breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ที่ตรงนี้ไม่ใช่ของกรีลิช ]

เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่เอติฮัต สเตเดี้ยมเมื่อคืนวันพุธ แมนฯซิตี้คว้าชัยเหนือโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อย่างสะใจก็จริง แต่สำหรับ แจ็ค กรีลิช แล้วไม่น่าจะมีความสุขเท่าไรนัก เขาได้รับความไว้วางใจให้ออกสตาร์ตเลย ก่อนอยู่ในสนามได้แค่ 58 นาทีก็ถูกเปลี่ยนตัวออก เป็นอีกนัดที่ กรีลิช ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง แทบไม่ได้โชว์ให้สมราคาค่าตัว 100 ล้านปอนด์ที่จ่ายแลกมาเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วเลย นับตั้งแต่ย้ายมาจากแอสตัน วิลล่า เขาถูกคาดหวังว่าจะต้องช่วยเพิ่มมิติเกมรุกของทีมให้ดุดันยิ่งขึ้น ด้วยสไตล์การเล่นที่ฉีกออกไปจากตัวรุกอื่นๆ อย่างไรก็ตาม 44 เกมทุกรายการที่ลงโม่แข้ง กรีลิช ยิงไปเพียงแค่ 6 ประตูเท่านั้น แถมแอสซิสต์ก็น้อยมาก 4 ครั้ง ในขณะเดียวกันผลงานซีซั่นนี้ ก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะกระเตื้องจากเดิมเลย ลงเล่นทั้งสิ้น 5 นัด ไม่มีทั้งประตูและแอสซิสต์ แนวโน้มจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ เกมกับดอร์ทมุนด์ใช่ว่าไม่มีโอกาส ท้ายครึ่งแรกควรจะยิงประตูได้ กลับพลาดอย่างน่าเสียดาย ประเด็นฟอร์มตกของ กรีลิช นี่เอง ทำให้นักข่าวถาม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า รู้สึกอย่างไร จ่ายไป 100 ล้านปอนด์เป็นสถติของสโมสร แต่ไม่ได้เห็นความคุ้มค่าเลย แต่กุนซือสแปนิชพร้อมปกป้องลูกทีมเสมอ ยังแสดงความเชื่อมั่นต่อหน้าสาธารณะ ส่วนหลังฉากเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า คงไม่มีใครตอบได้ เคสที่น่าสนใจก็คือเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีคลิปของ กรีลิช ซึ่งน่าจะอยู่ในสภาพที่เมาพอสมควร เขาสวมเสื้อที่มีฮูดเพื่อเป็นการพรางไปในตัว โดยมีเพื่อนร่วมทีมอย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ และ ริยาด มาห์เรซ ร่วมขบวนด้วยกัน เดินออกจากผับแห่งหนึ่ง เชื่อกันว่า เป๊ป น่าจะโกรธหนักเลย ลูกทีมมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รู้กันอยู่แล้วว่า เขาเป็นคนที่เข้มงวดในเรื่องวินัยอย่างมาก อย่างไรก็ตามเมื่อนักข่าวไปถามเรื่องนี้ เป๊ป กับตอบติดตลก ในทำนองว่าหากจะโกรธก็เพราะไม่ชวนไปด้วยกันนั่นแหล่ะ เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป ไม่ตำหนิลูกทีมต่อหน้าผู้คน แม้เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นพูดถึงกันหนักและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแมนฯซิตี้ก็ตาม ทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อน มีข่าวกอสซิปว่า เป๊ป เพิ่งลงโทษแข้งรายนี้ ด้วยการสั่งดร็อปเลย หลังจากมาซ้อมชนิดไร้สภาพอย่างมาก กระนั้น กรีลิช ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เล่นที่ทำงานหนักมากๆ หากอยู่ในสภาพร่างกายฟิตพร้อม จะซ้อมอย่างเข้มข้น เป๊ป เคยเล่าไว้ว่าคนที่รู้จัก กรีลิช ดีสุดน่าจะเป็น ดีน สมิธ อดีตผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่า นี่คือผู้เล่นที่พร้อมทุ่มเททุกอย่าง ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องพูดจาหวานหูชมลูกทีมหรอก ทว่าต่อให้ กรีลิช มีคุณสมบัติอย่างว่า แต่ภาพลักษณ์ของเขาคือพวกเพลย์บอย สายปาร์ตี้จ๋า สนุกสนานเฮฮา ดังนั้นเมื่อฟอร์มดิ่งเหว ไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ ช่วยไม่ได้เลยที่จะมีการหยิบเรื่องนอกสนามมาพูดถึง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า เพราะพฤติกรรมเช่นนี้หรือเปล่าที่ฉุดไม่ให้ฟอร์มเปรี้ยงอย่างที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามมีความเห็นที่ขัดแย้งในทำนองว่า กรีลิช เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เล่นให้แอสตัน วิลล่าแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นตอนย้ายมาแมนฯซิตี้ มันไม่น่าจะเกี่ยวกันสักเท่าไร สิ่งที่ควรมองก็คือ วิธีการเล่นหรือแท็คติกที่ เป๊ป มอบหมายให้นั้น อาจจะแตกต่างจากเมื่อครั้งสวมเสื้อวิลล่า แน่นอนเขายังยึดพื้นที่ตัวรุกทางฝั่งซ้าย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในจุดนี้ แต่ที่วิลล่า จะมีอิสระมากกว่า ใส่จินตนาการได้อย่างเต็มที่ บางจังหวะอาจหุบเข้ามาข้างใน ช่วยสร้างสรรค์เกมและหาโอกาสไปสู่ประตู บางสลับไปเล่นทางขวาก็มี ที่นั่นเขาคือเบอร์หนึ่งแล้ว เป็นที่ยอมรับของทั้งเพื่อนร่วมทีม สต๊าฟฟ์และแฟนบอล ไม่นับความผูกพันกับสโมสรที่มีมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ ส่วนที่แมนฯซิตี้ ยังยืนทางซ้าย แต่ไม่ได้เสรีถึงขนาดที่ว่าจะโยกไปเล่นตรงไหนก็ได้ ต้องรักษาพื้นที่ของตนเป็นหลัก ในขณะเดียวกันแข้งเรือใบล้วนแต่ระดับคุณภาพทั้งสิ้น บอลจึงไม่ได้ขึ้นกับเขาเป็นหลัก ในเมื่อมีทั้ง เควิน เดอ บรอยน์ หรือ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ช่วยปั้นอีกสองแรงแข็งขัน นอกจากนี้ กรีลิช ยังชอบครองบอลนานเกิน ผิดกับเพื่อนๆที่จับแล้วรีบให้ บางครั้งมันก็ผิดจังหวะ เหมือนแผ่นเสียงตกร่องนั่นเลย ฤดูกาลแรกอันน่าผิดหวังผ่านพ้นไป ยังพอให้อภัยได้อยู่ หากมองว่าต้องให้เวลานักเตะปรับตัว จูนเครื่องให้เข้าที่เข้าทาง อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน ในขณะเดียวกันความสำเร็จของทีมที่ครองแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยในรอบ 5 ปี ก็ช่วยลดกระแสไม่น้อยเลย พอฤดูกาลนี้เปิดฉากขึ้น แฟนซิตี้ต่างอยากเห็น กรีลิช ที่พัฒนามากกว่าเดิม มีอะไรใหม่ๆนำมาเสนอ รวมทั้งเชื่อว่า เป๊ป จะสามารถรีดศักยภาพออกมาโชว์ได้ อย่างไรก็ตามหนังยังไม่เปลี่ยนม้วน ฉายเรื่องเดิมอยู่อีกและมีแนวโน้มจะแย่กว่าเดิมด้วย หลังเกมเข่นดอร์ทมุนด์ 2-1 สาวกเรือใบหลายคนเริ่มหมดความอดทนกับ กรีลิช ดูแล้วคงยากที่จะเข็นขึ้น มีการตั้งคำถามไปถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพราะเหตุใดจึงยอมจ่าย 100 ล้านปอนด์ แลกกับนักเตะที่แทบไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับทีมเลย นอกจากภาษากายของ กรีลิช ก็ยังดูแย่อีกต่างหาก มันเหมือนคนยอมพ่ายแพ้ให้ชะตากรรม เดินคอตกหมดสภาพราวว่าหัวใจนี่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เป๊ป เองก็พยายามจะหยิบยื่นโอกาสให้ลูกทีมคนนี้ อย่างน้อยก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มันไม่ได้เป็นดีลที่ล้มเหลวหรือผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์ของแมนฯซิตี้ อย่างที่ผู้คนชอบพูดกัน แต่ยิ่งเชื่อใจมากเท่าไร เป๊ป ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาแย่หนักมากเข้าไปอีก ในขณะเดียวกันแฟนบอลวิลล่าบางคน ก็ชักชวนให้ย้ายกลับมาเถอะ เพราะน่าจะเป็นสโมสรที่เหมาะสุดกับ กรีลิช แล้ว หากผ่านครึ่งทางของซีซั่น แล้วอาการยังทรุดอยู่ ไม่อาจกลับมาได้เหมือนอย่างที่ถูกคาดหวัง บางทีเขาอาจต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ จะปล่อยให้เหลวสองฤดูกาลติดต่อกันจะลำบากเอาได้ แต่หาก กรีลิช ไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง มันก็ยากอีกที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าดีพอสำหรับการเป็นผู้เล่นซิตี้และคุ้มค่าเงิน 100 ล้านปอนด์ นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก เกินกว่าจะมองเห็นหนทางฝ่าฟันไปได้เลยทีเดียว ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หวังว่าจะไม่ซ้ำรอย ]

ช่วงนี้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์ไม่น้อยเลย เกี่ยวกับเกมรับอันหละหลวม จนกลายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนของลิเวอร์พูล เริ่มจาก ร็อบ ซีกัล เอเจ้นท์คนดังที่จัดชุดใหญ่ แสดงความเห็นว่านักเตะเย่อหยิ่งมากเกินไป มั่นใจฝีเท้าตัวเอง ไม่ว่าเล่นดีหรือแย่แค่ไหน เดี๋ยวสัปดาห์หน้าก็ได้เป็นตัวจริงเหมือนเดิม แล้วก็ยกตัวอย่างเกมเจอนาโปลีในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งลิเวอร์พูลพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ มาจากเกมรับที่เปื่อยยุ่ย โดยเฉพาะการโจมตีจากทางด้านแบ็กขวา พื้นที่รับผิดชอบของ เทรนท์ หลายครั้งที่โดนเลี้ยงผ่านหรือผู้เล่นฝั่งตรงข้ามทำชิ่งทะลุขึ้นไป เขากลับวิ่งเหยาะๆไม่ยอมสปรินท์ไล่ตาม มันเป็นอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร ซีกัล บอกอีกด้วยว่า เทรนท์ ควรถูกดร็อปยาว เพื่อให้รู้ตัวบ้าง จะได้ปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่เคยทำผิดพลาด ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก แต่โชคร้าย เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีแบ็กขวาคุณภาพพอทดแทนได้ เอาจริงๆทุกวันนี้ต้องขยับ โจ โกเมซ มาประจำการบางครั้งด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดคุ้นเคยเลย เพราะปล่อย เนโก วิลเลี่ยมส์ ไปให้กับทางน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้ต้องเลือกหาทางออกด้วยวิธีดังกล่าว แน่นอนว่าเดอะค็อปบางคนไม่เห็นด้วยกับ ซีกัล ขอเลือกมองในมุมที่ว่า การเล่นเกมรับของนักเตะมันแย่จริง แต่บางครั้งดึงศักยภาพเกมรุกอันโดดเด่นมากลบได้ไม่ยากเลย หลายต่อหลายเกมมาแล้ว เทรนท์ โชว์ให้เห็นว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องเล่นเกมรับ เขาเติมไปข้างหน้า ครอสบอลแม่นๆหรือใส่พานให้เพื่อนทำประตูบ่อยๆ จนกลายเป็นจอมแอสซิสต์ประจำลีก ชนิดหาตัวทาบยาก อีกทั้งฟุตบอลสไตล์ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่แคร์เรื่องการถูกฝั่งตรงข้ามยิงสักเท่าไร มั่นใจในอานุภาพเกมรุกอันดุดัน สามารถยิงได้มากกว่า ยังไงก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอยู่ดี เราจึงได้ยินประโยคประมาณว่า เทรนท์ แก้ปัญหาเกมรับด้วยเล่นเกมรุก จึงไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย อย่างไรก็ดีจากผลงานของหงส์แดงที่แกว่งไกวไปมาในฤดูกาลนี้ ช่วยขับเน้นให้เห็นความผิดพลาดของ เทรนท์ มากกว่าเดิมอีก เกมรุกที่เริ่มทื่อ ยิงไม่ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนซีซั่นก่อน จึงต้องมาลงที่เกมรับ ซึ่งมีจุดผิดพลาดเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยเช่นกัน เทรนท์ โดนจับผิดว่าเฉื่อยเกินไป ไม่ขยันวิ่งอย่างที่ควรทำ อย่างน้อยที่สุดต้องพยายามแสดงออกให้มากกว่านี้ กระทั่งเกมยุโรปที่เชือดอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมล่าสุดหวุดหวิด เขาอาจจะปรับปรุงดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นควรได้รับคำชม มีจังหวะที่โดนโจมตีแล้วปั่นป่วนไปมา ต้องให้เพื่อนคนอื่นมาช่วยซ้อน โฆเซ่ เอ็นรีเก้ อดีตแบ็กซ้ายลิเวอร์พูล ยอมรับว่า เทรนท์ ตกจากมาตรฐานไปเยอะเลยทีเดียว หากมองว่านี่คือหนึ่งในแบ็กขวาดีสุดของโลก อาจจะมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นความกระหายที่ลดลงหรือสภาพร่างกายที่เปลี้ยจากศึกหนักซีซั่นก่อน แต่ถึงเวลาแล้วควรจะเรียกฟอร์มเก่งที่เคยทำไว้กลับมา ไม่อย่างนั้นผลกระทบจะตกที่ตัวเขาเองด้วย ไม่ใช่แค่สโมสรเท่านั้น ประเด็นนี้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ ไมเคิ่ล โอเว่น 2 อดีตแข้งทีมชาติอังกฤษ ก็มาร่วมกันคอมเมนต์ผ่านทาง BT Sport เช่นเดียวกัน เพราะปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ฟุตบอลโลก 2022 จะเปิดม่านฟาดแข้งกันแล้ว ดังนั้นอีกไม่นาน แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ จะต้องประกาศรายชื่อ 26 ขุนพลที่จะเดินทางไปลุยที่กาตาร์ โปรแกรมทีมชาติในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนกันยายนนี้ นับเป็นเวลาสำคัญของนักเตะหลายคน จะต้องพยายามทำผลงานให้ดีสุด เพื่อมีชื่อติดไปด้วย เมื่อเหลือบมองตำแหน่งแบ็กขวาของทัพสิงโตคำรามปัจจุบัน เราต่างรู้ดีว่าว่าเต็มไปด้วยแข้งคุณภาพหลายคน ฉะนั้นดีกรีการแข่งขันก็สูงตามเป็นเงา "น่าสงสัยว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเรียกเขาไปเตือนหรือเปล่า เพราะว่าตำแหน่งของเขาจริงๆคือแบ็กขวา แม้จะถูกสั่งให้ขึ้นไปช่วยสร้างโอกาสทำประตูก็ตาม" ริโอ เฟอร์ดินานด์ หล่นความเห็นไว้เช่นนี้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่าฟูลแบ็กยุคใหม่ ควรจะเด่นทั้งเกมรับและรุกแบบสมดุล ไม่ใช่พุ่งไปข้างหน้าหาประตู จนลืมล็อกหลังบ้านตัวเอง ว่าแล้วก็เอ่ยชื่อ รีซ เจมส์ ของเชลซี ซึ่งดุดันในเกมรุกและหนักแน่นในเกมรับขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพ รวมทั้งยังมีเคสอย่าง ชูเอา กานเซโล่ ซึ่งเราได้เห็นว่าครบเครื่องอีกด้วย เกมรุกว่าดีแล้ว ยามต้องรับมือเกมรับก็แทบไม่มีร่องรอยความผิดพลาด แต่ในทีมชาติอังกฤษชุดนี้ ไม่ได้มีดีแค่ เจมส์ คนเดียวเท่านั้น แข้งที่อยู่ในข่ายมี คีแรน ทริปเปียร์ กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ที่ต้องแย่งโควต้ากันอีก ว่ากันแบบไม่ต้องอ้อมค้อม แกเร็ธ เซาธ์เกต เป็นกุนซือที่ชอบเล่นแบบรัดกุม ไม่ต้องเน้นความสวยงามหวือหวา เอนเตอร์เทนแฟนบอลอะไรมากนัก ขอแค่ให้ได้ผลการแข่งขันตามเป้าพอ ฉะนั้นแบ็กที่เล่นเกมรับได้ดี อาจได้รับการพิจารณาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ เทรนท์ จะเคยถูกมองข้ามในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างยูโร 2020 ซึ่งมาโม่กันเมื่อกลางปีก่อน คราวนี้ก็น่าหวาดเสียวเช่นกัน ว่าเขาจะถูกหั่นชื่ออีก ดูจากสถานการณ์แล้ว มีแนวโน้มความเป็นไปได้เลย เทียบกับ วอล์คเกอร์ ซึ่งเปี่ยมประสบการณ์ วิ่งพล่านทำงานหนักแทบไม่หมด รวมถึงมีอ็อปชั่นหุบมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็กได้อีก ยังไงก็ดูเหนือกว่า หรือหากเป็น ทริปเปียร์ ที่กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอยู่ใกล้สายตา เซาธ์เกต ก็ดูดีกว่าเช่นกัน นี่คือนักเตะที่ ดีเอโก้ ซืเมโอเน่ บอกว่าแข็งแกร่งดั่งนักรบ ทำงานหนักได้ตลอด 90 นาที อีกทั้งฉลาดเฉลียว มีไหวพริบไว้แก้ไขสถานการณ์คับขัน นอกจากนี้ยังเล่นได้หมดทั้งฝั่งซ้ายและขวา แม้ว่าจะถนัดเท้าขวาก็ตาม นั่นไม่นับทีเด็ดจากฟรีคิก ซึ่งฉมังแม่นยำเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า เทรนต์ ไม่มีเวลาอีกแล้ว จำต้องเค้นฟอร์มให้ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องผิดหวังซ้ำรอยเหมือนอย่างปีที่แล้วอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหากคุณเป็นแบ็กขวา การเล่นเกมรับให้ได้ประสิทธิภาพ ย่อมมีความสำคัญเสมอ จะมองไปยังเกมรุกอย่างเดียวไม่ได้ สองอย่างต้องตีคู่ไปแบบสมดุล ถ้าทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก เทรนท์ ยังไม่มีชื่ออีก มันคงเป็นเรื่องน่าผิดหวังไม่น้อยเลยทีเดียว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นักรบย่อมมีบาดแผล ]

หนึ่งในดีลเซอร์ไพรส์สุดของตลาดซื้อขายผู้เล่นในช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งจบลงไปคือ กาเซมีโร่ ย้ายจากเรอัล มาดริดมาสู่แมนฯยูไนเต็ดนี่แหล่ะ วันแรกที่มีข่าวโยงกัน หลายต่อหลายคนแทบจะขำกลิ้งเอามือกุมท้องกันเลยทีเดียว แทบไม่มีเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้เลย ลำพังตามตื๊อ เฟร็งกี้ เดอย็อง ก็แสนเหนื่อยยากแล้ว นี่ยังจะมาดึงกองกลางตัวรับดีสุดของโลกอีกหรือไง ใครก็มองว่าเป็นข่าวลือรายวัน ช่วยเสริมสร้างสีสันบรรยากาศตลาดนักเตะมากกว่า คงไม่คิดเอามาเป็นสาระอะไรหรอก แต่ปรากฏว่าแมนฯยูไนเต็ดไม่ได้มาเล่นๆ เพราะใช้เวลาแค่ 4 วันเท่านั้นเองในการเผด็จศึก ก่อนที่ทางนักเตะจะมาเปิดตัวกับแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งแฟนบอลมากมายก็ยังไม่คลายความสงสัย ตกลงแล้ว กาเซมีโร่ มีเหตุผลในการตัดสินใจอย่างไร ยอมย้ายจากสโมสรยิ่งใหญ่สุดในยุโรป แทบผูกขาดความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาอยู่กับทีมที่กำลังสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก ผลงานสามวันดีสี่วันป่วย แถมยังลดเลเวลลงไปโม่แข้งในยูโรปา ลีกถ้วยรองอีกต่างหาก ความท้าทายใหม่ ที่ฉีกไปจากกรอบเดิมๆคือคำตอบของ กาเซมีโร่ ในขณะเดียวกันเรื่องเงินค่าจ้างมหาศาลดับเบิ้ลจากเดิม ก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย นักเตะทุกคนต้องการความมั่นคงก่อนจะรีไทร์ กาเซมีโร่ เหลือเวลาสำหรับการค้าแข้งไม่มากเท่าไรแล้ว คงต้องคิดเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ทั้งประสบการณ์อันโชกโชนและความสามารถที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก ทำให้เชื่อกันว่า เอริก เทนฮาก พร้อมจะหยิบยื่นโอกาสให้แข้งใหม่อย่างเต็มที่ แมนฯยูไนเต็ดกำลังต้องการกองกลางคุณสมบัติเช่นนี้เลย แต่แนวทางการทำทีมอย่างหนึ่งที่ เทนฮาก ยึดมาตลอด นั่นก็คือจะตัดสินนักเตะจากผลงาน ไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์ เขาเลือกที่จะให้พวกที่อยู่มาก่อนแล้วลงเล่นนำร่อง จากนั้นค่อยตัดเกรดกันอีกรอบ ใครฟอร์มไม่ดีก็ต้องหลุดไป ผลพวงจากความปราชัยอย่างหมดสภาพจากเกมพรีเมียร์ลีก 2 นัดแรก ส่งให้กุนซือดัตช์จำต้องยกเครื่องกันใหม่ บางตำแหน่งใช้ไม่ได้ก็ต้องปรับแก้ไข นั่นนำไปสู่การจับคู่กันอย่างยอดเยี่ยมระหว่าง คริสเตียน เอริกเซ่น กับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ อย่างที่ไม่คาดคิดกันมาก่อนเลย ปกติแล้ว แม็คทอม มักจะรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ เล่นดีแล้วก็มาแย่สลับกันไป ก่อนหน้าก็โดนเสียงวิจารณ์โถมใส่อย่างหนัก สถานการณ์น่าจะบีบให้ต้องหลุดจากทีมตัวจริง เมื่อลูกทีมทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม พยายามแก้ไขจุดอ่อนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นให้บอลง่ายขึ้น ลดการครองบอลที่นานเกินไป รวมถึงเข้าใจการรักษาตำแหน่ง ล้วนแต่ผลักดันให้กระเตื้องทั้งสิ้น บางคนแสดงความเห็นว่า การเหลือบไปเห็น กาเซมีโร่ ย้ายมาแบบจ่อคอหอย พร้อมจะปาดหน้าแย่งโควต้า มันอาจเป็นการปลุกให้ แม็คทอม ไม่อาจอยู่เฉยตายใจอีกต่อไป แล้วก็ตามที่บอกไว้ เทนฮาก จะให้โอกาสผู้เล่นที่ยังทำงานได้ดีสม่ำเสมอ แม็คโทมิเนย์ ก็ยังเป็นแกนหลักเช่นเดิม ปล่อยให้ กาเซมีโร่ รอบริเวณข้างสนามก่อน กองกลางบราซิเลี่ยนเป็นตัวสำรองในเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัดล่าสุด ที่คว้าชัยเหนือเซาธ์แฮมป์ตัน , เลสเตอร์และอาร์เซน่อล ลงสนามรวมกันแล้วราว 50 นาทีเท่านั้นเอง ยังไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นอันนัก เขามาประเดิมได้เนื้อได้น้ำก็เกมยูฟ่า ยูโรปาลีก ซึ่งพ่ายให้เรอัล โซเซียดาดคาโอดล์ แทร็ฟฟอร์ดนั่นเอง ได้ออกสตาร์ตพร้อมลงครบ 90 นาทีเลย ทีมปราชัยไม่พอ ผลงานส่วนตัวของเขาก็ไม่น่าประทับใจสักเท่าไรอีกด้วย ดูเหมือนต้องใช้เวลาเรียนรู้ รวมถึงปรับให้ซึมซับรับกับสไตล์ฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งย่อมแตกต่างจากลาลีกาอันคุ้นเคยแน่ๆ หลายจังหวะ กาเซมีโร่ ดูช้าเกินไป ตัดสินใจก็ไม่ค่อยดีอย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งครึ่งหลังไม่มี คริสเตียน เอริกเซ่น ด้วยแล้วเห็นชัดเจนเลย ขณะเดียวกันแฟนผีมากมายที่รอคอยเห็นแข้งค่าตัว 70 ล้านปอนด์ ลงเป็นตัวจริงสักที ก็ต้องผิดหวังตามระเบียบ แม้ต่างเข้าใจได้ว่า กาเซมีโร่ ยังเงอะงะพยายามหาจุดที่ลงตัว แต่ก็ยังคงมีคำถามค้างคาข้างในอยู่ดี ในทางกลับกันผลงานที่สอบไม่ผ่านเกมประเดิม ยังช่วยขับให้ แม็คโทมิเนย์ โดดเด่นมากขึ้นอีก แฟนๆต่างคิดถึงในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว หากได้มาช่วยแดนกลางคงแน่นปึ้กไม่น้อย อย่างไรก็ตาม กาเซมีโร่ ผู้ผ่านร้อนหนาวขาวดำมาสารพัด ยอมรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ยินดีที่จะปรับปรุงเพื่อแย่งตำแหน่งให้สำเร็จ เขารู้ดีว่าร่างกายยังไม่เข้าที่เท่าไรนัก ความฟิตที่เคยเปรี๊ยะขาดหายไป ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเคย ฉะนั้นคงต้องทำงานให้หนักขึ้นในช่วงซ้อม การเพิ่มเวลาซ้อมให้มากขึ้น หมดคอร์สปกติก็ยังคงซ้อมเดี่ยวๆหรือเข้าห้องยิมกับเทรนเนอร์คือวิธีตามแบบฉบับของ กาเซมีโร่ เพราะขนาดได้เผชิญหน้าโซเซียดาดทีมในลาลีกาที่พอจะคุ้นเคย ยังมีปัญหาชัดเจน นั่นยิ่งต้องเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว ล่าสุด กาเซมีโร่ ให้สัมภาษณ์ว่า ยังคงพอใจสถานะปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายอย่างดีเยี่ยม รู้สึกสะดวกสบายมาก ไม่มีอะไรต้องน่ากังวล พร้อมทั้งได้สัมผัสความแข็งแกร่งของฟุตบอลที่นี่แล้ว มันจะช่วยหลอมให้แกร่งตามไปด้วยเช่นเดียวกัน จากนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือ หากได้รับโอกาสต้องเค้นศักยภาพออกให้ได้มากสุด เพื่อพิสูจน์ว่ายังดีพอสำหรับการยืนบนจุดท็อปของโลกในตำแหน่งกองกลาง สิ่งที่สาวกแมนฯยูไนเต็ดอยากเห็นก็คือ กาเซมีโร่ ได้ประจำการร่วมกับ เอริกเซ่น นำประสบการณ์และความสามารถมาใช้ เพื่อช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้เขาต้องฝ่าด่าน แม็คโทมิเนย์ ไปให้ได้ซะก่อน ดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรกเลย ตอนที่เขาเดินทางมาแมนเชสเตอร์ เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย ปรากฏว่าทีมแพทย์ซูฮกเลยทีเดียว บอกว่าแกร่งทั่งแผ่น สมบูรณ์สุดขีดทุกอณู รับรองว่าไปโลดแน่ ว่าแล้วก็เปรียบเปรยว่านี่คือ "วอร์ริเออร์" หรือพวกนักรบชัดๆ พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ทว่าไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นนักรบ แล้วจะต้องได้รับความไว้วางใจจากแม่ทัพให้รบเสมอไป บางครั้งนักรบก็เป็นได้เพียงแค่กองหนุนที่อยู่ข้างหลัง กระนั้นเชื่อกันว่าบาดแผลที่เคยได้รับมากมายจากสมรภูมิลูกหนัง คงจะช่วยให้เขารู้ดีว่า ควรจะฝ่าสถานการณ์เช่นนี้ไปได้อย่างไร เพราะไม่อย่างนั้น รับรองได้เลยว่าเสียชื่อยอดนักรบแน่นอน ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความคลาสสิกบังเกิด ]

สถานการณ์ปัจจุบันของบาเยิร์น มิวนิค ต้องยอมรับเลยว่าน่ากังวลไม่น้อยเลย 3 เกมบุนเดสลีกาหลังสุด ได้แค่เสมอกับคู่แข่งที่ดูแล้วว่ายังไงก็ชื่อชั้นและคุณภาพนักเตะเป็นรอง จนอันดับรูดลงไปอยู่ที่ 3 ของตารางเท่านั้น ทั้งที่น่าจะยึดเกาะเหนียวแน่น เข้าป้ายแบบม้วนเดียวจบ อาจจริงตรงที่ว่าผลเสมอโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัคหรืออูนิโอน เบอร์ลิน ไม่ได้เซอร์ไพรส์เท่าไรนัก เพราะกลัดบัคคือหอกข้างแคร่ ที่คอยแหย่ทิ่มแทงให้เสือใต้แสลงใจเรื่อยมา ส่วนอูนิโอนที่ไม่ธรรมดาเลย กำลังร้อนแรงแซงทุกโค้ง ระบบการเล่นและวินัยของนักเตะคือปัจจัยสำคัญผลักดันผงาดครองจ่าฝูงบุนเดสลีกาในเวลานี้ อย่างไรก็ตามพอเกมล่าสุดที่โดนสตุ๊ตการ์ทบุกมาแบ่งแต้ม อย่างนี้แฟนบอลรับไม่ได้เลย มันควรจะเป็นทัพเสือใต้ไล่ถล่มกู้หน้ามากกว่า ปกติแล้วหากไม่นับเกมช่วงท้ายซีซั่นก่อน ซึ่งบาเยิร์นฟาดแชมป์ไปเรียบร้อย มักเป็นฝ่ายขย่มนิ่มแข้งเสมอ กระหน่ำทีแทบไม่ต่ำกว่า 3 ประตู พอเป็นอย่างนี้เข้า จึงไม่น่าแปลกใจนักว่าทำไม ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์วัยฉกรรจ์จึงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้โชว์ฟอร์มน่าประทับใจบุกไปอัดอินเตอร์ มิลาน ประเดิมชัยอย่างงดงามในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ของสโมสร แต่มาตรฐานก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยเลย แชมป์ยุโรปคือโฟกัสหลักของทีมก็จริง แต่บุนเดสลีกาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ คุณค่าที่บาเยิร์นคู่ควรและห้ามปล่อยให้ใครมาหักหน้าแย่งถาดใบเขื่องอีกด้วย เกมนัดเสมอม้าขาว ชัดเจนเลยว่าผู้เล่นหลายคนทำผลงานได้น่าผิดหวัง ต้องเร่งหาสาเหตุว่ามาจากอะไรกันแน่ โจชัว คิมมิช ปกติแล้วเป็นเหมือนเสาหลักของทีม เต็มไปด้วยมาตรฐานสูงลิบ เล่นดีแบบสม่ำเสมอ ก็ฟอร์มหลุดอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ โธมัส มุลเลอร์ ก็คุณภาพไม่ต่างกัน คิกเกอร์สื่อดังลูกหนังเมืองเบียร์ให้คะแนนความสามารถทั้งสองคนแค่ 5 เท่านั้นเอง เรียกว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินเลยทีเดียว การตั้งคำถามที่น่าสนใจมีอยู่ 2 ข้อหลักๆด้วยกัน อันแรกคือผู้เล่นบางคนอาจไม่ตื่นเต้นหรือลดระดับความกระหายยามทำศึกบุนเดสลีกา เพราะบาเยิร์นวิ่งเข้าเส้นชัยสบายๆมาตลอด อย่างสองโยนไปที่แท็คติกของ นาเกลส์มันน์ อาจมีความบกพร่อง จนทำให้เสือใต้ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้การสัมภาษณ์ผ่านสื่อ เหมือนโบ้ยไปยังลูกทีมว่า ก่อความผิดพลาดใหญ่หลวง ก็อาจเกิดปัญหาคลื่นใต้น้ำตามมาด้วย ดังนั้นหลายต่อหลายคนจึงโฟกัสไปยัง นาเกลส์มันน์ ทั้งจากเรื่องในและนอกสนาม ในสนามคือแท็คติกที่ไม่ดีพอ รวมถึงการกระตุ้นผู้เล่นให้ฮึกเหิมมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากแข้งลูกหม้อ ที่เปรียบเหมือนผู้นำไล่ล่าคว้าเกียรติยศมาสู่สโมสรตลอดแล้ว นักเตะใหม่อย่าง ซาดิโอ มาเน่ จู่ๆก็แผ่วลงไปเฉยเลย ทั้งที่ตอนออกสตาร์ตเข้าฝักมาก ได้รับคำชมล้นหลาม ช่วยไม่ได้ที่ทำให้เราต้องนึกถึง ช่วงเวลาที่เขาปืนฝืดสมัยสวมชุดลิเวอร์พูล ซึ่งดูเหมือนว่าแบกความกดดันมากเกินไป ทำอะไรไม่เป็นธรรมชาติ ดูผิดพลาดไปซะหมดทุกสิ่งอย่าง นาเกลส์มันน์ พยายามลดแรงเสียดทาน โดยให้เหตุผลว่าบางครั้ง มาเน่ มักโดนแนวรับฝั่งตรงข้าม ตามล็อกตายอย่างไม่ละสายตา จนหาทางขยับลำบาก แทบทุกทีมพุ่งเป้ามาที่การป้องกันในลักษณะดังกล่าว รวมถึงเส้นทางในซีซั่น ยังทอดยาวอีกไกลนัก อย่าเพิ่งวิตกจนเกินจำเป็น ฟอร์มของพวกผู้เล่นมีขึ้นมีลงธรรมดา โดยเฉพาะ มาเน่ ซึ่งเป็นแข้งใหม่ จะให้ยืนหยัดอยู่บนจุดพีกตลอดคงยาก แต่การที่ นาเกลส์มันน์ บ่นลูกทีมผ่านสื่อก่อนหน้า ว่าเล่นกันแบบสะเปสะปะ ไร้สมาธิอย่างที่ควรจะมี คาร์แรคเตอร์ความเป็นนักสู้ก็ถูกขโมยหายไป มันก็น่าจะทำให้บางคนไม่พอใจเท่าไรนัก สถานการณ์เขม็งเกลียวดังกล่าว มาเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอังคารที่ 13 กันยายนนี้ บาเยิร์นมีคิวต้องรับศึกบาร์เซโลน่าในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มอีกด้วย ลำพังเจอบาร์ซ่าก็น่าติดตามอยู่แล้ว แต่นี่พวกเขาจะมาเยือนพร้อมมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันนี่สิ ความสนใจยิ่งทวีคูณเลยทีเดียว อย่างที่เรารู้กันดี นี่คืออดีตผู้เล่นคนสำคัญของเสือใต้ ที่พาทีมกวาดมาแล้วทุกแชมป์ นับแทบไม่หวาดไม่ไหว ยิงกระจายหายห่วงสม่ำเสมอ แทบไม่มีตกจากระนาบที่เคยทำไว้เลย ปมใหญ่มาเกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้ว เลวานดอฟสกี้ ยังคงยิงเป็นกอบเป็นกำ 50 ประตูจาก 46 เกมทุกรายก็จริง แต่ความรู้สึกที่สูญเสียไปของเขา มันไม่มีทางที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เลย ความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นกับ นาเกลส์มันน์ ก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่รับไม่ได้เลยก็คือ ผู้บริหารมองข้ามคุณค่าของเขาเอง ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา เหมือนทำอะไรไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน โพล่งออกมาเลยว่าทีมกำลังจับตามอง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ อยากจะดึงมาร่วมทัพอย่างมาก ชื่นชมไม่ขาดปาก โดยที่ไม่ได้แคร์เลยว่า เลวานดอฟสกี้ ได้ยินแล้วจะเป็นอย่างไร ในเมื่อคุณมีดาวถล่มประตูที่ระเบิดตาข่ายร้อนแรงแบบนี้ ยังกล้ามาพูดในลักษณะดังกล่าวอีกหรือ เมื่อตัดสินได้อย่างเด็ดขาดว่าต้องการย้ายออกในซัมเมอร์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเหลือสัญญาอีกเพียงแค่ปีเดียว ไม่ได้เป็นพันธะติดค้างใหญ่โตอะไร เขาก็มุ่งมั่นตั้งใจและโฟกัสเพียงแค่บาร์เซโลน่าเท่านั้น อีกทั้งแสดงให้เห็นเลยว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักสำหรับการตัดสินใจ เพราะเขาไม่ได้เรียกร้องในเรตที่สูงหรือต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เข้าใจสถานการณ์ที่บาร์ซ่ากำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างดี มันเป็นการตอกย้ำมาด้วยความต้องการเป็นหลัก ใจลอยมาก่อนแล้ว ดีลนี้จึงไม่ยากสลับซับซ้อนอะไรนัก จากนั้น เลวานดอฟสกี้ ก็โชว์ให้โลกรับรู้อีกว่า สีเสื้อไหนก็ไม่สำคัญเท่า เพราะเขายังยิงสลุตเป็นปืนใหญ่เหมือนเดิม 6 นัดทุกรายการที่ผ่านมา ซัลโวตุนไว้แล้ว 9 ประตู บวกด้วย 2 แอสซิสต์และในเกมยุโรป เพิ่งจัดแฮตทริกใส่วิคตอเรีย พิลเซ่นมาอีกต่างหาก ฝีเท้าไม่ได้ลดลง อีกทั้งความมั่นใจกำลังล้นปรี่เลย เหมือนมีการเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า ต้องมาเจอบาเยิร์น มิวนิคในช่วงเวลาอย่างนี้อีก ปฏิกิริยาของ เลวานดอฟสกี้ หรือเรียกว่าแทบทุกย่างก้าวในการกลับมาเยือนถิ่นเก่า จึงถูกตามติดแน่ๆ หากยิงประตูได้ เขาจะฉลองอย่างไร ด้วยท่าทางแบบไหนหรือให้เกียรติอดีตต้นสังกัด เก็บอาการเอาไว้ ล้วนแต่ต้องคาดเดา เกมนัดนี้จึงต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะเมื่อเราตั้งโจทย์เอาไว้ว่า เลวานดอฟสกี้ อยากสำแดงศักดิ์ศรีให้เต็มที่ ส่วนบาเยิร์นก็หวังจะกู้ชื่อจากผลงานไม่น่าประทับใจล่าสุด รับรองเลยว่าความคลาสสิกจะบังเกิดอย่างแน่นอน --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #กลับมาพีกได้จริงหรือ ? ]

ฤดูกาลนี้ของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ส่อแววดีอย่างคาดไม่ถึง หลังโชว์ฟอร์มน่าประทับใจยิง 3 แอสซิสต์อีก 2 จาก 6 เกมแรกพรีเมียร์ลีก จนได้รับเสียงชื่นชมไม่น้อยเลย แม้จะโดนวิจารณ์อยู่บ้าง แต่หากเทียบกับสถานการณ์ก่อนหน้า โดยเฉพาะช่วงซีซั่นที่ผ่านมา ต้องบอกเขาฟื้นคืนสู่จุดที่ตัวเองควรจะยืนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากปัญหาอาการบาดเจ็บหัวไหล่ตั้งแต่สิงหาคมปีก่อน ส่งผลกระทบอย่างมาก แรชฟอร์ด ต้องชวดลงสนามร่วม 2 เดือนด้วยกัน พร้อมทั้งความมั่นใจที่ถดถอยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่นับปัญหาฟอร์มตกอย่างน่าใจหาย รวมทั้งเสียงตำหนิติเตียนว่า สนใจแต่เรื่องนอกสนามมากเกินไป ควรโฟกัสกับฟุตบอลที่สำคัญสุดจะดีกว่า อย่างอื่นเอาแบบพอประมาณ หนักกว่านั้นคือยังต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกใจสลาย ยิงจุดโทษพลาดจนมีส่วนอย่างมากทำให้ทีมชาติอังกฤษอดครองแชมป์ยูโร 2020 แล้วยังถูกแฟนบอลบางคนเหยียดผิวด้วยความเคียดแค้นอีกต่างหาก หลายครั้งหลายคนที่เราได้เห็นภาษากายของ แรชฟอร์ด เหมือนสารภาพยอมแพ้ง่ายๆ แทบไม่มีร่องรอยความเป็นนักสู้หลงเหลืออยู่เลย จนแฟนแมนฯยูไนเต็ดเองก็เริ่มเอือมระอา จากที่เคยถูกยกย่องเป็นตัวความหวัง เพราะเป็นแข้งท้องถิ่นขนานแท้ เกิดที่แมนเชสเตอร์ เข้ามาอยู่อะคาเดมี่ตั้งแต่ 8 ขวบ พัฒนาความสามารถต่อเนื่อง จนเติบโตอย่างมีคุณภาพ กุมภาพันธ์ 2016 สาวกแมนฯยูไนเต็ดต่างตื่นเต้นกันอย่างมาก ที่ได้เห็น แรชชี่ ประเดิมเล่นให้ชุดใหญ่ในศึกยูโรปาลีก ก่อนสังหารคนเดียว 2 ประตู มีส่วนสำคัญถล่มมิดทิลลันด์ 5-1 จนโด่งดังเปรี้ยงปร้างแค่ชั่วข้ามคืน มันเหมือนว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษอย่างแท้จริง เขาได้ลงเล่นอย่างเหลือเชื่อ เพราะผู้เล่นแนวรุกมีปัญหาอาการบาดเจ็บกันโดยมิได้นัดหมาย แถมทาง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งมีชื่อในไลน์อัพ 11 คนแรก ก็เกิดมาเดี้ยงตอนวอร์มอัพก่อนเขี่ยบอลไม่กี่นาทีอีก หวยเลยมาออกที่ แรชฟอร์ด อย่างที่บอกไว้นั่นแหล่ะ แล้วเด็กหนุ่มก็ไม่ทำให้ หลุยส์ ฟานกัล ผู้จัดการทีมในเวลานั้นผิดหวัง เช่นเดียวกับแฟนบอลที่พูดชื่อไม่ขาดปาก ด้วยความที่แมนฯยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ปลุกปั้นเจียระไนนักเตะจากอะคาเดมี่ได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องนี้เปรียบเสมือนเทรดดิชั่นอย่างหนึ่งไปแล้ว พวกผู้เล่นที่ก้าวมาจากรั้วเยาวชน จะถูกยอมรับและได้รับการสนับสนุนอย่างดี แรชฟอร์ด เองก็ไม่มีข้อยกเว้น อีกทั้งช่วยจุดประกายความหวัง หลังจากที่สโมสรผลงานต่ำกว่ามาตรฐานมาก นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รีไทร์เมื่อปี 2013 เขาเล่นให้ชุดใหญ่แมนฯยูไนเต็ดแค่ไม่กี่เดือนก็ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษแล้ว รวมถึงได้รับความไว้วางใจจาก รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมใส่ชื่อไปลุยศึกยูโร 2016 อย่างเซอร์ไพรส์อีกด้วย เมื่อแจ้งเกิดเกรียวกราวขนาดนี้ ไม่แน่ใจว่า แรชชี่ จะต้องแลกด้วยความกดดันมหาศาลขนาดไหน อย่างที่บอกไว้เขาถูกคาดหวังอย่างรวดเร็ว แบกภาระรับผิดชอบแบบเกินตัว จากดาวรุ่งพุ่งแรง กราฟของเขาเริ่มลดระดับลง จนเกิดคำถามสารพัดเลยว่า ตกลงแล้วนี่คือนักเตะที่เจ๋งจริงหรือเปล่า จุดเริ่มปี 2016 ล่วงเข้าถึงปี 2022 เรียกว่ากว่า 6 ปี ที่เราแทบไม่ได้เห็น แรชฟอร์ด ยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามเหมือนถอยหลังลงคลองด้วยซ้ำ แฟนบอลหลายคนส่ายหน้า ยุยงสโมสรให้ขายไปเถอะ หากปล่อยไว้นานเข้าราคาอาจจะตกเอาได้ ฤดูกาลที่แล้วลงเล่นไม่ต่อเนื่อง เป็นตัวสำรองก็มาก ถูกเปลี่ยนออกก็ไม่น้อย ยิงได้เพียง 5 ประตูและ 2 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 32 นัดทุกรายการ น่าผิดหวังที่สุด ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีข่าวในเชิงว่า แมนฯยูไนเต็ดอาจกำลังพิจารณาเพื่อขายออกจากทีมในซัมมอร์ 2022 ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ จะเก็บไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนในอนาคตหรือเปล่า ส่วนมากไม่เชื่อว่า เทนฮาก จะเก็บเอาไว้ เพราะสไตล์ของ แรชชี่ ไม่น่าจะสร้างความพึงพอใจให้กุนซือดัตช์สักเท่าไร การเพรสซิ่งที่เข้มข้นดุดันตามแนวทาง ไม่น่าเหมาะกับ แรชฟอร์ด ซึ่งดูเฉื่อยชา บางครั้งออกลูกขี้เกียจด้วยซ้ำ ทั้งที่วิ่งกดดันก็ทำได้ ร่างกายพละกำลังแข็งแกร่งเป็นต้นทุน อย่างไรก็ตามหลังผ่านเกมปรีซีซั่น ด้วยผลงานที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่า เทนฮาก พร้อมจะมอบให้ แรชชี่ เป็นส่วนหนึ่งของแนวรุกชุดปัจจุบัน ขณะเดียวกันเมื่อ มาร์กซิยาล ที่โดดเด่นจากเกมอุ่นเครื่อง เกิดโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอีก โอกาสจึงตกมาที่ แรชฟอร์ด อย่างแท้จริง เหมือนตอนกุมภาพันธ์ 2016 ที่เขาได้ประเดิมสนามจากสาเหตุนี้แหล่ะ นั่นทำให้ แรชฟอร์ด ได้ยืนตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าแทนทันที เป็นจังหวะที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้มารายงานตัวเล่นในช่วงปรีซีซั่น ย่อมมีความชอบธรรมพอที่ดาวยิงสูงสุดของทีมซีซั่นก่อนจะหลุดไปนั่งสำรอง มีข่าวด้วยว่า แรชชี่ เดินไปหาบอส แล้วบอกความตั้งใจว่าอยากเล่นเป็นเบอร์ 9 ดังนั้นจึงได้รับการตอบสนองทันที นิสัยอย่างหนึ่งของ เทนฮาก ก็คือชอบให้ลูกทีมเปิดใจคุยกันตรงๆ อย่าไปปรึกษาเอเจ้นท์ ซึ่งเล็งผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าสโมสร อาจเป็นไปได้ว่านายใหญ่เองรู้สึกประทับใจลูกทีมรายนี้ โดยที่ก่อนหน้าก็มีการพูดคุยกันอย่างชัดเจน แรชฟอร์ด พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ แสดงถึงเจตนามุ่งมั่นอย่างแท้จริง นั่นจึงทำให้เขาเหมือนกลับมาแจ้งเกิดได้อีก แม้เส้นทางซีซั่นนี้ยังอีกยาวไกลก็ตาม อย่างไรก็ดีถ้าส่องปูมหลังของ แรชชี่ จะเห็นว่า ตอนที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก้าวมาเข้ามารักษาการณ์แทน โชเซ่ มูรินโญ่ ช่วงกลางเดือนธันวาคม จะเห็นเลยว่าฟอร์มของเขาร้อนแรงมากๆ 10 เกมแรกในลีกกับ โซลชา ปรากฏว่า แรชชี่ ระเบิดฟอร์มซัลโวคนเดียว 7 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ โดยที่ก่อนหน้าเพิ่งจะยิงไปแค่ 3 ประตูเอง คล้ายว่าเขารู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก เหมือนปลาได้น้ำใจใหม่ การเปลี่ยนเจ้านายก็อาจเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ทว่าในอีกด้าน แรชชี่ ยอมรับว่ารู้สึกศรัทธาแนวทางของ เทนฮาก อย่างมาก เหมือนช่วยปลุกอารมณ์ร่วม จนกลับมามีชีวิตชีวาไม่มีผิด เทนฮาก ให้เหตุผลว่าที่ส่งลงตัวจริงต่อเนื่อง แถมเล่นเต็มเกมไม่โดนเปลี่ยนออกถึง 3 นัด เพราะเห็นว่านักเตะทำหน้าที่สอดรับกับแท็คติกเพรสซิ่งหนักๆ อย่างน้อยเราต่างเห็นว่า แรชชี่ วิ่งกดดันเยอะกว่า โรนัลโด้ จากสภาพร่างกายที่สดกว่านั่นแหล่ะ แน่นอนว่าจากนี้เป็นต้นไป แรชฟอร์ด จะถูกกลับมาโฟกัสมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งในช่วงที่แมนฯยูไนเต็ดต้องการกองหน้าล่าตาข่ายเจ๋งๆ ระหว่างที่ มาร์กซิยาล บาดเจ็บและ โรนัลโด้ ดร็อปลง เขาจะพิสูจน์ว่าดีพอหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไปอีก เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้คำตอบกันเอง --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #งานที่ไม่ใช่มันก็ไปไม่รอด ]

พอได้เห็นกระแสของ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ซึ่งมีโอกาสสูงจะได้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของเชลซี ต้องบอกว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะมีบางคอนเม้นต์ที่ไม่สนับสนุน ดูแล้วว่ามีความเสี่ยงมากเกินไปสำหรับตำแหน่งใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยความกดดัน อาจล้มเหลวจนส่งผลร้ายถึงขั้นแทบหมดอนาคตเอาง่ายๆ นั่นทำให้นึกถึง แกรี่ เนวิลล์ ขึ้นมาทันทีทันใด รวมทั้งสามารถโยงหาได้เลยตอนที่ตัดสินใจเดินทางลัดเข้าคุมบาเลนเซีย ย้อนกลับไปในปี 2014 ปีเตอร์ ลิม นักธุรกิจใหญ่ชาวสิงคโปร์ ซึ่งมีทรัพย์สินมหาศาล รวมทั้งมีความหลงใหลในเกมลูกหนัง เข้ามาฮุบกิจการของบาเลนเซีย หลังจากที่กำลังวิกฤตเป็นหนี้อย่างหนัก ความตั้งใจของ ลิม คือหวังจะฉุดให้ไอ้ค้างคาวกลับมาผงาดในยุทธจักร ทุกอย่างเริ่มต้นได้สวยเมื่อซีซั่นแรก พวกเขาสามารถจบอันดับ 4 ของลาลีกา ได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือในเวลานั้น ได้รับคำชมอย่างมาก ด้วยสไตล์ทำทีมแบบรัดกุมระวังหลังบ้าน แม้อาจไม่เอนเตอร์เทนเร้าใจ แต่ถ้าผลงานเป็นไปตามเป้า ก็ไม่ต้องเรียกร้องอะไรมาก อย่างไรก็ตามพอฤดูกาล 2015/16 มาถึง ปรากฎว่าบาเลนเซียดร็อปลงอย่างน่าใจหาย นั่นทำให้ทาง ลิม ตกอยู่ในความเครียดไม่น้อยเลย หากปล่อยไว้อย่างนี้ อาจส่งผลกระทบต่ออนาคต แฟนบอลบาเลนเซียไม่ได้คัดค้านอะไรหรอก หากจะปลด นูโน่ จริงๆ เพราะเข้าใจดีว่า ลิม เข้ามาเพื่อภารกิจนำสโมสรขึ้นไปใกล้ระนาบสองยักษ์ใหญ่เรอัล มาดริดกับบาร์เซโลน่า เหมือนอย่างในอดีตที่เคยหักด่านถึงนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ลิม ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับแข้งแมนฯยูไนเต็ดยุคคลาส ออฟ 92 เรียกว่าสนิทสนมกันมาก อยากจะทดลองดูสักหน่อย เลยมีแนวคิดให้ แกรี่ เนวิลล์ ซึ่งดูแล้วมีแววให้มากุมบังเหียน ด้วยคาแรคเตอร์ดูจริงจังขึงขัง มุ่งมั่นทำทุกอย่างให้ได้ตามเป้าหมาย ลิม จึงมองว่าน่าสนใจมากๆ นอกจากนี้สมัยยังค้าแข้ง แกรี่ ถูกยอมรับในแง่ความสำเร็จมากมาย นั่นยังไม่นับการได้ร่วมงานกับบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างยาวนาน ก็น่าจะช่วยให้เรียนรู้วิชามาพอตัวเลย ช่วงดังกล่าว แกรี่ โดดลงมารับงานด้านทีวี เป็นทั้งคอมเมนเตเตอร์และกูรูพันดิต ตามองค์ความรู้ที่มีอยู่ อาศัยประสบการณ์ช่วงเป็นผู้เล่น จึงไม่ใช่งานยากอะไรนัก ถือว่าได้รับความนิยมพอสมควร มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง แต่ความฝันของอดีตผู้เล่นไม่น้อย คือได้ลองรับบทกุนซือสักครั้ง ยิ่งสโมสรอยู่ในท็อปลีกยุโรปด้วยแล้ว ยังช่วยเค้นความท้าทายได้อีกต่างหาก พอทาง ลิม ติดต่อมาพร้อมข้อเสนอดังกล่าว แกรี่ ตื่นเต้นอย่างมาก ใช้เวลาทบทวนไม่นาน ก็ตกปากรับคำเลย เชื่อว่าน่าจะได้รับการสนับสนุนเต็มที่ อย่างน้อยเจ้าของทีมก็เพื่อนกันอยู่แล้ว จากนั้นเมื่อประกาศออกไปว่า แกรี่ จะเข้ามาทำงานแทน นูโน่ บรรดาสาวกไอ้ค้างคาวเริ่มไม่ค่อยวางใจเท่าไรนัก เพราะคิดไว้ว่าน่าจะเป็นกุนซือชาวสเปนจะเหมาะสมกว่า เวลานั้นมีหลายชอยส์น่าสนใจ ในขณะเดียวกันพวกนักข่าวก็ตั้งคำถามทันควัน เพราะความสนิทกันใช่หรือไม่ ทำให้ แกรี่ เซอร์ไพรส์มานั่งเก้าอี้เฉยเลย เรื่องนี้ใครก็รู้กันอยู่ แล้วยังวิเคราะห์เจาะลึกลงให้เห็นภาพชัดๆอีกว่า แกรี่ ไม่มีประสบการณงานด้านโค้ชเลย แม้จะสอบผ่าน UEFA Pro Coaching Licences มีใบมาการันตีก็ตาม ขณะเดียวกันการเป็นสต๊าฟฟ์ของทีมชาติอังกฤษ ทำงานให้กับเอฟเอมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่ามีความสามารถแก่กล้า จนน่าจะได้รับความไว้วางใจ แน่นอนว่านั่นคือประสบการณ์ชั้นเลิศ แต่เมื่อคุณไม่เคยเป็นผู้จัดการทีมเลย มันย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกอย่างจะต้องผ่านการตัดสินใจด้วยตัวเอง ปัญหาของ แกรี่ ยังมีเรื่องการสื่อสารมาเกี่ยวข้องด้วย ในเมื่อพูดภาษาสเปนไม่ได้เลย ก็เป็นเรื่องยากสำหรับทำความเข้าใจกับนักเตะ รวมทั้งพนักงานแทบทุกคนอีกด้วย แต่อย่างว่าแหล่ะ ข้อเสนอมันเย้ายวนใจมากนัก ใหญ่เกินกว่าจะมองเห็นอุปสรรคที่ดูแล้วเล็กนิดเดียว จึงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งความตั้งใจของ แกรี่ ได้เลย นัดแรกประเดิมคุมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทันที ดวลโอลิมปิก ลียงด้วยเงื่อนไขต้องพยายามคว้าชัยให้ได้ เพื่อโอกาสผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ แกรี่ มุ่งมั่นหวังสร้างความประทับใจให้แฟนบอลหลายหมื่นในเมสตาย่า แต่ฝันหวานก็กลายเป็นขมปร่าขึ้นมาเลย เมื่อบาเลนเซียพลาดหลายจังหวะ จนนำไปสู่ความปราชัยคาบ้าน 0-2 แทนที่จะได้เข้าโม่แข้งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย บาเลนเซียจอดป้ายอันดับ 3 ของกลุ่ม หลุดไปเล่นในยูโรปา ลีกถ้วยเล็กแทน แฟนบอลจึงรู้สึกแย่มากๆ รวมทั้งไม่เข้าใจว่าจะให้ แกรี่ มาเริ่มงานในเกมสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร ซ้ำร้ายคือเกมลีกผลงานก็ทรุดหนักอีกต่างหาก 8 เกมควานหาชัยชนะไม่เจอเลย เสมอแค่ 5 นัด อันดับค่อยรูดลงไปอยู่ครึ่งล่าง สุ่มเสี่ยงต่อการดิ้นรนหนีตกชั้นมาก หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ อาการของ แกรี่ เนวิลล์ เข้าขั้นโคม่าอีก เมื่อโดนบาร์เซโลน่าปูพรมถล่ม 7-0 ในโกปา เดล เรย์รอบรองชนะเลิศเลกแรก แทบไม่ต้องเล่นเลกสองให้เสียเวลาเลย ความหวังในรายการนี้ดับสลายทันที กว่าจะได้รับการบันทึกพาทีมชนะนัดแรกในลีก ก็ต้องรอถึง 13 กุมภาพันธ์ เข่นเอสปันญ่อล 2-1 แต่แล้วกลางเดือนมีนาคม ความหวังของกองเชียร์ค้างคาวถูกทุบทำลายอีก เมื่อโดนแอธเลติก บิลเบาเขี่ยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูโรปา แม้ ปีเตอร์ ลิม จะพยายามโอบอุ้มช่วยเหลือเพื่อนเต็มที่ แต่มันก็ยากจะต้านทานกระแสแฟนบอล รวมทั้งยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ 30 มีนาคม 2016 น่าจะเป็นวันที่ แกรี่ จำได้แม่นยำ บาเลนเซียแถลงปลดเขาพ้นตำแหน่งเทรนเนอร์ หลังผลงานน่าผิดหวัง ตกลงไปอันดับ 14 ตารางลาลีกา ห่างโซนตกชั้น 6 แต้มและตกรอบบอลถ้วยทุกรายการ เขายอมรับคำตัดสินโดยดุษฎี ไม่มีทางแก้ตัวหรืออุทธรณ์อะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างชัดเจนถูกต้องอยู่แล้ว นอกจากเจ็บปวดใจแล้ว แกรี่ ยังเสียเครดิตแทบทั้งหมดในฐานะโค้ชอีกด้วย ยากมากๆที่จะกลับสู่เส้นทางอีกครั้ง เขาซมซานกลับไปทำงานทีวี วิเคราะห์เกมอีกครั้ง ก่อนจะค้นพบว่านี่คือสิ่งที่เหมาะสมมากสุดแล้ว ภายหลังยังเล่าให้ฟังด้วยว่า รู้สึกผิดอย่างมากที่เพิกเฉยต่อคำเตือนของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ให้ใช้ความเด็ดขาดกับผู้เล่นบางคนที่ไม่ยอมฟังคำสั่ง พยายามประนีประนอมรับฟัง แต่ไม่อาจซื้อใจได้เลย ด้วยเหตุนี้ แกรี่ เนวิลล์ จึงกลายเป็นตำนานของบาเลนเซีย แต่ในแง่ล้มเหลวไม่น่าจดจำอย่างสิ้นเชิง ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ยอมด้วยความยินดี ]

ในที่สุดก็เป็นไปตามคาดไว้ ท็อดด์ โบห์ลี่ เจ้าของสโมสรเชลซี ตัดสินใจเลือก แกรม พ็อตเตอร์ มานั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมคนใหม่ อย่างที่พวกนักข่าวคนดังที่มีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งสื่อทั้งหลายนำเสนอกันว่า นี่คือเป้าหมายหลักของ โบห์ลี่ อย่างแท้จริง เรียกว่าแทบไม่วอกแว่กเลย ตามข้อมูลที่ได้มาบอกว่าเปิดฉากคุยกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็จริง แต่เหมือนเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ หากกรณีเจรจา พ็อตเตอร์ เกิดสะดุดขึ้นมา ในแง่ของความรวดเร็วทันใจ ต้องให้เครดิตผู้บริหารเชลซี เริ่มจากปลด โธมัส ทูเคิ่ล ในวันรุ่งขึ้นวันพุธหลังเดินกลับมาจากซาเกร็บพร้อมกับความพ่ายแพ้ จากนั้นไม่นานก็เร่งเดินหน้าคุยกับไบรท์ตันเลย รวมถึงมีการเจรจารายละเอียดต่างๆกับทาง พ็อตเตอร์ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะต้องมีเงื่อนไขมากมาย หากจะให้เข้ามากุมบังเหียนจริง ตอนแรกบริษัทรับพนันถูกกฎหมายต่างยกให้ โปเช็ตติโน่ รั้งเต็งหนึ่ง เพราะพิจารณาแล้วมีคุณสมบัติครบถ้วนกระบวนความ ฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับวงกว้าง รวมทั้งกำลังว่างงานพอดี คุยกับคนที่ไม่มีภารกิจผูกพัน ไม่ได้สังกัดสโมสรไหน ไม่ว่าอย่างไรมันก็ง่ายกว่าอยู่แล้ว แต่เมื่อ โบห์ลี่ มุ่งมั่นกับ พ็อตเตอร์ ก็ตอกย้ำได้ดีว่า นี่คือคนที่ใช่ในความรู้สึก ต่อให้ประสบการณ์คุมทีมใหญ่ไม่มีเลยสักนาทีก็ตาม ส่วนไบรท์ตันเองไม่ต้องการปล่อยออกไปหรอก กุนซือเก่งกาจขนาดนี้หาได้ง่ายๆที่ไหนกัน พาทีมประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ไม่มีโทรฟี่ ทว่าการยืนหยัดในพรีเมียร์ลีกได้สบายๆ ก็มากเพียงพอไม่ต้องร้องขออะไรแล้ว ผู้บริหารไบรท์ตัน เข้าใจสถานการณ์ดีอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะเอาตัวไปขวาง ถึงเวลาต้องปล่อยมือ พ็อตเตอร์ ให้ไปเติบโตตามเส้นทางที่วาดเอาไว้ แนวทางการทำงานของ พ็อตเตอร์ ที่ตรงสเป็คของ โบห์ลี่ และบอร์ดบริหารเชลซี นั่นคือการเป็นนักสร้าง มีความอดทนทำงานอย่างหนัก เพื่อให้บรรลุตามนโยบาย เขาปลุกปั้นแข้งโนเนมหลายคน จนก้าวขึ้นสู่ระดับอินเตอร์ ก่อนขายทอดตลาดทำกำไรให้สโมสรมหาศาลเลยทีเดียว เอาแค่ในปีนี้ขาย แดน เบิร์น ให้นิวคาสเซิ่ลได้มาเกือบ 15 ล้านปอนด์ ย้อนกลับไปยังซัมเมอร์ก็ฟันค่าตัว เบน ไวท์ จากอาร์เซน่อล 50 ล้านปอนด์ ตลาดซื้อขายที่เพิ่งปิดฉากลงไป ยังทำเงินก้อนใหญ่จาก อีฟส์ บิสซูม่า , มาร์ค กูกูเรย่า และ นีล โมเปย์ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 110 ล้านปอนด์ เมื่อคุณเสียผู้เล่นคนสำคัญไปพร้อมกันถึง 3 คน มันน่าจะส่งผลกระทบไม่น้อยเลย แต่เอาเข้าจริงไบรท์ตันติดท็อปโฟร์ตารางพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ หลังผ่าน 6 เกม ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วแนวทางของไบรท์ตัน ไม่ใช่ประเภทเน้นเล่นอุดหรอก ตรงกันข้ามกับอาศัยการต่อบอลบนพื้นอย่างแม่นยำยอดเยี่ยม บวกด้วยการเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่ผ่านการฝึกฝนจนเข้าใจอย่างดี พ็อตเตอร์ มีปรัชญาของตัวเอง ซึ่งเขาเคยเล่าเอาไว้ให้ฟังว่าคือ "ยืดหยุ่น ครอบครองและโจมตี" เน้นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ครองบอลให้เหนียวแน่นเข้าไว้ นั่นหมายถึงการเพิ่มโอกาสทำประตู ถือเป็นหลักที่ง่ายมากๆ สำคัญที่สุดจังหวะสุดท้ายต้องเด็ดขาด พยายามอย่าฟุ่มเฟือยกับโอกาสที่วิ่งเข้าหา ยิ่งเมื่อคุณเล่นในพรีเมียร์ลีกเผชิญหน้าทีมใหญ่ๆแทบทุกสัปดาห์ จะต้องท่องคาถานี้ไว้ให้ขึ้นใจ พ็อตเตอร์ จึงเป็นทั้งผู้สร้างและกลั่นไอเดียนำมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ฟังแล้วมันไม่น่ายาก แต่ลงมือปฏิบัติจริง ท่ามกลางข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ บอกได้คำเดียวว่าโหดยิ่งนัก ไม่ใช่แค่ในส่วนนักเตะเท่านั้น บุคลากรข้างกายมากมาย ยังผ่านการคัดกรองจาก พ็อตเตอร์ มาเกือบทั้งสิ้น ใครก็ตามที่จะผ่านเกณฑ์มาทำงานด้วยกัน จะต้องมีความสามารถจริงๆ ปราศจากสายสัมพันธ์และเส้นสาย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ พ็อตเตอร์ ประสบความสำเร็จ เพราะมีหลังบ้านนี่แหล่ะที่คอยผลักดัน คนนอกอาจไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง แต่สำหรับตัวเขารู้จักคนเหล่านี้ดี บรรดาสเก๊าต์หรือแมวมองของไบรท์ตัน มีสายตาเฟ้นหาแข้งช้างเผือกดีเยี่ยมมาก ไม่เน้นพวกที่อยู่ในกระแส เป็นที่นิยมทั่วไป แต่จะมองหาแบบว่าไม่ต้องมีคู่แข่งเยอะ แล้วพยายามติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนพวกทีมวิเคราะห์ข้อมูลก็ทำงานบรรลุเป้าหมายมาเสมอ นั่นเป็นส่วนสำคัญช่วยให้แข้งไบรท์ตันไม่มีปัญหาเรื่องกายภาพ พละกำลังแข็งแกร่งมากๆ วิ่งได้ไม่มีหมดสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย โบห์ลี่ จะต้องการกุนซือแนวนี้ เพราะมีโปรเจคต์ทำทีมแบบยั่งยืน ไม่ใช่เปลี่ยนผู้จัดการทีมปีละคนอย่างที่เคยทำ แต่เพื่อให้การทำงานของตนราบรื่น พ็อตเตอร์ จึงต้องยื่นเงื่อนไขที่คิดว่าเหมาะสมสอดให้ไปด้วย ไม่อย่างนั้นหากรีบตะครุบก่อน อาจเกิดปัญหาตามมาภายหลัง สื่อบางเจ้าระบุว่า ตลาดมกราคมนี้ พ็อตเตอร์ จะได้สิทธ์เลือกผู้เล่นอย่างที่ต้องการ บอร์ดห้ามมาก้าวก่ายเด็ดขาด เพื่อป้องกันความขัดแย้ง นอกจากนี้เรื่องสัญญาของผู้เล่น จะขายกี่ปีหรือไม่มีการต่อออก ก็ต้องให้พิจารณาด้วย เพราะผู้เล่นคนไหนที่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีม ก็ควรเขี่ยออกซะ ซึ่งคนที่รู้ดีสุดก็คือผู้จัดการทีม ในขณะเดียวกัน พ็อตเตอร์ ไม่ต้องการยกครอบครัวย้ายมาอยู่ในลอนดอน แม้ทางสโมสรจะหาบ้านหลังงามให้ไม่ไกลจากค็อบแฮมสนามซ้อม รวมทั้งเดินทางมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์ได้สะดวก เขาอยากจะใช้ชีวิตที่ไบรท์ตันต่อไป เพราะเชื่อว่าลงตัวและเหมาะสมมากๆ ไม่ต้องมาวุ่นวายในเมืองหลวงด้วย รวมถึงเป็นที่จับตาของสื่อและคนภายนอก ตัวเขาเองก็จะเดินทางไปกลับด้วย ซึ่งระยะทางไม่ได้ไกลเท่าไรนัก แต่มันอาจเสียเวลาบ้าง ตรงนี้ทาง โบห์ลี่ ไม่แฮปปี้เท่าไร หวั่นว่าจะส่งผลกระทบกับงานได้ ทำไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่สุดท้ายก็ต้องยินยอม สำคัญสุดที่ พ็อตเตอร์ ขอไปก็คือเรื่องของเวลา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้มากพอเพื่อปูทางไว้ตามแผน อย่าพยายามมากดดันเรียกร้องชัยชนะหรือความสำเร็จเด็ดขาด ตรงนี้ก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่องด้วย สำหรับ โบห์ลี่ แล้วถ้าอยากได้กุนซือรายนี้มาร่วมงานจริง จำเป็นต้องยินยอมทำตาม นอกเหนือไปจากค่าจ้างก้อนใหญ่ที่จำต้องจ่าย นับจากนี้มาตามดูกันว่า พ็อตเตอร์ จะบันดาลสิ่งที่ โบห์ลี่ ต้องการได้หรือไม่ และโฉมหน้าของเชลซีจะเปลี่ยนไปจากยุคเดิมแค่ไหน เราคงต้องรอคำตอบกันต่อไป ----------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หมดหัวจดเท้า ]

ถึงตอนนี้บรรดากูรูและสื่อทั้งหลาย พยายามมองหาความผิดพลาดของลิเวอร์พูล หลังโดนนาโปลีถล่มยับ 4-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เห็นสกอร์ก็เดาไม่ยากหรอกว่า มันย่ำแย่แค่ไหนกัน แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ มันเป็นมาสักพักแล้ว มีเพียง 2 เกมเท่านั้นที่ลิเวอร์พูลทำผลงานได้น่าประทับใจ เกมแรกคือคอมมูนิตี้ ชิลด์ไล่ขย่มแมนฯซิตี้ 3-1 ถือเป็นการเบิกฤกษ์ดีงามมากๆ เกมสองก็ปูพรมถล่มบอร์นมัธอย่างไม่เลี้ยง 9-0 จนเดอะ ค็อปอุ่นใจ คิดว่าน่าจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้แล้ว สุดท้ายไม่เป็นเช่นนี้ เหมือนว่ายวนอยู่ในอ่าง หาทางออกไม่เจอ จนเป็นที่มาของความกังขาน่าสงสัย เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หากไม่นับเกมการกุศล ลิเวอร์พูลเล่นไปแล้วทั้งสิ้น 7 เกมทุกรายการในซีซั่นนี้ พวกเขาเพิ่งชนะแค่ 2 เกมเท่านั้นเอง แถมหนึ่งในนั้นเจอนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็มาได้ประตูชัยในนาทีสุดท้ายของการทดเวลา ชนิดที่ว่าทดเกินจากปกติ 2-3 นาทีเลย กระทั่งมาถูกตอกลิ่มย้ำจากเกมล่าสุดนั่นแหล่ะ เลยเริ่มบานปลายหนักข้อมากขึ้น ทำไมแตกต่างจากฤดูกาลก่อนอย่างสิ้นเชิง เข้าใจว่ามีการผลัดเปลี่ยนผู้เล่นบางตำแหน่ง ซึ่งเอาเข้าจริงเสาหลักที่ทีมเสียไปมีเพียง ซาดิโอ มาเน่ คนเดียวเท่านั้น แถมคนที่ได้มาใหม่อย่าง ดาร์วิน นูนเญซ ก็ใช่ว่าธรรมดาซะที่ไหนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เดอะ ค็อปจะมีการพูดถึงประเด็นขาดหายไปของ มาเน่ มากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะรู้ดีว่า มันย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ชีวิตจริงต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น อย่างไรก็ดี มาเน่ น่าจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา นักเตะชุดปัจจุบันซึ่งตกทอดมาจากฤดูกาลก่อน ก็ไม่อาจแบกรับภาระได้เลย โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ต่ำกว่ามาตรฐานน่าใจหาย โดยเฉพาะจำนวนประตูที่ลดลงฮวบฮาบ เพิ่งจะซัดไปแค่ 2 ตุงเท่านั้นเอง นั่นทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ขยายสัญญายาวออกไป พร้อมอัพค่าจ้างเหยียบ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซาลาห์ ก็ฟอร์มตกไปจากเดิมหรือไม่มุ่งมั่นใส่เต็มร้อยอย่างที่เคยแล้ว รวมถึงตำแหน่งการยืนที่เราพูดกันบ่อยๆ หากเกมไหนต้องลงพร้อมกับ นูนเญซ ดูเหมือนจะไปยืนชิดริมเส้นมากเกินไป โอกาสหุบมาข้างในเพื่อช่วยเติมพลังรุกหรือยิงประตูก็ดูน้อยลงด้วย เรื่องนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยออกมาชี้แจงแล้วว่า ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแท็คติกอะไรนักเลย คงไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อดูฮีทแมปหรือแผนที่การยืนของ ซาลาห์ แล้วก็ต้องยอมรับเช่นนั้น คล็อปป์ เลยบอกว่า อาจเป็นแค่เกมเสมอเอฟเวอร์ตันแหล่ะ จึงพอจะเดาว่าคงไม่ใช่เป็นเจตนาจะวางแท็คติกอย่างนั้น แต่ก็ต้องเข้าใจแบบธรรมชาติว่า นูนเญซ คือหน้าเป้าธรรมชาติ จะพุ่งเข้าในกรอบเขตโทษหรือป้วนเปี้ยนบริเวณดังกล่าวเป็นหลักอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน นูนเญซ เองก็ยังต้องพยายามคลำเพื่อหาทางของตัวเองให้เจอ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เวลาปรับตัวและไม่อาจตอบได้เหมือนกันว่าจะมาถึงเมื่อไร หลุยส์ ดิอาซ ดูจะเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นสุดในแนวรุกปัจจุบัน วูบวาบอันตราย ขยันขันแข็ง มุ่งมั่นทุ่มเทเกือบตลอดเวลา แสดงถึงความพยายามชัดเจน ทว่าหลายจังหวะเขาเหมือนเล่นคนเดียว จะถูกโดดเดี่ยวไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนหรือจะเป็นเพราะนั่นคือสไตล์ก็ช่างเถอะ มันยังทำให้ทีมขาดสมดุลอยู่ดี ดีโอโก้ โชต้า ก็สนิมเกรอะกรังมานานจากปัญหาอาการบาดเจ็บ พักไปหลายเดือน ต้องรอให้เครื่องเคราเข้าที่เข้าทาง ในขณะที่ ฟาบิโอ คาร์วัญโญ่ ถ้าเป็นผลไม้ก็ห่ามเกินไป ต้องรอให้สุกกว่านี้ก่อน ซื้อมาเพื่ออนาคตแน่ๆ จะไปหวังมาร่วมแบกด้วยคงลำบาก แดนหน้าว่าปัญหาเยอะ ตรงกลางก็ใช่ย่อย ซึ่งหลายคนน่าจะพอเข้าใจว่าเกิดจากอะไร การบาดเจ็บของผู้เล่นอย่าง ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซึ่งเสมือนกระดูกสันหลัง รวมทั้ง เจมส์ มิลเนอร์ โรยลงไปมาก ต่อให้โคตรฟิตพลังม้า มันก็ยากจะยืนหยัดด้วยพละกำลังตลอดเวลา เมื่อรอบข้างไม่ดี ฟาบินโญ่ ก็ดร็อปตามด้วยอย่างไม่มีทางเลี่ยง แล้วจะไปฝากให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ซึ่งอายุยังไม่ครบ 20 ด้วยซ้ำ ให้เป็นศูนย์กลางคงไม่ได้หรอก เมื่อกลางไม่เดิน ไม่วิ่งพล่านอย่างเคย จำนวนการสปรินท์หรือไล่เพรสซิ่งฝ่ายตรงข้ามที่เป็นจุดแข็งมาตลอด กลับลดน้อยถอยลง สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น สำคัญกว่านั้นก็คือเมื่อแผงมิดฟิลด์ ทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ผลกระทบก็ต้องตกไปพวกกองหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้เลย แล้วแนวรับแต่ละคนก็ฟอร์มหลุดเช่นเดียวกัน เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โดนตำหนิอย่างหนักว่าเฉื่อยมากๆ ไม่มีความกระตือรือร้น จนโดนเล่นงานสะบักสะบอม มันก็ต้องย้อนกลับมาที่จุดเดิม นั่นคือนักเตะดีพอมากแค่ไหนหากทีมต้องเล่นเกมรับ อีกทั้งในวันที่ประสิทธิภาพการเปิดบอลไม่เหมือนเดิม เราจึงได้เห็นอย่างเกมล่าสุดนั่นแหล่ะ เทรนท์ ไม่อาจสลัดหลุดจากวงจรนี้ได้เลย สุดท้ายเจอข้อครหาเดิมๆ นั่นคือเป็นพวก Overrates หรือถูกยกย่องเกินฝีเท้าจริง โจ โกเมซ เข้าข่ายสามวันดี สี่วันแย่ ไม่มีความแน่นอนเลย แล้วพักหลังก็กลายเป็นภาระให้ เฟอร์กิล ฟานไดค์ ที่ดูแลตัวเองยังลำบาก ปกติแล้ว ฟานไดค์ เป็นนักเตะที่เนี๊ยบอย่างมาก แทบไม่ก่อความผิดพลาดเลย แต่จาก 7 เกมหลังสุด ทำเสียไปแล้ว 2 จุดโทษ ทั้งที่ก่อนหน้า 150 นัดไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้เลย แนวรับยืนกันสูง ดันเต็มพิกัด แต่ไม่ไล่เพรสซิ่งให้พอ ตรงกลางก็หมดพลัง ช่วยอะไรไม่ได้ ข้างหน้าก็อย่างที่เห็น กำลังอยู่ในช่วงถอยกลับมาเพื่อหาจุดลงตัว ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางลิเวอร์พูล ที่ผันตัวมาวิเคราะห์เกมมองอย่างฉีกแนวจากคนอื่นว่า เป๊ป ไลน์เดอร์ส ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ซึ่งออกหนังสือเล่าถึงเทคนิคและแนวทางการทำทีม อาจทำให้คนอื่นจับทางถูก หนังสือที่ชื่อ "อินเทนซิตี้" มียอดจำหน่ายสูงมากๆ วางแผงในช่วงที่หงส์แดงกำลังแรงฤทธิ์ ฮามันน์ ก็เลยถามว่าสโมสรปล่อยให้ทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน แม้จะไม่ได้ลงลึกทุกรายละเอียด ฮามันน์ ก็เชื่อว่าไม่สมควรที่จะเอาเรื่องข้างในไปเผยแพร่ให้คนนอกได้รับรู้ แต่อย่างที่บอกไว้นั่นแหล่ะ นี่เป็นช่วงเวลาที่แต่ละคนพยายามหาสาเหตุต่างๆนานา ซึ่งสุดท้ายแล้วคนที่น่าเข้าใจรู้ซึ้งกว่าใคร ย่อมหนีไม่พ้น เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่างหาก ในเมื่อเขายังยืนยันว่า สถานะทุกอย่างยังคงเดิม มุ่งมั่นกระหายไม่ได้แปรเปลี่ยน เรื่องต่างๆห้ามความคิดผู้อื่นไม่ได้ แต่เข้าใจดีว่าความจริงคืออะไร ก็ต้องมาตามดูว่าเขาจะแก้ไขแบบไหน เพราะเมื่อแก้แล้ว ยังไม่ดีขึ้น สงสัยได้มีการปลุกอาถรรพ์ 7 ปีขึ้นมาเป็นประเด็นกันอีกแน่นอน ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ยังไงกุนซือก็ไม่ใหญ่กว่าทีม ]

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เชลซีใช้ผู้จัดการทีมไปแล้วทั้งหมด 10 คนด้วยกัน ตั้งแต่ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ , ราฟาเอล เบนิเตซ , โชเซ่ มูรินโญ่ , กุส ฮิดดิ้งค์ , อันโตนิโอ คอนเต้ , เมาริซิโอ ซาร์รี่ , แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ โธมัส ทูเคิ่ล รายล่าสุด ไม่ต้องนับ สตีฟ ฮอลแลนด์ ซึ่งมาคุมขัดตาทัพสั้นๆเกมเดียว ตรงนี้สะท้อนได้ถึงวิธีการทำงาน โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรในช่วงดังกล่าวได้อย่างดีด้วย ว่าจัดการบริหารในลักษณะไหนกัน แม็ตต์ ลอว์ นักข่าวคนดังของเดอะ เทเลฟกราฟ ซึ่งเกาะติดเชลซีอย่างใกล้ชิดมาหลายปี ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า อบราโมวิช นิยมความสำเร็จแบบเร่งด่วน ดึงกุนซือคนที่คิดว่าใช่มาคุม ใช้เวลาไม่นานจะต้องมีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์ และกุนซือคนที่ว่าอาจจะอยู่กับสโมสรไม่นานเช่นเดียวกัน หากมีปัญหาขัดแย้งกันขึ้นมาหรือผลงานน่าผิดหวัง หลุดจากเป้าหมาย ก็พร้อมจะปลดและเปลี่ยนให้คนใหม่เข้ามาเลย ฟังดูแล้วเป็นวิธีบริหารที่ดูฉาบฉวยจริงๆ ภายนอกถูกเคลือบไว้ด้วยความสวยงาม แต่ข้างในดูผุพังเน่าเฟะ แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะตั้งแต่ อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์เชลซีในปี 2003 เกียรติยศความสำเร็จต่างๆ หลั่งใหลมาสู่ทีมมากมายก่ายกอง กวาดมาแล้วทุกรายการ นับแทบไม่หวาดไม่ไหว แถมยังรักษาระดับอย่างต่อเนื่อง หากจะตกต่ำก็แค่ช่วงสั้นๆ ใช้เวลาจูนไม่ก็กลับมาผงาดได้อีก บิลเลี่ยนแนร์ชาวรัสเซียมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด แทบไม่ลังเลเลย หากคิดว่าจะต้องลงโทษจริง ก็ชักกระบี่ฟันฉับทันที ไม่รีรอยึกยักให้เสียเวลาอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เราจะได้เห็นกุนซือชั้นนำมาทำหน้าที่ไม่นาน แล้วก็ผ่านไปด้วยชะตากรรมที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร อย่างไรก็ตามเมื่อ อบราโมวิช หมดอำนาจวาสนา สถานการณ์การเมืองของโลกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด บีบให้ต้องขายสโมสรทั้งที่ไม่เคยคิดจะแขวนป้ายเลย กลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาควบคุมกิจการ ย่อมบริหารในอีกรูปแบบ ท็อดด์ โบห์ลี่ หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งถูกผลักดันให้ออกหน้าโดยตรง พร้อมทั้งควบเก้าอี้ผู้อำนวยการกีฬา อันหมายถึงจัดการเรื่องนักเตะเองด้วย อยากจะเปลี่ยนนโยบาย เขาต้องการเห็นเชลซีมีผู้จัดการทีมอยู่กับสโมสรไปนานๆ เป็นเสาหลักสำหรับวางรากฐานให้มั่นคงแข็งแรง สร้างทีมแบบระยะยาว ไม่ใช่กุนซือผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้ามาอย่างที่เคย ดังนั้นจึงพยายามหาวิธีการ เพื่อส่งเสริมให้เชลซีเป็นไปตามอุดมคติ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทูเคิ่ล จะเห็นดีเห็นงามตามไปด้วยหรือกระทั่งเป็นคนที่ใช่จริง สมัย อบราโมวิช เรืองอำนาจ ทูเคิ่ล แทบไม่ได้คุยตรงกับบิ๊กบอสนัก แต่แค่ได้สนทนาปรึกษา มารีน่า กรานอฟสกาย่า ก็เพียงพอแล้ว การสื่อสารเข้าใจง่าย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนนัก ทูเคิ่ล ชอบใจลักษณะนี้อยู่แล้ว แค่อยากทำงานให้เต็มที่ตามบทบาทของตน เน้นเรื่องการฝึกซ้อมและในสนามเป็นหลัก ผู้บริหารไม่ว่าจะเป็น อบราโมวิช , บรู๊ซ บัค หรือ กรานอฟสกาย่า ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายนัก ยกเว้นเรื่องซื้อขายผู้เล่น ซึ่งต้องถามความเห็นผู้จัดการทีมด้วย ในขณะเดียวกันเขามักทำงานร่วมกับ ปีเตอร์ เช็ก เป็นส่วนใหญ่ เพราะถือว่าคุยกันง่าย ต่างฝ่ายต่างมีความรู้เรื่องฟุตบอลอย่างดี แม้บางทีจะมีข่าวลือในเชิงสองคนนี้ไม่ค่อยลงรอยกันนักก็ตาม พอเปลี่ยนมือกลุ่มทุนใหม่เข้ามา โบห์ลี่ อยากให้ ทูเคิ่ล แสดงความเห็นมากยิ่งขึ้น จึงดึงมาร่วมกลุ่ม WhatsApp ของกลุ่มผู้ถือหุ้นและฝ่ายบริหาร โดยเชิญพวกสต๊าฟฟ์ทูเคิ่ลมาอยู่ด้วย เพื่อหาโอกาสระดมสมองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เรื่องนี้ ทูเคิ่ล ไม่แฮปปี้เอาซะเลย เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเบื้องบน หน้าที่ของตนควรตีกรอบแค่การทำทีมเท่านั้น พร้อมเงื่อนไขทำอย่างไรก็ได้ให้ประสบความสำเร็จ ตรรกะง่ายๆเช่นนี้ ก็น่าจะรู้กันอยู่ ไม่เห็นจะต้องยุ่งยากมากความ เอาเขาไปอยู่ในกรุ๊ปเลย จะให้แสดงความเห็นอะไรนักหนา มันออกจะน่ารำคาญเกินไป เจตนาของ โบห์ลี่ คือหวังดีแหล่ะ อยากเห็นเชลซีถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มีแบบแผน การถกเพื่อแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ย่อมเป็นผลดีกับสโมสรอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ ทูเคิ่ล ไม่ชอบงานในลักษณะดังกล่าวเลย เหมือนที่เจอมาสมัยคุมปารีส แซงต์ แชร์กแมง เคยเปิดใจกับ Sport1 สื่อดังเยอรมันว่า รู้สึกตัวเองเป็นเหมือนรัฐมนตรีกีฬา ซึ่งต้องคอยแทคแคร์ดูแลนักเตะ แม้กระทั่งครอบครัวเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด เหมือนบอร์ดบริหาร ดูไม่เข้าใจการทำงานตามบทบาทสักเท่าไร ยกตัวอย่างหากนักเตะในทีมต้องการอะไร ไม่ใช่ต้องมาโยนให้ ทูเคิ่ล จัดการทั้งหมด ลำพังตัวเขาเป็นแค่ที่ปรึกษาก็น่าจะพอ แล้วพอ ทูเคิ่ล เอาเรื่องข้างใน มาเปิดเผยข้างนอก แถมยังพูดในเชิงตำหนิอีก ส่งผลให้บอร์ดเปแอสเชฉุนเฉียว นำไปสู่การปลดจากทีมนั่นเอง ในขณะเดียวกัน โบห์ลี่ อาจดูเหมือนสนับสนุน ทูเคิ่ล ในตลาดซื้อขายซัมเมอร์ที่ผ่านมา ใช้เงินไปมากที่สุดถึง 271 ล้านปอนด์ สำหรับการเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีกว่าจะได้ผู้เล่นใหม่เข้ามา เกิดความล่าช้าไม่น้อยเลย การเจรจาหลายดีลล้มเหลว ส่วนพวกที่ขายออกก็ไม่มีความชัดเจน จนทำให้บางคนสับสน สมาธิไม่ได้อยู่ในสนามเลย นอกจากนี้ผู้เล่นบางราย น่าจะเป็นผลงานการคัดสรรของ โบห์ลี่ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่า ซื้อมาแบบไร้ข้อมูล ไม่ใช่แค่นั้นการจัดการง่ายๆ ก็ปล่อยให้เกิดปัญหา อย่างเกมไปเยือนลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ปล่อยให้สต๊าฟฟ์บางคนนั่งรถบัสไป แทนที่จะประหยัดเวลาเพื่อทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยการนั่งเครื่อง เรื่องนี้ ทูเคิ่ล เองก็โวยออกสื่อด้วย คงหงุดหงิดที่ทีมแพ้ยับ 0-3 และแน่นอนบอร์ดบริหารย่อมไม่พอใจ เชื่อกันว่าผู้เล่นเชลซีหลายคนเสื่อมศรัทธา ทูเคิ่ล มาตั้งแต่ปลายฤดูกาลก่อน ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน นี่เป็นอีกส่วนสำคัญช่วยให้ โบห์ลี่ ตัดสินใจเชือดทิ้งเลย เพราะประเมินแล้วไม่น่ากระทบถึงบรรยากาศในห้องแต่งตัว ดูได้จากข่าว ทูเคิ่ล แยกทางกับเชลซี กว่าจะมีใครสักคนออกมาโพสต์อำลา ต้องรอนานมากๆ ผ่านไป 4 ชั่วโมงเพิ่งจะเห็น เวสลี่ย์ โฟฟาน่า แข้งใหม่ป้ายแดงเคลื่อนไหวทางโซเชี่ยล งานนี้ ทูเคิ่ล เองเริ่มเสียอำนาจในห้องแต่งตัว ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่คือส่วนสำคัญเลยสำหรับการใช้เป็นอำนาจต่อรองกับบอร์ดบริหาร เมื่อนักเตะไม่ไว้ใจคุณอีกต่อไป มันก็เป็นเรื่องยากจะกลับมาเหมือนเดิม ความคลาสสิกและโรแมนติกเหมือนช่วง 4 เดือนแรกของ ทูเคิ่ล ที่พาทีมครองเจ้ายุโรป ไม่หลงเหลืออีกแล้ว กระทั่งพ่ายแพ้ดินาโม ซาเกร็บอย่างคาดไม่ถึง ทูเคิ่ล ออกมาฟาดงวงควงงาใส่ผู้เล่นว่า ไม่ทุ่มเทอย่างที่ควร พร้อมจะริบวันหยุดคืนทั้งหมด ก็ได้โอกาสปลดสลักระเบิดให้ตูม แฟนบอลไม่น้อยมองว่าเร็วเกินไป บ้างก็บอกบอร์ดโหดมาก ควรให้เวลาสักหน่อย เช่นเดียวกับคำนึงถึงสิ่งที่ ทูเคิ่ล สร้างเอาไว้ด้วย แต่ในมุมฝ่ายบริหารเห็นต่าง พวกเขาต้องการคนที่คอนโทรลได้ เห็นคล้อยตามนโยบาย สื่อสารกันราบรื่นกว่าที่เป็นอยู่ ทูเคิ่ล จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกครั้ง ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117