breadcrumb symbol หน้าหลัก

คู่ชิง ucl 2021 “มหาศึกแห่งเงินตรา” ของสองทีมแห่งเกาะ อังกฤษ

หลังจากที่ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี กลายเป็น คู่ชิง ucl 2021 ในฤดูกาลนี้ และดูเหมือนว่าจะมี ไฮไลท์ต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คงจะเป็นเรื่องของการเจอกัน ของสองยอดทีมมหาเศรษฐี ที่มีเจ้าของทีมเป็นเศรษฐีพันล้าน โดยมีการเดิมพันเป็นอันดับหนึ่งในยุโรปฤดูกาลนี้ เป็นเครื่องวัดความสำเร็จ

ตัวแทน ของเกาะอังกฤษ สู่การเป็น คู่ชิง ucl 2021

ว่ากันตามตรง ทั้งทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ทีมเชลซี ต่างถูกหวย ที่มีทั้ง ชีค มันซูร์ และ โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์และเป็นเจ้าของทีม เพราะก่อนหน้าการมาของท่านมหาเศรษฐีทั้งสองคน เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ทั้งสองสโมสร เป็นเพียงแค่ทีมระดับกลางๆ สโมสรเชลซี ไม่ใช่ทีมแนวหน้าของลอนดอน เพราะยังเป็นรอง ทีมอาร์เซน่อล ในขณะที่ สโมสรแมนซิตี้ ก็ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบบังมิดไม่เห็นฝุ่น แต่ด้วยอำนาจเงินตราที่ล้นเหลือ สองทีมนี้ ก็แปลงร่างกลายเป็นทีมระดับแนวหน้าของ พรีเมียร์ลีก และกำลังจะกลายเป็นสุดยอดของยุโรป หลังพวกเขาทั้งสองทีมเข้าสู่ รองชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก โดยจะวัดว่า ทีมไหนจะเป็น เจ้าแห่งยุโรป ในฤดูกาลนี้

การเข้ามาของ โรมัน สู่สโมสรเชลซี



โรมัน อับราโมวิช เป็นผู้ที่เข้ามาสู่วงการพรีเมียร์ลีกก่อน หลังจากยอมจ่ายเงิน 140 ล้านปอนด์ เพื่อเข้ายึดสโมสรเชลซี โดยเซ้งต่อมาจาก เคน เบตส์ ในปี 2003 หลังจากที่เจ้าตัวประสบความสำเร็จในการค้าน้ำมัน และ ก๊าซ ในรัสเซีย จนกระทั่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ จากนั้น เขาต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ และอยากจะลงทุนในหมวดของกีฬา เพราะฟุตบอล คือกีฬาฮิตในรัสเซีย รวมถึงศึกพรีเมียร์ลีกด้วยเช่นกัน การเข้าประชุมเพื่อเจรจาการซื้อขายเชลซี ใช้เวลาเพียง 15 นาที ทุกอย่างก็เรียบร้อย เพราะ ศึกษาความพร้อมรวมถึง เงินในประเป๋าก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร นั่นคือจุดพลิกผันของเชลซี มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ กระซิบให้นิดนึงตรงที่ว่า โรมัน อับราโมวิช เกือบจะไป เทคโอเวอร์สเปอร์ส ก่อนด้วยเช่นกัน เพียงแต่ แดเนี่ยล เลวี่ เจ้าของไก่เดือยทองต้องการขายหุ้นให้โรมันแค่ 30% ทำให้ ข้อเสนอไม่ได้ดึงดูด เพราะในใจของ โรมัน เขาต้องการเป็นเจ้าของสโมสรแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

การมาของ ท่านชีคมันซูร์ สู่ทีมแมนซิตี้



ส่วนฟากฝั่งของ ทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ท่านชีคมันซูร์ เข้าสู่วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงเดือนกันยายนปี 2008 ท่ามกลางเสียงฮือฮา เพราะถ้าใครเหลือไปเห็นทรัพย์สินเงินตราที่ ชีคหนุ่มวัยเพียง 35 ปีในขณะนั้นมีแล้วคงต้องตกใจ ถึงขนาดที่ว่า โรมัน จากฝั่งเชลซีว่าโคตรรวยแล้ว แต่ท่านชีค มีมากกว่านั้น และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมาของทั้งสองเจ้าของสโมสร ทำให้ทั้งเชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก้าวขึ้นเป็นทีมระดับแนวหน้าของพรีเมียร์ลีกทันที เชลซีสามารถกวาดแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากมาย ไม่แพ้กับ สโมสรแมนซิตี้ และที่สำคัญในเวลานี้ สถานการณ์ด้านการเงินของทั้งสองทีม คงต้องบอกว่า ไม่มีใครกล้ามาสู้แน่ๆ

การใช้จ่ายเงิน กับการเป็นเจ้าของทีม ในพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ โรมัน อับราโมวิช เข้าคุมทีม มีการประเมินการจ่ายเงินให้กับสโมสรไปแล้วกว่า 2 พันล้านปอนด์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม ไม่ต้องอะไร ในช่วงที่โควิด กำลังเล่นงานวงการฟุตบอล แต่เชลซี ในฤดูกาลนี้ กลายเป็นทีมที่กล้าควักและจ่ายเงินมากที่สุด ในการคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ตซ์ สองดาวเด่นจากบุนเดสลีกามาร่วมทัพแบบสบายๆ ในมุมหนึ่ง ก็มาจากการขาย เอเด็น อาซาร์ ไปให้กับ เรอัล มาดริด ทำให้มีการหมุนเงินใช้จ่ายได้คล่องตัวด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็มีการลงทุนในช่วงที่ ท่านชีค เข้ามาสู่ทีมไปแล้วกว่า 1.7 พันล้านปอนด์ แม้จะมีการหักการใช้จ่ายสุทธิกันออกมาที่ 500 กว่าล้านปอนด์ก็เถอะ แต่ การลงทุนนี้ ไม่ได้กระเทือนกระเป๋าสตางค์ของท่านชีคแม้แต่น้อย เพราะ ทรัพย์สินที่แกมี ประเมินกันออกมาแล้วมีมากกว่า 20 พันล้านปอนด์เลยทีเดียว

ความสำเร็จ ของทั้งสองทีม จนถึงการเป็น คู่ชิง ucl 2021



เชลซีในยุคของ โรมัน เคยประสบความสำเร็จในการเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาแล้ว 1 ครั้ง ในปี 2012 และแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก ในปี 2013 และ 2019 ซึ่งนี่คือความสำเร็จในระดับยุโรป ที่ เชลซีและโรมันได้รับ นับแต่เขาก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของสโมสร ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จระดับแชมป์ยุโรปของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถามหา ไม่ว่าจะเป็น ท่านเจ้าของสโมสร, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า รวมถึงนักเตะทุกคนและแฟนบอล ต่างเฝ้ารอถ้วย ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ใบนี้มานาน หลังจากที่เป็นตัวเต็งมาหลายปี แต่ยังไม่เคยแม้กระการทะลุเข้าสู่รองชิงชนะเลิศ เพราะฉะนั้น นี่จะเป็น ครั้งแรกที่พวกเขากำลังใกล้เคียงกับแชมป์ยุโรปมากที่สุด

เป้าหมายของทั้ง สองสโมสร



ว่ากันว่า นับตั้งแต่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่กลุ่มอะบูดาบี้ ของท่านชีค เข้ายึดครองแมนเชสเตอร์ซิตี้ จริงๆ แล้ว นอกจากการเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศอังกฤษที่พวกเขาหมายปอง การเป็นแชมป์ยุโรป ถูกกำหนดเอาเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดมาโดยตลอด พวกเขาเริ่มต้นด้วยการซิวนักเตะระดับฟาบินโญ่ ซึ่งเป็นดาราลูกหนังระดับโลกเบอร์แรกๆ ในยุคเศรษฐีน้ำมัน จนกระทั่ง สิ้นเสียงนกหวีดในรอบตัดเชือกกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่มีดาวเด่นระดับโลกคับคั่ง แต่ในระบบทีมเวิร์ค และ การทำงานของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็เดินเข้าสู่ถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปได้ใกล้เคียงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรแล้ว เหลืออีกเพียงแค่อย่างน้อย 90 นาทีเท่านั้น ฝั่งฝันที่พวกเขาวาดเอาไว้จะเป็นจริงหรือไม่ อีกไม่นานคงจะได้รู้กันแน่





จะว่าไปแล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็เผชิญความกดดันในการพาทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อเป็นแชมป์ยุโรปไม่น้อย เพราะพวกเขาทำดีที่สุดคือการผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในช่วง 3 ปีหลังสุดเท่านั้น ก่อนหน้านี้ ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งนี่เป็นปีแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือก และทะลุเข้าสู่รองชิงชนะเลิศได้ทันที อย่างไรก็ตาม หนามยอกอกที่คอยเป็นกำแพงด่านสุดท้าย ที่จะคอยสกัดกั้นไม่ให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประสบความสำเร็จ ก็มีดีกรีไม่ธรรมดา และมาจากการเปลี่ยนผันกลางฤดูกาล ทำให้เชลซี เริ่มกลับเข้าสู่ความยอดเยี่ยมได้อีกครั้ง หลังจากที่ ทีมตัดสินใจเด็ดขาด ปลด แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ ได้ตัว โทมัส ทูเคิ่ล เข้ามากุมบังเหียนแทน การมาของทูเคิ่ล เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และเขาก็สามารถกระชากฟอร์มการเล่นของทั้ง ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ออกมาได้ทันเวลา ผิดจากสมัยที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นั่งแท่นเป็นกุนซืออยู่ชัดเจน





สองดาวเตะเยอรมัน ที่ท่านประธานโรมัน อนุมัติเงินก้อนใหญ่ ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ถูกวิจารณ์ถึงความไม่คุ้มค่าในการลงทุนมาโดยตลอด แต่ที่สุดแล้ว ทั้งสองคนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ทำให้ เชลซี ก้าวเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกสมัย ย้อนกลับมาดูถึงเหตุผลว่า ทำไมนี่จึงเป็นสงครามแห่งเงินตรา ที่ยอดทีมโคตรเศรษฐีจากอังกฤษมาเผชิญหน้ากัน อย่างที่กล่าวไปในช่วงต้น ทั้ง chelseafc และ manchester city ไม่มีทางเข้าใกล้ความยิ่งใหญ่ได้เลย หากไม่ได้เม็ดเงินจากสองเจ้าของสโมสร สาดเข้าสู่ทีมอย่างไม่อั้น chelsea ประสบความสำเร็จ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 5 สมัย ในขณะเดียวกัน man city ก็ประกาศศักดา คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว 4 สมัย ฤดูกาลนี้ กำลังจ่อก้าวขึ้นเป็นแชมป์สมัยที่ 5 เท่ากับเขลซี นั่นหมายความว่า นับตั้งแต่หมดยุคมหาอำนาจอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว ก็มีเพียงแค่สองทีมนี้ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษกันเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ควาสำเร็จในแชมป์พรีเมียร์ลีกเท่านั้น เชลซีในยุคของ โรมัน อับราโมวิช ยังกวาดแชมป์เอฟเอคัพได้อีก 5 สมัยเช่นกัน รวมถึงแชมป์ลีกคัพอีก 3 สมัย ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์เอฟเอคัพมายุคของชีค มันซูร์ได้ 2 สมัย รวมถึงแชมป์ลีกคัพ 6 สมัย ซึ่ง 4 ครั้งหลังสุด พวกเขาไม่พลาดท่าให้ใครเลยในถ้วยใบเล็กสุดของอังกฤษ ทั้งเชลซี กับแมนซิตี้ นอกเหนือจากการลงทุนในการซื้อนักเตะระดับแนวหน้าของโลกแล้ว พวกเขายังกล้าลงทุนในการจ้างกุนซือระดับพระกาฬ ลงพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยระดับสูงสุด เพื่อการเติบโตของทีมอย่างก้าวกระโดด โดยไม่สนคำครหาจากทีมเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญ แต่ละทีมได้แต่มองตาปริบๆ กับ ความใจสปอร์ตของสองเจ้าของสโมสร ที่พร้อมจะสปอยทุกอย่างเพื่อความสำเร็จของทีมให้มากที่สุด





ว่ากันว่า การลงทุนระดับหลายพันล้านปอนด์ของเชลซี และทีมแมนซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นเม็ดเงินที่มหาศาลของทีมอื่นๆ แล้ว แต่สำหรับ เจ้าของอย่าง โรมัน อับราโมวิช และ ชีค มันซูร์นั้น นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเงินที่ทั้งคู่มีอยู่ เพราะธุรกิจหลักใหญ่ของทั้งสองคน ไม่ใช่การมีผลกำไรจากการทำธุรกิจฟุตบอลแต่อย่างใด ที่สำคัญ หลายคนยังค่อนแคะว่า นี่เป็นเพียงแค่ของเล่น ที่ทั้งคู่ ใช้ในการโปรโมตชื่อเสียง ประชาสัมพันธ์ตนเองของสองเจ้าของสโมสรทีมมากกว่า ในเมื่อ ทั้งสองทีมได้มาเจอกันเอง ในฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุด ในช่วงเวลาที่ ธุรกิจลูกหนังทั่วโลก กำลังหยุดชะงักลง จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะ ทั้งสองทีมนี่แหละ ดูเหมือนจะมีความพร้อมที่สุด ในช่วงที่โควิด -19 กำลังสั่นประสาทวงการฟุตบอล ที่แม้แต่ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลน่า กำลังเป๋ไม่เป็นท่า และส่อแววขาดทุนกันแบบทนรับสภาพไม่ไหว จนเป็นที่มาสู่การก่อตั้ง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ที่เป็นข่าวใหญ่ในหน้าวงการฟุตบอลไปไม่นานมานี้ ความสำเร็จในปีนี้ ไม่ว่า ใครจะเป็นแชมป์ในบั้นปลาย ถือว่า สมศักดิ์ศรีทั้งสองทีม เพราะเส้นทางที่เดินมาในแต่ละรอบ ผลงานเป็นที่ประจักษ์ และ เหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นคู่ชิงชนะเลิศ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชม นั่นก็คือ ความเอาใจใส่ และ กล้าที่จะลงทุนให้กับสโมสรของตัวเองอย่างเต็มที่ ที่กล่าวมาเช่นนี้ เป็นเพราะตัวอย่างที่บรรดาเจ้าของทีมที่เงินถุงเงินถัง แต่กลับเข้ามากอบโกย ผลประโยชน์ของทีมมากกว่าที่จะลงทุนเพื่อความก้าวหน้าของทีม ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย และย้อนกลับไปมองที่เชลซี และแมนซิตี้ เดินหน้ามาถึงวันนี้ได้ นอกจาก มีนักเตะดี โค้ชเก่งแล้ว แบ็คอัพจากสองประธานสโมสร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยทีเดียว ว่ากันว่า หากทั้งสองคนไม่ว่าจะเป็น ท่านชีค มันซูร์ หรือ โรมัน อับราโมวิช ยังคงอยู่ในวงการฟุตบอลต่อไป ทั้งแมนเชสเตอร์ซิตี้ และเชลซี ไม่มีทางที่จะอ่อนแรงจากการเป็นทีมมหาอำนาจแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษและฟุตบอลยุโรปอย่างแน่นอน เพราะนับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ยังไม่เคยเห็นอาการแผ่วปลายของสองเจ้าของสโมสร ในเรื่องของการอัดฉีดเงินเข้าสู่ทีมตัวเองเลยแม้แต่น้อย ใครเป็นแฟนบอลเชลซี และแมนเชสเตอร์ซิตี้ ในยุคนี้ มีแต่รอยยิ้ม เพราะเศร้าไม่นาน เดี๋ยวท่านเจ้าของสโมสรก็จัดการให้ทีมกลับมาแข็งแกร่งได้เหมือนเดิมอยู่ดี เพราะ เงินมันมีเยอะเกินกว่าใคร วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของทั้งสองทีม เพราะหากเชลซีได้แชมป์ พวกเขาจะเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่สอง ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ซิตี้ ท่านชีคมันซูร์บอก รอวันนี้มานาน หากเป็นจ้าวแห่งยุโรปได้สำเร็จดั่งวัตถุประสงค์ ลองมาตามต่อกันว่า โบนัสนักเตะและโค้ช จะเป็นอะไร แต่รับประกันว่า ไม่ใช่ของถูกๆ อย่างแน่นอน.