breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ถ้าเอฟเวอร์ตันตกชั้น ? ]

ตอนนี้แฟนบอลเอฟเวอร์ตัน น่าจะเป็นกลุ่มกองเชียร์ที่เครียดมากกว่าใคร หลังพ่ายในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้เมื่อเย็นวันอาทิตย์ ชั่วโมงนี้การมาแพ้ที่แอนฟิลด์ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ลิเวอร์พูลแข็งแกร่งมากๆ ยากที่จะต้านทานไว้ได้ แต่นั่นทำให้สถานการณ์หนีตกชั้นของเอฟเวอร์ตัน ยากลำบากเข้าไปทุกขณะ เพราะก่อนลงเตะกับลิเวอร์พูล ยังต้องเจอข่าวร้ายเบิร์นลี่ย์ที่กำลังดิ้นให้หลุดจากโซนแดงเช่นกัน เปิดบ้านเฆี่ยนวูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 เก็บ 3 คะแนนล้ำค่า เบิร์นลี่ย์เลยดีดตัวเองขึ้นมาอยู่อันดับ 17 ของตาราง ในโซนที่ปลอดภัยเรียบร้อย แต้มมากกว่าเอฟเวอร์ตัน 2 คะแนน แต่แข่งมากกว่า 2 เกม อย่างไรก็ตามพอจบศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ เอฟเวอร์ตันตาม 2 คะแนนเหมือนเดิม แต่แข่งน้อยกว่าแค่เกมเดียวเท่านั้นเอง อาจใช่ตรงที่พวกเขาสามารถกุมชะตาตัวเองเอาไว้ได้ คิดง่ายๆคือหากชนะอีก 6 เกมที่เหลือ ยังไงก็รอดตกชั้นล้านเปอร์เซนต์ ไม่ต้องหวังยืมจมูกคนอื่นหายใจด้วย แต่มันเป็นเรื่องยากมากๆ โดยเฉพาะหากดูโปรแกรมที่เหลือต้องยอมรับว่าโหดหินเลย เชลซี (เหย้า) , เลสเตอร์ (เยือน) , วัตฟอร์ด (เยือน) , เบรนท์ฟอร์ด (เหย้า) , คริสตัล พาเลซ (เหย้า) และอาร์เซน่อล (เยือน) ด้วยสภาพทีมชุดปัจจุบันที่คุณภาพไม่ถึงขั้นหลายราย รวมทั้งยังแกนหลักบาดเจ็บอยู่อีก น่าคิดเหมือนกันว่าจะเก็บ 18 คะแนนเต็มได้อย่างไร หรือไม่ต้องชนะหมดก็ได้ แต่รวมแล้วได้สัก 15 คะแนนคือชนะ 5 เกมที่เหลืออีก 1 แพ้ก็ยังน่าจะไหว แต่โจทย์มันอยู่ที่เอฟเวอร์ตันว่าทำได้หรือไม่ อย่างเกมเจอลิเวอร์พูล ต้องยอมรับว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด เตรียมพร้อมมาอย่างดี เล่นแบบเจียมเนื้อเจียมตัว รู้ศักยภาพตัวเอง แพ็กตรงกลางกับข้างหลังให้แน่น แล้วอาศัยจังหวะฉาบฉวยคอยสวนกลับบ้าง เขาคงไม่คิดสั้นมาเปิดหน้าแลกแยกเขี้ยวใส่ นั่นมันเหมือนการฆ่าตัวตายชัดๆ 45 นาทีแรก สร้างความอึดอัดให้ลิเวอร์พูลพอสมควรเลย แต่เมื่อเวลายังไม่หมด โอกาสที่จะเสียประตูก็ยังมีอยู่ตลอด แล้วยิ่งเจอทีมแข็งแกร่งอย่างนี้ สมาธิต้องแน่วแน่ห้ามพลาดเด็ดขาด อาจถูกลงโทษได้เสมอ พอแข้งทอฟฟี่เล่นกันพลาดนิดเดียว ก็โดนดีทันที ก่อนกลับออกมาจากแอนฟิลด์มือเปล่า แพ้ในศึกแห่งศักดิ์ศรี มันแย่พออยู่แล้ว แต่พอเหลือบดูตารางคะแนนแล้วแย่หนักกว่าเก่าอีก เอฟเวอร์ตันไม่เคยลงไปเล่นในลีกรองเลยตั้งแต่ปี 1954 นับถึงตอนนี้ปาเข้าไป 68 ปีแล้ว ฉะนั้นหากต้องตกลงสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพจริงๆ แฟนบอลคงเจ็บปวดอย่างมาก ขณะเดียวกันตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมายาวนานจนวันนี้ 144 ปี เพิ่งตกชั้นเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นเอง แทบไม่มีรอยด่างพร้อยเลย แล้วตั้งแต่ลีกสูงสุดเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกในปี 1992 พวกเขาเคยเฉียดตายอยู่บ้าง แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ตลอด แม้จะต้องลุ้นกันยันนัดสุดท้ายก็ตาม เชื่อว่าแฟนบอลรุ่นเก่าสักหน่อย น่าจะพอจดจำเหตุการณ์ในฤดูกาล 1993/94 ได้บ้าง เป็นปีที่เอฟเวอร์ตันต้องกระเสือกกระสนสุดๆ ตอนนั้นในลีกสูงสุดยังมีทั้งหมด 22 ทีม ต้องลงเล่นกันแต่ละซีซั่นถึง 42 เกม แล้วนัดสุดท้ายมีหลายสโมสรที่ยังต้องหนีหายกันให้ได้ เรียกว่าจ้าละหวั่นกันเลย เอฟเวอร์ตันมีคิวเจอวิมเบิลดัน นอกจากต้องชนะสถานเดียวแล้ว ต้องแช่งให้เชฟฟิลด์ เว้นสเดย์และโอลด์แฮม พลาดคว้าชัยอีกต่างหาก ไม่อย่างนั้นจะกระเด็นตกชั้นแน่นอน หลายคนคิดว่าพวกเขาไม่น่ารอดแล้ว ถึงเวลาได้จมสู่ลีกรองบ้างสักที เป็นฝ่ายตามหลัง 0-2 แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจนได้ เอฟเวอร์ตันพลิกกลับมายิงแซง 3-2 อย่างน่าทึ่งและพอเช็คผลคู่อื่นที่ต้องลุ้น ยังเป็นใจอีกต่างหาก มันเป็นการเอาตัวรอดที่น่าระทึกขวัญสุดๆ พอรู้ว่าภารกิจสำเร็จลุล่วง บรรดาเอฟเวอร์โตเนี่ยนในกูดิสัน พาร์ค ต่างกรูกันลงมาในสนาม ฉลองอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าได้แชมป์ซะอีก เกรแฮม สจ๊วร์ต ที่ทำคนเดียว 2 ประตู แทบจะกลายเป็นฮีโร่ ถูกแฟนบอลห้อมล้อมขอบคุณ แบกตัวขึ้นมา เป็นบรรยากาศที่ชื่นมื่นมาก แม้ภายหลังจะมีการสอบสวนว่าผู้เล่นวิมเบิลดันบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้มบอลจริง แต่เอฟเวอร์ตันรอดตัวไปแล้ว ไม่ได้โดนลากมาร่วมคดีแต่อย่างใด ประเด็นที่แฟนบอลหลายคนห่วงก็คือ หากซีซั่นนี้ต้องตกชั้นจริงๆ เอฟเวอร์ตันอาจต้องเผชิญกับวิกฤตใหญ่สุดครั้งหนึ่ง บนหน้าประวัติศาสตร์สโมสร และไม่ง่ายเลยที่จะกลับขึ้นมาพรีเมียร์ลีกได้ภายในเวลา 1-2 ปี --------------------- ในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา เอฟเวอร์ตันมีผลประกอบการขาดทุนเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ 3 ปีหลังสุดกระเป๋าฉีกเกือบ 400 ล้านปอนด์ นั่นเป็นสาเหตุทำให้ต้องใช้จ่ายเงินจำกัดจำเขี่ยในการซื้อผู้เล่น ไม่หาของฟรี ก็ต้องใช้วิธียืมตัวมาใช้งานก่อน พวกเขาใช้เงินได้ไม่ถึง 2 ล้านปอนด์สำหรับการเสริมทัพ ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องทำงานอยู่บนความยากลำบาก สุดท้ายก็กระเด็นตกเก้าอี้เซ่นผลงานอันย่ำแย่ ทั้งที่ ฟาร์ฮัด โมชิรี่ เจ้าของสโมสรพร้อมทุ่มเงินอย่างเต็มที่ หวังจะพาเอฟเวอร์ตันกลับมาผงาดอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าหลายอย่างไม่เป็นใจ แฟนบอลไม่น้อยโทษการบริหารที่ผิดพลาด นโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความจริง รวมทั้งไม่ดึงคนที่มีฝีมือจริงๆมาทำงาน ยิ่งการให้ บิล เคนไรท์ อดีตประธานสโมสรมีตำแหน่งใหญ่ๆและมีบทบาทบริหารงาน เป็นการฉุดให้ทีมตกต่ำหนักเข้าไปอีก ความตั้งใจของ โมชิรี่ ดูได้จากโปรเจคต์สร้างสนามใหม่แถบแบรมลีย์ มัวร์ โดยมีความจุมากกว่า 52,000 ที่นั่น อยู่ติดริมน้ำ ทั้งสวยงามและทันสมัย แฟนบอลจะได้ภูมิใจ เดินยืดได้ไม่อายใครอีกต่อไป แต่ดูเหมือนลงทุนมากเท่าไร กลับไม่เคยได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่าเลย รายจ่ายเองก็มหาศาลบานตะเกียง ทั้งสนามใหม่ที่ใช้งบหลายร้อยล้านปอนด์ ค่าจ้างผู้เล่นในเรตที่สูงมาก เป็นอันดับ 7 ของพรีเมียร์ลีก ทีนี้ลองนึกภาพหากต้องตกชั้นจริง เงินรายได้ที่เคยเข้ากระเป๋าจากการเป็นสโมสรในพรีเมียร์ลีก ก็จะหายวับไปร่วม 100 ล้านปอนด์ในแต่ละซีซั่น ขณะเดียวกันกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ก็ยังคงเป็นชนักติดหลังอยู่อีก ขยับทำอะไรก็ลำบากไปหมด ไม่ต้องสงสัยเลย บรรดาแข้งคีย์แมนคงจะเผ่นหนีกันหมด เตรียมตัวเสียผู้เล่นสำคัญได้เลย ซึ่งนั่นจะกลายเป็นอุปสรรคในการต่อสู้เพื่อเลื่อนชั้นอีก เอฟเวอร์โตเนี่ยนอาจได้เข้าไปชมเกมในสนามแห่งใหม่อันอลังการ แต่ว่าทีมต้องเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าเลยทีเดียว ฉะนั้นอีก 6 นัดที่เหลือจากนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด คงต้องย้ำกับลูกทีมตัวเองว่า ให้เล่นเหมือนนัดชิงทั้งหมด วิ่งแบบลืมตาย มีเท่าไรใส่ให้เกลี้ยง แล้วค่อยมาดูผลลัพธ์กัน บางทีนี่อาจเป็นการลุ้นระทึกยิ่งกว่าฤดูกาล 1993/94 เลยก็ได้ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความพ่ายแพ้ของคุณลุง ]

ย้อนไปธันวาคมปีที่แล้ว ราล์ฟ รังนิก เพิ่งเข้ามารับงานผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ด ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรก เขาแสดงถึงความเชื่อมั่น จะสามารถผลักดันนักเตะชุดนี้ให้เดินหน้าต่อไปยังเป้าหมาย ด้วยแผนงานใหม่ได้ไม่ยาก "ผมแน่ใจว่าเราจะดำเนินการขั้นต่อไปได้ จากผู้เล่นชุดปัจจุบันที่เรามีอยู่" รังนิก ดูจะเชื่อในขุมกำลังชุดนี้ แม้จะมีข่าวในแง่ลบว่า นักเตะบางคนสร้างปัญหาปั่นป่วนทีม จนทำให้กุนซือคนก่อนๆต้องมีอันโดนเชือดพ้นตำแหน่งไป รอย คีน เคยแสดงความเห็นไว้ว่า นักเตะบางคนคือตัวการสำคัญ หากว่าพวกเขาสามารถจับ โชเซ่ มูรินโญ่ โยนเข้าใต้ท้องรถบัสได้ ทำไมจะทำอย่างนั้นกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บ้างไม่ได้ล่ะ คีน ไม่ได้บอกหรอกว่า รังนิก เองก็น่าจะมีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว โชคดีที่ รังนิก เพลย์เซฟมากกับตำแหน่ง เพราะตามเงื่อนไขระบุไว้ว่าจะทำหน้าที่ครบเทอมแค่จบฤดูกาล จากนั้นจะลงไปเป็นที่ปรึกษา ซึ่งดูแล้วว่าจะเหมาะสมกว่า หากมองตามความเชี่ยวชาญและถนัด น่าคิดไม่น้อยเหมือนกันถ้า รังนิก ได้รับการแต่งตั้งให้คุมแบบถาวร 2-3 ปี แล้ววันนี้สถานการณ์จะลงเอยอย่างไหน รังนิก เป็นที่รู้จักกันว่าคือ "Godfather of German Football" หมายถึงผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน แค่ฟังดูก็น่าจะรู้สึกได้ถึงบารมี ฝีมือ ความน่าเกรงขามแล้ว เขาได้รับการยกย่องในเรื่องผู้นำการเล่นเพรสซิ่งสมัยใหม่ จนกลายเป็นต้นแบบให้กุนซือหลายคนเอาไปปรับใช้ได้ผลอย่างน่าพอใจ เกเก้น เพรสซิ่งของ รังนิก เป็นที่ยอมรับและพูดถึงวงกว้าง ฉีกโฉมหน้าแท็คติกเดิมๆ กลายเป็นสูตรได้รับความนิยมแพร่หลาย ขณะเดียวกันในบทบาทผู้อำนวยการหรือ DOF ก็สร้างชื่อไม่น้อยเลย โดยเฉพาะช่วงทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะในอาณาจักรฟุตบอลเร้ดบูล จนปลุกปั้นแข้งชั้นนำมากมาย เขามีส่วนสำคัญในการวางรากฐานของแอร์เบ ไลป์ซิกและเร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก จนเป็นสโมสรแถวหน้าในลีกตัวเอง ไม่ใช่แค่สร้างนักเตะมาใช้งานเท่านั้น แต่ในแง่ของธุรกิจก็ขายทำกำไรเข้าสโมสรรวมแล้วหลายร้อยล้านยูโร ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงเลยทีเดียว พูดให้กระชับก็คือ หากมองความสำเร็จและคุณสมบัติต่างๆแล้ว รังนิก แทบจะมีครบถ้วนเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อมารับงานกุนซือแมนฯยูไนเต็ด ย่อมปลุกความตื่นเต้นให้แฟนบอลอย่างมาก กระแสดีอย่างน่าปลื้ม แล้วพอผ่านเกมประเดิมเจอคริสตัล พาเลซ ด้วยระบบการเล่นที่แฟนๆอยากเห็น นั่นคือนักเตะวิ่งพล่านทำงานหนัก บีบพื้นที่เร็ว แย่งบอลกลับมาได้เยี่ยม ความตื่นเต้นยิ่งทวีคูณ การจะทำให้วิธีเพรสซิ่งได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นักเตะทุกคนต้องให้ความร่วมมือ นั่นคือซ้อมหนักขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งและอึดของร่างกาย รวมทำงานแบบเข้มข้นกว่าที่เคย หากว่าถือแค่ทฤษฎีมาอย่างเดียว แต่นักเตะไม่เอาด้วย มันก็เป็นแค่แผ่นกระดาษไร้ค่าเท่านั้นเอง อย่างที่บอกนัดแรกผ่านไป พร้อมสัญญาณเตือนที่ดีอย่างมาก แฟนแมนฯยูไนเต็ดแทบอดรนทนไม่ไหว อยากเห็นเกมต่อไปเร็วๆ โดยเฉพาะได้เจอนอริชทีมท้ายตาราง มีโอกาสจะถล่มโชว์ได้เลย แต่กว่าจะคว้าชัยได้สำเร็จ กองเชียร์ก็ต้องลุ้นกันระทึก หวิดจะโดนเจาะตาข่าย ถ้าไม่ได้ซูเปอร์เซฟ 2 ครั้งจังๆจาก ดาบิด เด เคอา คงยากที่จะรอด นอกจากนี้ยังโชคดีมีจุดโทษจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มากู้หน้าเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงยิงไม่ได้และคงไม่ได้ 3 แต้มแน่ๆ จากนั้นมาเราแทบไม่ได้เห็นเพรสซิ่งจากแข้งแมนฯยูไนเต็ดอีกเลย บางครั้ง รังนิก ต้องเปลี่ยนสูตรกลางคัน จนสร้างความสับสนให้ไม่น้อย เชื่อว่าไม่ใช่ผู้เล่นหรือแฟนบอลที่สับสน แต่ตัวเขาเองก็คงสับสนด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดการแก้ไขอย่างที่เห็น เราพอจะมั่นใจได้ว่า รังนิก ผลักดันรูปแบบเพรสซิ่งมาใช้ในทีม เพราะผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลจริง แต่น่าสงสัยว่า คงไม่ได้รับความร่วมมือจากพวกนักเตะเท่าไรนัก เมื่อคุณต้องเรียนรู้มากขึ้น ใช้สมองกว่าเดิม ทำงานหนักเข้าไปอีก รังนิก ไม่อาจใช้อำนาจหน้าที่ บังคับหรือขอร้องให้ลูกทีมทำตามได้ เพรสซิ่งก็เลยเป็นแค่คำพูดหรูๆเท่านั้นเอง แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย เสียงวิจารณ์ไม่น้อยโยนความผิดมาที่พวกผู้เล่น ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า ไม่ทุ่มมากพอ เป็นพวกกบเลือกนาย อยากสบายๆพร้อมรับเงินก้อนโต แฟนบอลไม่ค่อยจะโทษกุนซือกันแล้ว หลายคนที่ผ่านมาเหมือนกลายเป็นเหยื่อ เอาแบบดุดันเด็ดขาดเฮี้ยบสุดๆแบบ มูรินโญ่ ก็ยังไม่รอด จนภายหลังมารู้ว่าโดนลูกทีมวางยา โดยเฉพาะ ปอล ป็อกบา ซึ่งถูกด่าว่าคือไวรัส หรือจะเป็นแบบยิ้มแย้มแจ่มใสใจดี เหมือนพี่กับน้องอย่าง โซลชา ซึ่งพอจะซื้อใจได้ในบางเวลา แต่สุดท้ายก็โดนเล่นงานจนได้ วิธีการประนีประนอมยอมตามใจดังกล่าว ก็ไม่อาจช่วยได้ในระยะยาว เพราะนักเตะเหมือนสบายกันไปแล้ว ตอกย้ำทัศนคติให้แย่หนักลงไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากที่มันก็ไม่ดีเป็นทุนเดิม คำถามที่เกิดขึ้นย้อนกลับมาที่ รังนิก อีกครั้งว่า เพราะอะไรกันถึงใช้อำนาจของตัวเองลงโทษหรือเคี่ยวเข็ญลูกทีมไม่ได้ จนมันต้องกลายมาเป็นอย่างนี้ รังนิก ไม่เด็ดขาดมากพอจะทำอย่างนั้นหรือ? นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง ล้วนแต่สอดคล้องกับความเชื่อของแฟนบอล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพละกำลัง ความแข็งแกร่งของร่างกายหรือคุณภาพผู้เล่น ยังตามหลังทีมอื่นๆทั้งสิ้น แล้วทำไมไม่แก้ไขให้มันดีขึ้น ซ้อมมากขึ้น หาทางละลายพฤติกรรม ปรับทัศนคติให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ล่ะ แล้วเมื่อหมุนเวลาไปยังครั้งแรกที่แถลงข่าว รังนิก เชื่อมั่นกับผู้เล่นชุดปัจจุบัน แต่เวลานี้กลายเป็นคนละขั้วกันเลย กุนซือเยอรมันเพิ่งว่าไว้ แมนฯยูไนเต็ดตามหลังลิเวอร์พูลถึง 6 ปี เรียกว่าห่างไกลสุดกู่กว่าจะไล่กันทัน ผู้เล่นที่มีอยู่ก็ต้องโละออกอาจมากถึง 10 คน มีเพียงพื้นที่เดียวเท่านั้นคือผู้รักษาประตูที่ไม่ต้องเปลี่ยน ฟังดูแล้วเหมือน รังนิก ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ความเชื่อมั่นที่เคยมีตอนมาใหม่ๆ แทบไม่หลงเหลืออีกต่อไป การให้สัมภาษณ์ช่วงหลัง สะท้อนถึงอาการท้อแท้ ยอมแพ้ราบคาบ ไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว รอจบฤดูกาลอย่างเดียวเท่านั้นเอง คงภาวนายิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี ชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมา ก็แทบสูญภายในแค่ครึ่งปีที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้ ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการลูกหนังเมืองเบียร์ ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์เลยกับผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ด มันเป็นความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของเขา ที่ไม่อาจจัดการภารกิจนี้ได้ดีพอสำหรับส่งต่อให้ผู้จัดการทีมคนใหม่ทำงานง่ายขึ้น รังนิก จึงไม่ได้ดีไปกว่า มูรินโญ่ หรือ โซลชา เลยสักนิดเดียว ---------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เอริกผู้พิชิต ? ]

หลังผ่านบทเรียนผิดหวังมาจาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และ ราล์ฟ รังนิก ดูเหมือนว่ากระแสความมั่นใจในตัว เอริก เทนฮาก ของแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดจะไม่ร้อนแรงเท่าไรนัก ตอน โซลชา เข้ามาคุมทีมใหม่ๆ พร้อมผลงานน่าประทับใจ คว้าชัย 9 นัดติดต่อกัน กองเชียร์แทบทุกคนลงความเห็นเลยว่า นี่แหล่ะคือคนที่ใช่ ทายาทของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างแท้จริง ปลุกปีศาจต้องใช้ปีศาจ กลายเป็นวลีฮอตฮิตในช่วงดังกล่าว จนกระทั่งต้นปี 2019 โซลชา ได้รับสัญญาถาวร ภาพความจริงก็ค่อยๆถูกเปิดเผยออกมา จากนั้นเมื่อ โซลชา ไม่อาจผลักดันแมนฯยูไนเต็ดไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ จนต้องโดนปลดกลางอากาศ การมาของ รังนิก ในฐานะตัวแทนที่จะคุมจนจบฤดูกาล ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆเช่นกัน กิตติศัพท์ของ รังนิก คือการเล่นแบบเพรสซิ่ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่แมนฯยูไนเต็ดไม่มี เหมือนทีมใหญ่ทั่วไป เชื่อว่าน่าจะได้เห็นกันก็คราวนี้แหล่ะ นัดประเดิมเจอคริสตัล พาเลซ ปรากฏว่าแข้งแมนฯยูไนเต็ด ปรับโหมดสไตล์การเล่นอย่างน่าทึ่ง แตกต่างไปจากสมัย โซลชา เป็นกุนซืออย่างเห็นได้ชัด แต่ละคนวิ่งกันมากขึ้น บีบพื้นที่ฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เสียบอลแล้วรีบแย่งคืนกลับมา ก่อนจะเชือดชัย 1-0 สกอร์ไม่ห่าง แต่เกิดความประทับใจขึ้นมากมาย เช่นเดียวกับความหวังอันล้นปรี่ นี่แหล่ะที่แฟนบอลต้องการ ไม่นึกเลยว่า รังนิก เพิ่งมาคุมทีมนัดแรกเท่านั้นจะบันดาลได้เลย บางคนรีบร้องขอบอร์ดบริหาร ให้แต่งตั้งกุนซือเยอรมันคุมแบบถาวรไปเลย ไม่ต้องระยะสั้นอะไรแล้ว เห็นกันอยู่ว่ามันเจ๋งแค่ไหนกัน แต่ใครจะไปคิดว่า นั่นคือเกมเดียวจริงที่แมนฯยูไนเต็ดโชว์ให้เห็นรูปแบบการเล่น อันเป็นเอกลักษณ์ของ รังนิก เพราะหลังจากนัดนั้นแล้ว แทบไม่มีมาโชว์อีกเลย จนเกิดคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ปัจจุบันแมนฯยูไนเต็ดกลายเป็นทีมใหญ่ที่เล่นกันเละเทะสะเปะสะปะ ไร้รูปทรง ไม่มีความแน่นอนเลย เหมือนส่งผู้เล่นลงไป แล้วให้จัดแจงแบ่งหน้าที่กันเองเลย มันเป็นเรื่องธรรมดา หลังผ่านการออกตัวไปเยอะ แล้วปรากฏไม่เป็นไปตามนั้น คราวนี้ต้องระวังหน่อยแล้ว จะบุ่มบ่ามคงไม่ได้อีก หลายคนคิดว่าคงต้องรอดูผลงานของ เทนฮาก ก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน เพราะสิ่งที่ รังนิก ทิ้งไว้ให้ ไม่ต่างจากมรดกเลือดดีๆนี่เอง มีปัญหาสุมรุมมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆหากจะแก้ไขกันในระยะสั้น ยังไงก็ต้องใช้เวลาสะสางและวางแนวทางกันใหม่ อย่างไรก็ตามหากย้อนไปยังปี 2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นงานเฮดโค้ชอย่างจริงจังของเขา มันน่าสนใจมากๆ เทนฮาก รีไทร์จากการค้าแข้งตั้งแต่อายุ 32 ไม่ได้มีปัญหาอาการบาดเจ็บ จนต้องตัดสินใจอย่างนั้นเลย เขาแค่เชื่อว่ามันถึงทางตันแล้ว ฝืนเล่นต่อไปก็ไม่ดีไปกว่าเดิม พูดง่ายๆคือผ่านจุดพีกเรียบร้อย ดังนั้นรีบเบนเข็มเลยดีกว่า หากเป็นนักเตะอื่น คงก้มหน้าก้มตาเล่นไปก่อนอีก 4-5 ปี แล้วค่อยเกษียณ อย่างน้อยก็เก็บเงินเก็บทองกันได้อีกพอสมควร ไว้เป็นทุนรอนตอนเลิกเล่นไปแล้ว แต่สำหรับ เทนฮาก ไม่ได้แคร์เรื่องตรงนั้นสักเท่าไร อาจเพราะมีต้นทุนชีวิตที่ดี เกิดมาในครอบครัวที่มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีฐานะมั่นคงเป็นปึกแผ่นอยู่แล้ว เลยช่วยให้การตัดสินใจต่างๆมันรวดเร็วและง่ายขึ้น เขามุ่งมั่นตั้งใจกับงานโค้ชมากๆ เพราะรู้ตัวดีว่าหลงใหลเรื่องวางแผนการเล่น ชอบที่จะคิดอยู่ตลอดเวลาและบางครั้งมักจะรู้สึกขัดแย้งกับความคิดของกุนซือ เพียงแต่ว่าไม่ควรแสดงความเห็นออกไป มันคงเป็นสิ่งไม่เหมาะสมเท่าไรนัก จุดเริ่มคือเรียนโค้ช แล้วไปเป็นผู้ช่วยที่ทเวนเต้ สโมสรอู่ข้าวอู่น้ำเก่า จากนั้นเมื่อปีกกล้าขาแข็ง จึงอัพเลเวลมาเป็นกุนซือเต็มตัวรับงานโก อะเฮด อีเกิ้ลส์ในปี 2012 ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในลีกรอง ที่นั่นหลายคนที่ร่วมงานด้วย ได้เห็นถึงจิตวิญญาณในความเป็นผู้นำของ เทนฮาก ซึ่งชัดเจนตามบทบาท เขาใส่ใจแทบทุกรายละเอียด ลงลึกถึงทุกภาคส่วน ไล่ตั้งแต่เข้าไปแนะนำกับพนักงานดูแลเสื้อผ้า จนไปถึงฝ่ายดูแลพื้นหญ้าในสนาม มักจะเน้นย้ำเวลาจะเล่นเกมเหย้า หญ้าควรสูงตามที่กำหนดไว้ ด้วยเชื่อว่าเมื่อได้เล่นในบ้านตัวเอง ก็ควรฉกฉวยสิ่งเหล่านี้ให้ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบไว้ แล้วผลงานที่ต้องการก็จะตามมาเอง ขณะเดียวกัน เทนฮาก ก็เน้นเรื่องวินัยกับลูกทีมทุกคน การตรงต่อเวลาสำคัญอย่างยิ่ง มาก่อนได้ยิ่งดี ฝึกให้เคยชินไว้แล้วจะได้ประโยชน์กันเอง นอกจากนี้ยังมักเรียกนักเตะมาคุยเป็นการส่วนตัว ให้เวลาอย่างมากกับเรื่องนี้ แต่ละคนมีความแตกต่างกันไป พื้นฐานไม่เหมือนกัน วิธีการสอนหรือตักเตือนก็ต้องคนละแบบ การฝึกซ้อมที่จริงจังและหนักหน่วงคือเคล็ดที่ไม่ได้เป็นความลับอะไรเลยของ เทนฮาก เบื้องต้นหากคุณต้องเล่นให้ดี จำต้องมีพละกำลังเรี่ยวแรงมากพอ ไม่ใช่วิ่งได้แค่ครึ่งเดียวก็ลิ้นห้อย จากนั้นก็ใส่เรื่องแท็คติกลงไป อธิบายให้ง่ายที่สุด พยายามตัดทฤษฎีที่ดูยุ่งยากทิ้ง ยิ่งง่ายเท่าไรก็ยิ่งเป็นประโยชน์เท่านั้น แน่นอนว่าหัวใจหลักยังอยู่ที่การเพรสซิ่ง ซึ่งเขานิยมมาตั้งแต่เป็นผู้ช่วย สตีฟ แม็คคลาเรน ที่ทเวนเต้แล้ว ศึกษาวิธีการมาอย่างดีแล้วนำมาปรับใช้ ผลพวงของการทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งให้โก อะเฮด อีเกิ้ลส์สามารถทำอันดับ จนเลื่อนสู่เอเรดิวิซี่ลีกหรือลีกสูงสุดสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ป้ายต่อไปของ เทนฮาก น่าจะเป็นสโมสรเกรดบีบวกในเอเรดิวิซี่ เพราะตอนนั้นเป็นที่ยอมรับแล้ว แต่เขากลับเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะลดชั้นไปคุมทีมสำรองของบาเยิร์น มิวนิค แต่มันคือความตั้งใจ เพื่อเรียนรู้งานที่นั่น ซึ่งเต็มไปด้วยบุคลากรคุณภาพ อยู่ใกล้คนเก่ง คุณก็ต้องเก่งตาม ที่นั่น เทนฮาก ได้ทำงานร่วมกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่กุมบังเหียนทีมชุดใหญ่ ซึมซับเอาอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างมาใช้ จนหลายคนเรียกเขาว่า "ลิตเติ้ลเป๊ป" เพราะความคล้ายคลึงกันมากมาย พอสั่งสมประสบการณ์มากพอ กลับมาเป็นกุนซือใหญ่ของอูเทร็ชท์ รวมทั้งเคยนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการกีฬาช่วงสั้นๆ ก่อนทิ้งผลงานน่าประทับใจในซีซั่นที่สอง พาจบอันดับ 4 ได้ไปโม่แข้งในยูฟ่า ยูโรปาลีกสำเร็จ แล้วเมื่ออาแจ็กซ์ยื่นข้อเสนอมาให้ ก็ยากที่จะปฏิเสธได้ ก่อนจะนำทีมผงาด คว้าดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศถึง 2 ฤดูกาลด้วยกัน โปรไฟล์ของเขาหรูหราเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ต้องติดตามดูก็คือ แมนฯยูไนเต็ดจะใหญ่เกินไปสำหรับเขาหรือเปล่า มันน่าคิดอย่างมาก เขายืนยันไว้แล้วว่า คงต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่อนำกลับมาสู่จุดที่วางเป้าหมายเอาไว้ ความสำเร็จคงไม่ได้มาเร็วเหมือนเล่นเกมส์แน่ๆ แต่ท่ามกลางความกดดันมหาศาล มันก็มีความท้าทายที่พร้อมให้ เทนฮาก วิ่งเข้าชนเช่นเดียวกัน อีกหนึ่งสีสันแห่งพรีเมียร์ลีกกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ถึงเวลาท้องฟ้าเปิด ]

การมาของ เอริก เทนฮาก ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่แมนฯยูไนเต็ด จะเริ่มงานในฤดูกาลหน้า คนที่ยินดีไม่น้อยไปกว่าใครน่าจะเป็น ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าทั้งคู่จะได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เปลี่ยนจากสีเสื้ออาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมมาเป็นของแมนฯยูไนเต็ดแทน ความสัมพันธ์จากอดีตของสองคนนี้ อยู่ในขั้นดีเยี่ยมเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ เทนฮาก เข้ามาคุมอาแจ็กซ์ในปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ดอนนี่ กำลังเติบโตพัฒนาฝีเท้าอย่างรุดหน้า ดอนนี่ ได้รับการโปรโมตสู่ชุดใหญ่ของอาแจ็กซ์ในช่วงปลายปี 2015 สร้างความประทับใจให้ แฟร้งค์ เดอ บัวร์ กุนซือเวลาดังกล่าวอย่างมาก จนให้โอกาสลงอย่างสม่ำเสมอ แต่พอซีซั่นปิดฉาก เดอ บัวร์ โยกไปคุมอินเตอร์ มิลาน เปิดทางให้ ปีเตอร์ บอสซ์ มารับไม้ต่อในบทบาทกุนซือ แต่สถานะของ ดอนนี่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย บอสซ์ เป็นอีกคนที่ปลาบปลื้มผลงานของกองกลางสายเลือดใหม่รายนี้อย่างมาก นับตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่นฤดูกาล 2016/17 จึงตั้งใจว่าจะปลุกปั้นให้เป็นแข้งดังเลยทีเดียว ช่วงนั้นบาเยิร์น มิวนิคส่งแมวมองมาเลียบเคียงส่องฟอร์ม ดอนนี่ แต่ทางอาแจ็กซ์ไม่มีแผนจะขายออกไป อยากจะเก็บไว้ช่วยทีมชุดใหญ่ก่อน ดอนนี่ เริ่มแย่งตำแหน่งตัวจริงได้บ้าง แม้ต้องสลับกับการรอโอกาสข้างสนามบ้างก็ไม่เกี่ยง เพราะอายุยังน้อย รอคอยวันเวลาของตัวเองได้ ก่อนฝากผลงานไว้ที่ 4 แอสซิสต์ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาที่ถูกดันขึ้นชุดใหญ่เต็มตัว จังหวะเดียวกันนั้นเอง อาแจ็กซ์ปล่อย ดาวี่ คลาสเซ่น กองกลางคนสำคัญไปให้เอฟเวอร์ตัน จึงมีที่ว่างสำหรับ ดอนนี่ พอดิบพอดี เขาได้ร่วมงานกับ มาร์เซล ไคเซอร์ ที่ถูกดันมาจากทีมสำรองของอาแจ็กซ์ ที่เลือกย้ายไปคุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แน่นอน ดอนนี่ พอจะคุ้นเคยกับ ไคเซอร์ มาตั้งแต่ทีมเยาวชนแล้ว เขาจึงได้รับโอกาสเช่นเคย เพียงแต่ผลงานของทีมไม่เป็นไปตามเป้า ดังนั้นปลายปี 2017 เทนฮาก จึงถูกเลือกมารับงานแทนและมีส่วนช่วยผลักดันให้กลายเป็นแข้งระดับคุณภาพ ด้วยวิธีการเล่นที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เขาจับ ดอนนี่ เล่นในตำแหน่งเบอร์ 8 เป็นกองกลางที่เน้นเกมรุกมากกว่ารับ ให้อิสระเติมไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ นอกจากการเคลื่อนไหวที่ดี หาตำแหน่งได้เก่ง จุดแข็งที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วคือการทำประตูและแอสซิสต์ ดอนนี่ มีสัญชาตญาณยอดเยี่ยมมาก บางครั้งเหมือนไม่ได้อยู่ในโฟกัส แต่กลับทะลุเข้ามาในกรอบเขตโทษ ทำประตูได้สำเร็จ 13 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ในทุกรายการ ช่วยสนับสนุนให้เขากลายเป็นดาวดวงใหม่ของอาแจ็กซ์อย่างไม่ต้องสงสัยเลย "เขามีความแตกต่างจากมิดฟิลด์ตัวรุกทั่วไป เล่นได้หลากหลายแท็คติกและมีการยิงประตูที่เฉียบขาด" เทนฮาก เคยกล่าวถึงลูกทีมรายนี้เอาไว้ แสดงถึงความประทับใจ แม้จะร่วมงานกันแค่ครึ่งปีก็ตาม จากนั้นซีซั่น 2018/19 ถือเป็นช่วงเวลาพีกของ ดอนนี่ อย่างแท้จริง นอกเหนือจากเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญนำอาแจ็กซ์ครองดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศ กวาดหมดทั้งเอเรดิวิซี่หรือลีกสูงสุด รวมถึงดัตช์คัพด้วย ยังหักปากกาเซียนเข้าถึงรอบตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะพ่ายท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เฉียดฉิว ชวดเข้าชิงอย่างน่าเสียดาย 17 ประตูกับอีก 13 แอสซิสต์ในฤดูกาลดังกล่าวช่วยขับให้ ดอนนี่ เปล่งปลั่งขึ้นอีกเพียบ เป็นที่ต้องการของบรรดาสโมสรชั้นนำในยุโรป ต่างมาเคาะประตูบ้านอาแจ็กซ์ตลอดซัมเมอร์ แต่ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ผู้บริหารของทีมตั้งใจไว้ว่าจะเก็บใช้งานก่อนอีกสักฤดูกาล ไม่อย่างนั้นปล่อยเสาหลักออกไปพร้อมๆกัน อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสมดุลได้ ความจริงเขาควรจะได้ย้ายไปเรอัล มาดริดอย่างที่หลายคนเคยได้ยินข่าวมาก่อนแล้ว เชื่อกันว่าเป็นที่โปรดปรานของ ซีเนดีน ซีดาน อย่างมาก แต่จังหวะไม่เป็นใจ โดยเฉพาะเกิดไวรัสระบาดอย่างหนักในยุโรป จนกระทบต่อปัญหาการเงิน ต้องรอถึงซัมเมอร์ 2020 แมนฯยูไนเต็ดที่พร้อมกว่าใคร จึงคว้าพุงปลาไปกินแบบเซอร์ไพรส์ เพราะตอนแรกไม่เคยระแคะระคายมาก่อน ค่าตัว 35 ล้านปอนด์บวกแอดออนส์อีก 5 ล้าน รวมแล้วเป็น 40 ล้าน ถือว่าไม่ได้แพงบ้าเลือดอะไร หลายคนว่าซื้อได้ราคางามด้วยซ้ำ หากเทียบกับ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง และ มาไธจส์ เดอ ลิกต์ ซึ่งปล่อยไปก่อนหน้า แฟนแมนฯยูไนเต็ดคาดหวังกับ ดอนนี่ ไม่น้อย แต่อย่างที่รู้กัน เขาไม่อาจเบียดแทรกเป็นตัวหลักได้เลย มันทำให้เกิดความกังขาว่า ตกลงแล้วนี่คือนักเตะที่ โซลชา อยากได้จริงหรือเปล่า ยิ่งเมื่อมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส อยู่แล้ว ตำแหน่งน่าจะทับซ้อนกัน จนเปลี่ยนจาก โซลชา มาเป็น ราล์ฟ รังนิก ก็ยังมีความเชื่อมั่นในทำนองว่า ดอนนี่ น่าจะกลับมาแจ้งเกิดได้ เพราะดูระแบบและแนวทางการทำทีมน่าจะเอื้อพอสมควร แต่ก็เข้าอีหรอบเดิมอีก ดอนนี่ ถูกมองข้ามไม่ได้แตกต่างจากยุคของ โซลชา เลยสักนิด กระทั่งต้องปล่อยให้เอฟเวอร์ตันยืมตัวใช้งานช่วงตลาดมกราคมที่ผ่านมา ดอนนี่ เหมือนเริ่มต้นได้ดีกับสีเสื้อใหม่ แต่พอผ่านไปสักพักก็ไม่อาจเค้นตัวเองได้เลย ทั้งโดนปัญหาอาการบาดเจ็บคุกคาม ไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเลยในช่วงหลัง จนเชื่อกันว่าต้องระเห็จกลับแมนฯยูไนเต็ดแน่นอน แต่การกลับมาครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะบอสใหม่คือ เอริก เทนฮาก ซึ่งไว้เนื้อเชื่อใจกันมาก่อน ปัญหาของ ดอนนี่ นอกจากเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับแท็คติกของกุนซือ รวมทั้งสไตล์ฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากภาคพื้นยุโรป กลายเป็นอุปสรรคหลักใหญ่ เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจด้วย สะสมนานวันเข้ามันก็แทบจะยากมากๆที่จะเรียกคืนมาได้เหมือนเดิมอีก ยังไงก็ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม เทนฮาก น่าจะช่วยได้ทั้งผลงานในสนามและสภาพจิตใจ นี่จึงเป็นโอกาสดีมากๆสำหรับ ดอนนี่ หลังจากเมฆดำอึมครึม มรสุมถล่มมาพักใหญ่ ได้เวลาฟ้าเปิดอีกครั้งแล้ว แม้จะยังไม่อาจการันตีอะไรได้ว่า ภายใต้การร่วมงานกับ เทนฮาก จะผลักดัน ดอนนี่ ประสบความสำเร็จอีกครั้ง แต่อย่างน้อยความหวังมันก็เจิดจ้ามากกว่าเดิมไม่ใช่หรือ? เชื่อกันว่าระบบการเล่น 4-3-3 อย่างที่ เทนฮาก ถนัดมือ จะถูกนำมาใช้ในฤดูกาลหน้า เพื่อฟื้นฟูแมนฯยูไนเต็ด เหมือนย้อนไปนับหนึ่งกันใหม่ ถึงตรงนี้ ดอนนี่ คงไม่ได้สนใจเอฟเวอร์ตันเท่าไรนัก ได้แต่นับเวลาถอยหลังรอซีซั่นใหม่ เพื่อร่วมงานกับเจ้านายคนเก่าแค่นั้นเอง 2 ปีที่แทบสูญเปล่า ยังอาจไม่สายเกินไป แต่นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาในพรีเมียร์ลีกเช่นเดียวกัน ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความจริงอันน่าเจ็บปวด ]

หลังแมนฯยูไนเต็ดปราชัยอย่างย่อยยับในแดงเดือดเที่ยวล่าสุด ตอกหัวหมุดย้ำถึงความห่วยแตก เชื่อว่าหลายคนเริ่มนึกถึง เอริก เทนฮาก แม้จะยังไม่ประกาศหรือแถลงอย่างเป็นทางการว่าจะมาคุมแมนฯยูไนเต็ดในฤดูกาลหน้า แต่ทุกคนเชื่อไปหมดแล้วว่ายังไงก็ต้องเป็นเขาแน่นอน แทบจะการันตีได้แล้ว ฉะนั้นพอว่าที่สโมสรในอนาคตอันใกล้ ผลงานไม่เอาไหน ไร้ทั้งความมุ่งมั่น แพสชั่น ไหนฝีเท้าจะไม่ถึงชั้น หมายความว่าการบ้านกองโตวางรอให้มาสะสางอยู่ เชื่อว่า เทนฮาก แม้จะยังมีภารกิจนำอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมป้องกันแชมป์เอเรดิวิซี่ให้ได้ น่าจะชมเกมที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวันอังคารด้วยและคงได้เห็นเหมือนอย่างที่หลายคนเห็น ไม่ใช่ครั้งแรกที่แมนฯยูไนเต็ด เล่นกันสะเปะสะปะหาสาระแทบไม่ได้ มันเกิดขึ้นซ้ำซากมากมาย จนยากจะบอกแล้วว่าเกมไหนในฤดูกาลนี้ที่ห่วยแตกสุด เพราะเยอะเหลือเกิน เกมจบลงไม่เท่าไร ราล์ฟ รังนิก ให้สัมภาษณ์ว่า บางทีอาจมีผู้เล่น 6-7 คนที่ต้องถูกปล่อยตัวออกไป พวกเขารับเงินกันมหาศาล แต่กลับโชว์ผลงานเหยาะแหยะไม่คุ้มค่า สอดคล้องกับก่อนเกมเริ่มที่เขาให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด พูดถึงปัญหาหลังบ้านที่ขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จำเป็นต้องจ้างบุคลากรเก่งๆมาช่วยงาน เหมือนอย่างแมนฯซิตี้ , ลิเวอร์พูลหรือเชลซีมีอยู่ พร้อมทั้งอธิบายโครงสร้างการบริหารในรูปแบบฟุตบอลเยอรมันว่า แตกต่างกับแมนฯยูไนเต็ดในปัจจุบันอย่างชัดเจน เฮดโค้ชจะมีบทบาทที่คอยคุวบคุมดูแลการฝึกซ้อม เน้นเรื่องแท็คติก แก้ไขปัญหาในสนาม ในขณะที่ผู้อำนวยการจะพุ่งไปที่กลุ่มนักเตะโดยตรงมากกว่า รวมทั้งยังมีทีมงานวิเคราะห์เกมแต่ละนัด รวมถึงการฝึกซ้อมประจำวันรายงานให้กุนซือรับรู้อีกที เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในอนาคต คือที่ รังนิก ร่ายยาวมาน่าจะแค่คร่าวๆมากกว่า ยังไม่ได้ขยายหรือลงลึกรายละเอียดมากนัก แค่พอให้เห็นภาพรวม หากยังเพิกเฉย คงยากที่จะตีกรรเชียงไล่ตามได้ทัน เหมือนต้องการบอกผ่านไปถึงบอร์ดบริหารว่าเท่าที่ผ่านมา พวกคุณมองข้ามตรงส่วนนี้ไปหมด ขณะเดียวกันก็ยังแจกแจงถึงนักเตะใหม่ด้วยว่า ตัวเขาที่จะลงไปนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษา ซึ่งเนื้องานน่าจะคล้าย DOF หรือผู้อำนวยการฟุตบอล ตัวเขาส่งชื่อผู้เล่นที่ต้องการ 1-2 คนไปให้ยังฝ่ายบริหาร น่าจะหมายถึง ริชาร์ด อาร์โนลด์ ซึ่งเป็นซีอีโอคนใหม่ โดยส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้จัดการทีมที่กำลังจะมาทำหน้าที่ หรือพูดแบบรวบรัดเลยก็คือ เทนฮาก ไม่ได้เลือกหรือมีส่วนร่วม แต่ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามแนวทางของแท็คติกตัวเอง หากเราตามข่าวมาก่อนน่าจะพอมีข้อมูลว่า รังนิก อยากได้ เทนฮาก มาเป็นกุนซือใหม่มากกว่าใคร ด้วยสไตล์การทำงาน รูปแบบหรือระบบที่มีความใกล้เคียงกับอุดมคติ น่าจะเข้าใจสเป็คของนักเตะที่จะมาเล่นไม่ต่างกันนัก ที่เหลือให้ เทนฮาก รับไปจัดการจะโละใครทิ้ง เขี่ยใครพ้นๆหน้าและหาใครมาเสริมเพิ่มเติมก็ว่าไปได้เลย แต่ รังนิก ยังทิ้งท้ายไว้ว่า หากต้องการแข้งใหม่จริงๆ คงแทบทุกตำแหน่ง ยกเว้นเพียงแค่ผู้รักษาประตูเท่านั้นเอง การพูดต่อหน้าสาธารณะในลักษณะนี้ของกุนซือเยอรมัน ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยซ้ำ เพียงแต่คราวนี้ดูจะเจาะจงไปเลย ไม่ต้องงึมงำอ้อมค้อมให้เสียเวลา ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่ รังนิก ออกมาพูดก่อนเกมไม่นาน เมื่อแพร่กระจายเป็นวงกว้างในโซเชี่ยลและสื่อต่างๆ ย่อมเกิดคำถามว่าเหมาะสมกับเวลาอย่างนี้จริงหรือ แข้งปีศาจแดงหลายต่อหลายคนที่ได้ยินอย่างนี้คงไม่แฮปปี้เท่าไรแน่นอน ทำไมบอสพูดลักษณะนี้ว่าพวกเขาไม่ดีพอล่ะ อาจพอเข้าใจนั่นคือเรื่องจริง ผลงานมันก็ฟ้องทนโท่อยู่แล้ว แต่เรื่องกาลเทศะมันก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน แล้วสภาพทีมของแมนฯยูไนเต็ดก็อย่างที่เห็น นักเตะแกนหลักหลายคนบาดเจ็บไม่พร้อมลุย แถมมาขาด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งเป็นเหมือนผู้นำทีมอีก มันพอจะสะท้อนได้เลยว่า เกิดปัญหาภายในทีมขึ้น นักเตะคงไม่ได้เชื่อฟังหรืออยู่ใต้อาณัติของ รังนิก อีกต่อไป พูดอะไรมาก็พยักหน้าไปอย่างนั้นหรือไม่ก็หูทวนลม ส่วนตัวเจ้านายเองก็ล่องลอยอยู่เหนือปัญหา ในเมื่อมาทำงานแค่ 6 เดือน นับถอยหลังลงจากเก้าอี้ แล้วไปรับบทบาทใหม่ ทิ้งให้ผู้จัดการคนต่อไปมารับเผือกร้อนแทน รังนิก ไม่ใช่ประเภทเฮี้ยบดุดัน พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ไม่ตามทำตามจะต้องเจอบทลงโทษหรือมาตะโกนโวยวายอยู่ข้างสนาม บุคลิกคือนิ่งเงียบ สีหน้าเรียบเฉย ยากมากที่จะคาดเดาความรู้สึก เหมือนคุณครูที่มีความรู้อัดแน่น ทฤษฎีมาจ๋าเลย แต่ไม่สามารถทำให้นักเรียนเชื่อฟังเพื่อถ่ายทอดได้ อย่างที่บอกนั่นแหล่ะ รังนิก เองดูเหมือนจะทิ้งตัวด้วย ไม่เอาอะไรอีกแล้ว นั่นยิ่งเหมือนสุมไฟแห่งปัญหาให้คุโชนขึ้นมาอีก ว่ากันตามตรงน่าเห็นใจ เทนฮาก เลยจริงๆ แม้จะรู้ดีว่างานนี้โหดหิน ต้องรื้อใหม่แทบทั้งระบบ แต่นี่แทบหัวจดเท้ากันเลย อย่างไรก็ตามแฟนแมนฯยูไนเต็ดอาจจะพอมีความหวังอยู่บ้าง หากมองวิธีการทำงานในบทบาทกุนซือของ เทนฮาก แม้ภายนอกจะดูเงียบขรึม ยิ้มยาก ไม่ค่อยเอะอะโวยวาย ออกแอ็คติ้งแบบโอเวอร์หรือมีปฏิกิริยาแบบสุดขั้ว แต่ใครที่เคยร่วมงานด้วยจะรู้ดีถึงความเด็ดขาดจริงจังของกุนซือดัตช์ ก่อนเกมชิงดัตช์คัพกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นเมื่อวันอาทิตย์ เขาดร็อป อังเดร โอนาน่า ผู้รักษาประตูมือ 1 ท่ามกลางกระแสข่าวขัดแย้งปัดแข้งปัดขากัน จนนักข่าวพยายามจี้ถาม แต่ก็ได้รับคำตอบว่าบาดเจ็บ โอนาน่า กำลังจะหมดสัญญาในซัมเมอร์นี้ จะมีสถานะเป็นฟรีเอเจ้นท์และเตรียมย้ายสู่อินเตอร์ มิลานฤดูกาลหน้า นอกจากนี้ยังมีข่าวด้วยว่าสาเหตุ เซบาสเตียน อัลแลร์ ดาวซัลโวประจำทีม ถูกจับนั่งสำรองข้างสนามอย่างเซอร์ไพรส์ เพราะหย่อนเรื่องวินัยมาซ้อมสาย 17 นาที แม้จะรู้ดีว่านี่คือนักเตะคนสำคัญ แต่หากคิดว่าตัวเองเหนือกว่าใครในทีมต้องได้อภิสิทธิ์พิเศษ ก็เตรียมตัวรับโทษได้เลย ลูกทีมบางคนที่เคยผ่านการร่วมงานกันมา บอกว่าเจ้านายไม่ได้เป็นบอสประเภทพูดเยอะนัก แต่ถึงเวลาจะทำจริงทันที ไม่มีเจรจาต่อรองกันอีก นี่แหล่ะคือคุณสมบัติความเด็ดขาด ว่ากันตามตรงผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดชุดปัจจุบัน ต้องการเจ้านายที่เคร่งครัดวินัย ไม่ใช่ทำอะไตามใจตัวเองอีก จนสะท้อนถึงผลงานในสนามอย่างที่เห็นกัน แต่เหนืออื่นใด เทนฮาก ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากเบื้องบน ไม่ใช่ปล่อยให้เคว้งคว้าง ถ้าอย่างนั้นก็ยากจะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิม ซึ่งไม่นานนักศรัทธาจากแฟนบอลจะเสื่อมลง แล้วมันยากมากที่จะกู้กลับมาได้ทัน สำหรับแฟนแมนฯยูไนเต็ด ยิ่งเห็นยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บปวดใจ แต่จะหนีไปไหนก็คงไม่ได้ มันเป็นความจริงที่แสนจะน่าเจ็บปวดเลย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปัญหาโลกแตก ? ]

หากแมนฯซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้สำเร็จ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะทำสถิติครองลีกสูงสุดอังกฤษ 4 จาก 5 ครั้งหลังสุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือตัวเลขที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง แฟนลูกหนังแทบทั้งโลก ต่างยอมรับว่านี่คือลีกที่แข็งแกร่งสุดๆ ฉะนั้นเมื่อคุณเป็นแชมป์ มันก็บอกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงย่อมเกิดคำถามขึ้นว่า ตกลงแล้ว เป๊ป จะขึ้นแท่นเป็นกุนซือยิ่งใหญ่สุดแห่งพรีเมียร์ลีกได้ยัง หรือสมมุติว่าได้แชมป์ซีซั่นนี้ แล้วป้องกันได้อีกในซีซั่นหน้า เป็นการผงาด 3 สมัยรวดและ 5 ใน 6 ฤดูกาล สมควรที่จะได้รับการยกย่องเหนือกว่าทุกคนหรือเปล่า เคสนี้อาจนับเฉพาะลีกสูงสุดเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี 1992 หรือ 30 ปีเต็มพอดิบพอดี หากจะมีผู้จัดการทีมก่อนๆ วัดฝีมือกับ เป๊ป น่าจะมีอยู่แค่ 3 คนเท่านั้นเอง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน , อาร์แซน เวนเกอร์ และ โชเซ่ มูรินโญ่ สองคนหลังอาจตัดทิ้งไปก่อน เพราะสิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามขึ้นมาว่า เป๊ป ก้าวข้าม เฟอร์กี้ ได้หรือยัง ถ้าครองพรีเมียร์ลีกในซีซั่นนี้และซีซั่นถัดไป ไม่กี่วันมานี้ทาง LADbible สื่อกีฬามาแรงในตระกูล bible ได้จับเอา รอย คีน และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ สองกูรูชั้นนำของวงการ รวมทั้งเป็นอดีตแข้งดัง ผ่านประสบการณ์ตรงสารพัด มาถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเรื่องนี้แหล่ะ ถึงเวลา เป๊ป ใกล้จะก้าวมาเป็นเบอร์หนึ่งแล้วหรือยัง โดยเฉพาะเมื่อต้องเทียบกับปรมาจารย์อย่าง เฟอร์กี้ คีน ซึ่งเคยร่วมงานกับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มายาวนานถึง 12 ปี กวาดความสำเร็จมหาศาล กลับแสดงความเห็นแบบที่หลายคนคาดไม่ถึง เพราะเห็นด้วยว่า เป๊ป เหนือกว่าแล้ว ในขณะเดียวกัน คาร์ร่า มองอีกด้าน มั่นใจว่ายังไม่มีกุนซือคนไหนแซงหน้า เฟอร์กี้ ได้ง่ายๆหรอก เอาที่เหตุผลของ คีน ก่อนแล้วกัน เขาวัดเหตุผลจากการทำงานของกุนซือสแปนิช ที่เน้นทุกรายละเอียดและผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดี จนครองแชมป์ลีก 10 จาก 13 ครั้งที่เป็นกุนซือ ไล่ตั้งแต่เมื่อตอนคุมบาร์เซโลน่า , บาเยิร์น มิวนิคและแมนฯซิตี้ เรียกว่ามีเขาอยู่ตรงไหนแทบจะผูกขาดเลย ส่วนถ้าดูกันแค่ในพรีเมียร์ลีก ตัดเรื่องอายุงานทิ้งไปก่อน เป๊ป ใช้เวลาตั้งหลักเพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น พอคลำทางเจอรู้แล้วว่าควรจัดการอย่างไรก็ครองแชมป์ลีกในซีซั่นรุ่งขึ้นทันที ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งมากกว่า 1 ทีม การกำเนิดของบิ๊กซิกซ์ รวมทั้งมาตรฐานของพรีเมียร์ลักในปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่องโหดหินเลยทีเดียว สำหรับการขับเคี่ยวอันยาวนานถึง 38 นัดแล้วจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด "ถ้าเขาอยู่ต่ออีก 5-10 ปี รับรองเลยว่าต้องก้าวข้ามไปสู่จุดสูงสุดได้ แต่ตอนนี้เราคงต้องพูดถึงสัญญาที่ยังเหลือ 2 ปีก่อน" นี่คือประโยคที่ คีน กล่าวอ้างมา เป็นหนึ่งในเหตุผลที่จะทำให้ เป๊ป ก้าวข้ามทุกกุนซือพรีเมียร์ลีก ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในอนาคต ส่วน คาร์ร่า รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า นี่คงเป็นการนับแค่เรื่องตัวเลขอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้มององค์ประกอบหรือภาพรวมอื่นๆ ซึ่งทางฝั่ง คีน ก็ยอมรับว่าใช่ จากนั้นก็พรั่งพรูความเห็นในมุมของตน ไม่มีใครเถียงหรอกว่า เป๊ป เก่งหรือเปล่า ผ่านจุดที่จะถกกันอย่างว่ามานานแล้ว ทุกคนต่างยอมรับที่คือกุนซือเจ๋งสุดคนหนึ่งในพ.ศ.นี้ แต่เท่าที่ผ่านมา เป๊ป ประสบความสำเร็จกับทีมใหญ่มาตลอด ว่ากันแบบแฟร์ๆแล้ว ไม่ได้ฝ่าด่านโคตรโหดมาเท่าไรนัก หากเทียบกับ เฟอร์กี้ ซึ่งเคยโชว์ให้เห็นมาแล้วตั้งแต่คุมอเบอร์ดีน สามารถสลายขั้วอำนาจของสองยักษ์กลาสโกว์ทั้งเซลติกและเรนเจอร์ส โดยที่ต้องมาเริ่มสร้างเองและวางแผนใหม่ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับตอนมาคุมแมนฯยูไนเต็ดในปี 1986 มีปัญหามากมาย ให้ต้องสะสางแก้ไข ใต้พรมนั้นมีแต่สิ่งปฏิกูลเน่าเฟะ นอกจากความอดทนแล้ว ต้องมีความสามารถเป็นส่วนสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน เฟอร์กี้ ต้องต่อสู้กับทั้งบอร์ดบริหาร ที่มองมาด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจเท่าไรนัก สู้กับลูกทีมหลายคนที่พร้อมพยศและท้าทาย สู้กับสื่อที่พร้อมเสมอจะเหยียบย่ำให้จมธรณีในวันที่แพ้หรือผลงานหลุดลุ่ย อีกทั้งทั้งยังต้องสู้กับแฟนบอลด้วย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อมั่้นในตัวเขา กว่าจะได้งบประมาณมาเสริมทัพซื้อผู้เล่นรายใหม่ ก็ต้องหาทางขายพวกที่คิดว่าไม่ใช้ออกไปก่อน แล้วงานผู้จัดการทีมในยุคสมัยดังกล่าว มันหนักหนาสาหัส หากไม่เอาใจใส่ดูแลจริง อย่าหวังเลยว่าจะประสบความสำเร็จระยะยาวได้ เฟอร์กี้ ต้องจัดการแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องใหญ่ จนลงไปถึงขี้ปะติ๋ว วันๆมีแต่ความวุ่นวาย แทบไม่ได้หายใจหายคอ ในขณะที่สมองก็ต้องครุ่นคิดตลอดเวลา สำหรับ คาร์ร่า เมื่อดูบรมกุนซือสก็อตติชในช่วงที่ต้องผ่านมรสุมใหญ่หลายครั้ง แล้วย้อนมายัง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งทำงานง่ายกว่า เพราะมีแรงสนับสนุนจากเบื้องบนและคนรอบข้างอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม คีน เชื่อว่า ไม่ใช่ความผิดของ เป๊ป เลยสักนิดที่เลือกทำงานกับสโมสรที่พร้อม เมื่อคุณมีโอกาสเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง ใครบ้างจะยอมมองข้าม แล้วเคสที่ถูกติฉินนินทาในทำนอง ใครมาคุมก็คงประสบความสำเร็จในลีกไม่ยากหรอก เมื่อมีแทบทุกอย่างมากองให้ขนาดนี้ มันก็เป็นคำพูดที่เกินไป ช่วงที่ขึ้นจากชุดบี มากุมบังเหียนชุดใหญ่บาร์เซโลน่า ก็รื้อของเก่า สร้างใหม่ตามแนวทาง การเริ่มต้นบนพื้นฐานของตัวเองมันยาก นอกจากต้องศึกษากลั่นกรองอย่างดี ยังต้องพยายามแสดงให้นักเตะยอมรับด้วย ลิโอเนล เมสซี่ , ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า อาจเติบโตมาตั้งแต่ยุคของ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ที่เป็นคนปลุกปั้นให้โอกาส แต่ในยุคของ เป๊ป ผู้เล่นเหล่านี้ถูกเจียระไน จนเป็นเพชรน้ำงามส่องประกายเจิดจ้า เมื่อ คีน กับ คาร์ร่า ต่างมองกันคนละมุม ให้น้ำหนักเหตุผลแตกต่างกัน มันก็ต้องเกิดข้อโต้แย้งธรรมดา หลายคนมองว่า ลึกลงไป คีน อาจจะยังเจ็บแค้น เฟอร์กี้ ซึ่งดูแล้วแทบไม่มีทางที่ความสัมพันธ์จะกลับมาดีเหมือนเดิมหรอก ดังนั้นเลยเทคะแนนไปให้ เป๊ป ว่าอนาคตไม่นานนี้ จะข้ามทุกคนรวมทั้ง เฟอร์กี้ สู่บัลลังก์ยอดกุนซือแน่ หาก เป๊ป ยังคงปักหลักกับแมนฯซิตี้ยาวๆ แล้วเอาไม้บรรทัดมาวัดแค่เรื่องผลงาน โทรฟี่ ความสำเร็จหรือตัวเลขสารพัด เขาน่าจะแซง เฟอร์กี้ ไม่ยากหรอก แต่ในโลกของฟุตบอล ซึ่งมีรายละเอียด ความรู้สึกต่างๆ มาเป็นตัวแปรด้วย จะยึดแค่ตรงนั้นเป็นบรรทัดฐานก็คงไม่ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นการถกประเด็นนี้ ไม่มีทางที่จะจบลงหรือได้ข้อสรุปง่ายๆหรอก บางทีถึงวันหนึ่งอาจกลายเป็นคำถามโลกแตกไปเลยก็ได้ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ดีที่สุดในจุดที่ยืน ]

ในที่สุดปาฏิหาริย์ของ เวย์น รูนี่ย์ ก็ไม่เกิดขึ้น เหมือนอย่างที่หลายคนสวดภาวนาเอาไว้ หลังดาร์บี้ เคาน์ตี้ต้านไม่ไหวพ่ายควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส โดยมีเสียประตูอย่างน่าเสียดายในช่วง 2 นาทีสุดท้าย ส่งผลให้ตกชั้นจากเดอะ แชมเปี้ยนชิพสู่ลีกวัน ซึ่งเป็นระดับดิวิชั่น 3 ในฤดูกาลหน้าเป็นที่เรียบร้อย ผลจากการโดนฟุตบอลลีกหรืออีเอฟแอลหักรวม 21 คะแนน จากปัญหาด้านการเงินที่ไม่อาจควบคุมได้ตามกำหนด รวมทั้งตกแต่งบัญชีเพื่อส่งข้อมูลเท็จ ดาร์บี้จึงตกอยู่ในชะตากรรมอย่างที่เห็น สถานะของสโมสรมันคือล้มละลายนั่นแหล่ะ แต่มันน่าเจ็บใจตรงที่ เมล มอร์ริส เจ้าของสโมสรปกปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่ยอมแจ้งกับ รูนี่ย์ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมหรือพวกนักเตะเลย เรื่องนี้มันสำคัญมาก จำเป็นต้องบอกรายละเอียดเพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวกับดาร์บี้ ได้เตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา มอร์ริส ทำตัวเหมือนพวกขี้แพ้ ตั้งใจจะหนีปัญหา ขอแค่ยื้อเวลาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้ว สำหรับ รูนี่ย์ มันน่าเจ็บปวดตรงที่ เขารู้ว่าดาร์บี้กลายเป็นทีมล้มละลายจากทางสกาย สปอร์ตส์ พูดง่ายๆคือเปิดข่าวจากสถานีกีฬานี้ แล้วได้ยินเรื่องของสโสรที่ตัวเองเป็นผู้จัดการทีม ถึงกับมึนไปเลยทีเดียว ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า รูนี่ย์ โดนเจ้าของทีมหักหลัง ไม่ยอมพูดความจริงให้หมด หากเป็นคนอื่นเจออย่างนี้เข้า คงตัดสินใจเปิดหมวกลาไปแล้ว ไม่น่าจะร่วมงานกันได้อีก อีกทั้ง รูนี่ย์ ไม่จำเป็นต้องง้อดาร์บี้เลย ต่อให้ออกไปแล้วตกงาน แต่ชื่อเสียงที่สั่งสมไว้สมัยเป็นนักเตะ มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเดินสายด้านโค้ชต่อ ส่วนเรื่องรายได้ แทบไม่ต้องพูดถึง เก็บเกี่ยวกอบโกยไว้มากมายตั้งแต่ยังค้าแข้ง ไม่ส่งผลกระทบอะไรอยู่แล้ว แต่ รูนี่ย์ กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ขนาดโดนหักแต้มรอบที่สอง กลับเลือกปักหลักกับทีมต่อไป ด้วยเหตุผลที่หลายคนได้ยินแล้วแทบปลาบปลื้มตื้นตัน โดยเฉพาะนักเตะและแฟนดาร์บี้ "ผมไม่เคยคุยกับเจ้าของทีมเลย เขาติดต่อมาทางโทรศัพท์เท่านั้น แต่ผมพร้อมสู้อยู่แล้ว" "ผมเติบโตมาจากแหล่งเสื่อมโทรมของลิเวอร์พูล เข้าใจความลำบากมากพอและรู้ถึงสถานการณ์เวลานี้ดี" "สโมสรกำลังต้องการผู้นำ จำเป็นต้องมีเสาหลัก หากผมออกไปจริงนักเตะจะต้องมีปัญหาแน่" รูนี่ย์ ไม่ใช่คนประเภทชอบเรียกร้องความสนใจหรือพูดจาที่ฟังดูสวยหรู เขาคือคนจริงที่เน้นปฏิบัติมากกว่าจะมาพูด ทุกอย่างพิสูจน์ด้วยผลงานเท่านั้น เมื่อคุณต้องเป็นกุนซือในสโมสรที่ล้มละลาย จนโดนควบคุมกิจการ ไม่มีเงินมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ย่อมต้องยอมเสียสละมากมาย สำหรับ รูนี่ย์ ไม่ใช่แค่พลังกายอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรื่องเงินก็หยิบยื่นทุนส่วนตัวมาช่วยเหลืออีกต่างหาก เพื่อประคับประคองทีมให้สู้ต่อไป ก่อนฤดูกาลนี้จะรูดม่านเปิดฉาก ดาร์บี้มีนักเตะลงทะเบียนได้แค่ 13 คนเท่านั้นเอง ต้องดันผู้เล่นจากทีมเยาวชนมาเสริม รวมถึงความพยายามในการยืมตัวนักเตะจากทีมอื่นเข้ามา ด้วยคอนเน็กชั่นต่างๆ ความสัมพนธ์ที่มีเมื่อครั้งยังเป็นผู้เล่น รวมทั้งเครดิตที่สะสมไว้ ทำให้หลายทีมพร้อมสนับสนุน พร้อมยื่นมือมาโอบอุ้มตามความเหมาะสม รูนี่ย์ ไม่ได้ยืนสู้อย่างโดดเดี่ยวเลย ไม่ใช่แค่แฟนดาร์บี้เท่านั้นที่เชียร์อย่างสุดใจ แต่กองเชียร์หลายสโมสรก็เทใจให้เลย แม้จะรู้ว่าโอกาสมันช่างริบหรี่ก็ตาม ลองหลับตาแล้วนึกภาพกันดู ทีมของคุณแทบไม่เหลือนักเตะให้ใช้งาน เรื่องคุณภาพไม่ต้องพูดถึง ย่อมเป็นรองอีกหลายทีมในลีก แถมยังออกสตาร์ตด้วยการถูกตัด 12 แต้ม ก่อนจะมาเพิ่มอีก 9 แต้มในเดือนพฤศจิกายน รวมแล้วเป็น 21 แต้ม ทุกคนเชื่อว่าไม่มีทางที่ดาร์บี้จะเอาตัวรอดได้เลย แค่ครึ่งฤดูกาลก็น่าจะตกชั้นอย่างเป็นทางการแล้ว แต่สำหรับ รูนี่ย์ อาจไม่ได้เชื่อปาฏิหาริย์หรอก เพียงแค่ขอสู้ให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดก่อน จากนั้นค่อยมาว่ากัน การจะพร่ำบ่นโอดครวญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำในเวลานี้ บทบาทของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้จัดการทีมเท่านั้น แต่ยังพ่วงด้วยผู้บริหาร ผู้อำนวยการกีฬา รวมถึงเป็นแฟนบอลคนหนึ่งด้วย นอกจากหาเงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น อุปกรณ์ต่างๆสำหรับฝึกซ้อม ค่ารถค่าน้ำมันในวันที่ต้องออกไปเยือน ที่ต้องออกไปก่อน โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้คืนหรือเปล่า เขายังติดต่อกับพวกแกนนำกองเชียร์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนอัพเดตข่าวสารกัน ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ต่อดาร์บี้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันและย้ำอย่างหนักแน่นกับนักเตะว่า จะไม่ทิ้งทีมเด็ดขาด กอดคอฝ่าฟันไปด้วยกัน ขอแค่ทุกคนลงสนามแล้วสู้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก่อนลงเล่นแต่ละแมตช์ นอกจากปลุกเร้าเหล่าลูกทีมให้เกิดความฮึกเหิมด้วยคำพูด ยังหาสุนทรพจน์หรือประโยคเด็ดๆที่ช่วยกระตุ้นเพิ่มเข้าไปอีก เขาเชื่อว่าดาวรุ่งกว่า 20 ชีวิตที่ถูกดันขึ้นมาแบบฉุกเฉิน ต้องการแรงบันดาลใจ ซึ่งตัวเขานี่แหล่ะช่วยได้ แค่เดินไปตบบ่าตบไหล่ลูกทีมแต่ละคน มันเหมือนมีพลังงานลึกลับฉีดสู่ร่างกาย วิ่งสู้ตายไม่มีเหนื่อย รูนี่ย์ คือตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ เด็กคนไหนได้ใกล้ชิดร่วมงานด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นโมเมนต์สำคัญของชีวิต จากที่ถูกคาดว่าน่าจะเป็นทีมแจกแต้ม ปรากฏว่าดาร์บี้ไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา พวกเขาเก็บคะแนนได้เรื่อยๆ จากชัยชนะและผลเสมอ อีกทั้งไม่ได้เป็นทีมบ๊วยจมอันดับสุดท้าย แม้จะหายไป 21 คะแนนก็ตาม ความหวังยังคงมีอยู่ ในห้องแต่งตัวที่ไพร์ด พาร์คสนามเหย้า รูนี่ย์ สั่งทีมงานติดตารางคะแนนไว้ 3 แบบด้วยกัน อย่างแรกคือแบบปกติธรรมดา หมายถึงว่าไม่มีการหักคะแนนอะไรทั้งสิ้น เอาแบบเพียวๆ อย่างสองเริ่มต้นซีซั่นที่โดนหัก 12 แต้มและอย่างสามคือแบบปัจจุบันที่โดนหักเหี้ยน 21 แต้มนั่นแหล่ะ หลายคนอาจงงว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น? คำตอบคือเป็นหลักจิตวิทยาให้นักเตะมีแรงฮึดสู้ เกิดความฮึกเหิมเมื่อต้องลงไปโม่แข้ง ดาร์บี้ค่อนเก็บเล็กผสมน้อย จนตีกรรเชียงห่างจากโซนแดงแค่ 7 คะแนนก็มีมาแล้ว ช่วยปลุกความหวังขึ้นมาอย่างทรนง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พวกเขาต้องต้อนรับฟูแล่มทีมจ่าฝูงและตัวเต็งแชมป์ หากแพ้จะแทบหมดโอกาสทันที ก่อนจะพลิกเชือดอย่างน่าทึ่ง 2-1 ต่อลมหายใจอย่างน่าประทับใจ น่าเสียดายที่ไม่อาจยันคิวพีอาร์ได้ในเกมเมื่อคืนวันจันทร์ ทั้งที่เหลืออีกแค่ 2 นาทีเท่านั้นเอง แน่นอนว่ามันน่าเสียดายมากๆ แต่สำหรับ รูนี่ย์ และแข้งดาร์บี้ที่ร่วมฝ่ากันมา ไม่มีอะไรต้องเสียใจเลย ตรงกันข้ามควรภาคภูมิใจด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เคยคิดจะทิ้งลูกน้องไว้ข้างหลัง ทั้งที่ได้รับข้อเสนอให้ไปคุมเอฟเวอร์ตันอู่ข้าวอู่น้ำเก่า ยังบอกปฏิเสธ ทุกคนสู้เพื่อปาฏิหาริย์ ไม่ได้นั่งรองอมืองอเท้า จนถึงโค้งสุดท้าย นี่แหล่ะคือปาฏิหาริย์ของดาร์บี้อย่างแท้จริง ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความทรงจำใกล้หมดลง ]

หลังจบเกมแมนฯยูไนเต็ดเฉือนนอริชอย่างเสียวไส้ MEN หรือแมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ สื่อท้องถิ่นให้คะแนนความสามารถ ปอล ป็อบา แค่ 4 จากเต็ม 10 เท่านั้นเอง เป็นการยืนยันว่ากองกลางฝรั่งเศส ผลงานย่ำแย่จริง ซึ่งแฟนบอลหลายคนก็ดูกันออกอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสนาม การขาดหายไปของทั้ง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด สองคู่กลางในตำแหน่งเบอร์ 6 ที่นัดกันบาดเจ็บอย่างไม่ตั้งใจ ส่งผลให้ ราล์ฟ รังนิก ต้องตัดสินใจว่าจะวางหมากแบบไหน เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดดังกล่าว เพราะเท่าที่ผ่านมา หากสองคนนี้อยู่ในทีม อย่างน้อยที่สุดต้องได้ออกสตาร์ตสักคน การันตีถึงความสำคัญ แม้จะโดนวิจารณ์กันตลอดก็ตาม ทางเลือกของกุนซือรักษาการณ์มีไม่มากนัก เหลือเพียงแค่ เนมานย่า มาติช ที่รับบทกลางเชิงรับได้อีกคน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้ออกสตาร์ตในสถานการณ์เช่นนี้ แม้มีข่าวจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลก็ตาม ปรากฏว่า มาติช เป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้นเอง รังนิก เลือกวาง ป็อกบา ประจำการตรงกลางเลย รับบทห้องเครื่องเต็มรูปแบบ แล้วให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส คอยอยู่ข้างๆ แล้วดัน เจสซี่ ลินการ์ด ขึ้นไปเล่นตัวรุก ไม่รู้เหมือนกันว่า รังนิก คิดอะไรอยู่ แต่นี่ไม่ใช่ตำแหน่งที่เหมาะกับ ป็อกบา เลยสักนิด ต่อให้เราจะมองนอริชคือทีมบ๊วยไม่ได้แข็งแกร่งอะไรก็เถอะ ขณะเดียวกันแผนให้ บรูโน่ ถอยร่นลงมาช่วยเก็บบอลและทำเกมขึ้นไป หลายครั้งที่เราได้เห็นแล้วว่า ผลลัพธ์มันไม่ได้ดีเอาซะเลย แทนที่จะปล่อยให้เล่นเกมรุกตามถนัด ประโยชน์ของ บรูโน่ คือการสร้างโอกาสนำไปสู่ประตู ไม่ว่าจะเป็นการผ่านในจังหวะได้เสีย รวมทั้งยิงเอง แต่เมื่อลงต่ำมามากเกินไป จะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพอย่างที่เห็น แล้วเมื่อ บรูโน่ ขยับขึ้นไปเล่นอีกคน ตรงกลางก็โบ๋ทันที ไม่มีทางเลยที่ ป็อกบา จะสามารถรับมือได้ นอกจากเชื่องช้าและชอบครองบอลนานเกิน การเล่นเกมรับก็แย่อีกต่างหาก ช่วงต้นเกมที่แมนฯยูไนเต็ดฉีกหนี 2-0 ป็อกบา ยังทำหน้าที่ได้โอเคอยู่ เพื่อนๆก็คอยช่วยเหลือ อีกทั้งนอริชไม่ได้เพรสซิ่ง บีบพื้นที่อย่างรวดเร็วเหมือนอีกหลายทีม จึงเล่นง่ายอยู่ แต่พอผ่านไปสักพัก โดยเฉพาะในครึ่งหลังเริ่มสะเปะสะปะแล้ว อีกทั้งหงุดหงิดหนักขึ้นอีก จากจังหวะขึ้นไปเล่นลูกเตะมุม แล้วเท้าของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ดีดมาโดนใกล้บริเวณใบหู จนถึงขั้นเลือดอาบ ต้องให้ทีมแพทย์ปฐมพยาบาล ประเด็นอยู่ที่พอเห็นเลือดของตัวเองไหลออกมา ป็อกบา หัวเสียสุดๆ ถึงกับทุบพื้นสนาม เหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง ภายหลังมีการให้ข้อมูลว่า เขากำลังอยู่ในช่วงถือศีลอด แล้วมาตกอยู่ในเหตุการณ์ถึงขั้นเลือดตกยางออก ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ขณะเดียวกันก่อนเกมเริ่ม ป็อกบา ก็ต้องอดข้าวอดน้ำ เพราะเกมนี้เล่นกันตอนบ่ายสามโมงของอังกฤษ ฟ้ายังไม่ปิดด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังเข้าสู่ซัมเมอร์ ถ้าเป็นอย่างนั้น มันย่อมส่งผลต่อสภาพร่างกายอย่างไม่ต้องสงสัย พละกำลังย่อมถดถอย หลายคนจึงไม่เข้าใจว่าทำไม รังนิก จึงตัดสินใจใช้แผนการเล่นดังกล่าว เมื่อเกมจบลง แม้แมนฯยูไนเต็ดจะคว้าชัยได้ 3 คะแนนล้ำค่า ยืดอายุการลุ้นท็อปโฟร์ในวันที่อาร์เซน่อลและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์นัดกันพลาด แต่แฟนบอลส่วนใหญ่ไม่แฮปปี้เลย หากดูจากภาพรวมผลงาน ก่อนเกมเริ่มมีกองเชียร์นับพันคน ประท้วงอยู่ที่หน้าโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตามการนัดชุมนุมล่าสุดของกลุ่ม The 1958 โดยคว่ำบาตรไม่เข้ามาชมเกมข้างในเป็นเวลา 17 นาที เป็นการสู้เชิงสัญลักษณ์ที่ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาบริหาร 17 ปี มีแต่ทรุดหนักลง พอหลายอย่างมันสะสมกันลงไป อารมณ์ของกองเชียร์ก็ปะทุด้วย ในสนามก็ไม่น่าประทับใจ ยกเว้นเพียงแค่ โรนัลโด้ ขณะที่ ป็อกบา กำลังเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว ต้องผ่านอุโมงค์บริเวณมุมธง ปรากฏว่ามีเสียงแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดบางส่วนโห่ใส่ พร้อมทั้งตะโกนบางอย่าง แทนที่เขาจะทำหูทวนลมไม่ได้ยิน แล้วรีบเดินเข้าไปข้างในซะ กลับเลือกตอบโต้ด้วยการทำท่าเอามือป้องหู เหมือนขอเสียงหน่อย พูดอะไรนะไม่ได้ยินเลย เป็นการยั่วยุอีก เรื่องมันเลยไม่จบง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมีแฟนใช้กล้องสมาร์ทโฟนถ่ายคลิปเหตุการณ์นั้นไว้ แล้วนำมาเผยแพร่ ก่อนจะกระจายกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ป็อกบา โดนวิจารณ์ว่าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ต่อให้ไม่พอใจก็ควรอดทนอดกลั้นเอาไว้ ทำอย่างนี้มีแต่เสียหายอย่างเดียว รังนิก ให้สัมภาษณ์ปกป้องก็จริง หลังถูกนักข่าวยิงคำถามใส่ แต่ไม่ช่วยให้ความตึงเครียดผ่อนคลายสักเท่าไร จากที่อนาคตของ ป็อกบา เป็นปริศนาและเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ว่าจะขยายสัญญาเพื่ออยู่ต่ออีกหรือย้ายแบบฟรีเอเจ้นท์ไม่มีค่าตัว มาถึงตรงนี้ภาพเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มว่าน่าจะอำลาอีกครั้ง เหมือนฉายซ้ำหนังม้วนเดิมในปี 2012 ที่ย้ายฟรีสู่ยูเวนตุส 10 ปีผ่านไป เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่ามีการเขียนสคริปต์เอาไว้ มันต่างกันที่นี่คือความจริงอันน่าเจ็บปวด และคนที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่ใครเลยนอกจากแฟนบอลนั่นแหล่ะ ปี 2016 เมื่อ ป็อกบา รีเทิร์นด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติโลก 89 ล้านปอนด์ พร้อมรับค่าจ้างสูงสุดของลีกในเวลานั้นเช่นกัน 290,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แม้จะโดนประณามว่าเป็นคนทรยศมาก่อน แต่เมื่อกลับมาอีกครั้ง แฟนบอลก็พร้อมให้โอกาส ไม่ได้คิดขุดอดีตมาเล่นงานเลย อย่างน้อยก็ดีใจที่เด็กซึ่งเติบโตมาจากอะคาเดมี่ ไปสร้างชื่อกับสโมสรอื่น แล้วหวนคืนสู่อ้อมกอด มันน่าจะช่วยให้นักเตะเองรู้สึกยอดเยี่ยม มีความมุ่งมั่นสำหรับนำความสำเร็จมาสู่ทีม แต่พอเอาเข้าจริง ป็อกบา ไม่อาจเป็นเสาใหญ่คอยค้ำทีมให้ยืนหยัดไว้ได้ตลอด อีกทั้งยังโดนวิจารณ์เรื่องความสนใจเรื่องนอกสนาม ทั้งทรงผมที่เปลี่ยนทุกวีกและท่าเต้นพิสดารผ่านมาทางโซเชี่ยล หากคุณผลงานดีสมอย่างที่แฟนบอลหวังไว้ คงไม่มีใครโจมตีหรือตำหนิหรอก แต่นี่ไม่ใช่เลย หาความแน่นอนไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทั้งที่ค่าตัวแพงค่าแรงมหาศาล นอกจากนี้เวลาไปเข้าแคมป์ไปเก็บตัวกับทีมชาติฝรั่งเศส ยังมักให้สัมภาษณ์กระทบกระแทกสโมสรประจำ อยู่แล้วหายใจไม่เต็มปอด ไม่เหมือนช่วงเวลาได้มาอยู่กับเพื่อนนักเตะบ้านเดียวกัน พูดอย่างนี้ออกไปมันเหมือนไม่เคารพแมนฯยูไนเต็ดเท่าไรนัก เช่นเดียวกับความรู้สึกของแฟนบอล ซึ่งควรระมัดระวังมากกว่านี้ ปัจจุบันก็ยังยื้อเวลาไปเรื่อยๆ ไม่ยืนยันอนาคตตัวเอง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าต้องการต่อรองค่าจ้างและผลประโยชน์ต่างๆให้มากที่สุด ท่ามกลางเคยมีข่าวว่าจะได้มากกว่า 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ถ้านี่คือเรื่องจริงตามที่สื่อบางแห่งนำเสนอมา นั่นหมายถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของฝ่ายบริหารแมนฯยูไนเต็ดอย่างแท้จริง หากแค่นี้ยังไม่เข้าใจหรือดูไม่ออกว่าควรทำอย่างไร ก็เตรียมใจรอหายนะมาเยือนได้เลย ส่วน ป็อกบา สมควรจากไปอย่างเงียบๆ ไม่ต้องเอิกเกริก เพราะแทบไม่ได้สร้างอะไรให้กับแมนฯยูไนเต็ดเลย นอกจากยัดเยียดความเจ็บใจให้แฟนบอลเท่านั้นเอง ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หรือต้องรอกันต่อไป ? ]

19 มีนาคมที่ผ่านมา อาร์เซน่อลยกพลเฆี่ยนแอสตัน วิลล่า 1-0 ตอนนั้นกูนเนอร์สทั้งหลายเชื่อมั่นว่าอันดับ 4 ไม่น่าหลุดมือ ก่อนหน้าที่สะดุดพลาดท่าให้ลิเวอร์พูล ถือว่าสุดวิสัยจริง ความเด็ดขาดสู้ไม่ได้ แต่ก็ต่อกรอย่างถึงพริกถึงขิงน่าประทับใจ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ดีสำหรับอนาคต ในขณะเดียวกันแคนดิเดตแย่งท็อปโฟร์อย่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์กับแมนฯยูไนเต็ด ก็ขาดมาตรฐานไม่ค่อยนิ่งเท่าไรนัก โอกาสที่พวกเขาจะได้กลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกครั้งมีสูงเลยทีเดียว ครั้งสุดท้ายที่ทัพปืนโตร่วมสังฆกรรมถ้วยใหญ่ยุโรป ต้องย้อนกลับไปฤดูกาล 2016/17 หรือนานถึง 5 ปีแล้ว เรียกว่าแทบจะลืมบรรยากาศกันเลย สำหรับกูนเนอร์สทั้งหลายมันสะเทือนใจมาก นับตั้งแต่ซีซั่น 1998/99 จนถึง 2016/17 ได้ผ่านสู่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตลอดมา นับรวมแล้ว 18 ปีรวดไม่มีเว้นวรรคเลย อีกทั้ง 7 ครั้งหลังสุดก็ทะลุผ่านรอบน็อกเอาท์มาตลอด แม้จะหยุดเส้นทางแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตาม มันยังยืนยันว่าอาร์เซน่อลยังมีสถานะระดับท็อปของยุโรปอยู่ แต่หลังจากพ้นฤดูกาล 2016/17 มาแล้ว เต็มที่ได้แค่ลงไปเล่นในยูฟ่า ยูโรปาลีก ตกต่ำลงชัดเจน ที่สำคัญคือไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้ในระยะเวลาอันสั้นๆ 4 ซีซั่นรวดที่มีสิทธิ์ในถ้วยเล็ก ได้แต่มองทีมอื่นเข้าร่วมยูซีแอลตาปริบๆ ยิ่งนานวันยิ่งน่าเป็นห่วง แถมฤดูกาลที่แล้วยังจบอันดับ 8 พรีเมียร์ลีก ไม่ได้แม้กระทั่งตั๋วยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก รายการน้องใหม่ที่เพิ่งผุดขึ้นมาตามไอเดียของยูฟ่าด้วยซ้ำ ดังนั้นฤดูกาลนี้จึงตั้งความหวังเต็มเปี่ยม แล้วมีแนวโน้มเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีหลังชัยชนะเหนือแอสตัน วิลล่า เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ปืนโตพ่ายรวด 3 เกมลีก ชนิดที่แฟนๆแทบช็อกกันเลย เริ่มจากโดนคริสตัล พาเลซสอนบอลแบบคนละชั้น 3-0 เจ็บปวดตรงที่ ปาทริค วิเอร่า ตำนานของทีมทำแสบทรวงมากๆ ไม่ไว้หน้าอดีตต้นสังกัดเลย พอกลับมาเล่นในบ้านเจอไบรท์ตัน แทนที่จะกระเตื้องกลับมากู้ชื่อด้วย 3 แต้ม แต่เสียท่าคารังเฉยเลย ทำท่าจะไม่ฟื้นง่ายๆ กระทั่งเมื่อบ่ายวันเสาร์ ต้องไปเยือนเซนต์ แมร์รี่ส์ของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ไม่ต้องลุ้นอะไร ลอยตัวสบายเล่นรอจบซีซั่น น่าจะมีโอกาสสูงสำหรับ 3 คะแนนสำหรับอาร์เซน่อล นักบุญเองก็เพิ่งโดนเชลซีบุกถล่มยับ 6-0 ในเกมที่ผ่านมา ทำให้ถูกมองว่าทิ้งตัวเรียบร้อย น่าจะเป็นเกมที่ปืนโตไม่ต้องลำบากเท่าไรนัก ทว่าโดนทีเด็ดจนพังพาบอีก 3 นัด เก็บไม่ได้เลยสักแต้ม จากที่กุมความได้เปรียบอย่างจะแจ้ง ขอแค่พึ่งพาตัวเอง ไม่ต้องไปแคร์ทีมอื่น กลายเป็นเปลี่ยนทันที แม้ในวันเดียวกันสเปอร์สเองก็เจอไบรท์ตันบุกมาสอยก็ตาม แต่อาร์เซน่อลตามหลัง 3 คะแนน แข่งน้อยกว่า 1 เกม ถ้าเอาชนะในนัดตกค้างได้ แต้มจะทาบกันเลย แต่เป็นรองผลต่างประตูได้เสีย คู่นี้ยังต้องมาเจอกันเอง ในช่วงโค้งสุดท้ายแมตช์เดย์ที่ 36 ซึ่งอาจจะชี้ชัดว่าใครกันแน่จะจบท็อปโฟร์ มีการแซวกันตั้งแต่ มิเกล อาร์เตต้า คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนมีนาคม เหมือนเจออาถรรพ์เล่นงาน เมฆดำทะมึนแผ่ปกคลุมอย่างไม่น่าเชื่อ ลองนึกภาพจากทีมที่กำลังแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าจะตีกรรเชียงโกยแต้มยาว แต่จู่ๆมาแพ้ 3 นัดรวด มันต้องเกิดความผิดปกติบางอย่างแน่นอน อาร์เตต้า ไม่อยากจะยอมรับผลความพ่ายแพ้ต่อเซาธ์แฮมป์ตันสักเท่าไร เพราะครองเกมมากกว่า โอกาสเข้าทำก็ชัดกว่า แต่กลับไม่ได้รางวัลตอบแทนเลยสักแต้มเดียว นอกจากถูก เฟรเซอร์ ฟอสเตอร์ ผู้รักษาประตูเซฟจังๆหลายครั้งแล้ว นักเตะปืนโตยังขาดความเฉียบคมเด็ดขาดในจังหวะสำคัญนำไปสู่การได้ประตูอีกด้วย การขาดหายไปของ อเล็กซงด์ ลากาแซ็ตต์ พี่ใหญ่ในแนวรุก กระทบพอสมควร เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ที่ลงมาแทน ยังห่างกันพอสมควร ในขณะเดียวกันพวกผู้เล่นแดนหน้า ล้วนแต่อายุน้อยกันทั้งสิ้น ชั่วโมงบินไม่มากพอ หากต้องรับมือกับความกดดันและตึงเครียดต่างๆ นอกจาก เอ็นเคเทียห์ แล้วยังมี บูกาโย่ ซาก้า , กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ มาร์ติน โอเดการ์ด ซึ่งล้วนแต่เป็นพวกยังบลัด ทั้ง ซาก้า , มาร์ติเนลลี่ หรือ โอเดการ์ด อาจร้อนแรงมาก่อนหน้า ประสานงานโชว์พลังรุกอันจัดจ้านดุดัน จนเป็นที่เกรงขาม แต่ปัญหาอยู่ที่การยืนระยะ ไม่สามารถรักษามาตรฐานได้ อีกตัวแปรสำคัญคือปัญหาผู้เล่นแกนหลัก ตบเท้ากันบาดเจ็บ จนมีสภาพอย่างที่เห็น แบ็ก 2 ข้าง ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ ทางขวาและ คีแรน เทียร์นี่ย์ ฝั่งซ้ายต่างก็ต้องขึ้นเตียงพยาบาลทั้งคู่ ไม่มีทางเลยที่ นูโน่ ตาวาเรส กับ เซดริก ซัวเรซ สามารถทดแทนจะได้แนบเนียน ตรงกลางเมื่อไร้ โธมัส ปาร์เตย์ ห้องเครื่องผู้เป็นพลังผลักดัน กรานิต ชาก้า ไม่อาจแบกรับแทนได้ นั่นรวมถึง แซมบี้ โลก็องก้า ยังต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้กันต่อไปอีก เท่ากับว่า อาร์เตต้า ไม่มีผู้เล่นคีย์แมนถึง 4 ราย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องโดนผลกระแทกเข้ากลางลำเต็มๆอยู่แล้ว กระนั้นไม่มีใครอยากเชื่อเลยว่า อาการของอาร์เซน่อลจะทรุดหนักขนาดนี้ อาร์เตต้า เองกังวลอย่างยิ่ง หวั่นเหลือเกินจะไม่ได้พาทีมกลับไปโม่แข้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อาการของอาร์เซน่อลคล้ายวนลูป สลัดหนีความไม่สม่ำเสมอไม่ได้สักที วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ หลังจากเริ่มต้นซีซั่นได้น่าใจหาย พวกเขาก็กลับมาเค้นฟอร์มจนดีขึ้น พอเข้ารอยต่อเดือนพฤศจิกายนกับธันวาคม กลับปราชัย 3 จาก 4 เกม แล้วจึงมาคว้าชัยรวด 4 นัด พอปฏิทินเปลี่ยนปี นอกเหนือหลุดจากเส้นทางบอลถ้วยทั้ง 2 รายการ ลีกคัพและเอฟเอคัพ 2 นัดในลีกก็ไม่ชนะด้วย จนกุมภาพันธ์จึงร้อนแรงอีกระลอก ไล่กวาดชัยอีก 5 เกมติดต่อกัน อาร์เตต้า เลยผงาดกุนซือยอดเยี่ยมประจำเดือนล่าสุด แล้วก็ถึงปัจจุบันที่แพ้ 4 จาก 5 เกม แต้มหายไปมากมาย กระทบต่อการจบท็อปโฟร์ทันที มีการพูดถึงลูปของอาร์เซน่อล เข้าใจว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้เล่นแกนหลักเดี้ยง แต่จะโบ้ยทั้งหมดเลยคงไม่ได้ ผู้เล่นที่ขาดประสบการณ์ บางครั้งกลุ่มดาวรุ่งก็รับมือความกดดันลำบาก ขนาดทีมก็เล็กไป หลายตำแหน่งไม่อาจทดแทนกันได้แบบใกล้เคียง เทียบกับสเปอร์สแล้ว ดูจะเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดเลย จำเป็นเหลือเกิน อาร์เตต้า ต้องรีบดึงกลับขึ้นมาให้เร็วที่สุด แต่ 3 เกมถัดจากนี้ หนักหนาสาหัสมากเริ่มจาก เชลซี (เยือน) , แมนฯยูไนเต็ด (เหย้า) และ เวสต์แฮม (เยือน) โอกาสเก็บ 9 แต้มครบถ้วนมีน้อยมาก ไหนจะมีดวลกับสเปอร์อีก อย่าได้แปลกใจถ้าอาร์เซน่อลจะหลุดโค้ง พลาดตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกครั้ง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ต้องตามดูกันต่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน เพราะเก้าอี้ของ อาร์เตต้า ก็ใช่ว่าจะมั่นคง มันโยกมาตลอด แต่จะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง ----------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117