breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ใครๆต่างก็ใช้เงินกัน ! ]

ก่อนนำลูกทีมแมนฯซิตี้บุกไปปูพรมไล่ถล่มวูล์ฟแฮมป์ตัน 5-1 เมื่อคืนวันพุธ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดูมีอารมณ์ขึ้นผิดปกติ ปกติของ เป๊ป คือจะไม่ค่อยพูดพาดพิงใครหรือโยงไปหาบุคคลที่ 3 ส่วนมากวิจารณ์ทีมตัวเองเท่านั้น พยายามรักษามารยาทและน้ำใจนักกีฬาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งสถานการณ์กำลังเขม็งเกลียวเข้าไคล สภาพจิตใจย่อมไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะผลงานของแมนฯซิตี้ที่เหลือลุ้นเพียงรายการเดียวเท่านั้น ผิดไปจากเป้าหมายที่วางเอาไว้ อย่างน้อยๆที่สุดซิตี้ควรฝ่าด่านผ่านถึงนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ใช่ตกรอบตัดเชือกอย่างน่าเจ็บปวดใจ เป็นที่รับรู้กันดีว่า เป๊ป หวังถ้วยใหญ่ยุโรปไว้สูงลิบ ปีที่แล้วทะลุชิงดำ ข่มเชลซีตามหน้าเสื่อพอสมควร ก็ต้องเป็นฝ่ายปราชัยอีก ไม่ต้องสงสัยเลย หากทำแชมป์พรีเมียร์ลีกที่กุมความได้เปรียบมาตลอด สามารถกำหนดชะตาตัวเองได้หลุดมืออีกรายการ คงบอบช้ำหนักเลยทีเดียว หลังเกมต้อนนิวคาสเซิ่ล 5-0 เมื่อวีกเอนด์ที่ผ่านมา เป๊ป ให้สัมภาษณ์ว่าทั้งอังกฤษ มีแต่คนเอาใจช่วยลิเวอร์พูลในการแย่งพรีเมียร์ลีกทั้งนั้นแหล่ะ ไม่มีใครเชียร์ซิตี้หรอก เหมือนอยากสื่อว่า ผู้คนมากมายต่างมองมาที่แมนฯซิตี้ว่าทุ่มเงินซื้อความสำเร็จ ลงทุนกวาดต้อนแข้งชั้นนำ ค่าตัวมหาศาลมามากมาย อย่างนี้จะไปเชียร์ลงได้ยังไง นอกจากแฟนบอลทั่วไปแล้ว พวกนักข่าวหรือสื่ออีกมากมาย ก็ยืนข้างลิเวอร์พูลด้วยเช่นกัน ตรงนี้สังเกตได้ไม่ยากหรอก ตัวอย่างคงเป็นการย้อนกลับไปในฤดูกาล 2018/19 แมนฯซิตี้ประกาศศักดากวาดเรียบ 3 แชมป์ในประเทศ พรีเมียร์ลีก , เอฟเอคัพและลีกคัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไม่มีทีมไหนทำได้มาก่อน หลังจากทำภารกิจอันน่าทึ่งสำเร็จ มีแฟนบอลซิตี้รายหนึ่ง ตะโกนบอกพวกนักข่าวว่า ควรให้พื้นที่กับความสำเร็จอันน่ามหัศจรรย์ของทีมตนมากกว่านี้ ไม่ใช่เล่นข่าว ลงประเด็นกันแค่นิดหน่อย ในทางกลับกันแมนฯยูไนเต็ดหรือลิเวอร์พูล ยังคงเป็นที่สนใจของพวกสื่อเสมอ ทั้งที่ผลงานก็ด้อยกว่ากันแบบเทียบไม่ติด เข้าใจความรู้สึกของสาวกซิตี้หรือแม้กระทั่ง เป๊ป ในเรื่องนี้ แต่อีกด้านก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ปีศาจแดงและหงส์แดง มีฐานแฟนบอลมากมาย นำเสนอข่าวอะไรออกไป ก็เรียกร้องความสนใจได้มาก แมนฯซิตี้อาจประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ในแง่ของสื่อแล้ว ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก กว่าจะยึดพื้นที่ได้ มันไม่ได้สร้างขึ้นภายใน 5 ปี 10 ปีหรอก ขณะเดียวกัน เป๊ป ยกย่องลิเวอร์พูลว่าเกรียงไกรยิ่งใหญ่ในยุโรป ด้วยผลงานอย่างที่เห็นกัน ผ่านเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 10 ครั้งเข้าให้แล้ว สถิตินี้คงยึดครองอีกยาวนาน ยากมีทีมไหนในอังกฤษเทียบเท่า แต่ในลีกหงส์แดงเพิ่งได้แชมป์แค่ 1 สมัย ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา แม้ไม่ได้พูดว่าแตกต่างจากซิตี้ลิบลับ แต่ก็พอจะเข้าใจกันได้ไม่ยากเลย เอาแค่ในยุค เป๊ป รับงานเมื่อปี 2016 ถึงปัจจุบันฟาดไปแล้ว 3 สมัย กำลังจะจ่อครองอีกในฤดูกาลนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาของเรือใบสีฟ้ามาก แน่นอนเมื่อบทสัมภาษณ์แพร่กระจายออกไปทั้งสื่อหลักแทบทุกสำนัก ในโซเชี่ยลหรือหนังสือพิมพ์ ล้วนสร้างความไม่พอใจให้แฟนลิเวอร์พูล ซึ่งมองว่ามันเป็นการเย้ยหยัน ไม่ค่อยให้เกียรติกันนัก บางคนตั้งคำถามว่า เป๊ป คุมอารมณ์ไม่ได้หรืออย่างไร เข้าขั้นธาตุไฟแตกแล้วใช่มั๊ย ปกติไม่เคยเป็นอย่างนี้ คำตอบมันไม่ชัดเจนหรอก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เป๊ป หัวเสียจริง เก็บกดอัดอั้นตันใจมา จนกระทั่งต้องรอปลดปล่อยระบายกันสักหน่อย หรือนี่อาจเป็นการเล่นสงครามสั่นประสาท อย่างที่ฝรั่งเรียกว่าไมนด์เกม เพื่อเขย่าขวัญฝั่งตรงข้ามให้สมาธิแตกกระจาย มีผลต่อการเกมที่เหลือด้วย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถือเป็นเจ้าพ่อคนหนึ่ง ซึ่งนิยมใช้การไซโคเล่นงานคู่แข่งและได้ผลน่าพอใจบ่อยครั้ง ไม่นานนัก เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ออกมาแจกแจงบ้าง พร้อมยกตัวอย่างว่า คงไม่ใช่ทั้งอังกฤษหรอกที่เชียร์ลิเวอร์พูล อย่างน้อยก็อีกครึ่งหนึ่งในเมอร์ซี่ย์ไซด์ ซึ่งจะยืนอยู่ข้างซิตี้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือสาวกเอฟเวอร์ตัน แต่ เป๊ป ยังไม่ยอมหยุดแค่ตรงนั้น ไหนๆโดดลงมาเล่นเองแล้ว ก็เอาให้คุ้มไปเลย ------------------- ไม่นานนักหลังได้รับการยืนยันว่า แมนฯซิตี้ปิดดีล เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ สำเร็จ กระแสเรื่องใช้เงินของทีมก็ถูกจุดมาเป็นประเด็น เหมือนไฟลามทุ่ง ซัมเมอร์ที่แล้ว ซิตี้จ่ายหนักควักให้แอสตัน วิลล่า 100 ล้านปอนด์ เป็นค่าฉีกสัญญา แจ็ค กรีลิช แต่ดูแล้วผลงานยังไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก แถมยังจะทุบคลังอีกไม่น้อยกว่า 130 ล้านปอนด์ ยื่นไปให้ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เพื่อแลกกับ แฮร์รี่ เคน มาช่วยเพิ่มมิติแนวรุก เมื่อหลายคนกังขา เกิดความสงสัยค้างคาในใจ เป๊ป จึงต้องพยายามอธิบายให้เห็นภาพ เกี่ยวกับเรื่องใช้งบประมาณซื้อผู้เล่น มันเหมือนเป็นตราบาปมาตลอด "ฟังให้ดีนะ ระหว่างลิเวอร์พูลช่วงทศวรรษ 1970 รวมถึงทศวรรษ 1980 กับทีมกับทีมอื่นในลีก ใครใช้เงินมากกว่ากัน? "หรือจะเป็นแมนฯยูไนเต็ด ช่วงที่มี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีม เทียบกับทีมอื่นในลีก ใครใช้เงินมากกว่ากัน? นอริช ใช้เงินมากกว่าพวกเขาหรือเปล่าล่ะ? "ไม่ใช่เลยสักนิด พวกเขาต่างหากใช้เงินมากกว่าใคร เพียงแต่เงินรายได้จากสปอนเซอร์ในตอนนั้น มันต่างจากเวลานี้ด้วย" "เวลาเราได้เอติฮัตมาสนับสนุน ก็ยังมีคนพูดว่า ได้เงินมากเกินจริง ทั้งที่ลิเวอร์พูลหรือแมนฯยูไนเต็ด อาจได้มากกว่าด้วยซ้ำ แต่ไม่พูดถึงกัน" เดาไม่อยากหรอก เป๊ป อยากจะบอกว่า ไม่ว่าทีมไหนที่ประสบความสำเร็จในลีกอย่างยิ่งใหญ่ ยุคของพวกเขาเอง ไม่ว่าลิเวอร์พูลหรือแมนฯยูไนเต็ด ต่างก็ต่อยอดด้วยการใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อผู้เล่นคุณภาพดี มีค่าตัวแพงมาเสริมทั้งสิ้น ฉะนั้นแมนฯซิตี้ในปัจจุบัน ก็เข้าข่ายคล้ายกันนั่นแหล่ะ ในเมื่อคุณคว้าแชมป์ลีกอย่างต่อเนื่อง การรักษาระดับความสำเร็จไว้ ยังไงก็ต้องจ่ายเงิน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลพวงของความสำเร็จเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เข้าใจว่า เป๊ป หัวเสียกับคำพูดเหล่านี้ รวมทั้งอยากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็คงยากจะเปลี่ยนมุมมองความคิดของอีกหลายคน ไม่ว่าอย่างไรบริบทหรือเหตุผลหลายอย่าง มันก็มีความแตกต่างกันระหว่างยุคนั้นกับตอนนี้ บางเรื่องคงนำมาเปรียบกันไม่ได้ ภาพของแมนฯซิตี้ที่ได้นายทุนใหญ่จากอาบูดาบี เปย์เงินมหาศาลให้เพื่อแลกกับโทรฟี่มากมาย ยังคงฉายชัดเช่นเคย ถึงที่สุดแล้วสิ่งที่ เป๊ป ต้องทำคือ นำแมนฯซิตี้เดินหน้าสู่เป้าหมายให้มากที่สุด ห้ามหยุดเด็ดขาด อย่างน้อยเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่าง เมื่อถึงวันหนึ่งที่อาจถูกยอมรับมากยิ่งขึ้น เขายืนอยู่ในจุดที่น่าเห็นใจ แต่นั่นก็ผ่านการกลั่นกรองตัดสินใจมาแล้วไม่ใช่หรือ -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แล้วเคนจะเอาอย่างไร ? ]

ซัมเมอร์ที่แล้วเราเกือบได้เห็นดีลใหญ่เป็นประวัติการณ์ของอังกฤษ หากว่า แฮร์รี่ เคน ย้ายไปแมนฯซิตี้สำเร็จ มีรายงานว่าผู้บริหารของเรือใบสีฟ้ายื่นข้อเสนอให้ทางท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์อย่างน้อย 3 ครั้งด้วยกัน พร้อมทั้งอัพราคาทะลุกว่า 130 ล้านปอนด์ แต่คำตอบยังเหมือนเดิมคือ "ไม่" อย่างเดียวเลย ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานของสเปอร์สแน่วแน่อย่างยิ่ง ไม่หวั่นไหวไปกับตัวเลขของซิตี้เลย สุดท้าย เคน ผิดหวังไม่ได้ย้ายขึ้นเหนือ ปักหลักอยู่ที่เดิมต่อไป ในขณะเดียวกันต้องแลกกับความโกรธแค้น รวมทั้งเสียงโห่ที่ยิด อาร์มี่มอบให้กับนักเตะขวัญใจเบอร์หนึ่งอีกด้วย เพราะก่อนหน้ามีข่าวว่า พยายามอย่างหนักเพื่อขอย้ายทีม เพียงแต่ไม่ต้องการขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการ คาดว่า เลวี่ ต้องการค่าตัว 160 ล้านปอนด์ ซึ่งทางแมนฯซิตี้อาจจ่ายได้ แต่ติดเงื่อนไขไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ ต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเลขรายจ่ายสูงเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจโดนโทษย้อนหลัง เหมือนที่เคยโดนแบนตลาดนักเตะมาแล้ว พอจะยืนยันได้ว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องการกองหน้าระดับคุณภาพคับแก้วมาเติมประสิทธิภาพเกมรุกจริง แต่ไม่ใช่ประเภทยืนวนเวียนในกรอบเขตโทษ คอยยิงอย่างเดียวเท่านั้น เพียงแต่คุณสมบัติของ เคน ครบเครื่องสุดๆ มีแอสซิสต์มาช่วยเสริมอ็อปชั่นอีก เล่นได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหน้าเป้า กองหน้าตัวสองหรือเพลย์เมคเกอร์ ซึ่งคอยปั้นเกม แน่นอนว่าตรงตามสเป็กของ เป๊ป ซึ่งวัดจากแนวทางการคุมทีมที่ผ่านมา ไม่ชอบกองหน้าประเภทเบอร์ 9 ที่เน้นยิงอย่างเดียว แต่นิยมมีส่วนร่วมหลากหลาย สร้างโอกาสได้จากทุกพื้นที่ ตอนนั้นแฟนซิตี้ต่างเสียดายที่ต้องพลาด เคน อย่างน่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นพลังถล่มประตูคงจะดุดันกว่าที่เป็นอยู่ บางคนแสดงความคิดเห็นผ่านทางโซเชี่ยลว่า รอปีหน้ายังมีโอกาส แล้วค่าตัวอาจลดลงด้วย เนื่องจากสัญญาจะเหลือน้อยลง คงโก่งแพงไม่ได้เหมือนเดิม หากใครยังจำได้ เคน เริ่มต้นช่วงแรกกับสเปอร์สไม่ค่อยดีเลย เหมือนคนอกหักกำลังเยียวยารักษาแผลใจ ก่อนจะค่อยๆรีดตัวเอง กลับมาเป็นเสาหลัก ช่วยกันยิงและจ่ายร่วมกับ ซน ฮึง มิน นอกจากช่วยต้นสังกัดลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ เพื่อโอกาสกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าแล้ว ยังหมายถึงเพิ่มโอกาสย้ายทีมอีกด้วย หากว่าปรารถนาความท้าทายใหม่ๆ ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรกฎาคมที่จะถึงนี้ เคน จะอายุครบ 29 ปีเต็ม เหลือเวลาอยู่บนจุดพีกหรือช่วงสูงสุดของอาชีพไม่นานนัก ในขณะเดียวกันสัญญาเขาจะเหลืออีกเพียงแค่ 2 ปี ถือว่าไม่มากอะไร หากสเปอร์สตั้งโต๊ะเจรจาเพื่อขยายออกไป แล้วหาบทสรุปไม่ได้ ปล่อยให้ค้างเติ่งถึงปีหน้า มีสิทธิ์จะได้ค่าตัวถูกลงอีกเยอะหรือไม่ก็เสียฟรีเลย สถานการณ์การเงินของทางไก่เดือยทองก็ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก มีหนี้ก้อนโตจากการกู้มาสร้างสนามแห่งใหม่ ทุกวันนี้ต้องส่งดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง หากได้เงินมาโปะต้นบ้าง คงเป็นเรื่องน่ายินดี ด้วยชื่อชั้นผลงานที่สั่งสมไว้ เคน ยังน่าจะมีค่าตัวไม่น้อยกว่า 100 ล้านปอนด์ ตัวเลขนี้ไม่เกินเลยความจริงไปจากเรตตลาดซื้อขายกันในปัจจุบันหรอก แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ทีมไหนล่ะจะต้องการ เคน? เพราะแมนฯซิตี้ซึ่งเคยเล็งไว้ตั้งแต่ปีก่อน ล้มเลิกแผนเรียบร้อย เมื่อปิดดีล เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ หมาดๆ จ่ายเพียงแค่ 51 ล้านปอนด์เท่านั้นเอง ถือว่าโคตรคุ้ม จากเงื่อนไขฉีกสัญญาที่ระบุเอาไว้ อีกทั้ง ฮาแลนด์ อายุยังน้อยกว่ามาก ระยะเวลาใช้งานเหลืออีกเยอะ ไม่น่าแปลกใจที่ซิตี้จะรีบตะครุบอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ดาวถล่มประตูอนาคตไกลมาแล้ว ไม่จำเป็นอีกต่อไปที่จะต้องดิ้นรนเพื่อดึง เคน มาอีกคนเลย จากนี้จึงต้องตามดูกันต่อว่า เคน จะตัดสินใจเอาอย่างไรดีกับชีวิต เพราะการไม่ได้ย้ายซบซิตี้เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว คือจุดหักเหสำคัญ พูดอย่างนี้คงไม่เกินเลยไปนัก เขาพอมีทางเลือกที่น่าสนใจ แต่มันไม่เหมือนเมื่อปีก่อนอย่างแน่นอน ---------------------- นอกจากแมนฯซิตี้ที่ตกเป็นข่าวโยงอย่างหนักมาตลอดแล้ว อีกทีมที่พัวพันกับ แฮร์รี่ เคน บนพื้นที่สื่อมากสุดคงจะเป็นแมนฯยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามชั่วโมงสถานการณ์ของปีศาจแดงเปลี่ยนไปจากเดิมมาก หลังจากยืนยันแล้วว่า เอริก เทนฮาก จะมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ตั้งแต่ซีซั่นหน้า ข่าวโยงกับ เคน ก็แทบหายไปเลย ด้วยแนวทางการทำทีมของกุนซือดัตช์ บวกด้วยงบประมาณที่จะได้ใช้ 100 ล้านปอนด์ ไม่รวมจากที่ขายออกได้อีกก้อน ดูแล้วไม่น่าจะเสี่ยงทุ่มทุนแลกกับนักเตะที่มีมูลค่าถึง 100 ล้านหรอก ไม่ใช่แค่นั้น แมนฯยูไนเต็ดยังชวดไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แรงดึงดูดจูงใจต่างๆเพื่อให้ เคน อยากจะมาร่วมก็ลดลงเกินกว่าครึ่งเลย ว่ากันตามตรงในวัยขนาดนี้สิ่งที่ เคน ถวิลหามากสุด คงจะเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม มีเกียรติยศมาประดับอาชีพค้าแข้งบ้าง ไม่ใช่ที่คอว่างเปล่าไร้เหรียญรางวัลแชมป์ เท่าที่ผ่านมา เคน ไม่เคยถึงฝั่งฝันเลย ชิงกับสเปอร์สสองครั้งก็เป็นผู้พ่าย ส่วนทีมชาติอังกฤษก็ได้แค่รองแชมป์เท่านั้นในศึกยูโร 2020 เมื่อกลางปีที่แล้ว ความผิดหวังยังคงเกาะกินในใจไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อคุณได้รับการยกย่องว่าเป็นกองหน้าดีสุดคนหนึ่งในเวลานี้ มีโอกาสสูงเหลือเกินทุบสถิติดาวยิงตลอดกาลทีมชาติอังกฤษ เช่นเดียวกับคั่วดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสเปอร์ส แต่กลับไม่เคยได้สัมผัสคำว่าแชมเปี้ยนเลย จะมีความรู้สึกอย่างไร เคน มีพร้อมทุกอย่าง ฝีเท้า ความสามารถ ทัศนคติที่ถูกยอมรับ ไม่มีใครปฏิเสธได้เลย ยกเว้นเกียรติยศนั่นแหล่ะ เมื่อโอกาสย้ายไปแมนฯซิตี้ดับวูบ ไปแมนฯยูไนเต็ดริบหรี่ ทีนี้จะเอาอย่างไรกันต่อไปน่าคิด ประเด็นที่ต้องติดตามกันลำดับถัดมาคือ หากไก่เดือยทองไม่อาจเบียดอาร์เซน่อลอริสำคัญจบท็อปโฟร์ได้ล่ะ ทีนี้แหล่ะ เคน ต้องทบทวนอย่างหนักเลย หากย้ายทีมไม่สำเร็จ นั่นหมายความว่าจะต้องวนเวียนเล่นแต่ถ้วยรองของยุโรปต่อไป จากยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ มาเป็นยูฟ่า ยูโรปา ลีก ดีขึ้นมาหน่อย แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายเลย แต่หากต้องการหาที่ลงกับทีมซึ่งได้ไปถ้วยใหญ่ยุโรป จะมีทีมไหนต้องการและพร้อมจ่ายค่าตัวของ เคน กันบ้าง? นี่คือคำถามที่น่าคิดเช่นเดียวกัน ว่าไปแล้วจากสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ น่าเห็นใจ เคน ไม่น้อยเลยทีเดียว จังหวะที่ไม่เป็นใจ เวลาที่ไม่เอื้อให้ ล้วนแต่ทำให้เขาขยับขยาย เพื่อเปลี่ยนตัวเองลำบากพอสมควร เขาจะเลือกอยู่ต่อกับสเปอร์สหรือย้ายไปทีมใหม่ รอคำตอบกันอีกไม่นาน --------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ผิดหวังไม่ต่างกัน ]

กฎเหล็กอย่างหนึ่งของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือห้ามลูกทีมเอาเรื่องภายในไปเปิดเผยภายนอก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเก็บให้มิดชิดเป็นความลับ อย่าเผลอแพร่งพรายเด็ดขาด เพราะมันจะส่งผลกระทบอย่างหนัก ไม่ว่าจะสปิริตภายในทีม โดยเฉพาะคนที่เอาไปพูดต่อหน้าสาธารณะ คงยากที่จะเข้าหน้าเพื่อนๆติด พอทีมเกิดรอยร้าว ความสัมพันธ์ไม่ดี ผลงานในสนามก็จะโดนหางเลขเข้าไปด้วย ไหนจะภาพลักษณ์ของสโมสรที่ติดลบ สื่อก็จะจับตาทุกความเคลื่อนไหวมากขึ้น การตกอยู่ในโฟกัสของพวกนักข่าวและช่างภาพไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ดังนั้นทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม ห้ามพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดต่อหน้าสื่อ พยายามคิดให้รอบคอบก่อนตอบอะไรออกไป เฟอร์กี้ ให้ความสำคัญเรื่องอย่างนี้เป็นลำดับต้นๆ อีกทั้งในยุคก่อนจะห้ามนักเตะให้สัมภาษณ์พวกนักข่าวแบบสุ่มสี่สุ่มห้า บางครั้งต้องมีการขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษก่อนและต้องรู้ว่าคำถามแบบไหนที่ควรเลี่ยง ยกตัวอย่างเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1990 แมนฯยูไนเต็ดบุกไปถล่มอาร์เซน่อลถึงไฮบิวรี่ 6-2 ในศึกลีกคัพ ลี ชาร์ป ดาวรุ่งในเวลานั้นร้อนแรงสุดๆ ระเบิดแฮตทริกอย่างน่าปลาบปลื้มใจ วันรุ่งขึ้น เฟอร์กี้ เรียกไปที่ออฟฟิศ ชาร์ป นึกกระหยิ่มว่าเจ้านายคงอยากเอ่ยปากชื่นชมเป็นการส่วนตัวแน่หรือไม่ก็คงมีข้อเสนออะไรสักอย่าง พอถึงห้องแล้ว กลับตรงกันข้าม เจ้านายขว้างหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ พร้อมตะโกนถามว่า นี่มันหมายถึงอะไรกันแน่ สิ่งที่ทำให้ เฟอร์กี้ ฉุนเฉียวมากก็คือ ชาร์ป ให้สัมภาษณ์นักข่าว หลังจากทำแฮตทริกสำเร็จ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้พูดอะไรที่เกินลิมิตหรอก แค่เปิดใจเรื่องอนาคต ตั้งเป้าอยากประสบความสำเร็จกับแมนฯยูไนเต็ด รวมทั้งดีใจสุดๆกับผลงานที่ไฮบิวรี่ แต่ เฟอร์กี้ โมโหที่ไม่มาขอก่อนหรือจะให้ดีต้องปฏิเสธไปเลย เขารู้ฤทธิ์นักข่าวบางคนว่ามีวิธีตะล่อมหลอกถาม เพื่อให้หลงติดกับดัก ฉะนั้นนักเตะที่อ่อนประสบการณ์อย่าง ชาร์ป ต้องระวังตัวให้ดี ไม่งั้นตกเป็นเหยื่อเอาง่ายๆ หรือถัดมาหน่อยก็เป็น ยาป สตัม ซึ่งเอาเรื่องในห้องแต่งตัว ไปเผยแพร่ผ่านหนังสืออัตชีวประวัติตัวเอง แม้จะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออยากเรียกร้องความสนใจ เพื่อยอดขายหนังสือ ก็ต้องหักห้ามให้ได้ ไม่งั้นก็อย่าอยู่ด้วยกันเลย ไม่น่าแปลกใจที่ สตัม จะถูกเฉดหัวส่งในปี 2001 ชนิดที่หลายคนงงไปตามๆกัน ก่อนจะมาเฉลยรู้กันภายหลัง อย่างไรก็ตามเมื่อหมดยุคของ เฟอร์กี้ ที่วางมือไปแล้ว อะไรต่อมิอะไรก็ถึงคราวผลัดเปลี่ยนไปตามเวลา แมนฯยูไนเต็ดไม่ใช่ทีมเดิมอีกแล้ว นั่นรวมถึงผลงานที่เป็นอยู่ในเวลานี้ แต่ที่น่าตกใจก็คือ พฤติกรรมของ ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมปัจจุบัน ซึ่งทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือนำเรื่องภายในออกมาแฉมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักเตะ ซึ่งไม่เหมาะสมเลย ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่เคยผ่านการร่วมงานกับ เฟอร์กี้ มายาวนานนับสิบปี แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า การสาวไส้เช่นนี้ ไม่ใช่วิสัยของคนเป็นบอสเลย นอกจากนี้ รังนิก เองก็ยังคงอยู่ในตำแหน่ง บทบาทหน้าที่ยังไม่จบสิ้น ต้องรอจนซีซั่นปิดฉากซะก่อน ฉะนั้นควรเลือกที่จะรักษาสถานการณ์ให้นิ่งเข้าไว้ แต่นี่กลับไปจุดให้มันลุกโชนกว่าเดิม ทั้งตำหนินักเตะว่าไม่มีความฟิต สภาพร่างกายไม่แข็งแกร่งพอ ต่อว่าฝ่ายบริหาร ที่ไม่สนับสนุนมากพอในการเสริมทัพเมื่อเดือนมกราคม จนส่งผลกระทบอย่างที่เห็น ก่อนหน้านั้นการพูดเรื่องแนวทางหรือนโยบายต่างๆ ยังพอรับได้ แฟนบอลไม่น้อยต้องการรู้ว่า เบื้องหลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ควรเอาแค่พอเหมาะมากกว่า ยิ่งพูดมากเท่าไร ก็จะทำร้ายทั้งตัวเองและสโมสรมากเข้าไปอีก อย่างน้อยที่สุด รังนิก ก็ยังรับเงินเดือนก้อนโตจากแมนฯยูไนเต็ดอยู่ แล้วสิ่งที่ทุกคนต้องการจากเขาคือ เข้ามาแล้วควรแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่มาสร้างให้หนักไปกว่าเดิมอีก หลายคนจึงมองว่า รังนิก อาจอยากจะโยนความผิดให้คนอื่นหรือสภาพแวดล้อม แทนที่จะแสดงความรับผิดชอบเองในฐานะผู้จัดการทีม แล้วพอ รังนิก พูดเยอะเข้า สิ่งที่ตามมาคือ ผลงานในสนามทรุดหนักอย่างน่าใจหาย ล่าสุดแพ้ไบรท์ตันราบคาบแบบสู้ไม่ได้เลยสักนิด ซึ่งเชื่อกันว่าการให้สัมภาษณ์ก่อนเกมมีส่วนเช่นเดียวกัน ลูกทีมคนไหน ลองถ้ามาเจอบอสแบบนี้ ก็คงยากที่จะทำใจยอมรับ ทั้งที่ความจริงควรปกป้องกันและเก็บไว้คุยกันหลังฉากมากกว่าไม่ใช่หรือ ช่วยไม่ได้เลยที่ต้องนึกคำพูดของ นิโกไล นาอูมอฟ อดีตประธานโลโคโมทีฟ มอสโก ที่ออกมาโจมตี รังนิก จนหลายคนเอามือทาบอกตกใจไม่อยากเชื่อ ก่อนมารับงานแมนฯยูไนเต็ด เป็นที่รู้กันว่า รังนิก นั่งเก้าอี้หัวหน้าฝ่ายพัฒนาของโลโคโมทีฟ มาตั้งแต่กรกฎาคมปีก่อน โดยเซ็นยาวกัน 3 ปี ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอเจองานใหญ่ น่าสนใจเงินดีกว่า ก็ตีปีกโกยแน่บ นั่นทำให้ นาอูมอฟ หัวเสียสุดๆ จัดหนักใส่เลยว่า รังนิก เห็นแก่เงินมากกว่า ไม่ได้มีความตั้งใจมาทำงานแบบจริงจัง เป้าหมายเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ "เขาแทบไม่สนใจโลโคโมทีฟเลย ไม่ได้มีแววจะพัฒนาทีม แต่มาเพื่อหาเงินและตอนนี้เขากำลังจากไปรับเงินของยูไนเต็ด" "ผมอยากคิดว่ายูไนเต็ดจะปล่อยให้เขามีบทบาทมากเกินนัก ผมยังสงสัยเรื่องนี้อยู่จริงๆ เดี๋ยวเรามาดูกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า" 6 เดือนผ่านไป ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร แมนฯยูไนเต็ดแย่หนักกว่าเก่า ไม่มีคำว่าพัฒนาหรือยกระดับ รวมทั้งเผยให้เห็นว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นเลย แย่กว่ายุคที่มี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นผู้จัดการทีมด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ไม่มีทีมไหนเกรงกลัวอีกแล้ว เหลือแต่ชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ในอดีตเท่านั้นเอง ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ตามแพลนที่วางเอาไว้ เมื่อหมดวาระผู้จัดการทีมแล้ว รังนิก จะลงไปเป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำช่วยงาน เอริก เทนฮาก ในเรื่องที่ถนัดและมีความรู้ แต่เขากลับไปเซ็นสัญญา รับงานคุมทีมชาติออสเตรียด้วย แล้วควบสองเก้าอี้ คือเป็นที่ปรึกษาแมนฯยูไนเต็ดพร้อมๆกัน เคสนี้ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลมากเข้าไปอีก ท่ามกลางกระแสข่าวว่า รังนิก จะทำงานเพียงแค่ 6 วันต่อเดือนเท่านั้นในตำแหน่งที่ปรึกษา โดยกินค่าจ้างในเรตที่สูงเลยทีเดียว มันเป็นเรื่องปกติจะเกิดคำถามในทำนองว่า รังนิก จริงจังกับงานมากแค่ไหนกัน เพราะไม่เห็นอะไรกระเตื้องขึ้น อีกทั้งยังเอาแต่เรื่องภายในมาโพทะนาให้น่าอับอายหนักกว่าเดิมอีก ทว่าจะโทษเขาอย่างเดียวก็คงไม่ได้ บอร์ดบริหารเองต่างหากที่เป็นฝ่ายตัดสินใจเลือกมา อาจไม่เช็คหรือศึกษาให้มากพอ เห็นแค่ชื่อเสียงหรือกระแสแง่บวกจากสื่อ ก็รีบปรี่หาเลย นักเตะแมนฯยูไนเต็ดที่ว่าน่าผิดหวังแล้ว กุนซือเองก็แทบไม่แตกต่างกันไปหนักหรอก ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เมื่อแสงสาดมายังเจอร์ราร์ด ]

หากมีผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกคนไหน ตื่นเต้นสุดๆในช่วงท้ายฤดูกาลนี้ ทั้งที่ทีมตัวเองไม่ได้ลุ้นอะไรเลยทั้งสิ้น คงต้องยกให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด นี่แหล่ะ แอสตัน วิลล่าอยู่รอดปลอดภัย ไม่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้น รวมทั้งไม่ได้มีความหวังทำอันดับไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในซีซั่นหน้า พวกเขาเกาะแน่นอยู่กลางตาราง หลังจากบุกคว่ำเบิร์นลี่ย์ในเกมล่าสุด 3-1 แต่ถ้าจะเน้นแบบจริงจัง ก็คงต้องบอกว่าวิลล่าอยากจบด้วยอันดับครึ่งบนของตารางหรือเลขตัวเดียว มันคงโอเคเลยทีเดียว สำหรับผลงานแรกของ เจอร์ราร์ด เขาเพิ่งเข้ามารับผู้จัดการทีมวิลล่า เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลังจากบอร์ดบริหารไม่ไว้วางใจ ดีน สมิธ อีกต่อไป พ่ายรวด 5 เกมลีก จนร่วงไปอยู่ท้ายตาราง หากไม่แก้ไขอาจต้องกระเสือกกระสนหนีตายได้ ความสำเร็จในการปลุกชีพกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ขึ้นมาเขย่าบัลลังก์ลีกสก็อตแลนด์อีกครั้ง ทั้งที่ทำงานท่ามกลางปัจจัยและเงื่อนไขที่จำกัด ทำให้ เจอร์ราร์ด ได้รับเสียงชื่นชมไม่น้อยเลย ถึงขั้นแฟนบอลลิเวอร์พูลบางคน คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า นี่แหล่ะคนที่จะมาสานต่องานต่อจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ เพราะสัญญาในเวลานั้นของทั้งคู่จะหมดลงในปี 2024 พอดี เรียกว่าลงล็อกเป๊ะราวกับเขียนสคริปต์ไว้ ดังนั้นแทบไม่มีใครคาดคิดว่า เจอร์ราร์ด จะตีจากเรนเจอร์สมาแบบกลางคัน แต่ข้อเสนอของแอสตัน วิลล่า มันยั่วยวนเกินกว่าจะปฏิเสธได้เลยจริงๆ แม้รู้ดีว่ามาในช่วงทีมกำลังลำบาก ต้องการหาคนมาแก้ไข ซึ่งไม่ใช่งานง่ายเลยสักนิดเดียว แต่คำว่าท้าทายมันมีความหมายเสมอ เจอร์ราร์ด ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลย หากเทียบกับก่อนเข้ามา อย่างน้อยวิลล่าก็เอาตัวรอดได้ตั้งแต่ก่อนซีซั่นปิดฉากพักใหญ่ ไม่ได้ลุ้นก็จริง ทว่าก็ไม่ต้องกังวลอะไรนัก โมเมนต์แห่งความจำคือ การกลับไปเยือนแอนฟิลด์อีกครั้งเมื่อ 11 ธันวาคมปีที่ก่อน โดยที่เขาทำผลงานชนะ 3 จาก 4 เกมที่กุมบังเหียนวิลล่า จึงถูกจับตาขึ้นมาทันที วิลล่าพ่าย 0-1 สกอร์ไม่ห่างเลย ทั้งที่เป็นรองพอสมควร ที่สำคัญเดอะ ค็อปนับหมื่นยังคงต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งเสียงเพลง สแตนดิ้งโอเวชั่นและตะโกนเรียกชื่อให้เกียรติ มันเป็นความปราชัยนัดสองของเขาในฐานะกุนซือสิงห์ผยอง หลังจากที่เคยโดนแมนฯซิตี้บุกมายัดเยียดความพ่ายแพ้เมื่อ 10 วันก่อนไปแล้ว การได้ปะทะฝีมือกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ เจอร์เก้น คล็อปป์ นับเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า หากยังอยู่ในลีกสก็อตแลนด์ คงยากจะมีโอกาสงดงามเช่นนี้ แต่ เจอร์ราร์ด คงไม่คิดว่า 2 ใน 4 เกมสุดท้าย จะมีโปรแกรมมาเจอทั้งสองทีมด้วย จากที่มีการเลื่อนสลับมา เพราะปัญหาเรื่องโควิด-19 น่าสนใจกว่านั้นคือทั้งแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูล กำลังห้ำหั่นฟาดฟันแย่งแชมป์กันอย่างดุเดือดและวิลล่าอาจเป็นตัวแปรอย่างคาดไม่ถึงด้วย วิลล่าจะรับการมาเยือนของลิเวอร์พูลในวันอังคารนี้เลย เจอร์ราร์ด เข้าเพรสคอนเฟอเรนซ์ ให้สัมภาษณ์สื่อไปเรียบร้อย พร้อมทั้งยกย่องอดีตทีมเก่าว่า ก้าวไปสู่ความเป็นเบอร์ต้นๆของโลกพักใหญ่แล้ว แน่นอนว่า เจอร์ราร์ด ผูกพันกับลิเวอร์พูลอย่างมาก เข้าไปอยู่อะคาเดมี่ตั้งแต่ 8 ขวบเท่านั้นเอง ก่อนจะพัฒนาฝีเท้าขยับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่สำเร็จในปี 1998 แล้วปักหลักยาวนาน 17 ปีเต็ม ก่อนจะเปิดหมวกลาไปแอลเอ แกแล็คซี่ในปี 2016 เขายังได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมตั้งแต่ปี 2003 ด้วยภาพลักษณ์แข้งผู้ทุ่มเทและซื่อสัตย์ เป็นเสมือนเครื่องหมายการค้าของสโมสรเลย ลองนึกภาพนักเตะสักคนที่อยู่สโมสรมาตั้งแต่ 9 ขวบ จนอายุถึง 35 ปี รวมถึงสวมปลอกแขนมายาวนาน 12 ปีเต็ม มันจะแนบแน่นในความรู้สึกมากขนาดไหน เจอร์ราร์ด เคยเปิดเผยไว้ว่า ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาจะเกิดความภาคภูมิใจอยู่เสมอ บางครั้งไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำว่า เขาคือกัปตันทีมลิเวอร์พูล สโมสรที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ แล้วเมื่อวันหนึ่งคุณเป็นผู้จัดการทีมฝั่งตรงข้าม ต้องดวลกับลิเวอร์พูล ซึ่งกำลังต้องการทุกคะแนนสำหรับลุ้นแชมป์ มันจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เดอะ ค็อปบางคนอาจคาดหวังว่า เจอร์ราร์ด อาจออมความสามารถ ปล่อยให้สโมสรอันที่เป็นที่รักผ่านเกมนี้ไป แต่สำหรับคนเป็นกุนซือแล้ว เชื่อเถอะว่า ไม่มีความคิดเช่นนั้นแน่ "เรารู้ดีถึงความท้าทายอันมหาศาล มันน่าตื่นเต้นมากและผมก็กำลังตั้งหน้าตั้งตารออยู่" "งานของผมคือนำวิลล่าคว้าชัยชนะ มันจะเป็นอย่างนั้นเสมอ" เจอร์ราร์ด กล่าวไว้อย่างหนักแน่น ความรักความผูกพันก็อีกเรื่องหนึ่ง บทบาทหน้าที่ก็อีกเรื่อง ต้องจับแยกออกจากัน ที่สำคัญศักดิ์ศรีมันอาจกินไม่ได้ แต่ก็ค้ำยันความเป็นคน มีที่ทางเดินให้อย่างสง่างาม ----------------------- ก่อนฤดูกาล 2004/05 จะเริ่มขึ้น สตีเว่น เจอร์ราร์ด ใคร่ครวญอย่างหนักเกี่ยวกับอนาคต ว่าจะเอาอย่างไรต่อดี สัญญาฉบับใหม่ไม่คืบหน้านัก แฟนบอลก็รอด้วยใจจดจ่อ อยากเห็นกัปตันของพวกเขาอยู่แบบยาวๆ ความวุ่นวายมามีจุดเริ่มมาจาก ก่อนลิเวอร์พูลลงทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับโอลิมเปียกอสในรอบแบ่งกลุ่ม หงส์แดงต้องลุ้นอย่างหนักเพื่อตั๋วเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ ระหว่าง เจอร์ราร์ด มานั่งแถลงข่าว มีนักข่าวคนหนึ่งยิงคำถามมาว่า ถ้าลิเวอร์พูลตกรอบ แล้วไม่ได้เล่นถ้วยใหญ่ล่ะทำอย่างไร เขาตอบไปตามตรงว่า คงต้องพิจารณาอนาคตตัวเอง เท่านั้นแหล่ะวันรุ่งขึ้นบรรดาหนังสือพมพ์หยิบคำพูดนี้ไปขยายความและโยงว่าอยากจะย้ายทีม ในขณะเดียวกัน เจอร์ราร์ด ยังไม่ลงรอยกับ ราฟา เบนิเตซ ผู้จัดการทีมอีกต่างหาก เหมือนมีอะไรบางอย่างคันกลางระหว่างความสัมพันธ์ ตอนนั้นมีข่าวด้วยว่าเขาถึงขั้นทำเรื่องขอย้ายทีมเลยทีเดียว ท่ามกลางสื่อที่โหมว่าจะย้ายร่วมก๊วนเชลซีค่าตัว 32 ล้านปอนด์ รับค่าจ้าง 120,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ มากสุดแล้ว แต่เพราะแคร์ความรู้สึกแฟนบอล ไม่อยากเป็นคนทรยศในสายตาเดอะ ค็อป เขาตัดสินใจอยู่ต่อ กระทั่งได้เป็นตำนานนั่นแหล่ะ อย่างไรก็ตามหากว่าเกมในคืนนี้เขาสกัดไม่ให้ลิเวอร์พูลคว้าชัย คงไม่ถูกตราหน้าเป็นคนทรยศแน่นอน เพราะสถานะปัจจุบัน เขาคือคนของแอสตัน วิลล่า ทว่าหากลิเวอร์พูลชนะ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอะไรเลย ส่วนใหญ่คาดไว้อย่างนั้นอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันนัดในสุดท้ายของซีซั่น วิลล่าจะยกพลบุกแมนฯซิตี้ โดยเดอะ ค็อปทั้งโลกอยากเห็น เจอร์ราร์ด หักปากกาเซียน ส่งลิเวอร์พูลครองแชมป์ นั่นจะเป็นฉากจบที่สมบูรณ์แบบอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ เจอร์ราร์ด จึงถูกแสงสปอร์ตไลต์สาดเข้ามา ทั้งที่แอสตัน วิลล่า ไม่ได้มีลุ้นอะไรแล้ว เขาอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ก็ได้ --------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่มีใครรักก็รักตัวเองซะ ! ]

หลังจบเกมที่ซานติอาโก้ เบร์นาบิวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แสดงอาการที่น่าผิดหวังอย่างถึงขีดสุด เพราะการตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยส์ ลีก แบบไม่สมควรอีกครั้ง เหมือนตอกย้ำซ้ำรอยแผลให้เจ็บแสบมากกว่าเก่า ราวกับโดนทิงเจอร์สาดไม่มีผิด สีหน้าของ เป๊ป มันฟ้องชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อต้องมาเสียสองประตูในนาทีสุดท้ายกับช่วงทดเวลา แถมด้วยโดนจุดโทษในนาทีที่ 3 ของการต่อเวลาพิเศษ ลองนึกสถานการณ์ดูเอา หากเป็นเราคงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน พอเกมจบลง เป๊ป ให้สัมภาษณ์ในลักษณะตัดพ้อท้อแท้ใจ หากคิดว่าไม่ดีพอก็พร้อมจะอำลาได้เลยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่านิ่งเฉย ที่ผ่านมาพยายามทุกอย่างแล้วเพื่อเป็นหมายเลขหนึ่งของยุโรป มีแฟนบอลบางราย คอนเมนต์ในเชิงอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมบ้าง ที่ผ่านมา เป๊ป ประสบความสำเร็จเฉพาะในประเทศ แต่พอขึ้นเวทีใหญ่ทีไร เป็นอันต้องกระเด็นตกรอบก่อนกำหนดตลอดเลย หากคุณเป็น เป๊ป แล้วได้ยินเสียงแฟนบอลตัวเองในลักษณะนี้ มันเป็นธรรมดาที่ต้องผิดหวังและรู้สึกน้อยใจ เพราะจะว่าไปแล้วเขานี่แหล่ะที่เข้ามาพร้อมยกระดับทีมให้แข็งแกร่งมั่นคงในพรีเมียร์ลีก แม้จะมีทั้ง โรแบร์โต้ มันชินี่ กับ มานูเอล เปเลกรินี่ ช่วยวางรากฐานไว้ส่วนหนึ่งก็ตาม อย่างไรก็ตามความพ่ายแพ้ต่อเรอัล มาดริด ไม่ได้หมายถึงซีซั่นจะยุติลงเท่านั้น มันยังทอดยาวออกไปอีก แมนฯซิตี้ยังมีลุ้นสำหรับป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายแล้ว พวกเขาเหลือ 4 เกม ที่ต้องกวาดชัยชนะให้หมด หากจะการันตีแชมป์ในฤดูกาลนี้ หากสะดุดขึ้นมา มีโอกาสจะโดนลิเวอร์พูล ซึ่งตามหลังอยู่แค่แต้มเดียว ปาดหน้าเอาได้ ประเด็นที่หลายคนสนใจและพูดถึงกันมากก็คือ การตกรอบยูซีแอลอย่างไม่น่าเชื่อ ชนิดนักเตะทุกคนยังแทบช็อก จะส่งผลกระทบรุนแรงมากน้อยแค่ไหนกัน ในช่วงที่ยังต้องสู้เพื่อป้องกันแชมป์ลีก เพราะไม่ว่าอย่างไร มันย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจอยู่แล้ว มีเวลาไม่นานนักสำหรับการทำใจ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายสุดในตอนนี้ จากสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ คนเป็นบอสหรือผู้จัดการทีมเท่านั้นแหล่ะ ที่จะต้องนำนาวาฝ่าคลื่นมรสุมครั้งนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ เป๊ป โดยตรงอยู่แล้ว หากตัวเขายอมแพ้ แสดงท่าทีท้อแท้ไม่อยากสู้ต่อ แล้วลูกทีมล่ะจะเอาอย่างไร ฉะนั้นยังก็ต้องรีบลุกขึ้นมาสู้ จุดแข็งของ เป๊ป คือเขาแทบไม่ให้สัมภาษณ์ในแง่ลบ พาดพิงนักเตะเลยแบบตัวบุคคลเลย แจกแจงแค่ภาพรวมเท่านั้นเอง คำว่า "พลาด" หมายถึงทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนหลังฉากจะเฉ่งแบบรายตัวหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ต่อหน้าสาธารณะการให้เกียรติกัน มันสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้ง เป๊ป พยายามแสดงถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ เพื่อต้องการผ่านความผิดหวังในครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับเป็นตัวอย่างให้นักเตะฮึดกลับมาสู้อีกครั้งด้วย แน่นอนว่าโมเมนตัมเหวี่ยงมาทางลิเวอร์พูล ซึ่งกำลังคั่ว 4 แชมป์ประวัติศาสตร์อย่างเต็มๆ แม้จะมีโปรแกรมในสุดสัปดาห์ที่ดูหนักกว่า เมื่อต้องเปิดบ้านดวลท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในขณะที่แมนฯซิตี้มีคิวเล่นในรังเหมือนกัน ซึ่งผู้มาเยือนอย่างนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ร้อนแรงมาก นับตั้งแต่ปฏิทินเปลี่ยนปีเป็นต้นมา โอกาสที่ทั้งสองทีมจะคว้าชัยและช่องว่างระหว่างคะแนนยังห่างแค่ 1 แต้มเหมือนเดิมมีสูงมาก แต่เมื่อลิเวอร์พูลพลาดทำได้แค่เสมอสเปอร์ส นั่นหมายความว่าโอกาสทองถูกหยิบยื่นให้ซิตี้ ซึ่งจะลงเล่นหลังจากนั้นเกือบ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ผลต่างประตูได้เสีย อันมีค่าเปรียบเหมือน"ครึ่งคะแนน" ก็เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งสองทีมต้องเน้นยิงให้เยอะ เสียประตูให้น้อยด้วย มันอาจส่งผลชี้ขาดในนัดสุดท้ายได้ คำถามคือซิตี้จะมีแรงฮึดมากขนาดไหนกัน ต่อให้หงส์แดงพลาดท่าให้ก่อนก็เถอะ ร่องรอยความผิดหวัง ย่อมหลงเหลืออยู่บ้าง เพราะเพิ่งผ่านไปไม่นาน พวกเขาออกสตาร์ตไม่ค่อยดีเท่าไรนัก นิวคาสเซิ่ลซึ่งอยู่ในสถานะผ่อนคลาย ได้โจมตีกดดัน แต่หลังจากนั้นเมื่อได้ประตูแรกค่อนข้างเร็ว ตามด้วยเม็ดที่สอง ทุกอย่างก็ดูง่ายและผ่อนคลายตามสูตร ชัยชนะเหนือนิวคาสเซิ่ล 5-0 นอกเหนือจาก 3 คะแนนแล้ว ยังช่วยปลุกขวัญใจกำลังใจได้อย่างมาก นั่นต้องรงมถึงผลต่างประตูได้เสียที่ตีกรรเชียงหนี 4 ตุงเข้าไปแล้ว จะว่าไปมันน่าทึ่งไม่น้อยเลย เอฟเฟ็คต์จากความผิดหวังเมื่อกลางสัปดาห์ ไม่อาจทำอะไรแมนฯซิตี้ได้ ตรงกันข้ามดูจะกระตุ้นให้ฮึกเหิมมากกว่าที่คิดอีกต่างหาก สถานการณ์ที่กุมความได้เปรียบชัดเจนเช่นนี้ มันทำให้งานที่เหลือดูง่ายขึ้นอีกเพียบ ซิตี้สามารถสะดุดเสมอได้อีกเกม ก็ยังเพียงพอสำหรับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 8 รวมทั้งครึ่งหนึ่งมาจากฝีมือของ เป๊ป ต่างหากด้วย หลังเกมไม่นาน เป๊ป ให้สัมภาษณ์เยอะพอสมควร โดยพูดเปรียบเปรยว่า ยังเหลือเกมชิงอีก 3 นัดด้วยกัน เริ่มจากวันพุธที่ต้องไปเยือนวูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งว่ากันตามตรงไม่มีอะไรง่ายอยู่แล้ว ต่อให้คู่ต่อสู้ไม่มีลุ้นอะไร อาจไร้แรงจูงใจไปแล้ว ในขณะเดียวกัน มีอีกท่อนที่น่าสนใจมาก นั่่นคือ เป๊ป เชื่อว่า ทุกคนในประเทศนี้ รวมทั้งสื่อมากมาย ต่างก็เอาใจช่วยลิเวอร์พูลให้ประสบความสำเร็จ เป๊ป คงอยากจะชี้ให้เห็นว่า มีแฟนบอลอีกมากมายตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับแมนฯซิตี้ พร้อมทั้งตั้งคำามเกี่ยวกับการใช้เงินมหาศาล สำหรับการเสริมทัพด้วยผู้เล่นคุณภาพชั้นดีอยู่เสมอ มันคล้ายว่าเขาไม่ได้สู้กับลิเวอร์พูลเท่านั้น ในการแย่งแชมป์ลีกครั้งนี้ แต่ต้องดวลกับใครต่อใครอีกมาก ไหนจะนักข่าวที่น่าจะเอนเอียงไปทางอีกฝั่ง ที่มีนโยบายไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินความจริง หลายครั้งที่ เปีป ต้องเผชิญหน้ากับคำพูดเสียดแทงใจ แมนฯซิตี้ประสบความสำเร็จได้เพราะใช้เงินปูทาง ขาดจิตวิญญาณหรือรากเหง้า ฟังแล้วมันคงรู้สึกแย่อยู่เหมือนกัน คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ เพิ่งแสดงความเห็นไว้ในลักษณะนี้ หลังจากซิตี้ตกรอบยูซีแอล โดยเรื่องนี้มันไม่สามารถมองเห็นกันได้ตรงๆ แต่ใช้ความรู้สึกสัมผัสมากกว่า นอกจากนี้เสียงวิจารณ์เชิงที่ว่า เมื่อไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ เป็นขุนพลเคียงกาย นั่นเท่ากับว่า เป๊ป ไม่มีทางพาทีมครองเจ้ายุโรปได้เลย สำหรับ เป๊ป เมื่อได้ยินคอมเมนต์ลักษณะนี้ ไม่ว่าอย่างก็ต้องผิดหวัง ทั้งที่เขาก็ทำไม่ได้ใช้กลโกงอะไรเลย อีกทั้งยังเปิดหน้าเล่นในสนามแบบแฟร์ๆ รุกเต็มสูบ ปราศจากความกลัวต้องลงไปอุดหลังบ้าน สิ่งที่ เป๊ป ต้องทำก็คือ กวาดแชมป์ให้มากสุด เพื่อพิสูจน์และเปลี่ยนความเชื่อของใครอีกหลายคน แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ เขาก็แค่เปลี่ยนตัวเลขโทรฟี่ของแมนฯซิตี้ไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง แล้วสักวันเขาอาจได้ยินหรือได้เห็นอย่างที่ต้องการ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ หรือจะหักหลังกัน 3 ครั้งเลย? ]

หลายคนยังพอจำภาพเหตุการณ์ ปอล ป็อกบา โดนแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดโห่ใส่ หลังจบเกมพรีเมียร์ที่เชือดนอริชหวุดหวิด 3-2 แทนที่จะทำไม่รู้ไม่ชี้ รีบเดินเข้าห้องแต่งตัวไป กลับตอบโต้ด้วยการเอามือป้องหู เหมือนขอเสียงดังกว่านี้หน่อย เมื่อครู่ไม่ค่อยได้ยินเลย มันเหมือนโยนเชื้อเพลิงเข้ากองไฟ สุมให้แรงขึ้นอีก ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะแสดงปฏิกิริยาเช่นนั้น เขาอาจเกิดอารมณ์หงุดหงิด จนอยากจะระบายออกมาบ้าง เพราะคิดว่าตัวเองมักตกเป็นเหยื่อเสมอ ทีมผลงานไม่ดี มีแต่มาโยนให้ ทั้งที่ควรรับผิดชอบร่วมกัน ในมุมมองของ ป็อกบา เชื่อว่าโดนจับผิดมากเกินไป มักจะกลายเป็นเป้าโจมตีอยู่เสมอ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แต่ในความรู้สึกของแฟนบอล กลับมองว่า นี่คือนักเตะค่าตัวแพงสุดเป็นสถิติเมื่อย้ายมาในปี 2016 อีกทั้งรับค่าจ้างมหาศาลเกือบ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ น่าจะเป็นตัวแบกทีมได้ดีกว่าที่เห็น ป็อกบา ควรมารับภาระ ไม่ใช่มาเป็นภาระ ซึ่งสาวกส่วนมากต่างคิดไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากผลงานไม่ดีอย่างที่หวังแล้ว ป็อกบา ยังแทบไม่เคยแสดงท่าทีจริงจังจริงใจกับสโมสรแห่งนี้อีกด้วย ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินข่าว แมนฯยูไนเต็ดพร้อมขยายสัญญาฉบับใหม่มาตลอด เพราะฉบับปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์นี้ โดยมีการใช้อ็อปชั่นเสริม 1 ปี ผูกมัดเป็นที่เรียบร้อย แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น ทั้งที่มีการตั้งโต๊ะเจรจากันเรื่อยมา ท่ามกลางกระแสข่าว ติดขัดเรื่องเงินค่าจ้างและระยะเวลาที่จะเพิ่มเข้าไป เข้าใจว่าบอร์ดบริหารไม่ต้องการเสียฟรีด้วย มันเหมือนโดนหักหน้าอย่างแรง ซื้อมาด้วยค่าตัวแพงสุด จนถึงขั้นเคยเป็นสถิติโลก แต่กลับไม่ได้ค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว ซ้ำร้ายยังเสียฟรีหนสองอีกต่างหาก ตอนปี 2012 สมัย ป็อกบา เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตา ก็โดนยูเวนตุสมาตีท้ายครัวก่อนแล้ว เมื่อย้อนกลับไปอีก กว่าแมนฯยูไนเต็ดจะไปดึง ป็อกบา มาจากเลอ อาฟร์เมื่อปี 2009 ก็ต้องใช้กำลังมากมาย ทั้งบารมีและเงินทอง เพื่อปิดดีลให้สำเร็จ นอกจากจ่ายเงินก้อนโตให้ครอบครัวแล้ว ยังซื้อบ้านให้อีกด้วย รวมทั้งโดนเลอ อาฟร์ฟ้องร้อง ด้วยข้อหาแอบฉกนักเตะอายุยังไม่ครบเกณฑ์ เลยควักค่าเสียหายอีกนับล้านปอนด์ อาจจะจริงที่ว่าฝีเท้า ป็อกบา เติบโตเกินวัย เขาสามารถก้าวไปเล่นในทีมชุดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 17-18 ปี แต่สุดท้ายแมนฯยูไนเต็ดก็เหมือนโดนหักหลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เจ็บใจอย่างมาก ป็อกบา อ้างว่าเขาควรได้รับโอกาสมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งตอนเกิดเหตุทำให้ไม่พอใจ เขาอายุครบ 19 ปีแล้ว ด้วยวัยขนาดนั้นพร้อมเต็มที่สำหรับการพิสูจน์ตัวเอง แมนฯยูไนเต็ดลงทำศึกพรีเมียร์ลีกกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์สในช่วงธันวาคมปี 2011 ท่ามกลางปัญหาใหญ่ ขาดผู้เล่นแกนหลักหลายคน โดยเฉพาะแดนกลาง ป็อกบา จึงหมายมั่นปั้นมือว่า โอกาสของตนคงมาถึงแล้ว มันยากที่บอสจะมองข้ามไปได้ ในเมื่อช่วงฝึกซ้อมก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม เฟอร์กี้ ต้องแก้ปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ ด้วยการถอย ไมเคิ่ล คาร์ริค ยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ ฟิล โจนส์ ซึ่งเพิ่งย้ายมาไม่นาน แผงมิดฟิลด์ก็พิการ อันแดร์สัน , ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ หรือ ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ ต่างก็พร้อมใจกันขึ้นเตียงพยาบาล ส่วน พอล สโคลส์ ก็เพิ่งประกาศรีไทร์ไปเมื่อช่วงซัมเมอร์ ดังนั้นตรงกลางจึงโบ๋มาก ป็อกบา เลยถูมือรอด้วยความมั่นใจ แต่ เฟอร์กี้ ไม่ต้องการเสี่ยงเท่าไร เลยจับเอา ราฟาเอล ดา ซิลวา ซึ่งปกติประจำการแบ็กขวา ขยับขึ้นมายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางคู่กับ พาร์ค ชี ซอง ซึ่งเล่นได้หลากหลายตำแหน่งในแดนกลาง ป็อกบา เล่าว่าพอเห็นรายชื่อ 11 ตัวจริง รู้สึกผิดหวังขีดสุด จนบอกกับตัวเองว่า ถึงเวลาที่ต้องย้ายไปยังทีมที่พร้อมให้โอกาสมากกว่า ทนไม่ไหวแล้วกับการถูกปฏิบัติเช่นนี้ นั่นทำให้เขาตัดสินใจย้ายไปยูเวนตุสฟรีๆ ในฤดูร้อนปี 2012 แต่หลายคนเชื่อว่า เหตุผลน่าจะมาจากเรื่องค่าจ้างมากกว่า ยูเวนตุสยอมจ่าย 20,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ พร้อมค่าเซ็นกินเปล่าอีกก้อน ในขณะที่แมนฯยูไนเต็ดให้แค่ 10,000 ปอนด์ ต่างกันเท่าตัวเลยทีเดียว เฟอร์กูสัน เลยหัวเสียอย่างมาก โจมตี มิโน ไรโอล่า เอเจ้นท์ที่เพิ่งล่วงลับอย่างหนัก รวมถึงประกาศตัดญาติขาดมิตรกับ ป็อกบา ด้วย ยืนยันเลยถ้าหากยังเป็นผู้จัดการทีม ทั้งสองคนจะไม่มีทางย่างกรายมายังที่นี่อีกเด็ดขาด อย่างไรก็ตามใครจะไปคาดคิดว่าอีกปีถัดมา เฟอร์กี้ จะเกษียณจากผู้จัดการทีม นั่นแหล่ะคือจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้จะยังมีอิทธิพลในทีม บารมีล้นเหลือ สามารถแทรกแซงได้ แต่ในความเป็นมืออาชีพและให้เกียรติผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน จะไม่เข้าไปยุ่มย่ามวุ่นวายอย่างเด็ดขาด นั่นเป็นการปลดล็อกเปิดประตูให้ ป็อกบา กลับสู่ถิ่นเก่าอีกครั้ง อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดเช่นกัน ตามข้อมูลระบุว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องการเอง มั่นใจจะมาช่วยยกระดับได้อย่างแน่นอน ถือเป็นมิดฟิลด์ตรงสเป็ก เก็บบอลได้ วางยาวแม่นยำ อีกทั้งยิงประตูหรือแอสซิสต์ได้ดี แฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดเอง ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก คิดว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนั้น ป็อกบา อยากลงเล่นจริง แต่ไม่ได้รับโอกาสมากกว่า แต่นานวันเข้า ลายก็เริ่มออกมากขึ้น สาวกได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคาดมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติ ป็อกบา หมกมุ่นกับโซเชี่ยลมากเกิน โพสต์รูปหรือท่าแดนซ์พิสดารลงบ่อยๆ เช่นเดียวกับทรงผมที่เปลี่ยนถี่ยิบมากและแน่นอนว่า ต้องประกาศให้ชาวโลกได้รู้ ส่วนฟอร์มในสนามลุ่มๆดอนๆ หาความชัวร์ไม่ได้เลย ส่วนมากหนักไปทางแย่ด้วยซ้ำ นั่นแหล่ะที่แฟนบอลผิดหวัง ไหนจะพูดพาดพิงสโมสรตัวเองถึง 2 ครั้ง 2 คราว ยามเข้าแคมป์เก็บตัวกับทีมชาติฝรั่งเศส พยายามสื่อว่าไม่มีความสุขตอนอยู่กับแมนฯยูไนเต็ด ทั้งที่รับค่าจ้างมหาศาลขนาดนั้น มันยังสะท้อนถึงการไม่ให้เกียรติต้นสังกัดและแฟนบอลอีกต่างหาก ระดับมืออาชีพแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ดังนั้นหากการย้ายฟรีแมนฯยูไนเต็ดรอบสองเกิดขึ้นจริง แล้วเขาเลือกแมนฯซิตี้ มันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไรเลย ท่ามกลางกระแสข่าวที่ดูรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เราเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ ที่จะย้ายข้ามห้วย เปลี่ยนสีเสื้อจากแดงเป็นฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องแคร์แฟนบอลอีกต่อไป เพราะเท่าที่ผ่านมา เขาก็แสดงออกอยู่เสมอว่าไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เป็นลักษณะนี้มาพักใหญ่ ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้น ส่วนเร้ด อาร์มี่ทั้งหลาย ก็ดูเหมือนไม่ได้แคร์สักเท่าไร แม้จะเจ็บใจบ้าง ที่เหมือนโดนหักหลังถึงสองรอบติดต่อกัน แถมยังจะย้ายไปเล่นให้ทีมคู่อริร่วมเมืองอีก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันอาจหมายถึงการหักหลังกัน 3 ครั้งเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องถามกลับมาอีกว่า ใครบ้างละจะใส่ใจ ป็อกบา กับแมนฯยูไนเต็ดเหมือนไม่ได้เกิดมาคู่กัน แต่โดนบังคับให้ต้องอยู่ด้วยกันและน่าจะได้เวลาหย่าขาดกันถาวรซะที ----------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ของดีที่อาจถูกขาย ? ]

ขุนพลอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมในฤดูกาล 2018/19 เขย่าวงการลูกหนังยุโรปได้ในระดับรุนแรงเลยทีเดียว หลายคนน่าจะพอจำเหตุการณ์ได้ นอกจากกระหึ่มในเอเรดิวิซี่ลีกของตัวเอง ด้วยการยิงกระจาย 119 ประตูจาก 34 นัดแล้ว ยังเปรี้ยงปร้างในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกต่างหาก เอริก เทนฮาก ได้รับคำชมอย่างมาก ในฐานะเป็นหัวเรือใหญ่ ทำทีมได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งปลุกปั้นนักเตะมากมายมายให้กลายเป็นดาวดังในชั่วข้ามคืน มีอยู่ 4 รายถูกจับตาอย่างมากคือ มาไธจ์ส เดอ ลิกต์ , เฟร็งกี้ เดอ ย็อง , ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และ ฮาคีม ซีเย็ค ทันทีที่ฤดูกาลดังกล่าวปิดฉากลง เดอ ลิกต์ ย้ายสู่ยูเวนตุสด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโร ในวัยเพียงแค่ 19 ปีเศษๆ ถือว่ามูลค่ามหาศาลมาก เมื่อเทียบกับอายุและประสบการณ์ ส่วน เดอ ย็อง ซึ่งถูกเรียกอย่างติดปากว่า เฟร็งกี้ โดนบาร์เซโลน่าปาดคว้าไปครอง โดยต้องแย่งกับพวกยักษ์ใหญ่ในยุโรปอย่างดุเดือด เฟร็งกี้ ซึ่งอายุเพิ่งครบ 22 ปี มีค่าตัวในเรตเดียวกับ เดอ ลิกต์ ถือเป็นการทุบคลังของบาร์ซ่าอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่สภาพการเงินง่อนแง่นไม่มั่นคงเหมือนอย่างเคย ในขณะเดียว ดอนนี่ โยกไปยังแมนฯยูไนเต็ดในซัมเมอร์ 2020 หรืออีก 1 ปีถัดมา เช่นเดียวกับ ซีเย็ค เซ็นล่วงหน้ากับเชลซี แต่มีผลในช่วงเดียวกัน จตุรเทพหรือ 4 แข้งสำคัญของอาแจ็กซ์ในยุคนั้น ต่างกระจัดกระจายย้ายกันหมดตามคาด เป็นนโยบายของสโมสรแห่งนี้อยู่แล้ว นี่คือส่วนสำคัญของการปั้นผู้เล่นตั้งแต่เยาวชนหรือโนเนม ก่อนขายทอดตลาดทำกำไร แล้วนำรายได้นั้นมาจุนเจือกันต่อไป ทั้ง 4 กับสโมสรแห่งใหม่ ต่างคนต่างดิ้นรนต่อสู้ตามวิถีกันไป ซึ่งหากวัดกันแล้ว ไม่มีใครประสบความสำเร็จแบบชัดเจนหรือพูดได้เต็มปากว่าไปได้สวยเลย เดอ ลิกต์ ต้องแบกภาระหนักกับความหวังและปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลอิตาลีไม่ง่ายเลย ไหนจะต้องเร่งพิสูจน์ตัวเอง เพื่อโชว์ให้เห็นว่าสามารถทดแทน จอร์โจ้ คิเอลลินี่ หรือ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ได้อย่างดี จนถึงตอนนี้ก็ยังคงต้องเวลากันต่อไป ความกังขาสงสัยยังมีอยู่ ส่วน ดอนนี่ กับ ซีเย็ค ยึดกับตำแหน่งตัวสำรองอย่างอดทน รายหลังยังดีกว่า บางช่วงยังได้ลงเล่นบ้าง รวมทั้งทำผลงานหวือหวาได้พอสมควร แต่สำหรับ ดอนนี่ ไม่น่าเชื่อว่าสอบตกสนิทกับปีศาจแดง แทบจะกลายเป็นส่วนเกิน ผ่านไปปีครึ่งก็เลยโดนปล่อยให้เอฟเวอร์ตันยืมไปใช้งานและก็เหมือนเดิมคือ ไม่ได้มีบทบาทอะไร รวมทั้งเจออาการบาดเจ็บคุกคาม คนที่ไปได้สวยสุดคือ เฟร็งกี้ ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นเป็นแกนหลักได้เลย ด้วยสไตล์และวิธีการเล่น รวมถึงแท็คติกของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เทรนเนอร์ในช่วงดังกล่าว ล้วนมีส่วนสนับสนุนทั้งสิ้น เขาทำงานร่วมกับ เซร์กี้ บุสเก็ตส์ รุ่นพี่ได้อย่างดี ทั้งเรียนรู้และเล่นด้วยกันลงตัวมาก นอกจากสกิลอันเป็นพื้นฐานสำคัญ ยังแก้เพรสซิ่งได้เก่งเหลือเกิน เอาตัวรอดได้ในจังหวะถูกคู่แข่งรุมกันเข้าหา บรรดากูรูวิเคราะห์เกมหรือสื่อต่างชื่นชม เฟร็งกี้ แม้ในช่วงที่ผลงานของบาร์ซ่าไม่ได้เปล่งปลั่งสักเท่าไรนัก พร้อมทั้งคาดหวังว่า ดาวรุ่งดัตช์จะยกระดับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นพี่ใหญ่ในแดนกลาง สืบทอดจาก บุสเก็ตส์ ได้ไม่ยากเลย อีกทั้ง เฟร็งกี้ เองยังเป็นกองกลางในยุคโมเดิร์นอีกด้วย นั่นคือยืนได้หลากหลาย ไม่ว่าจะตำแหน่งเบอร์ 6 ซึ่งเน้นการคุมจังหวะและเล่นเกมรับ ส่วนขยับไปเล่นตัวรุกแบบเบอร์ 8 ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน จาก บัลเบร์เด้ เปลี่ยนมือมาให้ กิเก้ เซเตียน เป็นกุนซือช่วงสั้นๆ ซึ่งน่าจะล้มเหลวสุดๆ กระทั่งมาเลือก โรนัลด์ คูมัน กุมบังเหียน สถานะของ เฟร็งกี้ ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย เขายังคงเป็นตัวหลักอย่างมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อได้ คูมัน เหมือนคนดัตช์บ้านเดียวกันมาเป็นบอส ทุกอย่างดูง่ายขึ้น จนเมื่อปลายปีที่แล้วเกิดการเปลี่ยนเทรนเนอร์อีกระลอกมาเป็น ชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสโมสรในยุคใหม่ เข้ามาคุมทีม ถึงเวลาที่ต้องสะสางสังคายนากันยกใหญ่ ดีเอ็นเอในความเป็นบาร์เซโลน่า คือสิ่งที่หายไปในช่วงหลัง นั่นคือสิ่งที่ โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรคนใหม่คิดว่าควรทำให้เร็วที่สุด เชื่อกันว่าด้วยทัศนคติ ฝีเท้าความสามารถ เฟร็งกี้ คงเอาตัวรอดได้ไม่ยาก เปลี่ยนบอสก็จริง คงไม่น่ามีอะไรต้องกังวล แต่แล้วดูเหมือนมันจะไม่เป็นอย่างนั้น อนาคตของเขาเริ่มเต็มไปด้วยความอึมครึม ภายใต้การร่วมงานกับกุนซือคนใหม่ --------------------- เกมลาลีกาเมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา บาร์เซโลน่าเล่นในคัมป์นูเจอราโย บาเยกาโน่ พอครบชั่วโมงแรก ชาบี เอร์นานเดซ ตัดสินใจเปลี่ยน เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ออกแล้วให้ นิโก้ กอนซาเลซ ดาวรุ่งที่โตมาจากลา มาเซียลงแทน เฟร็งกี้ แสดงอาการไม่พอใจมาก ไม่ยอมนั่งดูเพื่อนที่ข้างสนามตามปกติ เผ่นเข้าห้องแต่งตัวทันที ซึ่งถือว่าผิดวิสัยอย่างยิ่ง นัดถัดมาคราวนี้ เฟร็งกี้ ได้เล่นครบ 90 นาที ไม่โดนถอดออก ก่อนเชือดมายอร์ก้า 2-1 กลับมาคว้าชัยได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่าสาเหตุที่ เฟร็งกี้ ยังคงได้สตาร์ต น่าจะมาจากอาการบาดเจ็บของ เปดรี มากกว่า ไม่อย่างนั้นมีความเสี่ยงสูงจะต้องไปรอที่ข้างสนาม ฤดูกาลนี้ เปดรี เจ็บต่อเนื่อง คาดว่าสะสมมาจากซีซั่นก่อนที่หักโหมลงเล่นอย่างบ้าเลือด จนร่างกายเริ่มเรียกร้องขอเบรกบ้าง ไม่ได้เล่นตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว ลากยาวมาจนถึงมกราคม แล้วยังมาเดี้ยงซ้ำที่เอ็นหลังหัวเข่าอีก จนทำให้แผงกลางต้องใช้บริหาร เฟร็งกี้ , เซร์กี้ บุสเก็ตส์ และ กาบี ดาวรุ่งวัยเพียง 17 ปี ที่ทาง ชาบี ไว้ใจอย่างมาก แถมติดชุดใหญ่ทีมชาติสเปนไปแล้วเกือบ 10 เกม ไหนจะมี นิโก้ คอยเบียดแทรกอีกคน ไม่นับ บุสเก็ตส์ ซึ่งเป็นเหมือนเพื่อนบอส ยังไงก็ต้องได้รับความไว้วางใจ บุสเก็ตส์ , เปดรี , กาบี และ นิโก้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับบาร์เซโลน่าทั้งสิ้น เปดรี อาจไม่ได้โตมาจากลามาเซีย แต่ย้ายมาตอนอายุแค่ 17 ปี แล้วโชว์ความสามารถจนเล่นชุดใหญ่ได้ทันที สถานการณ์ของ เฟร็งกี้ จึงดูลักลั่น ไม่มั่นคงอย่างที่ควรจะเป็น เหมือนไม่ใช่เด็กของบาร์เซโลน่าโดยตรง ดังนั้นข่าวการย้ายทีมในซัมเมอร์นี้ จึงแรงมากขึ้นตามลำดับ ทางบาร์ซ่าไม่ต้องการขาย แต่หากเป็นไปได้คงต้องพิจารณาจากข้อเสนออีกครั้ง แน่นอนว่าแมนฯยูไนเต็ดที่จะได้ เอริก เทนฮาก ไปคุมในฤดูกาลหน้า ย่อมต้องถูกโยงเข้าด้วยกัน ในฐานะอดีตเจ้านายกับลูกน้อง ในขณะเดียวกันแมนฯซิตี้ ก็มีเอี่ยวด้วย นี่คือกองกลางสเป็กของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งพร้อมดึงไปแทน แฟร์นันดินโญ่ ส่วน เฟร็งกี้ หากไม่แฮปปี้อย่างที่เคย ก็อาจตัดสินใจแยกทางได้เช่นกัน ขีดความสามารถของเขามากพอสำหรับเล่นได้ทุกทีมในยุโรป ไม่เป็นที่สงสัยเลย เฟร็งกี้ จะเป็นอีกหนึ่งแข้งที่น่าจะถูกโฟกัสอย่างมาก ในตลาดซัมเมอร์ที่กำลังจะมาถึง ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #มาดริดที่ไม่มีใครคาดคิด ]

ชัยชนะของเรอัล มาดริดที่ซานจิอาโก้ เบร์นาเบวเมื่อคืนวันพุธ กลายเป็นหนึ่งในเกมมหัศจรรย์ของสาวกอย่างแท้จริง ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มันยิ่งกว่าบทภาพยนตร์ที่มีการเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ติด แฟนบอลมาดริดบางคนเปรียบความรู้สึกเหมือนในปี 1999 แมนฯยูไนเต็ดใช้เวลาในนาทีสุดท้ายกับช่วงทดบาดเจ็บ ซัดรวด 2 ประตูพลิกเชือดบาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์มาครองเหลือเชื่อที่สุด คำถามในทำนอง "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" เชื่อเถอะว่าไม่มีใครตอบได้ชัดเจนหรอก นอกจากวลี Football bloody hell! ซึ่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยกล่าวไว้อย่างล่ะล่ำละลัก หลังจบเกมนัดชิงปี 1999 "ฟุตบอลนี่มันนรกแตกอะไรอย่างนี้ว่ะ!" นี่คือความหมายที่ เฟอร์กี้ พยายามจะสื่อ ซึ่งมันไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผล เช่นเดียวกับการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศของเรอัล มาดริด คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ อดีตกองกลางมาดริด แสดงความเห็นไว้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่เรามองไม่เห็นหรือจับต้องได้อยู่เบื้องหลัง รากเหง้า ประวัติศาสตร์หรือจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของมาดริด ที่ใช้เวลานานนับศตวรรษกว่าจะก่อร่างสร้างตัวมาถึงปัจจุบันได้ ผ่านความสุขและบาดแผลมามากมาย มาดริดคือสโมสรที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่สุดในยุโรป หากวัดกันที่ความสำเร็จในยูโรเปี้ยน คัพหรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนขยายฐานความนิยมไปยังทั่วโลก นักเตะหลายคนมีความฝันต้องมาค้าแข้งที่นี่ให้ได้ เรามักจะได้ยินบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่ย้ายมามาดริด ให้สัมภาษณ์ครั้งแรก จะพูดเกี่ยวกับความฝันที่เป็นจริงเสมอ สะท้อนได้ดีถึงมนต์ขลังที่ดึงดูดให้ใครต่อใครอยากเข้าหา แม้รู้ว่ามีอัตราความเสี่ยงล้มเหลวสูงเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ยังตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยโปรเจคต์กาลาคติกอสในปี 2000 ซึ่งเป็นการใช้เงินและบารมี ดึงผู้เล่นชั้นนำของโลกมารวมตัวกันที่นี่ ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่แบบไร้เทียมทาน หลุยส์ ฟิโก้ , ซีเนดีน ซีดาน , โรนัลโด้ บราซิล , เดวิด เบ็คแฮม ,ไมเคิ่ล โอเว่น หรือ โรบินโญ่ หลั่งไหลกันเข้ามา ผนึกกำลังกับพวกนักเตะเก่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว จนขุมกำลังแข็งแกร่งสุดๆ แม้จะโดนค่อนขอดนินทาว่าทุ่มเงินแลกกับความสำเร็จ ซึ่งมันคือเรื่องจริง ไม่มีทางปฏิเสธได้หรอก แต่ในอีกด้าน ไม่ได้หมายความว่ามีเงินเพียงอย่างเดียว แล้วจะทำอย่างนี้ได้ ต้องมีตัวแปรบางอย่างมาสนับสนุนด้วย อย่างไรก็ตามในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มาดริดเปลี่ยนบุคลิกอย่างชัดเจน ไม่ได้ทุ่มบ้าเลือดเหมือนอย่างที่เคยเป็น โดยเฉพาะเมื่อล้มเหลวกับ เอแแด็น อาซาร์ ซึ่งย้ายมาด้วยค่าตัวเหยียบ 130 ล้านปอนด์ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เข้าใจสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ เหมือนบีบบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพราะมันไม่ง่ายเลยเมื่อ ซีเนดีน ซีดาน ตัดสินใจลาทีมเป็นรอบสอง ต้องหากุนซือมาแทนอย่างเร่งด่วน คาร์โล อันเชล็อตติ จึงถูกทาบทามให้กลับมากุมบังเหียนอีกครั้ง ก่อนจะได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ด ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เหมือนกำลังรอข้อเสนออยู่เช่นเดียวกัน ตอนแรกแฟนบอลมาดริดไม่ได้เชื่อมั่นกุนซืออิตาเลี่ยนสักเท่าไร แม้จะเคยพามาดริดครองเจ้ายุโรปในฤดูกาล 2013/14 มาก่อน พร้อมทั้งฟาดเรียบไม่ว่าจะเป็นยูฟ่า ซูเปอร์คัพหรือฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ แต่ อันเช่ ไม่อาจโค่นบาร์เซโลน่า นำแชมป์ลีกมามอบแด่แฟนๆได้ เหมือนปล่อยให้คู่แข่งตัวฉกาจผูกขาดความสำเร็จในประเทศเกือบข้างเดียว ในขณะเดียวกัน นโยบายของ เปเรซ ที่ไม่เหมือนเดิม งบประมาณต่างๆถูกจำกัด ไม่ว่าจะด้วยพิษโควิด-19 หรือสภาพเศรษฐกิจโลกที่สั่นคลอน ไหนจะต้องจ่ายก้อนโตเพื่อปรับปรุงสนามด้วย อันเช่ จึงรีเทิร์นพร้อมโจทย์ใหญ่ให้ต้องแก้สมการ เขาได้แข้งใหม่ที่จ่ายค่าตัวเพียงแค่ เอดูอาร์โด้ กามาวินก้า ซึ่งมีมูลค่า 30 ล้านยูโร ไม่ได้แพงมหาศาลอะไรเลย แม้มีข่าวว่า เปเรซ พยายามจะสู้ตายเกือบ 200 ล้านยูโร เพื่อกระชาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มาจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงให้สำเร็จ แต่ดีลไม่ได้เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมี ดาวิด อลาบา ซึ่งมีสถานะเป็นฟรีเอเจ้นท์ หลังหมดสัญญากับบาเยิร์น มิวนิค ได้มาแบบฟรีๆ แต่ก็ต้องเสียทั้ง เซร์คิโอ รามอส และ ราฟาแอล วาราน 2 เซ็นเตอร์แบ็กสำคัญพร้อมกัน ชัดเจนแล้วว่า กามาวินก้า มาเพื่ออนาคตมากกว่า ช่วงแรกคงเป็นได้แค่อะไหล่ เรียนรู้จากรุ่นพี่ไปก่อน ส่วน อลาบา ต้องมาเป็นแม่ทัพในแนวรับ เพราะอีก 2 คนที่เหลืออย่าง เอแดร์ มิลิเตา กับ นาโช่ แฟร์นานเดซ ไม่อาจไว้เนื้อใจได้มากนัก ผู้เล่นอย่าง ลูก้า โยวิช หรือ มาเรียโน่ ดิอาซ ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ผ่านการพิสูจน์ไม่สำเร็จ ก็ไม่ง่ายที่จะปล่อยออกไป จำต้องเก็บไว้ใช้งานเช่นเดิม แล้วเมื่อดูที่ขวบวัยของผู้เล่นแกนหลักหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ลูก้า โมดริช , คาริม เบนเซม่า , โทนี่ โครส , มาร์เซโล่ หรือ นาโช่ ที่โรยลงเรื่อยๆ ก็ได้แต่น่าวิตกว่า จะยังมีก๊อกสองอีกหรือเปล่า กุนซือใหม่แต่หน้าเก่า นักเตะก็ต้องใช้เท่าที่มีอยู่ ย่อมเกิดคำถามว่าจะไหวสักกี่น้ำ แล้วแรงจูงใจยังมีเหลือมากน้อยแค่ไหนกัน จุดเริ่มต้นของสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดเกิดขึ้นเรื่อยๆ ฟอร์มของพวกผู้เล่นวัยดึก ไม่ได้ด้อยลงไปกว่าเดิมเลย คงระดับรักษามาตรฐานได้อย่างดีหรือบางทีต้องบอกว่า เจ๋งกว่าซีซั่นก่อนซะอีก ที่โดดเด่นมากๆคือ เบนเซม่า ซึ่งซัลโวไปแล้ว 43 ประตูในทุกรายการซีซั่นนี้ จากจำนวน 43 นัดที่ลงสนาม นั่นหมายถึง 1 เกมต้องมี 1 ประตู คิดดูเอาแล้วกันว่าสุดยอดขนาดไหน โมดริช ก็ยังโชว์ให้เห็นถึงคลาสอันเหนือชั้นไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าจะแพสชั่น ความกระหาย ราวกับเด็กหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทาง เต็มไปด้วยไฟฝัน โครส หรือ กาเซมีโร่ ก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่มีสถานะเดิมคือฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันทีมไปข้างหน้า แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันคือ พวกดาวรุ่งซึ่งยกระดับขึ้นมา วินิซิอุส จูเนียร์ เปลี่ยนเป็นคนละคน , โรดรีโก้ ก็เช่นกัน 2 ประตูจากเกมล่าสุดยืนยันได้ รวมทั้ง กามาวินก้า ที่พร้อมทำทุกอย่างตามคำสั่ง แรกทีเดียวมาดริดเหมือนโชคร้าย ที่ผู้เล่นค่าตัวแพงค่าแรงมหาศาลอย่าง แกเร็ธ เบล หรือ อาซาร์ แทบไม่มีประโยชน์เลย ถึงที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้แข้งเหล่านั้น มาดริดก็ดีพอสำหรับการกลับมาคว้าแชมป์ลาลีกา รวมถึงผ่านเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสำเร็จ ด้วยวิถีของตัวเองอย่างน่าภูมิใจ ไม่ต้องแคร์ว่าจะมีนักเตะซูเปอร์สตาร์ย้ายมากี่คน ไม่มีใครให้คำตอบได้ในตอนนี้ว่า พวกเขาจะได้ครองเจ้ายุโรปอีกสมัยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มาดริดมาไกลกว่าที่แฟนบอลหลายคนคาดคิดไว้ด้วยซ้ำ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หัวหน้าครอบครัวเดอะค็อป ]

เส้นทางฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลเหลืออีก 6 เกมด้วยกัน คือ 2 นัดชิงบอลถ้วยและอีก 4 เกมลีก หากพวกเขาคว้าชัยได้เกลี้ยง นั่นหมายถึงจะครองทั้งเอฟเอคัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนพรีเมียร์ลีกต้องลุ้นให้แมนฯซิตี้ที่เหลือ 4 นัดเท่ากันมีสะดุดเสมอสักนัดเป็นอย่างน้อย แม้ภารกิจบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ลิเวอร์พูลจะไม่ได้กุมชะตาตัวเองทั้งหมด คือต้องพึ่งโชคชะตาและฝีท้าของนักเตะทีมอื่น แต่เมื่อเดินมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวอะไรอีกต่อไป แม้จะยังไม่รู้บทสรุปก็ตาม นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา บรรดาเดอะ ค็อปยังไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้เลย มันคือสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน เป็นช่วงเวลาที่ทั้งลุ้นระทึกและดื่มด่ำอิ่มเอมอย่างแท้จริง เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลกสองกับบียาร์เรอัล เป็นอีกนัดที่พิสูจน์ตัวตนเนื้อแท้ของความเป็นลิเวอร์พูลในยุคนี้ 45 นาทีแรก ตกเป็นรองเจ้าถิ่นชัดเจน ต้องถอยร่นไปตั้งรับกันพัลวัน เซ็ตเกมของตัวเองไม่ติดเลย เหมือนไม่ใช่ลิเวอร์พูลที่คุ้นเคยในยุคนี้ กองเชียร์บียาร์เรอัลต่างเนื้อเต้นได้เห็นทีมรัก ทำในสิ่งเหนือความคาดหมาย พลิกสถานการณ์ที่ตกเป็นรองจากเลกแรกได้อย่างน่าทึ่ง สกอร์ 2-0 ที่นำอยู่ในเวลานั้น มันเหมือนเหวี่ยงโมเมนตัมความได้เปรียบมาให้ แต่เมื่อเหลือเกมอีกครึ่ง คุณไม่มีทางคาดเดาเลยว่าจะจบแบบไหน โดยเฉพาะเมื่อมีผู้จัดการทีมชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ อยู่ในห้องแต่งตัว 45 นาทีหลัง จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากช่วงแรก ลิเวอร์พูลที่ดูติดขัด กลับมาร่างทองเช่นเดิม นักเตะทุกคนวิ่งแบบไม่หยุด มุ่งมุ่นดุดันหวังจะทวงประตูคืน ก่อนได้รางวัลตอบแทน 3 ประตูรวด เข้าสู่รอบชิงอย่างไร้ข้อกังขา แน่นอนว่าต้องยกเครดิตให้ คล็อปป์ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่แก้เกมได้เฉียบขาด เหมือนหลายๆนัดช่วงหลัง ครึ่งแรกไม่เวิร์ค ต้องผ่านการให้น้ำให้ท่าซะก่อน ถึงจะกลับลงมาสู้อีกยกอย่างกระปรี้กระเปร่า หลายคนอยากรู้ว่านอกเหนือจากการปรับวิธีการเล่น รวมทั้งเปลี่ยนขุนพลตัวรุก หลุยส์ ดิอาซ ถูกส่งมาแทน ดิโอโก้ โชต้า ในห้องแต่งตัวเกิดอะไรขึ้นอีก เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ เล่าว่าบอสไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า พูดด้วยประโยคง่ายๆ กลับลงไปเล่นให้เป็นแบบลิเวอร์พูล คือเคยเล่นกันมาอย่างไร ก็ใส่ตามนั้นเลย ปลดเปลื้องความกดดัน ปล่อยให้ความผ่อนคลายเข้ามา ชัดเจนว่ามันคือการใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วย คล็อปป์ มีคุณสมบัติดังกล่าว แค่พูดออกไปหรือใช้กลยุทธ์บางอย่าง สำหรับเรียกความเชื่อมั่นให้ลูกทีม ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนทันที มีการเปรียบเทียบว่า คล็อปป์ คล้ายคลึง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นคือมีวิธีการเปลี่ยนแปลงเกมครึ่งแรกและครึ่งหลังให้แตกต่างกัน ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค โดยที่ไม่ต้องพร่ำบอกเรื่องแท็คติกให้มากความ เพราะนักเตะแทบจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันกุนซือเฮฟวี่เมทัล มีคุณสมบัติที่สำคัญคือช่างสังเกต เก็บรายละเอียดต่างๆได้อย่างยอดเยี่ยมไม่น่าเชื่อ เอาใจใส่ตั้งแต่เรื่องเล็กยันไปถึงเรื่องใหญ่ ความสำคัญทัดเทียมกัน ตอน เซอร์ดาน ชากิรี่ ย้ายมาร่วมทีมใหม่ๆ คล็อปป์ เป็นห่วงมาก พยายามเข้าไปพูดคุยด้วยเสมอ เพราะเห็นนิสัยสันโดษเกินไป เวลาอยู่ในห้องแต่งตัวหรือช่วงซ้อมมักไม่ค่อยสุงสิงกับคนอื่น ดังนั้นจึงต้องฝากฝัง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่เป็นกัปตันทีมให้คอยดูแลบ้าง อย่าปล่อยให้โดดเดี่ยว ไม่อย่างนั้นอาจมีผลต่อสภาพจิตใจและกระทบมายังเรื่องเกมในสนามด้วย แม้สุดท้าย ชากิรี่ ไม่อาจไปต่อได้ แต่นั่นคือตัวอย่างการเทคแคร์ลูกทีมตัวเองของ คล็อปป์ ซึ่งพยายามเน้นให้ทุกคนรู้สึกว่า อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว ไม่ใช่แค่ลูกทีมหรือสต๊าฟฟ์เท่านั้นที่ คล็อปป์ พยายามเข้าถึง แต่แฟนบอลซึ่งเปรียบเสมือนผู้เล่นคนที่ 12 ก็ได้รับความเอาใจใส่ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ย้อนไปยังพฤศจิกายน 2015 คล็อปป์ ที่เพิ่งมาคุมทีมได้ไม่เท่าไร มีคิวรับมือคริสตัล พาเลซที่แอนฟิลด์ ซึ่งแน่นอนว่าลิเวอร์พูลเหนือกว่า แต่คาดไม่ถึงเมื่อผ่าน 10 นาทีสุดท้ายมาไม่เท่าไร พาเลซพลิกออกนำ 2-1 จาก สก็อตต์ แดน กองหลังเติมสูงมาทำประตู ไม่นานนักเดอะ ค็อปก็ค่อยๆทยอยออกจากสนาม เสียงเชียร์เริ่มเบา เสียงเพลงเริ่มจาง นั่นทำให้ คล็อปป์ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว คล้อยหลังหนึ่งเดือน เมื่อสามารถตามตีเสมอเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนอย่างระทึก 2-2 ซึ่งมันน่าผิดหวังเมื่อดูผลการแข่งขัน ทั้งที่เล่นในบ้านตัวเอง แต่สำหรับเขาแล้วนี่คือโอกาสดีที่จะแสดงบางอย่าง คล็อปป์ สั่งให้ลูกทีมทุกคน ไปยืนเรียงแถวหน้ากระดาน จับมือกันให้แน่น แล้วชูเหนือศรีษะต่อหน้าเดอะ ค็อป ซึ่งหลายคนเห็นแล้วอดขำไม่ได้หรือเยาะเย้ยล้อเลียนกลับมา เสมอเวสต์บรอมวิชในแอนฟิลด์ ถึงกับต้องฉลองกันขนาดนี้ด้วยหรือ มันน่าตลกมากกว่า ถามว่า คล็อปป์ ไม่รู้หรือว่า การแสดงออกอย่างนั้น มันอาจเรียกเสียงหัวเราะให้กับแฟนบอลทีมอื่น แต่สิ่งที่เขาต้องการคือให้แฟนบอลมีส่วนร่วมมากกว่านี้ ปลุกจิตวิญญาณถึงความเป็นเดอะ ค็อปที่แท้จริงออกมา จากนั้นแทบทุกครั้งหลังจบเกม ไม่ว่าจะเล่นในแอนฟิลด์หรือออกไปเยือน คล็อปป์ จะพยายามให้แฟนบอลมีส่วนร่วมเสมอ ยิ่งเกมไหนคว้าชัยแบบน่าประทับใจ เขามักจะโชว์ลีลากำหมัดสะใจ โยกขึ้นลง เล่นกับเดอะ ค็อปแบบเป็นกันเอง จนแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนไปแล้ว แม้ในวันที่ทีมแพ้หรือฟอร์มไม่เอาไหน เขาก็ไม่ได้หลบลี้หนีหน้า แต่ยังคงมาตามนัด อย่างน้อยเป็นการขอบคุณกองเชียร์ ยังคงให้การสนับสนุนสม่ำเสมอ เหตุผลในการขยายสัญญาล่าสุดของ คล็อปป์ นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภรรยาผู้อยู่เบื้องหลัง การได้เห็นพัฒนาการและจิตใจอันแข็งแกร่งของนักเตะหรือแม้กระทั่งรู้สึกได้ถึงความรักที่แฟนๆมอบให้ ช่วงหลังเดอะ ค็อปแต่งเพลงใหม่ให้กับบอสของพวกเขาชื่อ I’m So Glad That Jurgen Is a Red จนเริ่มติดปากและคุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ คล็อปป์ ยอมรับว่าชื่นชอบเพลงนี้เป็นการส่วนตัว มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแฟนบอลผูกพันกับตัวเขามากแค่ไหน จากตอนที่ คล็อปป์ เข้ามาคุมใหม่ๆ มีแฟนบอลจำนวนหนึ่งลุกออกทั้งที่เวลายังไม่จบ เพราะไม่พอใจผลงานเท่าไรนัก แต่เวลานี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง เกมจบไปหลายนาทีแล้ว แต่เดอะ ค็อปเรือนหมื่นยังคงอยู่ด้วยกัน รอซึมซับบรรยากาศอันยอดเยี่ยม ซึ่งนั่นแหล่ะจุดเริ่มต้นมาจาก คล็อปป์ ที่ปลุกกระแสความนิยมขึ้นมา เขาอาจไม่ได้เป็นที่รักของทุกคน แต่หาก คล็อปป์ เป็นกุนซือสโมสรไหนแล้ว แฟนบอลจะต้องรักเขา เพราะ คล็อปป์ ไม่คิดทิ้งใครไว้ข้างหลัง หากจะเดินก็ต้องก้าวไปพร้อมๆกัน นั่นคือสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117