breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #จำใจจ่ายค่าโง่ครั้งใหญ่ ]

ฤดูร้อนที่จะถึงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่แมนฯยูไนเต็ดต้องบันทึกไว้เลยทีเดียว เพราะเหมือนเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร นั่นคือการเสียผู้เล่นแบบฟรีเอจ้นท์หรือไม่ได้ค่าตัวเป็นจำนวนมากสุด แข้งเหล่านี้หมดสัญญาและไม่น่าจะมีขยายเพิ่มออกไปอีก ไล่ตั้งแต่ ปอล ป็อกบา , เจสซี่ ลินการ์ด , ฆวน มาต้า , เอดินสัน คาวานี่ และ ลี แกรนท์ ซึ่งจะครบเทอมตามกำหนดในเดือนมิถุนายน ส่วน เนมานย่า มาติช ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว สัญญาเหลือ 1 ปีก็จริง หมดในซัมเมอร์ 2023 แต่จะยกเลิกเลยเมื่อจบฤดูกาล นั่นหมายความว่าจะต้องอำลาทีมอีกคน รวมทั้งสิ้น 6 คนที่แมนฯยูไนเต็ดจะต้องยอมปล่อยไป แบบไม่ได้เงินค่าค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว ว่าไปแล้วมันสะท้อนถึงความล้มเหลวในเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะของสโมสรในช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจนมาก โดยเฉพาะการทุ่มทุนคว้า ป็อกบา กลับมาในปี 2016 จนเป็นสถิติสโมสร เงินจำนวนมูลค่า 89 ล้านปอนด์ ถูกโอนเข้าบัญชีของยูเวนตุส ท่ามกลางความคาดหวังมหาศาลว่า รีเทิร์นของกองกลางเฟร้นช์ จะกลายเป็นปรากฏการณ์ ช่วยนำทีมกลับมาผงาดอีกครั้ง แต่บทสรุปอันแสนเศร้าคือ ป็อกบา ไม่อาจแบกรับภารกิจได้เลย แค่มาสร้างความหวือหวา เป็นสีสันบ้างประปราย ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องนอกสนามซะมากกว่าอีกที่ขโมยซีน เขาถูกพูดถึงเรื่องทรงผมใหม่ที่เปลี่ยนแทบทุกเดือน ท่าแดนซ์พิสดารที่อัพคลิปลงทางโซเชี่ยล เสื้อผ้าอาภรณ์ที่บ่งบอกความเป็นผู้นำแฟชั่น สิ่งเหล่านั้นดูเหมือนจะกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขา มากกว่าผลงานในสนาม ค่าตัว 89 ล้านปอนด์ บวกค่าจ้างอีก 290,000 ปอนด์ที่แมนฯยูไนเต็ดต้องจ่ายมายาวนานต่อเนื่อง 6 ปีเต็ม ไม่นับโบนัสบางส่วน ลองคำนวณดูแล้วกันว่าคอร์สของ ป็อกบา ตกทั้งหมดเท่าไร แล้วได้อะไรกลับคืนมาบ้าง เราไม่รู้แน่ชัดว่าดีลของ ป็อกบา เป็นความตั้งใจของบอร์ดบริหาร ซึ่งต้องการสร้างมูลค่าการตลาดไปในตัวหรือ โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องการมาร่วมทีมเอง แต่นี่คือดีลล้มเหลวสุดครั้งหนึ่ง ตั้งแต่แมนฯยูไนเต็ดก่อตั้งทีมมาเลย ส่วนคนอื่นๆอย่าง คาวานี่ ได้มาฟรีก็จริงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทว่าก็ต้องลงทุนค่าจ้างก้อนโต 250,000 ปอนด์ต่อวีก ตกเดือนละ 1 ล้านปอนด์ ถามว่าคุ้มค่าหรือเปล่า ก็คงไม่ถึงขั้นจะพูดอย่างนั้น ฤดูกาลแรกมาดีมาก ตะบันตาข่ายเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะช่วงท้ายที่มีอิทธิพลอย่างสูง จนมีเสียงอ้อนวอนจากแฟนบอลให้ยืดสัญญาอีกปี เลยยอมใจอ่อน มาถึงซีซั่นนี้ คาวานี่ ดร็อปลงมาก สภาพร่างกายคือปัญหาใหญ่ บาดเจ็บถี่ยิบ บางครั้งมีขอวันหยุดพิเศษเพิ่มอีก จนแฟนบอลเริ่มไขว้เขว ศรัทธาที่เคยมีลดน้อยลง พร้อมคำถามว่า เขาทุ่มเทให้ทีมมากจริงหรือ? ดูแววแล้วไม่มีฤดูกาลที่ 3 ค่อนข้างแน่ คาวานี่ กำลังจะกลายเป็นอดีตอีกคน ในขณะที่ มาต้า ซื้อมาเกือบ 40 ล้านปอนด์ ตั้งแต่มกราคม 2014 พร้อมมวลความหวังก้อนใหญ่เช่นกัน เพราะก่อนเซ็นสัญญา ผลงานของเขาในสีเสื้อเชลซีผุดผาดเปล่งปลั่ง ฟาดรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำ 2 ซีซั่นสองสมัยรวด บทบาทของ มาต้า คือเพลย์เมคเกอร์ ชัดเจนจากจำนวนแอสซิสต์และสถิติการสร้างโอกาส แต่พอมาอยู่แมนฯยูไนเต็ดแล้วแทบไม่หลงเหลือคราบไคลจากเชลซีเลย เหมือนกลายร่างเป็นอีกคน ไม่ว่าจะเป็น เดวิด มอยส์ , หลุยส์ ฟานกัล , โชเซ่ มูรินโญ่ , โอล่า กุนนาร์ โซลชา กระทั่งมาถึงยุค ราล์ฟ รังนิก ไม่มีบอสคนไหนใช้ประโยชน์ได้อย่างที่ควรจะเป็นเลย ทั้งที่นี่ไม่ใช่ผู้เล่นที่โดดเด่นเรื่องฝีเท้าเท่านั้น ทัศนคติยังยอดเยี่ยมอีกต่างหาก ช่วยเสริมภาพลักษณ์สโมสร รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับแข้งรุ่นน้อง ท้ายที่สุดก็ต้องเตรียมปล่อยไปฟรีในมิถุนายนที่จะถึง อุตส่าห์ยื้อไว้ด้วยข้อผูกมัดสัญญา แต่นั่นเหมือนอารมณ์ของความเสียดายมากกว่า เนมานย่า มาติช คืออีกรายที่ยืนยันมั่นเหมาะผ่านทางเว็บไซต์สโมสรไปแล้วว่า จบฤดูกาลนี้ เขาจะย้ายออกจากทีมเลย เป็นการตกลงกันเรียบร้อย ด้วยความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย สัญญาเขาเหลืออีก 1 ปีด้วยกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหากต้องการฉีกซะ ยอมทิ้งค่าจ้างวีกละ 120,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพราะน่าจะเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ คงไม่ได้อยู่ในแผนของ เอริก เทนฮาก กุนซือคนใหม่แน่ มาติช เพิ่งขยายสัญญาเมื่อกรกฎาคม 2020 หรือเกือบ 2 ปีก่อน โซลชา ดูชื่นชอบเป็นการส่วนตัว อยากซื้อประสบการณ์และความเยือกเย็น แต่กลับปล่อยให้มีสถานะเป็นแค่อะไหล่ซะมากกว่า หากคิดไว้แล้วว่าจะขยายสัญญาเพื่อมานั่งสำรอง ควรจะปล่อยไป เพราะด้วยเรตค่าจ้างนี้ดูจะสูงเกิน ถึงเวลาเกมสำคัญจริงก็เลือกใช้ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด มากกว่า เจสซี่ ลินการ์ด คืออีกคนที่น่าจะนับถอยหลัง สถานะเป็นอดีตผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ วัดจากสถานการณ์ปัจจุบัน แทบไม่มีโอกาสจะได้ต่อสัญญาเลย เกมล่าสุดซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดในฤดูกาลนี้ ในฐานะเด็กที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่ตั้งแต่ไม่ถึง 10 ขวบ เขามีชื่อเป็นสำรอง นั่นยังไม่ถือว่าเซอร์ไพรส์ เพราะช่วงหลังก็ต้องนั่งรอโอกาสเกือบตลอด แต่แทนที่จะถูกเปลี่ยนลงมาเพื่อร่ำลาแฟนบอลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยุติความสัมพันธ์ที่ยืนยาว 20 ปี กลับไม่ถูกเลือก รังนิก ตัดสินใจใช้งาน ฟิล โจนส์ กับ คาวานี่ ซึ่งคู่นี้ก็น่าจะเปิดหมวกลาด้วย นั่นทำให้ ลูอี้ สก็อตต์ พี่ชายของ ลินการ์ด ออกมาเล่นงานสโมสรและ รังนิก ที่มองข้ามน้องชายของตน ผู้ซึ่งต่อสู้เพื่อทีมและเสียสละมาตลอด แต่ต้องมาเจอวิธีปฏิบัติเช่นนี้ แฟนบอลหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไม บอร์ดแมนฯยูไนเต็ดหรืออาจจะเป็น โซลชา ที่ตัดสินใจเก็บ ลินการ์ด เอาไว้ ไม่ยอมขายถาวรให้เวสต์แฮม ทั้งที่นักเตะกำลังฟอร์มเข้าฝัก พอคัมแบ็กก็เหมือนเดิมเลย ลงเล่นแทบจะนับจำนวนนาทีได้ สำรองสมบูรณ์แบบ กลับสู่โลกอันโหดร้าย หากปล่อยตอนนั้นน่าจะได้ค่าตัวสัก 10-15 ล้านปอนด์ ไม่ต้องมาจ่ายค่าจ้างอีก 75,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เซฟงบประมาณได้อีกก้อน มันเป็นการตัดสินใจของแมนฯยูไนเต็ด ที่ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ต่างฝ่ายต่างเสียทั้งคู่ ไม่เข้าใจเลยว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ นี่ยังไม่นับ ฟิล โจนส์ , เอริก ไบยี่ และ อารอน วาน บิสซาก้า 3 แนวรับที่มีแนวโน้มว่าจะโดนปล่อยด้วยเหมือนกัน สองคนแรกแมนฯยูไนเต็ดต่อสัญญา ท่ามกลางความงุนงงสงสัย แทบไม่ค่อยได้ใช้งาน ควรจะขายทิ้งแล้วไปหาคนที่ใช่มาทดแทน รายหลังหนักสุดจ่ายบ้าเลือด 50 ล้านปอนด์ แต่คุณภาพนักเตะไม่ถึงขั้นนั้นเลย เตรียมกระเป๋าฉีกแน่ๆ ขายทอดตลาดยังไงก็ขาดทุนยับ น่าแปลกใจมาก หลายเคสที่แฟนบอลหรือคนนอกดูออก แต่ทำไมบอร์ดบริหารถึงทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ซึ่งผลลัพธ์มันก็อย่างที่เราเห็นกัน หากไปครบตามรายชื่อที่ว่าไว้ น่าจะเกือบ 10 คนเลยทีเดียวหรืออาจน้อยกว่านั้นนิดหน่อย ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมทั้งเป็นการสูญเสียมากสุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะมองในแง่ของมูลค่า ราคาหรือเวลา ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ด -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #คนไม่ใช่ยังไงก็เหลว ]

เกมพรีเมียร์ลีกที่กูดิสัน พาร์คเมื่อวันอาทิตย์ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการชี้ชะตาเอฟเวอร์ตัน ซึ่งกำลังดิ้นสุดฤทธิ์หนีตกชั้นแล้ว หลายคนยังจับตามองอนาคตของ โรเมลู ลูกากู ด้วยเช่นกัน เขาได้กลับมาเยือนถิ่นเก่า ที่เคยสร้างชื่อในพรีเมียร์ลีก หลังย้ายมาจากเชลซีแบบยืมตัวในปี 2013 ก่อนเซ็นถาวรอีกซีซั่นถัดมา ด้วยผลงานอันน่าประทับใจ ตอนนั้น ลูกากู อยากจะพิสูจน์ตัวในสีเสื้อเชลซี แต่พอนึกถึงโอกาสอันน้อยนิดแล้ว การตัดสินใจย้ายมาเอฟเวอร์ตัน ย่อมเป็นทางออกดีสุด ความทรงจำของ ลูกากู กับเชลซีจึงไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ความเจ็บแค้น อันเดร วิลลาส โบอาช เจ้านายคนแรกที่ร่วมงานด้วยยังคงอยู่ แม้จะผ่านมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม ใครจะไปคิดว่า ดาวถล่มประตูทีมชาติเบลเยียมจะได้รีเทิร์นเชลซี เมื่อซัมเมอร์ 2021 หรือปีที่ผ่านมานี่เอง แถมมีค่าตัวแพงสุดเป็นสถิติสโมสร 98 ล้านปอนด์ ขาดแค่ 2 ล้านจะครบร้อย การกลับมาเที่ยวนี้แตกต่างจากปี 2011 หรือ 10 ก่อนอย่างสิ้นเชิง จากดาวรุ่งที่ไม่มีแฟนบอลคนไหนคาดหวัง เชื่อว่าเป็นดีลแห่งอนาคตมากกว่า รวมถึงตอบสนองนโยบายผู้บริหารที่ชอบรวบดาวรุ่งชั้นนำมาเก็บไว้ ลูกากู เปลี่ยนสถานะเป็นนักเตะแห่งความหวังในการถล่มประตู ซึ่งจะมาช่วยแก้ไขจุดอ่อนตรงนี้ เสริมศักยภาพการเข้าทำได้เด็ดขาดดุดันยิ่งขึ้น ต่อยอดความสำเร็จจากแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างที่เราเข้าใจ ติโม แวร์เนอร์ ที่ย้ายมาก่อนหน้า ยังไม่อาจตอบโจทย์ได้ ผิดพลาดในจังหวะสุดท้ายหลายครั้ง สูญเสียความมั่นใจเห็นได้ชัด ไค ฮาแวร์ทซ์ ซึ่งต้องหุบมาเล่นด้านใน ก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ถนัดอีก รวมถึงรูปร่างและสไตล์การเล่นดูบอบบางไป ไม่น่าจะเหมาะสำหรับยืนปักหลักบริเวณกรอบเขตโทษ เดิมทีมีข่าวว่า เชลซีพยายามจะกระชาก เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ มาให้ได้ แต่คอร์สสูงเกินไป ทั้งค่าตัวที่โดนโก่งหนัก เพราะยังไม่ถึงกำหนดจ่ายค่าฉีก ไหนจะค่าจ้างแพงสุดกู่ 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จำต้องเบรกไว้ก่อน มีเสียงวิจารณ์เหมือนกันว่า ลูกากู ไม่น่าจะใช่กองหน้าสเป็กของ โธมัส ทูเคิ่ล แต่อาจมีประกาศิตจากเบื้องบนให้ปิดดีลนี้มา เขาออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม 3 นัดในพรีเมียร์ลีก กดเปรี้ยง 3 ประตู เป็นสัญญาณการเริ่มต้นดีมากๆ แทบไม่ต้องปรับตัวเลย แต่แล้วฟอร์มของเขาก็ดร็อปลงอย่างน่าใจหาย มีส่วนร่วมกับการได้ประตูน้อยกว่าเดิม แม้จะหายจากอาการบาดเจ็บ ร่างกายฟิตเต็มสูบก็ต้องนั่งรอโอกาสที่ข้างสนามเป็นส่วนใหญ่ 9 นัดหลังสุดในลีก เขาเป็นตัวจริงแค่เกมเดียวเท่านั้น ที่เหลือคือสำรองถูกเปลี่ยนลงมากับไม่ได้ถูกใช้งาน มันสะท้อนเลยว่าอาการน่าเป็นห่วงแค่ไหน ประตูสุดท้ายที่ทำได้ในลีก ต้องย้อนกลับปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นัดเสมอไบรท์ตัน 1-1 แล้วปืนฝืดลากยาวมาจนปัจจุบัน เบ็ดเสร็จแล้ว ลูกากู ซัลโวไปแค่ 5 ประตูเกมพรีเมียร์ลีก ช่างเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังเหลือเกิน ทั้งที่ไม่มีปัญหาบาดเจ็บมารบกวนเลย ช่วงก่อนหน้านี้ที่ดร็อปลงไป เชื่อกันว่าอาจมีสาเหตุมาจากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก ต้องรอฟื้นฟูกันอีกสักพักให้เข้าที่เข้าทาง ทว่าจนแล้วจนรอด ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะกระเตื้องขึ้น ลูกากู เคยให้สัมภาษณ์เหมือนโยนความผิดไปยัง ทูเคิ่ล ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแท็คติก ก่อนโดนเจ้านายตอบโต้กลับมาว่า ปรับแค่เล็กน้อยเท่านั้นเองและได้ทำความเข้าใจเรียบร้อย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ประเด็นมันอยู่ตรงที่ทำไมฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งร่วมงานกับ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่อินเตอร์ มิลาน ผลงานถึงเปรี้ยงปร้าง ยิงไปถึง 30 ประตู แถมด้วยอีก 10 แอสซิสต์ เห็นชัดว่ามีอิทธิพลอย่างมากในเกมรุก ด้วยตัวเลขอันหรูหรานี่แหล่ะ ทำให้บอร์ดบริหารเชลซียอมจ่ายแบบเสียฟอร์ม 98 ล้านปอนด์ อีกทั้งทุ่มค่าจ้าง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพื่อกระชากกลับเดอะ บริดจ์ เป็นการลงทุนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ทั้งที่นี่คือนักเตะของตัวเองมาก่อนแท้ๆ แต่แทบไม่ค่อยได้ใช้งาน ขายออกไปเหมือนจะได้กำไร แต่สุดท้ายก็ขาดทุนกระเป๋าฉีก ไม่มีใครคาดคิดว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้เลย -------------------- สีหน้าของ โรเมลู ลูกากู ในเกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ ดูย่ำแย่อย่างมาก แววตาของเขาบอกถึงความเคร่งเครียดที่กำลังตามคุกคามอย่างหนัก ซึ่งทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมากอีก นับวัน ลูกากู ยิ่งเหมือนส่วนเกินของเชลซี แทบการันตีได้เลยว่า เขาจะเริ่มต้นบนม้านั่งสำรอง เพื่อรอโอกาสด้วยความอดทน หากคุณเคยเป็นนักเตะที่ถูกตั้งความหวังไว้มากสุด แล้วต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ ย่อมเข้าใจความรู้สึกข้างใน มันเจ็บปวดไม่น้อยเลย เกมกับเอฟเวอร์ตัน เขาควรถูกเปลี่ยนลงมา เพราะเชลซีตกเป็นฝ่ายตามหลัง ต้องการประตูตีเสมอ แต่กลับไม่ได้รับความไว้วางใจจาก โธมัส ทูเคิ่ล ทันทีที่ คริสเตียน พูลิซิช กับ ฮาคีม ซิเย็ค 2 ผู้เล่นแนวรุก ถูกเปลี่ยนลงไปเป็น 2 โควต้าสุดท้ายในนาที 68 กล้องจับมายัง ลูกากู อีกรอบเพื่อตอกย้ำ สีหน้ายิ่งแย่หนักกว่าเก่าอีก จะบอกว่า ทูเคิ่ล มีอคติก็คงไม่ใช่ จริงอยู่ ลูกากู อาจไม่ใช่กองหน้าที่ต้องการ แต่ก็ให้โอกาสสม่ำเสมอ ต้องโทษนักเตะเองด้วยที่ไม่อาจพิสูจน์ตัวเองได้อย่างที่คาดหวังกัน เขาไม่ได้สร้างความประทับใจอะไรเลย ในขณะที่แบกความกดดันทั้งค่าตัวและค่าจ้าง อันเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร ถือว่าหนักหน่วงอย่างมากกับการเผชิญหน้าในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ต้องติดตามตอนต่อไปก็คือ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสร ที่ดูเหมือนเป็นผู้ให้การสนับสนุนมาตลอด โดนบีบจนต้องขายทีม เปิดทางให้กลุ่มทุนใหม่เข้ามา ในขณะเดียวกัน ทูเคิ่ล ก็แย้มไว้แล้วว่า พร้อมจะอยู่ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมต่อไปอีกในฤดูกาลหน้า ซึ่งหากเป็นกลุ่มของ ท็อดด์ โบห์ลี มาเทคโอเวอร์ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เดาไม่ยากเลยว่า ตลาดซัมเมอร์นี้คงได้แขวนป้ายขาย ลูกากู ยังไงก็ต้องยอมขาดทุนชนิดไม่มีทางเลือกหรือคงต้องปล่อยให้ยืมตัวไปพลางๆก่อน ตอนนี้สภาพจิตใจและความเชื่อมั่นของเขาคงดิ่งลงมาสุดๆแล้ว ไม่ง่ายเลยที่จะดึงกลับไปสู่จุดเดิมอีก นั่นแหล่ะที่น่ากลัวอย่างมาก ส่วนเชลซีคงต้องควานหากองหน้าคนที่ใช่กันต่อไป ไม่มีเวลาให้ ลูกากู ได้ปรับปรุงกันมากไปกว่านี้หรอก แฟนบอลเชลซีบางคนแสดงความเห็นแบบปลงตกไว้ว่า หากนี่คือคนที่ใช่สำหรับสโมสรจริง คงใช่ตั้งแต่ที่ย้ายมาร่วมรอบแรกแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปเอากลับมาอีก เพราะบรรดาสาวกเองก็ผิดหวังไม่น้อยไปกว่า ลูกากู เลยจริงๆ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ เมื่ออยากเห็น ผมจะเป็นให้ ]

ข้อมูลจากเว็บไซต์ salarysport ที่รวบรวมค่าจ้างของนักกีฬาอาชีพในสโมสรชั้นนำ เปิดเผยของผู้เล่นเรอัล มาดริดไว้อย่างสนใจ คนที่รับมากสุดคือ แกเร็ธ เบล อยู่ที่ 27.5 ล้านปอนด์ต่อปีหรือประมาณ 528,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ คิดเป็นเงินบาทก็วีกละ 22.7 ล้าน มหาศาลบานตะเกียงเลยทีเดียว อันดับสองคือ เอแด็น อาซาร์ 19.8 ล้านปอนด์ต่อปี 381,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เป็นเงินบาทคือ 16.3 ล้าน แน่นอนว่าใครเห็นตัวเลขนี้ต่างก็อยากเอามือทาบอกทั้งสิ้น บางคนบอกเลยว่าเล่นบอลแค่สัปดาห์เดียว พวกเขาทำมาหากินทั้งชาติยังได้ไม่ถึงด้วยซ้ำ แต่ที่น่าตกใจกว่าเห็นจะเป็นจำนวนนัดที่ เบล ลงสนามช่วยมาดริด ฤดูกาลนี้ใกล้ปิดฉากลงเต็มทีแล้ว ดาวเตะเวลช์เพิ่งเล่นไปแค่ 7 เกมเท่านั้นเอง รวมทั้งหมด 290 นาที ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ ยิงไป 1 ประตู ไม่มีแอสซิสต์เลย ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่ตามรังควานต่อเนื่อง แทบทุกชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นหัวเข่า , น่อง , หลังและเอ็นกล้ามเนื้อ รักษากันไปไม่เคยหายขาดเลย ด้าน เอแด็น อาซาร์ จนถึงเวลานี้ลงไปทั้งสิ้น 22 เกมทุกรายการ เป็นสำรองเกือบครึ่ง รวมทั้งสิ้น 877 นาที ทำได้ 1 ประตู 2 แอสซิสต์ ภาพรวมของตัวเลขดีกว่า เบล อยู่บ้าง แต่หากว่ากันตามตรงแล้วแทบไม่ต่างกันเลย ทั้งคู่ไม่ได้เข้ามาเป็นแกนหลักผลักดันทีม กลายเป็นภาระซะมากกว่า พวกสื่อต่างแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือสองดีลอันล้มเหลวมากสุดในประวัติศาสตร์เรอัล มาดริด แม้ เบล จะเคยทำผลงานน่าประทับใจ มีส่วนร่วมกับความสำเร็จหลายครั้ง โดยเฉพาะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 2917/18 ที่ลุกมาจากม้าสำรอง ก่อนซัลโวคนเดียว 2 ประตูสำคัญ ช่วยให้ทีมคว้าชัยเหนือลิเวอร์พูล 3-1 แต่หลังจากนั้นเขาเหมือนถูกผลักให้กลายเป็นตัวปัญหาของทีม เริ่มจากโดนตราหน้าว่าคือชนวนทำ ซีเนดีน ซีดาน ตัดสินใจอำลาทีม ทั้งที่เพิ่งครองเจ้ายุโรปได้แค่ 5 วัน ในขณะเดียวกันสื่อฝั่งมาดริด ดูเหมือนตั้งตนเป็นศัตรูของ เบล มีการเล่นประเด็นที่ชวนสร้างความไม่ไว้วางใจให้กับพวกแฟนบอล อย่างเช่นสนใจออกรอบกอล์ฟ มากกว่าเกมในสนาม ไม่ได้แคร์มาดริดแบบจริงจัง ทั้งที่รับค่าจ้างสูงสุดในสโมสร มีเวลาว่างไม่ได้ ต้องบินกลับอังกฤษเสมอ เพื่อมาซ้อมสกิลการพัตต์ เพราะที่สวนหลังบ้านลงทุนทำกรีนอย่างดีไว้พร้อมอยู่แล้ว นอกจากนี้สื่อยังเสี้ยมให้แฟนมาดริดฉุนเฉียวยิ่งขึ้น จากเหตุการณ์บนรถบัสของทีม แทนที่จะใส่ใจเปิดคลิปคู่แข่งเป็นการศึกษาก่อนโม่แข้ง แต่กลับดูถ่ายทอดสดกอล์ฟรายการหนึ่งซะอย่างนั้น จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ ไม่มีใครออกมายืนยันเป็นพยาน แต่เมื่อสื่อนำเสนอออกไป ก็เหมือนสาดเชื้อไฟให้แรงกว่าเดิม ความโกรธเกลียดชิงชังทวีหนักอีก ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีความพยายามนำผลงานในสีเสื้อสโมสรกับทีมชาติเปรียบเทียบกันด้วย ยามรับใช้เวลาทีไร เบล ดูเป็นคนละคนกับตอนอยู่มาดริด กระตือรือร้น แพสชั่นมาเต็มและมักมีส่วนร่วมกับการได้ประตูอยู่เสมอ เมื่อเรื่องเหล่านี้ถูกสะสมนานวันเข้า มันเหมือนยัดเยียดให้แฟนมาดริดเองจงเกลียดจงชัง เบล มากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งไปสุดถึงคำพูดที่ว่า ไม่มีทางย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว แน่นอนว่า เบล ตกเป็นเหยื่ออันโอชะ พวกสื่อสามารถหยิบชื่อมาสร้างประเด็นได้เสมอ เพราะรู้อยู่แล้วว่าขายได้ เรียกความสนใจจากแฟนๆที่พร้อมจะก่นด่าสาปแช่งอย่างดี เหตุการณ์ที่ดูรุนแรงล้ำเส้นจนไม่ให้เกียรติกัน เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลายคนยังน่าจำได้ มานูเอล จูเลีย โดราโด้ นักข่าวและคอลัมนิสต์ของมาร์ก้า เขียนคอลัมน์จัดหนักไม่เกรงใจ ระบุว่านี่คือปรสิตที่มาจากเกาะอังกฤษ สูบเลือดกินเนื้อมาดริดจนอิ่มหนำ แล้วเล่นละครหลอกลวง ก่อนจะเตรียมบินจากไป การที่ เบล ถูกกล่าวหาว่าเป็นพาราไซต์หรือปรสิต อันหมายถึงพวกไร้คุณค่า จึงกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับมากมาย แฟนบอลไม่น้อยเห็นดีเห็นงามด้วย แต่มันควรทบทวนไล่เรียงเหตุการณ์ให้ดีซะก่อน ไม่ใช่จู่ๆจะไปประทับตราที่หน้าผากประจานกันอย่างนั้น เข้าใจว่าสาวกราชันชุดขาวหลายต่อหลายคนรับไม่ได้ เบล เพิ่งยิง 2 ประตูช่วยเวลส์ฝ่าด่านผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสำเร็จ แต่พอมาเล่นให้มาดริดทีไร เหมือนเป็นตัวละครอีกคน ซังกะตาย ไร้แพสชั่น เหมือนอยู่ไปวันๆ รอกระทั่งหมดสัญญาแล้วค่อยจากไปอย่างเงียบๆ เมื่อไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อแฟนบอลได้อีกแล้ว เบล เลยปล่อยเลยตามเลย อยากให้ชิลด์ อยากเห็นว่าเป็นคนไม่ทุ่มเท ก็แสดงมันออกมาเลยดีกว่า ทั้งที่บางครั้งเขาถูกปฏิบัติไม่เหมาะสม แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไรนัก โดยเฉพาะช่วงที่ยังมี ซีดาน กุมบังเหียน ไม่ได้มีสถานะเป็นตัวหลัก แถมยังเจอความพยายามบางอย่างบีบให้ย้ายออก เราได้เห็นภาพต่างๆนานา อย่างเช่นนั่งเป็นสำรองอยู่ข้างสนาม แล้วเอาหน้ากากปิดหน้าไม่สนใจดูเพื่อนๆระหว่างวิ่งในเกม ร่วมฉลองความสำเร็จกับคนอื่นๆ ราวกับเป็นหุ่นยนต์ ถูกสถานการณ์บังคับให้ทำอย่างนั้น แต่มันกลับไม่เนียน จนถูกจับได้ หรือกระทั่งบรรยากาศในห้องแต่งตัว หลังเกมมาดริดชนะ แล้วมีการถ่ายคลิปเอาไว้ เบล เลือกที่จะปลีกตัวออกห่าง แทบไม่ได้เข้าเฟรมเลย แต่ก็ยังถูกจับภาพได้อยู่ดี ล่าสุดเลยก็คือเมื่อคืนวันเสาร์ หลังจากมาดริดเปิดบ้านทุบเอสปันญ่อล 4-0 คว้าแชมป์ลาลีกาสมัย 35 มาครองสำเร็จ งานปาร์ตี้เรียกน้ำย่อยจึงเริ่มขึ้น นอกจากพวกแข้งตัวจริงในเกมดังกล่าว กลุ่มสำรอง พวกบาดเจ็บหรือโดนพักแข้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกันทั้งหมด แม้กระทั่ง เอแด็น อาซาร์ ก็มาด้วย แต่กลับไม่ปรากฏเงาของ เบล สื่อคาดว่าเขาน่าจะบอกปัดเอง ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอีกต่อไป แน่นอนแฟนบอลพออ่านข่าวหรือเห็นทวีตข้อความว่า เบล ไม่ได้อยู่ร่วมฉลอง ก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นทางโซเชี่ยล ตำหนิติเตียน ด่าทอต่อว่ากันตามสไตล์ สำหรับ เบล ไม่น่าจะหาทางออกไม่ติดตามเรื่องหรือข่าวประเภทนี้ รวมทั้งสตอรี่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเล่นงานเขาโดยตรงอีก ปล่อยให้มันเงียบหายไปเอง ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า เบล เองโดนสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ทำให้เขาต้องจำยอมรับสภาพดังกล่าว นั่นคือเป็นพวกเห็นแก่เงิน ไม่ทุ่มเทคุ้มค่าจ้างที่มากกว่าใคร ไร้สปิริตและถึงขั้นเป็นปรสิต เบล อาจไม่ถูกทั้งหมดในบางเคส แต่จะโยนความผิดให้เขาคนเดียวคงไม่ได้เช่นกัน จะว่าไปก็น่าเห็นใจ อาจเพราะเป็นนักเตะต่างชาติ รับค่าจ้างแพงสุด แล้วมักถูกโฟกัส เล่นไม่ดีเหยาะแหยะขึ้นมาเมื่อไร จะโดนจัดหนักทันที ซ้ำร้ายมีข้อเปรียบเทียบกับแข้งอย่าง ลูก้า โมดริช , โทนี่ โครส หรือ กาเซมีโร่ ที่ได้เงินน้อยกว่า แต่แอ็กชั่นต่างกันลิบลับอีก เขาไม่มีแรงจูงใจหลงเหลืออีกแล้ว มันอันตรธานไปเกลี้ยง ดังนั้นทางเลือกดีสุดคือเป็นอย่างที่ทุกคนอยากเห็นเลยแล้วกัน ฉากจบของเขากับมาดริดแทบไม่มีความทรงจำ ทั้งที่เมื่อ 4 ปีก่อน ยังเป็นฮีโร่ของทีมอยู่เลย แต่บางที เบล อาจหลุดพ้นจากคำว่าแคร์มาแล้วก็ได้ -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ที่ไหนเห็นคุณค่าค่อยไป ]

กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนมานย่า มาติช เปิดเผยผ่านเว็บไซต์แมนฯยูไนเต็ด เรื่องอนาคตของตนอย่างชัดเจนไม่มีอ้อมค้อมแทงกั๊กเลย นั่นคือตัดสินใจลาทีมหลังฤดูกาลนี้ปิดฉากเรียบร้อย ทั้งที่ยังเหลือสัญญาจนถึงปี 2023 แต่พร้อมยุติเพียงเท่านี้ เป็นการทำความเข้าใจกับสโมสร ซึ่งทุกอย่างราบรื่นดี "หลังจากใช้เวลาทบทวนสักพัก ผมก็ได้ตัดสินใจแล้วว่านี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของผมกับแมนฯยูไนเต็ด ผมได้แจ้งฝ่ายบริหาร ผู้จัดการทีม รวมทั้งเพื่อนๆแล้ว" "นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้เล่นให้สโมสรยิ่งใหญ่เช่นนี้ ขอบคุณแฟนบอลทุกคนกับการสนับสนุนเสมอมา" "ผมขอทุ่มเทให้สุดๆก่อนจบซีซั่น เพื่อช่วยให้เพื่อนร่วมทีม ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมฤดูกาลนี้" มันเหมือนเป็นการกล่าวคำอำลาล่วงหน้าของ มาติช โดยไม่ต้องรอให้ฤดูกาลจบ หลังจากนั้นสามารถเก็บสัมภาระส่วนตัว ยัดใส่กระเป๋ากลับบ้านอย่างเงียบๆ ข่าวนี้ของ มาติช มีสื่อน้อยใหญ่นำไปเสนอพอสมควร แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไรนัก โดยเฉพาะแฟนแมนฯยูไนเต็ดที่อยากให้ซีซั่นปิดฉากลงเร็วที่สุด เห็นสภาพทีมแล้วได้แต่หมดหวัง เชื่อว่า มาติช คงใช้เวลาตัดสินใจพอสมควร อย่างที่เขาบอกไว้นั่นแหล่ะ เพราะมันไม่ง่ายเลย สัญญาเหลืออีก 1 ปีด้วยกัน แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โดนปลดเปิดทางให้ ราล์ฟ รังนิก มารักษาการณ์ ตามด้วยซีซั่นหน้าบอสคนใหม่ชื่อ เอริก เทนฮาก จะสานงานต่อ มาติช ย่อมมองทะลุอนาคตเห็นบทบาทของตนได้ไม่ยากเลย แมนฯยูไนเต็ดกำลัง ทำลายความผิดพลาดในปัจจุบัน เพื่อถอยไปนับหนึ่งใหม่ เป็นการเริ่มต้นสร้างอีกครั้ง ซึ่งคงไม่เหมาะสมกับตนแน่ๆ ด้วยวัยที่ปริ่ม 34 ปี ใครๆต่างก็เห็นว่าเขาเชื่องช้าลงไปมาก พละกำลังก็ถดถอย ไม่แข็งแกร่งอย่างที่เคย แม้จะไม่ค่อยได้ลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม หลายคนพูดถึงประโยชน์จากประสบการณ์ของเขาที่คร่ำหวอดมานาน จัดเป็นมิดฟิลด์เชิงสวย ที่มีการเอาตัวรอดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี ตรงนี้จะช่วยให้น้องๆศึกษาเรียนรู้ นอกจากนี้ความอาวุโสของเขาก็ดูน่านับถือเคารพ พูดน้อย ไม่ชอบโซเชี่ยล แต่ถึงเวลาทำงานเต็มที่ ไม่มีอิดออด อย่างไรก็ดี คุณสมบัติที่ว่ามาเหล่านี้ เหมือนไม่ได้ซึมซับเข้าไปในตัวพวกเด็กรุ่นหลังเลย แทบจะถูกมองข้าม ไม่นานมานี้ มาติช เคยให้สัมภาษณ์ไว้เกี่ยวกับบรรยากาศในห้องแต่งตัว นักข่าวอยากรู้ว่ามันอย่างไรกัน ผลงานของแมนฯยูไนเต็ดถึงสะเปะสะปะอย่างที่เห็น เขาเลยตอบไปว่า บรรยากาศห้องแต่งตัวเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลของเกมดังกล่าว หากว่าเล่นกันดีมีชัย ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หยอกล้อกันตามประสา แต่วันไหนไม่ได้เรื่อง ก็แน่นอนมันต้องเงียบมาก ยิ่งในทีมที่ไม่ค่อยมีการตักเตือนหรือให้กำลังใจ ปลุกเร้ากระตุ้นกัน คงมาคุเป็นสองเท่าเลยทีเดียว มันเป็นการตอบคำถามแบบไม่ต้องการเอาเรื่องภายใน มาฉายให้คนภายนอกรู้ แต่พูดมาแค่ตรงนี้ เราก็พอจะเข้าใจได้เลยว่ามันแย่ขนาดไหน เพราะส่วนใหญ่ฟอร์มของปีศาจแดงมันไม่ได้ดีเลย สามวันดี สี่วันป่วย หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ แม้นักเตะแต่ละคนจะพยายามบอกผ่านสื่อว่า ทีมไม่ได้มีปัญหาอะไร ความเป็นยูนิตี้ยังอยู่ นักเตะสามัคคีกันดี บางคราวยังเห็นยกกลุ่มไปกินข้าวด้วยกัน กระนั้นเมื่อสะท้อนจากผลงานในสนาม ต้องยอมรับว่า มันน่าจะมีอะไรบางอย่างผิดพลาด ซึ่งจะบอกว่าบรรยากาศของทีมดีอยู่ คงเป็นไปไม่ได้หรอก หากสังเกตให้ดี หลายต่อหลายเกมที่นักเตะอายุน้อย ทำงานน้อยตามวัย ปล่อยให้พวกแข้งอาวุโสวิ่งพล่านกันมากกว่า ไม่ต้องอะไรมากหรอก เกมล่าสุดเสมอเชลซี กลายเป็นพวกอายุทะลุ 30 ที่คอยแบกทีมทั้งนั้น วิ่งเยอะกว่า กระตือรือร้นกว่า แต่น่าเสียดายพวกน้องๆไม่ได้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วนำไปใช้เลย มาติช ซึ่งควรมีเด็กๆคอยช่วยสนับสนุน เพื่อให้ตนทำงานง่ายขึ้น ไม่ต้องเข้าปะทะแล้วคอยเพรสซิ่งบีบพื้นที่มากเกิน ก็เป็นว่าต้องทำเองทั้งหมด กระทั่งจังหวะแอสซิสต์ให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัลโวตามเจ๊า ก็มาจากไอเดียที่ใช้การงัดบอลข้ามแนวรับไปให้ มาติช , โรนัลโด้ และ ดาบิด เด เคอา ซึ่งล้วนแต่เป็นเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ในทีม เมื่อเทียบจากอายุ ต้องจัดการเองเกือบทั้งหมด เพื่อช่วยทีมเก็บแต้ม ไม่ต้องอับอายพ่ายคาบ้านกันให้ช้ำใจอีก แน่นอนความสำคัญในลำดับต้นๆ มาติช อาจเทียบ โรนัลโด้ กับ เด เคอา ไม่ได้หรอก เพราะเขาเป็นเพียงแค่อะไหล่เท่านั้น หากตัวผู้เล่นอยู่กันครบ ก็คงต้องนั่งรอโอกาสข้างสนาม อย่างไรก็ดีพอรู้ว่า มาติช กำลังจะเปิดหมวกลาอีกไม่นาน แฟนแมนฯยูไนเต็ดก็รู้สึกใจหายบ้าง มันอาจเป็นข่าวเงียบๆอย่างที่บอกไว้ แต่เมื่อวัดจากผลงานเกมล่าสุดแล้ว อาการเสียดายย่อมตกตะกอนในความรู้สึกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย -------------------- แม้ โชเซ่ มูรินโญ่ จะไม่เคยป่าวประกาศว่า ใครคือนักเตะในดวงใจหรือประเภทคู่บุญที่ต้องพยายามลากจูงกันไป แต่เชื่อว่าน่าจะมีชื่อ เนมานย่า มาติช อยู่ในสารบบอย่างแน่นอน ปี 2009 ซึ่ง มาติช ย้ายจากโคซิเซ่สโมสรเล็กๆในลีกสโลวะเกียมายังเชลซี ยังแทบไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไร เขาเหมือนดาวรุ่งอีกหลายคนๆ หากมีแววและเข้าตาแมวมองเชลซี จะถูกดึงมาสะสมไว้เลย เผื่อว่าอนาคตอาจจะกลายเป็นดาวเด่น อย่างไรก็ตามมันยากมากสำหรับการเบียดแทรกขึ้นชุดใหญ่อย่างถาวร จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในดีล ดาวิด ลุยซ์ ย้ายมาเชลซีในอีก 2 ปีถัดมา พูดง่ายๆก็คือตัวแถมนั่นแหล่ะ เขาจากเชลซีไปชนิดที่ไม่มีใครจำหรอก เหมือนตอนย้ายมาไม่มีผิด ข่าวคราวเงียบมาก แฟนบอลสิงห์น้ำเงิน ยังจำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่มีใครคิดว่าในปีต้นปี 2014 เขาจะได้รีเทิร์นมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์หรอก แต่เพราะ มูรินโญ่ เล็งเห็นคุณภาพเลยดึงมา ก่อนจะยกระดับกลายเป็นแกนหลักอย่างน่าประทับใจ แล้วไม่มีใครคาดคิดอีกเช่นกัน เมื่อกุนซือโปรตุกีสโยกมากุมบังเหียนแมนฯยูไนเต็ด จะทำทุกวิถีทางเพื่อนำ มาติช มาเป็นขุนพลคู่กายอีกครั้งในปี 2017 "เขาเป็นกองกลางที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง พวกคุณก็เห็นกันอยู่แล้ว" มูรินโญ่ ตอบสื่อไว้แบบนี้ ตอนยอมจ่าย 40 ล้านปอนด์เมื่อ 5 ปีก่อน เส้นทางจากนี้ของ มาติช เมื่อแยกกับปีศาจแดงแล้วน่าสนใจอย่างมาก มันมาพร้อมๆกระแสข่าวว่า มูรินโญ่ ปรารถนาจะคว้าไปร่วมงานด้วยกันอีกครั้งที่โรม่า ถ้าเป็นจริงตามที่ข่าวโหมกัน นั่นหมายความว่าจะเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 3 ใน 3 สโมสร ซึ่งมีไม่บ่อยนักในโลกฟุตบอล บางที มาติช ก็คงเข้าใจดีว่า การได้ไปอยู่ในสโมสรหรือในที่ ซึ่งเห็นคุณค่าของเรานั้น มันน่าจะดีกว่าหากต้องกลายเป็นเพียงแค่ทางเลือกของอีกทีม เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว การตัดสินใจอาจไม่ใช่เรื่องยากเลย ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #การบ้านฤดูกาลหน้า ]

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าฤดูกาลหน้าเชลซีจะไม่มี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ อยู่ในทีมอีกต่อไป เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติเยอรมันโอเคกับเรอัล มาดริดเป็นที่เรียบร้อย ด้วยสถานะฟรีเอเจ้นท์ ย้ายไปแบบไม่มีค่าตัว เหลือเพียงแค่ประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมเชลซี ยอมรับว่าได้พยายามโน้มน้าวให้นักเตะเซ็นสัญญาใหม่แล้ว แต่การเรียกร้องมากเกินกว่าทางสโมสรจะรับได้ไหว จึงต้องปล่อยให้ตัดสินใจเลือกทางเอง คาดว่าเงื่อนไขของ รือดิเกอร์ มากเกินสำหรับเชลซี ซึ่งหากยอมให้เท่ากับว่าเป็นมาตรฐานของคนต่อๆไปด้วย บทสรุปจึงลงเอยด้วยการเสียฟรีอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม รือดิเกอร์ เองก็คงไม่มั่นใจในสถานการณ์ของสโมสรสักเท่าไรนัก นับตั้งแต่ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมโดนหางเลขจากสงครามรัสเซียโจมตียูเครน จนต้องขึ้นป้ายขาย จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้สืบทอดครอบครองอาณาจักรคนใหม่ ท่ามกลางกระแสกลุ่มทุนของ ท็อดด์ โบห์ลี เจ้าของทีมเบสบอลแอลเอ ด็อดเจอร์สกำลังมาแรง แม้ รือดิเกอร์ จะผูกพันและไว้เนื้อเชื่อใจ ทูเคิ่ล เจ้านายคนใหม่ที่เหมือนชุบชีวิตเขาขึ้นมาอีกครั้งแค่ไหน ทว่าอนาคตอันมั่นคงก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญกว่า การตัดสินใจของ รือดิเกอร์ ย่อมต้องผ่านการคัดกรองมาอย่างดีแล้ว ต่อให้ไม่ง่ายเลยสำหรับการเลือกครั้งนี้ก็ตาม ในขณะเดียวกัน อันเดรียส คริสเตนเซ่น กองหลังเดนมาร์กเป็นอีกคนที่เตรียมเก็บกระเป๋าลาเป็นรายต่อไป คริสเตนเซ่น มีสถานะไม่ต่างจาก รือดิเกอร์ นั่นคือหมดสัญญากับเชลซีในฤดูร้อนนี้และพร้อมจะก้าวออกไปเผชิญความท้าทายใหม่ โดยคาดว่าป้ายหน้าจะเป็นบาร์เซโลน่า เคสของปราการหลังทีมชาติเดนมาร์ก ก็ขยับเข้าใกล้คำว่าอย่างเป็นทางการเช่นกัน รอยืนยันอย่างชัดเจนเท่านั้น หากไม่มีเหตุคลาดเคลื่อน จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คาดว่าเชลซีจะเสียแกนหลักแนวรับถึง 2 คน ชนิดที่ว่าไม่ได้ค่าตัวคืนกลับมาเลยสักเพนนีเดียว ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เชื่อว่าอาจทำให้นักเตะบางคนในทีมเริ่มหวั่นไหวอยู่เหมือนกัน เพื่อนๆเริ่มทยอยย้ายกันออกไป ในขณะที่บทสรุปของสโมสรก็ต้องรอความชัดเจน เจ้าของใหม่ที่เข้ามาจะเป็นอย่างไรกัน สานต่อนโยบาย อบราโมวิช ที่วางเอาไว้หรือไม่ อีกทั้งหากมีการปรับเปลี่ยนจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง เหล่านี้คือคำถามที่ต้องรอเวลาเฉลยคำตอบ ทูเคิ่ล เองเพิ่งให้สัมภาษณ์ในทำนอง น่าจะอยู่กับทีมต่อไปในซีซั่นหน้า แต่เหมือนแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่อาจการันตีได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ แต่หากยังอยู่ต่อไป ต้องสะสางแก้ไขปัญหาพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะการหาผู้เล่นมาทดแทน เพื่อให้เกิดความสมดุล น่าเสียดายที่สโมสรตัดสินใจปล่อย ฟิกาโย่ โทโมริ ไปให้เอซี มิลาน เช่นเดียวกับยอมขาย มาร์ค เกฮี เซ็นเตอร์แบ็กสายเลือดใหม่ให้คริสตัล พาเลซ แลกกับเงินก้อนใหญ่ 20 ล้านปอนด์เมื่อกลางปีก่อน จนถึงตอนนี้ เกฮี ฝีเท้ารุดหน้าอย่างมาก จนก้าวสู่ทำเนียบทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อย เมื่อย้อนไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว ทูเคิ่ล จำต้องเดินหน้าต่อไป พยายามแปลงโฉมขุมกำลังให้แกร่งที่สุดเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้า ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มดีกรีเข้มข้นดุดันหนักกว่าเก่าอีก ในส่วนแนวรับ นอกจากหายไปสองคนแล้ว ติอาโก้ ซิลวา เพิ่งยืดสัญญาไปเมื่อต้นปีก็จริง โดยจะอยู่ถึงซัมเมอร์ 2023 แต่กันยายนที่จะถึงเขาจะอายุครบ 38 ปีแล้ว แม้จะดูแลร่างกายดีแค่ไหน ก็ยากที่จะยืนหยัดได้ตลอดรอดฝั่ง ลงสนามแบบต่อเนื่อง ยังไงก็ต้องเลือกใช้งานตามความเหมาะสม ส่วน เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า กัปตันทีมก็สามารถผ่านกฎข้อบังคับช่วง อบราโมวิช โดนคว่ำบาตร ขยายสัญญาได้อีก 1 ปี ไม่อย่างนั้นมีสิทธิ์โดนบาร์เซโลน่าตีท้ายครัว ฉกไปได้เลย ทว่า อัสปิลิกวยต้า คล้ายกับ ติอาโก้ ตรงที่อายุเริ่มมากขึ้น สิงหาคมที่จะถึงครบ 33 ปีเต็มแล้ว ความปราดเปรียวว่องไว ร่างกายอันแข็งแกร่ง ล้วนแต่ลดระดับเพดานลงทั้งสิ้น มันคงเป็นเรื่องลำบากหาก ทูเคิ่ล ต้องมอบความไว้วางใจให้ เทรเวอร์ ชาโลบาห์ หรือ มาร์ล็อง ซาร์ ซึ่งชั่วโมงบินยังน้อย แบกรับภาระใหญ่ไม่ได้แน่ ถ้าจะทำเพื่อระยะยาว คงต้องให้เจ้าของสโมสรใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นเรื่องราวซะก่อน ปลดการคว่ำบาตรสโมสรให้เสร็จสรรพ แล้วค่อยวางนโยบายกันใหม่ ซึ่งเวลามีไม่มากนัก ในสถานการณ์ที่เชลซีต้องเจอเรื่องเสียสองเซ็นเตอร์แบ็กไปพร้อมๆกัน มันหมายถึงการหานักเตะมีคุณภาพทัดเทียม มาทดแทนในตลาดซัมเมอร์นี้ กองหลังคือโซนที่ต้องโมดิฟายปะผุกันใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง แต่ยังมีโซนอื่นให้น่ากังวลอีก กองกลางเองก็เช่นเดียวกัน แม้จะได้ชื่อว่ามีมิดฟิลด์ขั้นเทพมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เอ็นโกโล่ ก็องเต้ , จอร์จินโญ่ หรือ มาเตโอ โควาซิช แต่สองรายแรกเริ่มโรยลง น่าจะเข้าโหมดขาลง จอร์จินโญ่ ย่าง 31 ปีแล้ว ก็องเต้ก็เพิ่งฉลองวันเกิดครบ 31 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คงยากที่จะยืนระยะมั่นคงไม่โคลงเคลงได้เหมือนอย่างเคย ช่วงหลังสองคนนี้เริ่มสลับกันบาดเจ็บ เช่นเดียวกับ โควาซิช ซึ่งฟอร์มดีก็จริง กลับไม่อาจลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ซาอูล ญีเกซ ก็ปรับตัวอย่างยากลำบาก ถึงตอนนี้ยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น มีโอกาสส่งคืนแอตเลติโก้ มาดริดต้นสังกัดจริง โดยไม่ใช้อ็อปชั่นซื้อขาด ช่วงหลัง ทูเคิ่ล ต้องเปิดโอกาส รูเบน ลอฟตัส ชีค เล่นมากขึ้น แต่ก็เกิดเครื่องหมายคำถามจะไว้ใจได้แค่ไหนกัน อาจไม่ถึงขั้นใช้คำว่าจำเป็นต้องหาใครสักคนมาเสริม แต่หากต้องการแข่งขันบดขยี้กับแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูลอย่างเต็มที่ ไม่มีแผ่วกลางทางเหมือนอย่างฤดูกาลนี้ ก็ควรหาตัวท็อปช่วย สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ม่านฤดูกาลจะรูดปิดแล้ว เรายังไม่เห็นเลยว่า โรเมลู ลูกากู จะพิสูจน์ตัวเองได้ ชัดเจนแล้วว่า เขาไม่อาจปรับวิธีการเล่นให้เข้าระบบ ทูเคิ่ล แม้ช่วงออกตัว จะทำได้ดีก็ตาม นานวันเข้ายิ่งทรุดหนัก จนไม่เห็นวี่แววของกองหน้าค่าตัวเกือบ 100 ล้านปอนด์ ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ก็ไม่ใช่ตำแหน่งเบอร์ 9 ธรรมชาติ การเฟ้นหาหัวหอกจอมถล่มประตูที่ใช่ ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งน่าจะต้องใช้งบอีกไม่น้อยเลย การเปลี่ยนครั้งสำคัญในส่วนบริหาร อันหมายถึงเจ้าของที่จะเข้ามาใหม่ คาดว่าต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้าง อาจทำให้เกิดการสะดุดไม่ราบรื่นเหมือนอย่างเคย เชลซีจึงเป็นอีกทีมที่ต้องต่อสู้หนักหน่วงในฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในสนามหรือข้างนอก การบ้านกองโตกำลังรอ ทูเคิ่ล ให้จัดการแก้โจทย์อยู่ --------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ ยิ่งกว่าคว้า 4 แชมป์! ]

นี่คือช่วงเวลาที่แฟนบอลลิเวอร์พูลทั้งโลก แทบกำลังสำลักความสุขอย่างแท้จริง ผลงานในสนามสุดยอดไร้เทียมทาน กำลังไล่ล่า 4 แชมป์ประวัติศาสตร์อย่างระทึก ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอในเวลานี้ หลังจากเปิดแอนฟิลด์เข่นบียาร์เรอัลตามคาด 2-0 ในรอบตัดเชือกเลกแรก นั่นหมายถึงการแหย่เท้าข้างหนึ่ง เข้าสู่นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเรียบร้อย เดอะ ค็อปบางคนน่าจะเตรียมพร้อมจองตั๋วเครื่องบินไปปารีสและหาโรงแรมที่พักไว้รอเลย ไม่ต้องรอให้โม่กันจบเลกสองด้วยซ้ำ ไม่นานจากนั้นข่าวดีระลอกสองตามมา เจอร์เก้น คล็อปป์ ประกาศขยายสัญญาไปจนถึงปี 2026 จากของเดิมจะจบลงในปี 2024 เดิมทีอย่างที่หลายคนรับรู้กัน คล็อปป์ มีแนวโน้มขออยู่แค่ครบเทอมเท่านั้น คือพอหมดสัญญาปัจจุบันหรืออีก 2 ปีข้างหน้าก็จะเปิดหมวกอำลา เหมือนไม่ได้มีแผนคิดว่าอยู่ยาวๆ เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กุนซือเฮฟวี่เมทัลยังยืนยันเจตนาเดิมด้วยซ้ำ ท่ามกลางความกังวลใจของสาวก เวลากระชั้นเข้ามาทุกทีแล้ว "แผนยังเหมือนเดิม ผมเข้าใจดีว่า ผมตอบคำถามที่ไม่อาจเอากลับมาได้อีก แต่ช่วงนั้นผมแค่ไม่ได้ระวังสักเท่าไร" "ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าผมตัดสินใจลาทีมในปี 2024 มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณภาพของทีมเลย ประมาณว่า โอ้พระเจ้า ผมต้องคุมทีมนะ หรือ โอ้พระเจ้า ผมควรจะหยุดคุมทีมดีกว่า บอกเลยว่าไม่ใช่อย่างนั้น" "ทุกวันนี้เราทำเพื่อแผนระยะยาว สโมสรแห่งนี้ต้องดีขึ้นไปอีก โดยเฉพาะตอนผมไม่อยู่แล้ว นั่นแหล่ะคือแผน" "เวลานี้เรากำลังทำกันอยู่ มันไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญว่าผมจะอยู่อีกนานแค่ไหน สิ่งสำคัญกว่าคือเราจะทำอย่างไรเมื่อถึงเวลานั้น" จับใจความระหว่างการให้สัมภาษณ์ทาง ITV เราพอจะบอกได้ว่า คล็อปป์ ไม่คิดเรื่องการยืดสัญญาสักเท่าไร แม้จะไม่ได้เป็นการปฏิเสธโดยตรงก็ตาม คล็อปป์ พยายามชี้ให้เห็นว่า หากวันหนึ่งไม่มีเขาจริงๆแล้ว สโมสรก็จะยืนหยัดเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ด้วยการวางแผนกันมาล่วงหน้า ซึ่งตัวเขาเองก็พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ แน่นอนว่าเมื่อบทสัมภาษณ์แพร่ออกไป เดอะ ค็อปจึงไม่มั่นใจนัก แม้ลึกลงข้างในยังหวังว่าจะได้เห็นกุนซือเยอรมันรั้งบังเหียนอย่างนี้ไปอีกนานก็ตาม คล็อปป์ อาจไม่ใช่เป็นกุนซือยิ่งใหญ่เทียบเท่าปรมาจารย์อย่าง บิล แชงค์ลี่ย์ , บ็อบ เพสลี่ย์ หรือกระทั่ง เคนนี่ ดัลกลิช หากว่ากันถึงผลงานความสำเร็จเป็นรูปธรรม แต่ความสำคัญของเขาอยู่ที่การเป็นผู้สร้าง ลิเวอร์พูลไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกเลยมาตั้งแต่ปี 1990 ได้แค่เฉียดเท่านั้น อย่างยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็หลุดโค้งอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเขามารับไม้ต่อ ก็ค่อยๆเริ่มต้นตามแนวทางของตน จับต้นชนปลายผิดบ้างถูกบ้าง กระทั่งถึงเวลาเหมาะสมสุกงอม ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยออกมาเอง คล็อปป์ แสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือทีมของเขาที่สร้างมากับมือ ทั้งนักเตะ ทีมงาน สไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ยังคงความเป็นเครื่องจักรสีแดงไม่แปรเปลี่ยน ขณะเดียวกันเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์รอบข้างบีบจนเสียผู้เล่นแกนหลัก มันก็แทบไม่ได้กระทบอะไรเลย มกราคม 2018 ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ดิ้นรนเพื่อย้ายไปบาร์เซโลน่า แม้จะปรารถนารั้งไว้ แต่เมื่อใจนักเตะไม่ได้อยู่แล้ว มันก็เปล่าประโยชน์ หลายคิดคาดว่า คล็อปป์ ต้องเผชิญปัญหาหนักแน่ คูตี้ คือเซ็นเตอร์ในแนวรุก เป็นเพลย์เมคเกอร์ เหมือนบงการเกมจากมันสมองและสองเท้า ลำบากมากหากจะหาใครมาทดแทนได้แบบเทียบเท่า แต่ คล็อปป์ เลือกปรับวิธีการเล่นใหม่ สามประสานในแดนหน้าอย่าง โม ซาลาห์ , ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ถูกสร้างให้ทำงานในลักษณะต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันและกัน ซาลาห์ ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเปล่งแสง มีบทบาทมากในเกมรุก โดยเฉพาะสถิติพังประตูเป็นกอบเป็นกำ นอกจากนี้เมื่อมีข่าวว่า ซาลาห์ กับ มาเน่ สองคีย์แมนแดนหน้าไม่ลงรอยกันสักเท่าไร คล็อปป์ นี่แหล่ะก็ใช้ตัวเองเป็นกาวใจ ทุกอย่างเรียบร้อยปกติ แทบไม่เหลือร่องรอยความขัดแข้ง หรือทั้งคู่อาจไม่ได้สนิทกันเมื่ออยู่ในนอกสนาม แต่เมื่อลงมาเล่นร่วมกันแล้ว จะไม่ส่งผลกระทบทั้งสิ้น นี่คือตัวอย่างบางส่วนของการสร้างและแก้ปัญหาในแบบฉบับ คล็อปป์ ซึ่งว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก ทว่าเขาทำสำเร็จ ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ แน่นอนว่าทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง ก็มีส่วนผลักดันไม่แพ้กันหรอก ซึ่งหลายภาคส่วน คล็อปป์ เป็นผู้เฟ้นหามาเอง เลือกคนที่เก่งกาจเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาทำงานที่ถนัด จนเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง คล็อปป์ ลงลึกทุกรายละเอียด การวิเคราะห์เกมอันเข้มข้น เก็บสถิติเพื่อนำมาประเมิน การฝึกซ้อมที่หนัก ซึ่งควบคู่กันไปกับความทันสมัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งช่วยให้นักเตะมีสภาพร่างกายแข็งแกร่ง พร้อมสู้ศึกแบบมาราธอนในแต่ละฤดูกาล ชนิดที่ว่าไม่บาดเจ็บกันง่ายๆ บทเรียนจากผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บเมื่อซีซั่นที่แล้ว จนทำให้หงส์แดงล้มเหลวอย่างคาดไม่ถึง ถูกนำมาสรุปแก้ไขกันในปัจจุบัน นั่นยังต้องรวมถึงการเสริมผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา ด้วยนโยบายเน้นของดี แต่ราคาย่อมเยาว์สมเหตุสมผล ไม่ใช่แพงสุดกู่ รวมทั้งไม่ได้มัดใจด้วยการเอาค่าจ้างเข้าล่อ ดีโอโก้ โชต้า , ติอาโก้ อัลกันตาร่า , อิบราฮิม่า โกนาเต้ และ หลุยส์ ดิอาซ มีค่าตัวรวมกันไม่ถึง 140 ล้านปอนด์ นั่นคือค่าตัว คูตี้ ซึ่งได้รับจากบาร์เซโลน่า เหลือทอนอีกต่างหาก 4 แข้งที่ว่ามานี้ เข้ามาพร้อมยกระดับลิเวอร์พูลได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ นำไปสู่ความสมบูรณ์แบบและเป็นเลิศอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันอนาคตของ โม ซาลาห์ หรือ ซาดิโอ มาเน่ ที่กำลังถูกโฟกัส เพราะสัญญาจะครบเทอมในซัมเมอร์ปี 2023 หรืออีกแค่ปีเศษๆเท่านั้น จะจบลงอย่างไร เชื่อว่า คล็อปป์ อยากจะเก็บไว้ทั้งหมด แต่หากเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องบางอย่างที่สโมสรไม่อาจตอบสนองได้ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด มีเคสตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว เพราะสุดท้ายลิเวอร์พูลก็ยังเดินหน้าอย่างสง่างาม แม้ในวันที่ต้องเสีย คูตินโญ่ หรือ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม แบบฟรีๆ ไม่ได้ค่าตัว เอาเข้าจริงสิ่งสำคัญสุดก็คือการที่ คล็อปป์ ยังคงอยู่กับสโมสรอีกต่อไป อย่างน้อยการันตีได้เลยว่าอีกหลายปี ไม่ว่าฤดูกาลนี้พวกเขาจะได้กี่แชมป์ก็ตาม แค่เห็นบอสสะบัดลายเซ็นลงในร่างสัญญาฉบับใหม่ เดอะค็อปทั้งโลกก็ปลาบปลื้มแล้ว บางทีอาจมีความสุขมากกว่าคว้า 4 แชมป์ด้วยซ้ำไป -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สำคัญมั่นคงคือผลงาน ]

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยเล่าให้ฟังว่าสมัย พอล สโคลส์ ยังค้าแข้ง เป็นนักเตะไม่กี่คน ที่ไม่มีเอเจ้นท์ส่วนตัวคอยจัดแจง ทั้งที่ช่วงดังกล่าวก็มีชื่อเสียงแล้ว ใครต่อใครอยากจะวิ่งเข้าหา แต่ถูกปฏิเสธเกลี้ยง ด้วยนิสัยรักสันโดษ ไม่ชอบพิธีรีตอง ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว เอเจ้นท์ไม่จำเป็น อีกทั้งเวลาเจรจากับสโมสร ก็ไม่ได้คิดต่อรองอะไรมาก ทุกครั้งที่มีการถกเรื่องสัญญาฉบับใหม่ จะใช้เวลาไม่นานนัก สโคลส์ จะมาพร้อมกับทนายเพื่อดูเอกสารต่างๆว่าเรียบร้อยถูกต้องหรือเปล่า บางครั้งอาจจ้างเอเจ้นท์สักคนที่ไว้ใจได้ มาช่วยแบบเฉพาะกิจ สมัยก่อนนักเตะดังไม่มีเอเจ้นท์ ยังไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรนัก แต่ยุคนี้คงไม่ใช่แล้ว แข้งอาชีพส่วนมาก ล้วนมีผู้ดูแลทั้งสิ้น ในลักษณะต่างฝ่ายต่างสมประโยชน์ร่วมกัน เอเจ้นท์จะทำหน้าที่ต่อรองกับสโมสร เพื่อเรียกร้องค่าเหนื่อยให้นักเตะมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะมันอาจหมายถึงส่วนแบ่งหรือเปอร์เซนต์ที่เขาจะได้รับด้วย บางรายที่มีชื่อเสียงและดูแนวโน้มว่าสโมสรอาจต้องง้อ มักจะมีเงินเซ็นกินเปล่าอีกก้อนติดปลายนวมมาอีก เรียกว่าสองเด้งเลย นั่นยังไม่นับรวมโบนัสและสิทธิพิเศษต่างๆ รถยนต์ส่วนตัว บ้านพัก ตั๋วเครื่องบินสำหรับคนในครอบครัว สารพัดเรื่อง นักเตะเองก็ไม่ต้องเสียเวลาเลย สโมสรอยากคุยก็ให้ผ่านเอเจ้นท์ก่อน หลังผ่านกระบวนการขั้นตอนที่ต้องเพิ่มรายละเอียดมากขึ้น ค่อยมาว่ากันอีกที ใครก็มีเอเจ้นท์กันทั้งนั้นแหล่ะสมัยนี้ ไม่มีสิเรื่องประหลาด หรือไม่ก็ฝีเท้าหรือชื่อเสียงยังไม่เข้าขั้นดึงดูดมากพอ แม้กระทั่งนักเตะในไทยลีกมากมาย ต่างก็มีเอเจ้นท์คอยดูแลเกือบหมดแล้ว ซึ่งส่วนมากก็แฮปปี้กันทั้งนั้น แต่สำหรับ เควิน เดอ เบรอยน์ แล้วเดินตามรอย พอล สโคลส์ เป๊ะ นอกเหนือจากจะมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งชอบความเรียบง่าย พูดน้อยทำงานหนักได้มีประสิทธิภาพ ตำแหน่งใกล้เคียงกัน จ่ายบอลเนียนเหมือนกัน มันสมองก็ปราดเปรื่องแบบเดียวกันอีก เดอ บรอยน์ เองยังไม่มีเอเจ้นท์อีกต่างหาก ทั้งที่นี่คือแข้งเวิลด์คลาสของจริง ซึ่งทุกคนต่างยอมรับ ย้อนกลับไปเมื่อเมษายนปีก่อน เดอ บรอยน์ เจรจาสัญญาฉบับใหม่กับทางแมนฯซิตี้ ของเดิมจะเหลือถึงปี 2023 แล้วจะยืดเพิ่มอีก 2 ปีลากยาวจนถึง 2025 เรียกว่าอยู่กันจนครบ 10 ปีเลย เพราะย้ายมาในปี 2015 ในขณะเดียวกันค่าจ้างจาก 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ก็มีรายงานว่าขยับเป็น 385,000 ปอนด์ ซึ่งสูงสุดในพรีเมียร์ลีกเวลานั้น ดูจากระยะเวลาและผลประโยชน์ที่ได้รับ เชื่อว่าน่าจะมีเอเจ้นท์คอยช่วยต่อรองให้ แต่ไม่ใช่เลย เดอ บรอยน์ มาพร้อมกับพ่อ ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนมาตรวจเช็ครายละเอียดต่างๆ ว่าตรงกับที่คุยกันไว้หรือไม่ ก่อนจะใช้เวลาไม่นานสะบัดปากกาลงลายเซ็นให้เรียบร้อย ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังถึงกับเซอร์ไพรส์มาก นอกจากไม่มีเอเจ้นท์แต่ เดอ บรอยน์ กลับได้ตามที่ร้องขอ มันดูง่ายดายดีเหลือเกิน หลายคนอาจไม่เข้าใจทำไม โรมาโน่ ต้องแปลกใจขนาดนั้นกัน ในเมื่อนี่คือแข้งตัวท็อปของยุโรป เป็นเพลย์เมคเกอร์ดีสุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน ชนิดหาตัวเทียบยาก แต่ตอนขยายสัญญา เดอ บรอยน์ อายุ 29 ปีแล้ว แทบจะปริ่ม 30 เต็มที มันยากนักที่สโมสรจะให้สัญญายาวขนาดนี้ ต่อให้ฝีเท้าเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม ไหนจะค่าจ้างที่เรตสูงลิบ เดอ บรอยน์ ผู้ซึ่งไม่มีเอเจ้นท์ กลับทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงในความรู้สึกของ โรมาโน่ นั่นอาจเพราะไม่ได้ต่อรองอะไรมาก เลยจบลงแบบง่ายดายคาดไม่ถึง จริงๆ เดอ บรอยน์ เคยมีเอเยนต์ชื่อ พาทริก เดอ คอสเตอร์ คอยทำหน้าที่ แต่ก็ถูกจับกุมตัวอยู่ในเรือนจำตั้งแต่ปีที่แล้ว จากคดีพัวพันการโอนเงินค่าตัว 58 ล้านปอนด์ตอนย้ายมาแบบไม่ปกติ กระทั่งโดนสอบย้อนหลังแล้วพบว่ามีความผิดจริง แม้ เดอ คอสเตอร์ จะให้บริการเอาใจใส่อย่างดีมาตลอดแต่ เดอ บรอยน์ ก็เข้าใจว่า ทุกคนที่ยึดอาชีพนี้ ล้วนมองผลประโยชน์มาก่อนอื่นใดทั้งสิ้น ทุกการกระทำอาจจะหมายถึงเงินที่จะไหลเข้ากระเป๋า ดังนั้นเขาอาจคิดว่าไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว จัดการเองได้หมด รวมถึงได้ แฮร์วิก ผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีความรู้เรื่องกฎหมาย ไหนจะเข้าใจลูกชายมากกว่าใครมาสนับสนุน น่าจะดีกว่าให้คนนอกเข้ามาวุ่นวาย เดอ บรอยน์ เลยไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ส่วนใครอยากจะเหมือนเขา ก็ลองตัดสินใจดูเอาแล้วกัน --------------------- เหตุผลที่ทำให้ เควิน เดอ บรอยน์ เลือกจะอยู่กับแมนฯซิตี้ ชนิดฝากอนาคตอันยาวนานไว้ น่าจะมาจากรู้สึกมีความสุขดี เขายอมรับว่าที่นี่เหมือนบ้านอีกหลัง ทั้งลูกและภรรยาก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ปรับตัวได้อย่างดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ก่อนจะยืดสัญญาฉบับล่าสุด มีหลายสโมสรระดับท็อปในยุโรปติดต่อเข้ามา แต่เขาแทบไม่ต้องคิดเลยสักนิดก่อนเซย์โนออกไป "เขาไม่อาจถูกแทนที่โดยใครก็ตามได้หรอก คุณภาพที่อยู่ในตัว มันบอกถึงทุกอย่างอยู่แล้ว" เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับลูกทีมรายนี้อย่างภาคภูมิใจ เดอ บรอยน์ ย้ายมาในปี 2015 ส่วนตัวเขาตามหลังมาคุมทีมอีก 1 ปี ฉะนั้นระยะเวลาที่ได้ร่วมงานกันมันมากพอที่จะรู้จักกันดี ทัศนคติและไลฟ์สไตล์ของ เดอ บรอยน์ ก็สร้างความประทับใจให้ เป๊ป เช่นเดียวกัน แม้ภายนอกจะดูเงียบเกินไป ไม่ค่อยสนใจใคร บางคราวก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ หลังการฝึกซ้อมอย่างหนัก เขาจะรีบกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ได้เล่นกับลูกๆนั่นคือความสุขสุดๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย เขาไม่ได้แคร์ด้วยซ้ำว่า ความสัมพันธ์ที่ดูเหินห่างกับเพื่อนร่วมทีมอาจทำให้เกิดช่องว่าง อีกทั้งล่าสุดที่มีการโหวตเลือกกัปตันทีมจะหลุดไปเป็นตัวเลือกอันดับ 4 ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นรองกัปตัน ตั้งแต่ แว็งซ็อง ก็องปานี เปิดหมวกลาในปี 2019 ดาบิด ซิลบา ได้ก้าวมาสวมปลอกแขนแทน จากนั้นเมื่อย้ายไปเรอัล โซเซียดาด เป็นทาง แฟร์นันดินโญ่ รับช่วงต่อ ซึ่งมาจากการลงคะแนนของเพื่อนๆ อาจเพราะไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใคร พูดน้อยเกินไป คุณสมบัติไม่เหมาะนัก เพื่อนร่วมทีมจึงมองข้าม ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขาพร้อมยอมรับในสิ่งที่เลือกเอง ทว่าเขาไม่เคยบกพร่องเรื่องผลงานในสนามเลย ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญมากๆ แทบจะขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในเกมที่มีความหมาย ทั้งการไม่มีเอเจนต์ รวมทั้งไม่แคร์ว่าจะได้เป็นกัปตันทีมหรือเปล่า น่าจะพอสะท้อนตัวตนของ เดอ บรอยน์ ได้อย่างดีว่าเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลงานในสนามเลย เขายังโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงเช่นเคย ยืนหยัดเป็นเสาหลักอย่างสง่างาม สำคัญมั่นคงคือผลงาน นั่นแหล่ะที่ เดอ บรอยน์ อยากจะบอกให้ทุกคนได้รับรู้ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ ฮาวทูของ "ฮาว" ]

พฤศจิกายน 2021 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดอีกครั้ง หลังจากได้กลุ่มทุนใหญ่จากซาอุดิอาระเบียเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการจาก ไมค์ แอชลี่ย์ สตีฟ บรู๊ซ ซึ่งไม่เคยพาทีมคว้าชัยเลยในทุกรายการ ถูกปลดออกตามคาด ก่อนบอร์ดบริหารจะเลือก เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือหนุ่มใหญ่ ซึ่งเคยฝากชื่อไว้สมัยคุมบอร์นมัธ มีข่าวว่าเป้าใหญ่คือ อูไน เอเมรี่ แต่เมื่อติดต่อไปแล้ว ถูกปฏิเสธกลับมา ด้วยเหตุผลแฮปปี้ดีกับบียาร์เรอัล รวมทั้งบาดแผลในใจตอนคุมอาร์เซน่อล ยังไม่น่าจะหายดี พรีเมียร์ลีกดูจะไม่เหมาะเท่าไรนัก ในขณะเดียวกันงานนี้มีความเสี่ยงมหาศาลมาก นิวคาสเซิ่ลไม่ชนะเลยในลีกเมื่อผ่านไป 10 นัดและระหว่างเฟ้นหากุนซือคนใหม่ต้องให้ แกรม โจนส์ รักษาการณ์ไปพลางก่อน 20 พฤศจิกายนคือกำหนดการที่ ฮาว จะได้ประเดิมงานครั้งแรก มีคิวเปิดเซนต์ เจมส์ พาร์คต้อนรับการมาเยือนของเบรนท์ฟอร์ดน้องใหม่ อย่างไรก็ดีผลตรวจโควิดของเขาออกมาเป็นบวก จึงต้องกักตัวอยู่ที่โรงแรม ได้แต่โทรสั่งการเท่านั้น ผลเสมออย่างดุเดือด 3-3 ยังไม่น่าประทับใจเท่าไร อีก 2 นัดถัดมาเจออาร์เซน่อลและนอริช เก็บได้เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะกระเตื้องจากเดิมเลย ทูน อาร์มี่เริ่มเครียดหนักมาก ชัยชนะนัดแรกคงต้องรอกันต่ออีกและหากเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ประตูสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพย่อมเปิดกว้างขึ้นแน่นอน กว่าจะได้ฉลองชัยชนะครั้งแรกของฤดูกาล ก็ต้องรอถึง 4 ธันวาคม ซึ่งเป็นนัดที่ 14 ในลีก เมื่อเล่นในรังเชือดเบิร์นลี่ย์หืดจับ 1-0 บรรดาทูน อาร์มี่ได้ปาร์ตี้กันบ้าง แต่ก็ยังไม่เต็มคราบ ในเมื่อหายนะพร้อมมาเคาะประตูทุกเมื่อ ชัยชนะดังกล่าวน่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่ดี มีครั้งแรกแล้ว ไม่นานนักครั้งที่สองต้องตามมา ชีวิตจริงไม่ง่ายเหมือนเขียนสคริปต์บทหนัง ใครจะไปเชื่อว่าอีก 5 เกมในพรีเมียร์ลีกจากนั้น นิวคาสเซิ่ลจะพ่ายถึง 3 เก็บได้เพียงแค่ 2 แต้มจากผลเสมอ 2 นัด รวมถึงโดนยิงพรุนในเกมที่ปราชัยรวมแล้ว 11 ประตู ซ้ำร้ายยังโดนเคมบริดจ์ ยูไนเต็ดทีมรองบ่อนบุกมาเหยียบจมูก เขี่ยตกรอบ 3 เอฟเอคัพอีกด้วย หยุดเส้นทางตั้งแต่ไก่โห่ สภาพแย่มากๆ สถิติอันเลวร้ายถูกขุดมาตอกย้ำให้ช้ำใจ ฮาว กลายเป็นกุนซือนิวคาสเซิ่ลที่ออกสตาร์ตได้แย่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 ฟังแล้วได้แต่น่าสะเทือนใจเหลือเกิน ความหวังที่ยังหลงเหลืออยู่คือการเสริมทัพอย่างเร่งด่วนในตลาดซื้อขายมกราคม ท่ามกลางความฉุกละหุก เวลาไม่คอยท่าอีกต่อไปแล้ว บอร์ดบริหารใหม่พร้อมเปย์อย่างเต็มที่ ทำทุกวิถีทางเพื่ออยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดให้ได้ 90 ล้านปอนด์ถูกหว่านลงไปในตลาด ก่อนได้นักเตะใหม่มา 5 คน คีแรน ทริปเปียร์ , แดน เบิร์น , คริส วู้ด , แม็ตต์ ทาร์เก็ต และ บรูโน่ กิมาไรส์ ซึ่งยังไม่ค่อยถูกใจกองเชียร์เท่าไรนัก มีเสียงวิจารณ์จากกูรูบางคนในทำนอง สมาชิกใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยนิวคาสเซิ่ลมากนัก ทั้งคุณภาพที่ไม่น่าจะถึงชั้น รวมทั้งไม่มีเวลาปรับตัว น่าจะเป็นการซื้อแบบแพนิคหรือถูกบีบคั้นจากสถานการณ์มากกว่า แต่ปรากฏว่าทั้ง 5 คนแทบไม่ต้องปรับตัวปรับใจอะไรเลย เติมเต็มส่วนที่หายไปเป็นอย่างดี จนช่วยให้ผลงานของเดอะ แม็กพายส์ พลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ โดยเฉพาะเมื่อปฏิทินเปลี่ยนปีจาก 2021 เป็น 2022 ทุกอย่างก็แทบเปลี่ยนไป หลังจากโดนวัตฟอร์ดตีเสมอในช่วงท้ายเกม 1-1 เมื่อ 15 มกราคม ไม่มีทูน อาร์มี่คนไหนอยากจะเชื่อหรอกว่าอีก 7 นัดถัดมา พวกเขาจะกวาดชัยถึง 6 และเสมอ 1 สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น นอกจากแข้งใหม่ทั้งหลายจะช่วยยกระดับทีมได้แล้ว เอ็ดดี้ ฮาว ซึ่งโมดิฟายวิธีการเล่นต่างไปจากเดิม ก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเหลือเกิน โชเอลินตอน จากกองหน้าถูกถอยลงมาให้มาเล่นมิดฟิลด์ ซึ่งตอนแรกดูเทอะทะขัดเขิน แต่พอจูนเครื่องติดกลายเป็นการค้นพบที่สุดยอด นอกจากนี้ผู้เล่นอย่าง จอนโจ เชลลี่ย์ ก็ถีบตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนสมัยเฟื่องจนถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษ ไรอัน เฟรเซอร์ เป็นอีกรายที่พัฒนามากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เล่นสนุกดุดันเร้าใจ ตอบแทนเสียงเชียร์ของทูน อาร์มี่ได้อย่างดี ฟาเบียน ชาร์ ที่เคยดูรั่ว ผิดพลาดง่ายๆในเกมรับ จนนำไปสู่การเสียประตู ก็มั่นใจมากขึ้นเมื่อได้มี แดน เบิร์น มาประคองใกล้ๆ ซึ่งกำลังจะได้รับสัญญาฉบับใหม่เป็นการตอบแทน แม้อีก 3 นัดถัดมา พวกเขาจะพ่ายเรียบ แต่ก็เป็นเกมเยือนทั้งสิ้น ก่อนจะมาแก้ตัวได้เมื่อกลับมาเล่นในเซนต์ เจมส์ พาร์ค 3 เกมติดต่อกัน เพราะชนะรวดไม่เหลือ รวมทั้งล่าสุดที่บุกเฆี่ยนนอริชสบายๆ 3-0 ก็ตอกย้ำมาตรฐานที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าฟลุคอย่างที่ใครพยายามปรามาส ใครจะไปคาดคิดว่านิวคาสเซิ่ลที่กำลังจมน้ำตาย หลังจากไม่ชนะในลีกเลย 14 นัดแรก และผ่าน 20 นัดเพิ่งคว้าชัยได้แค่เกมเดียว จะดีดตัวเองขึ้นมาอยู่อันดับ 9 บนตารางในเวลานี้ แต้มเฉลี่ยของปี 2022 คือ 2.13 ซึ่งถือว่าสูงมากๆ สมมุติว่าการเริ่มต้นปีเป็นเหมือนเริ่มต้นซีซั่น นิวคาสเซิ่ลอาจจบด้วยการเก็บ 80 คะแนน อันหมายถึงลุ้นแชมป์เลยทีเดียว นับตั้งแต่ ฮาว เริ่มงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน เขาทำแต้มให้นิวคาสเซิ่ลเป็นรองเพียงแค่ แมนฯซิตี้ , ลิเวอร์พูล , อาร์เซน่อลและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เท่านั้นเอง ในขณะที่หากนับตั้งแต่เปลี่ยนปฏิทิน กอบโกยคะแนนเป็นกำอยู่ในอันดับ 2 ตามหลังเพียงแค่ลิเวอร์พูล แต่สถิติที่น่าเกรงขามคือ นิวคาสเซิ่ลชนะเรียบ 6 นัดหลังที่เล่นในบ้านตัวเอง สะท้อนถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเซนต์ เจมส์ พาร์คอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเสียงเชียร์อันกระหึ่มของทูน อาร์มี่ ช่วยขับเคลื่อนปลุกกระตุ้นนักเตะวิ่งสู้ฟัดแบบลืมตาย พร้อมถวายชีวิตสู้เพื่อนแฟนๆอย่างแท้จริง ช่วงหลังเมื่อเกมจบลงแล้ว บรรดาสาวกจะไม่ออกจากสนามง่ายๆ นั่งรอซึมซับบรรยากาศอยู่หลายหมื่นคน พวกเขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกหรือมีอารมณ์ร่วมเช่นนี้มานานมาก ตอนนี้เรื่องตกชั้นหายห่วงได้แล้ว ไม่มีอะไรต้องน่ากังวล เตรียมพร้อมไว้สำหรับฤดูกาลใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจและท้าทายได้เลย พวกเขาคงตั้งเป้าเขย่าบัลลังก์แน่นอน แต่จาก 4 เกมที่เหลือซึ่งมีโปรแกรมดวลกับลิเวอร์พูล , แมนฯซิตี้ , อาร์เซน่อลและเบิร์นลี่ย์ มันน่าสนใจยิ่งนัก นิวคาสเซิ่ลอาจเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับตัดสินการลุ้นแชมป์ได้เลย รวมถึงขับเคี่ยวแย่งท็อปโฟร์ รวมถึงหนีตายในโค้งสุดท้าย มันเหมือนมีการเขียนบทเอาไว้ ให้แสงสปอร์ตไลต์สาดมายังทัพสาลิกาดง แต่นี่ไม่ใช่บทหนัง มันคือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นไม่ช้า เหนืออื่นใดต้องให้เครดิตกับ เอ็ดดี้ ฮาว ซึ่งพลิกสถานการณ์จากดำมาเป็นขาวอย่างน่าทึ่ง ชนิดที่ว่าถึงตอนนี้ทูน อาร์มี่บางคนคิดว่าฝันไป บางทีในฤดูกาลหน้าฝันของพวกเขาอาจเป็นจริงขึ้นมา มีโทรฟี่ระดับเมเจอร์สักใบมาประดับตู้โชว์ นับตั้งแต่ปี 1955 ก็เป็นได้ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #รู้ว่าเสี่ยงแต่ขอเถอะ ? ]

สองวันก่อนสื่อใหญ่แห่งปารีส Le Parisien ระบุว่า อันโตนิโอ คอนเต้ จะเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของปารีส แซงต์ แชร์กแมง แม้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ จะเพิ่งนำเปแอสเชกลับมาครองแชมป์ลีกเอิงสำเร็จ แต่จบซีซั่นนี้ น่าจะทางใครทางมัน ไม่ได้อยู่ทำต่ออีก ผลพวงจากการตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งที่เลกแรกเอาชนะเรอัล มาดริดมาได้ แถมเลกสองยังขึ้นนก่อนในครึ่งแรก เหมือนขยี้แผลของผู้บริหารและแฟนบอล ที่ต้องผ่านความเจ็บปวดในทำนองนี้มาก่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อ พอช ไม่อาจบันดาลความสำเร็จในเวทียุโรปได้ ก็น่าจะมีชะตากรรมไม่แตกต่างไปจากกุนซือคนก่อนสักเท่าไร ประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างคือ พอช น่าจะล้มเหลวในการควบคุมนักเตะในทีม โดยเฉพาะการต้องร่วมงานกับบรรดาซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย ไม่มีใครแน่ใจนักว่าเขาสามารถคอนโทรลห้องแต่งตัว แสดงอำนาจของตนได้ตามบทบาทหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เมื่อผลงานไม่เป็นใจ เรื่องนี้จึงถูกหยิบมาพูดถึงกัน ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า พอช เองก็เป็นแค่เหยื่อคนหนึ่ง เพราะเราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าระบบโครงสร้างภายในของเปแอสเช มันซับซ้อนซ่อนปมแค่ไหน ท่ามกลางข่าวว่าผู้เล่นอย่าง เนย์มาร์ มีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น หากว่า เนย์มาร์ ได้รับการหนุนหลังจากบอร์ดจริง คงไม่มีกุนซือคนไหนอยากรับงานที่ปารีสฯหรอก มีแต่นำชื่อตัวเองมาทิ้งเปล่าๆ แต่หากมองบุคลิกและแนวทางบริหารนักเตะ พอช ดูนุ่มนิ่มเกินไป เขาดูใจดีมากๆ ต่อให้เป็นพวกยิ้มยาก สีหน้าเรียบเฉยก็ตาม เป็นที่รู้กันในหมู่นักเตะที่เคยร่วมงานว่าเข้าถึงง่าย บ่อยครั้งที่มักพูดคุยอย่างเป็นกันเอง แทบไม่มีเรื่องของเส้นแบ่งระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ใครอยู่ใต้อาณัติย่อมสบายใจเป็นธรรมดา ทุกคนต่างก็ชอบบอสที่ไม่เฮี้ยบทั้งนั้นแหล่ะ ทว่าในทางตรงข้าม มันอาจทำให้ผู้เล่นบางคนย่ามใจ อาจไม่ยอมเชื่อฟัง ขัดคำสั่งได้เสมอ ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มแข้งดัง สามารถต่อรองกับทางเบื้องบนได้ น่าจะทำให้สถานการณ์แย่ลง ดังนั้นกุนซือเปแอสเชคนต่อไป ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือความเข้มงวดกวดขัน เพื่อให้นักเตะอยู่ในระเบียบมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่หย่อนยานเรื่องวินัยจนเกินไป คอนเต้ น่าจะมีความเหมาะสมมากสุดหากมองในแง่นี้ กิตติศัพท์ความดุดันเด็ดขาด ระเบิดโทสะได้ตลอดเวลาหากลูกทีมแตกแถว ย่อมเป็นที่รู้กันอยู่ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเขากับ ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนัก สังเกตได้จากหลายครั้งของการให้สัมภาษณ์ คอนเต้ มักจะมีพูดจาล้ำเส้นเกี่ยวกับเรื่องภายในทีมสโมสร โดยเฉพาะเชื่อว่าไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับที่เคยเปิดเผยไว้ว่า รู้ดีถึงปัญหาของทีมก่อนรับงาน แต่ไม่คิดเลยมันจะมากมายอย่างนี้ คงต้องใช้เวลาสะสางกันพอสมควร Le Parisien ยังระบุอีกว่า คอนเต้ เหมือนเสนอตัวอาสาคุมเปแอสเชเองเลย โดยที่ก่อนหน้ามีข่าวพยายามเกลี้ยกล่อม ซีเนดีน ซีดาน มากุมบังเหียน แต่โอกาสมีน้อย เพราะเขาคือชาวมาร์กเซย ที่ไม่เคยลงรอยกับพวกเมืองหลวงมานานแล้ว นาสเซอร์ อัลเคไลฟี่ หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของเปแอสเช พยายามจะเฟ้นหากุนซือที่ใช่เพื่อพาทีมก้าวสู่ความเป็นเจ้ายุโรป อีกทั้งอยากจะจัดการปัญหาให้นักเตะในทีมอยู่ในระเบียบมากขึ้น หลังพ่ายแมนฯยูไนเต็ดตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2019 บอสใหญ่เลยไปทาบทาม เลโอนาร์โด้ กลับมาเป็นผู้อำนวยการ เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ ด้วยความเป็นนักเตะเก่าระดับตัวท็อป รวมถึงมีคุณสมบัติความเป็นผู้นำ ประเภทคำไหนคำนั้น เลโอนาร์โด้ ถูกคาดหมายน่าจะกำราบพวกแข้งดื้อได้ แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือ ขอบข่ายของงานอาจไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายกุนซือหรือในบทบาทจริงก็คือเฮดโค้ชได้ โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งเคยเป็นกุนซือ ผ่านประสบการณ์ตรงมาก่อน ยังเคยเล่าไว้ว่า ตัวเขาเป็นเหมือนรัฐมนตรีกระทรวงกีฬา มากกว่าเป็นเทรนเนอร์สโมสรฟุตบอล เพราะต้องมาคอยจัดแจงอะไรหลายอย่างเกินหน้าที่ เรื่องบางเรื่องไม่ต้องโยนมาให้ ก็ต้องมาทำเอง ก่อนบทสัมภาษณ์ครั้งนั้น จะกลายเป็นหอกทิ่มแทงย้อนมาเสียบเขาจนตกเก้าอี้อย่างที่รู้กัน นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่มาคุมเปแอสเช จะต้องยอมรับกับความเสี่ยงได้ ลำพังแชมป์ในประเทศทั้งหลาย ไม่ได้การันตีเลยว่า คุณสมควรได้ไปต่อ หากว่า คอนเต้ อยากสัมผัสความท้าทายและค้นหาประสบการณ์ที่ต่างจากคุมทีมอิตาลีหรืออังกฤษ ก็อาจจะลองดูสักหน่อยคงไม่เสียหายอะไร ตามข่าวยังเปิดเผยไว้ว่า เขาพร้อมจะเซ็นสัญญา 2 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม หากพิสูจน์ตัวเองได้ตามเป้าหมาย ซึ่งก็คือการครองเจ้ายุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก็จะกลายเป็นตำนานของทีมทันที คราวนี้เรามาลองนึกภาพ สไตล์หรือแนวทางการทำทีมของ คอนเต้ เมื่อต้องมีลูกทีมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ , เนย์มาร์ หรือแม้กระทั่ง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ในกรณีที่อยู่ต่อดูหน่อย ทั้ง 3 รายนี้ต่างมีความเป็นซูเปอร์สตาร์ทั้งสิ้น มั่นใจในตัวเองสูง การจะควบคุมหรือทำให้เชื่อฟังทั้งหมด เป็นเรื่องยากเย็นแน่ๆ เมสซี่ อาจจะเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจาเท่าไรนัก แต่หากคุณทำอะไรขัดใจขึ้นมา อย่างเช่นไม่ส่งลงเล่นหรือเปลี่ยนออก อาจกลายเป็นปัญหาได้ ส่วน เนย์มาร์ ไม่ต้องพูดถึง กิตติศัพท์เป็นที่รู้กันอยู่และนิสัยส่วนตัวบางอย่าง มันฉุดให้เขาไปได้ไม่สุด ทั้งที่ควรก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งได้แล้ว หากว่าบอร์ดยังคงให้ท้ายเหมือนที่มีข่าวนั้น คอนเต้ ย่อมทำงานยากเช่นกันและมันคงไม่ดีนัก หากจะบันดาลโทสะออกมา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องล้มเหลวในการทำงานกับนักเตะเหล่านี้ อาจจะหาจุดที่ใช่เจอ แล้วไปได้ดีกว่าที่ใครคาดคิดเอาไว้ก็เป็นได้ สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างคือความกดดัน ไม่ว่าอย่างไรเมื่อคุณเป็นกุนซือของเปแอสเชยุคนี้ ต้องแบกรับไว้มหาศาลแน่ๆ เมื่อคุณเป็นแฟนบอลของปารีสฯที่เต็มไปด้วยแข้งชั้นนำระดับโลก คุณคาดหวังอะไรบ้างนอกเหนือจากแชมป์ โดยเฉพาะการครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แน่นอนว่าการเล่นอันดุดันเร้าใจสมราคา เพราะคู่แข่งในลีกเอิงต่างก็ห่างกันหลายเลเวล ฉะนั้นชัยชนะอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเอนเตอร์เทนด้วยการยิงกระจายขาดลอย ประมาณแต่ละเกมต้องยิง 3 ประตูขึ้นไป ไม่ใช่ว่าชนะแบบหืดจับ มันจะน่าประทับใจตรงไหนกัน แล้วดูสถานการณ์ที่ เมสซี่ กำลังเผชิญอยู่ เพราะความคาดหวังสูงลิบ แต่เขาโชว์ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยเป็น จึงมักจะได้ยินเสียงโห่จากกองเชียร์ตัวเองบ่อยๆ วัดจากกุนซือคนก่อนๆ ต้องยอมรับเลยการเป็นกุนซือเปแอสเช อาจไม่ต่างจากลงไปว่ายน้ำในบ่อเดียวกับฉลามร้าย ถ้าไม่อาจควบคุมเจ้าวายร้าย ให้ทำงานตามต้องการได้ ก็ต้องถูกกินฉีกเป็นชิ้น แต่ถ้าสำเร็จคุณจะกลายเป็นฮีโร่ทันที ซึ่งถึงตรงนี้นับแต่กลุ่มทุนกาตาร์เข้ามา ยังไม่มีใครทำได้เลย คอนเต้ จะยอมเสี่ยงจริงหรือเปล่า โปรดติดตามตอนต่อไป -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117