breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ความสัมพันธ์ถึงทางตัน ]

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนยันถึงความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าจะไม่อยู่กับบาเยิร์น มิวนิคอีกต่อไปในฤดูกาลหน้า แม้สัญญาจะเหลือถึงปี 2023 หรืออีก 1 ปี แต่มันมาสุดทางแล้ว เหมือนเป็นการเตือนว่าควรปล่อยออกจากทีมซะ เลวี่ สวมยูนิฟอร์มบาเยิร์นมาตั้งแต่ปี 2014 เบ็ดเสร็จแล้ว 8 ปีเต็ม กวาดความสำเร็จมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะสโมสรหรือรางวัลส่วนตัว ได้มาทุกแชมป์แล้ว ย่อมเกิดความอิ่มตัวเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดีอิ่มตัวก็เรื่องหนึ่ง แต่ลึกลงไปแล้วความบาดหมางที่มีมาตั้งแต่ซัมเมอร์ปีก่อน น่าจะเป็นชนวนสำคัญทำให้สถานการณ์อึมครึมและตึงเครียดหนักข้อเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ต่อกันไม่ติด ต้นตอมาจาก ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งแสดงเจตนาจะคว้าตัว เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ มาให้ได้ โดยกล่าวกับสื่อถึงคุณสมบัติดาวยิงจากค่ายโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในเวลานั้น ทีมระดับบาเยิร์นคงมองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด คำพูดนี้เกิดขึ้นในช่วง เลวี่ ฟอร์มกำลังเปรี้ยงสุดขีด ระเบิดตาข่ายได้เป็นกระบุงโกย ตอกย้ำความเป็นเวิลด์คลาสอย่างแท้จริง ในเมื่อคุณมีกองหน้าเก่งกาจขนาดนี้ แล้วยังไปพูดถึงผู้เล่นคนอื่นในตำแหน่งเดียวกัน มันคงไม่ใช่เรื่องเหมาะสมเท่าไรนัก เหมือนเป็นการมองข้ามคนของตัวเอง แทนที่จะออกมาพูดในเชิง เลวานดอฟสกี้ เต็มไปด้วยคุณภาพอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปมองหัวหอกคนไหนอีก ปมสำคัญก็คือ เลวี่ ค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้ เมื่อเขาโชว์ผลงานน่าประทับใจ แสดงความเป็นมืออาชีพมาตลอด ไม่เคยขาดตกบกพร่อง บาเยิร์นก็ควรตอบแทนอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน นั่นส่งผลให้ เลวี่ มีความคิดที่จะย้ายทีมแบบจริงจัง เรื่องนี้ได้พูดคุยกับ ปินี่ ซาฮาวี่ เอเจ้นท์เช่นกัน ฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไปหมาดๆ เลวี่ ฝากผลงานไว้อย่างยอดเยี่ยม 50 ประตู 7 แอสซิสต์ จากจำนวน 46 นัดทุกรายการ ยังคงมาตรฐานไม่แปรเปลี่ยนเลย แต่ด้วยวัยที่กำลังจะครบ 34 ปีเต็มในเดือนสิงหาคมที่จะถึง มันจึงเกิดความคลางแคลงใจสงสัยว่า ยืนระยะแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนกัน มีโอกาสที่จะดิ่งลงอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ หลังจากหัวเสียกับการให้สัมภาษณ์ของ บราซโซ่ เลยทำให้ เลวี่ เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนร่วมทีม ไม่กระชับความสัมพันธ์เหมือนอย่างที่เคย ปกติก็ดูห่างเหินอยู่แล้ว พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ช่องว่างเลยกว้างขึ้นกว่าเดิม บรรดาพวกนักเตะอายุน้อยๆหรือดาวรุ่งแทบจะเข้าไม่ถึงตัว เรื่องนี้เพื่อนร่วมทีม พวกรุ่นใหญ่ทั้งหลาย ต่างก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นั่นมันเรื่องส่วนตัว จำต้องเคารพกัน พอทาง บราซโซ่ เปิดใจถึง ฮาแลนด์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสื่อก็ให้ความสนใจเคสนี้อย่างมาก เพราะมีนักเตะหลายต่อหลายคน ย้ายข้ามขั้วจากดอร์ทมุนด์มาบาเยิร์น ซึ่งทาง เลวี่ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เดือนตุลาคมปีก่อน ทางบาเยิร์นมีงานกาลาดินเนอร์ นักเตะทุกคนได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าไร้เงาของ เลวานดอฟสกี้ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ซึ่งไม่มีใครไปจ้ำจี้จ้ำไชถามหรอกว่า เพราะอะไรกัน เมื่อผู้บริหารกำลังโฟกัส ฮาแลนด์ อย่างออกนอกหน้า มีการพูดถึงกันแทบทุกวัน ในขณะเดียวกันสัญญาฉบับใหม่ของ เลวี่ แทบไม่คืบหน้า ความตึงเครียดจึงแพร่กระจายหนักกว่าเดิม ปินี่ ซาฮาวี่ เอเจ้นท์ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก เลวี่ ได้เดินทางมาพูดคุยเรื่องนี้แล้ว หวังจะเคลียร์ให้ชัดเจน แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์อย่างน่าพอใจเลย มีการตั้งโต๊ะเจรจากับ โอลิเวอร์ คาห์น ประธานบริหารและ บราซโซ่ กันแล้ว มันกลับเงียบกริบไม่มีอัพเดตเลย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ เลวี่ จะเสียความรู้สึก สโมสรเหมือนไม่เห็นความสำคัญ ในทางเดียวกันก็พัวพันกับ ฮาแลนด์ ไม่รู้จบ เมื่อไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจนเหมือนแทงกั๊กอย่างนี้ เลวี่ ก็เลยแจ้งกับทางเอเจ้นท์ของตนอีกรอบ ให้ไปบอกเบื้องบนว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขายตนออกจากทีมในซัมเมอร์ 2022 เถอะ จะได้จบปัญหากัน มารู้ภายหลังเพิ่มอีกว่า บาเยิร์นเองก็พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกทีมเช่นเดียวกัน หากใครยื่นมาน่าพอใจ ก็มีโอกาสได้ไปครอบครอง แต่ป้ายที่แขวนไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านยูโรกับนักเตะวัยที่ใกล้ 34 ปีและเหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียว มันคงยากที่ดีลจะเกิดขึ้น ในเมื่อคุณไม่ได้แสดงท่าทีอยากเก็บไว้ แล้วสนใจ ฮาแลนด์ แบบออกนอกหน้า ก็ควรขายในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่โก่งกันแบบบ้าเลือดเช่นนี้ รับรองไม่มีสโมสรไหนในโลกกล้าเสี่ยงหรือหน้ามืดพอจะดึง เลวี่ ไปร่วมทีม ด้วยเงื่อนไขตามที่บาเยิร์นต้องการอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าผู้บริหารเสือใต้ พยายามอย่างหนักจะกระชาก ฮาแลนด์ มาให้จงได้ โดยเชื่อว่าจะช่วยต่อยอดความสำเร็จในประเทศและกลับมาทวงบัลลังก์เจ้ายุโรปอีกครั้ง ส่วน เลวี่ ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานหนักต่อไป จำนวนประตูผลิตออกมาต่อเนื่อง จนส่งผลให้บอร์ดเริ่มไขว้เขวเหมือนกัน หากจะลงทุน ฮาแลนด์ จริงๆต้องมีคอร์สที่สูงลิบเลยทีเดียว ครั้นจะกลับตัวมาคุย มันก็คงยากที่จะต่อกันติดอีกเหมือนอย่างเดิม รอยร้าวมันปริแยกมากเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว อีกทั้ง ซาฮาวี่ ก็พร้อมสนับสนุนให้นักเตะในความดูแลย้ายทีมเช่นเดียวกัน หลังจากเคยอุ้ม ดาวิด อลาบา ไปส่งให้เรอัล มาดริดมาเรียบร้อยเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยความว่าความสัมพันธ์ของเอเจ้นท์รุ่นเดอะรายนี้กับบาเยิร์น มันคงไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเจอเคส เลวี่ จึงหนักหนาสาหัสกว่าเก่าอีก อย่างไรก็ตามปัญหาคือ มีเพียงบาร์เซโลน่าเท่านั้นที่ดูจริงจังตั้งใจจะดึง เลวี่ ไปร่วมทีมให้ได้ ท่ามกลางปมเรื่องการเงิน ซึ่งยังสะสางไม่สะเด็ดน้ำเลย บาร์ซ่าไม่ได้มีงบประมาณมหาศาล ใช้แบบฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายอีกต่อไป หลังโดนลงโทษจากข้อหาละเมิดกฎการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งการขายสิทธิ์ทางทีวีให้กับ CVC ก็ยังไม่เคลียร์ ขณะเดียวกันหาก บาเยิร์นยืนกรานต้องปล่อยในราคาไม่น้อยกว่า 100 ล้านยูโรเท่านั้น มันก็คงเป็นเรื่องยากเช่นเดียวกันที่จะบรรลุการเจรจา ฉะนั้นต่อให้ เลวี่ ประกาศโครมว่าจบกับบาเยิร์นแน่ๆ จนสั่นสะเทือนวงการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะย้ายไปบาร์ซ่าสำเร็จราบรื่น นี่อาจจะเป็นเพียงแค่ยกแรกของการดิ้นรนต่อสู้เท่านั้นเอง คล้ายว่าเพิ่งเริ่มต้น เส้นทางยังอีกยาวไกล กว่าจะได้บทสรุป ยกเว้นมีทีมใหญ่ในยุโรปอื่น ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง แสดงความสนใจ เลวี่ แบบจริงจัง บางทีอาจมีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ แต่ดูแล้วหากไม่ใช่บาร์เซโลน่า มันยากมากที่จะมีทีมไหนยอมรับข้อเสนออันโหดหินของบาเยิร์น ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อยู่ไม่รักจากก็ลืม]

การตัดสินใจแยกทางกับแมนฯยูไนเต็ดของ ราล์ฟ รังนิก ดูเหมือนไม่ได้สร้างความประหลาดใจเซอร์ไพรส์ใครต่อใครเลย แม้จะแทบไม่มีส่งสัญญาณเตือนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเช่นเดียวกัน สาเหตุมาจากผลงานอันน่าผิดหวัง พอได้ยินข่าวนี้ แฟนแมนฯยูไนเต็ดไม่น้อยแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ที่ผ่านมา 6 เดือนคือสูญเปล่าไปเลย ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์กระเตื้องขึ้นจากเดิม ทั้งที่ตอนมาใหม่ๆสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรง ด้วยดีกรีพัฒนานักเตะในฐานะผู้อำนวยการของเครือข่ายเร้ดบูลล์ ซึ่งผลักดันทั้งแอร์เบ ไลป์ซิกและซัลซ์บวร์กจนกลายเป็นทีมแถวหน้าของลีก รวมถึงได้เครดิตเป็นผู้ปรับปรุงสูตรการเล่นแบบเพรสซิ่งเข้มข้น แล้วได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา เพราะเห็นกันอยู่ว่าฟุตบอลของปีศาจแดงขาดความดุดันหนักแน่น วิ่งกันน้อยเกินไป ไม่ได้บีบพื้นที่คู่แข่งมากพอ หากเทียบกับบิ๊กทีมด้วยกันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เราได้เห็น "เกเก้นเพรสซิ่ง" แบบจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว แค่นัดแรกของ รังนิก ที่เจอกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งจุดประกายความหวังได้อย่างดี แต่เหมือนหลอกให้เพ้อพกวาดฝันสวยหรู จากนั้นก็เผยให้เห็นโลกความจริง บางคนบ่นเสียดาย ไมเคิ่ล คาร์ริค ซึ่งทำหน้าที่รักษาการณ์สั้นๆ แต่พาทีมคว้าชัยเรียบทั้ง 3 นัด โดยเฉพาะเกมพลิกกลับมาแซงอาร์เซน่อล 3-2 ช่างน่าประทับใจและเกินคาดหมาย เมื่อตารางคะแนนไม่เคยโกหกใครและตัวเลขสถิติเป็นเหมือนกระจกสะท้อน จึงพูดได้แบบเต็มปากเต็มคำเลยว่า รังนิก คือผู้จัดการทีมที่ล้มเหลวสุดของแมนฯยูไนเต็ด นับตั้งแต่ลีกสูงสุดเปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกในปี 1992 เปอร์เซนต์ชนะแค่ 42 เท่านั้น ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ในขณะที่แต้มเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 1.5 ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานชัดเจน เดวิด มอยส์ ซึ่งทำหน้าที่ไม่ครบฤดูกาล 2013/14 ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า มาเจอ รังนิก หนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ อย่างที่เราพูดกันบ่อยๆ เป้าหมายของบอร์ดบริหารคือนำกุนซือเยอรมันเข้ามาเพื่อสะสางปัญหา ที่กุนซือคนก่อนๆไม่อาจจัดการได้ แต่พอถึงเวลาจริง กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่รู้อยู่ว่าปมปัญหามันเกิดจากอะไร เพราะบ่อยครั้งที่พูดมาเป็นฉากๆ มันล้วนแต่ใช่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเคสของความฟิต สภาพร่างกายผู้เล่นหลายคนไม่ถึงขั้น จึงไม่อาจตอบสนองแท็คติกได้ รวมทั้งแพสชั่นความมุ่งมั่นต่างๆและบุคลากรภายใน นอกจากไม่มีคุณภาพพอ ยังมีจำนวนน้อยเกิน ในขณะที่สโมสรระดับท็อปก้าวไปไกล หนีไปหลายช่วงตัว แมนฯยูไนเต็ดคล้ายย่ำอยู่กับที่ จมกับความสำเร็จในอดีต แทบไม่สนใจปรับปรุงเปลี่ยนเลย อย่างไรก็ตามบางครั้งการออกมาพูดในเชิงตำหนิหรือโจมตีสโมสรตัวเอง รวมถึงพาดพิงพวกนักเตะ มันต้องเกิดคลื่นใต้น้ำเป็นธรรมดา ไม่มีลูกทีมคนไหนชอบเจ้านายอย่างนี้หรอก ยิ่งนานวันเข้าความสัมพันธ์ของเขากับนักเตะก็แย่ลงเรื่อยๆ ไม่ได้รับความเคารพเชื่อถือ โดนนินทาลับหลัง บางคนเรียกว่า "ไอ้แว่น" ตามรูปลักษณ์ที่เห็นกัน นอกจากนี้ทีมงานที่ดึงมา ก็ไม่ได้โชว์ให้พวกผู้เล่นเห็นเลยว่าเจ๋งจริง คริส อาห์มาส , ยวน ชาร์ป หรือ ซาซ่า เลนซ์ ต่างไร้ตัวตนกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งพอจะเข้าใจได้ว่าการเฟ้นหาทีมงานในช่วงกลางคันระหว่างห้ำหั่นในฤดูกาล ไม่ใช่เรื่องง่ายจะได้คนเก่งคุณภาพคับแก้วเข้ามา แต่คำถามที่ต้องมองย้อนกลับไปก็คือ ความสามารถของบุคคลเหล่านี้ถึงเกณฑ์หรือเปล่า? รวมทั้งมีความมุ่งมั่นตั้งใจแค่ไหน? ทางเดอะ เทเลกราฟรายงานว่า บอร์ดบริหารไม่ได้ตั้งความหวัง รังนิก เท่าไรนักหรอก แค่มาพอคั่นจังหวะ ผ่อนคลายความตึงเครียดจากกระแสต่อต้านของแฟนบอล ให้ได้หายใจหายคอ มีเวลามานั่งทบทวนไขปัญหาที่เกิดขึ้นกัน อีกทั้งได้ใช้ช่วงเวลา 6 เดือน เดินหน้าเจรจาหาผู้จัดการทีมคนที่ใช่ด้วย ก่อนประสบความสำเร็จดึง เอริก เทน ฮาก มาได้นั่นแหล่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข้อมูลนี้เท็จจริงขนาดไหน หากเป็นจริงก็หมายความว่า ผลงานที่เห็นไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของบอร์ดบริหารเลย แต่หากมองความรู้สึกของกองเชียร์ พวกเขาคงคิดว่าแล้วจะเสียเวลาไปตั้ง 6 เดือนเพื่ออะไร ควรปล่อยให้ คาร์ริค ทำหน้าที่แทนแบบยาวๆไม่ดีกว่าหรือ น่าจะมีอนาคตกว่าอีก เพราะตอนปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โอกาสลุ้นท็อปโฟร์เพื่อตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังเปิดกว้างพอสมควรเลยและนั่นคือเป้าหมายของทีม อย่างน้อยต้องรักษาโควต้าเดิมเอาไว้ ฟังแล้วมันขัดแย้งกันเห็นได้ชัด อีกทั้งในสัญญาของ รังนิก ยังระบุไว้ว่าครบ 6 เดือนจะถอยมานั่งที่ปรึกษา นั่นหมายความถึงเป็นแพลนระยะยาว ไม่ใช่แก้ขัดสั้นๆหรอก แต่พอทำหน้าที่ไปสักพัก รังนิก คงพอจะรู้แล้วว่า งานที่นี่ไม่เหมาะกับตน เกิดปัญหาต่างๆมากมาย บรรยากาศเขม็งเกลียว มีแต่ความอึดอัดอบอวลรอบข้าง นั่นจึงทำให้ตัดสินใจรับงานคุมทีมชาติออสเตรีย ซึ่งน่าจะเวิร์คกว่า แถมประกาศโต้งๆกันเลย ทั้งที่ซีซั่นยังไม่ปิดฉาก โดยมารยาทควรให้เสร็จสิ้นก่อน แฟนบอลเลยเกิดความคลางแคลงใจ มันยังไงกันนี่ งานเดิมยังไม่จบเลย แต่ยืนยันไปรับงานใหม่หน้าตาเฉย แล้วตำแหน่งที่ปรึกษาล่ะจะเอายังไง ควบสองเก้าอี้ กินเงินค่าจ้าง 2 ทางเลยอย่างนั้น บังเอิญเหลือเกิน ก่อนหน้าไม่นานมีข่าวลือว่า รังนิก ทำงานแค่ 6 วันต่อเดือนในตำแหน่งที่ปรึกษา คงไม่ใช่ปัญหาหรอกหากจะรับสองงานจริง อีกทั้งการคุมทีมชาติก็ไม่ได้มีตลอด เป็นแค่ช่วงเวลา ในสายตาของแฟนบอล รังนิก จึงดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ตัวเขาเองก็น่าจะรู้แหล่ะ วัดจากกระแสได้ไม่ยากหรอก เชื่อกันว่าการตัดสินใจ เปลี่ยนทิศหัวเรือไปยังทีมชาติออสเตรีย มันเหมือนพร้อมตีกรรเชียงหนีแมนฯยูไนเต็ดอยู่แล้ว หากฝืนอยู่ต่อ อาจเป็นผลเสียในอนาคต โดนจ้องจับผิดว่าตกลงแล้วทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน เอริก เทน ฮาก ก็ไขข้อข้องใจอย่างฉะฉานว่า เขาคือคนขีดเส้นสุดท้ายว่าจะเลือกแบบไหน ส่วนคนอื่นให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาเท่านั้นเอง ทันทีที่คอนเฟิร์มว่าจะลาทีม แทบไม่มีแฟนบอลอาลัยอาวรณ์ รังนิก ซึ่งพอจะเป็นที่เข้าใจกันได้ไม่ยาก ในเมื่อไม่มีโมเมนต์หรือหลงเหลือความทรงจำดีๆให้แก่กัน จะไปแปลกอะไรนักที่มันจะกลายเป็นอย่างนี้ อีกด้านก็น่าเห็นใจ รักนิก ซึ่งอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากรอบข้างอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็นั่นแหล่ะเมื่อย้อนกลับมา ตัวเขาก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้เลย อยู่ไม่รัก จากก็ลืม -- นี่แหล่ะคือสถานะของเขาในบทบาทรักษาการณ์ผู้จัดการทีม ------------------

[ #ท่านประธานไม่น่าเคารพ ]

ในขณะที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ขยายสัญญาฉบับใหม่มูลค่ามหาศาล พร้อมอยู่โยงช่วยปารีส แซงต์ แชร์กแมงต่อไป ลิโอเนล เมสซี่ ก็น่าจะแทบการันตีร้อยเปอร์เซนต์แล้วว่า ยังปักหลักช่วยทีมอย่างน้อยอีกหนึ่งฤดูกาล ยกเว้นเพียงในรายของ เนย์มาร์ ที่ยังคลุมเครือไม่มีความแน่นอน ท่ามกลางข่าวลือที่แรงตามลำดับว่าอาจโดนปล่อยตัว อย่างไรก็ตามข่าวประเภท เมสซี่ มีโอกาสหวนคืนอ้อมกอดบาร์เซโลน่า คงมีออกมาเรื่อยๆ จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมหยุดสักที เชื่อกันว่าต้นตอมาจาก โจน ลาปอร์ต้า ประธานบาร์ซ่าเอง หากไม่อาศัยพวกสื่อช่วยประโคม ก็มักให้สัมภาษณ์ในทำนองนั้นยามที่ถูกถามขึ้นมา อย่างเช่นล่าสุด ลาปอร์ต้า ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ความจริงปรารถนาจะเก็บ เมสซี่ เอาไว้ตั้งแต่ซัมเมอร์ที่แล้ว พร้อมทั้งบอกว่าสาเหตุที่เสียไปไม่ได้มาจากกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์หรือลาลีกาหรอก แต่น่าจะมาจากข้อเสนอของปารีส แซงต์ แชร์กแมงมากกว่า จนทำให้บาร์ซ่าต้องเสียนักเตะที่ทรงคุณค่าสุดในประวัติศาสตร์ คือพอให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ออกไป ต่อให้ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ทว่ามันเหมือนชี้ให้แฟนบอลมองว่า เมสซี่ หิวเงินจนตัวสั่นอยากย้ายทีม ทั้งที่สาเหตุมาจากบาร์เซโลน่าละเมิดกฎการเงินต่างหาก จนทำให้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆไม่ไหว แล้วค่าเหนื่อย เมสซี่ อยู่ในเรตสูงมากอย่างที่รู้กัน แม้จะในยุคของ โจเซป บาร์โตเมว เป็นประธาน แต่พอทาง ลาปอร์ต้า เข้ามาแทนแล้วก็ต้องจัดการสะสางปัญหาให้ได้ ก่อนหน้าจะได้รับเสียงโหวตจนกลับมานั่งเป็นบอสใหญ่บาร์เซโลน่า เราได้ยินนโยบายของ ลาปอร์ต้า กันชัดเจนดีแล้ว โดยเฉพาะรับประกันว่า เมสซี่ จะอยู่กับสโมสรแน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกันตั้งแต่อดีตแล้ว เมสซี่ ชื่นชอบชื่นชม ลาปอร์ต้า เป็นทุนเดิม ตรงกันข้ามกับ บาร์โตเบว ที่เกลียดเข้าไส้ ถึงขั้นขอขึ้นบัญชีย้ายมาแล้ว นักเตะไม่ได้อยากย้ายไหนทั้งสิ้น นี่คือเรื่องจริงที่สุดและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการบริหารจัดการเบื้องบนเอง จะมาโยนความผิดให้ เมสซี่ ย่อมไม่เป็นธรรม นี่เองทำให้ ฮอร์เก้ เมสซี่ ผู้เป็นพ่อ ไม่พอใจเหลือเกินที่เห็นลูกชายกลายเป็นเหยื่อแบบนี้ จึงตัดสินใจโทรหา ลาปอร์ต้า เองเลยว่าอย่าพูดเรื่องในทำนองนี้อีกเด็ดขาด ไม่ควรเอาคนอื่นไปเป็นเครื่องมือ หยุดพูดทั้งเรื่องอดีตและอนาคต ซึ่งทุกวันนี้บาร์เซโลนิสต้าอีกไม่น้อย ยังหวังลึกๆว่าจะได้เห็น เมสซี่ คืนสู่เหย้าในฐานะแข้งคนสำคัญอีกครั้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยอย่างที่รู้กัน แม้จะมีเงินกู้ก้อนโต้มาใช้ก่อนก็ยังยากอยู่ดี แทบไม่มีมุมเป็นไปได้หรอก สิ่งที่ ลาปอร์ต้า ต้องทำในเวลานี้คือ จัดสรรงบประมาณใช้จ่ายซื้อผู้เล่นที่จำเป็นอย่างเหมาะสม รวมทั้งเคลียร์พวกสัญญาที่คั่งค้างคาราคาซังให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเคสของ อุสมาน เดมเบเล่ ที่ยื้อกันมาสุดๆ แต่ยังไม่อาจหาบทสรุปได้ รวมทั้ง กาบี มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่ยังไม่บรรลุเซ็นสัญญาใหม่ด้วย ท่ามกลางความกังวลของแฟนๆว่าอาจเสียไปอีก ลาปอร์ต้า ให้สัมภาษณ์ว่าเอเจ้นท์ของ กาบี เตะถ่วงเวลา ยื่นข้อเสนอไปแล้ว ก็ยังเงียบกริบอยู่ดี เหมือนโยนความผิดให้กับนักเตะอีกแล้ว อย่างไรก็ตามความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ได้รับการเปิดเผยภายหลังว่า ยังไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่ยื่นให้เลย ทั้งที่ตัวนักเตะแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจและภักดีกับสโมสรเต็มที่ แล้วมาบอกว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกัน ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่น่าเตะหลุดเลย ในเมื่อยังไม่มีอะไรไปให้นักเตะ แล้วจะมาป่าวประกาศได้ไงว่าเป็นฝีมือของเอเจ้นท์ เพราะเมื่อแฟนบาร์ซ่าได้ฟัง ก็ต้องคิดในมุมที่ไม่ดีก่อน มาในทำนองนี้เอเจ้นท์ของ กาบี น่าจะต้องการต่อรองเรื่องค่าจ้างแน่ๆ นักเตะก็ตกกะไดพลอยโจนไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ ลาปอร์ต้า ควรเตรียมข้อมูลให้ชัดเจนหรือไม่ก็ต้องเลือกพูดความจริงเลย ไม่ใช่เฉไฉอย่างที่ชอบทำ กลับมาที่เคสของ เมสซี่ กันอีกรอบ ตัวเขาเองไม่พอใจอย่างหนัก การย้ายกลับในซัมเมอร์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ลาปอร์ต้า เองก็มักจะชี้ให้ทุกคนเห็นว่า เมสซี่ ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นั่นเลย เอาเข้าจริงมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ผลงานของเขาต่ำจากที่เคยทำไว้เหลือเกินในซีซั่นที่เพิ่งจบไป 11 ประตู 14 แอสซิสต์ โดยยิงได้ในลีกเอิงแค่ 6 ประตูเท่านั้นเอง เห็นตัวเลขแล้วผิดคาดไปมากมายเลย ทุกคนต่างรู้ดีว่ามาตรฐานลีกเอิงนั้นแย่สุดใน 5 ท็อปลีกยุโรป เมสซี่ น่าจะระเบิดตาข่ายกระจุยกระจายหายห่วง แต่กลับตาลปัตรเลย ไม่ใช่แค่นั้น เมสซี่ ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บคุกคามมากกว่าช่วงเล่นให้บาร์ซ่าอีก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนไม่ค่อยดีเท่าไรนัก นอกจากนี้สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้เขามากสุด เห็นจะเป็นปฏิกิริยากองเชียร์ ช่วงหลังทักตกเป็นเป้าเสียงโห่บ่อยๆ แทบทุกคนหวังว่าการมาของ เมสซี่ ซึ่งกลายเป็นดีลแห่งมหากาพย์ จะช่วยยกระดับเปแอสเชแบบทันตาเห็น โดยเฉพาะความสำเร็จในเวทียุโรป แต่กลับหยุดเส้นทางแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งที่เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบเหนือเรอัล มาดริดมาตลอด เมสซี่ เองก็ไม่อาจฝากความหวังได้เลย แทบเป็นคนละคนกับตอนเล่นให้บาร์เซโลน่า ทั้งที่ในทีมก็องค์ประกอบดีมาก มีผู้เล่นชั้นนำหลายคนพร้อมสนับสนุน พอโดนโห่มากเข้า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่สื่อจะไปเล่นประเด็น ไม่มีความสุข อยากย้ายทีมและแน่นอนว่าบาร์ซ่าเกี่ยวข้องด้วย เรื่องไม่แฮปปี้น่าจริงแหล่ะ โดนหนักขนาดนี้ ใครบ้างจะยิ้มหน้าระรื่นได้อีก แต่เรื่องการย้ายทีม ยังไงก็ไม่เกิดหรอกในซัมเมอร์นี้ เลิกคิดกันได้เลย โดยเฉพาะฝั่ง ลาปอร์ต้า อย่าเอานักเตะคนอื่นมาหากินแบบพวกนักการเมืองที่พูดเอาดีเข้าตัว น่าเห็นใจ เมสซี่ ในสถานการณ์ที่เผชิญหน้าเวลานี้ เขาควรได้รับการยกย่องจากแฟนบาร์ซ่ามากกว่านี้ รับใช้มาอย่างยาวนาน นำความสำเร็จมาให้ไม่หยุดหย่อน แต่กลับไปหลงเชื่อคำพูดของท่านประธานกัน แล้วไม่ต้องไปโบ้ยว่า ไม่ยอมลดค่าจ้างเพื่อช่วยพยุงทีม เขาลดกระหน่ำมาแล้วหลายสิบเปอร์เซนต์ แต่ทางบาร์ซ่าเคลียร์ให้ลงตัวไม่ได้เองต่างหาก หากจะให้เล่นฟรีไม่รับตังค์คงเป็นไปไม่ได้แน่ สถานะปัจจุบันก็ตึงเครียดโดนแฟนโห่ ส่วนทางอดีตทีมก็ยังงัดกลอุบายมาเล่นอย่างไม่เหมาะสมอีก เป็นซูเปอร์สตาร์มันเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ผมเคยสู้เขาไม่ได้ ]

เกมชิงดำยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเที่ยวนี้ แสงไฟไม่น้อยสาดไปยัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งเคยมีปมดราม่ากับเรอัล มาดริดมาก่อน ย้อนไปยังปี 2018 ลิเวอร์พูลหักด่านผ่านมาตัดสินแชมป์กับมาดริด แน่นอนว่า ซาลาห์ กำลังร้อนแรงสุดๆ ระเบิดไป 44 ประตูย่อมถูกจับตาในฐานะมวลมหาความหวังของเดอะ ค็อป แต่เขาอยู่ในสนามได้แค่ 30 นาทีเท่านั้นเอง เพราะปะทะกับ เซร์คิโอ รามอส จนเจ็บหัวไหล่อย่างหนัก ฝืนเล่นต่อไม่ไหว เดินออกจากสนามด้วยน้ำตานองหน้า ด้วยอารมณ์เสียใจและผิดหวังสุดขีด ภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจมากๆ แฟนบอลทั่วโลกรู้สึกเห็นใจ ซาลาห์ ที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ หลายคนก่นด่าสาปแช่ง รามอส ว่าเจตนาทำร้ายกันเลย เพื่อตัดกำลังตัวเก่งของฝั่งตรงข้าม ซ้ำร้ายมาดริดเป็นฝ่ายชนะ ครองแชมป์อีกสมัยอย่างยิ่งใหญ่ ซาลาห์ แทบจะเจ็บปวดดับเบิ้ล แม้วันเสาร์นี้ที่พาร์ค เดอ แพร็งซ์ ทางมาดริดจะไม่มี รามอส ยืนประจำการแนวรับแล้ว แต่ยังไงเรื่องในอดีตก็ต้องถูกจับเอามาโยงแน่ ยิ่งประเด็นการชำระบัญชีหนี้แค้น ดูเหมือนถูกนำมาพูดกันเพียบ เพราะมีอดีตไม่น้อยไปกว่าใคร ซาลาห์ จึงได้รับความสนใจเป็นธรรมดา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย แต่อีกหนึ่งแข้งของลิเวอร์พูล ซึ่งมีอดีตติดสอยห้อยตามความทรงจำเช่นกันคือ ฟาบินโญ่ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นัดชิงเมื่อ 4 ปีก่อนหรอก เพราะย้ายมาลิเวอร์พูลหลังจากนั้นไม่นานนัก มีค่าตัวสูงถึง 40 ล้านปอนด์ แต่ ฟาบินโญ่ เคยเป็นนักเตะเรอัล มาดริดมาก่อน แม้จะไม่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมากมายก็ตาม ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนหรือปี 2012 ฟาบินโญ่ ถูกทางริโอ อาฟสโมสรในลีกสูงสุดโปรตุกีสจับเซ็นสัญญาระยะยาว 6 ปีด้วยกัน ในฐานะดาวรุ่งที่น่าจับตา แม้รูปร่างจะผอมเพรียวดูอ้อนแอ้น แต่ชั้นเชิงลูกหนังไม่ธรรมดา เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง รวมทั้งมุ่งมั่นตั้งใจด้วย แววตาฟ้องว่าเอาเรื่องเลยทีเดียว จริงๆการย้ายมาริโอ อาฟ เหมือนเป็นการพักไว้ช่วงสั้นๆเท่านั้นเอง อยู่ได้เพียงแค่เดือนเศษ ก็ต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ข้ามมาทางฝั่งสเปนเพื่อเล่นให้กับเรอัล มาดริดกาสตีญ่าหรือทีมสำรองของราชันชุดขาวในแบบยืมตัว การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ ฟาบินโญ่ ในวัยเพียงแค่ 18 ปี ต้องพยายามปรับตัวอย่างมาก ช่วงอยู่โปรตุเกสยังโอเคหน่อย ภาษาไม่มีปัญหา แต่พอโยกมาสเปน มีความแตกต่างหลายอย่าง นอกจากนี้นิสัยที่ขี้อาย พูดน้อย ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว ยังเป็นอุปสรรคพอสมควรเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันพื้นฐานทางบ้านก็ค่อนข้างไปทางยากจน การตัดสินใจมุ่งมั่นเอาดีทางแข้งอาชีพ ก็เพื่อหวังไว้ว่าอนาคตจะช่วยเหลือครอบครัวให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง โดยที่ไม่ได้ตั้งเป้าต้องเป็นซูเปอร์สตาร์หรอก ตอนนั้นเพื่อนนักเตะในทีมเยาวชน ส่วนมากมีอุปกรณ์พร้อมสรรพ สตั๊ดรุ่นพรีเมี่ยมราคาแรง ฟาบินโญ่ ได้แต่มองด้วยความเหนียมอายเวลาลงซ้อม เพราะต้องหยิบอาดิดาสรุ่นโคปา มอนดิอัล ซึ่งตกยุคไปแล้วมาสวม เขาต้องเจอทั้งสายตาที่มองมาแบบแปลกๆและหยามหยัน บางคนกระซิบกัน คงเห็นเหมือนเป็นตัวตลกขำขันอยู่บ้าง ฟาบินโญ่ พยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือการทำงานหนักให้หนักที่สุดเท่านั้น เพื่อนำไปสู่สัญญาอาชีพ นั่นแหล่ะคือธงที่ปักเอาไว้ ยังดีที่ว่า โตมาส เมฆีอาส ผู้รักษาประตูที่เล่นในทีมสำรองเช่นกัน แต่อายุมากกว่า 5 ปี คอยให้การสนับสนุน เมฆีอาส เป็นทั้งพี่และเพื่อนของ ฟาบินโญ่ พาไปพักที่บ้าน จัดแจงเป็นธุระปะปังให้หลายเรื่อง คอยดูแลใกล้ชิด ให้คำแนะนำต่างๆมากมาย ด้วยความที่เข้ามาในอะคาเดมี่ของมาดริดตั้งแต่ 11 ขวบ จึงเป็นเหมือนขาใหญ่ หลายคนเกรงใจ นั่นจึงเป็นเหมือนเกราะกำบังให้ ฟาบินโญ่ อีกด้วย ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าขุมกำลังดาวรุ่งของมาดริดตอนนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน นอกจากผลงานในลีกเปรี้ยงปร้างแล้ว ขีดความสามารถนักเตะก็สุดๆ อัลบาโร่ โมราต้า คือหัวหอกที่ทั้งเก่งกาจและหล่อเหลา ตกเป็นเป้าสายตามากมาย นอกจากนี้ยังมีพวกตัวรุกอย่าง เฆเซ่ โรดริเกซ , เดนิส เชอรีเชฟ และ ลูกัส บาสเกซ คอยสนับสนุนด้วย แดนกลางมี โอมาร์ มาร์กาเรลล์ ซึ่งภายหลังไปสร้างชื่อในบุนเดสลีกา บอร์ฆา การ์เซีย และดาวรุ่งดาวใหม่ที่แรงมากอย่าง กาเซมีโร่ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้านแนวรับมีคู่พี่น้อง นาโช่ เฟร์นานเดซ และ ดีเอโก้ ยอเรนเต้ ซึ่งปัจจุบันเล่นกับลีดส์ ยูไนเต็ดคอยป้องกัน นึกดูเอาแล้วกันว่า มาดริดสำรองขบวนนั้นเจ๋งแค่ไหน มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับ ฟาบินโญ่ ที่จะสอดแทรกเข้าไป แน่นอนว่าตำแหน่งมิดฟิลด์ไม่มีที่ว่างหรอก เขาจึงต้องไปต่อสู้แย่งแบ็กขวาเอา ด้วยรูปร่างภาพลักษณ์แล้ว ดูจากภายนอกไม่น่าสนใจเท่าไรอีกต่างหาก จริงๆการสู่มาดริดของ ฟาบิโญ่ มีเอเจ้นท์คนดังอย่าง ฮอร์เก้ เมนเดส อยู่เบื้องหลัง ผลักดันนักเตะที่มีแววเพื่อหาเวทีใหญ่ให้แสดงผลงาน หวังเป็นบันไดก้าวแรกไต่ไปสู่อนาคต เพราะ เมนเดส เคยเป็นนักเตะมาก่อนและมีสายตาแหลมคมในการอ่านคนทั้งในและนอกสนาม จึงมั่นใจว่า ฟาบินโญ่ จะไปได้สวยแน่บนเส้นทางสายนี้ ต้องไม่ลืมว่ากุนซือชุดใหญ่ของมาดริดในเวลานั้นคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งมีความแนบแน่นกับ เมสเดส เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่สำคัญคือกุนซือริโอ อาฟ ซึ่งเป็นต้นสังกัดจริงของ ฟาบิโญ่ มีชื่อว่า นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ เป็นลูกค้ารายแรกๆของ เมนเดส ในช่วงตั้งตัวเช่นกัน ต้องยอมรับว่า ฟาบินโญ่ โชคดีที่ได้รับการสนับสนุน ไม่ง่ายเลยที่จะมี เมนเดส คอยค้ำชูดูแล อัลแบร์โต้ โตริล โค้ชทีมสำรองของมาดริดช่วงดังกล่าว เล่าไว้ว่า ฟาบินโญ่ สูงถึง 190 เซนติเมตร แต่เล่นในแนวรับตลอด ไม่เคยขยับมายืนมิดฟิลด์เลยเต็มที่คือหุบมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก ดังนั้นผลงานการเป็นสุดยอดกองกลางเชิงรับในปัจจุบัน ต้องยกนิ้วให้พัฒนาการเรียนรู้ของ ฟาบินโญ่ รวมทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นำมาต่อยอด ขณะเดียวกันเป็น มูรินโญ่ นี่แหล่ะที่ให้โอกาส ฟาบินโญ่ ลงเป็นตัวสำรองในช่วง 14 นาทีสุดท้ายเจอมาลาก้า ก่อนจะทำแอสซิสต์ให้ อังเคล ดิ มาเรีย ซัลโวปิดกล่องถล่ม 6-2 ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ฟาบินโญ่ จึงมีความเชื่อมโยงกับมาดริดอย่างชัดเจนมากๆ ไม่ถึงขั้นผูกพันหรอก เพราะเขาถูกปล่อยให้โมนาโกยืมตัวในซัมเมอร์ปี 2013 นั่นเอง ก่อนจะย้ายถาวรในอีก 2 ปีถัดมา แต่การได้เผชิญหน้าในนัดชิงวันเสาร์ มันย่อมมีความพิเศษแฝงไว้แน่นอน รวมถึงการได้ปะทะ กาเซมีโร่ และ นาโช่ ที่คุ้นเคยกันมา ในอดีตเขาอาจแย่งตำแหน่งกองกลางตัวรับจาก กาเซมีโร่ ไม่ได้ก็จริง ทว่าที่พาร์ค เดอ แพร็งซ์จะได้พิสูจน์ว่าใครเจ๋งกว่ากัน -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ]

เรอัล มาดริดประกาศรายชื่อ 26 นักเตะที่จะลงทำศึกนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับลิเวอร์พูลที่กรุงปารีส ในวันเสาร์นี้ออกมาเรียบร้อย ปรากฏว่าเซอร์ไพรส์เล็กๆ เพราะเราได้เห็น แกเร็ธ เบล ร่วมขบวนชุดนี้ด้วย แฟนบอลมาดริดหลายคนไม่ต้องการดาวเตะเวลช์อีกต่อไปแล้ว ขับไสไล่ส่งมาพักใหญ่ ท่ามกลางเสียงสวดสาปแช่งว่าเป็นพวกกาฝากคอยเกาะกินสูบเลือดเนื้อสโมสร เบล รับค่าจ้างมหาศาลกว่านักเตะทุกคนมาดริดทุกคน ใกล้เคียง 500,000 ยูโรต่อสัปดาห์ แต่กลับไม่ได้ตอบแทนอย่างคุ้มค่าสักนิด อย่างไรก็ตามเคสนี้ แฟนบอลทีมอื่นไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะตัวนักเตะก็ถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีการถกกันบ่อยแล้ว ต่างฝ่ายต่างมุมมอง กระนั้นต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามากุมบังเหียนเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว สถานการณ์อันตึงเครียดดูผ่อนคลายพอสมควรเลย แม้จะมีนักข่าวหรือคอลัมนิสต์บางคน จ้องเล่นงาน เบล มากเป็นพิเศษ ทว่ากระแสไม่ค่อยรุนแรงเท่าไรนัก หากเทียบยุค ซีเนดีน ซีดาน เป็นนายใหญ่ ว่ากันตามตรง ซีดาน อาจเงียบขรึม ไม่พูดอะไรมาก แต่พอมองออกว่าไม่ต้องการเก็บ เบล ไว้ใช้งานหรืออยู่ในแผนเพื่ออนาคตอีกต่อไป พยายามอย่างยิ่งจะให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ หาทางเขี่ยออกจากทีม แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เต็มที่คือส่งไปให้ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ต้นสังกัดเดิมยืมตัว ก็ยังไม่อาจสร้างความประทับใจเหมือนในอดีต ดีลเซ็นถาวรเลยไม่เกิดขึ้น ต้องระเห็จกลับมามาดริดอีกรอบ เบล ดูเหยาะแหยะไม่จริงจังตั้งใจยามสวมเสื้อสโมสร ทว่าพอเปลี่ยนเป็นยูนิฟอร์มทีมชาติแล้วกลายเป็นคนละคน ตรงนี้เองที่แฟนมาดริด ต่างพุ่งเป้าเข้ามาโจมตีด้วยความโกรธแค้น ยิ่งเมื่อเห็นนักเตะทำตัวชิลด์ๆ แล้วรับเงินค่าจ้างมหาศาลในแต่ละวีก มันทวีความเจ็บใจหนักกว่าเดิมอีก อันเช่ เองน่าจะพอรู้อยู่แล้วว่า เบล ไม่ได้เป็นที่ต้องการของแฟนบอล เล่นไปแบบซังกะตาย ให้สัญญาหมดแล้วค่อยย้ายแบบฟรีเอเจ้นท์ ครั้นจะมาปลุกเร้าให้นักเตะเกิดความฮึกเหิม เรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาเหมือนวันเก่า คงยากแล้ว สถานการณ์มันเลยเถิดเกินกว่าจะย้อนไปแก้ไข สิ่งที่กุนซืออิตาเลี่ยนทำ ไม่ใช่ตัดหางปล่อยวัด ปล่อยไปตามยถากรรมไม่ดูดำดูดี เขากลับเลือกปฏิบัติตามปกติ ไม่มีเส้นคั่นในความสัมพันธ์ เราจึงได้เห็นภาพอย่างเช่น เขาเดินคุยกระหนุงกระหนิงรอยยิ้มฉาบใบหน้ากับ เบล ในระหว่างฝึกซ้อม ซึ่งแทบไม่เคยเจอเลยในยุคของ ซีดาน ไม่ได้มีเจตนาชี้ว่า ซีดาน เป็นบอสที่ไม่เหมาะสม แต่กุนซือแต่ละคนมีวิธีการบริหารจัดการลูกทีมที่แตกต่างกันออกไป สำหรับ อันเช่ มักจะยืนเคียงข้างลูกทีมเสมอ ยึดถือแนวทางเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก ห้องแต่งตัวคือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากบรรยากาศดี ทีมสปิริตแข็งแกร่ง ย่อมส่งผลต่อในสนามแน่นอน เขาจะเดินเข้าหานักเตะแบบรายตัว พูดคุยทำความเข้าใจ เพื่อหาข้อมูลต่างๆแล้วมาวิเคราะห์ใช้อย่างเหมาะสม แน่นอนว่าการทำงานในสโมสรชั้นนำของยุโรป เต็มไปด้วยดาวดังมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะบริหารให้เกิดความสมดุลลงตัว แค่จับบางคนนั่งสำรองหรือเปลี่ยนตัวออก บางครั้งก็ต้องรับมือกับอารมณ์ฉุนเฉียวไม่พอใจแล้ว เพราะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้ต้องเกิดขึ้น อันเช่ จึงแก้ไขด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบเข้าถึงจริง ไม่ใช่คุยแบบฉาบฉวย ว่ากันว่าเขาใช้เวลาอยู่กับนักเตะในแต่ละวัน เพื่อพูดคุยเรื่องราวต่างๆหลายชั่วโมง พร้อมทั้งให้คำแนะนำอย่างดีเสมอมา จุดแข็งของ อันเช่ คือบารมีที่แกร่งกล้า สั่งสมมาตั้งแต่สมัยค้าแข้ง เป็นผู้เล่นชั้นนำ ถูกยอมรับในวงกว้าง พอมาเป็นกุนซือแล้วยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก คุมสโมสรใหญ่ๆ ร่วมงานกับแข้งตัวท็อปมากมายและเราแทบไม่เคยได้ยินมีปัญหาเลย นั่นจึงเป็นที่มาของสมญา "The Diva Whisperer" ที่ถูกเรียกขาน จากคุณสมบัติอันชาญฉลาด สามารถเข้าถึงทุกคนได้ ไล่ตั้งแต่บอร์ดบริหารลงมาถึงกลุ่มนักเตะ เขาปกครองลูกทีมตัวเองได้อย่างดี ได้รับการเคารพยกย่องสมฐานะผู้เป็นบอส ในขณะเดียวกันฝ่ายบริหารก็ยำเกรง เพราะรู้ถึงความสามารถของกุนซือผู้นี้ดี สังเกตว่า อันเช่ ไม่ต้องพูดเยอะหรอก เวลาคุมทีมข้างสนาม เพราะผ่านการพูดคุยทำความเข้าใจมาเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าความเงียบขรึมคืออีกแนวทางที่นำมาใช้ในการบริหารและมันก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ด้วยเหตุนี้ แกเร็ธ เบล จึงได้รับการปฏิบัติอย่างดี นั่นทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้นอีกต่างหาก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เบล ซึ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ มีชื่อเป็นสำรองในเกมลาลีกาดวลเกตาเฟ่ ก่อนจะถูกส่งมาเล่นใน 16 นาทีสุดท้าย พอเห็น เบล โจนสู่สนามเท่านั้นเอง เสียงโห่จากแฟนบอลราชันชุดขาวก็ดังขรมไปหมด จบเกมมาดริดเฆี่ยนนิ่ม 2-0 แต่กองเชียร์ก็ยังไม่ค่อยพอใจนัก แน่นอนว่าในเพรสคอนเฟอเรนซ์ บรรดานักข่าวพร้อมตั้งคำถามกับ อันเช่ เรื่องนี้อยู่แล้ว มีเหตุผลอะไรถึงส่งดาวเตะเวลช์ ผู้ซึ่งควรเป็นส่วนเกินของทีมลงมา "เขามีความเป็นมืออาชีพและฟิตมากพอที่จะลงสนามได้ นั่นคือเหตุผล" คำตอบถือว่าชัดเจนดีแล้ว ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลาเลย ที่สำคัญ เบล ไม่ได้ทำให้ทีมเสียหายพ่ายแพ้เลย พยายามตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลัง ที่สำคัญคงได้ยินเสียงเจ้านายตอบคำถามนักข่าว เพื่อปกป้องเขาว่ามีความเหมาะสมที่จะได้รับโอกาสดังกล่าว ถัดจากเกมนั้น เบล ยังมีชื่ออยู่ข้างสนามนัดบุกเซบีย่า แต่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนลงมา แล้วก็บาดเจ็บยาวที่บริเวณแผ่นหลัง จนเกมลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาลซึ่งเสมอเรอัล เบติสแบบจืดชืด เพราะเหตุนี้แหล่ะเลยไม่มีใครคาดคิดว่า เบล จะถูกบรรจุชื่อไว้เป็น 1 ใน 26 แข้งชนลิเวอร์พูลในไฟนั่ลสำคัญสุดๆวันเสาร์ที่จะถึง โอกาสที่ เบล ได้สัมผัสเกมไม่ว่าจะตัวจริงหรือสำรอง มีน้อยอย่างมาก ซึ่งหากเป็นอย่างว่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย แต่การที่ อันเช่ เลือกหนีบแข้งรายนี้ไปปารีสด้วยกัน มันหมายถึงให้ความสำคัญ ไม่เคยคิดมองข้ามเลย ต่อให้จะเป็นที่เกลียดชังของแฟนบอลมากขนาดไหน อย่างน้อยที่สุดเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่พาร์ค เดอ แพร็งซ์แล้ว เบล เองก็จะได้เก็บความทรงจำดีๆไว้เช่นกัน นี่คือแนวทางที่ อันเช่ นำมาใช้และคงยึดมั่นต่อไปอยู่เสมอ มันมีแต่ได้กับได้ ไม่เสียหายอะไรเลย ต่อให้มีเสียงแฟนบอลต่อต้านบ้างก็ตาม ที่สำคัญต้องไม่ลืมด้วยว่านัดชิงปี 2018 เบล นี่แหล่ะคือฮีโร่ตัวจริง ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปมปัญหาเนย์มาร์ ]

ไม่รู้เท็จจริงแค่ไหนกับกระแสข่าวที่ว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอที่เข้ามาเพื่อซื้อ เนย์มาร์ เลกิ๊ปสื่อกีฬาบิ๊กเบิ้มของฝรั่งเศส จุดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน ตอนกลางดึกคืนวันอังคาร จากนั้นก็ลามสะพัดไปทั่ว ทางด้านโกลดอทคอมก็คอนเฟิร์มด้วยเหมือนกัน เปแอสเชเปิดโอกาสให้ทีมไหนก็ตามที่อยากได้ลองมาคุยกันดูสักหน่อย หากมูลค่าน่าพอใจนั่นหมายถึงเราอาจได้เห็นการย้ายทีมเกิดขึ้น แม้ภายหลังจะมีข่าวเชิงว่า เนย์มาร์ ยังคงปักหลักต่อ เพราะมีสัญญายาวจนถึงปี 2025 หรืออีก 3 ปีเต็ม แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไรนัก ในขณะเดียวกันการขยายสัญญาของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็ถูกจับตาว่า จะส่งแรงกระแทกมายังอนาคตของ เนย์มาร์ ด้วยเหมือนกัน มันเป็นการยืนยันว่า ดาวเตะฝรั่งเศสมีความสำคัญและอิทธิพลมากสุดในทัพเปแอสเชเวลานี้ อาจเหนือกว่า ลิโอเนล เมสซี่ และแน่นอนว่าข่มรุ่นพี่อย่าง เนย์มาร์ อย่างชัดเจน ด้วยสถานะในปัจจุบัน เนย์มาร์ กำลังจะอายุครบ 31 ปีต้นปีหน้า น่าจะผ่านจุดพีกมาเรียบร้อย คงไม่โชว์ผลงานโดดเด่นมากกว่าที่เคยสร้างเอาไว้หรอก นอกจากนี้ยังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บกระปริดกระปรอย ไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไม่ค่อยสนใจดูแลร่างกายเท่าไร โดยเฉพาะการเข้ายิมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อ นั่นยังไม่นับสิทธิพิเศษสารพัด เกินหน้าเกินตาเพื่อนฝูง ที่ทางเปแอสเชยื่นมาให้เอง จนดูเหมือนไปหนุนหลังให้นักเตะได้ใจเคยตัวหนักข้อขึ้น เนย์มาร์ ย้ายมาตั้งแต่ปี 2017 รวมแล้วอยู่กับทีมครบ 5 พอดิบพอดี ลงเล่นทั้งสิ้นทุกรายการ 144 เกม ซัลโวรวม 100 ประตู เขาเพิ่งฉลองครบร้อยในเกมส่งท้ายฤดูกาลที่ผ่านมาหมาดๆ ซึ่งถล่มเม็ตซ์ยับเยิน 5-0 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลงาน ต้องยอมรับว่ายังน้อยเกินไป ไม่ว่าจะจำนวนนัดที่ลงเล่น ส่วนใหญ่หายไปเพราะอาการบาดเจ็บ เช่นเดียวกับจำนวนประตูควรเยอะกว่านี้ในฐานะผู้เล่นตัวรุกหรือกองหน้าตัวที่สอง อย่าลืมว่าเปแอสเชจ่ายค่าฉีกสัญญาให้บาร์เซโลน่า 222 ล้านยูโร ยืนยงคงกะพันเป็นสถิติโลกทุกวันนี้ ไหนจะประเคนค่าจ้างไม่น้อยกว่า 500,000 ยูโรต่อสัปดาห์และโบนัสต่างๆอีกเพียบ ดังนั้นหากวัดถึงความคุ้มค่าในสนาม ก็คงต้องพูดว่ายังไม่ถึงจุดเลย ควรมีการตอบแทนมากกว่านี้ ขณะเดียวกันศรัทธาจากแฟนบอลก็ลดลงทุกวัน แทบไม่มีสาวกคนไหนตื่นเต้นหรือให้ความสำคัญกับ เนย์มาร์ อีกแล้ว ย้อนไปยังปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เปแอสเชเปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับล็องส์ 1-1 แต่โกยแต้มจนทิ้งห่างโอลิมปิก มาร์กเซยขาดลอย คว้าแชมป์ลีกเอิงไปครอบครองตามเป้าหมาย แต่แทนที่แฟนบอลในพาร์ค เดอ แพร็งซ์จะยินดีปรีดา ปรบมือหรือส่งเสียงเชียร์ กลับมีแต่เสียงโห่กลบเต็มไปหมด มีอย่างที่ไหนทีมรักรับแชมป์ ควรต้องฉลองกันอย่างชื่นมื่น แถมเป็นการทวงบังลังก์จากลีลล์ได้สำเร็จ ทว่ากองเชียร์ไม่ได้ปลาบปลื้มเลยสักนิด ในสายตาสาวก อาจจะได้แชมป์ลีกก็จริง แต่ไม่ได้มีความประทับใจมอบให้กันเลย อย่างนัดเสมอล็องส์ในบ้าน 1-1 ทั้งที่มีสตาร์ครึ่งค่อนทีม เดินเพ่นพ่านแทบชนกัน ทำไมถึงเสมออย่างกร่อยๆ ไม่ได้สมราคาเลยสักนิด เป้าใหญ่ของเสียงโห่คือ เมสซี่ กับ เนย์มาร์ โดยเฉพาะรายหลัง ยิ่งนานวันเข้าก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้คุ้มค่าตัวและค่าแรงเลย ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เนย์มาร์ ต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากกองเชียร์ตัวเอง มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจก่อตัวทุกวัน นอกจากนี้ข่าวที่ออกมาแต่ละครั้ง ล้วนแต่ไม่ค่อยดีเลยทั้งสิ้น อย่างเช่นการแฉอภิสิทธิ์พิเศษเหนือเพื่อนร่วมทีมคนอื่น โบนัสก้อนโตหากทำตัวน่ารัก ซึ่งฝ่ายบริหารดูเอาใจมากเกินไป แล้วยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ตลอด 6 ปีติดต่อกันแล้ว ในช่วงวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของน้องสาว เราได้เห็น เนย์มาร์ พลาดลงเล่นเสมอ ไม่ว่าจะกรณีใด บาดเจ็บ ติดธุระหรือเจอกักแข้ง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้ ใครต่อใครคิดเตลิดไปไกลว่า อาจเป็นแผนของเขา เพื่อจะได้กลับไปเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้กับครอบครัว ส่วนเรื่องผลงาน นอกจากเจ็บบ่อย เล่นแล้วแต่อารมณ์ ไม่ได้โดดเด่นเป็นเสาหลักแนวรุกต่อเนื่อง ยังไม่อาจแบกรับภารกิจสำคัญในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย รู้กันอยู่แล้วว่า เป้าหมายของเปแอสเชคือการครอบครองเจ้ายุโรปให้ได้ อยากจะสถาปนาตนขึ้นมาเหนือบาร์เซโลน่า , เรอัล มาดริด , บาเยิร์น มิวนิคและบรรดาทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีก ที่มักจะสับเปลี่ยนขึ้นมาเป็นใหญ่ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักครั้ง ได้แต่รอคอยกันต่อไป วนลูปไม่หยุดหย่อน ทำเอากองเชียร์เริ่มท้อแท้ มองว่า เนย์มาร์ ไม่ช่วยตอบสนองกันเลย ซ้ำร้ายยังชอบตอบโต้สาวกอีก อย่างเช่นเมื่อโดนโห่ในวันรับแชมป์ แทนที่จะส่องกระจก มองย้อนสะท้อนมายังตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น "ผมแฮปปี้ที่เราได้แชมป์นะ มันต้องต่อสู้ในฤดูกาลที่ยาวนายและเราก็ตรากตรำทำงานหนักกันมา" "ผมจึงอยากขอร้องพวกแฟนๆ เลิกโห่นักเตะตัวเองเถอะ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ คุณจะต้องเหนื่อยต่อไปแน่ๆ เพราะผมยังมีสัญญาเหลืออีก 3 ปี ดังนั้นพวกคุณมี 2 ชอยส์จะเลิกโห่หรือไม่ก็สูดหายใจให้ลึกเต็มปอก เพื่อเอาอ็อกซิเจนเข้าไป" พอแฟนบอลได้ยินอย่างนี้เข้า ความไม่พอใจก็ทับทวีขึ้นไปอีก เพราะนักเตะแทบไม่มองดูตัวเองเลย ด้วยหลากเหตุผลนี่เอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก หากจะมีข่าวเปแอสเชพร้อมปล่อย เนย์มาร์ จริงๆ ที่สำคัญให้จับตาดูการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการกีฬา เลโอนาร์โด้ คนเก่าที่ทำงานไม่บรรลุเป้าหมาย เตรียมโดนปลดแน่ๆ แล้วแต่งตั้ง หลุยส์ กัมโปส ที่เคยร่วมงานกับโมนาโกและลีลล์มารับบทแทน กัมโปส มีความสนิทแนบแน่นกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ตั้งแต่อยู่โมนาโกด้วยกัน โดยในฤดูกาล 2016/17 จะหักปากกาเซียนเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่บุคลิกของเขาเป็นคนเฮี้ยบมาก ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น พร้อมงัดบทลงโทษหนักมาจัดการ หากนักเตะวินัยหย่อนยานหรือก่อความผิดจริง เชื่อกันว่าการดึง กัมโปส มาในครั้งนี้ นอกเหนือจัดระเบียบนักเตะปัจจุบันและเฟ้นหาแข้งใหม่ที่ใช่มาเติมแล้ว อาจจะส่งสัญญาณเพื่อกดดัน เนย์มาร์ อีกต่างหาก ปมใหญ่อยู่ที่สัญญาของ เนย์มาร์ ที่เหลือยาวถึง 3 ปี มูลค่าคงมหาศาลหากมีการย้ายทีมเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่ต้องนับเรื่องค่าจ้างเลย แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ถ้าเปแอสเชปรารถนาขายจริง จะมีทีมไหนสนใจ? ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #น้องไก่เตรียมใส่เกียร์ห้า ]

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ปิดฉากฤดูกาลนี้อย่างสวยงาม ด้วยการบุกไปทุบนอริช ซิตี้ 5-0 พร้อมทั้งครองอันดับ 4 ตามเป้าหมาย ได้กลับไปโม่แข้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซีซั่นหน้า นอกจากนี้ ซน ฮึง มิน ยังผงาดดาวซัลโวสูงสุดอีกด้วย เรียกว่าบรรยากาศภายในชื่นมื่นอย่างมาก เหนืออื่นใดคือการเบียดอาร์เซน่อลคู่แค้นร่วมย่าน กระเด็นลงไปอันดับ 5 นั่นหมายถึงยิด อาร์มี่ทั้งหลาย สามารถเดินยืดได้อย่างไม่ต้องอายใครเลย อย่างไรก็ตามแฟนๆยังวิตกกังวลไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่า อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีม จะยังอยู่กับทีมต่อไปหรือเปล่า ท่ามกลางข่าวลือที่มาแบบรายวัน ต้องยอมรับว่าการมาของ คอนเต้ เปลี่ยนแปลงไก่เดือยทองได้อย่างน่าพอใจ ตอนรับงานอันดับรูดไปอยู่ที่ 9 บนตารางพรีเมียร์ลีก โอกาสพลิกสถานการณ์เพื่อจบท็อปโฟร์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งตลาดมกราคมเกิดความขัดแย้งขึ้น คอนเต้ ไม่ได้ผู้เล่นตามที่ยื่นขอไป ต่อให้คว้า โรดริโก้ เบนตานกูร์ ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์และยืม เดยัน คูลูเซฟสกี้ มาในแบบระยะยาว 18 เดือน แต่เทียบกับที่เสียไปแล้ว สัดส่วนต่างกัน พวกเขาปล่อยทั้ง ตองกีย์ เอ็นดอมเบเล่ , ไบรอัน คิล , เดเล่ อัลลี่ และ โจวานนี่ โล เซลโซ่ รวมทั้งดาวรุ่งอย่าง แจ็ค คล้าร์ก ส่งต่อแบบยืมตัวอีกด้วย มีข่าวว่า คอนเต้ ถกกับ ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรว่าต้องเสริมอีกบางส่วน หากเป้าหมายคือการทำอันดับเพื่อยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็น เขาเข้าใจสถานการณ์ของสเปอร์ส แต่ในมุมกลับกัน ถ้าขาดการสนับสนุนก็ต้องทำใจว่า ผลงานอาจไม่ไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ ช่วงดังกล่าว คอนเต้ หงุดหงิดพอสมควร สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ จะต้องมีพาดพิงบอร์ดบริหารสโมสร จนเกิดข่าวตามมาว่าอาจไม่พอใจลุกจากเก้าอี้กุนซือหนีไปแบบดื้อๆ เพราะกิตติศัพท์ของ คอนเต้ เป็นที่รู้กันอยู่ว่า หากไม่สบอารมณ์หรือไปผิดคำพูดเข้าเมื่อไร นั่นหมายถึงเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ที่อาจสะบั้นได้ทันที ตัวอย่างก็ตอนลาออกจากยูเวนตุสในช่วงกรกฎาคม 2014 ระหว่างเข้าสู่ปรีซีซั่น เพื่อเตรียมความพร้อมรอฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครทันตั้งตัวทั้งสิ้น คอนเต้ จัดการยื่นใบลาออกทันควัน เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่บอร์ดยูเว่เคยตกลงกันไว้ ฟังเสียงจากคนใกล้ชิดหรือที่เคยร่วมงานมา ต่างพูดในลักษณะเดียวกันว่า กุนซืออิตาเลี่ยนเป็นพวกโผงผาง ใจร้อน เฮี้ยบสุดๆ หากโกรธขึ้นมาจะแสดงออกเลย ไม่มีรักษารูปมวยให้เสียเวลา แล้วก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญาสเปอร์สเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขาเคยปฏิเสธตั้งแต่ซัมเมอร์ เพราะการเจรจาติดขัดไม่ลงตัว จึงเปิดทางให้ นูโน่ เอสปริริโต้ ซานโต้ มารับงานแทน กระทั่งล้มเหลวนั่นแหล่ะ คราวนี้เลยกลายเป็น คอนเต้ จริงๆ เหตุผลที่ทำให้ คอนเต้ โอเคเซย์เยส น่าจะมาจาก เลวี่ พร้อมอุนมัติงบประมาณเพื่อเสริมขุมกำลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแนวทาง พูดกันตามตรงหากว่ายังฝืนใช้ผู้เล่นที่มีอยู่ คงยากที่จะก้าวขึ้นมาเทียมหน้าเทียมตาแมนฯซิตี้หรือลิเวอร์พูลสำเร็จ อีกทั้งการลุ้นแย่งท็อปโฟร์ก็หนักหนาสาหัสด้วย พอเดดไลน์ตลาดซื้อขายหน้าหนาวปิดตัวลง ข่าวแง่ลบของสเปอร์สมีมาเรื่อยๆและก็ยังเรื่องเดิมนั่นแหล่ะ อนาคตของ คอนเต้ เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ยังคิดอยู่หากสเปอร์สหลุดท็อปโฟร์ จะเกิดอะไรขึ้นตามมา คอนเต้ จะติดปีกบินหนีหรือไม่ แต่เมื่อแฮปปี้เอนดิ้ง ฉากจบเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โอกาสที่จะอยู่ต่อมีสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะโยงกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งพร้อมปลด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เซ่นสังเวยผลงานอันน่าผิดหวังในยูซีแอล ทว่าสเปอร์สเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้แล้ว เสียงเรียกร้องจากแฟนบอลที่อยากให้ คอนเต้ ทำงานต่อไป ไม่มีอะไรต้องสงสัยในฝีมือความสามารถอีก ดังขึ้นกว่าเดิมและผู้บริหารเองก็คงได้ยิน ขณะเดียวกันบรรดาแข้งอาวุโสของทีมไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส , แฮร์รี่ เคน หรือ เอริก ดายเออร์ ต่างก็พร้อมสนับสนุนเจ้านายคนนี้อย่างเต็มที่ มีการพูดคุยแจ้งความต้องการนี้กับบอร์ดบริหารด้วย เมื่อนักเตะโอเคไม่มีปัญหา แฟนบอลก็ต้องการให้เก็บกุนซือไว้ ฉะนั้นแนวโน้ม คอนเต้ จะไปต่อด้วยกันจึงมีสูง เชื่อกันว่าเขาจะรอคุยกับ เลวี่ และ ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬา เพื่อหาบทสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งในเร็วๆนี้ แต่เหนืออื่นใดคือ ปฏิกิริยาที่น่าสนใจของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่สโมสร พร้อมจะอัดฉีดงบประมาณก้อนใหญ่ให้ คอนเต้ ได้ใช้จ่ายสบายมือ เพราะประเมินแล้วว่านี่คือโอกาสดีมากๆ ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนอย่างนี้แหล่ะ จะมัวมานั่งรอเวลาไม่ได้หรอก ว่าแล้วก็มีข่าวจะให้เงินก้อนโต 150 ล้านปอนด์ สำหรับไว้ใช้จ่ายในตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่จะถึง กลุ่ม ENIC ซึ่งมี โจ ลูอิส บิลเลี่ยนแนร์วัย 85 ปีเป็นหัวเรือใหญ่และมีทรัพย์สินมหาศาลเกือบ 4.5 พันล้านปอนด์ ยินดีจะเบิกเงินกองคลังเข้าสู่ระบบ เท่าที่ผ่านมา ลูอิส เหมือนลังเลใจในการทุ่มเงิน เพราะเพิ่งลงทุนครั้งใหญ่กับสนามแห่งใหม่ อีกทั้งงบที่วางเอาไว้บานปลายไปเยอะ ไหนจะมาเผชิญหน้ากับไวรัสอีก แผนจึงพังพาบทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้ ลูอิส พร้อมควักจ่ายแล้วและได้รับการยืนยันจากทางโฆษกสโมสร การเพิ่มทุนจะทำให้มีความยืดหยุ่นสมดุลมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นจะผลักดันให้สเปอร์สแข็งแกร่งทั้งในและนอกสนาม อีกทั้งการลงทุนเที่ยวนี้ จะใช้เงินจากเจ้าของทีมเลย ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินอีก ฉะนั้นจึงไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเหมือนตอนสร้างสเตเดี้ยม ส่วน ดาเนี่ยล เลวี่ ก็มั่นใจว่าสังเวียนแข้งที่ยิ่งใหญ่ทันสมัยระดับโลก จะเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ช่วยขับเคลื่อนสเปอร์สไปข้างหน้า ยังเป็นแหล่งสร้างรายได้แบบระยะยาวอีกต่างหาก ถ้าเป็นอย่างนี้จริงเชื่อได้เลยว่า แฮร์รี่ เคน ซึ่งเคยดิ้นรนจะย้ายไปแมนฯซิตี้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว คงเปลี่ยนใจพร้อมอยู่ต่อแน่นอน ส่วนสัญญาใหม่ไว้ค่อยว่ากัน สนามที่ทันสมัยใหม่เอี่ยมโออ่า กุนซือยอดฝีมือ นักเตะระดับคุณภาพ แฟนบอลที่ยอดเยี่ยมและงบประมาณก้อนโต เหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้สเปอร์สก้าวไปสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ บรรดายิด อาร์มี่คงถูมือรอด้วยความตื่นเต้น อดใจไม่ไหวอยากเห็นซีซั่นใหม่เปิดฉากให้เร็วที่สุด รอดูว่าโฉมหน้าสมาชิกใหม่จะเป็นอย่างไร เมื่อต้องมาผนึกกำลังกับ แฮร์รี่ เคน , ซน ฮึง มิน , เดยัน คูลูเซฟสกี้ , โรแบร์โต้ เบนตานกูร์ , ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบิร์ก และ คริสเตียน โรเมโร่ ถ้ามีตัวเจ๋งๆมาสัก 2 เสริมขนาดทีมให้ดูใหญ่ขึ้นและน่าเกรงขาม รับรองว่าสเปอร์สไม่จำเป็นต้องกลัวใครเลย ที่สำคัญ อันโตนิโอ คอนเต้ พร้อมชนทุกสถานการณ์อย่างแน่นอน --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จากหยาดเหงื่อและน้ำตา ]

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ปิดฉากลงเรียบร้อย พร้อมทิ้งความประทับใจหลายอย่าง ไว้ให้บรรดากองเชียร์ได้พูดถึงนำมาถกกันต่อ การขับเคี่ยวแย่งแชมป์จนกระทั่งมาลุ้นกันนัดสุดท้าย สถานการณ์พลิกผันไปมาน่าระทึก ก่อนแมนฯซิตี้จะสร้างปาฏิหาริย์รัว 3 ประตูใน 5 นาที แซงเชือดแอสตัน วิลล่าน่าหวาดเสียว แล้วเข้าป้ายป้องกันแชมป์สำเร็จ ลิเวอร์พูลเองก็โชว์ความเป็นยอดนักสู้อันทรหด ไม่ยอมแพ้ให้กับชะตาง่ายๆ ยื้อจนกระทั่งทุกคนต้องรอจนสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย จึงได้บทสรุป สองทีมนี้ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพระดับท็อปของยุโรป จนเกิดการทำนายว่า ไม่แคล้วซีซั่นหน้ามาห้ำหั่นกันอย่างนี้อีกแน่ๆ แต่ความประทับใจที่ตรึงอารมณ์ของใครหลายคนเอาไว้ น่าจะเป็น ซน ฮึง มิน ผงาดครองดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก เป็นการได้ร่วมกับ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ หลังยิงเท่ากัน 23 ประตู นั่นส่งให้ ซน กลายเป็นแข้งคนแรกของเอเชีย ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตอกย้ำการเป็นความภาคภูมิใจของผู้คนในทวีป ซึ่งมักถูกมองว่ายังห่างไกลจากคำว่าที่สุดในโลกฟุตบอล ว่ากันว่าเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่อังกฤษ ผู้คนมหาศาลทั่วทั้งโลก ต่างจ้องตาไม่กระพริบที่เอติฮัต สเตเดี้ยมกับแอนฟิลด์ เพื่อลุ้นการแย่งแชมป์อันเข้าไคล แต่ชาวเกาหลีใต้จำนานมาก โฟัสไปที่แคร์โรว์ โร้ดสังเวียนแข้งของนอริช ซิตี้ เอาใจช่วย ซน ให้ระเบิดตาข่ายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนลงเกมนัดสุดท้าย ซน เก็บยอดไปทั้งสิ้น 21 ประตู ตามหลัง ซาลาห์ อยู่ 1 ตุงด้วยกัน แถมสถานการณ์ไม่ได้เป็นรองนัก เพราะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เจอนอริช ที่ตกชั้นมาพักใหญ่ นอกจากรางวัลดาวยิงสูงสุดของ ซน แล้ว ทางไก่เดือยทองยังต้องมุ่งมั่นกับชัยชนะ เพื่อจบอันดับ 4 สำหรับการคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าอีกด้วย ครึ่งแรกผ่านพ้นไป สเปอร์สนำสบาย 2-0 จองไปเล่นถ้วยใหญ่ยุโรป แต่ความน่าตื่นเต้นสำหรับกองเชียร์ ซน ฮึง มิน ยังไม่จบแค่ตรงนั้น เพราะสองประตูดังกล่าว ไม่มีชื่อเป็นผู้ทำสกอร์ เดยัน คูลูเซฟสกี้ กับ แฮร์รี่ เคน 2 แนวรุกที่ประสานร่วมกับ ซน ช่วยกันยิงคนละประตู ก่อนทาง คูลูเซฟสกี้ จะมาบวกเพิ่ม 3-0 ในนาทีที่ 64 อย่างไรก็ตาม ซน ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีจัดการกดเบิ้ล นาทีที่ 70 ต่อด้วย 75 พาสเปอร์สทิ้งไกลสุดกู่ 5-0 แต่นั่นไม่น่าตื่นเต้นเท่าเขาแซงขึ้นนำดาวยิงเดี่ยวๆแล้ว หากคิดแบบเรียลไทม์ เพียงแต่ ซาลาห์ เองก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รวมทั้งช่วยลิเวอร์พูลไล่ล่าแมนฯซิตี้แบบไม่ย่นย่อ ซัดให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะชุลมุน ทำให้สองคนยิงเท่ากันที่ 23 ประตู นับเฉพาะของ ซน ไม่มีการยิงจุดโทษมาผสมเลย เพราะหน้าที่ดวลเป้าเป็นของ เคน คู่หูดูโอ สุดท้ายการเป็นครองรางวัลร่วมกันอย่างสมศักดิ์ศรีและ ซน เคลมไปเลยว่านี่คือความภูมิใจของชาวเอเชีย รวมถึงประกาศศักดาให้รู้กันเลยว่า แข้งที่มาจากฝั่งตะวันออกไกล ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ไม้ประดับหรือขยายฐานตลาดแฟนบอลอย่างที่ชอบพูดกัน จาก พาร์ค ซี ซอง ที่มาสร้างชื่อกับแมนฯยูไนเต็ด แต่ยังเกิดคำถามคาใจว่า อาศัยความฟิต ขยันขันแข็ง ไม่ใช่เรื่องของความสามารถเชิงลูกหนังเป็นตัวนำ แต่สำหรับปรากฏการณ์ของ ซน ครั้งนี้ ปราศจากสิ้นข้อสงสัย ไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยกันอีกแล้ว นับตั้งแต่ย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นมาร่วมก๊วนสเปอร์สเมื่อซัมเมอร์ 2015 ซน ซัลโวไปแล้ว 131 ประตูทุกรายการ ไม่ใช่แค่รักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยม ทว่าเป็นการยกระดับพัฒนาแบบต่อเนื่องต่างหาก ไม่ใช่แค่จำนวนประตูเท่านั้น แต่สถิติแอสซิสต์ยังน่าสนใจอีกด้วย เพราะเล่นในตำแหน่ง Forward กองหน้าตัวที่สอง ไม่ใช่ตัวเป้าที่คอยเฝ้าพื้นที่ในกรอบเขตโทษ เลยป้อนให้เพื่อนยิง 10 ครั้งในซีซั่นนี้ แล้วถ้าย้อนไปฤดูกาล 2020/21 ซน กระหน้ำ 22 ประตู 17 แอสซิสต์จากทุกรายการที่ลงโม่แข้ง 51 นัด ภาพในอดีตยิ่งขับให้ปัจจุบันมีความเด่นชัดมากขึ้นอีก ในขณะเดียวกันนักข่าวอังกฤษหลายคน จากสื่อชั้นนำมากมาย ยังเลือก ซน ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกในซีซั่นล่าสุดที่เพิ่งปิดฉากอีกต่างหาก ทุกคนเปิดใจรับแล้วว่า ซน ฮึง มิน คือของจริง ไม่เกี่ยวข้องกับแรงโปรโมตหรือความพยายามผลักดันเรื่องเหตุผลของการตลาดอะไรทั้งสิ้น ที่สำคัญเขาขยับเข้าใกล้เวิลด์คลาสทุกทีแล้ว ---------------------- "ยอมรับตามตรง ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะทำสำเร็จ มันคือความฝันเลยนะ แล้วตอนนี้รางวัลก็อยู่ในมือผมแล้ว" ซน ฮึง มิน เปิดใจไว้อย่างน่ารักน่าชัง หลังจากรับรางวัลรองเท้าทองคำ ในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก ลีกที่ถูกยกย่องให้แข็งแกร่งและดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน กรกฎาคมนี้ ซน จะอายุครบ 30 ปีเต็มแล้ว ถือว่าไม่น้อยเลย บางคนมองว่าอายุการใช้งานหรือช่วงพีกของอาชีพค้าแข้งคงอยู่ได้ไม่นาน แต่อย่าลืมความทันสมัยล้ำยุคของวิทยาศาสตร์การกีฬา เสริมด้วยการเอาใจใส่ดูแลร่างกายอย่างดีเยี่ยมเป็นพิเศษ เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศ อาจยื้อให้ ซน ยืนหยัดอยู่ในจุดท็อปต่อไปไม่ยาก เพราะปูมหลังก็ฟ้องอยู่แล้วว่า ซน มีพื้นฐานอย่างไร ไม่ได้มาจากพรสวรรค์เท่านั้น แต่ได้พรแสวงนี่แหล่ะที่เป็นตัวแปรสำคัญเสริมสร้าง เขาถูกผู้เป็นพ่อคือ ซน วอง จอง ซึ่งเป็นอดีตแข้งอาชีพเล่นในเคลีกของเกาหลีใต้และเคยติดทีมชาติชุดบี เคี่ยวกรำอย่างหนัก เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นชั้นนำ มันเหมือนชะตาของ ซน จะถูกขีดไว้เรียบร้อยแล้ว ห้ามเป็นอื่นอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงต้องเริ่มฝึกซ้อม ทำงานอย่างหนักตั้งแต่อายุไม่ครบ 10 ขวบดีด้วยซ้ำ พ่อสอนให้รู้จักมีน้ำอดน้ำทน อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ ความเป็นนักสู้นี่แหล่ะจะเป็นบันไดขั้นสำคัญ ไต่ไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า ซน เคยเล่าให้ฟังว่า โดนจับเดาะลูกบอลโดยไม่ให้ตกจากพื้นเป็นเวลายาวนาน 3-4 ชั่วโมง จนตาลายมึนงง มองเห็นบอลเป็นสองลูก แต่ก็ห้ามหยุดกลางคันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษทันที บางครั้งเมื่อทนไม่ไหว เขาต้องไปแอบร้องไห้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพ่อต้องเข้มงวดสุดโหดอย่างนี้กัน อยากจะเล่นสนุกแบบเพื่อนร่วมรุ่น ก็ทำไม่ได้แค่มองตาปริบๆ ก่อนจะได้ยินย้ำคำเดิมว่า -- เดี๋ยวโตขึ้นเพื่อนฝูงเหล่านั้นอยากจะเป็นอย่างแกทั้งหมดแหล่ะ วันเวลาผ่านนานเข้า ซน เลยถูกหล่อหลอมจากความทนทาน แข็งแกร่ง บวกด้วยทักษะอันดีเยี่ยม จากการฝึกฝนเดาะบอล สัมผัสทุกรูปแบบและการใช้สองเท้าให้ใกล้เคียงกัน จากบุนเดสลีกาสู่พรีเมียร์ลีก ซน ค่อยๆใช้เวลาบ่มเพาะและเรียนรู้ ซึ่งเขาเคยบอกว่า มันไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งได้เห็นนักเตะเก่งๆปะทะฝีเท้าด้วยหรือเผชิญหน้าพวกกองหลังเขี้ยวๆ ล้วนแต่ช่วยได้อย่างดี จนมาวันนี้เขากลายเป็นตัวแทนความภูมิใจของชาวเอเชีย สร้างชื่อกระหึ่มในพรีเมียร์ลีก ไม่ใช่แค่มาจุดกระแสฮือฮาสั้นๆ แล้วก็จากไปแบบเงียบเชียบ แต่ ซน ฮึง มิน รอเป็นอีกหน้าตำนานของประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกอังกฤษอย่างแท้จริง ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ผู้เสกให้พรีเมียร์ลีกเป็นสีฟ้า ]

แชมป์พรีเมียร์ลีกของแมนฯซิตี้ในฤดูกาลนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่เต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายสำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างแท้จริง ก่อนหน้าเขาต้องผิดหวังสุดๆ ไม่ว่าจะการสะดุดขาตัวเอง จนปล่อยให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์ลีกบานปลาย กระตุกให้ลิเวอร์พูลฟื้นคืนชีพมาท้าทายอีก แล้วยังมาพ่ายหงส์แดงในรอบตัดเชือกเอฟเอคัพ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า จัดตัวแบบประมาทเกินไป แม้จะพยายามเข้าใจเรื่องของโปรแกรมที่ชุก จำต้องโรเตชั่น เจ็บปวดมากกว่าอะไรคือ ปล่อยโอกาสผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลุดมือไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่กุมความได้เปรียบเหนือเรอัล มาดริดทุกอย่าง แต่กลับมาเสีย 2 ประตูในช่วงทดเวลา จากที่แหย่เท้าขวาเข้าสู่พาร์ก เดอ แพร็งซ์ สังเวียนแข้งนัดชิงที่กรุงปารีส ก็ต้องรีบชักกลับมาเลย เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น ในความรู้สึก เป๊ป คงบอบช้ำอย่างมาก ต่อให้พยายามเก็บซ่อนไว้ แต่มันก็คงยากที่จะปกปิดง่ายๆ มันอาจไม่ใช่ครั้งแรกก็จริง สำหรับการเผชิญกับประสบการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ ทว่ามันคล้ายโดนตอกย้ำขยี้แผลให้อักเสบหนักเข้าไปอีก จนบางครั้งความท้อแท้ก็แล่นขึ้นมา ไม่อย่างนั้นคงไม่หลุดประโยคที่ว่า หากคิดว่าไม่ดีจริง ผมก็ยินดีจะไป ออกมาให้ใครต่อใครได้ยินแน่นอน ฉะนั้นแชมป์พรีเมียร์เที่ยวล่าสุด จึงสำคัญอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของเกียรติยศ บันทึกความสำเร็จต่อยอดความยิ่งใหญ่อย่างเดียว แต่ยังช่วยเยียวยารักษาบาดแผลในใจด้วย เพราะการต่อสู้ห้ำหั่นในฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วยดราม่าหลายหน กระทั่งนัดสุดท้ายมาถึง ซึ่งแมนฯซิตี้มีแนวโน้มแบเบอร์เหลือเกิน คงไม่ต้องลุ้นอะไรกันนัก มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการป้องกันแชมป์ นาทีนี้คงเป็นเรื่องยากสุดๆที่แอสตัน วิลล่า จะบุกมาสร้างความเซอร์ไพรส์ นอกจากต้องงัดฟอร์มขั้นเทพเท่านั้น รวมถึงต้องภาวนาให้ซิตี้ก่อความผิดพลาดด้วย คือว่ากันตามตรง แม้กระทั่งแฟนลิเวอร์พูลที่คอยตามแช่ง ก็ไม่อยากเชื่อนักหรอก เพียงแต่พวกเขายังต้องมีความหวังไว้ ตราบเท่าที่การต่อสู้ยังไม่ถูกตัดสินชี้ขาด จากนั้นใครที่ได้ดูเกมที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ลองมองย้อนกลับไปดูนาทีที่ 70 จังหวะที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ แต่งบอลลงพื้นอย่างเหนือชั้น แล้วเลือกหักข้อยิงทางเสาแรกด้วยความแม่นยำเด็ดขาด นำวิลล่าฉีกหนี 2-0 ดูแล้วกัน ทั้งสนามแทบจะเงียบกริบ บางคนอยู่ในอาการช็อก ยกเว้นสาวกของวิลล่าไม่กี่พันที่ส่งเสียงเฮสนั่น พวกเขากำลังจะทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง บรรดานักข่าวต่างเตรียมพร้อมนำเสนอสกู๊ป บทความหรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่า เอาไว้แล้ว เหลือแค่ลุ้นให้ลิเวอร์พูลยิงแซงนำวูล์ฟแฮมป์ตันที่แอนฟิลด์เท่านั้นเอง ก่อน เจอร์ราร์ด จะนำลูกทีมบุกอีสต์แลนด์ส เพิ่งให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้ซิตี้ได้สำเร็จ แล้วหงส์แดงทีมเก่าสามารถคว้าชัยได้ 3 คะแนน มันคงเป็นความมหัศจรรย์ ราวกับว่ามีการเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า เจอร์ราร์ด อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่เขาจะมีส่วนร่วมทันที เดอะค็อปทั้งโลกจะต้องนึกถึงและกล่าวขอบคุณ จะกลายเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกที่ต้องจดจำบันทึกไว้เลย ใครจะไปเชื่อว่า แมนฯซิตี้จะยิง 3 ประตูใน 6 นาที เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็คงอยากคิดว่านี่มันเป็นเรื่องบ้าหรือจริงกันแน่ โทรฟี่ที่กำลังลอยหนีไป ถูกเหวี่ยงกลับมาอยู่ในมืออีกครั้งได้อย่างไรกัน การแก้เกมเปลี่ยน อิลคาย กุนโดกัน และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงไปแทน ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ เพราะสองคนนี้ช่วยกันแอสซิสต์และโขกทำประตูตีตื้น ซึ่งมันไม่ต่างจากการจุดประกายแสงแห่งความหวังให้ลุกโชนขึ้นมาเลย เมื่อเกมรับของวิลล่า ซึ่งปกติมีปัญหาเป็นทุนอยู่แล้ว ไหนจะการขาดหายไปของ เอมิ มาร์ตีเนซ ผู้รักษาประตูคนสำคัญที่มีข่าวว่าบาดเจ็บอีก คงโงนเงนป้องกันพัลวันแน่ๆ นั่นจึงนำไปสู่การได้ประตูที่ 2 และ 3 ตามมา ซึ่งเอาเข้าจริงถึงตรงนั้นแฟนซิตี้ก็ไม่ได้เบาใจอะไรเลย ยิ่งเมื่อรู้ผลที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลพลิกนำเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาที่เหลือ นักเตะซิตี้ทุกคนต้องมีสมาธิกันอย่างเต็มที่ ห้ามผิดพลาดอีกเด็ดขาด เป๊ป เองก็คงคร่ำเคร่งเขม็งเกลียวไม่ต่างจากแฟนบอล อยากให้เวลาเดินเร็วที่สุด อยากได้ยินเสียงนกหวีดสุดท้ายแล้ว ต้องไม่ลืมว่า เขามีความทรงจำอันเลวร้าย ในช่วงท้ายเกมหลายครั้งหลายคราว โดยเฉพาะยามคุมทีมสู้ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีไม่น้อยเลยที่เกิดขึ้นในเกมที่สำคัญ สำหรับ เป๊ป ไม่ว่าอย่างไร ประสบการณ์เหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอน ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นอีก คงไม่ให้อภัยตัวเองแน่นอน จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลย เมื่อได้ยินเสียงนกหวีดยาวครั้งสุดท้ายจาก ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสิน เขาถึงขั้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ต้องปล่อยให้ไหลออกมา เหมือนปลดปล่อยที่อัดอั้นตันใจมานาน จากที่กำลังจะโดนความผิดหวังกระหน่ำซ้ำเติม แทบจะยอมรับสภาพอยู่แล้ว มันทำให้รู้สึกว่า โลกไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก เขาก็สามารถมีโมเมนต์เช่นนี้ได้เหมือนกัน การที่คุณเป็นผู้จัดการทีม แล้วประสบความสำเร็จครองพรีเมียร์ลีก 4 จาก 5 ปีหลังสุด มันย่อมเป็นความรู้สึกที่สุดแสนพิเศษแน่นอน นี่คือลีกที่ได้ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุด เต็มไปด้วยคุณภาพ มีคู่แข่งพระกาฬมากมาย ฉะนั้นเมื่อจบซีซั่นด้วยแชมเปี้ยน มันการันตีได้เลยว่า แมนฯซิตี้คือทีมที่ดีจริงๆ หลังผ่านการขับเคี่ยวยาวนาน 9 เดือนเต็ม "เราต้องรับมือกับมันให้ได้ ผมพยายามคิดอย่างนั้น แอสตัน วิลล่าเตรียมตัวมาดีเหลือเกิน" "จากนี้ไปเราจะกลายเป็นตำนาน คุณได้ครองพรีเมียร์ลีก 4 จาก 5 ครั้งหลังสุด คือความพิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย เราจะถูกบันทึกและจดจำเอาไว้" "ที่สำคัญบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้นต่อหน้าแฟนบอล ซึ่งตอนที่เราตามตีเสมอได้ ผมคิดอยู่แล้วประตูที่สามต้องตามมา" "แต่เหนืออื่นใด ลิเวอร์พูลคือคู่ต่อสู่ที่ยิ่งใหญ่ของเรา มันแทบไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ผมอยากแสดงความยินดีกับพวกเขา" "ตอนนี้ผมหมดพลังที่จะนึกถึงฤดูกาลหน้า เราทำสำเร็จอีกครั้งแล้ว" เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้พูดอะไรต่อหรอก แต่เราเดาได้ไม่ยากเลยว่านี่คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ให้สมกับตรากตรำทำงานกันอย่างหนัก เหน็ดเหนื่อยมาแสนสาหัส หากเปรียบเป็นซีรี่ส์ การต่อสู้ในลีกของ เป๊ป จบลงแล้วก็จริง แต่ยังต้องรอซีซั่นใหม่มาถึงอีก ซึ่งเกินคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพียงแต่คนดูอาจมองเห็นภาพ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ ที่จะมาเป็นตัวละครใหม่ น่าจับตามองอย่างมาก ที่สำคัญ เป๊ป คงมองเห็นการฉลองแชมป์ลีกสมัยที่ 5 ในรอบ 6 ปี อย่างแจ่มชัด แม้ตอนนี้จะยังไม่อยากพูดถึงก็ตาม ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117