเองให้ดี เป็นเหมือนน้ำล้นแก้ว ไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเลือกมองข้ามความสำเร็จของทีม มันยิ่งสะท้อนว่าเท่าที่ผ่านมา ตั้งใจทำเพื่อตัวเองอย่างเดียวเลย แม้จะหงายการ์ดอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งมันยากที่จะควบคุมได้ มันก็น่าเห็นใจเมื่อมองลึกลงไป ด้วยความที่หัวเสียหงุดหงิดไม่ได้ลงเล่นในเกมสำคัญเช่นนี้ มันก็เลยระเบิดตูมพรั่งพรูออกมา รวมทั้งรู้สึกผิดเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย อย่างน้อยการใช้โซเชี่ยลเป็นสื่อกลางเพื่ออธิบาย ยังพอทำให้เห็นว่าเขาลดอัตตาลงแล้ว ย้อนกลับมาที่ เทนฮาก ซึ่งคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปฏิบัติกับนักเตะที่ทำผิดกฎให้เหมือนกันตามปกติ สมัยคุมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็เคยเจอเคสลักษณะนี้มาก่อนแล้ว ในฤดูกาล 2017/18 อามิน ยูเนส ตัวรุกอนาคตไกลดีกรีทีมชาติเยอรมัน เคยบอกปัดไม่ยอมลงเล่นในเกมเจอฮีเรนวีน นัดดังกล่าวอาแจ็กซ์ถล่ม 4-1 แต่ทาง ยูเนส ปฏิเสธที่จะถูกเปลี่ยนลงมาเล่นในช่วง 2-3 นาทีสุดท้าย เพราะคิดว่านี่เป็นการปรับตามแท็คติก เพื่อถ่วงเวลาเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อตน เทนฮาก โกรธอย่างมากกับพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมนี้ ส่งลงไปซ้อมกับยอง อาแจ็กซ์หรือทีมสำรองทันที เมื่อไม่มีใจก็อย่าอยู่ด้วยกัน "เรายังเหลืออีก 6 เกมที่ต้องลงเล่น ผมต้องการนักเตะที่มุ่งมั่น 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม" เทนฮาก กล่าวไว้อย่างนี้ พอฤดูกาลปิดฉาก ยูเนส ก็ถูกปล่อยฟรีสู่นาโปลี โดยทีทางอาแจ็กซ์ไม่คิดจะยื่นสัญญาฉบับใหม่เพื่อรั้งตัวไว้ด้วย สำหรับแฟนบอลที่ชื่นชอบกุนซือที่เข้มเรื่องวินัยและไม่ได้โอ๋แต่พวกขาใหญ่มีอิทธิพล เทนฮาก น่าจะเป็นการตอบโจทย์ที่ดีเลย โดยเฉพาะเมื่อกำลังอยู่ในช่วงสร้างกันใหม่ ในขณะเดียวกันจากบทลงโทษนี้ ไม่แน่ใจว่าปฏิกิริยาของ โรนัลโด้ จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางกระแสข่าวว่า น่าจะจบกับแมนฯยูไนเต็ดแล้ว บอร์ดบริหารเองก็ไม่แฮปปี้เลย พร้อมสนับสนุนให้กุนซือดัตช์ทำตามแนวทางที่ถูกต้อง ยิ่งชั่วโมงนี้กำลังได้เปรียบจากการพัฒนาทีมจนเห็นผลงานอันน่าพอใจ อาจเป็นไปได้ว่าแมนฯยูไนเต็ดยอมตัดปัญหา ฉีกสัญญาที่เหลือเพื่อปลดปล่อยให้นักเตะได้มีอิสระเลือกต้นสังกัดใหม่ จะย้ายไปไหนก็ตามสะดวก อย่างไรก็ดีหากจบลงในลักษณะนี้และ โรนัลโด้ ไม่ได้กลับมาลงเล่นให้แมนฯยูไนเต็ดอีกเลย มันจะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างมากๆ เพราะเขาเป็นขวัญใจเบอร์ต้นๆของแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด ในวันที่ย้ายกลับมาเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ยังจดจำบรรยากาศอันชื่นมื่นได้ดี เหมือนฮีโร่คืนสู่ถิ่นเก่า การต้อนรับทั้งอบอุ่นและยิ่งใหญ่ แต่เมื่อคุณมีโอกาสเลือกได้ก่อน แล้วไม่ยอมเลือกเอง ก็ต้องยอมรับผลที่ต้องตามมาด้วย ได้แต่หวังว่าจะเห็น โรนัลโด้ กลับมาสวมยูนิฟอร์มแมนฯยูไนเต็ด ก่อนจากลากันด้วยดี อยู่ในความทรงจำตลอดไป --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แค่คุณวิ่งทุกสิ่งจะดีขึ้น ]

ลูอิส สตีล ฝ่ายข้อมูลของเมล สปอร์ตเปิดเผยว่า ผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดวิ่งรวมกันเป็นระยะทาง 114.4 กิโลเมตร ในเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเมื่อคืนวันพุธ นี่คือตัวเลขที่มากกว่านัดแพ้เบรนท์ฟอร์ดถึง 20 กิโลเมตรด้วยกัน เกมอัปยศนั้นวิ่งรวมกันแค่ 95.5 กิโลเมตร น้อยกว่าแข้งเจ้าบ้านถึง 13.8 กิโลเมตร หากใครยังจำกันได้มีข่าวว่า หลังจบเกมดังกล่าว เอริก เทนฮาก สั่งลงโทษลูกทีมให้วิ่งเป็นระยะทาง 13.8 กิโลเมตร เพื่อให้ทุกคนซึมซับรับรู้ไว้ว่า หากมัวแต่ขี้เกียจสันหลังยาวแล้วจะเป็นอย่างไร แต่เขาไม่ได้ปล่อยให้ลูกทีมวิ่งไปบ่นไป ตัวเองก็วิ่งด้วยเช่นกันเป็นระยะทางเท่ากัน เพราะทีมฟุตบอล ไม่ควรมีใครต้องรับผิดชอบคนเดียวเมื่อต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นัดถัดมาคือแดงเดือด ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด แข้งปีศาจแดงวิ่งกันราวกับม้าคะนอง ก่อนจะบดลิเวอร์พูลสุดมันส์ 2-1 จากที่วิ่งรวมกันไม่ถึง 100 กิโล คราวนี้ตัวเลขทวีเป็น 113.78 กิโล มากกว่านักเตะหงส์แดงที่มีตัวเลข 110.6 กิโล ทั้งที่ปกติแล้วลิเวอร์พูลมีกิตติศัพท์เลื่องลือในเรื่องการเพรสซิ่งเข้มข้น วิ่งกดดันคู่แข่งแบบไม่ให้หายใจหายคอ บางคนลงความเห็นว่า วิธีของ เทนฮาก คือการหนามยอกเอาหนามบ่ง ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาด แม้เรื่องระยะการวิ่งจะไม่ใช่ทฤษฎีหรือกฎตายตัว แต่มันสะท้อนให้เห็นแล้วว่า มีความสำคัญมากขนาดไหน ในขณะเดียวกันยังเป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ฟุตบอลสมัยใหม่ต่อสู้กันด้วยพละกำลัง วินัย ความมุ่งมั่นหรืออาจเรียกรวมกันว่าความหลงใหล อันกลายเป็นคำว่าทัศนคตินั่นแหล่ะ อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ที่จะทำให้ลูกทีมวิ่งพล่านตั้งใจทำงานหนักกันสุดชีวิต ลำพังพูดออกมามันไม่ยากเลย ถ้าพวกนักเตะไม่เอาก็เป็นอันว่าจบเห่ เราได้เห็นตัวอย่างกันมาบ้างแล้ว เช่นตอนที่ ราล์ฟ รังนิก เพิ่งเข้ามาคุมทีม ประเดิมนัดแรกเจอคริสตัล พาเลซ แม้แมนฯยูไนเต็ดจะเบียดแค่ 1-0 แต่รูปเกมเห็นความแตกต่างจากเดิม ผู้เล่นแทบทุกคนวิ่งหนักขึ้น เวลาเสียบอลก็รีบแย่งคืนกลับมาหรือที่เรียกว่าเคาน์เตอร์ เพรสซิ่ง ไม่ให้คู่ต่อสู้มีเวลาเตรียมตัวหรือคิดอะไรทันเลย เป็นการโจมตีอย่างรวดเร็ว จำได้ว่าสาวกแมนฯยูไนเต็ด ต่างเนื้อเต้นกันมาก รังนิก เองคือหนึ่งในต้นตำรับเพรสซิ่งยุคใหม่ เป็นเหมือนปรมาจารย์ของกุนซือดังยุคปัจจุบันหลายต่อหลายคน คิดว่านี่แหล่ะจะเป็นการปูทางนำแมนฯยูไนเต็ดกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แต่พอนัดถัดๆมา ระยะทางการวิ่งเริ่มลดจำนวนลง ผู้เล่นไม่ตอบสนองเหมือนนัดประเดิม อาจเป็นไปได้ว่ามันเหนื่อยเกินไป อาการล้าเริ่มมาเยือน แข้งขาก้าวแทบไม่ออก ขณะเดียวกันเมื่อต้องซ้อมหนักมากกว่ายุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หลายคนก็ไม่ยอมทำตามและดูเหมือนว่า รังนิก ไม่อยากจะไปเจ้ากี้เจ้าการสักเท่าไร น่าจะเป็นเพราะคิดว่าแค่รักษาการณ์ เดี๋ยวให้กุนซือคนใหม่มารับช่วงต่อ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากอะไร มีสาเหตุมาจากตรงไหน รังนิก ตอบฉะฉานได้เป็นฉากๆ ซึ่งมันก็คล้ายกับที่พวกแฟนบอลคิดกันไว้นั่นแหล่ะ รู้ว่าต้นตออยู่ตรงไหน แต่กุนซือเยอรมันไม่อาจย้อนกลับไปแก้ปัญหาได้ ยังคงคาราคาซังอย่างนั้นต่อไป แน่นอนไม่มีผู้เล่นคนไหนอยากเหนื่อยทำงานหนักมากกว่าเดิมหรอก หลายคนติดสบายกันมาจากยุคก่อนๆ แถมเงินค่าจ้างก็มหาศาล มันยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างได้ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ในฐานะซีอีโอ ซึ่งมีอำนาจเต็มตัว มีนโยบายผิดพลาดมาตลอด แต่ไม่เคยปรับปรุง ยังเชื่อมั่นอยู่อย่างนั้น ว่าการใช้เงินซื้อจะซื้อใจได้ด้วย แต่มันตรงกันข้าม นักเตะส่วนใหญ่อยู่ในคอมฟอร์ทโซนหรือปลอดภัยมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ก้อนโต บวกด้วยสัญญาระยะยาว แล้วในยุคหลังมีอ็อปชั่นพ่วงมาอีก ซึ่งส่วนมากคิดว่ายังไงสโมสรก็ต้องใช้อ็อปชั่นยืดอีกปี เพราะไม่ต้องการเสียฟรี เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ผิดพลาดมาก มีอย่างที่ไหนให้สัญญาใหม่กับนักเตะที่แทบไม่ได้ใช้งาน ด้วยเหตุผลแบบโลกสวยว่า นักเตะคนนี้อาวุโส นิสัยดี มีประโยชน์ในห้องแต่งตัวมากๆ จะทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้น นักเตะคนนี้อยู่กับสโมสรมายาวนาน รับใช้ด้วยความซื่อสัตย์ ตั้งใจทำงานเต็มที่ ไม่เคยขาดซ้อมเลย แต่บาดเจ็บยาวเรื่อยๆมา แทบไม่ได้ลงเล่น ซึ่งตามหลักแล้วยังไงก็ต้องปล่อยออกไป หรือนักเตะคนนี้เติบโตมาจากอะคาเดมี่นะ เราต้องเก็บเอาไว้ เป็นตัวอย่างของความภักดี ทีมเราต้องมีจุดนี้บ้าง เหมือนตอนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สร้างคลาส ออฟ 92 ขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวงมันคือความผิดพลาด ซึ่งบอร์ดบริหารไม่เคยรู้ตัวเลย มัวแต่ไปมองตรงอื่น ทั้งที่ความจริงแค่เดินไปส่องกระจก ความจริงก็จะสะท้อนให้เห็นว่าตัวเองนั่นแหล่ะที่ไม่ได้เรื่อง อย่าพยายามไปโทษคนอื่นเลย กว่าจะมารู้ตัว ทุกอย่างก็ทรุดหนักมากขึ้น ไม่ต้องแปลกใจเลยที่แฟนบอลมากมายหลายหมื่นจะออกมาขับไล่ พวกเขารู้ความเคลื่อนไหวมาตลอด สุดท้ายคนที่คิดว่าสำคัญสุดอย่าง วู้ดเวิร์ด โดนเขี่ยพ้นเก้าอี้ซีอีโอ ไม่ต้องมายุ่งอีกต่อไป เท่าที่ผ่านมาปู้ยี่ปู้ยำจนเละแล้ว เอริก เทนฮาก จึงต้องเข้ามาสะสางครั้งใหญ่ รื้อระบบเก่าๆออกให้หมด แล้วนำวิธีการที่ถูกต้องมาใช้ ซึ่งก็ต้องกินเวลาพอสมควรกว่าจะเห็นผล พวกนักเตะที่สบายกันจนเคยตัว อาจจะขัดอกขัดใจไม่อยากทำตามในตอนแรก แต่เมื่อได้เห็นความเข้มของเจ้านายคนใหม่ อย่างเช่นไม่เร่งต่อสัญญาหรือใช้อ็อปชั่น ขอดูผลงานก่อนและไม่ง้อด้วยว่าจะต้องเสียไปแบบฟรีๆ ก็เริ่มยอมทำตาม ข้อสังเกตคือผู้เล่นทุกคนจะตั้งใจจริงจังมาก โดยเฉพาะเกมเจอทีมใหญ่ด้วยกันแล้วได้เล่นในบ้าน ปราบมาหมดทั้งลิเวอร์พูล , อาร์เซน่อลและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สิ่งที่ เทนฮาก ต้องทำคือรักษามาตรฐานไว้ให้ได้ เข้าใจว่าไม่มีทางวิ่งได้ระยะเหมือนนัดล่าสุดไปตลอดหรอก แต่จำเป็นต้องมีวิธีการ เพราะถ้าดีนัดเจอสเปอร์ส แล้วอีก 2-3 ชักแผ่ว มีเสมอบ้าง แพ้บ้าง คนก็แทบจะลืมเกมอันน่าจดจำได้เช่นเดียวกัน แต่ที่ชัดเจนมากที่สุดคือ หากพวกนักเตะพร้อมใจกันวิ่ง เพรสซิ่งแบบไม่กลัวเหนื่อย ผลตอบแทนมันก็ได้มาอย่างคุ้มค่าเช่นกัน ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เรื่องบ้าที่เป็นไปได้ ]

ตามกำหนดการของฟีฟ่าแล้ว เด้ดไลน์ส่งรายชื่อผู้เล่น 26 คนสุดท้ายของแต่ละชาติในศึกฟุตบอลโลก 2022 คือ 14 พฤศจิกายนหรืออีกราว 3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่วนในวันที่ 21 ตุลาคม จะเปิดโอกาสให้แต่ละชาติที่ต้องการส่งรายชื่อล็อตใหญ่ 35 คนขึ้นไปจนถึง 55 คนไว้เป็นทางเลือกได้ก่อน แต่นี่ไม่ใช่กฎข้อบังคับอะไร เชื่อกันว่าในสถานการณ์ที่ฟุตบอลลีกยังเตะกันโครมๆ รวมถึงถ้วยยุโรปที่เข้มข้นในรอบแบ่งกลุ่มอย่างนี้ กุนซือส่วนมากน่าจะรอใกล้เส้นตายนั่นแหล่ะ ค่อยส่งรายชื่อกัน มีข่าวว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ก็จะทบทวนดูให้ละเอียด ก่อนจะหั่นให้ครบ 26 คนสุดท้าย โดยมีเงื่อนไขเรื่องสภาพร่างกายมาเกี่ยวข้องด้วยแน่นอน ดังนั้นน่าจะรอใกล้ถึงเดดไลน์ ค่อยเคาะว่าใครบ้างที่จะผ่านขั้นตอนกลั่นกรองได้ลุยเวิลด์คัพที่กาตาร์ แต่อีกกระแสข่าวก็มีสื่อรายงานว่า เซาธ์เกต อาจส่งรายชื่อ 55 คนล็อตแรกก่อน แต่จะเปิดเผยให้สาธารณะรู้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง เรียกว่าทุกแข้งที่อยู่ในข่าย เคยร่วมงานกันมาก่อนหรือฟอร์มกำลังเข้าฝัก ต่างน่าตบเท้าติดกันพรึบ ปัญหาใหญ่ที่ เซาธ์เกต น่าจะกังวลมากๆเวลานี้ คงหนีไม่พ้นอาการบาดเจ็บของนักเตะบางคน โดยเฉพาะในส่วนแนวรับที่ดูน่าเป็นห่วงเลยจริง เริ่มจาก ไคล์ วอล์คเกอร์ ซึ่งอาจมีการฟื้นฟูที่กระเตื้องมากขึ้น หลังเข้ารับผ่าตัดโคนขาหนีบ ทิศทางดูโอเคเลย ข่าวว่าอาจใช้วิธีกายภาพเร่งให้หายทัน แต่ไม่มีอะไรการันตี รวมถึงจะฟิตถึงเกณฑ์หรือเปล่า รีซ เจมส์ อีกคนที่อาการน่าเป็นห่วง เซาธ์เกต กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ข้อมูลจะระบุว่าโอกาสริบหรี่ก็ตาม ซึ่งคำถามเหมือน วอล์คเกอร์ นั่นคือหากใส่ชื่อไปด้วย จะใช้ประโยชน์ได้แค่ไหนกัน กองหลังตัวหลักทีมชาติอังกฤษอีกรายที่ยังเดี้ยงคือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แม้จะโดน เอริก เทนฮาก มองข้าม มีแนวโน้มโดนจับแขวนยาว แต่ในทีมชาติเขาเป็นแข้งที่ เซาธ์เกต ไว้วางใจและไม่แคร์ด้วยว่าเล่นกับสโมสรจะโดนวิจารณ์ว่าฟอร์มแย่แค่ไหน นอกจากนี้พวกแนวรับที่เคยใช้บริการไม่ว่าจะเป็น คอร์เนอร์ โคดี้ หรือ ไทโรน มิงส์ ก็นัดกันผลงานบู่อีก โดยเฉพาะรายหลังจากเสาหลักแอสตัน วิลล่า แปรสภาพเป็นบ่อน้ำมัน ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เซาธ์เกต จึงต้องส่องดูให้ดีว่า ใครที่อยู่ในสภาพความพร้อมมากสุด ไม่อย่างนั้นจุดแข็งอังกฤษที่เคยมีในเรื่องเกมรับ จะย้อนกลับมาเล่นงานอย่างแน่นอน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีรายงานว่า เซาธ์เกต จะบินไปอิตาลีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เข้าชมเกมที่ลุยจิ แฟร์ราริส ซึ่งโรม่ายกพลเยือนซามพ์โดเรีย ทันทีที่กุนซือสิงโตคำรามไปโผล่ที่นั่น พวกนักข่าวที่เห็นต่างคาดหมายว่า คงมาเฝ้าดูฟอร์ม แทมมี่ อับราฮัม หนึ่งในกองหน้าทีมชุดนี้ ซึ่งเป็นดาวยิงคนสำคัญของโรม่า แต่ปรากฏว่าคนที่น่าจะขโมยซีนคือ คริส สมอลลิ่ง ซึ่งเล่นได้อย่างโดดเด่น เหนียวแน่นมั่นคงมาก ยากจริงๆสำหรับการเจาะเข้าไป ฤดูกาลนี้ สมอลลิ่ง ยกระดับเป็นกระดูกสันในแนวรับของหมาป่าแห่งกรุงโรมอย่างเต็มตัว ในกัลโช่ เซเรีย อาทั้งหมด 10 เกม ลงเป็นตัวจริงไม่เคยขาดตกบกพร่อง แถมโดนเปลี่ยนออกแค่นัดเดียวเท่านั้น ส่วนผลงานส่วนตัว 14 นัดทุกรายการ ยังยิงได้ 3 ประตู โดยเฉพาะจังหวะดันขึ้นสูงมาหาโอกาสเข้าทำจากลูกเซตพีซ นอกจากนี้ สมอลลิ่ง ยังเก็บได้ 5 คลีนชีตด้วยกัน ช่วยยืนยันได้เลยว่า กำลังอยู่ในฟอร์มที่น่าประทับใจเลย สมัยร่วมงานกันที่แมนฯยูไนเต็ด ต้องยอมรับเลยว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ค่อยชอบ สมอลลิ่ง เท่าไรนัก แทบไม่ได้ใช้งานเป็นเรื่องราวเลย แต่เมื่อเปลี่ยนสีเสื้อมาอยู่ด้วยกันที่โรม่า สถานการณ์เปลี่ยนไป ล่าสุดกุนซือโปรตุกีสให้สัมภาษณ์ถึงลูกทีมรายนี้ไว้อย่างน่าคิด ตอนเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด ทุกนัดที่ลงสนามจะเป็นระบบเซ็นเตอร์แบ็ก 2 คนอยู่แล้ว พอมาค้าแข้งในอิตาลี เริ่มจับต้นชนปลายจากการเล่นแนวรับ 3 คน โดยเฉพาะยุค มูรินโญ่ ชัดเจนเลยว่ามันเหมาะกว่า ประเด็นนี้ มูรินโญ่ ก็แสดงความเห็นไว้ด้วย อย่างเกมล่าสุด สมอลลิ่ง ยืนเป็นสวีปเปอร์หรือตัวสุดท้าย โดยมีสต๊อปเปอร์คือ จานลูก้า มันชินี่ กับ โรเชร์ อิบันเยซ ขนาบข้าง เมื่อมีตัวชนเก็บงานให้ก่อน สมอลลิ่ง ก็เล่นได้ง่ายขึ้น เพราะปกติไม่ค่อยถนัดเล่นแบบมาร์คตัวสักเท่าไร ชอบที่จะคอยซ้อนอีกที จุดนี้เขาเคยมีปัญหามาก่อน ตั้งแต่ยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นกุนซือและเมื่อแก้ไขกันไม่ได้ คุยกันไม่เข้าใจ สมอลลิ่ง จึงโดนปล่ออออกมา พร้อมข่าวในเชิงดราม่าว่าถูกลอยแพไม่สนใจกัน ในขณะเดียวกัน มูรินโญ่ พยายามโยงให้เห็นด้วยว่า ทีมชาติอังกฤษภายใต้การคอนโทรลของ เซาธ์เกต ก็เล่นระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กเหมือนกัน น่าจะลงตัวเลยทีเดียวถ้าจะลองดึง สมอลลิ่ง กลับไปติดธงสักหน่อย "เขาถูกสอนมาด้วยการเล่นเซนเตอร์ 2 คนในแมนเชสเตอร์ แต่ตอนนี้ เขามีความชำนาญในระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก" "ผมไม่คิดว่ามันคือการไม่ให้เกียรติ แกเร็ธ เซาธ์เกต หรอกนะ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ สมอลลิ่ง ก็ควรได้รับเช่นเดียวกัน" สมอลลิ่ง จะอายุครบ 33 ปี ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ นั่นหมายความว่าเป็นช่วงบอลโลกฟาดแข้งกันพอดี ประเมินแล้วอีกไม่นานก็คงได้รีไทร์ อย่างไรก็ตามจากผลงานส่วนตัวที่โดดเด่นอีกครั้ง เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากสภาพจิตใจ ได้เล่นตามแบบที่ต้องการและถนัด อีกส่วนคือการดูแลร่างกายอย่างดีเยี่ยม สมอลลิ่ง เอาใจใส่เรื่องโภชนาการมากๆและหันมาเป็น Vegetarian หรือมังสวิรัติมาสักพักแล้ว ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ซึ่งผลการทอสอบสมรรถภาพร่างกาย มันบอกเลยว่าทั้งกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆ มันแข็งแกร่งเหมือนตอนหนุ่มแน่น จากที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ขอให้ได้เล่นฟุตบอลอย่างมีความสุข ลงสนามต่อเนื่อง มาถึงตรงนี้ สมอลลิ่ง มีสิทธิ์คิดไกลถึงฟุตบอลโลก ที่ตัวเขาเองไม่เคยคิดมาก่อนเลย จริงๆการเปลี่ยนลีกมาเล่นในอิตาลี ก็พอจะบอกได้กลายๆว่า ปิดประตูกลับสู่ทีมชาติ แต่ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน โอกาสของเขาไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย สำหรับ สมอลลิ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างที่พุ่งชนชีวิต คือกำไรทั้งสิ้น มาคอยดูกันว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต จะสร้างเซอร์ไพรส์ในโผรายชื่อกันหรือไม่? ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #คนที่ทำให้ป๋าโคตรเสียดาย ]

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อกุมภาพันธ์ 2008 แมนฯยูไนเต็ดยกพลบุกโอลิมปิก ลียงในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรก ด้วยฟอร์มที่กำลังพีกสุดขีดของปีศาจแดง บวกด้วยคุณภาพผู้เล่นที่เหนือกว่าเจ้าถิ่น จึงได้รับการคาดหมายว่า คงคว้าชัยชนะได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก ต่อให้ต้องมาเล่นเกมเยือนก็ตาม แต่ลียงสร้างความลำบากใจให้ผู้มาเยือนจากอังกฤษ นักเตะทุกคนยินดีทำงานหนัก เพื่อหักปากกาเซียนผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟนั่ลให้สำเร็จ จึงสู้กันอย่างเต็มสูบ ราวกับว่าเป็นเกมนัดชิง หลังจากจบครึ่งแรกเสมอกันแบบโนสกอร์ ยังไม่มีฝั่งไหนเพลี่ยงพล้ำ เปิดฉากครึ่งหลังได้เกือบ 10 นาที ลียงเซ็ตเกมกันมาอย่างแม่นยำ กระทั่ง คาริม เบนเซม่า ได้บอลแล้วบังไว้ ก่อนจะพลิกซัลโวด้วยซ้ายอย่างรวดเร็ว พุ่งเรียดเสียบมุมหมดจดชนิดที่ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ หมดโอกาสป้องกัน กว่าแมนฯยูไนเต็ดจะมาตีเสมอ 1-1 เอาตัวรอดกลับออกไปได้ ก็ต้องจนกระทั่ง 3 นาทีสุดท้าย จากทีเด็ด คาร์ลอส เตเวซ จากนั้นเมื่อเปลี่ยนวิกไปเล่นเลกสองที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ปีศาจแดงเชือด 1-0 กรุยทางสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนโชว์ฟอร์มเยี่ยมเข้าป้ายผงาดแชมป์สมัย 3 ในที่สุด แต่ตอนจบเกมที่ลียง มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและมันน่าสนใจอย่างมาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ ซึ่งเห็นแทบทุกอย่าง เล่าไว้เป็นฉากๆเลย ริโอ ซึ่งเป็นเซ็นเตอร์แบ็กของแมนฯยูไนเต็ดในเกมดังกล่าว ต้องเผชิญหน้ากับ เบนเซม่า อยู่เกือบตลอด จนสัมผัสได้ถึงความเก่งกาจ เรียกว่าคลาดสายตาหรือเหม่อลอยเมื่อไร โดนลงโทษอย่างแน่นอน พอสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เดินไปรอดักเพื่อจะได้ทักทาย เบนเซม่า บริเวณทางเข้าห้องแต่งตัว พอได้สนทนากันสั้นๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ของลียง ซึ่งคงสังเกตอยู่แล้วมาขัดจังหวะ เหมือนเดาออกว่ากุนซือแมนฯยูไนเต็ด เตรียมทาบทามให้ไปอยู่ด้วยกัน ริโอ ยังบอกอีกว่า เฟอร์กี้ ยืนยันเป็นมั่นเหมาะเลย ต้องคว้าดาวยิงฝรั่งเศสมาร่วมทัพให้ได้ จะพยายามทำทุกอย่าง แต่การเกลี้ยกล่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต่อให้แมนฯยูไนเต็ดกำลังพีกสุดขีด ครองเจ้ายุโรปในปีนั้น แต่นักเตะก็ตัดสินใจเลือกเรอัล มาดริดมากกว่า เชื่อกันว่า เบนเซม่า ซึ่งมีเชื้อสายแอลจีเรีย เคารพนับถือตามแนวทางความสัมพันธ์ของชาวแอฟริกัน พวกเขามีความใกล้ชิดกับประเทศอย่างสเปนมากกว่า ไม่ใช่อังกฤษแน่นอน นอกจากนี้อิทธิพลของราชันชุดขาว ที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างด้วยโปรเจคต์อันยิ่งใหญ่อย่างกาลาคติกอส ย่อมดึงดูดผู้เล่นทุกคนเข้าหาอย่างไม่ยากเลย ริโอ ยังให้ข้อมูลเพิ่มว่า นี่คือหนึ่งในเรื่องที่ เฟอร์กี้ เสียใจอย่างมาก ไม่คิดว่า เบนเซม่า จะเลือกย้ายสู่มาดริดในปี 2009 แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว แมนฯยูไนเต็ดจะเปรี้ยงปร้าง เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีติดต่อกัน ส่วน ไมเคิ่ล โอเว่น ซึ่งย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดในปี 2009 ก็ให้ข้อมูลอย่างสอดคล้องกันว่า เบนเซม่า นี่แหล่ะ ที่มีส่วนทำให้เกิดดีลดังกล่าวขึ้น ช่วงนั้นแมนฯยูไนเต็ดติดต่อมาหา โอเว่น มีการพูดคุยเรื่องรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำสิ่งคาดไม่ถึง รวมทั้งทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลจำนวนมากเสียความรู้สึก แต่สาเหตุมาจากปีศาจแดงพลาดตัว เบนเซม่า เลยต้องเบนหัวเรือมายังตน ยังไงก็ต้องหาหัวหอกมาเพิ่มศักยภาพให้ได้ มาดริดยอมลงทุน 35 ล้านยูโร ลียงเองใช่ว่าอยากจะขายสักเท่าไร แต่ยากที่จะขวางไว้ เบนเซม่า ในวัยเพียงแค่ 20 ปี จึงกลายเป็นสมาชิกใหม่ของราชันชุดขาว แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงไม่น้อยเลย เพราะในปีเดียวกันนั้นเอง มาดริดก็ลงทุนสร้างสถิติโลกมูลค่า 80 ล้านปอนด์ ด้วยการกระชาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำหรับอภิมหาโปรเจคต์ ในขณะเดียวกัน เบนซ์ ยังต้องอดทนในการเป็นสำรองส่วนใหญ่ เพราะมาดริดเองมี กอนซาโล อิกวาอิน เป็นหน้าเป้าอยู่แล้ว เขาอาจได้ลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องสลับระหว่างออกสตาร์ตกับนั่งสำรองรอโอกาสอย่างอดทนที่ข้างสนาม โดยไม่รู้ว่าจะถูกส่งลงเมื่อไร ในลีกฤดูกาลนั้น เบนเซม่า ลงครบ 90 นาทีแค่ 4 นัดเท่านั้นเอง ตัวเลขนี้พอจะสะท้อนได้ว่าเขาเป็นได้แค่อะไหล่ อย่างไรก็ตาม เบนเซม่า ไม่ได้รู้สึกว่าถูกด้อยค่าเลย ด้วยความที่อายุยังน้อย เขาเชื่อว่ามีเวลาพัฒนาและเรียนรู้อีกมาก จำเป็นต้องตื่นตัวกระตือรือร้นตลอดเวลา ก่อนย้ายมาก็ประเมินไว้หมดต้องเจอสถานการณ์แบบไหน มันไม่ได้ผิดไปจากคาดไว้หรอก ทัศนคติอันดีเลิศเช่นนี้ ช่วยผลักดันให้ เบนเซม่า ค่อยๆก้าวอย่างมั่นคง จนได้เป็นหนึ่งในแกนหลักแนวรุก ซึ่งเรารู้จักกันในนามอุโฆษอย่าง BBC ที่ไม่ใช่สถานีข่าวชื่อดังแต่เป็นสามประสานสุดอันตรายของเรอัล มาดริด คริสเตียโน่ , เบล และ เบนซ์ เป็นที่ครั่นคร้ามของกองหลังทุกคนที่ต้องเผชิญด้วย แม้ตัวเขาจะดูไม่โดดเด่นเท่ากับเพื่อนสองคน ซึ่งย้ายมาด้วยค่าตัวแพงหูฉี่ ทำลายสถิติโลกกันสนุก แต่ก็ไม่ได้แคร์อะไรเลย น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อทั้ง โรนัลโด้ และ เบล ค่อยๆทะยอยย้ายออกไปตามวิถี กลายเป็นเชิดชูให้ เบนเซม่า เจิดจ้ากว่าเดิมอีก เป็นตัวแบกในแดนหน้าอย่างแท้จริง แถมยิงประตูได้เป็นกระบุง ฤดูกาลที่เพิ่งจบไป จัดให้หนักๆเน้นๆ 44 ประตู 15 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 46 เกมทุกรายการ ช่างเป็นตัวเลขที่อลังการงานสร้างเลยจริง แถมยังพาทีมครองทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและลาลีกาด้วย ด้วยวัย 34 ปี เบนเซม่า ควรจะโรยราถึงช่วงขาลง เตรียมวางแผนรีไทร์ได้แล้ว อนาคตจะเอายังไงต่อ แต่นั่นกลับตรงกันข้าม ฟอร์มยังพีกต่อเนื่อง จนนำไปสู่เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์คนล่าสุด ชนิดไร้คู่แข่ง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เคยร่วมงานกับ เบนเซม่า 3 ปีเต็ม แถมเป็นช่วงแรกๆกับเรอัล มาดริด ให้คำจำกัดความไว้อย่างน่าสนใจ "คาริม เบนเซม่า เป็นนักเตะที่เกิดมาทำเพื่อทีม เขาไม่เคยสนใจหรอกว่าจะต้องยิงประตู แต่ขอให้แค่ได้ชัยชนะเท่านั้นเป็นพอ" "ผมเป็นโค้ชเขา ได้เห็นความกระตือรือร้น ได้เห็นแพสชั่นอันน่าทึ่ง พรสวรรค์ที่ติดตัวมา ล้วนแต่มีส่วนทั้งสิ้น เขาหมกมุ่นกับชัยชนะ แล้วบัลลงดอร์ก็คือสิ่งที่ตามมาภายหลัง" สิ่งที่ มูรินโญ่ อธิบายมันทำให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยทีเดียว พร้อมทั้งช่วยตอกย้ำว่า ทำไม เบนเซม่า จึงไม่ยอมผ่าตัดมือ ใส่เฝือกอ่อนไว้ที่มือขวาตลอดมาหลายปี เพราะกลัวพลาดลงช่วยมาดริด มันก็สมควรหรอกที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะเสียดายและเชื่อว่าเมื่อเห็นผลงานในวันนี้ ความเสียดายอาจทวีกว่าเดิมหลายเท่า ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #รอยอดีตขีดให้มาเจอกัน ]

เอริก เทนฮาก เพิ่งเปิดเผยไว้ว่า อาการป่วยของ คริสเตียน เอริกเซ่น ในเวลานี้ ยังไม่อาจยืนยันว่าจะหายทันเกมพรีเมียร์ลีกในวันพุธนี้หรือไม่ แมนฯยูไนเต็ดจะเปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดต้อนรับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อาคันตุกะจากลอนดอน ซึ่งเป็นกลุ่มบิ๊กซิกซ์ลุ้นท็อปโฟร์ด้วยกัน แต่ความสำคัญของ เอริกเซ่น อยู่ตรงที่ เขาเป็นอดีตผู้เล่นของสเปอร์ส รวมทั้งเคยเป็นลูกทีม อันโตนิโอ คอนเต้ เมื่อครั้งร่วมหัวจมท้ายกับอินเตอร์ มิลานด้วยกัน จังหวะลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นหากเขาฟื้นตัวไม่ทัน ต้องบอกว่าคงเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะตัวเองกำลังอยู่ในช่วงที่ฟอร์มดีอีกด้วย เอริกเซ่น ย้ายจากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมมาร่วมทัพไก่เดือยทองตั้งแต่ปี 2013 อายุเพิ่งแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ พร้อมสร้างความพึงพอใจให้ อังเดร วิลลาช-โบอาส กุนซือในช่วงดังกล่าวอย่างมาก โบอาส วางแผนไว้ว่าจะปั้นให้ เอริกเซ่น เป็นดาวเด่นในตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์หรือเบอร์ 10 นี่คือผู้เล่นที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน เข้ามาเติมเต็มให้สเปอร์สที่ขาดแข้งลักษณะนี้พอดี ตอนแรกบรรดาแฟนๆคิดว่า น่าจะมาเพื่ออนาคต เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้สไตล์ฟุตบอลอังกฤษ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ รอพัฒนาและยกระดับให้คู่ควรสำหรับการเป็นตัวหลักของทีม แต่ที่ไหนได้ เอริกเซ่น เป็นประเภทหิวแสง มาไม่เท่าไรก็ขโมยซีนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นเกลี้ยงเลย โดยใช้ผลงานในสนามเป็นตัวชี้วัด ไม่เกี่ยวกับทรงผม รอยสักหรือท่าเต้นพิสดารอะไรทั้งสิ้น 10 ประตู 13 แอสซิสต์ในทุกรายการ ส่งผลให้ยิด อาร์มี่เทโหวตครองรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสร ควบตำแหน่งยอดนักเตะแห่งปีของเดนมาร์กอีกต่างหาก ใครจะคิดบ้างแค่ฤดูกาลแรกเท่านั้นเอง เด็กหนุ่มวัย 21 ปีจะผุดผาดเปล่งปลั่งขนาดนี้เลย ยิ่งเสริมด้วยบุคลิกที่เงียบขรึม ทำให้ เอริกเซ่น ดูน่าค้นหามากขึ้น เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ พอซีซั่น 2014/15 เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ โยกจากเซาธ์แฮมป์ตันมากุมบังเหียน นั่นยิ่งเป็นผลดีกับ เอริกเซ่น ซึ่งโดนจับเคี่ยวให้สภาพร่างกายแข็งแกร่งทนทานมากขึ้น สามารถยืนระยะในลีกที่โหดหินได้ไม่ยาก เขายังคงเป็นฟันเฟืองที่มีค่า ยิงประตูสำคัญได้อย่างต่อเนื่องและยังคงได้รางวัลนักเตะแห่งปีของเดนมาร์กมาครองอีกสมัย แกรี่ เนวิลล์ ในบทบาทกูรูพันดิต คอนเมนต์ไว้เลยว่า เอริกเซ่น จะขึ้นเป็นดาวดังในไม่ช้าและจะพาสเปอร์สคว้าโทรฟี่ได้สำเร็จสักใบ แม้ในฤดูกาลนั้นจะแพ้เชลซีในนัดชิงลีกคัพก็ตาม อย่างไรก็ตามแม้ เอริกเซ่น จะไม่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์หรือมีเหรียญรางวัลคล้องคอระหว่างรับใช้สเปอร์ส แต่เป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยผลักดันทีมจนผงาดสู่การเป็นสโมสรแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว ผลงานของเขาจับต้องได้ ไม่ต้องมาอวดอ้างประกาศศักดาอะไร ยิ่งเขาเงียบเท่าไร มันก็จะเหมือนช่วยส่งเสียงให้ดังขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงกลายเป็นหนึ่งในแข้งขวัญใจที่แฟนบอลยกย่องเทิดทูน ฤดูกาล 2018/19 ชื่อของ เอริกเซ่น ถูกบันทึกไว้ ในฐานะเป็นแข้งคนที่สองถัดจาก เดวิด เบ็คแฮม ที่ทำทะลุ 10 แอสซิสต์ 4 ฤดูกาลติดต่อกัน อย่างนี้ไม่เรียกว่าของจริง ก็คงไม่รู้จะบอกว่ายังไงแล้ว แต่ด้วยความที่โลว์โปรไฟล์ ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไรนักที่หลายคน โดยเฉพาะที่ไม่ได้เป็นกองเชียร์สเปอร์สจะมองข้าม หากได้ลงลึกรายละเอียดเหล่านี้ รับรองว่าต้องทึ่งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ เพื่อแทนที่ โปเช็ตติโน่ ในช่วงปลายปี 2019 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหันเหชีวิตการค้าแข้งของ เอริกเซ่น แท้จริง มูรินโญ่ ไม่ค่อยชอบสไตล์การเล่นของ เอริกเซ่น เท่าไรนัก จับนั่งเป็นสำรองส่วนใหญ่และพยายามจะปลุก เดเล่ อัลลี่ ให้กลับมาเปรี้ยงอีกครั้ง ซึ่งช่วงแรกทำได้ดีเลยทีเดียว เพราะไม่อยากทนนั่งสำรอง ประกอบกับความปรารถนาค้นหาความท้าทายใหม่ มกราคม 2020 ช่วงที่เหลือสัญญาแค่ 6 เดือน เขาจึงเจรจาเพื่อขอย้าย ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรต้องการรั้งไว้ด้วยสัญญาฉบับใหม่ แต่ มูรินโญ่ ยืนยันว่านักเตะไม่อยากขยายเอง หากจะเก็บไว้ก็รอจะเสียฟรีไม่ได้ค่าตัวเลย ถ้ามีข้อเสนอก็ควรขายไปเถอะ แล้วทางอินเตอร์ มิลานก็ยื่นข้อเสนอที่น่าพอใจมาให้ สเปอร์สได้ค่าตัวไม่น้อยกว่า 20 ล้านยูโร สำหรับนักเตะที่เหลือสัญญาแค่ 6 เดือน นับว่าคุ้มค่าอยู่ เอริกเซ่น เองก็รับจากงูใหญ่อย่างสมเหตุสมผล 10 ล้านยูโรต่อปี นี่เป็นตัวเลขที่เยอะมากสำหรับเวทีกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งจ่ายค่าจ้างไม่สูงเท่าพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม อันโตนิโอ คอนเต้ ยังไม่ไว้วางใจเท่าไรนัก ให้ลงตัวจริงสลับกับสำรอง จนกระทบต่อผลงานของ เอริกเซ่น ที่ดีมาต่อเนื่องเลยเช่นกัน กว่าที่จะเอาชนะใจเจ้านายได้ เอริกเซ่น ก็ใช้เวลาพอสมควร ก่อนจะมีส่วนร่วมกับแชมป์เซเรีย อาในซีซั่น 2020/21 ช่วงแรกที่ร่วมงานด้วยกัน คอนเต้ เองก็ใช่ว่าโปรดปราน เอริกเซ่น สักเท่าไร จับนั่งสำรองก็บ่อยหนอยู่ บางเกมมีเวลาในสนามไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ กระนั้นแนวทางของ คอนเต้ ก็ช่วยปรับให้ เอริกเซ่น มีบทบาทเกมรับมากกว่าเดิม แม้หลายคนมองว่าจะเสียของประเภทเอาไม้สักไปทำฟืนหรือเปล่า เพราะนี่คือผู้เล่นมันสมองของเกมรุก จะใส่ชื่อลงไปอุดประตูทำไม แต่นั่นคือวิธีการเล่นที่ คอนเต้ เชื่อมั่น ไม่ว่าอย่างไรนักเตะในทีมต้องพยายามทำตามคำสั่ง มีทางเลือกเดียวเท่านั้น หากต้องการจะไปต่อ ล่าสุด คอนเต้ เปิดใจไว้ว่า เอริกเซ่น คือแบบอย่างผู้เล่นที่ชื่นชอบ อยากร่วมงานด้วย เป็นคนที่โค้ชทุกรายอยากมีอยู่ในทีมทั้งสิ้น แต่เลี่ยงไม่ตอบคำถามว่า ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เคยคิดดึงกลับมาร่วมทีมกันอีกครั้งหรือเปล่า เพราะมีข่าวสเปอร์สเองก็สนใจ เมื่อพิจารณาจากปูมหลัง เรื่องราวเมื่อครั้งวันวาน เกมพรีเมียร์ลีกวันพุธนี้ แมนฯยูไนเต็ดควรมี เอริกเซ่น ไว้ในทีม จะให้ดีที่สุดคือต้องออกสตาร์ตเลย เพราะน่าสนใจทั้งอดีตและปัจจุบัน และนี่คือช่วงเวลาที่ เอริกเซ่น กลับมาพีกอีกครั้ง หลังแผ่วลงไปตอนเป็นลูกทีมของ มูรินโญ่ และ คอนเต้ ก่อนจะตื่นจากฝันร้าย เอาชนะมัจจุราชได้ ยื้อลมหายใจกลับคืนมาสำเร็จในศึกยูโรเมื่อกลางปีก่อน เอริกเซ่น ดวล คอนเต้ สมควรจะเป็นไฮไลต์ในคืนวันพุธนี้ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเลย ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[#อดทนรอกันต่อไป ]

หลังจบเกมที่ 9 ในพรีเมียร์ลีก แมนฯยูไนเต็ดตามหลังอาร์เซน่อลถึง 11 คะแนนเข้าไปแล้ว แม้จะแข่งน้อยกว่า 1 นัดก็ตาม ผลเสมอกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดในบ้านตัวเอง ยังไงมันก็น่าผิดหวัง จากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ต้อง 3 คะแนนเท่านั้น แถมสถิติเกมลีกในบ้านมักทำได้ดีอีกต่างหาก ถ้าจะอ้างว่าการขาดหายไปของ คริสเตียน เอริกเซ่น ก็คงฟังขึ้นบ้าง มันทำให้เห็นว่าสมดุลในแผงกลางไม่ดีเหมือนอย่างเคย กาเซมีโร่ ทำงานหนักเกินไป ไม่คุ้นเคยกับการเล่นในลักษณะที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเกิน สมัยอยู่เรอัล มาดริด มีเพื่อนคอยสนับสนุนข้างๆทั้ง โทนี่ โครส และ ลูก้า โมดริช หน้าที่ถูกกำหนดอย่างชัดเจน อีกทั้งเกมที่เร็วมากๆ บอลเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้พละกำลังมหาศาลและ กาเซ ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีสปรินท์ดีสักเท่าไร บางครั้งเลยเสียเปรียบผู้เล่นนิวคาสเซิ่ล ไม่มี เอริกเซ่น ซึ่งป่วยกะทันหัน ว่าลำบากแล้ว โทษแบนของ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่สะสมครบ 5 ใบเหลือง ก็ส่งผลด้วยเช่นเดียวกัน เฟร็ด ซึ่งได้ลงตัวจริงต่อเนื่องจากเกมยุโรปเมื่อกลางสัปดาห์ เลยต้องรับบทบาทแทนอย่างไม่มีทางเลือกเท่าไรนัก ในเมื่อ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ก็ยังไม่อาจเรียกความฟิตกลับมาได้เหมือนเดิม อย่างที่เห็นกันครึ่งแรก เฟร็ด ดูลนลาน จับบอลแรกกระเด้งกระดอน จังหวะเบียดก็สู้ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ เหลี่ยมเสียเปรียบตลอด สร้างความผิดพลาดอย่างไม่ควรเกิดหลายครั้ง นอกจากรูปร่างเล็กจะทำให้เป็นรองแล้ว การตัดสินใจหรือสกิลขั้นพื้นฐานของเขาก็ไม่อาจดึงมาทดแทนได้เลย นั่นคือสิ่งที่สาวกแมนฯยูไนเต็ดต่างก็เห็นกันมาพักใหญ่แล้ว แม้ครึ่งหลังจะฮึดขึ้นมาได้บ้าง แต่มันก็ยังไม่ดีถึงขั้นเป็นประโยชน์กับทีมสักเท่าไร มีโอกาสยิงเหน่งๆจากที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด หักเปิดมาให้ หลุดกรอบอย่างน่าเสียดายอีก หลายคนเชียร์ให้ เอริก เทนฮาก กล้าเสี่ยงใช้พวกดาวรุ่งข้างสนามอย่าง ซีดาน อิ๊กบาล บ้างสักทีเถอะ มันน่าจะถึงเวลาแล้ว แต่ดูเหมือนยังไม่เชื่อใจนัก จึงต้องปล่อยให เฟร็ด เล่นครบ 90 นาที ในขณะที่แนวรุกต้องทำใจเช่นกัน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะลงเล่นทุกๆ 3 วันอีกต่อไปแล้ว ต้องพักฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาพีกอย่างเต็มที่ ทว่า เอริก เทนฮาก ไม่มีทางออกเท่าไรนัก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ไม่ผ่านความฟิต ทั้งที่ก่อนหน้ามีข่าวว่าน่าจะคืนสังเวียนอีกครั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ไม่สมบูรณ์มากพอสำหรับการลงเล่นตั้งแต่ต้นเกม โรนัลโด้ จึงได้รับโอกาส แม้จะแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ในเมื่อร่างกายไม่ตอบสนองตามไปด้วย จังหวะสุดท้ายเลยติดขัดไม่ค่อยไหลลื่นเท่าไรนัก จะไปโยนความผิดให้เขาคงไม่ได้ สถานการณ์มันบีบให้ต้องลงเป็นตัวจริง ปัญหาอาการบาดเจ็บเริ่มคุกคาม เทนฮาก มากขึ้นตามลำดับ มาร์กซิยาล กลับมาเล่นได้สนุกสนานมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมก็จริง แต่อาการบาดเจ็บก็ตามรังควานไม่ได้หยุดหย่อนเลย ทำท่าจะฟื้นแล้วไม่ทันไรก็เดี้ยง ขึ้นเตียงพยาบาลอีกตามเคย เทนฮาก เองสารภาพตามตรง การต้องเล่น 4 นัดใน 10 วัน มันยากมากๆที่จะรักษาผู้เล่นคนสำคัญเอาไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีเจ็บกันบ้าง การโรเตชั่นคือสิ่งจำเป็น แต่หากคุณต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนผู้เล่น แต่คุณภาพมีช่องว่างมากเกินไป ปัญหาก็จะตามมาเช่นเดียวกัน ขนาดทีมของแมนฯยูไนเต็ด หากมองในแง่ของขีดความสามารถผู้เล่น ยังต้องปรับโฉมกันต่อไป ตลาดซื้อขายซัมเมอร์ที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอหรอก แม้จะกวาดมา 5-6 คนก็ตาม พวกผู้เล่นใหม่มีศักยภาพพอช่วยทีมได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น กาเซมีโร่ หรือ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ รวมถึง อันโตนี่ ก็เห็นแววพัฒนา นั่นคือตัวอย่างการซื้อมีแนวโน้มน่าจะถูกต้อง ฉะนั้นคำว่า "ตลาดต่อตลาด" จึงน่าสนใจมากสำหรับสถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ดที่กำลังเผชิญอยู่ เมื่อมกราคมเปิดอีกรอบ หากจำเป็นต้องจ่ายเพื่อยกระดับทีมจริงๆ ในบางตำแหน่งก็ต้องยอม จุดที่ต้องแก้ไขยังเป็นเรื่องกองหน้าตัวเป้ากับแบ็กขวา ยังไงก็ต้องเฟ้นหามาเสริมสำหรับคนที่คิดว่าใช่จริง มัวรีรอไม่ได้อีกแล้ว ตรงนี้บอร์ดต้องสนับสนุนด้วย เชื่อว่าแฟนแมนฯยูไนเต็ดส่วนมาก ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ เทนฮาก กำลังแก้ไขอยู่ได้แหล่ะ เข้ามาเหมือนเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ผ่าตัดใหญ่เลย แต่ทุกกระบวนการขั้นตอนมันต้องมีเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ตอนนี้พยายามสร้างพื้นฐานที่จำเป็นก่อน อย่างเช่นระเบียบวินัยต่างๆ การรับส่งบอลให้แม่นยำ วิ่งเพรสซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม แย่งบอลกลับมาให้เร็วที่สุด พอตรงนั้นแน่นแล้ว ก็ค่อยว่ากันฉากต่อไป วิธีการเล่นที่หลากหลาย จินตนการนำไปสู่การได้ประตู รวมถึงปลุกปั้นดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานตามโปรเจคต์ จะได้ไม่ต้องใช้เงินกรุยทางในตลาดซื้อขายเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดบ้าง บางจังหวะไม่ได้อย่างใจเลย มันก็ต้องอดทนกันไปก่อน กุนซือดัตช์เพิ่งมาไม่เท่าไร ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะเสกทุกอย่างได้อย่างใจต้องการ ไม่กล้าใช้ดาวรุ่ง เปลี่ยนตัวน้อยเกินไป เล่นแบบระมัดระวังเพลย์เซฟ เรื่องเหล่านี้ค้างคาใจอยู่ แต่หากในอนาคตยังไม่อาจสลัดหลุดได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากแฟนบอลจะตั้งคำถามกันอย่างจริงจัง สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ ตลาดถัดไปไม่ต้องรอคอยถึงซัมเมอร์หรอก ถ้าบอร์ดมีงบเตรียมไว้แล้ว สามารถเจียดมาใช้ได้ก่อน นักเตะใหม่ที่มีคุณภาพมากพอ สามารถเข้ามาช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันก็อย่าไปหวังอะไรเกินตัว เปรียบเทียบกับทีมอื่นๆ อย่างเช่นอาร์เซน่อล เพราะต้องไม่ลืมสิว่า มิเกล อาร์เตต้า คลำทางมานาน ยอมโดนด่า โดนวิจารณ์หนักๆ เพื่อฝ่าฟันให้ผ่านตรงนั้นมาถึงปัจจุบันนั่นเอง ยุคนี้ของสาวกปีศาจแดง ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นสิ่งนำทาง รอจนกว่าซีซั่นปิดฉากแล้ว ค่อยมาสรุปกันอีกที เราน่าจะได้เห็นภาพต่างๆที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ได้บอกว่า เทนฮาก จะต้องเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จหรอก ไม่มีใครมาการันตีได้ทั้งสิ้น แต่เขาเป็นกุนซือที่เข้ามาปะผุโมดิฟายแทบจะทุกภาคส่วน รวมทั้งไม่เคยพูดจาหวานหูเพื่อให้แฟนบอลพอใจอย่างเช่นเราจะครองแชมป์หรือต้องประสบความสำเร็จ จำได้ตอนที่เอาชนะอาร์เซน่อล คว้าชัย 4 เกมติดต่อกันในลีก เขารีบบอกเลยว่า เข้าใจดีว่าแฟนบอลต่างมีความหวัง แต่ถึงที่สุดแล้วเราต้องมองความจริงควบคู่กันไป แก่นของ เทนฮาก อยู่ตรงนั้น ซึ่งไม่มีอะไรดีกว่ารอคอยด้วยความอดทน ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ยังสบายใจไม่ได้ ]

ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะตัดสินใจประกาศรีไทร์ในปี 2013 สิ่งหนึ่งที่ต้องขบคิดอย่างหนักก็คือ จะเลือกใครมาสืบสานภารกิจนี้ต่อ ผู้จัดการทีมคนใหม่จะเข้ามาแทน ต้องมีคุณสมบัติที่ครบถ้วน ทั้งในแง่ฝีมือความสามารถ การบริหารจัดการผู้เล่น จิตวิทยา รวมทั้งอดทนทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางนำแมนฯยูไนเต็ดประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพราะ เฟอร์กี้ รู้ดีว่าการที่เขาคุมทีมมายาวนาน 27 ปี ตั้งแต่ปี 1986-2013 มันยากมากสำหรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครมาแทนจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งสิ้น ยากที่จะสลัดให้หลุดจากร่มเงาในช่วงสั้นๆ ชื่อของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะต้องตามหลอกหลอนผู้จัดการทีมคนใหม่ไปเรื่อยๆและมันย่อมส่งผลกระทบการทำงานอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ฉะนั้นจึงต้องเฟ้นหาคนที่คู่ควร ซึ่งก็นั่นแหล่ะไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้จัดการทีมเก่งๆ ต่างก็มักมีงานกันอยู่แล้ว เป็นเรื่องลำบากหากจะเจรจามาคุม บังเอิญเหลือเกิน ก่อนหน้าไม่นาน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพิ่งประกาศแยกทางกับบาร์เซโลน่าอย่างคาดไม่ถึง เหตุผลหลายอย่างผสมกัน ทั้งความไม่ลงรอยกับ ซานโดร โรเซลล์ ประธานสโมสรในเวลานั้น รวมทั้งคิดว่าเข็นทีมมาไกลสุด คว้าเจ้ายุโรป 2 สมัย มันก็เกิดความรู้สึกอิ่มตัวได้เช่นกัน นอกจากนี้กุนซือสแปนิชยังยืนยันชัดเจนว่า ฤดูกาล 2012/13 จะเว้นวรรค ไม่ขอทำงาน ต้องการทบทวนบางอย่างและพักผ่อนไปในตัว หลังใช้เวลาทุ่มเทให้บาร์ซ่ามาอย่างหนักหน่วง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สโมสรระดับท็อปต่างอยากได้ เป๊ป ไปร่วมงานทั้งนั้น เห็นฝีมือการทำบาร์ซ่าจนกลายเป็นยอดทีมแห่งยุค ด้วยสไตล์การเล่นเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในแง่ความสวยงามเอนเตอร์เทน ตอบโจทย์ผลการแข่งขันอีกต่างหาก แน่นอนว่า เฟอร์กี้ ก็ต้องการให้ เป๊ป มากุมบังเหียนแมนฯยูไนเต็ด นี่คือกุนซือรุ่นใหม่ ผู้เคยยัดเยียดความปราชัยในนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ครั้ง 2 คราว แถมยังต้องศิโรราบ สู้กันไม่ได้เลยจริงๆ เป๊ป ย่อมต่อยอดได้อย่างไม่ยาก อีกทั้งอาจนำแนวทางการเล่นแบบใหม่มาใส่ให้อีกด้วย เพราะมีกิตติศัพท์ชอบคิดค้นแท็คติกมาใช้งานเสมอ ในแบบที่หลายคนคาดไม่ถึง ดังนั้นในช่วงที่ เป๊ป ยังไม่ประกาศว่าจะเลือกงานที่ไหน เฟอร์กี้ จึงหาช่องทางทาบทามให้มาเป็นทายาท เมื่อสบโอกาสจึงบินไปหาที่นิวยอร์ค สหรัฐฯด้วยตัวเองเลย คนระดับนี้ติดต่อมาขอคุยด้วย เป๊ป คงไม่ปฏิเสธแน่ นี่คือบรมกุนซือแห่งโลกฟุตบอล ถือเป็นเกียรติอย่างสูง เฟอร์กี้ นัดดินเนอร์เป็นการส่วนตัว เป็นการคุยกันสองต่อสอง คนที่ผ่านประสบการณ์พอสมควรอย่าง เป๊ป เดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า บทสนทนาบนโต๊ะอาหารจะออกมาในลักษณะไหน ภายหลัง เฟอร์กูสัน เปิดเผยรายละเอียดว่า บินไปหา เป๊ป ที่นิวยอร์คจริง แต่ไม่ได้มีการเจรจายื่นข้อเสนออะไรทั้งสิ้น เพราะตัวเขาเองยังอยู่ในตำแหน่ง การตัดสินใจรีไทร์ในกรอบเวลาที่แน่นอนยังไม่เกิดขึ้น การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอล ของสองกุนซือที่เก่งกาจมากความสามารถ ย่อมเข้มข้นและสนุกสนานอย่างยิ่ง เฟอร์กี้ ถึงกับอัศจรรย์ในแนวทางและวิธีคิดของ เป๊ป ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับบาร์เซโลน่า อย่างไรก็ตาม เฟอร์กี้ ได้ขอร้อง เป๊ป เอาไว้อย่างหนึ่ง ก่อนตกลงปลงใจกับทีมไหนแล้ว ขอให้โทรมาบอกก่อนได้หรือเปล่า เพื่อที่แมนฯยูไนเต็ดจะได้รุกเข้าหาด้วย เหมือนรู้ความเคลื่อนไหวของศัตรู ในความสัมพันธ์ส่วนตัว เป๊ป เองก็เคารพนับถือ เฟอร์กี้ อย่างมากๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากเขาจะรับงานแมนฯยูไนเต็ด เพราะความไม่ชัดเจนเท่าไรของแมนฯยูไนเต็ด บวกกับ เฟอร์กี้ น่าจะวางใจว่าคงรู้ข่าวของ เป๊ป ก่อนใคร เลยทำให้พลาดอย่างน่าเสียดาย มกราคม 2013 เป๊ป ประกาศให้รู้เลยว่า ซีซั่น 2013/14 เขาจะไปคุมบาเยิร์น มิวนิค ตกลงกันเรียบร้อยทุกอย่าง รอแค่นับถอยหลังเริ่มงานอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง สำหรับ เฟอร์กี้ เป็นข่าวร้ายแน่นอนและมันน่าผิดหวังอย่างมาก เป๊ป ไม่ได้โทรบอกอย่างที่คุยกันไว้ นั่นอาจตีความได้ว่า ยังไงเขาก็เลือกบาเยิร์นอยู่แล้ว ไม่คิดจะมาเป็นทายาทบรมกุนซือหรอก เป๊ป ย่อมมีเหตุผลของตัวเอง การที่ต้องมารับไม้ผลัดต่อจากผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ อยู่กับสโมสรมายาวนาน 27 ปี ยังไงก็เลี่ยงความกดดันไม่พ้น ไหนจะต้องเจอการเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันโปรเจคต์ของบาเยิร์นน่าสนใจมากๆ อัดฉีดงบประมาณที่เหมาะสม เป้าหมายคือการครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ ซึ่งมันท้าทาย เป๊ป เลยทีเดียว หลังจากนั้นไม่นาน เฟอร์กี้ ยืนยันจะเกษียณหลังจบฤดูกาล บรรดาสาวกปีศาจแดงแทบช็อก ไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกะทันหัน ในอีกด้านก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ เป๊ป มาเป็นกุนซือคนใหม่ จังหวะเวลาคลาดเคลื่อนกันนิดเดียว หากว่า เฟอร์กี้ ยืนยันสักปลายปี 2012 มันก็มีโอกาสจะได้เจรจาเกลี้ยกล่อม เป๊ป ให้มาคุมแมนฯยูไนเต็ด อย่างน้อยก็มีลุ้นมากกว่าที่เห็น แต่บางคนก็เชื่อว่า เป๊ป เป็นตัวของตัวเองมาตลอด การตัดสินใจแต่ละครั้งน่าจะผ่านเหตุผลมาอย่างดีแล้ว กลั่นกรองเรียบร้อย ไม่ต้องมาลังเลชั่งใจให้เสียเวลา ในขณะเดียวกันเขาก็มักทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงด้วย เรียกว่ามีความอินดี้หรือเสรีทางความคิด ไม่เอาตัวเองไปผูกโยงกับใคร คุณสมบัติเช่นนี้ของ เป๊ป นี่เองทำให้ แฟนบอลแมนฯซิตี้หวั่นไหว กลัวว่าจะไม่ยอมขยายสัญญาซึ่งจะหมดลงในซัมเมอร์ 2023 ออกไปอีก ล่าสุดเขาตอบนักข่าวไว้ทำนองว่า ยังไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้เลย ขอพุ่งสมาธิมาที่การทำงานปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาว่ากันอีกที ดูเหมือนเขาไม่ได้เร่งร้อนอะไรเลย แม้จะมีโปรเจคต์ใหญ่ในอนาคตรออยู่ นั่นแหล่ะคือ เป๊ป อย่างแท้จริง ซึ่งมันก็มีโอกาสเหมือนกันที่เขาจะเปิดหมวกลาทีม กระนั้นหากประเมินจากสถานการณ์ของแมนฯซิตี้ อีกทั้งเหตุผลต่างๆแล้ว เชื่อได้ว่า เป๊ป น่าจะตัดสินใจเซ็นสัญญาต่อ เขาเพิ่งได้ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ มาร่วมทีม โชว์ฟอร์มยิงกระจายหายห่วง เข้ากับแท็คติกแบบใหม่ที่นำมาปรับใช้ ในขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารเต็มที่ สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ การมีเพื่อนคู่คิดอย่าง ซิกิ เบกิริสไตน์ เป็นแบ็กอัพให้ในฐานะผู้อำนวยการกีฬา ช่วยให้ เป๊ป พร้อมจะอยู่กับแมนฯซิตี้ต่อไป เพียงแต่แฟนซิตี้ยังหวาดหวั่นอยู่ จนกว่าจะประกาศเซ็นสัญญาใหม่นั่นแหล่ะ จึงจะวางใจได้ คนแบบ เป๊ป เดาได้แค่ผลงานในสนามแทบจะการันตีชัยชนะ แต่นอกสนามมองยากจริงๆ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความฝันมันมีไว้ล่า ]

ชื่อของ ฟรานซิส อูโซโฮ ถูกพูดถึงชนิดฮอตฮิตในชั่วเวลาแค่ข้ามคืน หลังจบเกมยูฟ่า ยูโรปา ลีกที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มันเกิดจากผลงานการเซฟแบบจังๆ 12 ครั้ง หยุดยั้งไม่ให้แมนฯยูไนเต็ดได้ประตูยาวนานถึง 92 นาที จนกระทั่งทำนบแตกในนาทีที่ 93 อย่างน่าเสียดาย เพราะอีกไม่กี่อึดใจนกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้นแล้ว แม้โอโมเนีย นิโกเซียต้นสังกัดจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่เขายังเดินไปยิ้มไป แสดงความยินดีกับเพื่อนร่วมทีมและนักเตะปีศาจแดงอย่างมีความสุข จุดเด่นของเขาไม่ใช่แค่ฝีมือการเซฟประตูอันน่าทึ่งเท่านั้น แต่สีหน้าแววตาที่เป็นมิตร รอยยิ้มที่ฉีกกว้างเกือบตลอด ช่วยขับให้เขาน่าสนใจขึ้นอีก ดูแล้วเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตัวมากๆ ไม่ใช่ประเภทอวดเก่งเลยสักนิด ทั้งที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม บรรดาสื่อและแฟนบอลมากมายในโซเชี่ยล ต่างออกมายกย่องความเหนียวหนึบของ อูโซโฮ กันอย่างคับคั่ง ประวัติของเขาถูกรื้อค้น เพื่อตามหาที่มาที่ไป มันยังไงกันแน่ ความจริงสำคัญที่ถูกเปิดเผยก็คือ อูโซโฮ คือสาวกของแมนฯยูไนเต็ดมานับสิบปีแล้ว การได้มาเจอทีมโปรดและเล่นที่โรงละครแห่งความฝัน มันคือความฝันอย่างแท้จริงและไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ สำหรับนักเตะอาชีพสักคน ไม่ต้องบรรยายหรอกว่านี่เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน เป็นโมเมนต์แห่งความทรงจำที่ไม่มีทางลืมได้เลย แอคเคาท์ทวิตเตอร์ของเขา คือทวิตและรีทวิตเกี่ยวกับแมนฯยูไนเต็ดมากมาย รวมถึงการตอบคำถามต่างๆ ช่วยยืนยันในความเป็นแฟนพันธุ์แท้ ขณะเดียวกันครบรอบ ดาบิด เด เคอา เมื่อ 5 ปีที่แล้ว อูโซโฮ ยังโพสต์รูปพร้อมทวิตอวยพรและยืนยันว่านี่คือไอดอลของตนอีกต่างหาก แน่นอนหลังจบเกมเขาได้เข้าไปโอบกอดจับไม้จับมือกับ เด เคอา พร้อมสนทนากันบางอย่างด้วย แค่นี้ก็ปลาบปลื้มอย่างสุดๆแล้ว เกมดังกล่าวทัพแมนฯยูไนเต็ดไล่บดขยี้ตั้งแต่นาทีแรกและ อูโซโฮ ก็โชว์เซฟตั้งแต่นาทีที่ 2 จากนั้นก็ต้องทำงานหนักเกือบตลอด อาจจะใช่ตรงที่ว่า ผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดไม่ค่อยเฉียบคมกันเท่าไรนัก โดยเฉพาะ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่บ้างครั้งหลุดเดี่ยวแล้วซัดหลุดกรอบหรือซ้ำเหน่งๆยังแป้ก เหมือนอย่างที่ พอล สโคลส์ ตั้งข้อสังเกตไว้ อย่างไรก็ตามเราต้องให้เครดิต อูโซโฮ อย่างมาก ช็อตป้องกันมันเข้าตาจริง ยิ่งลูกส่องไกลอันทรงพลังของ กาเซมีโร่ น่าจะปัดโดนแบบเฉี่ยวๆแล้วบอลชนคานสั่นหวั่นไหว เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในเกมเลย "พอผมรู้ผลการจับสลาก ผมขอบคุณพระเจ้าเลยที่ให้โอกาสผมได้มาเล่นที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด" "ผมภูมิใจกับเพื่อนร่วมทีมที่ต่างทุ่มเทกันด้วย งานนี้ไม่ใช่ผมคนเดียว แต่ผมก็ปลื้มสุดๆกับผลงานของตัวเองนะ" เรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนเทพนิยายของ อูโซโฮ ในครั้ง คล้ายว่ามีการเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้าไม่มีผิด มันลงล็อกอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะปกติแล้วผู้รักษาประตูมือ 1 ของโอโมเนียคือ ฟาเบียโน่ ชาวบราซิเลี่ยน ซึ่งลงเฝ้าเสาในเกมเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน แมนฯยูไนเต็ดบุกเชือด 3-2 แต่พอนัดสองบาดเจ็บกะทันหัน ส้มก็เลยหล่นใส่ อูโซโฮ อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งตอนแรกพอรู้ข่าวยิ่งดีใจหนักอีก ไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสเช่นนี้ ถึงกับต้องขอบคุณพระเจ้าที่ประทานมาให้ กระนั้นก็ดี อูโซโฮ ไม่ใช่เป็นผู้รักษาประตูโนเนมอย่างที่คิดกันเลย อายุเพียง 23 ปีและติดทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่มาแล้วเกือบ 20 ครั้งด้วยกัน เส้นทางของเขาถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะชื่นชอบฟุตบอลตั้งแต่ยังเด็ก สมัครเข้าไปอยู่ในแอสไพร์ อะคาเดมี่ สถาบันลูกหนังชั้นนำที่มีเครือข่ายในทวีปแอฟริกา แรกทีเดียวความคิดจะเป็นผู้รักษาประตูไม่เคยอยู่ในหัวเลย ใฝ่ฝันอยากเป็นกองหน้า ถล่มประตูได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเด็กๆทั่วไป อย่างไรก็ตามด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ จึงมีข้อจำกัดเรื่องความช้า ปราดเปรียวไม่พอ สปรินท์ไม่เร็ว จึงถูกโค้ชลองปรับให้มาเล่นผู้รักษาประตูแทน ยังไงสรีระก็เอื้ออยู่แล้ว ช่วงอายุ 12 ปีมีโอกาสได้ไปเล่นทัวร์นาเม้นต์ที่บาร์เซโลน่า แล้วเกิดเซฟจนเข้าตาแมวมองของเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า เลยถูกดึงเข้ามาร่วมทีมเยาวชน เป็นโอกาสทองจะได้เรียนรู้พัฒนาฝีมือ พออายุถึงเกณฑ์ในเดือนมกราคม 2017 เขาจึงได้เซ็นสัญญาอาชีพกับลา กอรุนญ่า กระทั่งถูกผลักดันให้ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ผสมกับเล่นในทีมสำรองเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปด้วย 15 ตุลาคม 2017 เขาได้ลงประเดิมให้ทีมชุดใหญ่ของซูเปอร์เดปอร์ เป็นเกมลาลีกากับเออิบาร์ เมื่อจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 นั่นหมายถึงเขาได้คลีนชีตในนัดแรกทันที สถิติที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เขาเพิ่งอายุ 18 ปีกับอีก 352 วัน กลายเป็นผู้รักษาประตูต่างชาติอายุน้อยสุด ที่ได้เฝ้าเสาในลีกสูงสุดของสเปนและเป็นผู้เล่นอายุน้อยสุดลำดับ 2 ในช่วงนั้นที่ได้ออกสตาร์ต เป็นรองเพียงแค่ อัชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวาเรอัล มาดริด ซัมเมอร์ 2018 เขาได้รับการตอบแทนด้วยสัญญาฉบับใหม่ 3 ปีรวด ก่อนทางลา กอรุนญ่าจะส่งไปให้เอลเช่ยืมตัวใช้งาน เป็นการหาเวทีให้พวกดาวรุ่งที่มีแววได้มีโอกาสเล่นอย่างต่อเนื่อง ในปีต่อมายังถูกส่งให้อนอร์โธซิส ฟามากุสต้าทีมชั้นนำของไซปรัสยืมตัว โดยที่ตัวเขาหวังจะโชว์ฟอร์มเพื่อติดทีมชาติไนจีเรียไปเล่นในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ อย่างไรก็ดีเขามีปัญหาเรื่องใบรับรองสุขภาพ จนกลายเป็นประเด็นใหญ่โตทางอนอร์โธซิสถูกสอบสวนและหักไป 9 คะแนน ด้วยข้อกล่าวหาส่งเอกสารอันเป็นข้อมูลเท็จมาให้ อูโซโฮ เองก็ถูกปรับเงิน 1,000 ยูโรเช่นเดียวกัน รวมทั้งติดโทษแบน 1 นัดด้วย เลยส่งผลให้การลงเล่นที่ควรต่อเนื่องสะดุดขึ้นมาอย่างน่าเสียดาย จากนั้นในฤดูร้อน 2019 เขากลับมาไซรัปสอีกรอบ เซ็นสัญญายืมตัวเล่นให้โอโมเนีย แต่โชคร้ายเกิดบาดเจ็บอย่างหนักระหว่างรับใช้ทีมชาติ กระทั่งในอีกปีถัดมาเขาเซ็นฟรีไปอยู่กับอาโปเอล นิโกเซียอีกหนึ่งทีมชั้นนำในลีก แต่ก็ถูกยกเลิกสัญญาซะก่อน ทำให้กันยายนปีที่แล้ว โอโมเนียอ้าแขนรับเขากลับไปสู่ทีมอีกครั้ง เพื่อเป็นแบ็กอัพให้กับ ฟาเบียโน่ นั่นเอง เขาติดทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 19 ปีเท่านั้นเอง รวมทั้งมีชื่อเป็น 1 ใน 23 ขุนพลอินทรีมรกตชุดลุยฟุตบอลโลก 2018 อีกด้วย เท่าที่ผ่านมาดูเหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคขวากหนามพอสมควร แต่อย่างที่ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ แสดงความเห็นเอาไว้ เกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อาจเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของ อูโซโฮ ได้เลย ด้วยรูปร่างที่สูงถึง 198 เซ็นติเมตร หน่วยก้านที่ดีมากๆ บวกกับฟอร์มอันเหนียวแน่น มาคอยดูกันว่าเขายังจะไล่ล่าความฝันตัวเองได้ดีแค่ไหน ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สัมพันธ์สะบั้นแล้ว ]

เมื่อสัก 3-4 วันก่อน ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางลิเวอร์พูล ออกมาวิจารณ์ เจอร์เก้น คล็อปป์ เอาไว้จนกลายเป็นดราม่าในเวลาถัดมา เขาแสดงความเห็นจากประสบการณ์ รวมทั้งประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะทำนายว่าเวลาของ คล็อปป์ กับหงส์แดง ใกล้เดินมาถึงทางตันเต็มทีแล้ว หลังความพ่ายแพ้ต่ออาร์เซน่อล 2-3 เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงความถดถอยมาเยือน นี่ไม่ใช่ลิเวอร์พูลทีมเดิมอีกต่อไป พวกเขาร่วงไปอยู่อันดับ 10 เก็บชัยได้แค่ 2 นัดในลีก จากลงเล่น 8 เกม เป็นผลงานแย่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว สไตล์การเล่นไม่เหมือนซีซั่นก่อน เหมือนผิดฝาผิดตัว แพสชั่น ความมุ่งมั่น ที่เคยมีให้เห็นก็เหมือนถูกขโมยไปสิ้น อย่างเกมที่เจอไบรท์ตัน แม้จะโดนนำห่างก่อน 2-0 ก็ยังรัวรวดเดียวแซงนำ 3-2 มาลักษณะนี้โมเมนตัมเหวี่ยงกลับแล้ว ยังไงไม่ยิงเพิ่มก็ต้องรักษาสกอร์เอาไว้ให้สำเร็จ ทว่าโดนตีเสมออย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายทำหายไป 2 แต้ม มันพอจะสะท้อนถึงความเปลี่ยนไปของลิเวอร์พูล ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากหรอก ในมุมมองของ ฮามันน์ จึงเชื่อว่า ต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงาน เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้วล่ะ เพราะซีซั่นล่าสุดยังพาทีมลุ้น 4 แชมป์ พลาดชนิดเส้นยาแดงเท่านั้น แล้วเหตุผลกลใดถึงได้วูบจนไม่เหลือทรงขนาดนี้ "เราจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องผู้จัดการทีมแล้วนะ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเรามองในลักษณะเดียวกันหรือเปล่า" "เขาพูดออกไปแล้วว่ายังคู่ควรกับบทบาทนี้อยู่ แต่ผมมองเห็นสัญญาณบางอย่างเช่น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซึ่งอายุมากขึ้น แสดงท่าทีไม่ค่อยพอใจที่ถูกถอดออก ดึงปลอกแขนกัปตันไม่เต็มใจ รวมทั้งส่ายหัวด้วยความเซ็ง มันชัดเจนว่าเขาอยากจะอยู่ในสนามต่อไป" "เรื่องทำนองนี้ผมเชื่อว่า เราไม่ได้เห็นหรอกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาของลิเวอร์พูล เรื่องเล็กๆบางทีมันก็อาจจะบอกว่าผู้จัดการทีมกำลังมีปัญหาก็ได้" "ลิเวอร์พูลคือทีมใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหวังเหมือนบางทีม ไม่ได้แตกต่างกันหรอก แต่ผู้จัดการทีมต้องเป็นคนรับความกดดันมากกว่าใคร พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาและไม่มีทางยืนหยัดไปได้ตลอดหรอก" "ผมหวั่นใจว่านี่จะเป็นฤดูกาลที่แสนสาหัสของพวกเขา ลองดูครึ่งหลังเกมกับอาร์เซน่อลสิ นั่นมันคือลิเวอร์พูลเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเลยนะ ลุยแหลกอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย" "เราได้เห็นความน่ากลัว เมื่ออาร์เซน่อลบุกมีโอกาสจะทำประตูได้ แต่ลองหันไปดูลิเวอร์พูล พวกเขาดูกระปกกระเปลี้ยเพลียแรง" "ผมไม่มองข้ามว่าลิเวอร์พูลหมดลุ้นแชมป์ลีกหรอกนะ แต่มองไม่ออกเลยว่าจะสร้างความแตกต่างอย่างไรให้มันเห็นกันจะแจ้งในช่วงสั้นๆอย่างนี้" หลังความปราชัยให้อาร์เซน่อล หากไม่นับต้องเล่นกับกลาสโกว์ เรนเจอร์สในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เกมลีกต้องต้อนรับแมนฯซิตี้ที่กำลังร้อนแรงกว่าใครในนาทีนี้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ฮามันน์ ร่ายยาวมานั้น เกิดขึ้นก่อนลิเวอร์จะยกทัพปูพรมถล่มเรนเจอร์ส 7-1 ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บางอย่างเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน แต่คำวิจารณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับ คล็อปป์ อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนักข่าวไปจี้ถามในช่วงเพรสคอนเฟอเรนซ์เมื่อคืนวันอังคาร "ใครเป็นคนพูดอย่างว่าหรือ?" คล็อปป์ ถามกลับ ซึ่งพอนักข่าวตอบไปว่าเป็น ฮามันน์ ก็จัดหนักคืนเลย "โอ้เจ๋งไปเลย ถามหน่อยเราสมควรนับถือเขามากเลยหรือ การเป็นอดีตนักเตะลิเวอร์พูล ไม่ได้หมายถึงจะพูดอะไรเกี่ยวกับสโมสรได้ทั้งหมดนะ แล้วเรื่องนี้เขาไม่ได้รู้ความจริง คุณไม่ต้องเอาคำพูดคนอื่นมาถามแล้วล่ะ" เหมือนว่า คล็อปป์ เองก็ตกหลุมที่นักข่าวเจตนาขุดดักเอาไว้ด้วย เพราะพอคำพูดนี้ของเขาแพร่ออกไป ดราม่าก็ตามมาเลย เริ่มจาก กาเบรียล อั๊กบอนลาฮอร์ อดีตแข้งแอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์เกมทางทอล์คสปอร์ต ที่จัดการกระแทกหมัดเข้าใส่กุนซือลิเวอร์พูลอย่างรุนแรง "ผมว่า คล็อปป์ เหมือนเด็กอารมณ์แปรปรวนนะ ดีดี้ ฮามันน์ คือผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จอย่างมากกับลิเวอร์พูล เคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีช่วงเวลาการเล่นที่นั่นยอดเยี่ยมมาก ถ้าเขาพูดถึงสโมสรไม่ได้ แล้วใครล่ะจะพูด" "คนที่จะพูดได้มีแค่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ , เอียน รัช หรือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด เท่านั้นหรือไง ผมว่าเขาไม่คิดให้รอบคอบ รวมทั้งอาจกดดันหนักจนไปไม่ถูกแล้ว" "ฮามันน์ ไม่ได้พูดอะไรที่แย่เลยนะ แต่เขาด่าคืนมาเหมือนว่า ไม่เคยทำอะไรให้ลิเวอร์พูลมาก่อน เขาเองก็เคยตำหนิผมตอนที่วิจารณ์ทีมอื่น เขาคุมตัวเองไม่อยู่แน่ๆ" อย่างที่รู้กัน คล็อปป์ เคยตอบโต้ อั๊กบอนลาฮอร์ ตอนจวกแมนฯยูไนเต็ดอย่างหนักว่าขาดความมุ่งมั่น เล่นได้ห่วยแตก หลังออกสตาร์ตใน 2 เกมแรกย่ำแย่ กุนซือลิเวอร์พูลบอกว่าอยากจะโทรเข้าไปในรายการ แล้วถามกลับสักหน่อยว่า ตอนผมคุมทีมปีแรก คุณก็อยู่ในทีมแอสตัน วิลล่าที่โดนถล่ม 6-0 ไม่ใช่หรือ ทำไมไม่ดูตัวเองบ้าง มาพูดให้คนอื่นเสียหายอีก กระทั่งสบโอกาสเหมาะครั้ง แก็บบี้ เลยจัดการเอาคืนเลย เพราะประเด็นที่ ฮามันน์ พูดก็มาจากการคุยผ่านทอค์ลสปอร์ตเช่นเดียวกัน ล่าสุดเลย ฮามันน์ ซึ่งเคยเล่นให้ลิเวอร์พูลเกือบ 300 เกมช่วงปี 1999-2006 ให้สัมภาษณ์กับสปอร์ต บิลด์อย่างผิดหวังในตัว คล็อปป์ "เมื่อลิเวอร์พูลมีปัญหา มันก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม คล็อปป์ อาจมองแตกต่างออกไป หากเขาคิดว่านั่นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็ควรพูดออกมา" "ผมไม่มีปัญหาอะไรเลย คุณควรเคารพความคิดเห็นคนอื่นบ้าง และนั่นคือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขาพูดออกมาได้อย่างไร" ทั้ง คล็อปป์ และ ฮามันน์ เป็นชาวเยอรมันเช่นเดียวกัน วัยไม่ห่างกันนัก ต่างเป็นที่รู้จักในวงการดีอยู่แล้ว คนแรกโด่งดังในเรื่องการเป็นกุนซือ คนหลังสร้างชื่อจากนักเตะและเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะถูกยกย่องเป็นเบื้องหลังสำคัญในความสำเร็จบนเวทียุโรปของลิเวอร์พูล สื่อเยอรมันคาดว่า หากเป็นอย่างนี้ความสัมพันธ์ของสองคน คงถึงขั้นแตกหัก รอยร้าวที่เกิดขึ้นยากจะประสานให้เหมือนเดิมง่ายๆ เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละคน แต่ดูเหมือนว่า คล็อปป์ จะใช้คำพูดที่รุนแรงกับ ฮามันน์ มากเกินไป ทั้งที่ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนเลย หลายครั้งที่เขาตอบโต้พวกนักวิจารณ์ด้วยผลงานมาแล้ว ครั้งนี้ก็ควรจะเป็นอย่างว่าเหมือนกัน ให้เกมในสนามเป็นเครื่องพิสูจน์ แล้วค่อยมาดูกันเมื่อซีซั่นจบลง กลายเป็นว่ามิตรภาพต่างหากที่น่าจะจบลงซะก่อน ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117